‘ส.ส.โอ๋’ คนขอบกรุง กับรถไฟสายสีส้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459358

‘ส.ส.โอ๋’ คนขอบกรุง กับรถไฟสายสีส้ม

24 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:25 น.

รถไฟฟ้าสีส้มเจ้าปัญหา “ส.ส.โอ๋” ขวัญใจชาวบ้าน สู้เพื่อคนกรุงฝั่งตะวันออก

++
    ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย เมื่อเช้าวันที่ 24 ก.พ.2564  วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม.เขต 13 พรรคพลังประชารัฐ ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีการโหวต “งดออกเสียง” ให้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย

ช่วงหนึ่ง “ส.ส.ฐิติภัสร์” กล่าวยืนยันถึงการโหวตงดออกเสียง ว่า ได้ตัดสินใจทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส.โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ไม่มีเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ยืนยันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีผลประโยชน์ หรืออามิสสินจ้างใดเข้ามาเกี่ยวข้อง เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ด้วยความสุจริต และย้ำว่า จะไม่ลาออกจาก ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
    ที่น่าสนใจ “ส.ส.โอ๋” ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประกาศว่า เธอทำหน้าที่ ส.ส.โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งจากการฟังคำชี้แจงของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในการตอบคำอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน ไม่ชัดเจน ทำให้สังคมตั้งข้อกังขาเรื่องการเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) และการล้มการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม “ส.ส.โอ๋” จึงงดออกเสียง 

           2 ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ สายตะวันออก 

    ด้านหนึ่ง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 35.9 กิโลเมตร โดยมีอยู่ 2 ส่วน คือสายสีส้มตะวันออก จากมีนบุรีมาศูนย์วัฒนธรรม ส่วนที่สองคือ สายสีส้มตะวันตก จากศูนย์วัฒนธรรมไปบางขุนนนท์ 
    ส่วนสายสีส้มตะวันออกนั้น เป็นพื้นที่เลือกตั้งของ “ส.ส.โอ๋” โดยตรง เธอจึงลุกขึ้นมาเกาะติดโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ร่วมกับเพื่อน ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์

       กลุ่ม ส.ส.ดาวฤกษ์ ในสภาฯ

    ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 ก.พ.2564  จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท โดยพุ่งเป้าไปที่การแก้ไขเงื่อนไขการประมูล เปลี่ยนแปลงการประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีส้ม ของคณะกรรมการที่เรียกว่า “8 อรหันต์”
    เหนืออื่นใด เอกชนรายหนึ่งที่ซื้อซองประมูลไปแล้ว ฟ้องศาลปกครอง กรณีเปลี่ยนเงื่อนการประมูล แต่คณะกรรมการทั้ง 8 คน ก็ล้มการประมูล โดยไม่รอการตัดสินของศาลปกครอง ตรงนี้แหละที่ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย

++
คนบางกะปิ
++
    “ส.ส.โอ๋” ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม. เขต 13 สำหรับคนบางกะปิรู้จักตระกูล “โชติเดชาชัยนันต์” เป็นอย่างดี เพราะบิดาของเธอ เคยเป็น ส.ก.เขตบางกะปิมาก่อน 
    ช่วงการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ เขต 13 เขตบางกะปิ และเขตวังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) สื่อมวลชนส่วนใหญ่ จะให้ความสนใจ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มากกว่า
    ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 13 ทำให้กองเชียร์ ปชป. และเพื่อไทยผิดหวัง เมื่อ “ส.ส.โอ๋” ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง 27,489 คะแนน ตามมาด้วยตรีรัตน์ 23,912 คะแนน ส่วนพริษฐ์ ได้ 17,958 คะแนน
    ปัจจัยที่ทำให้ “ส.ส.โอ๋” ได้รับชัยชนะนั้น มาจากกระแสความสงบจบที่ลุงตู่ ประกอบกับฐานเสียงเดิมของบิดา ในพื้นที่บางกะปิ
    ก่อนหน้าจะลงสมัคร ส.ส. “โอ๋” ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชน ในนามมูลนิธิสยามรวมใจมาตลอด จนเป็นรู้จักของชาวบ้านละแวกนั้น 

         ส.ส.โอ๋ รับใช้ประชาชน 24 ชั่วโมง

    ทุกวันนี้ “ส.ส.โอ๋” กลายเป็นขวัญใจชาวบ้านในพื้นที่ กทม.บางกะปิ–วังทองหลาง วิ่งรอกทั้งงานหลวง งานราษฎร์ ไม่เคยขาด นอกจากนี้ ทุกเดือน “ส.ส.โอ๋” จะหักเงินเดือนส่วนตัว เดือนละ 20,000 บาท ซึ่งทำมานานแล้ว เพื่อซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิร์ส) ให้กับผู้ป่วยติดเตียง-ผู้พิการ ควบคู่กับการคอยประสานรถพยาบาลของมูลนิธิสยามรวมใจ วิ่งรับ–ส่งผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง 
    กรณี “งดออกเสียง” ให้รัฐมนตรีคมนาคม เนื่องจากการตอบคำอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องการล้มประมูลรถไฟฟ้าสีส้ม ไม่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลเพียงพอ “ส.ส.โอ๋” จึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเธอรักษาผลประโยชน์ของคนขอบกรุง ฝั่งตะวันออก

“หนู” โมเดล สวนมติพรรค จาก “โต้ง” ถึงงูเห่าสีส้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459312

“หนู” โมเดล สวนมติพรรค จาก “โต้ง” ถึงงูเห่าสีส้ม

24 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:56 น.

โหวตสวนมติพรรค กรณี 6 ส.ส.ดาวฤกษ์ ถึง 4 ส.ส.ดาวส้ม “เสี่ยหนู” มีท่าทีต่างกัน หรือมีต้นแบบจาก “โต้งเอฟเฟกต์”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

++
หลังเกิดกรณี “โหวตแตก” ในศึกซักฟอก ส่งผลให้มีรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย     

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2564 ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับกรณี 6 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ โหวตงดออกเสียง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ว่า จากนี้พรรคภูมิใจไทย จะติดตามการสอบสวนของคณะกรรมการของพรรคพลังประชารัฐ ตามระยะเวลา 15 วันที่ตั้งไว้ เพื่อรอดูบทลงโทษและมติของพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร กับ ส.ส.ทั้ง 6 คน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ แจงงดลงคะแนน รมต.พรรคร่วมฯ คือ การปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.-“มาดามเดียร์”เผยเป็นการรักษามารยาท

ส.ส.โต้ง วันขอโทษเสี่ยหนู โหวตสวนมติพรรค    

“ลูกชายเฮียตือ” (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ยังได้อธิบายประเด็น “โหวตสวนมติพรรค” ของ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส. ศรีสะเกษ ซึ่งงดออกเสียง ตอนโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นั้นเป็นคนละสถานการณ์ ขณะนั้นสถานะของพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีมติพรรคร่วมรัฐบาล    

ที่สำคัญ สัดส่วนการร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นใช้เพียงเสียง ส.ส.50 เสียง ไม่ใช่ 51 เสียง จึงไม่นับรวมสิริพงศ์     

จริงๆแล้ว ใครก็รู้ทั้งสภาฯ เวลานั้น ลูกชายเฮียตือ 2 คนคือ ภราดร ปริศนานันทกุล และกรวีร์ ปริศนานันทกุล รวมทั้งสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ตกเป็นเป้าว่า จะงดออกเสียงให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาแต่แรกแล้ว ถึงนาทีสุดท้าย “โต้ง ศรีสะเกษ” ใจถึงกว่า “บอล-แชมป์” คนอ่างทอง

ส.ส.โต้ง และกลุ่มยังบลัดในภูมิใจไทย

++
ไม่เอา คสช.
++
ปรากฏการณ์ “โต้งเอฟเฟกต์” งดออกเสียง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ไม่โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ได้ตั้งกรรมการสอบเสี่ยโต้งในกรณีดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมติพรรค แต่ข่าวก็เงียบไป กระทั่ง “ลูกชายเฮียตือ” ออกมาแถลงวานนี้(23 ก.พ.) จึงทราบกันว่า เสี่ยโต้ง ไม่มีความผิด     

การตัดสินใจงดออกเสียงของเสี่ยโต้งในวันนั้น ได้แต้มบวกมหาศาล สำหรับการรักษาฐานเสียงในพื้นที่เขต 1 ศรีสะเกษ เพราะระหว่างหาเสียง เสี่ยโต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ไปกราบขอคะแนนจากคนเสื้อแดง ด้วยคำมั่นสัญญาไม่เอา “ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี จนได้คะแนนท่วมท้น    

สมัยที่เสี่ยโต้งยังสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ได้รวมกลุ่มกับลูกชายเฮียตือ ตั้งกลุ่มยังบลัด ปฏิวัติพรรคชาติไทยพัฒนา ชูธงไม่สนับสนุน คสช.     

ปลายปี 2561 เสี่ยโต้งกำลังจ่อคิวเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ตามสัญญาสุภาพบุรุษกับท็อป วราวุธ แต่ดันเจอกลุ่มผู้อาวุโสหักดิบ ไม่เอากลุ่มยังบลัด เสี่ยโต้งและลูกชายเฮียตือ จึงหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่พรรคภูมิใจไทย    

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในเวลานั้น ก็ทราบดีว่า เสี่ยโต้งคิดอ่านทางการเมืองอย่างไร แต่ด้วยการสรุปบทเรียนจากเลือกตั้งปี 2554 ภูมิใจไทยพ่ายยับ เพราะแสดงตัวเป็นพันธมิตร “3 ป.” ออกหน้าออกตา    

เลือกตั้งปี 2562 ภูมิใจไทยยุคหนูอยู่เป็น จึงวางตัวเป็น “พรรคทางสายกลาง” และการได้กลุ่มเสี่ยโต้งเข้ามา ก็ดึงคะแนนคนรุ่นใหม่ให้เลือกพรรคสีน้ำเงินอีกต่างหาก    

พูดง่ายๆ ค่ายบุรีรัมย์ ต้องการให้กลุ่มเสี่ยโต้ง แสดงบท “ผู้แทนหัวก้าวหน้า” เหมือน ส.ส.พรรคก้าวไกล เอาใจแฟนคลับรุ่นเยาวชนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน เพราะเสี่ยโต้ง เป็น “ไอดอลเด็กอีสาน” จากการเป็นนายทุนสร้างหนังไทยชุดไทบ้านเดอะซีรีส์     

นี่คือ สิ่งที่ “นายใหญ่บุรีรัมย์” อ่านเกมในวันข้างหน้า ฉะนั้น การงดออกเสียงโหวตนายกฯ จึงจบตรงที่เสี่ยโต้งออกมาขอโทษทุกฝ่าย        

กลางปี 2563 ขบวนการนอกสภา นำโดยเยาวชนปลดแอก จัดการชุมนุมใหญ่ เรียกร้องให้นายกฯ ประยุทธ์ ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560  เสี่ยโต้งกับลูกชายเฮียตือ กระโดดออกมาสนับสนุนข้อเสนอของขบวนการเยาวชนปลดแอกทันที    

หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุด ไม่ว่าจะเหตุผลใดในวันข้างหน้า ทีมเสี่ยโต้ง ก็จะเป็นทัพหน้าฝ่ายประชาธิปไตยจ๋า หาแต้มบวกให้เสี่ยหนู 

ทนายคารม ผู้ประกาศตัวว่าจะไปพรรคภูมิใจไทย

++
งูเห่าสีส้ม
++
พรรคภูมิใจไทยหรือพรรคสีน้ำเงิน ถือได้ว่า ถูกโฉลกกับพรรคสีส้มเอามากๆ เนื่องจากตอนที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ได้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ส.เขต 9 คน เลือกไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แทนที่จะพรรคก้าวไกล    

ในวันลงมติซักฟอกรัฐบาล ปรากฏว่า มี ส.ส.พรรคก้าวไกล 4 คน โหวตให้ อนุทิน ชาญวีรกูล จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วประเทศ     

4 ส.ส.พรรคก้าวไกล แหกมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน โหวตเห็นด้วยกับรองนายกรัฐมนตรี อาจมองว่าเป็น “เอกสิทธิ์ ส.ส.” ที่ตัดสินใจได้ โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าพรรค    

อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกล ได้มีมติลงโทษ 4 ส.ส.ได้แก่ คารม พลพรกลาง , นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ,พีระเดช คำสมุทร และขวัญเลิศ พานิชมาท โดยมีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับพรรค ข้อ 119 กล่าวคือ การตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง และการให้พ้นสมาชิกภาพจากพรรคการเมือง    

พรรคก้าวไกล เลือกที่จะตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง โดยไม่ส่งสมาชิกทั้ง 4 ลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งถัดไป และจะดำเนินการตามระเบียบพรรคเพื่อให้ถอด นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ออกจากการเป็นรองเลขาธิการพรรค     

นอกจากนี้ พรรคก้าวไกล ไม่อนุญาตให้สมาชิกทั้ง 4 เข้าร่วมกิจกรรมและไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อพรรคในการทำกิจกรรมต่างๆทางการเมือง    

ตอนแรก คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้สัมภาษณ์นักข่าว PPTV ว่า พร้อมจะให้พรรคขับออก และเตรียมจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่วันถัดมา “คารม” ให้สัมภาษณ์ใหม่ว่า คนอย่างเขาจะไปอยู่พรรคไหนก็ได้ ไม่ได้ระบุชื่อภูมิใจไทย    

เรื่องงูเห่าสีส้ม ไม่มีปฏิกิริยาใดๆออกมาจากแกนนำค่ายสีน้ำเงิน แม้ “คารม” จะพาดพิงชื่อพรรค แต่ก็ไม่กล้าตำหนิทนายคารม     

กรณีโหวตงดออกเสียง 2 พรรคคือ 6 ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ และ 4 ส.ส.กลุ่มดาวสีส้ม พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีต่างกัน ทั้งที่สองกลุ่มทำเรื่องเดียวกันคือ ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. “งดออกเสียง” บนพื้นฐานข้อมูลแตกต่างกัน    

ฤาถ้อยแถลงจากปากของทนายคารมจะเป็นเรื่องจริง?

ม็อบพม่า “ขาใหญ่” ชาติพันธุ์ ตัวแปรศึกท้องถนน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459225

ม็อบพม่า “ขาใหญ่” ชาติพันธุ์ ตัวแปรศึกท้องถนน

23 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:19 น.

ตัวแปรศึก “มินอ่องหล่าย-ซูจี” ที่ไม่ควรมองข้ามคือ “กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์” กว่า 20 กลุ่ม หากเกิดเหตุนองเลือดทั่วเมียนมา

++
การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเมียนมากับพรรคเอ็นแอลดี ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาทางลงกันอย่างไร? ม็อบอารยะขัดขืนแสดงพลังกันทุกวัน ทหารและตำรวจ ก็วางกำลังตรึงทุกพื้นที่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว

เจ้ายอดศึก ผู้นำไทใหญ่ใต้    

อันที่จริง การเมืองเมียนมา ยังมีตัวแปรที่นักวิเคราะห์สถานการณ์ในเมืองไทยพูดถึงน้อยมาก นั่นคือ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่มีมากกว่า 20 กลุ่ม    

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2564 สำนักข่าวในเมียนมา ต่างรายงานข่าวกองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนมวลชนชาวกะเหรี่ยงมาชุมนุมใหญ่ต้านเผด็จการทหาร ในตัวเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง    

ต่อมา กองทัพกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างชาวกะเหรี่ยงประท้วงการทำรัฐประหาร และจะดูแลความปลอดภัยให้แก่มวลชน

เปาโหยวเฉียง ผู้นำสหรัฐว้า หรือว้าแดง

++
ขาใหญ่ภาคใต้
++
เมื่อวันที่ 19-20 ก.พ.2564 คณะทำงานกระบวนการสันติภาพ(Peace Process Steering Team : PPST) ที่ประกอบด้วยผู้นำกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม ได้จัดประชุมวาระพิเศษผ่านระบบ Video Conference โดยมี พล.อ.เจ้ายอดศึก ประธานสภาเพื่อกอบกู้รัฐฉาน ในฐานะรักษาการประธาน PPST เป็นผู้นำการประชุม    

ผลสรุปจากที่ประชุม “10 กลุ่มหยุดยิง” คือ สนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชน ที่ได้ออกมาประท้วงอย่างสันติในการต่อต้านระบอบเผด็จการ และขอยุติการเจรจาทางการเมืองกับตัวแทนกองทัพเมียนมาไปก่อน    

ที่สำคัญ 10 กลุ่มหยุดยิง มีจุดยืนล้มล้างการปกครองในระบอบเผด็จการทหาร และยินดีร่วมมือกับต่างชาติแก้ไขปัญหาการเมืองในเมียนมา    

สำหรับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม ที่ได้ลงนามในสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ(NCA) กับรัฐบาลไปแล้ว ประกอบด้วย1.สภากอบกู้รัฐฉาน(RCSS/SSA) หรือไทใหญ่ใต้ 2.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) 3.องค์กรปลดปล่อยชาติปะโอ(PNLO) 4.กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตย(DKBA) 5.แนวร่วมแห่งชาติชิน(CNF) 6.แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF) 7.พรรคปลดปล่อยอาระกัน(ALP) 8.สภาแห่งชาติกะเหรี่ยงสันติภาพ(KNU/KNLA-PC) 9.พรรครัฐมอญใหม่(NMSP) 10.สหภาพประชาธิปไตยลาหู่(LDU)    

แกนหลักของ 10 กลุ่มหยุดยิงคือ เจ้ายอดศึก ผู้สภากอบกู้รัฐฉาน ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับชาติตะวันตก และไทย 

ผู้นำกองทัพคะฉิ่น สนิทสนมกับ พล.อ.มินอ่องหล่าย

++
ขาใหญ่ภาคเหนือ
++
กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในภาคเหนือได้รวมตัวกัน ในนาม “คณะกรรมการเจรจาทางการเมือง” (FPNCC) สมาชิกขององค์กรนี้มี 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.กองทัพสหรัฐว้า(UWSA) 2.กองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIA) 3.กองทัพสัมพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ(NDAA) หรือเมืองลา 4.กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา(MNDAA) หรือโกก้าง 5.กองทัพรัฐฉานก้าวหน้า (SSPP/SSA) หรือไทใหญ่เหนือ 6. กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/TNLA) 7.กองทัพอาระกัน (AA)    

พื้นที่การเคลื่อนไหวอยู่ในรัฐฉานเหนือ รัฐคะฉิ่น รัฐชิน และรัฐยะไข่ โดยทั้ง 7 กลุ่ม เป็นกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้เซ็นหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมา มีบางกลุ่มที่ได้เซ็นสัญญาในลักษณะหยุดยิง 2 ฝ่าย ตั้งแต่ก่อนเดือน ต.ค.2538 เช่น กองทัพว้า กองทัพเมืองลา พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน ฯลฯ    

เขตปกครองพิเศษของกลุ่ม FPNCC อย่างน้อย 4 กองกำลังนั้น ติดชายแดนเมียนมา-จีน จึงเปรียบเสมือนรัฐกันชน เหมือนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนเมียน-ไทย    

แกนหลักของกลุ่ม FPNCC ในภาคเหนือ ก็คือ เปา โหยวเฉียง ผู้นำสหรัฐว้า และเอ็ม ปาละ ผู้นำองค์กรเอกราชคะฉิ่น ซึ่งมีความสนิทกับจีน มาแต่สมัยที่พวกเขายังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า 
    
นับแต่กองทัพเมียนมายีดอำนาจ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ ยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆออกมา และไม่แสดงจุดยืนทางการเมือง

วัยรุ่นใจร้าย ไม่ไว้หน้า “โทนี่” ถามได้ “ตากใบ-ม.112” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459201

วัยรุ่นใจร้าย ไม่ไว้หน้า “โทนี่” ถามได้ “ตากใบ-ม.112” 

23 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:12 น.

ภารกิจรีมายด์แบรนด์ “ไทยรักไทย” ทำให้ “ทักษิณ” โผล่ Clubhouse แต่เจอคำถามเด็ด ถึงกับไปไม่เป็น คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ดังที่เคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้หลายวาระ เกี่ยวกับกระบวนการรีมายด์แบรนด์ “ไทยรักไทย” สินค้าการเมืองที่เคยติดตลาดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว    

ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.2564 กลุ่มแคร์ หรือกลุ่ม “เพ้ง อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” พยายามฟื้นความทรงจำของผู้คนเกี่ยวกับพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร และประชานิยม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “ทักษิณ” ร่วมวง Clubhouse มองกระแสคนรุ่นใหม่ ไม่เห็นอนาคตจึงออกมาเรียกร้อง

ทักษิณ หรือโทนี่

ภายใต้แนวคิดการรีมายด์แบรนด์ ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร รวมถึงการเจาะตลาดในเชิงรุกในช่องทางออนไลน์     

ค่ำวันที่ 22 ก.พ.2564 กลุ่มแคร์ จึงเปิดห้องใน Clubhouse แอพพลิเคชั่นใหม่ที่มาแรง ตั้งชื่อห้องพูดคุยว่า “ไทยรักไทย ใครเกิดทันมากองตรงเน้” สังเกตการใช้ถ้อยวลีแบบวัยรุ่น “ตรงเน้” ก็เพื่อจะดึงเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าฟังความสำเร็จในอดีต    

ผู้ดำเนินการสนทนาใน Clubhouse มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำคนสำคัญสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ส่วน ดวงฤทธ์ บุนนาค และธีรัชต์ รัตนะเสวี ทำหน้าที่เป็น moderator    

ที่โผล่เข้ามาแบบไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าคือ “โทนี่” หรือ ทักษิณ ชินวัตร    

ทำไมต้องชื่อ “โทนี่” อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยทรงอิทธิพลตอบว่า “ตอนไปเรียนปริญญาเอก อาจารย์ผม ค่อนข้างเป็น ดร.บ้านนอก จะเรียกชื่อทักษิณ แกก็พูดไม่ได้สักที เลยบอกไปว่าชื่อ โทนี่ ก็เรียกง่ายๆ อาจารย์ก็เรียกได้ ก็ใช้ชื่อนี้ ก็เท่านั้นเอง”

แผนรีมายด์แบรนด์ไทยรักไทย

++
กรือเซะ-ตากใบ
++
อันที่จริง กลุ่มแคร์ต้องการให้มีการคุยกันถึงความสำเร็จของนโยบายประชานิยม ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ช่วงปี 2544-2548 เพราะคน Gen Z โตไม่ทัน เลยอยากให้คนร่วมยุคร่วสมัยเข้ามาบอกเล่า “โทนี่” หรือทักษิณ จึงขอร่วมวงสนทนาด้วย    

อย่างไรก็ตาม คน Gen Z กลับตั้งคำถามเรื่องเหตุการณ์กรือเซะ และตากใบ ในปี 2547 ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก    

โทนี่ ตอบว่า “ที่กรือเซะ ส่วนใหญ่อยู่ในความควบคุมของทหาร ผมเป็น นายกรัฐมนตรีอยู่ก็รับรายงาน แต่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้มากมาย เข้าใจอะไรได้มากมาย  ก็เสียใจที่เกิดเหตุการณ์ ขึ้น จำไม่ค่อยได้ จำได้ว่ามีการยิงปะทะกันมากกว่า จำไม่ค่อยได้ แต่ก็เสียใจกับสิ่งที่เหตุการณ์”    

จากกรณีตากใบ-กรือเซะ ทำให้ทักษิณติดลบทันที มีการติดแฮชแท็ก #ตากใบจำไม่ได้ มีการเปิดห้องคุยเรื่องเหตุการณ์ตากใบกันคึกคัก แต่ก็มีกองเชียร์เพื่อไทยพยายามแก้ตัวว่า ทักษิณขอโทษแล้ว แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ต่อมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์เยียวยา พร้อมกันตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาฯ ศอ.บต. เปิดการเจรจาสันติภาพและแก้ปัญหาอย่างสันติ     

สรุปว่า ทักษิณตระหนักแล้วในความผิดพลาด..ลืมเรื่องเก่าๆ ไปเสียเถอะ 

++
หักพวงมาลัยหลบ
++
อีกประเด็นหนึ่ง คนรุ่นใหม่ถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ่วงขอเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย รวมถึงผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาไทย ก็ถามประเด็นเดียวกัน    

โทนี่ตอบว่า “อยู่ไกลแล้วครับ ตามไม่ทัน สนใจแต่เหตุการณ์ของโลก บ้านเมืองเราก็รู้กว้างๆ ในรายละเอียดไม่ค่อยรู้เพราะไม่ได้ตามวันต่อวัน ก็ขออนุญาตไม่ตอบแล้ว เอาไว้คุยกันเรื่องอื่นดีกว่า ไว้ผมไปลอนดอนค่อยคุยกัน”    

ผลของการตอบทำนอง “หักพวงมาลับหลบ” กะทันหัน โทนี่หรือทักษิณ ร่วมวง Clubhouse ครั้งแรกของนายทักษิณ กลายเป็นเทรนด์ในทวิตเตอร์อย่างเช่น #ทักษิณ #ตากใบ #คลับเห่า     

ขณะที่เอฟซีชินวัตร กลับอธิบายว่า ยากที่ทักษิณจะตอบทันทีเรื่องสถาบันให้ได้อย่างใจคนรุ่นใหม่ หรือเรื่องการต่อสู้เข้มข้นเพื่อประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันฯ ยังเป็นจุดอ่อนของทักษิณ    

ยังไงก็ตาม เอฟซีชินวัตรยอมรับว่า ทักษิณ-เพื่อไทยกับมวลชนราษฎรนั้น มีทั้งจุดร่วม-จุดต่าง

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ 3วันศึกอภิปราย ชี้จุดแตกแยก จับตา 2 รมต. ใครจะอยู่ ใครจะไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459173

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ 3วันศึกอภิปราย ชี้จุดแตกแยก จับตา 2 รมต. ใครจะอยู่ ใครจะไป

23 กุมภาพันธ์ 2564 – 09:44 น.

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ 3 วัน ศึกอภิปราย ชี้จุดปมแตกแยก ปีชงปะทะเก้าอี้รัฐมนตรีร้อน ลางร้ายให้มีการปรับคณะรัฐบาล จับตาสองรัฐมนตรี “ศักดิ์สยาม – ณัฎฐพล” ใครจะอยู่ ใครจะไป ดวงใครจะร้อนมากกว่ากัน

“ซินแสเข่ง”  ผ่าดวง  วิเคราะห์วิกฤติ   3  วัน  ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ  รัฐบาลประยุทธ 64   ชี้จุดปมแตกแยก  ทั้งฝ่ายรัฐบาล   และฝ่ายค้าน  ปีชงปะทะเก้าอี้รัฐมนตรีร้อน  ลางร้ายรัฐมนตรีให้มีการปรับคณะรัฐบาล   สะสมปัญหาความไม่พอใจ   สร้างความเป็นศัตรูมากขึ้น  เพราะมรสุมยังคงต่อเนื่อง  ทั้งจากภายในพรรค  และพรรคร่วมรัฐบาลที่จะต้องประคองรัฐบาลให้ผ่าน ส่วนรัฐมนตรีดวงตกเจอปีปะทะ   แตกแยกสับสนวุ่นวาย  ประกอบกับรอบอายุเข้าเคราะห์  ทำให้ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง  ใครที่ดวงแข็งก็ครองตำแหน่งต่อ  ใครที่ราหูแทรกก็ต้องจร  จับตาสองรัฐมนตรี  ศักดิ์สยาม  และณัฏฐพล  ว่าใครจะอยู่ หรือใครจะไป  ดวงใครจะร้อนมากกว่ากัน

“ซินแสเข่ง” อาจารย์ ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์   แห่งประเทศไทย  วิเคราะห์ผ่าดวง  วิกฤติศึกอภิปราย  ไม่ไว้วางใจรัฐบาล  ประยุทธ  จันทร์โอชา  พร้อมคณะ  10  รัฐมนตรี  ไตรมาสแรกปี  2564    ผลสรุปการอภิปรายเจ็บทั้ง  พรรคร่วมรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น คนเก่ากับคนใหม่  ลีลาที่ประสพการณ์ที่ต่างกัน ที่จะทำให้  กลุ่มฝ่ายค้าน  และฝ่ายแค้น  สามารถอภิปรายให้เจาะลึกให้รัฐบาลเจ็บปวด  ถอนราก ถึงโคลน ให้เหมือนกับฝ่ายค้านในอดีต  ที่สามารถทำให้รัฐบาลสะเทือนได้  ให้ประชาชนให้ติดตามการอภิปราย  ฝ่ายรัฐบาลตลอดครบทุกวันอย่างต่อเนื่อง   ด้วยเหตุดาวราศีของกำลังไม่แข็งพอ   ทั้งฝ่ายค้าน คนรุ่นเก่าก็อ่อนแรง  คนรุ่นใหม่ดวงก็ไม่มั่นคงเป็นลบในกำลังเพราะตกเกณท์ดาวพระเคราะห์  ทำให้การอภิปรายไม่ได้อรรถรสเท่าที่ควร 

แต่ก็ทำให้เก้าอี้  รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ  มีผลกระทบด้วยจากการลงคะแนนเสียงไว้วางใจ และงดออกเสียง อาจจะเป็นเพราะว่าที่ผ่านมา  รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา  ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ  การปฏิบัติงานไม่เข้าเกณท์หรืออาจจะเป็นช่วงจังหวะปีที่ผ่านมา  สับสนก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ  ประกอบกับมีเรื่องวุ่นวายเข้ามาเกี่ยวข้อง   การบริหารงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง   ต่อเนื่องมาถึงปี  2564    ตกดวงขัดแย้งประกอบรอบอายุเข้าเคราะห์  มีเรื่องให้หงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง  มีปัญหาความขัดแย้งภายในให้เกิดขึ้น  จึงเชื่อได้ว่าถูกลดกระแส  และได้รับการไว้วางใจน้อยเกินไปจากสมาชิกพรรค   

ส่วนทางด้านดวงชะตาของ  รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม  คุณศักดิ์สยาม  ชิดชอบ   ตามดวงชะตาราศี  ถึงแม้นจะตกรอบอายุเข้าเคราะห์สุดท้ายของปี  แต่ถือว่าดวงอยู่ในขั้นที่แข็งแกร่ง เพราะในช่วงระหว่างเดือนสุดท้ายของปี   2563  พฤศจิ  มกราคม  กุมภา ให้ถือฐานกำลังอยู่ในดวงชะตาของตนเองมีความมั่นคงมากกว่า  คนจีนเรียกว่า ซาฮะ นั่งเก้าอี้  3  ขามาเกิด เหตุที่ทำให้เป็นข่าวในกรณีลงคะแนนเสียงน้อย   เพราะตอบยังไม่เคลียร์กลุ่มสมาชิกฝ่ายรัฐบาลจึงไม่ลงคะแนนรับรองให้ เป็นเพียงรอบอายุอยู่ในเคราะห์เท่านั้นที่ผ่านมาจากปีที่แล้วจนถึงเดือนมีนาคม  จึงทำให้มีเรื่องไม่เป็นเรื่องไร้สาระ  หงุดหงิด  ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง  ที่อาจจะทำให้มีเหตุทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้น

ย่างกุ้งสปริง ‘22222’ ล้านไล่ ‘ตั๊ดมะด่อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459130

ย่างกุ้งสปริง’22222’ล้านไล่ ‘ตั๊ดมะด่อ’

22 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:41 น.

คนพม่านับล้าน ออกมาไล่กองทัพเมียนมา “มินอ่องหล่าย” เผชิญศึกใหญ่ ชี้อนาคตเผด็จการทหาร

คึกคักหนักแน่นทั้งแผ่นดินเมียนมา เมื่อมวลมหาประชาชนเรือนล้าน ออกมารวมพลังไล่กองทัพเมียนมา หรือ “ตั๊ดมะด่อ” 

ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค PJW และแฟนเพจเฟซบุ๊ค Travel by Naw Htike ได้ใช้โดรนบินถ่ายภาพมุมกว้างที่เห็นการชุมนุมของมวลชนนับแสน บริเวณแยกเลดัน ย่างกุ้ง เปรียบเช่นเดียวกันกับสี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ในโซเชียลชาวพม่า หลายคนเรียกว่า “ย่างกุ้งสปริง” ที่ล้อเลียนมาจาก “อาหรับสปริง” กระแสคลื่นการปฏิวัติของประชาชนที่ลุกลามเป็นโดมิโนในโลกอาหรับ และแอฟริกาเหนือ 

สื่อออนไลน์ในเมียนมา ต่างนำเสนอภาพและข่าวประชาชนทั่วประเทศเมียนมา นัดหยุดงานในแคมเปญ ‘22222’ หรือ “22.2.2021” ที่จุดเริ่มที่ย่างกุ้ง ก่อนจะไหลลามไปทั่วแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเนปิดอว์ ,มัณฑะเลย์, พะสิม, พะโค, มะริด, ทวาย, หลอยก่อ, เมียวดี, ผาอัน, ปินโหลง ,หลอยแหลม ,หล่าเสี้ยว, เมียวดี, ท่าขี้เหล็ก ฯลฯ 

ชุมนุมใหญ่ในย่างกุ้ง (ภาพ : เพจ PJW)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตั๊ดมะด่อ‘ เดือด ปราบ ‘มัณฑะเลย์’สงครามกลางเมือง

การชุมนุมใหญ่ ที่เนปิดอว์ (ภาพ : Myanmar Harp Media)

ผู้ชุมนุมมีครบทุกชั้นชน ทั้งคนชั้นกลาง เยาวชนคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงชาวบ้านรากหญ้า ที่สำคัญ กลุ่มชาติพันธุ์ได้ออกมาชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง อาทิชาวมอญ เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ, ชาวกะเหรี่ยงแดง รัฐกะยา, ชาวไทใหญ่ เมืองตองจี รัฐฉาน, ชาวชิน รัฐชิน, ชาวคะฉิ่น เมืองมิตจีน่า รัฐคะฉิ่น, ชาวกะเหรี่ยง เมืองผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ฯลฯ 

กลุ่มผู้ประท้วงในเขตชนบท

ประเมินตัวเลขประชาชนที่ออกมาชุมนุมตามแคมเปญ ‘22222’ ทั่วประเทศ รวมแล้วหลายล้านคน

มิเพียงเท่านั้น กิจการภาคเอกชนได้หยุดงานกันพร้อมเพรียง นับแต่ห้างสรรพสินค้าในย่างกุ้ง ไปจนถึงตลาดตามหัวเมืองใหญ่น้อย ทุกร้านทุกกิจการหยุดโดยสิ้นเชิง

การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ด้านหลักคือการสนับสนุน “ขบวนการทำอารยขัดขืนต้านรัฐประหาร” (Civil Disobedience Movement) หรือที่ถูกเรียกชื่อย่อว่า CDM 

ขบวนการ CDM ได้เริ่มต้นหลังกองทัพพม่าทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยกลุ่มอาชีพแรกที่ไม่ขอร่วมกับกองทัพ คือ บุคลากรสาธารณสุข อย่างแพทย์และพยาบาล ก่อนที่ขบวนการนี้จะถูกขยับขยายไปยังเจ้าหน้าที่รัฐภาคส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศ เช่น พนักงานรถไฟ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่าง ๆ พนักงานการไฟฟ้า ตำรวจ และอื่นๆ   

ภาคประชาชนเมียนมา ต้องการเห็นกลไกราชการเป็นอัมพาต เพื่อจะหยุดยั้งอำนาจกองทัพเมียนมา หรือตั๊ดมะด่อ ดังนั้น พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ จึงต้องออกมาปรามก่อนที่ขบวนการนี้จะลุกลามต่อไป 

ดังเช่นการสลายการชุมนุมที่อู่ต่อเรือ เมืองมัณฑะเลย์ ทหารและตำรวจเมียนมา ใช้ปืนยิงเข้าใส่กลุ่มพนักงานอู่ต่อเรือที่ผละงาน อารยะขัดขืน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนเมียนมา ได้แสดงออกให้เห็นแล้วว่า พวกเขาไม่กลัวอำนาจเผด็จการ แม้จะใช้กำลังทหารเข้าข่มขู่ ปราบปรามรุนแรงแค่ไหน แต่ประชาชนก็ยืนหยักต่อสู้ตามแนวสันติวิธี

ว่าแต่เขา…ย้อนรอย ส.ส. ภท. โหวตสวนมติพรรค-วิปรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459128

ว่าแต่เขา…ย้อนรอย ส.ส. ภท. โหวตสวนมติพรรค-วิปรัฐบาล  

22 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:14 น.

หลังจากที่ 6 ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ พปชร. ลงคะแนน”งดออกเสียง” ไว้วางใจ “ศักดิ์สยาม” รมว.คมนาคม จากภูมิใจไทยพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ ส.ส. ภูมิใจไทย หลายคนได้แสดงความไม่พอใจทวงถามเรื่องมารยาท..แต่หากมองย้อนไป ส.ส. ภูมิใจไทย ก็เคยโหวตสวนมติพรรคมติวิปรัฐบาลเช่นกัน

หลังจากที่ 6 ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ พรรคพลังประชารัฐ ลงคะแนน“งดออกเสียง”นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย หลายคนได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้นั้น

แต่ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต คนของพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยโหวตสวนมติพรรคร่วมรัฐบาลโดยเป็นการโหวตเลือก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ

 5 มิ.ย. 2562 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรคพลังประชารัฐ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งปรากฎว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ด้วยคะแนน 500 ต่อ 244 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง นั้น เมื่อตรวจสอบพบว่าหนึ่งในนั้น ก็คือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ประกาศ“งดออกเสียง”

 ภายหลังการลงมติ “งดออกเสียง”  นายสิริพงศ์ได้นั่งร้องไห้อยู่ภายในห้องประชุม 

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่าไม่ทราบมาก่อนว่า นายสิริพงศ์จะงดออกเสียงและย้ำว่าถือเป็น“เอกสิทธิ์ของ ส.ส.”

ส่วนเจ้าตัวนายสิริพงศ์ ยืนยันว่า ไม่กังวลหากถูกมองว่าการสวนมติพรรคจะทำให้ตนเองเป็นงูเห่าในสายตาผู้อื่น และย้ำว่าต่อจากนี้จะยังคงทำหน้าที่ตามความคิดของตนเอง ถ้าหากมีประเด็นใดที่เห็นด้วยก็พร้อมจะยกมือสนับสนุน แต่หากมีประเด็นใดที่ไม่ชัดเจนก็ยืนยันจะทำตามสิ่งที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง

และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว… ต่อมาก็เกิดเหตุขึ้นอีกทำนองเดียวกัน คือในการอภิปรายไม่ไ่ว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อ 24-27 ก.พ. 2563 ปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 5 คน

ปรากฏว่าในการอภิปรายวันสุดท้าย วันที่ 27 ก.พ.  เมื่อฝ่ายรัฐบาลเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ลงมติขอปิดการอภิปรายในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยที่ฝ่ายค้านประท้วงด้วยการเดินออกจากห้องประชุมสภาฯและไม่ได้ร่วมลงมติในครั้งนี้ ทำให้ผลการลงมติให้ปิดอภิปรายมีจำนวน 251 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง นั้น

จากการตรวจสอบพบว่า 2 คน ที่ไม่ลงคะแนนเสียง คือนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย  ไม่ได้ทำตามมติวิปรัฐบาล 

สำหรับกรณี 6 ส.ส. กลุ่มดาวฤกษ์ พรรคพลังประชารัฐ ลงคะแนน“งดออกเสียง” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในญัตติที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในครั้งนี้  

 น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ หนึ่งในกลุ่ม ส.ส. ดาวฤกษ์  พรรคพลังประชารัฐ ให้เหตุผลว่า  ไม่พบคำชี้แจงที่ชัดเจนเพียงพอในการตอบคำอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน เรื่องการเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) และการล้มการประมูล โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และข้ออภิปรายเรื่องการไม่ปกป้อง หรือเรียกคืนที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งสองประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน โดย 2 รัฐวิสาหกิจอยู่ในกำกับดูแลของ  รมว.คมนาคมโดยตรง คือ รฟท. และรฟม.

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า ส.ส. ในกลุ่มดาวฤกษ์ ได้พยายามอย่างที่สุดในการปฏิบัติตามมติพรรคพลังประชารัฐ แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตามจิตวิญญาณ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ด้วยการ “งดอออกเสียง” ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการลงมติครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านใด ส.ส.ในกลุ่มทั้งหมด พร้อมน้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชน อย่างดีที่สุดแล้ว

ชัดไหม..ปฏิบัติตามจิตวิญญาณความเป็น ส.ส. ภายใต้ความเป็นประชาธิปไตยและด้วยหลักการและเหตุผล

นี่ไง “วินท์” เป็นอะไรกับ “นายห้าง ว.” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459111

นี่ไง “วินท์” เป็นอะไรกับ “นายห้าง ว.”

22 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:51 น.

ข่าวลือมากมาย เรื่อง “นายห้าง ว.” ค่ายสีส้ม บังเอิญ “ส.ส.วินท์” เป็น 1 ใน 9 ส.ส.ไม่แก้ ม.112 คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สืบเนื่องกรณี “งูเห่า” โผล่โหวตไว้วางใจรัฐมนตรี สวนทางมติพรรคก้าวไกล ซึ่งมีการเปิดหน้าเปิดตาแล้วว่า “4 ส.ส.” เหล่านั้นเป็นใครบ้าง?

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ราษฎรแค้น “4 งูเห่า” สีส้ม หนุน “เสี่ยหนู”

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2564 ข่าวสดออนไลน์ เปิดประเด็นความเคลื่อนไหวของงูเห่า ที่แฝงตัวอยู่ในพรรคก้าวไกลคือ กลุ่มนายห้าง หจก.”ว” ที่มีความพยายามสร้างมุ้งขึ้นมาในพรรค และมี ส.ส.อยู่ในกลุ่ม 3-4 คน ประกอบด้วย ส.ส.กทม. และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ     

จริงๆแล้ว เดลินิวส์ออนไลน์ ได้ชงเรื่องงูเห่าก้าวไกลมาก่อนแล้ว โดยชี้เป้าไปที่นายห้าง หจก. “ว.” ที่อยู่ย่านประชาอุทิศ    

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับ “นายห้าง ว.” น่าจะเป็นข่าวปล่อย ดิสเครดิต ส.ส.ของพรรค ในเบื้องต้น ไม่มี ส.ส.คนไหน สร้างรังงูเห่าในพรรค    

บังเอิญก่อนหน้านี้ พรรคก้าวไกล เสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 โดยมีส.ส.ร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 44 คน แต่มี ส.ส. 9 คน ไม่ร่วมลงชื่อด้วย ได้แก่ วินท์ สุธีรชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,เกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ,วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม. ,ทศพร ทองศิริ ส.ส.กทม. ,จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. ,ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี ,เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย และ พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย    

ส.ส.วินท์ ไม่แก้ ม.112

ปรากฏว่า 4 ใน 9 คนนี้ ยังมีชื่อในการโหวตไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจใจไทย 

++
คนกับเหล็ก
++
ความที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร ว.แหวน และเป็น 1 ใน 9 รายชื่อที่ไม่ร่วมเสนอแก้ไข ม.112 จึงทำให้ วินท์ สุธีรชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตกเป็นเป้าหมายของขบวนการปล่อยข่าวจากในพรรคก้าวไกล    

2-3 ปีมานี้ หลายคนคงได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ วินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด บริษัทเหล็กที่อยู่ในอุตสาหกรรมกลางน้ำ ผลิตเหล็กม้วนรีดร้อนที่นำไปใช้ได้กับหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งเหล็กรูปพรรณ เหล็กโครงสร้างต่างๆ   

“วินท์” วัย 37 ปี ก่อตั้งบริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2557 สื่อบางสำนักอธิบายความเป็นวินท์ “คลุกคลีมากับความร้อน ความแข็งแกร่งทนทานของเหล็กมาตั้งแต่เด็ก” แต่ในวงการเมือง เขาเพิ่งเริ่มนับหนึ่งกับพรรคอนาคตใหม่    

ช่วงที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แกนนำพรรคก้าวไกล ได้นัดหมาย ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ มาสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ศูนย์ประสาน ส.ส.ฝั่งธนบุรี เมื่อ 14 มี.ค.2563 ปรากฏว่า มี ส.ส. 5 คน ไม่มาปรากฏตัวคือ 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม. 2.กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.องค์การ ชัยบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.วินท์ สุธีรชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5.จุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ (จุลพันธ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา)    

ทุกคนมีคำชี้แจงหมด ยกเว้น ส.ส.วินท์ ไม่ได้แจ้งสาเหตุการไม่เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคในวันนั้น แต่ภายหลัง วินท์ก็สมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล    

อนึ่ง ช่วงปลายเดือน ก.พ.2563 มีอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 9 คน ได้ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้เกิดข่าวลือมากมายในช่วงที่ “วินท์” ไม่มารายงานตัวกับพรรคก้าวไกล แต่นาทีสุดท้าย วินท์ก็เป็น ส.ส.พรรคก้าวไกล และไม่มีใครติดใจถามไถ่เรื่องในอดีต 

ยกระดับ ม็อบพม่าหยุดทั้งแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459090

ยกระดับ ม็อบพม่าหยุดทั้งแผ่นดิน

22 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:19 น.

หยุดงาน หยุดกิจการ ชุมนุมใหญ่ทั้งแผ่นดินพม่า หนุนผู้แทนนอกสภา ตั้ง “รัฐบาลประชาชน” ไม่ยอมรับรัฐบาลทหาร

++
นับจากวันที่มีการยึดอำนาจโดย “ตั๊ดมะด่อ” หรือกองทัพเมียนมา และมีการตั้ง “สภาบริหารภาครัฐ” ขึ้นมาบริหารราชการ ได้เกิดการประท้วงและนัดหยุดงานทั่วประเทศ แต่กลไกรัฐบาลก็ยังไม่ถึงขั้นอัมพาต 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “ตั๊ดมะด่อ” เดือด ปราบ “มัณฑะเลย์” สงครามกลางเมือง

แคมเปญหยุดงานทั้งแผ่นดิน

เนื่องจากสภาบริหารภาครัฐ กดดันให้ข้าราชการพลเรือนกลับเข้าทำงาน พร้อมใช้ไม้แข็งขู่ลงโทษหากไม่เชื่อฟังก็ตาม บางแห่งถึงขั้นลงมือปราบปรามอย่างรุนแรง ดังเช่นกรณีพนักงานอู่ต่อเรือที่มัณฑะเลย์ ทหารและตำรวจได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ    

ดังนั้น ชาวพม่าทั้งประเทศ จึงนัดเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวันจันทร์ที่ 22 ก.พ.2564 ด้วยแคมเปญ “22.2.2021” หยุดงาน หยุดกิจการ และชุมนุมใหญ่ โดยห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ตลาดสด และกิจการอื่นๆ ได้ขานรับประกาศหยุดงาน 1 วัน     

แม้ทางการเมียนมา จะสั่งปิดอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ตีหนึ่ง ถึงเที่ยง เฉพาะกรุงย่างกุ้ง ส่วนเมืองอื่นๆ ก็ยังเป็นเวลาเดิมคือ ตีหนึ่งถึงเก้าโมงเช้า แต่สำนักข่าวใหญ่ในเมียนมา ก็ยังสามารถหาช่องทางรายงานข่าวสารได้ตามปกติ     

แคมเปญหยุดงานทั้งแผ่นดิน

รุ่งสางวันที่ 22 ก.พ.2564 ในแฟนเพจเฟซบุ๊กของ BBC Burmese ,Myanmar Now, 
Myanmar Harp Media และ Khit Thit Media ได้แพร่ภาพร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ในย่างกุ้ง ปิดให้บริการ รวมถึงตลาดสดทุกแห่ง ว่างเปล่า ไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามานั่งขายของ    

ด้านหนึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาในย่างกุ้ง ได้วางกำลังป้องกันด้านหน้าธนาคารกลาง ,ศาลาว่าการกรุงย่างกุ้ง, สถานทูตสหรัฐ และสถานทูตจีน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงคาดหมายว่า ผู้ชุมนุมประท้วงจะเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้    

ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงได้รวมตัวกันที่หน้าห้างสรรพสินค้า Ocean Tamwe Supercentre และ Hledan Centre ใจกลางกรุงย่างกุ้ง คาดว่า วันนี้จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากที่สุด นับแต่เกิดการชุมนุมประท้วงการทำรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา    

นอกจากนี้ การชุมนุมของมวลชนตามหัวเมืองใหญ่ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับกรุงย่างกุ้ง ไม่ว่า มัณฑะเลย์, พะโค, มิตจีน่า, ตองจี ฯลฯ 

ยกระดับ ม็อบพม่าหยุดทั้งแผ่นดิน

ห้างร้านต่างๆ ที่ประกาศหยุดงาน 1 วัน

++
ตั้งรัฐบาลประชาชน
++
สำหรับการหยุดงาน หยุดกิจการตามแคมเปญ 22.2.2021 ยังเป็นการสนับสนุน “คณะกรรมการผู้แทนของ Pyidaungsu Hluttaw” (CRPH) ซึ่งรัฐสภาของเมียนมาหรือสภาสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) ประกอบไปด้วย 2 สภา คือ สภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) และ สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) ในวันเลือกตั้งทั่วไป 8 พ.ย.2563 พรรคเอ็นแอลดี ได้รับเลือกทั้ง 2 สภาจำนวน 900 กว่าที่นั่ง     

เมื่อกองทัพเมียนมา ทำรัฐประหาร ตั้งสภาบริหารภาครัฐมาบริหารประเทศ ส.ส.ทั้ง 2 สภา จึงรวมตัวกันในนาม “คณะกรรมการผู้แทนของ Pyidaungsu Hluttaw” (CRPH)   

องค์กร 88 Generation Peace and Open Society นำโดยผู้นำนักศึกษารุ่น 88 คน อย่างมินโกหน่าย ได้ออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุน CRPH อย่างเต็มที่
1.คณะกรรมการผู้แทนของ Pyidaungsu Hluttaw (CRPH) เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ได้รับเลือกจากประชาชนในพม่าเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2563
2.คณะกรรมการผู้แทน Pyidaungsu Hluttaw ได้ประกาศการแต่งตั้งประธานาธิบดีและที่ปรึกษาแห่งรัฐต่อไปอีกห้าปี
3.คณะกรรมการผู้แทน Pyidaungsu Hluttaw (CRPH) ซึ่งมีสิทธิ์ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานด้านกิจการระหว่างประเทศและการบริหารราชการอย่างเต็มที่

กรุงย่างกุ้ง ในเช้าวันนัดหยุดงานทั้งประเทศ

ดังนั้น การชุมนุมใหญ่ 22.2.2021 จึงเป็นการแสดงประชามติสนับสนุน คณะกรรมการผู้แทน Pyidaungsu Hluttaw (CRPH) จัดตั้งรัฐบาลของประชาชนเมียนมา ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินแทนสภาบริหารภาครัฐของกองทัพเมียนมา 

ชนะยังไง ‘ราษฎร’ ขาลอย มวลชนถอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459043

ชนะยังไง’ราษฎร’ ขาลอย มวลชนถอย

21 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:09 น.

“เฮียบุ๊ง” ยอมรับราษฎร “ถดถอย” หาแผนระดม “มวลชนรากหญ้า” เสริม ชัยชนะยังห่างไกล

จบอีเวนท์อภิปรายนอกสภา ที่หน้ารัฐสภา ถนนสามเสน จัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง แต่จำนวน “ผู้ชุมนุม” ไม่ได้มากมายเหมือนเก่า

“เฮียบุ๊ง” ปกรณ์ พรชีวางกูร พ่อยกแห่งชาติ ก็รู้ปัญหานี้ดี จึงเสนอไอเดียดึงแนวร่วมต่างจังหวัด มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2564 เฮียบุ๊งโพสต์เฟซบุ๊ค Pakorn Pornchewangkurn สเตตัสสั้นๆ บ่งบอกสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มราษฎรได้เป็นอย่างดี

เฮียบุ๊ง คิดแผนหามวลชนเสริม

ม็อบต้องปรับ ต้องได้พลังคนต่างจังหวัดมาบวกพลังคนกรุงเทพ เราถึงจะชนะ

หลังวันที่ 13 ก.พ.2564 มีเสียงวิจารณ์แกนนำม็อบราษฎรว่า “มือไม่ถึง” , “เอาม็อบไม่อยู่” เพราะมีการ์ดบางกลุ่มใช้ความรุนแรง ต่อหน้าต่อตาสื่อมวลชน 

ดังนั้น การชุมนุมวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จึงย้ำเรื่องการชุมนุมของเรา ยึดในแนวทางสันติวิธีมาตลอด ขอความร่วมมือทุกท่านงดนำอาวุธทุกชนิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้เข้าร่วมม็อบ เช่น ปืน ระเบิด ประทัด ฯลฯ

สมัยที่เริ่มการต่อสู้นั้น “เพนกวิน” และ “รุ้ง” ยืนยันแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ เพราะเป็นการต่อสู้ทางความคิด และจะเอาชนะได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ จึงยึดแนวสันติวิธี และไม่ต้องการให้มวลชนต้องสุ่มเสี่ยงอันตราย

ตอนหลัง มี “การ์ดอาสา” เข้ามาจากหลายกลุ่ม การ์ดบางส่วนมุ่งเป้าปะทะ ตอบโต้ตำรวจ จึงทำให้แนวทางสันติวิธีค่อยๆ ถูกบดบัง 

เมื่อการ์ดม็อบไม่ยึดแนวสันติวิธี มวลชนส่วนใหญ่ที่เคยมาร่วมสมัยเป็น “ม็อบออร์แกนิก” ก็หายไป จึงเหลือแต่มวลชนประเภทฮาร์ดคอร์ 

ฉะนั้น ทีมการ์ดการชุมนุมหน้าสภาฯ จึงปรับเปลี่ยน ไม่มี “การ์ดอาชีวะ” แต่มีการ์ดอาสาหลายกลุ่ม อาทิ วีโว่,อาสาราษฎร ,เมแฮม,ฟินิกส์ และพิราบขาว ในชุดผ้าพันคอเหลือง มี “ผบ.โตโต้” นำทีม 

รุ้ง ย้ำสันติวิธี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อานนท์’ คณะลาบแดง ดอกผล ‘ตาสว่าง’

แยกกันเดิน

สำหรับ “การ์ดอาชีวะ” นำโดยอาชีวะมีนบุรี ,อาชีวะสมุทรปราการ และอาชีวะพิทักษ์เพื่อประชาชน ได้จัดชุมนุมที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2564 จึงมี 2 เวทีคือ เวทีของกลุ่มราษฎร ที่หน้ารัฐสภา และเวทีของการ์ดอาชีวะ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เวทีของอาชีวะ นำโดย ธนเดช ศรีสงคราม หัวหน้ากลุ่มอาชีวะมีนบุรี และเกวลัง ธัญญเจริญ หรือ “เก่ง อาชีวะ” ทางกลุ่มอาชีวะได้ประกาศจุดยืนว่า หลังจากนี้จะแยกเคลื่อนไหวขับไ

รัฐบาลประยุทธ์ และโจมตีการทำงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีข้อเสนอเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกลุ่มราษฎร

จริงๆแล้ว กลุ่มราษฎรกับกลุ่มอาชีวะ ไม่ได้แตกแยกกัน เพียงแต่ “เฮียบุ๊ง” ต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มการ์ด และไม่ต้องการให้ภาพม็อบราษฎร ติดภาพความรุนแรง จึงขอให้กลุ่มอาชีวะแยกไปตั้งเวทีต่างหาก 

ขณะเดียวกัน เวทีการ์ดอาชีวะ เหมือนเป็นเวทีเสริม เวทีสนับสนุน กลุ่มราษฎรในยามฉุกเฉิน 

ประธานไมค์ ท้าชกสมบัติ ทองย้อย

ไมค์ชนแดงเก๋า

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2564 “ประธานไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “อยากเห็นพี่สมบัติ จัดม็อบครับ อยากรู้ว่าทำได้แบบที่พูดไหม..”

ประธานไมค์ข้ามรุ่นท้าชก “สมบัติ ทองย้อย” อดีตการ์ด นปช. ซึ่งผันตัวเองมาช่วยเป็นการ์ดอาสา “ม็อบเด็ก” ตั้งแต่ยุครังสิมันต์ โรม จนถึงยุค “เพนกวิน-รุ้ง”

ในม็อบราษฎรที่หน้ารัฐสภาครั้งล่าสุด ก็มีการชูป้าย “สมบัติ ทองย้อย อยู่ไหน” เพราะหัวหน้าการ์ดเสื้อแดง ตกเป็นเป้าโจมตีจากกองเชียร์ราษฎร เนื่องจากพักหลัง “สมบัติ” วิจารณ์ม็อบราษฎรบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีผู้ชุมนุมนิยมความรุนแรง

เมื่อเร็วๆนี้ สมบัติ ทองย้อย ได้เปิดใจในรายการลับมาก ของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ทางเนชั่น ทีวี ช่อง 22 โดยเล่าเหตุการณ์วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งฉายภาพผู้ชุมนุมกลุ่มหัวรุนแรง ไม่ฟังแกนนำ 

เหตุจาก “สมบัติ” ออกรายการอาจารย์เสรี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สมบัติทัวร์” มีมวลชนราษฎรเข้ามาด่าสมบัติไม่หวาดไม่ไหว

แม้แต่ “เฮียบุ๊ง” พ่อยกแห่งชาติ ได้นั่งดูคลิปย้อนหลัง ยังโพสต์เฟซบุ๊คว่า “เพิ่งนั่งดูคลิปที่สมบัติ ทองย้อยไปออกรายการเสรีจริงๆจังๆ ดูจบปุ๊ป… ก็คิดว่าต่อไปนี้ ถ้าเจอคนๆนี้ เดินปะในกลุ่มผู้ชุมนุม คงต้องให้ทีมสต๊าฟเดินเข้าไปค้นตัวแล้วละ ฟังที่พูดในรายการ มันคล้ายๆเข้ามาในม็อบเพื่อตามจับผิดกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วเอาไปblackmailทีหลังชัดๆ” 

เฮียบุ๊งโพสต์ทำนองต่อว่าต่อขานสมบัติ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน นิยมการใช้ความรุนแรงตอบโต้ตำรวจ