ไม่เปลี่ยน “ลุมพินี” หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453985

ไม่เปลี่ยน “ลุมพินี”  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

3 มกราคม 2564 – 11:19 น.

ย้อนรอยโควิดรอบแรก ตามไปดู “วิกทหาร” สนามมวยยุค ผบ.ทบ.คนใหม่ ที่ยังไม่มีการปฏิรูปใดๆ 

++
ดูเหมือนว่า โควิดรอบใหม่รุนแรงกว่ารอบแรก เพราะมีคลัสเตอร์ใหญ่ๆ อยู่หลายแห่ง ทั้งที่ตลาดกุ้งมหาชัย และบ่อนระยอง แถมบ่อนจังหวัดใกล้เคียง

อ่านข่าว…  “บิ๊กอุ้ม” ลุมพินีเกริกไกร มวยไทยโควิด

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

พล.ท.สุชาติ นายสนามคนใหม่

ย้อนไปเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้นปีที่แล้ว แวดวงมวยไทย คาดไม่ถึงว่าศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์ วันศุกร์ที่ 6 มี.ค.2563 สนามมวยเวทีลุมพินี จะกลายเป็นคลัสเตอร์ มีการแพร่เชื้อโควิดกระจายไปทั่วประเทศ    

ตอนนั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ สมัยที่ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่มีการจัดชกมวยในวันที่ 6 มีนาคม เพื่อพิจารณาความผิดในการลงโทษ พร้อมกับมีคำสั่งให้ พล.ต.ราชิต อรุณรังษี เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ในฐานะนายสนามมวยลุมพินี มาช่วยราชการที่กองบัญชาการกองทัพบก เปิดทางให้มีการสอบสวนกรณีจัดชกมวยในวันดังกล่าว    

วันเวลาผ่านไป เรื่องราวของ พล.ต.ราชิต ก็เงียบหาย และสิ้นเดือน ก.ย.2563 พล.อ.อภิรัชต์ อำลาตำแหน่ง ผบ.ทบ. 

++
ฤาแค่ลมปาก?
++
ช่วงที่เกิดเหตุสนามมวยลุมพินี กับการแพร่ระบาดของโควิดรอบแรก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า ได้เรียกร้องการปฏิรูปกองทัพ โดยเฉพาะเรื่องขุมทรัพย์กองทัพบก ควรดำเนินการบริหารจัดการให้โปร่งใส    

เวลาเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.สมัยนั้น ได้ลั่นคำพูดว่า จะปฏิรูปกองทัพให้เสร็จ ภายในเวลา 3 เดือน ก่อนเกษียณอายุราชการ    

สนามมวยลุมพินี ของกองทัพบก ตกเป็นเป้าหมายว่า จะมีการปฏิรูป โดยดึงเอกชนเข้ามาบริหารแทนกรมสวัสดิการทหารบก     

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

เปิดสนามได้ไม่นาน เจอโควิดต้องงดแข่ง

กลางปีที่แล้ว แวดวงสื่อกีฬามวยไทย จึงมีข่าวว่า ทางกองทัพบก ได้เปิดซองประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารสนามมวยลุมพินี มีการระบุชื่อผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการแปรอาหารสำเร็จรูป    

บังเอิญว่า ผู้บริหารรายนี้เป็นคนในวงการมวยไทยมานานแล้ว ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดการแข่งขันชกมวยไทย    

เมื่อมีผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ข่าวกลุ่มทุนใหญ่จะเข้ามาบริหารสนามมวยลุมพินีก็เงียบลง 

++
ลุมพินีเกริกไกร
++
ตามโครงสร้างสนามมวยลุมพินี ผบ.ทบ. เป็นประธานอำนวยการสนามมวยลุมพินี โดยตำแหน่ง เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก เป็นนายสนามมวยลุมพินี ,รองเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก คนที่ 1 เป็นรองนายสนามมวยลุมพินี คนที่ 1 และรองเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก คนที่ 2 เป็นรองนายสนามมวยลุมพินี คนที่ 2    

ปลายเดือน ต.ค.2563 พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และประธานบอร์ดสนามมวยลุมพินี จึงแต่งตั้ง พล.ท.สุชาติ แดงประไพ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นนายสนามมวยลุมพินี มีวาระดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 1 ปี      

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

วิกทหาร ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นับว่า พล.ท.สุชาติ แหวกประเพณีทหารมาเป็นนายสนามมวยลุมพินี โดยไม่ได้เป็นเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก    

วันที่ 17 พ.ย.2563 พล.ท.สุชาติ แดงประไพ ในฐานะนายสนามลุมพินีคนใหม่  ได้เปิดตัวทีมงาน ได้แก่ พล.ต.รณวุธ เรืองสวัสดิ์ รองนายสนามคนที่ 1, กชพร เผื่อนกลาง ตัวแทน บริษัทเทพมงคลเงินล้าน จำกัด ,สุรพล อุทินทุ ผู้บริหาร บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ “ชุ้น เกียรติเพชร” พีรพงศ์ ธีรเดชพงศ์ โปรโมเตอร์      

หลังจากปิดสนามมวยไป 8 เดือนกว่า พล.ท.สุชาติ ได้จัดระเบียบใหม่ และที่สำคัญเข้มงวดมาตรการเรื่องการป้องกันไวรัส โดยเปิดแข่งขันทุกวันอังคาร ศุกร์ และเสาร์ สัปดาห์ละ 3 วัน พร้อมถ่ายทอดสด ช่อง 5 ททบ. ตั้งแต่ 20.30-22.30 น.     

สถานการณ์วงการมวยไทยกำลังจะกลับมาคึกคักอีกหน ก็มาเจอโควิดรอบใหม่ พล.ท.สุชาติ จึงออกประกาศงดการจัดการแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยเวทีลุมพินี และหากสถานการณ์ดีขึ้น จะกลับมาเปิดทำการแข่งขันใหม่อีกครั้ง     

ภารกิจของ พล.ท.สุชาติ ภายใน 1 ปี ที่วิกทหาร เหมือนจะมาคั่นเวลาอะไรสักอย่าง 

‘รมว.ศธ.’ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453948

‘รมว.ศธ.’ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

'รมว.ศธ.' ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

2 มกราคม 2564 – 19:20 น.

พิษโควิด-19 แพร่ระบาดระลอกใหม่ ส่งผลให้ ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’ รมว.ศธ. ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดงทั้ง 28 จังหวัด ให้มีผลตั้งแต่ 4ม.ค.-31 ม.ค. 2564 หรือจนกว่า ศบค.มีประกาศเปลี่ยนแปลงให้อำนาจ ‘ปลัดศธ.’ สั่งปิดเรียนได้

วันที่ 2 ม.ค.2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ใจความดังนี้

อ่านข่าว :เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)มีการแพร่ระบาดรุนแรงหลายพื้นที่ในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว อีกทั้งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา4 และมาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวศึกษาธิการ พ ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ประกอบมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง (4)

ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2558 และข้อ 7 วรรคหนึ่ง 3) ของระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษาเอกชน พ.ศ. 2563

จึงให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบซึ่งอยู่ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.)กำหนด ใน 28 จังหวัด

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ตาก นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก

กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา

ปราจีนบุรี สระแก้ว สมุทรปราการ จันทบุรี ชลบุรี ตราด ระยอง ชุมพร และระนอง ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 ถึง วันอาทิตย์ที่ 31  มกราคม 2564 หรือจนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง กรณีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) ประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดเพิ่มเติมให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจสั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในระหว่างที่สถานศึกษาต้องปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษดังกล่าว ให้ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนดแนวทางจัดการเรียนการสอนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ เช่น การสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่สามารถจัดการเรียนการสอนโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ สถานศึกษา อาจจัดการเรียนการสอนโดยใบสั่งงานหรือมอบงานตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน

ประกาศ ณ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2564

(นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

'รมว.ศธ.' ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453943

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

2 มกราคม 2564 – 18:45 น.

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

ความแตกต่างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต่อการระบาดของเชื้อโควิด19 รอบแรกและระลอกใหม่ จากความเงียบของผู้บริหารศธ. ทำหลายโรงเรียนสั่งปิดเรียนด้วยตัวเอง

อ่านข่าว : ศบค. ยกระดับ 28 จังหวัด “พื้นที่ควบคุมสูงสุด”

ต่างจากโควิด-19 รอบแรกที่ ศธ. สั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ สถานการณ์ที่รอวัดใจ วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 นักเรียนในครอบครัวที่มีผู้เดินทางกลับบ้านฉลองปีใหม่จากพื้นที่สีแดงต้องกลับมาเรียน จะป้องกันอย่างไร

ดูเหมือนว่า ช่วงเวลาที่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระบาดรอบแรก ในเดือนมีนาคม 2563 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันสั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ

รวมทั้งมีมาตรการมากมายในการแก้ปัญหาออกมาอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับมีการให้เปิดทดลองจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ หรือ“เรียนออนไลน์” เป็นเวลา 1 เดือน ก่อนที่จะคัดกรองสถานศึกษาและเปิดเรียนตามปกติ 

โควิด-19 ระบาดรอบแรก ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาของการจัดการเรียนการสอน ครูต้องมีการจัดการเรียนการสอนชดเชย ถึงวันที่ 9 เมษายน 2564 เวลาเรียนจึงครบ 200 วัน ตามที่หลักสูตรกำหนด

ส่วนวิธีการจัดการเรียนสอนชดเชยนั้น ก็มอบหมายให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เหมาะสม แตกต่างกันไป ทำให้บางโรงเรียนต้องมาเรียนสัปดาห์ละ 6 วัน 

เกือบตลอดปีการศึกษา 2563 ยังไม่นับผลกระทบจากวัดหยุดราชการที่ คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้หยุดเพิ่มเติม ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563

แต่หลังจากวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ที่พบว่า มีการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อโควิด-19 และมีผู้ติดเชื้อสะสมเกือบหมื่นราย จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบ เพิ่มขึ้นหลักร้อยต่อวัน ต่างจากการระบาดในรอบแรก ที่ไม่รวดเร็วและรุ่นแรงเท่าการระบาดระลอกใหม่

โควิดระลอกใหม่ ไม่มีการสั่งการที่เด็ดขาดจากหน่วยงานระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาล มีเพียงการมอบอำนาจต่อกันมาตามลำดับมี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ตัดสินใจสั่งการ สำหรับสถานศึกษาไม่มีแนวทางปฏิบัติที่เด็ดขาดเหมือนรอบแรก พบว่า สถานศึกษาที่ปิดเรียนกรณีพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นการใช้ดุลพินิจของผู้บริหารสถานศึกษา แม้แต่เจ้าภาพหลักอย่างกระทรวงสาธารณสุขก็ยังไม่ฟันธง

วันจันทร์ที่่ 4 มกราคม 2564 ที่กำลังจะมาถึงเป็นวันแรกของการเปิดเรียนในปี 2564 ยกเว้นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ปิดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 17 มกราคม 2564 เป็นวันที่นักเรียนกลับจากการสังสรรค์กับครอบครัวและญาติ ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา จะมารวมกันที่โรงเรียน 

 ข้อมูลเชิงลึกจากสสจ.เพชรบูรณ์ ระบุว่า ข้อมูลการบันทึกผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดง เพื่อกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 บางจังหวัดมีหลายพันคน มาพักที่บ้าน ฉลองปีใหม่ และเดินทางกลับ

เป็นไปได้อย่างสูงที่นักเรียนกับสมาชิกในครอบครัวจะมีการสัมผัสกัน หากผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงกลับไปยังต้องกักตัวต่อให้ครบ 14 วัน แล้วบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คนทำงาน ผู้สูงอายุ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หลังจากนี้ผู้มีอำนาจและหน้าที่ควรพิจารณา

จากการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหว ของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการในการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563  นี้ ไม่ปรากกฎว่า มีการสั่งการที่ชัดเจนแต่อย่างใด ยังคงเงียบหายไปกับสายลม หรือจะต้องให้ประกาศคนหายเสียก่อน ถึงจะเริ่มทำงานกัน ในขณะที่แพทย์บางกลุ่มมีความเห็นว่า โควิดคุมไม่อยู่ ต้องล็อกดาวน์ด่วน

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน
เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

ทำไมถึงไม่ ‘ล็อกดาวน์’ แต่เลือกใช้ ‘ขอความร่วมมือสูงที่สุด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453935

ทำไมถึงไม่ ‘ล็อกดาวน์’ แต่เลือกใช้ ‘ขอความร่วมมือสูงที่สุด’

ทำไมถึงไม่ 'ล็อกดาวน์' แต่เลือกใช้ 'ขอความร่วมมือสูงที่สุด'

2 มกราคม 2564 – 16:40 น.

‘หมอทวีศิลป์’ โฆษก ศบค. ตอบชัด ทำไมถึงไม่ ‘ล็อกดาวน์’ แต่เลือกใช้ยาแรงรับมือโควิด-19 

วันที่ 2 ม.ค. 2564 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด19 ประจำวัน และมาตรการในการควบคุม ป้องกันโควิด19 ว่าเมื่อเช้าวันนี้ เลขาสมช.ในฐานะประธานที่ประชุม มีการยกตัวอย่างการล็อกดาวน์แบบมีเคอร์ฟิว

อ่านข่าว : ศบค. ยกระดับ 28 จังหวัด “พื้นที่ควบคุมสูงสุด”

ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลขในขณะนั้น(ปี 2563)จำได้ชัดเจนว่ามีรายวานว่ายังมีคนที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวถูกจับเล่นการพนันก็มี ถูกจับโดยการออกมาแม้ไม่มีธุระฯลฯเราเห็นตัวเลขนี้อยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมียาแรงใช้ตรงนี้ขึ้นมามากมาย ก็ไม่สามารถจัดการกับคนที่ส่อเจตนากับการที่จะทำไม่ถูกต้องได้ แต่คนที่เดือดร้อนกลายเป็นคนดีๆที่นอนแต่หัวค่ำ ปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างเข้มข้น ต้องลำบากไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ขึ้นอยู่กับเรื่องของ “การขอความร่วมสูงที่สุด” การใช้กฎหมายอะไรทั้งหลาย ใช้ไม่ได้100%แน่นอนจะบอกว่าใช้ยาแรงก็ไม่ใช่เป็นผลบวกกับเราภาพรวมของทางเศรษฐกิจกลับมีผลกระทบมากมาย

“ฉะนั้นตอนนี้เจ็บไข้ที่ไหน ใช้ยาแรงตรงนั้น ฉีดยาตรงนั้น ทำให้เราสามารถที่จะใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ตลอด1ปีที่ผ่านมาในศึกครั้งนี้อันใหม่ ซึ่งการอธิบายให้เข้าใจทุกๆ คน เพื่อสู่กับเชื้อโรคนั้น

ผมขอบคุณสื่อที่ให้ความร่วมมือในช่วงศบค.แถลง ผ่าน NBT สถานีแม่ข่ายสัญญาณ เวลาสื่อสารทุกคนรับทราบหมด และขอบคุณโซเชียลมีเดีย ที่กระจายข่าวถึงประชาชนจนเกิดการขับเคลื่อนมาตรการที่เข้มข้นขั้น ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้ดีเน้นย้ำปฏิบัติตัวตามมาตราการสาธารณสุข”นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุ

ศบค.แบ่งพื้นที่เป็น 3 ระดับ คือ

1.พื้นที่ควบคุมสูงสุด28จังหวัด(สีแดง)

2.พื้นที่ควบคุม11 จังหวัด(สีส้ม)

3.พื้นที่เฝ้าระวัง 38 จังหวัด (สีเหลือง)

มาตรการที่กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด แบ่งเป็น 2 ขั้น

ขั้นที่ 1

– จำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการ

– ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

– ค้นหาและจับกุมกลุ่มบุคคลที่มั่วุมทำผิดกฎหมาย

– หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก

– ขอความร่วมมือไม่เดินทางข้ามจังหวัด

– สถานการศึกษาหยุดเรียนการสอนหรือใช้รูปแบบออนไลน์

– ให้มีการทำงานแบบWork from Homeทั่วทั้งพื้นที่ที่ศบค.กำหนด

– มีมาตรการควบคุมการเดินทางของบุคคลที่เดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด

– เร่งการตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกและการสอบสวนโรคในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อและพื้นที่เชื่อมโยงที่ได้ข้อมูลจากการสอบสวนโรคของสธ.

เมื่อมาตรการขั้นที่1ควบคุมโควิดไม่ได้ ใช้ขั้นที่ 2

– จำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการเพิ่มมากขึ้น(รวมทั้งจำกัดการเปิดกอจการบางประเภทด้วย)

– ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

– เพิ่มความเข้มข้นในการเร่งค้นหาและจับกุมกลุ่มบุคคลที่มั่วสุมทำผิดกฎหมาย

– งดจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก

– เพิ่มความเข้มข้นในมาตรการควบคุมเดินทางข้ามจังหวัด

– สถานศึกษายังคงหยุดการเรียนการสอนเว้นกิจกรรมที่มีความจำเป็น

– เร่งรัดการตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกและการสอบสวนโรคในพื้นที่ที่เสี่ยงกิจกรรม/กิจการที่เสี่ยงกลุ่มบุคคลเสี่ยง

– จำกัดเวลาออกนอกเคหะสถานในพื้นที่ที่ศปก.จังหวัดกำหนด

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น “รุก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453906

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น “รุก”

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น "รุก"

2 มกราคม 2564 – 11:40 น.

รับศักราชใหม่ “ทักษิณ” ไม่นิ่ง ชิงพื้นที่สื่อ เปิดเกมการเมือง-โควิด  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
    
เริ่มศักราชใหม่ “ทักษิณ ชินวัตร” ชิงพื้นที่ข่าว ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ว่าด้วยเรื่องการเมืองและโควิด ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา ทักษิณมักจะอวยพรปีใหม่สั้นๆ ไม่มีกลิ่นอายการเมือง

อ่านข่าว…  “แม้ว” หนาว พท.ร่วงระนาว

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น "รุก"

ทักษิณ ขยับแต่ต้นปี

ช่วงปลายปีที่แล้ว “ทักษิณ” พร้อมน้องสาว “เยาวภา-ยิ่งลักษณ์” สร้างปรากฏการณ์แปลกๆ ด้วยการกระโจนเข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะเชียงใหม่ และเชียงราย เหมือนเล่นเกมเดิมพัน    

ภาพรวมผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่สู้จะเป็นผลดีแก่ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยมากนัก แม้จะชนะในสนามเชียงใหม่ แต่ก็แพ้ในเชียงราย รวมถึงสนามภาคอีสานอีกหลายจังหวัด    

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ในนาม “บ้านใหญ่” กลับยึด อบจ.ได้ครึ่งค่อนประเทศ ฉะนั้น ทักษิณจึงไม่นิ่งนอนใจ จะเล่น “เกมหมอบ” แบบเดิมๆ ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว    

ประกอบกับเยาวชน นักศึกษายังเคลื่อนไหวไม่หยุด มีลักษณะก้าวหน้ากว่าขบวนการคนเสื้อแดงที่ตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย ทักษิณจึงอยู่นิ่งไม่ได้ เพราะขบวนการคนรุ่นใหม่นั้น มีความใกล้ชิดกับพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า    

หากเครือข่ายฝ่ายทักษิณไม่ขยับอะไรเลย ย่อมจะสูญเสียฐานมวลชนคนรุ่นใหม่ให้กับฝ่ายธนาธรไปทั้งหมด และอาจถูกชิงฐานคนรากหญ้าในอนาคต

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น "รุก"

ปมร้อนจดหมายน้อย ที่เชียงใหม่ ทำเพื่อไทยระทึกขวัญ

++
ทักษิณสู้
++
ท่วงทำนองการให้สัมภาษณ์ของทักษิณครั้งล่าสุด ก็คล้ายจะทำตัวเป็น “คนนอก” วงการเมือง และขอทำตัวเป็นผู้หวังดีแก่ชาติบ้านเมือง    

เมื่อนักข่าวถามว่า คนในตระกูลชินวัตร ยังมีผู้นำทางการเมืองหรือไม่ ทักษิณ ตอบว่า “พอก่อนครับ ต้องร้องเพลงเจ็บนี้อีกนาน”     

ทักษิณยืนยันว่า หากกลับเมืองไทยได้ ก็จะขอกลับมาเลี้ยงหลานเท่านั้น “..มีความรู้สึกอยากเลี้ยงหลานแล้วแก่แล้ว ไม่ได้คิดอะไรมาก ใครอยากขอคำปรึกษาขอคำแนะนำ ผมมันเป็นอาจารย์เก่า ชอบอธิบาย ชอบสอนคนอยู่แล้ว ทำหน้าที่พวกนี้ได้ การเมืองนั้นแก่แล้ว วัย 72 แล้ว จะไปนั่งเล่นการเมืองอะไรอีก มีแต่ห่วงบ้านเมืองเท่านั้น จะกลับเมืองไทยเมื่อไรนั้น มันไม่ใช่ผมเป็นคนกำหนดครับ”    

ถ้ามองจากการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่ผ่านมา ดูช่างตรงกันข้ามกับคำให้สัมภาษณ์ข้างต้นนี้ “ทักษิณ” ไม่คิดอยากจะแค่เลี้ยงหลานเท่านั้น 

++
เสี่ยงยุบพรรค
++
สิ่งที่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กำลังเป็นกังวลอยู่ในเวลานี้ คือ กรณี ทักษิณ ชินวัตร เขียนจดหมายผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก และอัดคลิปวิดีโอ ขอเสียงสนับสนุนให้เลือก พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย รวมถึงผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ อันอาจขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียง     

ประเด็นทักษิณหาเสียงในมุมมองทางกฎหมาย รวมถึงการกระทำลักษณะดังกล่าว ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อาทิ มาตรา 28 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” ยังต้องรอการพิจารณาของ กกต.    

ว่ากันว่า วงการประชุมกรรมการบริหารพรรคได้ถกเรื่องจดหมายทักษิณ ก็รู้สึกห่วงประเด็นทางข้อกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบมาถึงสมาชิกพรรค และพรรคเพื่อไทย ถึงขั้นยุบพรรค โดยเฉพาะการนำเนื้อหาทางจดหมายมาผลิตซ้ำ นำไปอ่านขยายผล เพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมือง    

เริ่มศักราชใหม่ จึงเป็นปีระทึกขวัญของชาวพรรคเพื่อไทย อันเนื่องจาก “จดหมายน้อย” ของทักษิณ   

‘คมคาย’ คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453869

‘คมคาย’ คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

'คมคาย' คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

1 มกราคม 2564 – 18:37 น.

บทเรียนเพื่อไทย มหาสารคาม ขาดเอกภาพจึงพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่น ส.ส.บางคน เตรียมแยกไปตั้งพรรคใหม่

++
    การขับเคลื่อนพรรคการเมืองใหม่ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้น เมื่อ “บิ๊กเนม” พรรคเพื่อไทย เริ่มทยอยเปิดตัวลาออกจากพรรคเก่าไปพรรคใหม่
    จ.มหาสารคาม ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมี ส.ส.มหาสารคาม เป็นดาวเด่นในเพื่อไทย 2 คนคือ สุทิน คลังแสง และยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ซึ่งอยู่คนละขั้ว คนหนึ่งสนิทคุณหญิงหน่อย อีกคนหนึ่งใกล้ชิดสารวัตรเฉลิม 
    ปัจจุบัน ส.ส.มหาสารคาม 5 คน เป็นของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์, ไชยวัฒน์ ติณรัตน์ ,ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์  และ สุทิน คลังแสง
    ดังที่รู้กัน 5 ส.ส.มหาสารคามนั้น ไม่ได้เป็นเอกภาพ แบ่งออกเป็น 3 มุ้งย่อยคือ คลังแสง, จรัสเสถียร และศิริพานิชย์
    ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งนายก อบจ.มหาสารคาม ที่เพิ่งผ่านมา คมคาย อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย จึงโกยแต้ม 192,119 คะแนน ชนะศรีเมือง เจริญศิริ พรรคเพื่อไทย ที่ได้ 118,762 คะแนน 

++
แพ้สามหนซ้อน
++
    ศรีเมือง เจริญศิริ เป็นสายตรงทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และพยายามจะยึด อบจ.มหาสารคาม 3 ครั้ง แต่พ่ายหมด
    ปี 2551 ศรีเมือง ส่งภรรยา รังสิมา เจริญศิริ ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.มหาสารคาม แต่ก็แพ้
ยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม 
    ปี 2554 ศรีเมือง ส่งลูกชาย ชนาวีร์ เจริญศิริ ลงแข่งกับ คมคาย อุดรพิมพ์ ภรรยา ยิ่งยศ อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม ปรากฏว่า ลูกชายศรีเมืองพ่ายอีกสมัย
    ปี 2563 ศรีเมือง ลงสมัครนายก อบจ.มหาสารคาม ด้วยตัวเอง ทำศึกล้างตากับคมคาย เจ้าเก่า แต่ก็แพ้เป็นหนที่สาม
    มีข้อน่าสังเกต ศรีเมือง ลงสนามในนามพรรคเพื่อไทย พร้อมประกาศรายชื่อคณะผู้บริหาร อบจ.มหาสารคาม ที่เป็นตัวแทน ส.ส.เพื่อไทย มหาสารคาม
    มีทั้งประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม หลายสมัย , ประวัติ ทองสมบูรณ์ อดีตส.ว. มหาสารคาม, สุรจิตร ยนต์ตระกูล อดีต ส.ส.มหาสารคาม, รัฐ คลังแสง ลูกชายของสุทิน คลังแสง และพลพัฒน์ จรัสเสถียร น้องชายของยุทธพงศ์ จรัสเสถียร 

'คมคาย' คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

           เพื่อไทยเที่ยวนี้ มาเต็มทีม ยังพ่ายภูมิใจไทย

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมเพื่อไทย มหาสารคาม เปิดหน้าสู้ในสนามท้องถิ่น ก่อนหน้านั้น ภรรยาและลูกของศรีเมืองลงสนาม ก็เป็นเรื่องของตระกูล “เจริญศิริ” ไม่เกี่ยวกับพรรค ศรีเมืองจึงถูกจับตามองว่า ศึกหนนี้ไม่พลาดแน่
    พลันที่นับคะแนนเสร็จ ศรีเมืองแพ้คมคายทุกอำเภอ หลายอำเภอ ตัวแทนเพื่อไทยแพ้ขาด ประหนึ่งว่า เพื่อไทย ไม่มี ส.ส.ในมหาสารคาม

'คมคาย' คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

              คมคาย กลับมาเป็นนายก อบจ.สมัยที่  2 

   เหมือนปี 2554 พรรคเพื่อไทยชนะพรรคภูมิใจไทย คว้า ส.ส.ยกจังหวัด แต่เลือกตั้งนายก อบจ. กลายเป็นว่า ตัวแทนภูมิใจไทยชนะ
    ปี 2562 เพื่อไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส. ภูมิใจไทยพ่ายยับเยิน แต่กลับมาชนะในศึกเลือกตั้งนายก อบจ.มหาสารคาม 
    ผลเลือกตั้งนายก อบจ.มหาสารคาม สะท้อนความขัดแย้งในเพื่อไทย ส่งผลถึงความรักความศรัทธาของมวลชนลดลง สะท้อนอาการเกียร์ว่างของ ส.ส.มหาสารคาม เพื่อไทย    

เหนืออื่นใด ชาวมหาสารคามเลือกเป็น แยกการเมืองสนามระดับชาติกับท้องถิ่น และให้บทเรียนคนแดนไกล ไม่ใช่ส่งเสาไฟฟ้า แปะยี่ห้อเพื่อไทย แล้วคนจะเลือกทุกครั้งไป

‘หน่อย’ ไทยสร้างไทยไม่พ้นเงาทักษิณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453822

‘หน่อย’ ไทยสร้างไทยไม่พ้นเงาทักษิณ

'หน่อย' ไทยสร้างไทยไม่พ้นเงาทักษิณ

1 มกราคม 2564 – 11:39 น.

รับศักราชใหม่ คุณหญิงหน่อยระดมพล “ขุนพลอีสาน” ปั้นพรรคไทยสร้างไทย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ไม่ใช่ปีแรกที่ อีสานโพล (E-Saan Poll) ให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนักการเมืองผู้บริหารภาครัฐแห่งปี ด้วยผลสำรวจคะแนนนิยม เหนือธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
    ถ้าย้อนไปดูอีสานโพล โดย ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น ที่ทำการสำรวจเกี่ยวกับคะแนนนิยมนักการเมือง “คุณหญิงหน่อย” ก็มาอันดับ 1 ทุกครั้ง
    จริงๆแล้ว ความนิยมในตัวคุณหญิงหน่อย ย่อมแยกไม่ออกจากความรักความศรัทธาที่คนอีสานมีต่อทักษิณ ชินวัตร 
    มีหรือนักการเมืองจอมเก๋าอย่าง พงศกร อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และ ต่อพงษ์ ไชยสาส์น อดีต ส.ส.อุดรธานี จะไม่รู้ พวกเขาจึงตัดสินใจลาออกจากเพื่อไทย เพื่อมาสร้างพรรคใหม่ร่วมกับคุณหญิงหน่อย  

++
แม่ทัพอีสาน
++
    หลายคนอาจแปลกใจ เมื่อเห็นชื่อ พงศกร อรรณนพพร ทิ้งเพื่อไทย ทิ้งสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ไปตั้งพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกับคุณหญิงหน่อย

'หน่อย' ไทยสร้างไทยไม่พ้นเงาทักษิณ

                    พงศกร อรรณนพพร 

    เนื่องจาก “พงศกร” คือ เลขาธิการพรรคเพื่อธรรม ที่มีสมพงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค ก่อนจะมีคำสั่งยิงตรงมาจากดูไบให้สมพงษ์ และพงศกร ถอยกลับมาเพื่อไทย 
    ช่วงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น ปลายปี 2562 พงศกร ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม ได้ทำงานเคียงข้างคุณหญิงหน่อย แม้จะพ่ายแพ้ แต่พงศกรก็เป็นโต้โผจัดงานเลี้ยงปลอบใจเพื่อน ส.ส.ที่บ้านคุณหญิงหน่อย ย่านลาดปลาเค้า
    นี่คงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พงศกร เลือกทางเดินสายใหม่

'หน่อย' ไทยสร้างไทยไม่พ้นเงาทักษิณ

                  คุณหญิงหน่อย และพงศกร

++
ลูกอีดี้จวบ
++
    อีกรายหนึ่งที่มีการพูดถึงว่า จะมาเป็นขุนพลอีสานให้พรรคใหม่ของคุณหญิงสุดารัตน์คือ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม 
    ปลายปีที่แล้ว มีการปรับทัพเพื่อไทย ส.ส.อีสานกลุ่มหนึ่งพยายามดันสุทินขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค แต่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา สายตรง “เฮียเพ้ง” ก็แซงเข้าป้ายไปเรียบร้อยโรงเรียนคุณหญิงอ้อ
    ก่อนวันสิ้นปี ต่อพงษ์ ไชยสาส์น อดีต รมช.สาธารณสุข บุตรชายของประจวบ ไชยสาส์น ได้ยื่นใบลาออกจากเพื่อไทย ถ้ายังจำกันได้ ปี 2561 ต่อพงษ์ออกแรงหนุนคุณหญิงหน่อยเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยอ้างเสียงสนับสนุนจากอดีต ส.ส.อีสาน

'หน่อย' ไทยสร้างไทยไม่พ้นเงาทักษิณ

           ต่อพงษ์ ไชยสาส์น 

    ผลเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ตัวแทนพรรคเพื่อไทย วิเชียร ขาวขำ ได้ 325,933 คะแนน เป็นนายก อบจ.ต่ออีกสมัย แต่คนหน้าใหม่ ฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ คณะก้าวหน้า ได้เกือบ 2 แสนคะแนน ทำให้นักการเมืองค่ายเพื่อไทย อุดรธานี ต้องคิดหนัก
    “ต่อพงษ์” อดีต ส.ส.อุดรธานี คงมองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จึงเลือกไปตายดาบหน้ากับคุณหญิงหน่อย

ปีที่บอบช้ำ กรรม ‘ธนาธร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453759

ปีที่บอบช้ำ กรรม ‘ธนาธร’

ปีที่บอบช้ำ กรรม 'ธนาธร'

31 ธันวาคม 2563 – 16:00 น.

ปี 2563 เป็นปีวิบากของ “ธนาธร” นับแต่ยุบพรรคอนาคตใหม่ จนถึงการปราชัยในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น

++
    ความปราชัยของคณะก้าวหน้า ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น 42 จังหวัด น่าจะเป็นความผิดหวังส่งท้ายปี 2563 ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” 
    การเลือกตั้ง ส.ส. 24 มี.ค.2562 กับการเลือกตั้งนายก อบจ. 20 ธ.ค.2563 ต่างกันแค่ปีเดียว แต่ผลลัพธ์ต่างกัน
    นับแต่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ได้ก่อกำเนิดพรรคก้าวไกล ที่มารองรับ ส.ส.ที่เหลือของอนาคตใหม่ และทำหน้าที่ในสภาผู้แทนฯ โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือธงนำ 
    ส่วนนอกสภา “ธนาธร” และสหาย (อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่) ขับเคลื่อนคณะก้าวหน้า สู่สมรภูมิการเมืองท้องถิ่น

++
ยุบอนาคตใหม่
++
    วันที่ 21 ก.พ.2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จากการกู้เงินจำนวน 191.2 ล้านบาท จากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค
    พรรคอนาคตใหม่ ได้รับการรับรองจาก กกต. เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2561 รวมแล้วพรรคอนาคตใหม่ มีชีวิตอยู่ 507 วัน 1 ปี 4 เดือน 18 วัน
    วันที่ 26 ต.ค.2563 ประชุม กกต. มีมติให้สำนักงาน กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญากับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ 15 คน ปมเงินกู้ เงิน 191.2 ล้าน

++
คณะก้าวหน้าจบเห่
++
    ก่อนจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. วันที่ 30 พ.ย.2563 ที่ประชุมใหญ่ กกต. มีมติสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน
กรณีการเคลื่อนไหวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช ในนามคณะก้าวหน้า ที่ส่งและช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ว่าเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมือง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 111 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่กำหนดว่าผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีลักษณะคล้ายกับพรรคการเมือง อาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งอาจต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี 
    เมื่อทราบผลเลือกตั้งท้องถิ่น “ธนาธร” พยายามปลุกปลอบใจเพื่อนพ้องว่า ถึงจะไม่ได้นายก อบจ.แม้แต่จังหวัดเดียว แต่คะแนนรวมทั้งประเทศ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก(เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562)

++
วิบากครอบครัว
++
    ปลายปีนี้ จู่ๆ มีมือดี ขุดคดีเก่าของสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายธนาธร ในขณะที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 
    คดีดังกล่าว เป็นเรื่องทุจริตของอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อเดิม) ในกรณีเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม-เพลินจิต ที่กำลังจะหมดสัญญาในปี 2565 
    โดยสำนักอัยการสูงสุดแถลงว่า สกุลธรยังไม่ใช่ผู้ต้องหาคดีสินบนเจ้าหน้าที่ทรัพย์สินฯ จึงไม่ได้สั่งฟ้อง
    หลังจากนั้น มีผู้เข้าร้องกองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินการสอบสวนคดีการทุจริตเรียกรับสินบนภายในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่มีสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายธนาธร ตกเป็นผู้เสียหาย จากการถูกปลอมแปลงเอกสาร
    วันที่ 30 ธ.ค.2563 อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ เข้าร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผบก.ปทส. เพื่อให้ดำเนินคดีต่อสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาธนาธร หลังตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกที่ดินใน จ.ราชบุรี
    คดีนี้ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้งร้องทุกข์ให้กรมป่าไม้ดำเนินการตรวจสอบที่ดินจำนวน 77 แปลงเนื้อที่รวมทั้งหมดกว่า 3,098 ไร่เศษของมารดาธนาธร
    จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพบว่าที่ดินส่วนหนึ่งประมาณ 2 พันไร่ของสมพรนั้น เป็นพื้นที่ป่าสงวนและเขตหวงห้าม 
    สรุปว่า ปี 2563 เป็นปีที่ธนาธร บอบช้ำและเจ็บช้ำที่สุด มิเพียงแต่พ่ายแพ้ทางการเมือง หากแต่ครอบครัวก็พลอยเดือดร้อนตามไปด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ บุคคลการเมืองแห่งปี 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453732

พล.อ.ประยุทธ์ บุคคลการเมืองแห่งปี 2563

พล.อ.ประยุทธ์ บุคคลการเมืองแห่งปี 2563

31 ธันวาคม 2563 – 12:17 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุคคลที่อยู่ในข่าวสม่ำเสมอและเป็นอีกปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งด้านการบริหารประเทศในภาวะโควิดระบาดและด้านการเมืองที่มีการชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก จึงเหมาะเป็น”บุคคลการเมืองแห่งปี”ในทัศนะของทีมงาน”คมชัดลึก”

ทุกๆปีช่วงใกล้วันสิ้นปี สื่อระดับโลกหรือสื่อในประเทศจะเปิดเผยรายชื่อการจัดอันดับบุคคลแห่งปี รวมถึงบุคคลการเมืองแห่งปี 
การเมืองไทยในช่วงปี 2563 เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกสภา โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “ม็อบราษฎร” การชุมนุมทางการเมืองรูปแบบใหม่
 เหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีตัว”บุคคล”ที่เป็นผู้กระทำ ซึ่งมีบทบาท มีศักยภาพในการสร้างสีสัน สร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดขึ้นกับการเมืองไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเหมาะแก่การเป็น “บุคคลการเมืองแห่งปี” ในทัศนะของทีมงาน “คมชัดลึก” 
 

สืบเนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุคคลที่อยู่ในข่าวสม่ำเสมอ และเป็นอีกปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งด้านการบริหารประเทศในภาวะโควิดระบาด และด้านการเมือง ที่มีการชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก 
  “คมชัดลึก” ได้ประมวลเหตุการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญศึกในศึกนอก ทั้งสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ทั้งฝ่าวิกฤตไปได้แบบเหลือเชื่อ
    1.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงวันที่ 24-27 ก.พ.2563 ซึ่งเป็นครั้งแรกของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบในระบบรัฐสภา ผ่านการใช้เวลา 4 วัน 3 คืน อภิปรายไม่วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรวม 6 คน ก็ได้รับความวางใจจากสมาชิกสภาฯ 
    2.การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขอบเขตทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อ 26 มี.ค.2563 ป้องกันและระงับยับยั้งการระบาดของโควิด-19 แต่การล็อกดาวน์ประเทศก็ฉุดเศรษฐกิจไทยให้แย่ลง 
  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยก็ได้รับชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าไทยคุมโควิด-19 ได้ดี จนยกย่องให้เป็นต้นแบบของนานาประเทศ
  3.การชุมนุมของเยาวชน นักศึกษา และประชาชน หลายระลอกตลอดทั้งปี นับแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ.2563 นักเรียน นักศึกษาได้ร่วมกันจัดกิจกรรมแฟลชม็อบทั่วประเทศ สืบเนื่องจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ เว้นช่วงการระบาดของโควิด-19 จนมาถึงเดือน ก.ค.2563 กิจกรรมแฟลชม็อบกลับมาอีก และมีการยกระดับเป็นการชุมนุมใหญ่ เรียกร้อง 3 ข้อ คือ นายกรัฐมนตรีลาออก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และปฏิรูปสถาบันฯ
  ปลายปี 2563 การชุมนุมขับไล่นายกฯ ประยุทธ์ ของเยาวชนคนรุ่นใหม่แผ่วลง เพราะติดกับดัก “ข้อเสนอทะลุเพดาน” แนวร่วมลดลง และมีแรงต้านจากพลังจารีต
  4.การตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ ในรอบปีนี้ มีคดีความเกี่ยวกับพล.อ.ประยุทธ์ ถูกนำสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 3 กรณี 
  กรณีพักบ้านหลวง กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ พักอาศัยในบ้านพักของข้าราชการทหารทั้งที่เกษียณอายุมาแล้ว 6 ปี ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีชี้ว่า“ไม่ผิด” ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อ
-กรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง เพราะไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรใด แต่เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี เฉพาะกับพระมหากษัตริย์
-กรณี 7 พรรคฝ่ายค้านยื่นพิจารณาคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องห้ามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะมีตำแหน่งหัวหน้า คสช.ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐค้ำคอหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หัวหน้า คสช.คือ รัฏฐาธิปัตย์ ตามผลสืบเนื่องจากการยึดอำนาจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของหน่วยงานใด  

 แม้ว่าปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะฟันฝ่าวิกฤตที่รายล้อมไปได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่รอคอยในปี 2564 คือ โควิด-19 ระบาดระลอกที่ 2 รวมถึงเศรษฐกิจในปีหน้า ก็ยังถดถอยต่อเนื่อง 
 เหนืออื่นใด การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาในปีหน้า ยังจะเป็นเงื่อนไขที่นำสังคมไทยไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกหนักกว่าปีนี้ 
 ดังนั้น ย่างก้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะก้าวสู่ความยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม และหวาดเสียวทั้งปี 

ย้อนรอย “โควิด” ในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453679

ย้อนรอย”โควิด”ในไทย

ย้อนรอย"โควิด"ในไทย

30 ธันวาคม 2563 – 16:57 น.

ช่วง1 ปีที่ผ่านมาคนไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด19 ทุกมาตรการที่ทางศบค.ออกมาใช้เพื่อเฝ้าระวังป้องกันทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ทุกคนเรียนรู้และได้บทเรียนกับเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วคนไทยจะอยู่กับเชื้อโควิด19 อย่างไรในวันที่”วัคซีน”ยังมาไม่ถึง

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปลายปี62 ต่อเนื่องต้นปี 63 คนไทยเริ่มรับรู้ข่าวเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน 

  31 มกราคม 63 ประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรก เป็นคนขับแท็กซี่ คาดว่าได้รับเชื้อจากผู้โดยสารชาวจีน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ทำงานกับนักท่องเที่ยวต่างชาติทันที  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด19   

  กระทั่งเดือนมีนาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลายประเทศเริ่มใช้ยาแรงออกมาตรการล็อคดาวน์ห้ามเดินทางเข้าออกประเทศ เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาด แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นต่อเนื่้องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง   

 ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะกรณีสถานบันเทิงย่านทองหล่อ ทำให้มีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เป็นคนทำงานในสถานบันเทิง คนเที่ยว รวมไปถึงคนในครอบครัวซึ่งเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดรวมทั้งหมด 57 คนในสัปดาห์เดียว 

 และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น 6 มีนาคม 63 คนไทยต้องเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายอีกครั้งเมื่อเกิดการแพร่เชื้อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในสนามมวยลุมพินี ที่มีคนอยู่ในสนามขณะนั้น 4,000 – 5,000 คน
 เหตุการณ์นั้นทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงสัปดาห์เดียวเพิ่มกว่า 100 คนต่อวัน จนกลายเป็น Super Spreader ไปทั่วประเทศ

 บทเรียนครั้งนั้น ศบค.ต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการป้องกันด้วยการใช้ยาแรง

 26 มีนาคม 2563  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 

 3 เมษายน 63 ประกาศล็อกดาวน์ รวมทั้งใช้มาตรการ  Work From Home  จนสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อ

 กระทั่งพฤษภาคม ประเทศไทย ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มอีกเลยเป็นเวลา100 วันติดต่อกันทำให้สถานการณ์โควิด19ในประเทศ เริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว กิจการร้านค้าต่าง ๆ เริ่มกลับมาเปิดได้อีกครั้ง ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 

 กระทั่งคนไทยต้องกลับมาตื่นกลัวกับการแพร่ระบาดเชื้อโควิด19 ระลอกใหม่อีกครั้ง จนสร้างแรงกระเพื่อมมากกว่ารอบแรก เพราะเกิดในช่วงที่สถานการณ์ที่เริ่มกลับเข้าทิศทางที่ดีขึ้น
  เริ่มจากการลักลอบเข้าเมืองของคนไทยที่ไปทำงานในสถานบันเทิงใน จ.ท่าขี้เหล็กของเมียนมา และติดเชื้อกลับเข้ามา ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีกกว่า 40 ราย กระจายไป 7 จังหวัด 

 และครั้งหลังที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พบการระบาดกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดที่มาจากแรงงานชาวเมียนมาในตลาดกลางกุ้งใน ต.มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาครทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุกว่า 1 พันคนไปแล้ว และยังเชื่อมโยงผู้ติดเชื้ออื่นอีกกว่า 31จังหวัด ซึ่งสถานการณ์ที่ไม่ปกติดังกล่าวทำให้บรรยากาศในประเทศไทยกลับมาเหมือนกับช่วงการระบาดระลอกแรกอีกครั้ง 

 ขณะนี้ ศบค. ได้กำหนดพื้นที่ควบคุม 4 โซน จากเสี่ยงสูงไปจนถึงเสี่ยงต่ำ แบ่งโซนพื้นที่ควบคุมโรคตามสถานการณ์ พร้อมกับย้ำว่ามาตรการนี้ไม่ใช่การ”ล็อกดาวน์” แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของคนไทยดีขึ้น   
  นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงว่า แนวโน้มการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่  การระบาดเป็น ดังนี้ 
  – ถ้าไม่ทำอะไรเลย และถึงวันที่ 14 ม.ค. 64 จะมีผู้ป่วยต่อวัน 18,000 คน และจะเริ่มต้นจากเพิ่มขึ้นวันละ 1,000-2,000 คน และจะมากขึ้นเรื่อยๆ 
  -หากมีมาตรการกลางๆ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ คาดว่า จะมีผู้ป่วยรายใหม่ 4,000 คนต่อวัน เรียกว่าสะสมไม่นานก็จะหลักหมื่นภายในไม่กี่วัน 
  – ถ้าร่วมมือกัน ใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ จะน้อยกว่า 1,000 คนต่อวัน 
  -การมีคนป่วยเพิ่มหลักพัน หลักหมื่นต่อวัน  ถือว่าหนักมาก และหนักกว่ารอบแรก

  ทว่าคำถามที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดตอนนี้คือ การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 มันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

  ปีหน้าปี 2564 จะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปกว่านี้อีกหรือไม่

   บทเรียนที่คนไทยได้เรียนรู้ จะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อโควิด19 ต่อไปอย่างไร ในยามที่ “วัคซีน” ยังมาไม่ถึง