‘ตั๊ดมะด่อ’ เดือด ปราบ ‘มัณฑะเลย์’ สงครามกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459017

‘ตั๊ดมะด่อ’ เดือด ปราบ ‘มัณฑะเลย์’สงครามกลางเมือง

21 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:14 น.

สังเวย 3 ศพ ต้านเผด็จการ “ตั๊ดมะด่อ” จุดไฟแค้นชาวพม่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือสัญญาณความรุนแรง

วันที่ 21 ก.พ.2564 ที่กรุงเนปิดอว์ ญาติ มะ เมียะ เทว็ต เทว็ต ข่าย  (Ma Mya Thwet Thwet Khine) นักศึกษาหญิงที่เสียชีวิตในการชุมนุมประท้วงการทำรัฐประหารโดย “ตั๊ดมะด่อ” หรือกองทัพเมียนมา ได้นำร่างของเธอฝังที่สุสานอย่างเงียบๆ 

มะ เมียะ เทว็ต เทว็ต ข่าย เป็นศพแรกที่สังเวยเผด็จการทหารเมียนมา โดยเธอเข้าร่วมชุมนุมที่วงเวียนแห่งหนึ่งในกรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2564 ระหว่างที่ตำรวจสลายการชุมนุม มีการฉีดน้ำ ยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุม และมีกระสุนปืนนัดหนึ่งเจาะเข้าศรีษะของเธอ

ทีมกู้ชีพนำนักศึกษาหญิงวัย 20 ปี มาส่งที่ รพ.1000 เตียง คณะแพทย์บอกว่า สมองเธอตายแล้ว ยากที่จะรักษาให้หายได้ แต่ทางญาติไม่อนุญาตให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจ ยื้อชีวิตเธอมาจนถึงวันที่ 19 ก.พ.2564 เธอก็สิ้นลม 

วันที่ 20 ก.พ.2564 มีข่าวร้ายจากเมืองมัณฑะเลย์ ตำรวจ-ทหารสลายการชุมนุมที่อู่ต่อเรือ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน รวมกับกรณีของนักศึกษาหญิง เท่ากับว่านับตั้งแต่ “ตั๊ดมะด่อ” ยึดอำนาจ มีการประท้วงต้อต้านทหารทั่วประเทศ และเกิดเหตุรุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน 

ชาวบ้านในมัณฑะเลย์ ชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารพม่า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เสียงปืนแตก “ตั๊ดม่ะด่อ”  เข้มคุมอารยะขัดขืน

นองเลือดที่มัณฑะเลย์

เมืองมัณฑะเลย์ เป็นเมืองใหญ่ที่มีการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหาร เรียกร้องประชาธิปไตยต่อเนื่องมาแต่วันที่ 2 ก.พ.2564 ได้เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมมาแล้ว 2-3 ครั้ง แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต 

วันเสาร์ที่ 20 ก.พ.2564 ตั้งแต่เช้า พนักงานอู่ต่อเรือยะดะหน่าโบ่ง เมืองมัณฑะเลย์ ได้เข้าร่วมอารยะขัดขืน ไม่ยอมทำงาน และออกมาชุมนุมประท้วงร่วมกับประชาชนย่านนั้น

ตอนเที่ยง ตำรวจพม่า ยกกำลังมากดดันให้พนักงานอู่ต่อเรือ กลับเข้าทำงาน แต่พนักงานไม่ทำตาม กลับร้องรำทำเพลงกับชาวบ้าน

ช่วงบ่าย ตำรวจกว่า 100 นาย และทหารสังกัด พล.ร.33 ได้ยกกำลังมาเผชิญหน้ากับพนักงานและชาวบ้านย่านที่ชุมนุมประท้วงอยู่ โดยขอร้องให้ทุกคนกลับเข้าสู่บ้านเรือน ซึ่งชุมชนละแวกริมแม่ฝั่งน้ำอิระวดี เป็นคนยากจน

ทหาร พล.ร.33 เข้าสลายการชุมนุม

บ่ายสามโมง ตำรวจ-ทหารได้เข้าสลายการชุมนุม ระดมยิงปืน ทั้งกระสุนยาง กระสุนจริง แก๊สน้ำตา และยิงหนังสะติ๊ก ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนชาวบ้านต้องวิ่งหลบกระสุนกันจ้าละหวั่น 

เบื้องต้นสำนักข่าว The Mandalay News Journal รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 35 คน และถูกจับกุม 50 คน ข่าวบางกระแส ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คน ซึ่งในช่วงกลางคืน ชาวบ้านรอบอู่ต่อเรือ รู้สึกหวาดกลัว การไล่ล่าจับกุม จึงอพยพไปพักนอนในวัด

อาสาสมัครกู้ภัยในมัณฑะเลย์บอกกับนักข่าวว่า “มีผู้เสียชีวิต 2 คน เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ” และในช่วงค่ำ โซเชียลพม่าได้เผยแพร่ภาพเยาวชนคนหนึ่ง วัย 19 ปี อ้างว่า เป็นเหยื่อกระสุนในการสลายม็อบที่อู่ต่อเรือ

หลังข่าวการปราบม็อบที่มัณฑะเลย์เผยแพร่ออกไป ทำให้ชาวย่างกุ้ง ออกมาชุมนุมจุดเทียนไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในค่ำคืนนั้น

ชาวโซเชียลพม่า ประนามการสลายการชุมนุมที่มัณฑะเลย์

กองทัพพม่าเกรียงไกร

นักวิเคราะห์การเมืองในเมียนมา มองว่า การที่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ตัดสินใจนำทหารออกมาปราบม็อบ เป็นสิ่งที่ท้าทายพลังประชาชน และจุดไฟแค้นให้ลุกโชน

ตั๊ดมะด่อหรือกองทัพเมียนมา ติดอันดับ 1 ใน 4 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามการจัดอันดับของเว็บไซต์ The Global Firepower Index ตามหลังอินโดนีเซียที่อยู่อันดับ 1 รองลงมาคือเวียดนาม และไทย 

เว็บไซต์ The Global Firepower Index ยังจัดให้ตั๊ดมะด่อ เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งติดอันดับที่ 31 ของโลก ได้พิจารณาจากปัจจัย 50 ข้อ เช่น งบประมาณด้านการทหาร กำลังพลและอาวุธยุโธปกรณ์ ระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น 

กองทัพเมียนมา มีกำลังพลจำนวน 516,000 นาย โดยจำนวน 406,000 นายเป็นทหารที่ประจำการและรับราชการ ขณะที่อีก 110,000 นายเป็นกำลังพลสำรอง

ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ กองทัพเมียนมา มีรถถังจำนวน 592 คัน รถหุ้มเกราะสายพาน 1,358 คัน ปืนใหญ่อัตตาจร 108 กระบอก ปืนใหญ่ 884 กระบอก เครื่องยิงจรวด 108 กระบอก เครื่องบินรบ 56 ลำ เครื่องบินขับไล่โจมตี 77 ลำ เครื่องบินขนส่ง 97 ลำ เครื่องบินฝึกรบโจมตี 58 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 86 ลำเป็นต้น 

ด้วยเชื่อว่า ตั๊ดมะด่อยิ่งใหญ่เกรียงไกร นายพลมินอ่องหล่าย จึงตัดสินใจยึดอำนาจ โดยไม่หวั่นว่า พรรคเอ็นแอลดีของออง ซานซูจี จะปลุกระดมมวลชนต่อต้านรัฐบาลทหาร เรือนแสนเรือนล้าน

นายพลมินอ่องหล่าย ขี่หลังเสือ

ราษฎรแค้น ‘4 งูเห่า’ สีส้ม หนุน ‘เสี่ยหนู’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458970

ราษฎรแค้น’4 งูเห่า’ สีส้ม หนุน ‘เสี่ยหนู’

20 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:36 น.

ส่อง 4 ส.ส.งูเห่าสีส้ม มีจุดยืน “ไม่แก้ ม.112” สวนแนวทางพรรคก้าวไกล และกลุ่มราษฎร

++
    จบศึกซักฟอกไม่ทันข้ามวัน “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย แนวร่วมราษฎร ได้โพสต์เฟซบุ๊คธนวัฒน์ วงค์ไชย-Tanawat Wongchai ว่า “4 งูเห่าพรรคก้าวไกล โหวตไว้วางใจอนุทิน เตรียมย้ายไปภูมิใจไทยหรือเปล่าน้า คารม พลพรกลาง บัญชีรายชื่อ ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย #อภิปรายไม่ไว้วางใจ”
    จากโพสต์ของบอล ได้มีการแชร์ไปในกลุ่มแนวร่วมราษฎรอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ส่วนใหญ่เรียกร้องให้พรรคก้าวไกล ขับออกจากพรรค
    สืบเนื่องจากการลงมติศึกซักฟอกรัฐบาล ปรากฏว่า อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 275 เสียง ไม่ไว้วางใจ 201 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง ถือว่าเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจจาก ส.ส.มากที่สุด
    เมื่อตรวจสอบรายชื่อพบว่า มี 4 ส.ส.พรรคก้าวไกลดังกล่าวข้างต้น กดบัตรลงคะแนนไว้วางใจให้กับรองนายกฯ อนุทิน
    ต่อมา ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นกรณี 4 ส.ส.ก้าวไกล โหวตไว้วางใจอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า กรณี 4 ส.ส.พรรคก้าวไกลนั้น พรรคต้องขอโทษสมาชิกพรรค และประชาชนที่สนับสนุนพรรคทุกคน ซึ่งพรรคจะให้คณะกรรมการวินัยพิจารณาลงโทษต่อไป เช่น ไม่ส่งลงสมัคร ส.ส., งดเข้าร่วมกิจกรรมพรรค และตัดสิทธิในสภาที่พึงมีในนามพรรค ส่วนที่ไม่ไล่ออกจากพรรค เพราะเราไม่ต้องเติมเสียงให้รัฐบาลอย่างเป็นทางการอย่างที่พวกเขาต้องการ 

++
ไม่แก้ ม.112
++
    ปรากฏการณ์ “งูเห่าสีส้ม” ภาคก้าวไกล เริ่มมาตั้งแต่วันที่พรรคก้าวไกล เสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน 5 ฉบับ ซึ่งในนั้น มีการเสนอแก้ไขมาตรา 112 รวมอยู่ด้วย  โดยมีส.ส.ร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 44 คน แต่มี ส.ส. 9 คน ไม่ร่วมลงชื่อด้วย
    ส.ส.พรรคก้าวไกล 9 คน  ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ประกอบไปด้วย 1.วินท์ สุธีรชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.เกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  4.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม. 5.ทศพร ทองศิริ ส.ส.กทม. 6.จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. 7.ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี 8.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย 9.พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย
    ตอนนั้น คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ บอกว่า เรื่องนี้ทางพรรคเข้าใจ ให้เอกสิทธิ์ ส.ส. เหตุที่ไม่ลงนามด้วย เพราะมองในแง่หลักการ บางอย่างยังไม่ถึงเวลา ตามหลักการกฎหมายแม้จะเขียนออกมา แต่ถ้าคนไม่ได้ทำผิด ก็ไม่เป็นปัญหาต่อคนนั้นๆ
    หลังการลงมติไม่วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี กลับมี 4 ส.ส.ที่อยู่ในกลุ่ม 9 ส.ส.พรรคก้าวไกล ซึ่งไม่ลงชื่อแก้ไข ม.112 ดูจะเป็นท้าทายแกนนำพรรคสีส้มยุคใหม่มากเกินไป จึงมีเสียงแข็งๆหลุดออกมาจากปากของเลขาธิการพรรคก้าวไกล

++
4 ส.ส.ขบถ
++
    ในกลุ่ม 4 ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่โหวตไว้วางใจเสี่ยหนู คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีอาวุโสมากที่สุด และมีประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่าคนอื่นๆ

        ทนายคารม
    ช่วงที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ “คารม” ก็เคยประกาศว่า จะไม่ไปย้ายพรรคก้าวไกล แต่ภายหลังก็เปลี่ยนใจสังกัดพรรคก้าวไกลตามเดิม     

ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี เขต 5 (อ.ศรีราชา) อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนศรีราชา มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน “ไม่แก้ไขมาตรา 112” และสนิทสนมกับ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี เขต 7 ที่ถูกขับออกจากพรรคอนาคตใหม่ ไปสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท

         ส.ส.ขวัญเลิศ

    “หมอเอก” เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย เขต 1 (อ.เมืองเชียงราย) อดีตแพทย์สาขาเวชศาสตร์การกีฬา และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด

         ส.ส.เอกภพ

    พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย เขต 6 (อ.เเเม่สาย อ.เชียงเเสน และดอยหลวง) ตระกูลของพีรเดช ประกอบธุรกิจโรงแรมใน อ.แม่สาย ส่วนตัวเขาทำธุรกิจร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์

           ส.ส.พีรเดช

ไปต่อหรือพอส่ำนี้ ‘ครูตั้น’ คะแนนหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458947

ไปต่อหรือพอส่ำนี้’ครูตั้น’ คะแนนหาย

20 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:40 น.

จบศึกซักฟอก รัฐบาลสอบผ่าน แต่ “ครูตั้น” คะแนนบ๊วย อาจส่งผลต่ออนาคตตัวเองในค่าย พปชร. คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ผลการลงคะแนนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151 วรรค 4 ที่ระบุว่า มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบัน ส.ส.ทั้งหมดมี 487 คน คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งเท่ากับ 245  คน ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรี  ได้รับความไว้วางใจทุกคน เพียงแต่มีคะแนนที่ไม่เท่ากันเท่านั้น 
    ทุกครั้งหลังศึกซักฟอก สื่อมวลชนจะให้ความสนใจประเด็น “คะแนนไม่เท่ากัน” ลองมาส่งผลคะแนนเฉพาะ 3 รัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ 
    “ครูตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้รับความไว้วางใจ 258 ต่อ 214 คะแนน โดยมีส.ส.งดออกเสียง 8 คน จากจำนวนผู้เข้าประชุม 480 เสียง
    กรณีครูตั้น อาจกล่าวได้ว่า ผลโหวตออกมาตามคาด เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า เขาจะได้คะแนนโหวตไว้วางใจน้อยที่สุด 

             ผลโหวตซักฟอก คะแนนบ๊วย ครูตั้นจะไปต่อยังไง 

    “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ได้รับความไว้วางใจ  263 ต่อ 212 คะแนน โดยมีส.ส.งดออกเสียง  5 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง จากจำนวนผู้เข้าประชุม 481 เสียง
    รัฐมนตรีจากเมืองน้ำเค็ม ตกเป็นเป้าเขย่าขวัญจากคนในพรรคเช่นกัน แต่ดูผลคะแนนแล้ว ถือว่า ตัวเลขไม่สวย แต่ก็ไม่น่ากังวล
    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับความไว้วางใจ 274 ต่อ 199 คะแนน โดยมี ส.ส.งดออกเสียง 5 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง จากจำนวนผู้เข้าประชุม 479 เสียง
    ศึกซักฟอกปีที่แล้ว ร.อ.ธรรมนัส เจอหนักสุด คะแนนต่ำสุด แต่เที่ยวนี้กลับโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจเบามาก และที่ผู้คนฮือฮา ตรงที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้คะแนนไม่ไว้วางใจต่ำสุด แถมคะแนนไว้วางใจได้เท่ากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 
    กรณี ร.อ.ธรรมนัสนั้น สะท้อนว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีงูเห่าอยู่กลุ่มใหญ่ ที่โหวตไว้วางใจและทำตัวหายไปจากห้องประชุม   

++
มรสุมศึกใน
++
    พลันที่มีชื่อ “ครูตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ อยู่ในบัญชีเชือดของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็มีข่าวลือกระพือพัดว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 30 คน จะโหวตไม่ไว้วางใจครูตั้น
    ร้อนถึง วิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ต้องให้สัมภาษณ์นักข่าวกรณี 30 ส.ส.โหวตสวนว่า เพียงแต่คำพูด บางครั้งพูดกันสนุกๆ ก็อย่าเก็บนำมาเป็นประเด็น 
    รัฐมนตรีณัฏฐพล ได้ตอบคำถามนักข่าวประเด็นเดียวกันนี้ว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ความเห็นที่ไม่ตรงกันมีอยู่แล้วในพรรคการเมือง ไม่น่าจะเป็นอะไรที่น่ากังวล เราทำหน้าที่ต่อในสภา และไม่รู้สึกน้อยใจอะไร เป็นเรื่องธรรมดา
    สมัยเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ถูกวางตัวให้เป็นแม่ทัพเมืองหลวงของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากทั้งคู่เคยเป็น ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ มาก่อน บวกกับการเป็นแกนนำ กปปส.ช่วงปี 2556-2557
    หลังเลือกตั้ง “พุทธิพงษ์-ณัฏฐพล” ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี มีบทบาทในฝ่ายบริหาร แต่ทำตัวเหินห่างจาก ส.ส.เมืองหลวง ส่งผลให้ ส.ส.กทม. ค่ายพลังประชารัฐ กระจัดกระจายไปอยู่ตามกลุ่มต่างๆ ไม่ได้เป็นเอกภาพดังที่หลายคนเข้าใจ
    ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส , ชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม. พ่วงด้วยสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ยังมั่นใจว่า คุมฐานเสียงเมืองกรุงได้ จึงคิดการใหญ่ส่ง ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาครูตั้น ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.  
    นี่คือจุดเปลี่ยนของอดีตแกนนำ กปปส. พวกเขาตบเท้าออกจาก ปชป. มาร่วมสร้าง พปชร. แต่วันข้างหน้าจะอยู่ต่อหรือไม? ผลโหวตศึกซักฟอก ก็ให้คำตอบระดับหนึ่งแล้ว

++
ปมคู่ชีวิต
++
    ทยา ทีปสุวรรณ เติบโตมาจากตระกูลการเมือง “ศรีวิกรม์” ทยามีบุคลิกต่างจากพี่ชาย-พิมล ศรีวิกรม์ เธอเป็นส่วนผสมทางการเมืองของเฉลิมพันธ์-คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์
    แม้ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีภรรยา-ทยา ทีปสุวรรณ เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “เขาตั้งใจที่จะทำงานเพื่อการเมือง คงไปห้ามไม่ได้ ผมเป็นสามียังห้ามไม่ได้” แต่ “ผู้ใหญ่” ในพรรคพลังประชารัฐ คงไม่ได้คิดอย่างที่ครูตั้นบอกทุกคน

       ทยา มั่นใจลุยเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

    ครูตั้นและทยา เข้าสู่สังเวียนการเมืองในช่วงเดียวกัน เลือกตั้ง 2550 ตั้นลงสมัคร ส.ส.เขต 10 กทม. แต่สอบตก ต่อมา มีเลือกตั้งซ่อมปี 2552 ครูตั้นสอบได้ ส่วน ทยารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น 
    บนเส้นทางการเมืองที่ครูตั้นเติบโตชนิดก้าวกระโดดในพรรค ปชป. ทำให้เขามั่นใจในการทำงานการเมืองแบบที่เรียนรู้มาจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาจึงไม่แคร์ใครบางคนในพลังประชารัฐ 
    ด้วยบุคลิกที่เชื่อมั่นตัวเองสูง นับวันครูตั้นจะแปลกแยกจากกลุ่มต่างๆในค่าย พปชร. อาจถึงขั้นโดดเดี่ยวกลุ่มตัวเองเลยก็เป็นได้ 

ทะลุเพดานขานตัวตน ‘เจี๊ยบ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458864

ทะลุเพดานขานตัวตน ‘เจี๊ยบ’

19 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:05 น.

ส่องความคิด “ส.ส.เจี๊ยบ” เชื่อทฤษฎีซ้ายใหม่ของ “ปิยบุตร” หนุนแก้ไข ม.112 มาแต่ยุคแดงทั้งแผ่นดิน

++
    เก็บตกศึกซักฟอก ระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำลังชี้แจง กรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ประเด็นการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้อยู่นั้น
    พลันได้เห็น ส.ส.จำนวนหนึ่ง กำลังหัวเราะกันอยู่ และไม่ฟังที่นายกฯ กำลังชี้แจง ทำให้นายกฯ หยุดชี้แจงไปพักหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ผมคงตอบแค่นี้ดีกว่า เพราะตอบไปก็ไม่มีใครฟัง หัวเราะกันอยู่ พอแล้วครับ ขอบคุณ” และเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
    หลังจากนั้นไม่นาน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขำเต่าเดินหนี” พร้อมรูปภาพ “ส.ส.เจี๊ยบ” ออกอาการหัวเราะกับเพื่อน ส.ส.พรรคก้าวไกลในห้องประชุม 
    จากนั้น ในโซเชียลก็แสดงความเห็นต่อสเตตัสแสบๆคันๆของ ส.ส.เจี๊ยบ ทั้งสะใจ ชอบใจและวิจารณ์ความไม่เหมาะสม 
    ขณะเดียวกัน สุภรณ์ อัตถาวงศ์,ทศพล เพ็งส้ม และคณะทีมวอร์รูมฝ่ายกฎหมายคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี คณะทำงานสนับสนุนผู้ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เข้าแจ้งความที่ บก.ปอท. เพื่อให้ดำเนินคดีกับ ส.ส.อมรัตน์ ในข้อหาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีที่ใช้คำพูดกล่าวหาโจมตีนายกรัฐมนตรีขณะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วนำข้อความคำพูดดังกล่าวไปโพสต์ในสื่อโซเชียล จนได้รับความเสียหาย และในข้อหาผิด ม.112  ที่มีหลักฐานว่ามีการใช้ถ้อยคำที่ก้าวล่วงสถาบันฯ
    จะว่าไปแล้ว ส.ส.อมรัตน์ แยกไม่ออกระหว่าง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ กับ “พี่เจี๊ยบ” ของน้องๆ ชาวม็อบราษฎร บ่อยครั้งที่เธอทำตัวเป็น “แม่ยกม็อบ” ในสภาฯ 

++
ลูกสาวกำนันดัง
++
    ถ้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ขนาดของ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในเวบไซต์ Themomentum จะรู้ได้ทันทีว่า เธอมีแนวคิดการเมืองอย่างไร? 
    “เจี๊ยบ นครปฐม” แม่ยกกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เล่าถึงจุดเปลี่ยนจากนักธุรกิจ สู่นักการเมือง เมื่อ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่สมัยนั้น เป็นคนชักชวน
    “เราสนใจการเมืองแต่ไม่ได้จะลงเล่นการเมือง จนกระทั่งมาเจออาจารย์ป๊อก (ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคนแรกและคนเดียวของพรรคอนาคตใหม่) ถ้าสนใจก็คงเล่นไปนานแล้ว ไม่ต้องรอถึงอายุ 50 กว่า เพราะคุณพ่อก็ใกล้ชิดกับตระกูลสะสมทรัพย์ ที่ทำการเมืองท้องถิ่นมานาน เราคุ้นเคยกับอาจารย์ป๊อกจากการที่มาฟังเสวนาที่ธรรมศาสตร์ เขาต้องการให้เราร่วมทีมอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งอาจารย์ป๊อกพูดว่า พี่เจี๊ยบ ผมจะตั้งพรรคการเมือง เราถามว่า พรรคอะไร เขาตอบว่า ยังไม่มีชื่อเลย ผมจะตั้งพรรคกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อธนาธร”
    คำว่า “คุณพ่อก็ใกล้ชิดกับตระกูลสะสมทรัพย์ ที่ทำการเมืองท้องถิ่นมานาน” หมายถึง สัมพันธ์ โชคปมิตต์กุล อดีตกำนัน ต.นครปฐม บิดาของเจี๊ยบ ซึ่งมีความสนิทสนมกับ “หัวหน้าอ้อน” ไชยา สะสมทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มชาวบ้าน มากที่สุด 
    สมัยที่ตระกูล “สะสมทรัพย์” สังกัดพรรคไทยรักไทย คราวใดที่ทักษิณ ชินวัตร ไปนครปฐม ก็ต้องมีไชยา สะสมทรัพย์ และกำนันสัมพันธ์ ออกมาต้อนรับ
    ปี 2557 กำนันสัมพันธ์ จึงนำชาวบ้านไปให้กำลังใจตำรวจนครปฐม สู้กับกลุ่ม กปปส. ที่กำลังขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่เวลานั้น

++
หนุนแก้ 112
++
    เหตุที่ “เจี๊ยบ นครปฐม” ตัดสินใจเข้าร่วมเป็น 1 ใน 500 คน ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เพราะชื่นชอบจุดยืน และแนวคิดของ ปิยบุตร แสงกนกกุล
    “ อาจารย์ป๊อกตั้งใจว่า ไม่อยากให้ประชาชนแยกเป็นซ้ายกับขวา แดงกับเหลือง เส้นแบ่งที่ควรจะเป็นไม่ใช่เส้นบนลงล่าง แต่ควรเป็นเส้นแนวนอนของชนชั้นศักดินากับประชาชน คนข้างล่างควรได้กำหนดแนวการต่อสู้ใหม่ ไม่ได้มาสู้กันเอง แต่รวมกันแล้วสู้กับชั้นบนสุดต่างหาก มันตรงกับแนวคิดเราเลยอยากช่วย”

       ปิยบุตร ตอนที่รณรงค์แก้ไข ม.112 ปี 2555 

    ทฤษฎีซ้ายใหม่ของ “ป๊อก” ปิยบุตร ต่างจากทฤษฎีชนชั้นของเหมาเจ๋อตง ที่แบ่งจากบนลงล่าง นายทุน ศักดินา ชาวนา และกรรมกร อาจารย์ป๊อกวิเคราะห์ความขัดแย้งในสังคมไทย ตามแนวนอน มี “ศักดินา” กับ “ประชาชน” เท่านั้น
    “เจี๊ยบ นครปฐม” สนใจการเมืองนอกสภา มาแต่ยุคแดงทั้งแผ่นดิน ลึกๆ เธอชอบแนวคิดการเมืองของกลุ่มแดงสยาม มากกว่ากลุ่ม นปช.
    สุรชัย แซ่ด่าน ประธานกลุ่มแดงสยาม มีความคิดการเมืองที่ก้าวล้ำแกนนำ นปช. โดยพุ่งเป้าไปที่สถาบันเบื้องสูง ซึ่งหลังการสลายการชุมนุมปี 2553 สุรชัยนำกลุ่มแดงสยาม ไปเคลื่อนไหวแถวราชบุรี และนครปฐม

            สมัยที่เจี๊ยบติดตามฟังแนวคิดของ สุรชัย แซ่ด่าน 

    ปี 2555 คณะนิติราษฎร์ ที่มีอาจารย์ป๊อกร่วมอยู่ด้วย เสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยการรณรงค์ล่ารายชื่อของกลุ่มแดงอิสระ หรือแดงทะลุเพดาน เจี๊ยบก็ชื่นชมปิยบุตร ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา
    “เจี๊ยบ นครปฐม” จึงให้ความสำคัญกับกลุ่มแดงอิสระ และเมื่อเห็นกลุ่มนักศึกษารุ่นใหม่ ออกโรงต้าน คสช. เธอก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเด็กๆ จนผูกพันกันมาถึงทุกวันนี้

สายเฮีย ‘ประเสริฐ’ แซง ดับคลังแสงสารคาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458847

สายเฮีย’ประเสริฐ’ แซง ดับคลังแสงสารคาม

19 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:30 น.

เกมซักฟอก สะท้อนศึกในอกเพื่อไทย แม่บ้าน “ประเสริฐ” โดดเด่น แต่ดาวดัง “คลังแสงสารคาม” กลับวูบหาย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ศึกซักฟอกปี 2564 ต่างจากปี 2563 พรรคเพื่อไทย ได้รับคำชมว่า “มาดใหม่การเมือง” มีความขึงขัง เอาจริงเอาจัง สมกับพรรคฝ่ายค้านเบอร์หนึ่ง บทบาทของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ก็โดดเด่น
    โดยเฉพาะเลขาธิการพรรค-ประเสริฐ จันทรรวงทอง ขนาดคอลัมนิสต์อาวุโสสายเชียร์ลุง ยังออกปากชมว่า “ข้อมูลแน่น”
    คงทราบกันแล้วว่า ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดการซักฟอกจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์ ด้วยการแกะรอยคดีทุจริตทำสัญญาลวงซื้อขายถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า 112,500 ล้านบาท มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท 
    จะว่าไปแล้ว “เฮียเสริฐ” เริ่มเปิดเกมรุกเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยย้ำว่า “เราจะเน้นที่เนื้อหาการอภิปรายไม่เน้นจำนวนผู้อภิปราย เราจะให้ผู้อภิปรายครั้งนี้ได้เวลาในการอภิปรายอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เนื้อหาสาระมากที่สุด” 
    แกนนำเพื่อไทยรู้ดีว่า ศึกซักฟอกปีที่แล้ว พรรคมีคะแนนติดลบ ถูกมองว่า เล่นเกมซูเอี๋ย และพูดน้ำท่วมทุ่งเบียดบังเวลาพรรคก้าวไกล ฉะนั้น หนนี้จึงต้องปรับขบวนใหม่ จบศึกซักฟอกต้องได้แต้ม

++
คนโตสีคิ้ว
++
    วันนี้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา 5 สมัย ได้แสดงให้เห็นแล้ว ตำแหน่งเลขาธิการพรรค ไม่ได้มาเพราะแค่เป็นคนสนิท “เฮียเพ้ง” หากแต่เขายังมีฝีไม้ลายมือ ทั้งการบริหารพรรค และการคุมเกมในสภาฯ
    ย้อนไปตอนเลือกตั้ง 2562 ที่สนามเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ และ อ.สีคิ้ว (บางตำบล) ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีต รมช.คมนาคม เจอศึกหนักเพราะต้องสู้กับ ประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม พรรคชาติพัฒนา 
    ด้วยฐานที่มั่น อ.สีคิ้ว ตระกูล “จันทรรวงทอง” ฝังลึกทั้งการเมืองและสังคม เพราะปรีชา จันทรรวงทอง เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสีคิ้วมาหลายสมัย และสิทธิศักดิ์ จันทรรวงทอง เป็นประธานมูลนิธิพรหมธรรมสงเคราะห์ อ.สีคิ้ว
    “เฮียเสริฐ สีคิ้ว” จึงเอาชนะประเสริฐ ค่ายชาติพัฒนาไปได้ขาดลอย สมกับได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นแม่ทัพโคราช 

        ดาวเด่น ศึกซักฟอก 2564

++
‘คลังแสง’หายไปไหน
++
    ถ้าจำกันได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจปีที่แล้ว “สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นดาวเด่น เป็นแม่ทัพใหญ่ ตรงกันข้ามกับศึกซักฟอกหนนี้ สุทินถูกลดบทบาทลงไปเยอะ

        ดาวเด่น ศึกซักฟอกสมัยที่แล้ว 

    นับแต่กลุ่มแคร์ เข้ามาบทบาทเหนือพรรคเพื่อไทย “สุทิน” ก็ถูกมองว่า เป็นสายคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และในอนาคต หัวหน้าค่ายมวยคลังแสงสารคาม อาจย้ายค่ายก็เป็นได้
    สมัยที่ “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ได้เดินทางไป จ.มหาสารคาม อยู่บ่อยครั้ง โดยมี ส.ส.เจ้าถิ่น อย่าง สุทิน คลังแสง ,นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ และจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ มาให้การต้อนรับ แต่ไม่เห็นหน้า “ส.ส.โจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เลยสักหน
    คนแถวมหาสารคาม รู้ดีว่า “ส.ส.โจ้” กับหัวหน้าค่ายคลังแสงสารคาม อยู่คนกันฝั่ง คนหนึ่งอยู่สายฝั่งธนฯ อีกคนหนึ่งก็สายฝั่งกรุงเทพฯ 
    ฉะนั้น ศึกซักฟอกเที่ยวนี้ ส.ส.โจ้ จึงโดดเด่นไม่แพ้ “เสริฐ สีคิ้ว” ต่างจาก “ส.สุทิน” ที่วูบหายเหมือนดาวร่วง

‘อานนท์’ คณะลาบแดง ดอกผล ‘ตาสว่าง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458762

‘อานนท์’ คณะลาบแดง ดอกผล ‘ตาสว่าง’

18 กุมภาพันธ์ 2564 – 16:30 น.

แม้จะเป็นคนแห่งอนาคตของนิตยสารไทม์ แต่ “อานนท์ นำภา” ยังอยู่ในเรือนจำ เขาคือดอกผลของแดงตาสว่าง

++
    เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สำหรับ “อานนท์ นำภา” ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและแกนนำคณะราษฎร ติดอันดับหนึ่งใน 100 บุคคลที่น่าจับตามองในอนาคตของนิตยสารไทม์ (Time100 Next) ประจำปี 2564
    นิตยสารไทม์ระบุว่า อานนท์ปลุกพลังให้ชาวไทยรุ่นใหม่เรียกร้องให้ยกเลิกอำนาจทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ และยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ในปัจจุบัน
    ชาร์ลี แคมป์เบล ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ ระบุว่า การเคลื่อนไหวของอานนท์ทำให้เขาถูกจับกุม 3 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ด้วยข้อหาต่างๆ รวมถึงข้อหายุยังปลุกปั่น การเคลื่อนไหวของเขายังปลุกระดมให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการรัฐประหาร เมื่อปี 2557
    เดือน ก.ย.2563 นิตยสารไทม์เคยลงบทความเกี่ยวกับทนายอานนท์ ในฐานะ “ทนายผู้พยายามปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ผู้ออกมาพูดประเด็นดังกล่าวในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก ถือเป็นการ “ดันเพดาน” การอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์ในไทย 

++
ลูกชาวนาร้อยเอ็ด
++
    อานนท์ นำภา เป็นแกนนำมวลชนที่มีบุคลิกแตกต่างจากนักเคลื่อนไหวรุ่นพ่อ รุ่นพี่ หลายคนอาจมีภาพจำแบบเสกสรรค์-ธีรยุทธ ปี 2516 แบบปริญญา ปี 2535 แต่ “ทนายน้อย” อานนท์ เป็นแอกติวิสต์สายเฮฮาปาร์ตี้
    บนเวทีการชุมนุมบนท้องถนน ทนายน้อยปราศรัยปลุกเร้าผู้คน เนื้อหาเครียด ไม่มีตลก แต่เลิกการชุมนุม ทนายน้อยจะนัดเพื่อนๆมาล้อมวงกินลาบก้อยซอยจุ๊ ดื่มเหล้า ฟังหมอลำเป็นเรื่องปกติ

        ไปไหนมาไหน ไม่พ้นลาบก้อย

    ลูกชาวนาอย่างอานนท์ เดินทางไกลจาก อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด มาเรียนกฎหมายที่รามคำแหง เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 เขาได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต้านเผด็จการทหารกับเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร  
    ปี 2552 อานนท์ จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ รามคำแหง และจบเนติบัณฑิต เขาเลือกเป็นทนายช่วยเหลือชาวบ้านที่เรียกร้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมถูกคุกคาม ต่อมา เขาก็เชี่ยวชาญการทำคดีให้ลูกความที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 112 

           เบื้องหลังแกนนำราษฎร 

    ปี 2553-2554 ช่วงที่ ไม้หนึ่ง ก.กุนที แกนนำกลุ่มแดงอิสระ ที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา ไว้ใจทนายอานนท์ ขอให้ช่วยทำคดีคนเสื้อแดง และได้ไปเยี่ยมไม้หนึ่งที่เขมร ตอนนี้แหละที่อานนท์เริ่มซึมซับแนวทาง “แดงตาสว่าง”  
    ปี 2555 สุดา รังกุพันธ์ และไม้หนึ่ง ก.กุนที แกนนำกลุ่มปฎิญญาหน้าศาล ที่มีความคิดอุดมการณ์แบบแดงปีกซ้าย หรือแดงตาสว่าง
    กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล พยายามรวบรวมรายชื่อขอแก้ไข ม.112 ระดมคนเสื้อแดง หาบกล่องรายชื่อไปยื่นสภาฯ แต่ร่างแก้ไข ม.112 ก็ถูก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถีบทิ้งไม่ไยดี

เวลานั้น กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล และกลุ่มแดงสยาม ของสุรชัย แซ่ด่าน มีแนวทางการต่อสู้เหมือนกันคือ ปฏิรูปสถาบันฯ 
    ก่อนรัฐประหาร 2557 ไม้หนึ่ง ก.กุนที ถูกลอบยิงเสียชีวิต สัญญาณการยึดอำนาจชัดแจ้งส่งผลให้ สุรชัย แซ่ด่าน และปีกแดงตาสว่าง เริ่มขยับเตรียมเดินทางไปต่างประเทศ
    หลังปี 2558 ขบวนการวิทยุใต้ดิน(ช่องยูทูบ) เบ่งบานในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงในแถบยุโรป และสหรัฐ
    แม้ช่วงหลัง โกตี๋ ,สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง จะถูกอุ้มหายไป แต่ขบวนการวิทยุใต้ดินยังดำเนินต่อไป ทุกวันนี้ ช่องสุนัย จุลพงศธร ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว 

      ความคิดทะลุเพดานมาจากวงลาบแดง ลาบดิบ 

    ความพยายาม “พังเพดาน” หรือ “ทะลุเพดาน” การต่อสู้มีมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคแดงทั้งแผ่นดิน ตอนนั้นคนเสื้อแดงแบ่งเป็น 2 ปีกคือ ฝ่ายประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กับฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีนามสกุล
    ทนายอานนท์ ก็ซึมซับแนวคิดฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีนามสกุล มาจากกลุ่มไม้หนึ่ง ก.กุนที และสุรชัย แซ่ด่าน นั่นเอง

เปิดตัว “ไป๋ 3 นิ้ว” ทีมการ์ดประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458722

เปิดตัว “ไป๋ 3 นิ้ว” ทีมการ์ดประชาชน

18 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:00 น.

ทัพดาราพม่า ลงถนนต้านเผด็จการ “ไป๋ ทากุน” นายแบบดัง ร่วมทีมการ์ดประชาชน

++
วันที่ 17 ก.พ.2564 เป็นวันที่มีการชุมนุมใหญ่ต้านการทำรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา ที่แยกเจดีย์สุเล ย่างกุ้ง     

Paing Takhon หรือไป๋ ทากุน นายแบบชื่อดังของเมียนมา ได้เข้าร่วมชุมนุม พร้อมกับทีมการ์ดประชาชน ที่มีการเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับการสลายการชุมนุมจากตำรวจและทหาร   

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  หายไปไหน บอดี้การ์ด “ซูจี”

แฟนเพจเฟซบุ๊ก Paing Takhon นายแบบคนดังได้โพสต์ภาพและแคปชั่น We Need the Help, Please Save Myanmar 
นี่เป็นครั้งแรกของผู้ชุมนุม ที่มีการเปิดเผยทีมการ์ดรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีการแต่งกายคล้ายการ์ดวีโว่ของไทย แถมมีโล่ป้องกันตัวเองด้วย    

นับแต่วันแรกที่มีการยึดอำนาจ Paing Takhon เป็นคนบันเทิงพม่าที่โพสต์แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา “เราขอประณามอย่างรุนแรงต่อการรัฐประหาร เราเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี ประธานาธิบดีวินมิน คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาที่ได้รับการเลือกตั้งมาโดยทันที..”    

วันที่ 10 ก.พ.2564 เป็นวันแรกที่ Paing Takhon ลงท้องถนน โดยเขาและเพื่อนดารา ไปรวมตัวที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา เรียกร้องรัฐบาลสหรัฐกดดันเผด็จการทหาร คืนประชาธิปไตยโดยเร็ว    

วันที่ 11 ก.พ.2564 ตรงกับวันตรุษจีน Paing Takhon แต่งกายแบบคนจีน ไปตั้งวงกินหมูกระทะ ที่หน้าสถานทูตจีน ประจำเมียนมา เรียกร้องรัฐบาลจีนให้หยุดสนับสนุนกองทัพเมียนมา     

มีข้อน่าสังเกต ดารานักแสดง นักร้องชาวพม่าได้เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืนอย่างพร้อมหน้า แฟนเพจเฟซบุ๊คข่าวแวดวงบันเทิง แฟชั่น และคนดัง กลายเป็น “เพจการเมือง”

พม่าโมเดล จอดรถขวางรถถังกลยุทธ์ล้ม “มินอ่องหล่าย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458712

พม่าโมเดล จอดรถขวางรถถังกลยุทธ์ล้ม “มินอ่องหล่าย” 

18 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:29 น.

อารยะขัดขืนยืดเยื้อ ฝ่ายต่อต้านผุดกลยุทธ์ “จอดรถเสีย” ขวางรถทหาร นี่คือพม่าโมเดล   คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เช้าวันที่ 18 ก.พ.2564 สำนักข่าวออนไลน์  Myanmar Now , Khit Thit Media และ Kamayut Media ได้รายงานความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านการทำรัฐประหาร ด้วยการรณรงค์ “broken-down car campaign” เป็นวันที่ 2 จึงมีภาพ “รถจอดเสีย” บนถนนในย่างกุ้ง เหมือนวันแรก(17 ก.พ.) ที่เริ่มกลยุทธ์นี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว

วัันที่ 2 ของแคมเปญจอดรถเสีย ประท้วงสันติวิธี

สืบเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมา ได้ส่งรถหุ้มเกราะ และกำลังทหารเข้ามาประจำการในพื้นที่รอบในกรุงย่างกุ้ง และตัวเมืองใหญ่ ผู้ชุมนุมต้านกองทัพเมียนมา จึงงัดกลยุทธ์จอดรถเสียกลางถนน เพื่อปิดกั้นเส้นทางไม่ให้รถหุ้มเกราะ หรือรถของเจ้าหน้าที่ผ่านเข้าไปยังพื้นที่ชุมนุมได้     

ฉะนั้น วานนี้(17 ก.พ.)ในกรุงย่างกุ้ง จึงไม่มีภาพรถหุ้มเกราะ และทหาร แต่กลับมีภาพการชุมนุมใหญ่ มวลชนเรือนแสนที่แยกเจดีย์สุเล รวมถึงการชุมนุมตามหัวเมืองใหญ่ๆ     

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 ของกลยุทธ์จอดรถขวางถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมา ได้เตรียมรับมือ โดยนำรถยกไปประจำการจุดสำคัญๆ หากมีการจอดรถขวางถนน ก็ดำเนินการยกรถออกไปทันที        

พม่าโมเดลแห่งแรกในโลก ที่ประท้วงแบบนี้

ภาพรวมการต่อสู้ของประชาชนเมียนมา ยังอยู่ในกรอบสันติวิธี และผลพวงการรณรงค์อารยะขัดขืน ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศยังคงปิดทำการ ยกเว้นบริการผ่านเครื่อง ATM เนื่องจากพนักงานธนาคารจำนวนมากเข้าร่วมแคมเปญต่อต้านรัฐประหารโดยสันติวิธี    

ธนาคารพาณิชย์ในพม่ายังไม่ประกาศว่าจะกลับมาเปิดทำการเมื่อไหร่ และไม่มีแถลงการณ์ใดจากสมาคมธนาคารหรือธนาคารกลางของพม่า    

มินับกลุ่มแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ ที่หยุดงานประท้วงไปแต่วันแรกๆ รวมถึงข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ก็หยุดงานเช่นกัน

พม่าโมเดลแห่งแรกในโลก ที่ประท้วงแบบนี้

++
ซูจีอยู่ไหน?
++
สำหรับออง ซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านพัก กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2564 สภาบริหารแห่งรัฐหรือกองทัพเมียนมา ได้ยื่นฟ้อง อองซาน ซูจี และอู วินมินท์ อดีตประธานาธิบดีสหภาพเมียนมา โดยมีการนำตัว 2 อดีตผู้นำไปขึ้นศาลซาบูติริ กรุงเนปิดอว์ นัดแรก เพื่อรับการพิจารณาคดีผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนท์     

อองซาน ซูจี ถูกฟ้องใน 2 ข้อหาคือ มีการครอบครองวิทยุสื่อสารเถื่อน ผิดกฎหมายการนำเข้าและส่งออก มาตรา 8 อีกข้อหาที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่กรณีอองซาน ซูจี ลงพื้นที่พบประชาชนในช่วงโควิดระบาด ผิดกฎหมายจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ มาตรา 25    

ส่วน อู วินมินท์ มีการลงพื้นที่หาเสียงช่วงโควิดระบาด ผิดกฎหมายจัดการภัยพิบัติแห่งมาตรา 25 ซึ่งการพิจารณาคดีในครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.2564     

อนึ่ง มาตรา 8 กฎหมายว่าด้วยการนำเข้าและส่งออก มีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับ และมาตรา 25 กฎหมายจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ มีโทษจำคุก 3 ปี    

ไม่ว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอองซาน ซูจี จะบริหารประเทศดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่คนพม่าก็ถือว่า เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย จึงออกมาร่วมชุมนุมบนท้องถนนมากมาย เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ และอดีตประธานาธิบดี 

อองซานซูจี ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย

++
เสียงจากกองทัพ
++
วันที่ 16 ก.พ.2564 ซอมินทุน โฆษกสภาบริหารแห่งรัฐ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ระบุว่า กองทัพเมียนมา “ไม่ได้ทำรัฐประหาร” เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2551

สภาบริหารแห่งรัฐ จะเดินหน้าโรดแมพ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ปฏิรูปคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (UEC) และดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมาย    

2.มุ่งยกระดับและดำเนินการตามแผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในประเทศ 3.แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากช่วงโควิด-19 อย่างเร่งด่วน     

4.สานต่อเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพในประเทศอย่างถาวร และให้เป็นไปตามข้อกำหนดข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ หรือ Nationawide Ceasefire Agreement (NCA)     

5.หลังสิ้นสุดการบังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง โดยให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และส่งผ่านอำนาจสู่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง โดยให้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ 2551 และหลักประชาธิปไตย    

คลื่นอารยะขัดขืนไหลลามไปทั้งประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมา ยังมั่นใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนกองทัพ 

วัคซีน ‘ปู’ ไม่แตะ 112 ชิงฐานกว้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458657

วัคซีน ‘ปู’ ไม่แตะ 112 ชิงฐานกว้าง

17 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:37 น.

อดีตนายกฯ “ปู” ชิงซีนเกมซักฟอก ฉีดวัคซีนการเมือง ไม่วายถูกแขวะ ไม่แก้ ม.112 ลอยแพราษฎร

++
    วันที่สองของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาถล่มรัฐบาล ก็หนีไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโควิด-19
    เหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่า ในสภาฯ ต้องถกเรื่องวัคซีนโควิด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในดูไบ ได้โพสต์เฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra โชว์ภาพเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ป้องกันโรคโควิด
    “ยิ่งลักษณ์” เล่าว่า “รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้จัดสรรวัคซีนจาก 2 บริษัทให้ประชาชนทั้งหมดและผู้อยู่อาศัยที่นี่ทุกคน โดยรัฐบาลมีนโยบายให้จัดสรรวัคซีน ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ของจีนซึ่งมีประสิทธิผล 86% ให้แก่ประชาชนทั่วไป  และวัคซีน ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) ของสหรัฐ-เยอรมนี ซึ่งมีประสิทธิผล 95% พร้อมกันนี้ทางรัฐบาลยังคงเปิดโอกาสให้มีการใช้วัคซีนสปุตนิค (Sputnik) จากรัสเซียในกรณีฉุกเฉินและกำลังเริ่มทดลองใช้วัคซีนแอสตร้าซิเนก้า (AstraZeneca Plc) ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งผลิตจากอินเดียอีกด้วย”

      ยิ่งลักษณ์ รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่ดูไบ    

อดีตนายกฯ ปู ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนโควิดของรัฐบาลไทย แต่ภาพนี้ภาพเดียว ก็ตบหน้ารัฐมนตรีสาธารณสุขไทยไปเรียบร้อยแล้ว
ดังที่รู้กัน ยามนี้พรรคเพื่อไทย กำลังจัดทัพปรับแถวใหม่ งัดผลงานเก่าๆ มาขายฝันแก้จน มีทั้ง “เพ้ง อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” ตามมาด้วยจอมยุทธ์หูกระต่าย-พันศักดิ์ วิญญรัตน์

++
ยึดฐานกว้าง
++ 
    นักวิชาการและสื่อมวลชนสายปฏิรูปสถาบัน รู้สึกผิดหวังที่พรรคเพื่อไทย ไม่สนใจประเด็นแก้ไขมาตรา 112 ปล่อยให้พรรคก้าวไกล เดินหน้ายื่นเสนอแก้ไขมาตรา 112 เพียงลำพัง
    มิหนำซ้ำ ท่าทีและจุดยืนของเพื่อไทย ที่ไม่แตะ ม.112 ก็เหมือนลอยแพ “ม็อบราษฎร” 
    “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์ปีกประชาธิปไตย ที่จัดรายการวิเคราะห์ข่าวทางวอยซ์ ทีวี ได้พูดถึงพรรคเพื่อไทย และกลุ่มแคร์ ว่า “..เขามองเรื่องการเอาชนะทางการเมืองในวงกว้าง เหมือนที่เคยเอาชนะด้วย 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน การเมืองชี้ขาดกันที่ปากท้อง (รวมทั้งข้อจำกัดของพรรคเอง อย่างที่บอก ถ้าชูแก้ 112 ส.ส.เพื่อไทยหายหมด)..”
    การแก้ไข ม.112 หรือไม่? กลายเป็นเส้นแบ่งของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ในสายตาคน Gen X และ Gen Z
    “ก้าวไกลจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่เป็นกบฎต่อระบบวิพากษ์โครงสร้าง ความคิด วัฒนธรรม การศึกษา(หรือเศรษฐกิจแบบคนรุ่นใหม่) เพื่อไทยจะชูแก้เศรษฐกิจแบบมหาชนนิยม 
แสดงท่าทีหวังคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองระดับหนึ่ง แต่ยังไม่แตะใจกลาง”

 วัคซีน 'ปู' ไม่แตะ 112 ชิงฐานกว้าง

         เพื่อไทย ยังขายความสำเร็จเดิมๆ มุ่งชิงฐานกว้าง

++
บนทางเสี่ยง
++
    หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในศึกนายก อบจ.ทั่วประเทศ ทำให้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ปลุกเร้า ส.ส.พรรคก้าวไกลให้แสดงความกล้าหาญ เสนอแก้ไขมาตรา 112
    “เดอะป๊อก” เชื่อว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล จะไม่โดดเดี่ยว เพราะม็อบราษฎร ที่ชูธงปฏิรูปสถาบันฯ จะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้ ส.ส.ในสภาฯ
    ความคิดทำนองนี้ ก็เคยเกิดขึ้นกับ “แดงก้าวหน้า” ปี 2555 นำโดย จรัล ดิษฐาอภิชัย และไม้หนึ่ง ก.กุนที ซึ่งสถานการณ์ พ.ศ.โน้น มีทั้งทัพเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทย เต็มสภา ถ้าไม่แก้ไข ม.112 ก็เสียดายโอกาส จึงเกิด “ปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์” 
    มีการจัดตั้งคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112 ประกาศล่าชื่อประชาชนร่วมเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. …ต่อรัฐสภา 
    สุดท้าย ส.ส.เพื่อไทย ในเวลานั้น ก็เขี่ยร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 ทิ้งกลางสภา
    บทเรียนครั้งนั้น ทำให้ “ป๊อก ปิยบุตร” ออกแรงกดดัน ส.ส.ก้าวไกลเต็มที่ เรียกได้ว่า งานนี้เดิมพันอนาคตพรรคสีส้ม และม็อบราษฎร

ศึกไทใหญ่ ยอดศึก VS ป่างฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458609

ศึกไทใหญ่ ยอดศึก VS ป่างฟ้า

17 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:43 น.

ในเมืองมีม็อบต้านเผด็จการ ในป่า “ทหารไทใหญ่เหนือ” รบ “ทหารไทใหญ่ใต้” เลือดนองแผ่นดินรัฐฉาน

++
ชุมชนออนไลน์ของชาวไทใหญ่ ทั้งในรัฐฉานและในไทย ได้ร่วมแสดงความไว้อาลัยแก่ทหารสภาเพื่อกอบกู้รัฐฉาน(RCSS/SSA) 18 นาย ที่ถูกฝ่ายตรงข้ามสังหารโหด ในสมรภูมิเมืองสีป้อ แขวงจ๊อกแม รัฐฉานเหนือ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ไฟลามทุ่ง “กองทัพชาติพันธุ์” สงครามท้องถนน

ชาวไทใหญ่ ไว้อาลัยทหารเจ้ายอดศึกที่พลีชีพ 18 ศพ

ในเฟซบุ๊กชาวไทใหญ่ส่วนหนึ่ง มีอารมณ์โกรธแค้น เมื่อมีการเผยแพร่ภาพศพทหารไทใหญ่(RCSS/SSA) ในเครื่องแบบลายพรางจำนวนหนึ่ง ถูกมัดมือไพล่หลัง เสียชีวิตในสภาพนอนคว่ำหน้า มีรอยกระสุนปืนที่กลางหลัง    

สำนักข่าว Shan News แห่งรัฐฉาน ได้รายงานข่าวว่า เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 15 ก.พ.2564 กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง/กองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/ TNLA) ร่วมกับกลุ่มพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) โจมตีที่ตั้งกำลังกลุ่มสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) ในพื้นที่ ต.นาหมากขอ เขตเมืองสี่ป้อ แขวงจ๊อกแม รัฐฉานตอนเหนือ ทำให้กำลังกลุ่มสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) เสียชีวิต 18 ราย และตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้อีกหลายรายการ    

มีรายงานจากฝ่ายกองกองกำลัง RCSS/SSA ระบุว่า ทหารฝ่าย PSLF/TNLA และ SSPP/SSA มีกำลังประมาณ 400 นาย ขณะที่ทหาร RCSS/SSA มีเพียง 40 คน จึงยอมแพ้ ปล่อยให้ทหารฝ่ายตรงข้ามเข้ายึดที่มั่น แต่แทนที่จะมีการคุมตัวทหาร RCSS ที่ยอมจำนนนแล้ว ไปกักขัง ทหาร SSPP กลับยิงทหารเหล่านั้นทิ้ง จนเสียชีวิตทั้งหมด    

ชาวไทใหญ่ ไว้อาลัยทหารเจ้ายอดศึกที่พลีชีพ 18 ศพ

ขณะที่มีรายงานข่าวบางกระแสแจ้งว่า ทหาร RCSS เสียชีวิตในสนามรบ 18 นาย และถูกจับเป็นเชลย 10 นาย     

กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง/กองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/ TNLA) เป็นองค์กรการเมืองของชาวปะหล่อง ที่มีฐานกำลังอยู่ในรัฐฉาน ตอนเหนือ    

กลุ่มพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) เป็นองค์กรการเมืองของชาวไทใหญ่ มีฐานที่มั่นอยู่ที่บ้านไฮ รัฐฉานเหนือ นำทัพโดย ป่างฟ้า ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวคิดสังคมนิยม และมีความใกล้ชิดกับกลุ่มว้าแดง (อดีตพรรคคอมมิวนิสต์พม่า)    

ป่างฟ้า ผู้นำทหารไทใหญ่เหนือ SSPP/SSA

เนื่องจากทหารปะหล่อง (PSLF/ TNLA) และทหารไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) มีเขตอิทธิพลในรัฐฉานเหนือเหมือนกัน และใกล้ชิดกับว้าแดงทั้งคู่ จึงจับมือร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด    

กลุ่มสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) มีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่ดอยไตแลง รัฐฉานใต้ ติดเขตชายแดนไทย นำทัพโดย เจ้ายอดศึก ทหารไทใหญ่กลุ่มนี้ แยกตัวออกมาจากกองทัพเมืองไต (MTA) ของขุนส่า  

เจ้ายอดศึก ผู้นำทหารไทใหญ่ใต้ RCSS/SSA

หลังเจ้ายอดศึก นำทหารไทใหญ่ใต้ (RCSS/SSA) เข้าร่วมเจรจาหยุดยิงกับกองทัพเมียนมา สมัยรัฐบาลนายพลเต็งเส่ง จึงเคลื่อนกำลังจากชายแดนไทยสู่ตอนเหนือของรัฐฉาน โดยข้ออ้างว่าเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ผิดกฏหมาย โดยเฉพาะการค้ายาเสพติด    

ด้านทหารไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) มองว่า เจ้ายอดศึกพยายามขยายอิทธิพล จึงนำกำลังทหารไทใหญ่เหนือ เข้าปะทะกับทหารไทใหญ่ใต้อยู่บ่อยครั้ง    

การสู้รบกันเองของทหารไทใหญ่ 2 ขั้ว เป็นเรื่องที่ชาติพันธุ์ไทใหญ่ในรัฐฉานไม่ค่อยพอใจนัก และเรียกร้องให้ทหารไทใหญ่เหนือ-ใต้ สามัคคีปรองดองกัน และหันปลายกระบอกปืนสู้กับกองทัพเมียนมา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ