จับตา “แม้ว” ลุย “นายกเล็ก” เชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/455003

จับตา “แม้ว” ลุย “นายกเล็ก” เชียงใหม่

จับตา "แม้ว" ลุย "นายกเล็ก" เชียงใหม่

13 มกราคม 2564 – 08:23 น.

จับตา “แม้ว” ลุย “นายกเล็ก” เชียงใหม่ สมรภูมิ ‘นายกเล็ก’ เปิดแล้ว จับตาสนามเชียงใหม่ “ทักษิณ” จะกำชัยเหนือ “บูรณุปกรณ์” อีกครั้งหรือไม่ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ในที่สุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรีทั้ง 3 ระดับคือ นายกเทศมนตรีนคร,นายกเทศมนตรีเมือง และนายกเทศมนตรีตำบล คาดว่า กกต.จะประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 21 มี.ค.2564 

อ่านข่าว…  แค้นลั่นดอย “เพื่อเจ๊แดง” ล้างคอก “บูรณุปกรณ์”    

จับตา "แม้ว" ลุย "นายกเล็ก" เชียงใหม่

เฮียหน้อย ตัวแทนเพื่อไทย

สนามเลือกตั้ง“นายกเล็ก”ทั่วไทยในครั้งนี้ สื่อต้องโฟกัสที่การเลือกตั้ง “นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่” อย่างแน่นอน เพราะจะเป็นศึกล้างตา ระหว่าง “ค่ายเพื่อแม้ว” กับตระกูล “บูรณุปกรณ์”     

หลังชัยชนะในสนามนายก อบจ.เชียงใหม่ของ “ส.ว.ก้อง” พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ได้ลบคำปรามาสว่า ทักษิณสิ้นมนต์ขลัง แถม “เจ๊แดง” แดนไกล ก็สุดปลื้มที่ล้มแชมป์เก่าได้สำเร็จ

++
ศึกเจดีย์ขาว
++
เจดีย์ขาวหรือที่ชาวล้านนาเรียกว่าเจดีย์กิ่ว กลางเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ สื่อจึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ คล้ายเสาชิงช้าที่เปรียบกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร    

ทุกวันนี้ ทัศนัย บูรณุปกรณ์ เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนแผนลงสนามป้องกันแชมป์ของตระกูล “บูรณุปกรณ์” หรือไม่นั้น คงรอดูความชัดเจนภายในเดือนนี้    

สำหรับค่ายเพื่อไทย มีเตรียมการควบคู่กับนายก อบจ.เชียงใหม่ ก็คือ “เฮียหน้อย” หรือ “เฮียน้อย” ชาตรี เชื้อมโนชาญ แห่ง “กลุ่มพิงคนคร เพื่อไทยเชียงใหม่” โดยมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และทีมว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว    

ปี 2561 “เฮียหน้อย” ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เพราะขัดแย้งเรื่องอนาคตทางการเมืองกับผู้บริหารตระกูล “บูรณุปกรณ์” จากนั้น เฮียหน้อยไปจับมือ “ส.ว.ก๊อง” ทำทีมฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด     

เฮียหน้อยเป็นคนรักกีฬา โดยเฉพาะวงการมวยไทย ในอดีตเขาเป็นนักมวยชื่อดังของเชียงใหม่ชื่อ “ชาตรี คล่องประชัน”     

จับตา "แม้ว" ลุย "นายกเล็ก" เชียงใหม่

โปรดสังเกตภาพที่ติดข้างฝา ในห้องหัวหน้าสมพงษ์

ช่วงปี 2561-2562 “ส.ว.ก๊อง” กับ “เฮียหน้อย” เหมือนเป็นคู่แฝดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน พร้อมกับแนะนำตัวให้คนเชียงใหม่ได้รู้จัก คนหนึ่งจะลงสมัครนายก อบจ. และอีกคนจะลงสมัครนายกเล็กเชียงใหม่    

ตอนที่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดตัว ส.ว.ก๊อง สนาม อบจ.เชียงใหม่ ก็พ่วงเปิดตัวเฮียหน้อย สนามเทศบาลนครเชียงใหม่ด้วย    

ดังนั้น คนเชียงใหม่ ต้องรอดูว่า จะมี “จดหมายน้อย” อีกฉบับจากดูไบอีกหรือไม่? 

++
ผู้แพ้จะเอายังไง
++
หลังค่ายเพื่อแม้ว เปิดตัว ชาตรี เชื้อมโนชาญ ฝ่าย “บูรณุปกรณ์” ก็มีการแถลงข่าวของ “ประพันธ์ บูรณุปกรณ์” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ เรื่องขออาสาชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อปลายปี 2561    

ตอนนั้น มีข่าวว่า ทัศนัย บูรณุปกรณ์ ดำรงตำแหน่งนายกเจดีย์ขาวมา 2 สมัย และจะขอวางมือจากการเมืองท้องถิ่นไปทำธุรกิจ จึงเปิดทางให้ประพันธ์ ที่มีศักดิ์เป็นอา ได้ลงสนามแทน    

นั่นเป็นเรื่องเมื่อสองปีก่อน แต่ข้อมูลในวันนี้ ค่ายเชียงใหม่คุณธรรมยังไม่เคลื่อนไหว ก็ต้องรอดูความชัดเจนในเร็วๆนี้    

คอการเมืองกำลังจับตามอง ความพ่ายแพ้จากสนามนายก อบจ.เชียงใหม่ จะส่งผลสะเทือนถึงสนามนายกเล็กหรือไม่? 

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง “สนามเล็ก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454867

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง “สนามเล็ก”

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง "สนามเล็ก"

12 มกราคม 2564 – 09:09 น.

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง “สนามเล็ก” เหมือนได้กลิ่นเลือกตั้ง “นายกเล็ก” ชิงเสนอแผนซื้อวัคซีนป้องกันโควิด ขานรับแนวคิด “คุณหญิงหน่อย” 

++
วันที่ 11 ม.ค.2564 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการเตรียมความพร้อมการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย โดยวัคซีนที่จัดหามานั้นได้มาตรฐานคุณภาพ และได้รับการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา (อย.) เรียบร้อย 

อ่านข่าว…  วัคซีนโควิด “หน่อย-สมนึก” ผนึกนครนนท์

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง "สนามเล็ก"

สมนึก ธนเดชากุล นายกฯนครนนท์

อีกด้านหนึ่ง บรรดาองค์กรปกครองท้องถิ่น ได้เสนอแนวคิดสนับสนุนรัฐบาลโดยกำหนดนโยบายการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด 19 ด้วยงบของท้องถิ่นเอง     

ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ได้อนุมัติงบฉุกเฉินไว้ 40   ล้านบาท ในการเตรียมไว้ซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อฉีดให้ประชาชนที่มีทะเบียนบ้านอยู่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษกว่า 40,000 คน     

ธีระศักดิ์  ฑีฆายุพันธุ์  นายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เพื่อซื้อวัคซีนโควิด เช่นเดียวกับ จินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เตรียมทุ่มเงิน 80 ล้านบาท ซื้อวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19     

มีรายงานข่าวว่า นายกเทศมนตรีใน 30 จังหวัด ได้เตรียมเสนอแผนการซื้อวัคซีนเช่นกัน และที่เป็นข่าวฮือฮา เมื่อ “2 นายกเล็ก” คนดังแห่ง จ.นนทบุรี ต่างทุ่มเงินนับร้อยล้านซื้อวัคซีนโควิดฉีดประชาชน     

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง "สนามเล็ก"

อุดมเดช รัตนเสถียร และนายกฯสมนึก เข้าพบปลัดสาธารณสุข

++
คนดังเมืองนนท์
++
วิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศบาลนครปากเกร็ด แถลงข่าวใหญ่ว่า เทศบาลนครปากเกร็ด พร้อมทุ่มงบ 240 ล้านบาทซื้อวัคซีนฉีดช่วยเหลือประชาชนในเขตเทศบาลเกือบ 1.9 แสนคน  เวลานี้ เทศบาลมีงบประมาณสะสมอยู่ 1 พันล้านบาท หากได้รับการอนุมัติจากทางรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทย ก็พร้อมจะดำเนินการทันที    

“นายกวิชัย” ลูกชายกำนัน ต.บ้านใหม่ เป็นนายกเล็กปากเกร็ดมา 7 สมัยแล้ว ถือว่าเป็นผู้นำท้องถิ่นขวัญใจชาวบ้าน และมีน้องชาย-สุชาติ บรรดาศักดิ์ อดีต ส.ส.นนทบุรี หลายสมัย    

ก่อนหน้านั้น สมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี เสนอใช้งบประมาณ 260 ล้านบาท เพื่อซื้อวัคซีนให้ประชาชน ซึ่งเทศบาลนครนนทบุรี มีเงินสะสมอยู่ 4,000 กว่าล้านบาท และมีประชากรอยู่ 2.6 แสนคน ถ้าจะให้ฉีดทุกคน ก็มีงบประมาณเพียงพออยู่แล้ว    

ชิงซื้อวัคซีน การเมือง "สนามเล็ก"

วิชัย บรรดาศักดิ์

วันที่ 11 ม.ค.2564 “นายกสมนึก” และคณะ เดินทางเข้าพบ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือถึงแนวทางที่ท้องถิ่นจะขอซื้อวัคซีนโควิด-19 มาฉีดให้ประชากรในพื้นที่ของตนเอง    

ที่น่าสนใจ มีนักการเมืองใหญ่ร่วมคณะนายกเล็กเมืองนนท์ เข้าพบปลัดกระทรวงสาธารณสุขในวันนั้น คือ “อุดมเดช รัตนเสถียร” อดีต ส.ส.นนทบุรี อดีตรัฐมนตรี และคนใกล้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์     

ดังที่ทราบกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Sudarat Keyuraphan เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดว่า ต้องกระจายให้ถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว และต้องทัดเทียมถ้วนหน้า รัฐบาลจึงควรให้โอกาสองค์กรปกครองท้องถิ่นที่แข็งแรงพอ มีโอกาสดูแลประชาชนในพื้นที่ของตน ขณะนี้มีเงินสะสมของท้องถิ่นอยู่หลายแสนล้าน    

จังหวะก้าวการขยับของ “นายกเล็ก” ทั่วประเทศ จึงมีความน่าสนใจ เพราะมีข่าวว่า กกต.เตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นล็อตที่ 2 ระดับเทศบาล และ อบต.ทั่วประเทศ

ไม่รอด “นปช.” ขอลาแดงสามนิ้วมาแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454865

ไม่รอด “นปช.” ขอลาแดงสามนิ้วมาแล้ว

ไม่รอด "นปช." ขอลาแดงสามนิ้วมาแล้ว

12 มกราคม 2564 – 08:47 น.

ไม่รอด “นปช.” ขอลาแดงสามนิ้วมาแล้ว นับถอยหลัง “ธิดา” ทำแบบสอบถาม ยุบหรือไม่ยุบ นปช. “แดงอีสาน” แยกตัว ขอเดินเคียงข้างม็อบสามนิ้ว คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
หลังจบสงครามเลือกตั้งท้องถิ่นที่เชียงใหม่ “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้ประกาศจะเดินสายพบมิตรสหาย แกนนำ นปช. เพื่อขอมติยุบองค์ นปช.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  
ล่มสลาย นปช.มีแต่หัว มวลชนปลดแอก
    
สภาพความเป็นจริงของแกนนำ นปช.นั้น ตกอยู่ในสภาวะ “ต่างคนต่างอยู่” มานานแล้ว 

1.ก๊กพีซทีวี จตุพร พรหมพันธุ์ และผองเพื่อน พยายามสร้างอาณาจักรสื่อใหม่ของตัวเอง แถวซอยนวลจันทร์ กลุ่มก๊วนของจตุพร มีท่าทีชัดเจนว่า ทิ้ง “นายใหญ่” และแสดงเจตจำนงส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่

2.ก๊กยูดีดีนิวส์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และธิดา ถาวรเศรษฐ แยกตัวออกมาจากฐานที่มั่น นปช.ที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว มาปักหลักแถวแยกแคราย นนทบุรี กลุ่มนี้ยังต่อสาย “นายใหญ่” และพรรคเพื่อไทย 

3.ก๊กผู้ลี้ภัย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, วันชนะ เกิดดี, นิสิต สินธุไพร และอีกหลายคน     

นอกจากนี้ แกนนำ นปช.อีกส่วนหนึ่ง โบกมือลา ถอดเสื้อแดงไปเล่นการเมืองเต็มตัว บางคนอยู่พรรคพลังประชารัฐ 

ไม่รอด "นปช." ขอลาแดงสามนิ้วมาแล้ว

++
ยื้อไม่ไหว
++
ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช. พยายามจะขอเปิดสมัชชา นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ทางออนไลน์ เพื่อระดมความคิดเห็นคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ด้วยหวังที่จะให้ นปช.ดำรงอยู่ต่อไป แต่จตุพร ยังยืนกรานให้ยุบ นปช.     

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2564 ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้เฟซบุ๊กไลฟ์ เกี่ยวกับเรื่องการดำรงอยู่ขององค์กร นปช.กับความคิดเห็นของประชาชน โดยบอกว่า “เราผ่านร้อนผ่านหนาวจนกระทั่งมาจุดที่เรียกว่าวิกฤต เมื่อประธาน นปช.ได้นำเสนอว่าควรจะยุบองค์กร นปช. ซึ่งมีหลายเหตุผล รวมครั้งสุดท้ายก็บอกว่าเพื่อส่งต่อการนำให้คนรุ่นใหม่”     

ด้วยเหตุนี้ ธิดาจึงทำแบบสอบถามสมาชิก นปช. 3 ข้อดังนี้ คำถามแรก ท่านคิดว่าควรยุบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  (นปช.) หรือไม่?      

คำถามที่ 2 ควรปรับเปลี่ยนคณะนำของนปช. หรือไม่?  ควรปรับเปลี่ยน หรือ ไม่ควรปรับเปลี่ยน หลายท่านบอกว่าต้องการเปลี่ยนเฉพาะประธานนปช. หรือต้องการเปลี่ยนทั้งคณะ แต่อย่างไรก็ตามเราก็คิดว่าก็ต้องปรับเปลี่ยนทั้งคณะนั่นแหละ     

คำถามที่ 3  ท่านเห็นด้วยกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทยอย่างแท้จริง หรือเปล่า?     

ลึกๆแล้ว ธิดายังหวังที่จะให้สมาชิก นปช.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการดำรงอยู่ของ นปช. แต่อาจต้องปรับนโยบายการต่อสู้ใหม่ให้สอดรับกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคำถามข้อที่ 3     

ปีนี้ กลุ่ม นปช.สายธิดา อาจมีการขับเคลื่อนสนับสนุนการชุมนุมของคณะราษฎรมากขึ้น ไม่ใช่แค่ส่งทีมข่าวยูดีดีนิวส์ไปทำข่าวเท่านั้น  

++
แดงก้าวหน้า
++
วันที่ 10 ม.ค.2564 เพจเฟซบุ๊กแนวร่วม มมส.เพื่อประชาธิปไตย เผยแพร่ภาพการประชุมของคนเสื้อแดงอีสาน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม     

มัทนา ศรีจันทร์ ตัวแทนอ่านแถลงการณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการตั้งชื่อกลุ่มว่า “แนวร่วมราษฎรอีสาน’64” โดยจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและหนุนข้อเรียกร้องได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรีต้องลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และ 4.ต่อต้านการรัฐประหาร     

กลุ่มแนวร่วมราษฎรอีสาน จะเคลื่อนไหวผลักดันข้อเรียกร้องร่วมกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และจะไม่ขึ้นตรงกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มทางการเมืองใดเหมือนที่ผ่านมา     

พูดง่ายๆ คนเสื้อแดงกลุ่มนี้ ไม่เอากับ นปช. ซึ่งก็เหมือนกับคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมการชุมนุมกับคณะราษฎร 

ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ ‘พิมรี่พาย’ จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454844

ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ ‘พิมรี่พาย’ จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้

ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ 'พิมรี่พาย' จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้

11 มกราคม 2564 – 20:15 น.

ครูพี่โอ๊ะ ‘ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์’ รมช.ศึกษาธิการ ขอบคุณ ‘พิมรี่พาย’ จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง แต่กศน.พยามเต็มที่แล้ว เเต่ตั้งงบฯไม่ได้

จากกรณี ‘พิมรี่พาย’ หรือ พิมพ์พรรณ สรัลรัชญ์ ยูทูบเบอร์เเละเเม่ค้าออนไลน์สุดแซ่บ ไลฟ์สดเมื่อวันเด็กแห่งชาติ(9ม.ค.2564)จนเกิดประเด็นดราม่าในสังคมออนลไน์ ตามด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา อย่างออกรสของบรรดานักเลิงคีย์บอร์ด เม้าท์มอยอย่างออกรส ที่พิมรี่พายได้ไปช่วยเหลือเด็กชนบท ในพื้นที่ห่างไกลถึงพื้นที่ดอยสูง ฉายภาพให้เห็นสถานที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เด็กบนดอยไม่รู้จัก“ไข่เจียว” และไม่มีทีวี

อ่านข่าว: เปิดชีวิต “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์สุดแซ่บ สู่นางฟ้าตอบแทนสังคม

 พิมรี่พาย ยังควักเงินส่วนตัว จัดกิจกรรมวันเด็ก ที่หมูบ้านเกิบ ตำบลนาเกียน อ.อมก่อย จ.เชียงใหม่ มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เรียกได้ว่าในโลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปวิดีโอ “สุขสันต์วันเด็ก พิมรี่พายจัดใหญ่ให้น้องบนดอยสูง” เป็นจำนนวนมาก จนนำไปสู่ กศน.อมก๋อยออกประกาศให้บุคลากรในสังกัดห้ามโพสต์ และงดรับบริจาคสิ่งของจากทุกช่องทาง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้จากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว  เมื่อ “ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ในฐานะที่กำกับดูแล กศน. หรือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดใจกับ “คมชัดลึก” 

ต่อกรณีของพิมรี่พาย ยูทูบเบอร์ชื่อดังว่า ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอบคุณ พิมรี่พาย จิตใจงดงามที่เข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร 

ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ 'พิมรี่พาย' จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้

ในส่วนของกศน.จัดการศึกษาในถิ่นทุรกันดาร ผ่านศศช. หรือ การจัดการศึกษาสำหรับชุมชนบนพื้นที่สูง เน้นจัดการศึกษาตลอดชีวิต มุ่งให้ประชาชนในชุมชนได้รับการพัฒนาทักษะพื้นฐาน อ่านออก เขียนได้  คิดเลขเป็น พัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงไว้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ

“เราถามเขาก่อน ว่าอยากให้ภาครัฐช่วยเหลืออะไรบ้าง เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับสิ่งที่ชุมชนเขาต้องการ  กศน.มีการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา กศน.ได้พยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ยังมีบางพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง อย่างศูนย์การเรียนรู้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้อีกเป็นจำนวนมาก เเละในหลายที่ก็มีไปแล้ว แต่ได้เสื่อมโทรมตามกาลเวลา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถตั้งงบประมาณเพื่อจัดสรรในส่วนนี้ได้ เพราะเป็นภารกิจของกระทรวงพลังงาน”รมช.ศึกษาธิการระบุ

ดร.กนกวรรณ  กล่าวอีกว่า ในบางครั้งการตั้งงบประมาณอาจจะไม่ทันกับปัญหา ดังนั้นกศน.ใช้ในรูปแบบรัฐเอกชนร่วมกันพัฒนาการศึกษาในพื้นที่สูง ใครที่พอมีกำลังเหลือ สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ กศน.มีข้อมูลทุกพื้นที่ ว่ามีที่ไหนบ้างต้องการและขาดแคลนอะไร

ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ 'พิมรี่พาย' จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้

“หากรอรอบปกติของงบประมาณไม่ทัน แต่ทุกคน ทุกชีวิตในแผ่นดินมีความสำคัญ และคนไทยมีส่วนสำคัญมาก หากต้องการช่วยการศึกษาไทยในพื้นที่สูง และในปีงบประมาณ 2565 มีการแบ่งงบประมาณเกี่ยวกับโซล่าร์เซลล์ ให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน มีกองทุนพลังงานรองรับ”รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ขณะที่กศน.ทำหน้าที่สำรวจและส่งข้อมูลให้กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาว่ามีพื้นที่ไหนบ้าง ที่จำเป็นและมีความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์หรือต้องการใช้โซล่าร์เซลล์ขนาดไหน กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)โดยกศน.ได้รวบรวมข้อมูลเอาไว้หมดแล้ว

ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ 'พิมรี่พาย' จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้
ครูพี่โอ๊ะ ขอบคุณ 'พิมรี่พาย' จิตใจงดงามช่วยการศึกษา ยอมรับไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบนดอยสูง กศน.พยามเต็มที่เเต่ตั้งงบฯไม่ได้

แห่งเดียวในโลก “กกกอก” หมู่บ้านยูทูบเบอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454808

แห่งเดียวในโลก “กกกอก” หมู่บ้านยูทูบเบอร์

แห่งเดียวในโลก "กกกอก" หมู่บ้านยูทูบเบอร์

11 มกราคม 2564 – 15:07 น.

แห่งเดียวในโลก “กกกอก” หมู่บ้านยูทูบเบอร์ กระแสลุงพลยังไม่จางหาย เมื่อคนทำสื่อบ้านบ้าน ปักหลักสร้าง “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” ที่บ้านกกกอก 

++    
คำว่า “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” ปรากฏขึ้นที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ช่วงปลายปีที่แล้ว เมื่อเจ้าของสวนยางพารา ข้างบ้าน “ลุงพล” ไชยพล วิภา ได้นำกระท่อมสำเร็จรูปมาตั้งในสวนยาง พร้อมเปิดบริการให้คนเช่าพัก เรียกว่า “สวนยางวิลเลจ”

อ่านข่าว… “ลุงพล” เปลี่ยน พญานาคโผล่

แห่งเดียวในโลก "กกกอก" หมู่บ้านยูทูบเบอร์

บ้านพักของช่องบ่าวต้น

ต่อมา นักยูทูบเบอร์ที่มาเกาะติดชีวิต “ลุงพล-ป๋าแต๋น” ได้เข้าพักที่กระท่อม และกางเต็นท์ในป่ายาง จึงกลายเป็น “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” แห่งแรกในโลก     

จะว่าไปแล้ว เรื่องราวของ “ลุงพล-ป้าแต๋น” ที่มีเอฟซีมากมายทั้งในและนอกประเทศ ไม่ใช่มาจากสื่อหลักอย่างทีวีดิจิตอล 2-3 ช่อง ที่ยกทีมมารายงานข่าวคดีน้องชมพู่ติดต่อกันนานหลายเดือนเท่านั้น “กองทัพยูทูบเบอร์” ทั้งขาจรและขาประจำ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเอฟซีลุงพล    

นักยูทูบเบอร์เหล่านี้ มีช่องของตัวเอง และมีผู้ติดตามตั้งแต่หลักหมื่น ยันหลักแสน รายได้จากยูทูบเป็นกอบเป็นกำ แรกๆ ก็มีเพียง 5-6 ช่อง เมื่อคอนเทนท์ชีวิตลุงพล-ป้าแต๋นขายได้ มีคนดูมากขึ้น ช่วงหลังช่องยูทูบเพิ่มขึ้นเป็น 80 ช่อง     

ปัจจุบัน กระแสข่าวลุงพลอาจเงียบลงไปบ้าง แต่ยูทูบเบอร์ประมาณ 30 ช่อง ก็ยังปักหลักอยู่ที่บ้านกกกอก 

แห่งเดียวในโลก "กกกอก" หมู่บ้านยูทูบเบอร์

บ้านพักของช่องบ่าวต้น

++
สวนยางวิลเลจ
++ 
เช้าวันที่ 11 ม.ค.2564 “ลุงพล” ได้เปิดให้สัมภาษณ์นักข่าว และยูทูบเบอร์ ที่บริเวณจุดก่อสร้างรูปปั้นองค์พญานาค หลังจากนั้น ลุงพลได้พานักข่าวไปชม “หมู่บ้านยูทูบเบอร์ สวนยางวิลเลจ”    

กระท่อมหลังแรก เป็นของ “โจ้” ช่อง 34 อมรินทร์ ที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน(แต่งตั้งกันเอง) กระท่อมหลังต่อๆไป ก็เป็นช่องบ่าวต้น สตูดิโอ,ช่อง Salina ,ช่องพี่เพชรพี่นัดก๋วยเตี๋ยวเป็ด, ช่องมานาสตอรี่ ช่องแดกเด้อ, ช่องแมงกะบี้ฟิล์ม, ช่องแมงจีซอน ,ช่องแมงตับเต่า, ช่องสะดิ้ง ,ช่องอาวทิดเสก สเตชั่น ,ช่องกัปตันดั้มซิ่ง เป็นต้น    

เจ้าของสวนยางพารา ได้จัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนสำหรับยูทูบเบอร์ ถ้าเช่ากระท่อมก็เดือนละ 3 พันบาท น้ำไฟพร้อม ถ้าเอาเต็นท์มากางเอง ก็จ่ายค่าพื้นที่วันละ 50 บาท พร้อมน้ำไฟ และมีบริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ    

แห่งเดียวในโลก "กกกอก" หมู่บ้านยูทูบเบอร์

บริการเครื่องซักผ้า

ติดกับหมู่บ้านยูทูบเบอร์ เจ้าของสวนยางพารา กำลังสร้างกระท่อม 10 หลัง มีห้องน้ำ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาพักแบบรายวัน     

อาชีพยูทูบเบอร์ที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง ทำให้คนในหมู่บ้านกกกอก หันมาเป็นทำช่องยูทูบด้วยเหมือนกัน เพราะลุงพล-ป๋าแต๋น ยังมีกิจกรรมต่อเนื่อง ไม่ได้มีแค่ข่าวน้องชมพู่เท่านั้น    

แห่งเดียวในโลก "กกกอก" หมู่บ้านยูทูบเบอร์

สวนยางวิลเลจ

เวลานี้ ลุงพลลงมือสร้างองค์พญานาค เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของบ้านกกกอก นักยูทูบเบอร์เฝ้าติดตามความคืบหน้าของการปั้นพญานาค กลายเป็นคอนเทนท์รายวัน เพราะมีคนสนใจติดตามชม    

เมื่อองค์พญานาคสร้างเสร็จแล้ว ก็เชื่อว่า จะมีคนแห่มาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก และระหว่างเรื่องราวของพญานาคกับลุงพล กลายเป็นคอนเทนท์เรียกยอดคนดูช่องยูทูบ

ชีวิต “ครูดอย” เรื่องจริงที่แม่เกิบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454772

ชีวิต “ครูดอย” เรื่องจริงที่แม่เกิบ

ชีวิต "ครูดอย" เรื่องจริงที่แม่เกิบ

11 มกราคม 2564 – 11:59 น.

ชีวิต “ครูดอย” เรื่องจริงที่แม่เกิบ ไม่เอาดราม่า สัมผัสเรื่องจริงจากบ้านแม่เกิบ “ครูดอย” ยุคดิจิตอล ใช้สื่อโซเชียลเป็นสะพานบุญเพื่อเด็กกะเหรี่ยง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
หากตัดดราม่าในโซเชียลออกไป เรื่องราวของ “ศศช.บ้านแม่เกิบ” นั้น ควรได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง รวมถึง “ศศช.” อีกหลายแห่ง ที่ห่างไกลทุรกันดาร

อ่านข่าว…ดราม่าแม่เกิบ’ศรีเรศ’ ส.ส.อมก๋อย

ชีวิต "ครูดอย" เรื่องจริงที่แม่เกิบ

โรงเรียนบ้านแม่เกิบ

หลายคน อาจไม่ทราบว่า “ศศช.” ที่มีชื่อเต็มๆว่า “ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา” กำเนิดมาอย่างไร? 
จริงๆแล้ว คนไทยคุ้นเคยกับคำว่า “ครูดอย” มานานแล้ว ยุคสมัยหนึ่ง มีบทเพลงลูกทุ่งดังชื่อ “ครูบนดอย” และหนังไทยเรื่อง “ครูดอย”

เพียงแต่ครูดอยในอดีตกับครูดอยยุคดิจิตอล ย่อมมีวิถีต่างกันไปสภาพสังคม ด้วยเหตุนี้ ครูดอยแห่งแม่เกิบ อย่าง “เจตน์  สนธิคุณ” และ “วาสุ แสงอรุณคีรี” จึงใช้สื่อโซเชียลเป็นสะพานเชื่อมบ้านแม่เกิบกับโลกภายนอก 

ผู้มีจิตอาสา และความช่วยเหลือต่างๆ จึงหลั่งไหลไปที่บ้านแม่เกิบ จนกลายเป็นข่าวดังไปทั้งโลกออนไลน์

++
ตำนานครูดอย
++
ปี 2523 กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ในขณะนั้น ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้นโดยส่งครูอาสา หรือครูดอย 1-2 คนเข้าไปฝังตัวพักอยู่กับประชาชน เพื่อให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืนและสอนเด็กตั้งแต่อนุบาล-ป.6 ในตอนกลางวัน     

โครงการ ศศช. ได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2537 ในฐานะที่เป็นแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน ซึ่งมีการขยายเปิดตามชุมชนทุรกันดารถึง 773 แห่ง    

ชีวิต "ครูดอย" เรื่องจริงที่แม่เกิบ

ครูเจตน์ เจ้าของเพจชีวิตบนดอย

ปี 2535 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้พระราชทานความช่วยเหลือครูบนดอย และทรงรับ ศศช.ทุกแห่งไว้ในพระอุปถัมภ์

ปี 2539 กรม กศน.(ชื่อเดิม) ได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขอพระราชทานชื่อของศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง”  ซึ่งเป็นพระราชสมัญญานามของพระองค์ท่าน “แม่ฟ้าหลวง” หรือ “สมเด็จย่า” แต่ชื่อย่อยังใช้ติดของเก่าว่า ศศช.เหมือนเดิม     

การจัดการศึกษาสำหรับชุมชนบนพื้นที่สูง หรือที่พูดจนติดปากว่า “การศึกษาชาวเขา” คือ การให้บริการด้านการศึกษาสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งประกอบด้วยประชากรหลายเผ่าพันธุ์และหลายเชื้อชาติ วิธีการศึกษาทั้งในระบบนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ก็ไม่แตกต่างจากการจัดการศึกษาสำหรับชุมชนบนพื้นราบ  

ชีวิต "ครูดอย" เรื่องจริงที่แม่เกิบ

ครูวาสุ และเด็กๆ บ้านแม่เกิบ

++
ครูดอยแม่เกิบ
++
โรงเรียนบ้านแม่เกิบ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ศูนย์การเรียนชุมชนขาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่เกิบ  ต.นาเกียน  อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีครูประจำการ 2 คน คือ เจตน์  สนธิคุณ และวาสุ แสงอรุณคีรี     

ครูเจตน์หรือครูเอ็ม มีเฟซบุ๊กส่วนตัว Jet Sonthikun และแฟนเพจเฟซบุ๊ค “ชีวิตบนดอย” เผยแพร่ภาพชีวิตของเด็กชาวกะเหรี่ยง และผลงานของเด็กๆ ที่ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นมา รวมถึงการระดม “ครูจิตอาสา” มาช่วยสอนที่แม่เกิบ ส่วนครูวาสุ ก็มีเฟซบุ๊คส่วนตัว “วาสุ ลูกกะเหรี่ยง” เช่นกัน    

เมื่อปลายปี 2561 มูลนิธิวิจัยและพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิต ได้ทำการติดตั้งระบบส่องสว่างให้กับโรงเรียนบ้านแม่เกิบ โดยร่วมมือกับกลุ่มจำปีเหล็ก TLC Group และสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่    

ปลายปีที่แล้ว มูลนิธิวิจัยและพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิต ได้เดินทางเข้าพื้นที่บ้านแม่เกิบ ร่วมกับคณะของ ดร.บานจิตร สายรอคำ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้าไปติดตั้งระบบส่องสว่าง ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับบ้านเรือนของราษฎรบ้านแม่เกิบ จำนวน 51 หลังคาเรือน     

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Airada Pompanwong ได้รวบรวมเพื่อนพ้องน้องพี่ ทำโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่โรงเรียนบ้านแม่เกิบ    

“ศศช.บ้านแม่เกิบ  กศน.อมก๋อย เป็นที่ที่เราไปกันมา เมื่อ 17-21 ต.ค. 63 ที่ผ่านมา  โรงเรียนมีเด็กประมาณ 40 คน น้องๆ มีไฟฟ้าใช้แค่ ช่วง 8.00-17.00 น. มาจากโซลาร์เซลล์ 2 แผง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้ต่างๆ ไม่มีสื่อการสอนอื่นๆ นอกจากในหนังสือเรียน และสิ่งรอบตัวของน้องๆ อาหารกลางวันของน้องๆ ก็จะไม่มีของสด เพราะไม่มีตู้เย็นแช่ของ”    

กลุ่มครูจิตอาสาเปิดการระดมทุนผ่านเฟซบุ๊ก ได้เงินบริจาค 290,000 บาท และ “พิมรี่พาย” บริจาคอีก 550,000 บาท จึงทำให้โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำเร็จไปได้ด้วยดี และมีการฉลองวันเด็ก ในวันที่ 8 ม.ค.2564     

อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าจะไม่ส่องสว่างที่โรงเรียนบ้านแม่เกิบ หากไม่มีความเสียสละของครูดอยอย่างครูเจตน์ และครูวาสุ 

ชัดเจน…ทนายคนดังฟันธง แท้จริง สทศ.ไม่มีอำนาจ จัดทดสอบ ‘โอเน็ต’ ให้นักเรียนเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454699

ชัดเจน…ทนายคนดังฟันธง แท้จริง สทศ.ไม่มีอำนาจ จัดทดสอบ ‘โอเน็ต’ ให้นักเรียนเลย

ชัดเจน...ทนายคนดังฟันธง แท้จริง สทศ.ไม่มีอำนาจ จัดทดสอบ 'โอเน็ต' ให้นักเรียนเลย

10 มกราคม 2564 – 16:20 น.

กว่า10 ปี หน่วยงานนี้ จัดสอบให้นักเรียนไทยทั่วประเทศ แต่ ‘ทนายคนดัง’ ฟันธง ชัดเจน…แท้จริง สทศ.ไม่มีอำนาจจัดทดสอบ ‘โอเน็ต’ ให้นักเรียนเลย…..เรื่องโดย กมลทิพย์ ใบเงิน

กำลังจะกลายเป็นเรื่องยุ่ง อีลุงตุงนัง เกี่ยวกับการทดสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 หรือป.6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ ม.3 ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบนั้น

อ่านข่าว : ด่วน ‘ณัฏฐพล’ รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3

           : สอบหรือไม่สอบ ‘โอเน็ต’ สุดท้ายจบที่นักเรียน อ้างเป็นสิทธิ์ส่วนตัวได้

ดูเหมือนว่า หลังจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)ลงนามในหนังสือถึงผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ให้สทศ.ยกเลิกการจัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ตปีการศึกษา 2563 แต่สทศ.ยังเดินหน้าจัดสอบเหมือนเดิม

เหนืออื่นใด ในการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกสอบโอเน็ต นั้น แท้จริงเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานไหนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หาคำตอบจากทนายคนดัง หรือ นายคมเทพ ประภายนต์ อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เปิดเผย‘คมชัดลึกออนไลน์’ ในเรื่องนี้ว่า  ต้องย้อนกลับไปดูที่มาของการจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.ก่อน พบว่าสทศ.เป็นองค์กรที่จัดตั้งตามพระราชกฤษฏีกา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เป็นผู้เสนอ และปฏิบัติหน้าที่ตามศธ.สั่งการผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)

หากสทศ.มีอำนาจในการจัดทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือสอบโอเน็ตจริง อย่างถูกต้องตามกฏหมายแล้ว ทำไมนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร นักเรียนที่เรียนในหลักสูตรสองภาษาถึงไม่ต้องสอบโอเน็ต และสทศ.บังคับให้สอบก็ไม่ได้

ที่น่าสังเกตุ สทศ.ทำหน้าที่จัดสอบโอเน็ต นักเรียนระดับชั้นป.6, ม.3 และ ม.6 มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จากจุดเริ่มต้นเพียงจัดสอบวัดความรู้และความคิดของนักเรียน ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 เพื่อนำผลสอบมาพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนให้ตรงตามศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ได้มากที่สุด

วันเวลาเปลี่ยน การสอบโอเน็ตไม่ได้มีเพียงเอาไว้ประมินคุณภาพของผู้เรียนเท่านั้น  เมื่อการสอบโอเน็ตถูกนำมาเชื่อมโยงกับการสอบเข้าเรียนในระดับอดุมศึกษา

การสอบโอเน็ตกลายเป็นอีกวิชาที่เด็กนักเรียนต้องเรียนพิเศษกับติวเตอร์ เพื่อให้ผลการสอบออกมาดี บางโรงเรียนถึงขั้นจัดสอนพิเศษหลังเลิกเรียน หรือวันหยุด เพื่อให้ภาพรวมคะแนนโอเน็ตของโรงเรียนออกมาดี

โอเน็ตกลายพันธุ์ และสร้างความเหลื่อมล้ำในวงการศึกษา เมื่อช่องว่างระหว่านักเรียนยากจนกับนักเรียนที่มาจากครอบครัวฐานะดี โอกาสสอบโอเน็ตได้คะแนนดีผันแปรตามไปด้วย 

โอเน็ตกลายเป็นกระสในสังคม เมื่ออยากได้คะแนนเต็มหรือคะแนนดีต้องเสียเงิน อีกทั้งการจัดสอบแต่ละครั้ง นักเรียนต้องเดินทางไกลออกจากบ้านพักหรือที่พัก มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมทั้งมีค่าอาหาร ที่ผู้จัดสอบไม่ได้รับผิดชอบอะไร

ทนายคมเทพ ย้ำว่า  ข้อเท็จจริง เมื่อสทศ.เกิดจากกฏหมายต่ำศักดิ์กว่ากฏหมายหมายแม่บมของการศึกษา และต้องทำหน้าที่ตาม รมว.ศธ.มีข้อสั่งการ รวมทั้งการจะยกสอบโอเน็ตหรือไม่ ไม่ต้องนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพราะเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ รมว.ศธ. สามารถสั่งยกเลิกได้เลย

“ อย่าลืมว่าเมื่อสทศ.ไม่มีอำนาจในการจัดทดสอบโอเน็ต และไม่มีสิทธิ์เอาคะแนนของเด็กหรือนักเรียนไปใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วย เพราะเด็กที่ยังอยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคน ได้รับการคุ้มครองจากกฏหมายรัฐธรรมนูญ2560, พ.ร.บ.การศึกษา 2542 และคำสั่งตามมาตรา 44 ข้อ 8 คุ้มครองเด็กอยู่แล้ว” ทนายคมเทพ กล่าวย้ำในที่สุด

ดราม่าแม่เกิบ ‘ศรีเรศ’ ส.ส.อมก๋อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454697

ดราม่าแม่เกิบ’ศรีเรศ’ ส.ส.อมก๋อย

ดราม่าแม่เกิบ'ศรีเรศ' ส.ส.อมก๋อย

10 มกราคม 2564 – 14:10 น.

การเมืองเรื่องพิมรี่พาย โฆษกเพื่อไทยชิงจังหวะทำแต้ม แต่ลืมถาม “ส.ส.ศรีเรศ” เจ้าของพื้นที่ อ.อมก๋อย

ในที่สุดเรื่องของ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์ และยูทูบเบอร์ชื่อดัง บริจาคเงิน 5 แสนบาท ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่หมู่บ้านแม่เกิบต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ก็กลายเป็นเรื่องการเมือง

เมื่อพลเมืองเน็ตแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค บางกลุ่มฉวยโอกาสวิจารณ์รัฐบาล ลามไปถึงสถาบันเบื้องสูง บางกลุ่มจับจ้องไปที่นักการเมืองในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ 

ขณะที่นักวิชาการหัวก้าวหน้า ออกอาการไม่พอใจการกระทำของ “พิมรี่พาย” เพราะมองว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข่อง 
พิมรี่พาย เคลื่อนไหวล่าสุดขอจบดราม่า สั้นๆ ได้ใจความ ลั่นไม่มีใครคิดไม่ดีหรอก

เพื่อไทยออกโรง

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2564 อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ชื่นชมพิมรี่พาย ที่นำไปแผงโซลาร์เซลล์ ขึ้นไปติดตั้งให้พื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เด็กพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสเข้าถึง 

โฆษกสาวยังอดพาดพิงการเมืองไม่ได้ “..อยากจะชวนมองย้อนกลับไปว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร หญิงว่าเราอาจมีไฟฟ้าชุมชนใช้แล้ว ตั้งแต่สมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์..พรรคเพื่อไทยเคยมีโครงการเรื่องโซล่าเซลส์มาตั้งแต่สมัยนายกฯ ทักษิณ และต่อเนื่องมาในสมัยท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์”

การแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โฆษกพรรคเพื่อไทยอาจลืมไปว่า นับแต่ปี 2544 จนถึงปี 2562 มีการเลือกตั้ง ส.ส. 5 ครั้ง ปรากฏว่า พรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ยึดครอง จ.เชียงใหม่ มาทุกสมัย

เฉพาะ อ.อมก๋อย จุดเกิดเหตุดราม่า “พิมรี่พาย” ก็เป็นเขตเลือกตั้งของ ส.ส.ไทยรักไทย ,พลังประชาชน และเพื่อไทย มาต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัย อ.อมก๋อย อยู่ในเขต 8 มี ผณินทรา ภัคเกษม ภรรยาส่งสุข ภัคเกษม เป็น ส.ส.จนย้ายมาอยู่ที่เขต 9 ศรีเรศ โกฏิคำลือ เป็น ส.ส.มาสองสมัยแล้ว  

กำนันศรีเรศ 

ดราม่าแม่เกิบ'ศรีเรศ' ส.ส.อมก๋อย

กำนันศรีเรศ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 9

พลิกแฟ้มเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 9  ประกอบด้วย อ.แม่แจ่ม, อ.ฮอด, อ.ดอยเต่า และ อ.อมก๋อย ศรีเรศ โกฏิคำลือ จากพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะ และเป็น ส.ส.เชียงใหม่สมัยที่ 2

“กำนันศรีเรศ” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตาล อ.ฮอด และเจ้าของธุรกิจบ่อกำจัดขยะในพื้นที่ อ.ดอยเต่า-อ.ฮอด ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ในปี 2554 สังกัดพรรคเพื่อไทย เอาชนะนรพล ตันติมนตรี อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

ว่ากันว่า กำนันศรีเรศ เป็นนักการเมืองในสาย “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2562 มีข่าวลือว่า กำนันศรีเรศ จะย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายกำนันคนดังก็สวมเสื้อเพื่อไทย เอาชนะคู่แข่งไปไม่ยากเย็น 

อ.อมก๋อย ตั้งอยู่ทางใต้สุดของ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเป็นที่สูงและภูเขา จึงทำให้มีอากาศค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี 
 บ้านแม่เกิบ อยู่ใน ต.นาเกียน เป็นถิ่นฐานของชาวกระเหรี่ยง โดยตำบลนี้มีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 21 หมู่บ้าน ประชากร  ต.นาเกียน ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกข้าวเพื่อการบริโภค 

ข้อมูลของ อบต.นาเกียน ระบุว่า มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้ง 21  หมู่บ้าน นอกจากนั้น มี 2 หมู่บ้านใช้ไฟฟ้าจาก กฟภ. และอีก 4 หมู่บ้าน ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำส่องดูในเฟซบุ๊คส่วนตัวของ ส.ส.ศรีเรศ โกฏคำลือ ประมาณกลางปี 2562 ได้กิจกรรมนำถังน้ำไปช่วยเหลือชาวบ้านใน ต.นาเกียน ซึ่งใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ การเดินทางยากลำบากมาก 

ดังนั้น กำนันศรีเรศ จึงมาทำกิจกรรมในตัว อ.อมก๋อย เป็นหลัก ส่วนในตำบลที่ไกลออกไป เดินทางลำบาก ก็มอบให้ตัวแทนพรรคในพื้นที่ไปดูแลแทนโฆษกหญิงคนเก่งของเพื่อไทย อาจยังไม่ได้หาข้อมูลจาก ส.ส.ศรีเรศ จึงแสดงความเห็นเรื่องไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในเชิงการเมืองมากเกินไป

ดราม่าแม่เกิบ'ศรีเรศ' ส.ส.อมก๋อย

ส.ส.ศรีเรศ นำทีมไปช่วยชาวบ้าน ต.นาเกียน อ.อมก๋อย

‘ทอน’ สอนน้อง ‘ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454682

‘ทอน’สอนน้อง’ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด’

'ทอน'สอนน้อง'ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด'

10 มกราคม 2564 – 11:36 น.

ควันหลงวันเด็ก “ธนาธร” แนะนำหนังสือ ‘ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด’ ปลุกปลอบฝ่ายประชาธิปไตย อย่าเพิ่งถอดใจ

 วันเด็กในสถานการณ์โควิดผ่านไปแบบเงียบๆ แม้จะมีกิจกรรมของ “นักเรียนเลว” หน้ากระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ไม่มีเหตุวุ่นวายใดๆ

สำหรับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ไม่พลาดที่จะส่งมอบขวัญวันเด็ก ให้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง นั่นหนังสือ To Kill a Mockingbird (ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด) วรรณกรรมเพื่อมนุษยชาติ ได้รับความนิยมมาตลอดเวลากว่า 50 ปี และมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ ได้รับ 3 รางวัลออสการ์

 “วันเด็กปีนี้ ผมไม่มีคำขวัญหรือคติพจน์ใดๆ มามอบให้ แต่ผมมีหนังสือมาแนะนำ เป็นหนังสือที่อยากให้เด็กไทยทุกได้อ่าน และอันที่จริง พ่อแม่ก็ควรจะต้องอ่านด้วย เพราะนี่คือหนังสือที่จะปลูกฝังค่านิยมพื้นฐานของประชาธิปไตยให้กับประชาชนทุกวัย”

 “ธนาธร” ฝากของขวัญวันเด็ก ผ่านแฟนเฟซบุ๊คธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมการรีวิวหนังสือดีมีคุณค่าแก่ฝ่ายประชาธิปไตย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปีที่บอบช้ำ กรรม ‘ธนาธร’

วรรณกรรมกับการเมือง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนักอ่านตัวยง และเคยร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เขาเลือกนิยายเรื่อง “ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด” ของ ฮาร์เปอร์ ลี เพราะว่า “..เป็นนิยายอเมริกันที่ถูกอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่งในศตวรรษที่ 20 และเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กนักเรียนอเมริกันด้วย เนื้อเรื่องเล่าถึงสังคมอเมริกันในทศวรรษที่ 1930 จากสายตาของสเกาต์ ฟินช์ เด็กหญิงผิวขาว ที่พ่อของเธอ แอทติคัส ฟินช์ เป็นทนายความผู้ว่าความให้ชายผิวดำที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนหญิงผิวขาว”

การต่อสู้ของแอทติคัส ฟินช์ บอกให้รู้ว่า คนทุกคนควรได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีผิว เพศ เชื้อชาติใด

“แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยที่ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหลนี้ เราจะรักษาความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์เอาไว้ แต่หากเราประชาชนไม่เชื่อมั่นในกันและกัน ไม่เชื่อว่าเราต่างมีศักยภาพจะทำให้โลกนี้ดีกว่าเดิม ประชาธิปไตยที่แท้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะเราจะหวังแต่การมีผู้นำที่ดีมีคุณธรรมมาปกครองประชาชน ที่เลวทรามและโง่เขลาอยู่เรื่อยไป”
 ประธานคณะก้าวหน้า ที่กำลังเผชิญวิบากคดีความมากมาย และบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ. ทำให้เขาต้องปลุกปลอบมิตรสหาย ให้ยืนหยัดและเชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตย

“หากเราประชาชนไม่เชื่อมั่นในกันและกัน ไม่เชื่อว่าเราต่างมีศักยภาพจะทำให้โลกนี้ดีกว่าเดิม ประชาธิปไตยที่แท้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น”

พูดง่ายๆ ธนาธรมองว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังล้าหลัง เฝ้ารอแต่ “คนดี” มาปกครองบ้านเมือง

ทำไมต้องฆ่านก?

คอวรรณกรรมทราบดีว่า “ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด” เป็นเรื่องราวของอคติ การรังเกียจคนต่างผิว การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม การสูญเสีย และความไร้เดียงสา ผ่านสายตาของเด็กหญิงวัยไม่ถึง 9 ปี ที่เป็นลูกสาวทนายความในเมืองเล็กๆ ในรัฐแอละบามา ภาคใต้ของสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษ 1930

ฮาร์เปอร์ ลี ผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้ ต้องการพูดถึงเรื่องความเสมอภาค และความยุติธรรม จึงเปรียบเทียบเรื่องคนกับนกว่า “ยิงนกบลูเจย์ได้ตามใจเลย ถ้ายิงมันถูกได้ แต่จำไว้ว่ามันเป็นบาป หากจะฆ่านกม็อกกิ้งเบิร์ด” หมายถึงนกบลูเจย์ ขโมยพืชและอาหารของคน สมควรถูกลงโทษ ส่วนนกม็อกกิ้งเบิร์ด ไม่ทำร้ายใคร ซ้ำยังร้องเพลงเพราะ จะไปทำร้ายมันทำไม 

ดังนั้น ถ้าคนๆหนึ่งทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าเขาจะมีสีผิวใด ก็สมควรถูกลงโทษ แต่หากเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ไม่สมควรไปกล่าวหาหรือใส่ร้ายผ่านมาถึงวันนี้ สังคมอเมริกันชน ยังมีการประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิว พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกสัญลักษณ์ของการเหยียดผิวและการใช้แรงงานทาสในอดีต

ไม่แปลกที่นิยายเรื่อง “ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด” ยังคงได้รับความนิยมจากนักอ่านทั่วโลก ธนาธรมาจึงหยิบฉวยมาแนะนำให้เด็กไทยอ่าน

สอบหรือไม่สอบ ‘โอเน็ต’ สุดท้ายจบที่นักเรียน อ้างเป็นสิทธิ์ส่วนตัวได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454675

สอบหรือไม่สอบ ‘โอเน็ต’ สุดท้ายจบที่นักเรียน อ้างเป็นสิทธิ์ส่วนตัวได้

สอบหรือไม่สอบ 'โอเน็ต'  สุดท้ายจบที่นักเรียน อ้างเป็นสิทธิ์ส่วนตัวได้

10 มกราคม 2564 – 11:15 น.

การสอบโอเน็ตยังเป็นปัญหา กระทรวงศึกษาธิการโยนภาระให้นักเรียนตัดสินใจ อ้างเป็นสิทธิ์ส่วนตัวของนักเรียนได้ สวนทาง สทศ. ยังเดินหน้าจัดการสอบ หากจะยุติต้องเป็น มติ ครม…..บทวิเคราะห์ โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

การจัดสอบโอเน็ต หรือไม่ ยังเป็นปัญหา แต่ที่ชัดเจนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามในหนังสือถึงผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. เรื่อง การยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2563

อ่านข่าว : ด่วน ‘ณัฏฐพล’ รมว.ศธ. ร่อนหนังสือถึง สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6,ม.3         

โดยอ้างสาเหตุ การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19)หรือโควิด-19 ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และลดความเครียดจากการทดสอบของผู้เรียน เป็นข้อแรก ขอยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)โอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่า จะไม่มีการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ของการศึกษาภาคบังคับอีกต่อไป

ต่อมาวันรุ่งขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2563 มติบอร์ด สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แจ้งว่า ไม่ขัดข้องในการยกเลิกการทดสอบโอเน็ต ชั้น ป.6 และ ม.3 ปีการศึกษา 2563 ตามนโยบาย ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ก็ยังมีความเห็นย้อนแย้งว่า ปีการศึกษา 2563 จำเป็นต้องมีการทดสอบโอเน็ตเพื่อประเมินมาตรฐานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติอยู่ ก็จะเสนอทั้งผลกระทบ ด้านบวกและลบ ในการสอบโอเน็ต ต่อนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปนาน 2 สัปดาห์ จนกระทั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ได้มีหนังสือราชการถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) ทุกเขต เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานโอเน็ต

 โดยอ้าง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานโอเน็ตโดยแจ้งว่า การเข้าทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ให้เป็นไปตามความสมัครใจและเป็นสิทธิ์ส่วนตัวโดยเฉพาะของนักเรียน ทั้งนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประกาศฉบับดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามไว้ ตั้งแต่ วันที่ 25 ธันวาคม 2563 หลังบอร์ด สทศ. มีมติ ทำไมถึงมาแจ้งเอาตอนนี้

สำหรับ การสอบโอเน็ต หรือ O-NET (Ordinary National Educational Test) เป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในระดับชาติ โดยมีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบและจัดสอบทั่วประเทศ

ที่ผ่านมาการข้อสอบ O-NET ในมีปัญหามาก คะแนนโดยเฉลี่ยของเด็กต่ำมาก ทั้ง ๆ ที่เด็กส่วนใหญ่เรียนกวดวิชากัน ในช่วงที่ผ่านมามีความพยายามในปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด

แต่ผลคะแนนระดับชาติกลับไม่ตอบโจทย์ มิหนำซ้ำยังสะท้อนว่า คะแนนเฉลี่ยของเด็กนักเรียนต่ำมาก จึงเป็นปัญหาที่ว่าถึงที่สุดแล้ว เรานำผลคะแนนโอเน็ต ไปปรับใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้หรือไม่

อีกทั้งเป้าหมายการสอบโอเน็ต เพื่ออะไร และช่วยทำให้นักเรียน มีพัฒนาการในทุกๆด้านดีขึ้นได้หรือไม่ และจริงไหม

แต่ในปีการศึกษา 2563 เกิดเหตุการณ์ความคิดไม่ตรงกันของสองฝ่าย กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ดำเนินการจัดการทดสอบ ประกาศยกเลิกการทดสอบ และจบที่นักเรียนต้องตัดสินใจว่า จะสอบ หรือไม่สอบโอเน็ต 

ส่วนทางผู้จัดการทดสอบหรือ สมศ. ก็ยังเดินหน้าจะจัดการสอบให้ได้ เป็นการบริหารงานแบบ ไม่อ่านไลน์กลุ่ม แล้วแบบนี้นักเรียนจะทำอย่างไร

ว่ากันว่า สทศ. ใช้งบประมาณจำนวน 700 ล้านบาท ในการจัดสอบโอเน็ต ปีการศึกษา 2563 ทุกอย่างจ่ายหมดแล้ว จะไม่สอบก็ทำใจลำบาก ที่สำคัญเก็บหัวคิวมาเรียบร้อย หากต้องยกเลิกสัญญาก็คงรับไม่ได้ เนื้ออยู่ในปากใครจะยอมคายออกมา