สับ “นปช.” ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สับ “นปช.” ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม

สับ "นปช."  ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม24 กรกฎาคม 2563 – 15:35 น.

สับ นปช. ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม วิพากษ์เสื้อแดง นักวิชาการกองเชียร์เยาวชนปลดแอก ชี้ทักษิณพาเสื้อแดงพัง ไม่อยากเป็นสลิ่ม ต้องลุกมาสู้กับนักศึกษา 

++
ระยะนี้ มีศึกวิวาทะคนกันเอง ระหว่างแกนนำ นปช. กับนักวิชาการหัวก้าวหน้า  

สืบเนื่องจากการออกมาเตือนสติการชุมนุมของนักเรียน-นักศึกษา ของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ว่า ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะจะทำให้จุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนโดยฉับพลัน

อ่านข่าว…  จตุพรเดือด อัด ‘ใบตองแห้ง’ วิวาทะคนกันเอง 

รวมถึง “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” อดีตประธาน นปช. ที่ออกมาโต้รองโฆษกพรรคก้าวไกล ว่า อย่าด้อยค่าคนเสื้อแดง ด้วยถ้อยคำศัตรู เช่นคนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณ ต่างจากเยาวปลดแอกสู้เพื่อคนทั้งประเทศ 

การออกโรงของจตุพร และธิดา ส่งผลให้กองเชียร์ระดับนักวิชาการปีกซ้าย ปีกไม่เอาเผด็จการ ที่เคยเชียร์คนเสื้อแดง ไม่พอใจ 

นักวิชาการที่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย แก้ไข ม.112 เมื่อปี 2557 รู้สึกผิดหวังกับ นปช. และทักษิณ จึงเทใจเชียร์กลุ่มเยาวชนปลดแอก ถึงขั้นบอกว่า สลิ่มก็เกิดขึ้นได้ในฝั่งประชาธิปไตย  

พูดง่ายๆ แดงตัวพ่อแดงตัวแม่อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ หรือธิดา ถาวรเศรษฐ ก็คือ พวกสลิ่ม 

“พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” อดีตแนวร่วมเสื้อแดง ได้โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ขบวนการคนเสื้อแดงว่า คนเสื้อแดงเลือกเส้นทางเดินผิดในสถานการณ์ปัจจุบัน ขบวนการเสื้อแดงพังเพราะทักษิณ 

“การเหยียบเรือสองแคมและทรยศหักหลังของทักษิณ คนที่ทำลายขบวนเสื้อแดงก็คือทักษิณเอง ซึ่งเสื้อแดงจำนวนมากรู้อยู่แก่ใจแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับ” 

พิชิตบอกคนเสื้อแดงต้องเลือกเส้นทางใหม่ “ทางเลือกข้างหน้าคือ จะจมอยู่แต่กับอดีตอันเจ็บปวด เกลียดชังเผด็จการไปจนวันตาย โกรธและด่าทุกคนที่ไม่เข้าใจคนเสื้อแดง อยู่กับความเคียดแค้นและน้ำตาอย่างผู้แพ้ทุกวันแล้วถูกลืม หรือลุกขึ้นเดินหน้าสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้ชนะให้จงได้” 

พิชิต อดีตสหายอีสานใต้ ก็อยู่ในอารมณ์เดียวกับ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตสหายแห่งภูพยัคฆ์ ที่บอกพวกเดียวกันว่า อย่าไปกังวลเรื่องป้ายที่มีข้อความจวบจ้วง ล่วงละเมิด  

“พวกเขาถูกขัดขวาง ข่มขู่ และโจมตีว่า จาบจ้วงสถาบัน อันเป็นไม้เก่าๆที่เคยใช้มาตลอด การชุมนุมเป็นการต่อสู้ เป็นปฏิบัติการของมวลชน   มิใช่การเย็บปักถักร้อย ที่ต้องประณีต” จรัลงัดสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง มาปกป้องเด็กทันที 

“การปฏิวัติไม่ใช่การเลี้ยงดูปูเสื่อ ไม่ใช่การวาดภาพจัดดอกไม้ จะให้สดสวยงาม จะให้สะดวกสบาย จะให้อ่อนโยน จะให้โอนอ่อนผ่อนตามด้วยความแสนดีอบอุ่น เป็นไปไม่ได้” เหมาเจ๋อตง สอนเยาวชนแดงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม   

สิ่งที่จตุพร พรหมพันธุ์ รู้สึกเป็นห่วง ก็ตรงที่มีคนยุเด็กให้ก้าวไปสู่กับดักแห่งความรุนแรง เหมือนกรณี 6 ตุลาคม 2519

พิษสมคบคิด กองทัพเผชิญหน้า ศาสดา “ปวิน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พิษสมคบคิด กองทัพเผชิญหน้า ศาสดา “ปวิน”

พิษสมคบคิด กองทัพเผชิญหน้า ศาสดา "ปวิน"24 กรกฎาคม 2563 – 13:15 น.

“บิ๊กแดง” มาแล้ว กังวลนักศึกษาก้าวล่วง ส่วนก๊วนลี้ภัย “ปวิน” ไม่รอเปิดเกมรุก ปลุกเด็กก่อขบถคนรุ่นเก่า  

++
กองทัพไทยเผชิญหน้ากับ “ม็อบเยาวชนปลดแอก” ด้วยความสงบนิ่ง วันที่ 24 ก.ค.2563 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ปู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์กรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่มีการดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง ด้วยน้ำตาคลอเบ้า

อ่านข่าว…  กระแสสูง แดงลี้ภัย 112 ดีใจใกล้กลับบ้าน  

“บิ๊กแดง” บอกว่า ทุกคนก็เป็นราษฎร ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ไม่ใช่เพียงแค่ทหารเท่านั้น ประชาชนบางคนไม่ได้เกิดเมืองไทย แต่ก็มาอยู่เมืองไทย บางคนเกิดเมืองไทย เกิดมาในหลายตระกูล ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย อยู่ในพระบรมโพธิสมภาร  

“สิ่งที่คนเห็นทั้งในโซเชียล มีการใช้วาจาผรุสวาท ใช้คำพูดไม่เหมาะสม ไม่บังควร ผมมองว่าหลายคนเห็นคงไม่สบายใจ”  

การให้สัมภาษณ์ของบิ๊กแดงในวันนี้ น้ำเสียงราบเรียบ และไม่ลงในรายละเอียด แต่พยายามสื่อถึงกลุ่มบุคคลที่อยู่นอกประเทศ 

บิ๊กแดงจึงยกเรื่องทฤษฎีสมคบคิด และเหตุการณ์การชุมนุมของเยาวชนปลดแอกในเวลานี้ 
++
ทฤษฎีสมคบคิด
++
พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวอีกว่า ตนได้ศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 คือทฤษฎีสมคบคิด หรือเป็นเรื่องที่น่าศึกษาฝากให้ทุกคนไปดู เพราะเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน และปัจจุบันตนมองแล้วว่า มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการ มีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีสมคบคิด  

“ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theory) เป็นแนวคิดที่ปรากฏกันมานาน วลีนี้ถูกนำมาใช้แพร่หลายเป็นครั้งแรกในปี 1909  

สำหรับทฤษฎีสมคบคิด ก็คือการการคิดและสรุป (กันเอาเอง) แต่อย่างน้อยยังเป็นการคิดแบบอาศัยหลักฐานและข้อมูล (แต่ก็มีข้อมูลทั้งที่จริงและไม่จริง) มาสนับสนุนบ้าง ซึ่งบางครั้ง หากมีข้อเท็จจริงก็เป็นข้อเท็จจริงปะปนอยู่เพียงเล็กน้อย

++
ลัทธิปวิน
++
ในโซเชียล ช่วงมีแฟลชม็อบ ภาค 2 ได้มีการเผยแพร่ภาพป้ายข้อความชื่อแฟนเพจสุ่มเสี่ยง หมิ่นเหม่ และภาพของ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ผู้ลี้ภัยคดี 112 ที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น 

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและนักรัฐศาสตร์ชาวไทย สมัยเสื้อแดงเฟื่องฟู ได้ร่วมกับคณะนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  

ปี 2557 ศาลทหารออกหมายจับเขาฐานขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2557 แต่เขาก็ไม่ไปรายงานตัวในคดีหมิ่นสถาบันฯ 

ช่วงปี 2558-2560 ปวินเคลื่อนไหวร่วมกับองค์กรเสรีไทย แต่ภายหลัง ได้แยกตัวออกมาใช้แฟนเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่แนวคิดล้มล้างการปกครอง 

ปี 2561-2562 ปวินจะใช้สื่อโซเชียล กระแนะกระแหน “ธนาธร ปิยบุตร” แกนนำพรรคอนาคตใหม่ เพราะไม่พอใจที่พรรคคนรุ่นใหม่ ไม่วิพากษ์สถาบันเบื้องสูง 

กลางเดือน เม.ย.2563 ปวินได้สร้างแฟนเพจอันตราย เปิดพื้นที่ให้คนได้เข้ามาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ  

เวลานี้ แฟลชม็อบในต่างจังหวัด ได้มีการนำภาพปวิน และป้ายชื่อเพจดังกล่าวมาโชว์ผ่านทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก  

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ก็เห็นปรากฏการณ์นี้ จึงได้ให้สัมภาษณ์เตือนกลุ่มแฟลชม็อบ ระมัดระวังอย่าก้าวล่วงสถาบัน อาจสร้างให้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจ  

แม้นักข่าวพยายามถามนำว่า การจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันฯ จะบานปลายกลายเป็น 6 ตุลา หรือไม่ “บิ๊กแดง” ตอบแบบไม่เครียดว่า “คงไม่หรอก”

พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง

พลิกประวัติ "บอส วรยุทธ อยู่วิทยา" ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง24 กรกฎาคม 2563 – 11:05 น.

พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา”ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง หลังสื่อนอกประโคมข่าวตีแผ่รอดคดีรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเสียชีวิตเมื่อ 8 ปีหรือเมื่อปี 2555หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา

เป็นอีกเช้า ที่ชื่อของ“บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” กลับมาเป็นที่สนใจของคนไทยอีกครั้ง เมื่อสื่อนอก อาทิ ซีเอ็นเอ็น และรอยเตอร์ รายงานวันนี้ (24 ก.ค. 2563) ว่า นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส หลานของนายเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดง อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก รอดพ้นคดีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเสียชีวิตเมื่อปี 2555 แล้ว หลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

: โซเชียลคอมเมนต์เดือดหลัง บอส ทายาทกระทิงแดง หลุดคดีซิ่งชนตำรวจตาย

:“ทนายเดชา” ทนไม่ไหวขอพูด หลังข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ขับรถชนตร.ดับ

:“อ.ปริญญา”โพสต์ คดี “บอส อยู่วิทยา” ย้ำชัด มีคุกไว้ขังคนจน

สปอตไลฟ์กลับมาโฟกัสที่ทายาทหมื่นล้าน “Red Bull” บอส วรยุทธ อยู่วิทยา อีกครั้งหลังอัยการสูงสูดสั่งไม่ฟ้องคดีขัยรถชนตำรวจเสียชีวิต

 “บอส” มีชื่อจริงว่า วรยุทธ อยู่วิทยา เป็นทายาทธุรกิจกระทิงแดง หรือ เรดบูลที่ โด่งดังอยู่ทั่วโลก ปัจจุบัน “บอส” อายุ 31 ปี จบการศึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเซนต์มาร์ติน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรชายของนายเฉลิม อยู่วิทยา และนางดารณี อยู่วิทยา เป็นบุตรคนเล็ก ในจำนวนพี่น้อง 3 คน ประกอบไปด้วยคนโต น.ส.วรางคณา อยู่วิทยา (แชมเปญ) สมรสกับ ม.ล.กอกฤษต กฤดากร คนที่2คือ นายวาริท อยู่วิทยา (ปอร์เช่) และบอสเป็นคนสุดท้อง

 สำหรับตระกูลอยู่วิทยา ติดอันดับเศรษฐีลำดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นเพราะ “เฉลียว อยู่วิทยา” คุณปู่ของบอส ได้ขยายอาณาจักรธุรกิจ กระทิงแดง ออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยลงทุนร่วมกับนายดีทริช เมเทสซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย

โดยนายเฉลียวถือหุุ้น 49% และนายเฉลิม ลูกชายถือหุ้นอีก 2% ผลิตและวางจำหน่ายกระทิงแดงในยุโรปภายใต้ยี่ห้อ เรดบูล และส่งไปขายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2557

 บอส วรยุทธ อยู่วิทยา จัดได้ว่าเป็นคนชื่นชอบ “ความเร็ว” มาตั้งแต่เด็ก แม้กระทั่งในช่วงที่อัยการยังไม่สั่งฟ้องคดี แต่เขากลับยังใช้ชีวิตหรูหรา อิสระเหนือสิ่งอื่นใด บินท่องเที่ยวรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตของเรดบูล นั่งเก้าอี้ VIP ดูการแข่งรถฟอร์มูลาวันเชียร์ทีมของตัวเอง แต่หลังเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 3 กันยายน 2555 เกิดสิ่งที่สังคมไทยไม่คาดฝัน

เมื่อชีวิตของ ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งาน (ป.) สน.ทองหล่อ  กรุงเทพมหานคร ที่ต้องพลิกหงายหลายตลบ เพราะเขาถูกเก๋งสปอร์ต เฟอร์รารี่ รุ่นพินอินฟาริน่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กรุงเทพมหานคร ที่ “บอส” คนนี้ควบชนเสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ

ในด้านการศึกษา บอส “วรยุทธ” เป็นหนุ่มนักเรียนนอก จบการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเซนต์มาร์ติน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 บอส “วรยุทธ” ทายาทหมื่นล้าน ผู้ชื่นชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ก่อนขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เขาช่วยทำงานทางบ้าน   

ว่ากันว่า ธุรกิจของ เฉลิม อยู่วิทยา บิดาของ “บอส” คือ ถือหุ้นสัดส่วนรวมกัน 51% ใน บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด (Red Bull) และมีธุรกิจอื่นๆ อีกกว่า 13 บริษัท อาทิต บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด ชื่อเดิม บริษัท ทีซีไวเนอรี่ จำกัด ,บริษัท สยาม ไวเนอรี่ เทรดดิ้งพลัส จำกัด, บริษัท คาวาลลิโน เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด เป็นต้น

 แต่ข่าวล่าสุด ชื่อของ“บอส วรยุทธ อยู่วิทยา”กลับมาสนใจอีกครั้งเมื่อ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น ว่า ได้รับแจ้งจากอัยการถึงการตัดสินใจสุดท้าย เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2563 ว่า จะไม่สั่งฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา จึงได้แจ้งไปทางนายวรยุทธแล้ว และได้ยกเลิกหมายจับแล้วเช่นกัน จดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวส่งจากสถานีตำรวจทองหล่อไปยังบ้านพักของนายนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่กรุงเทพฯ และซีเอ็นเอ็นเห็นจดหมายดังกล่าว มีข้อความว่า

 “อัยการสูงสุดตัดสินใจยกทุกคำฟ้องที่มีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยาส่วนคณะกรรมการตำรวจก็ไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจนี้ และจะดำเนินการยกเลิกหมายจับต่อไป”

 และในวันเดียวกันนี้( 24 กรกฏาคม 2563 ) พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกตร. กล่าวยืนยันว่า อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ส่งผลให้ทางตำรวจต้องถอนหมายจับทั้งหมด

0กมลทิพย์ ใบเงิน 0 เรียบเรียง

ละครชีวิต “เฮ้ง” ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ “จับกัง 1” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ละครชีวิต “เฮ้ง” ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ “จับกัง 1” 

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 24 กรกฎาคม 2563 – 10:55 น.

ชีวิต “ส.ส.เฮ้ง” ยิ่งกว่าละครหลังข่าว จากชีวิตลูกจับกัง เมืองน้ำเค็ม สู่เก้าอี้ “จับกัง 1”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ทุกวันนี้ คอเพลงลูกทุ่งยังได้ยินเพลงเก่าของ ชาตรี ศรีชล ทางคลื่นวิทยุ นั่นคือ เพลง “นางลืมทะเล” 

“บ้านเราน้ำเค็ม คราน้ำเต็ม สุดจะอ้างว้าง โธ่น้อง..ไม่น่าเลยนาง เค็มทุกอย่างกระทั่งหัวใจ..” หรืออีกท่อนหนึ่ง “น้ำเค็มคือเกลือ แต่ชาวเรือใจซื่อ ยังคงยืดถือ คำมั่นเอาไว้ รักสาวทะเล”

อ่านข่าว…   ‘เสี่ยแฮงค์-เสี่ยเฮ้ง’ แต่งตัวรอนั่ง รมต.รอบ 2

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

ชีวิตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

อันที่จริง เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงประจำตัว “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี นักการเมืองลูกน้ำเค็มคนนี้ เส้นทางชีวิตเหนือฟ้าลิขิต ต้องสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง
 

ที่น่าสนใจ “เฮ้ง” แจ้งเกิดทางการเมืองจากร่มเงา “กำนันเป๊าะ” และได้รับการสนับสนุนจาก “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”จึงมีชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน หรือจับกัง 1 
++
ไม่ใช่ลูกกำนัน
++
วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น อายุครบ 46 ปีบริบูรณ์ แต่เนื่องจากช่วงโควิดยังไม่ซา เสี่ยเฮ้งจึงงดจัดงานวันเกิดในปีนี้ 

เป็น ส.ส. 2 สมัย แต่บารมีล้นเหลือ ไม่น่าเชื่อเสี่ยเฮ้งจะโตเร็วขนาดนี้ ตอนที่มีข่าวจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 มีชื่อเสี่ยเฮ้งโผล่นั่งกระทรวงแรงงาน คนก็งง..ชื่อนี้มาจากไหน 

จริงแล้วๆ แวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออกต่างรู้จัก เสี่ยเฮ้ง มานานนับสิบปีแล้ว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ARIN ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ 

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

กำนันเป๊าะ ผู้ทำคลอด ส.ส.เฮ้ง

เสี่ยเฮ้งเป็นลูกเขยร้านทอง “99 กะรัต” ตลาดหนองมน จ.ชลบุรี ซึ่งภรรยาของเขา เป็นผู้บริหารบริษัท 99 กะรัตแลนด์มาร์ค จำกัด  

“กำนันเป๊าะ” เป็นผู้เปิดทางให้เสี่ยเฮ้ง ลงสนาม อบจ.ชลบุรี และได้เป็น สจ.หนุ่มวัย 26 ปี ในสังกัด “เรารักชลบุรี” และลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก 

“กตัญญู พึ่งได้” เป็นคำขวัญประจำตัวของเสี่ยเฮ้ง แม้วันนี้ เสี่ยเฮ้งจะเติบใหญ่ใต้ร่มไม้ชายคา “บ้านป่ารอยต่อ” แต่ก็ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” และ “อาสติล” รวมถึงลูกๆ ของกำนัน ไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้ม, วิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม 

“พรรคอะไรไม่ใหญ่ เท่าใจพรรคพวก” นี่คือสัจธรรมบนถนนการเมือง

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

วันนี้ ยังรักเคารพ “สนธยา-วิทยา”

++
ลูกแม่ค้าขนมครก
++
ชีวิตในวัยเด็ก เสี่ยเฮ้ง เติบโตมาในครอบครัวยากจน พ่อมีอาชีพรับจ้าง เป็นจับกัง แม่เป็นแม่ค้าขายขนมครก อยู่หน้าตลาดหนองมน 

สมัยเป็นนักเรียน เฮ้งก็ยึดอาชีพนักฟุตบอล สังกัดสโมสรโอสถสภา มีรายได้ถึงจะไม่มาก แต่ก็แบ่งเบาภาระพ่อแม่ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว  

วัยหนุ่ม เสี่ยเฮ้งเคยยึดอาชีพพ่อ เป็นจับกังแบกน้ำตาล แบกข้าวสารอยู่ท่าเรืออ่าวไทย 7 ปี ต่อมา เขารับเหมาเป็นกุลี ทำเรือสินค้าส่งออกข้าว น้ำตาลอยู่เกาะสีชัง 

ก่อนจะหันมาเป็นเซลส์ขายบ้าน เงินเดือน 5,500 บาท ที่หมู่บ้านแคลิฟอร์เนีย เจ้าของหมู่บ้านคือ “สนธยา คุณปลื้ม” อยู่ 1 ปี จึงลาออกไปทำงานธนาคาร จากนั้นก็บินเดี่ยวออกมาทำงานรับเหมาก่อสร้าง และมาทำหมู่บ้านจัดสรรเอง จาก 2 ห้อง เป็น 4 ห้อง เป็น 8 ห้อง 

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

เสี่ยเฮ้ง กลายเป็นเงาของบิ๊กป้อม

จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญ คือการได้พบกำนันเป๊าะ และได้รับการสนับสนุนให้เป็น ส.อบจ.ชลบุรี เขต อ.เมืองชลบุรี 

เลือกตั้ง 2550 บ้านใหญ่ชลบุรีพ่ายยับ เพราะกระแสเสื้อเหลือง “สนธยา คุณปลื้ม” เหมือนจะถอดใจ เสี่ยเฮ้งบอกให้ “ต้องสู้พี่แป๊ะ” จึงเกิดพรรคพลังชล 

เลือกตั้ง 2554 บ้านใหญ่ชลบุรีก็กลับมา เสี่ยเฮ้งได้เป็น ส.ส.สมัยแรก 

“ชีวิตก็เหมือนละคร เหมือนนิยาย..ทุกวันนี้ แม่ผมเดินไปตลาด มีแต่คนยกมือไหว้หมด เพราะไม่เคยคดโกงใคร เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ถึงจะจน แต่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”  

เสี่ยเฮ้งเล่าให้นักข่าวฟัง ถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันราวฟ้ากับเหว

“วิระชัย”คัมแบ็ก เก้าอี้แม่ทัพสีกากี คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิระชัย”คัมแบ็ก เก้าอี้แม่ทัพสีกากี คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่?

"วิระชัย"คัมแบ็ก เก้าอี้แม่ทัพสีกากี คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่?24 กรกฎาคม 2563 – 10:18 น.

เจาะประเด็นร้อน จับตา แม่ทัพสีกากี เมื่อ “วิระชัย”คัมแบ็ก เก้าอี้ผบ.ตร.คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่?

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. กลับไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติคงเดิม หลังจากที่ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในกรณี มีพฤติการณ์และการกระทำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในการอำนวยการยุติธรรม กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเหตุให้ราชการเสียหาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) (3) (4) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 และให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กลับไปปฎิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น

งานนี้ก็ต้องกลับมาจับตากันที่ เก้าอี้ผู้นำสีกากี ผบ.ตร.คนใหม่ จะใช่ดังเดิมตามตัวเต็งที่เผยมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ก็ต้องมาจับตากัน

“บิ๊กแป๊ะ“ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา  ผบ.ตร. ซึ่งเตรียมอำลาตำแหน่ง “แม่ทัพสีกากี” ในวันที่ 30 กันยายน 2563 แต่ถ้าหากนับถึงวันนี้  “พล.ต.อ.จักรทิพย์” มีอายุเกิน 60 ปีแล้ว เพราะเกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2502 ส่วนเหตุผลสำคัญ  ที่ยังไม่เกษียณอายุราชการเมื่อปีที่ผ่านมานั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าในระบบราชการไทยนั้น หากใครที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จะได้รับการแถมอายุราชการให้แบบอัตโนมัติอีก 1 ปี อันสืบเนื่องมาจากการนับวงรอบปี ในวงราชการบ้านเรานั้น เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม ไปจบวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป ดังนั้น”บิ๊กแป๊ะ” เลยมีคิวเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนปี 2563

ขณะเดียวกันเริ่มมีการคาดหมายกันแล้วว่า นายตำรวจคนใดจะเข้ามารับไม้ต่อจาก “บิ๊กแป๊ะ” เพราะตำแหน่งผบ.ตร. ถือว่ามีความสำคัญ  นอกจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญด้านความมั่นคง ยังมีภารกิจที่สำคัญหลายประการ ทั้งดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ  บังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด และรวมถึงสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ที่ดูเหมือนจะสุ่มเสี่ยงการผิดกฎหมาย และยังต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่

ดังนั้น “แม่ทัพสีกากี” ต้องรับบทหนักมาก กับการกำหนดโยบาย สำคัญกว่านั้นอย่าลืมว่า “บิ๊กแป๊ะ” ได้สร้างบรรทัดฐานไว้สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการบริหาร และการคลี่คลายคดีสำคัญหลายคดี

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ คอนเนคชั่นของ “แม่ทัพสีกากี” คนปัจจุบัน นอกจากจะเป็นที่ยอมรับบุคคลสำคัญในรัฐบาล  “บิ๊กแป๊ะ” ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “บิ๊กแดง” พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 

ส่วนแคนดิเดทนายตำรวจ ซึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ทัพสีกากีคนที่ 12” ก่อนหน้านั้น ชัดเจนเต็งๆ มีแค่  2 คน เท่านั้น 1. คือ “บิ๊กนู”พล.ต.อ.มนู เมฆหมอกรองผบ.ตร. นรต.38 ที่รับผิดชอบงานบริหาร เกษียณอายุราชการในปี 2564  และ 2.  “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 กับ “พล.ต.อ.จักรทิพย์” ที่ผ่านมารับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและสืบสวนสอบสวน โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2565 และล่าสุดก็ต้องกลับมามองที่ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่ นายกฯเพิ่งเซ็นคำสั่งให้ย้ายกลับมาที่ ตร.เหมือนเดิม และจะเกษียณอายุราชการในปี 2565

แต่ละท่านทั้งผลงาน และ คอนเนคชั่น นั้นก็ไม่เบาเลยทีเดียว อย่างเช่น “พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก” ได้รับมอบหมายให้มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการรองรับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ซึ่งศูนย์ดังกล่าวทำหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง และมีประชุมทุกวันในเวลา 10.00 น. โดย พล.ต.อ.มนู จะเป็นผู้คอยรวบรวมและรายงานผลการปฏิบัติในส่วนต่างๆ ให้ ผบ.ตร.และรัฐบาลทราบ ซึ่งนายตำรวจท่านนี้ได้รับการยอมรับ เรื่องความสามารถในการบริหารงาน และมีบุคคลสำคัญให้การสนับสนุน

ส่วน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตร.  กำกับดูแล ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานอื่น อีกทั้งยังได้รับภารกิจจากกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และประสานงานการปฏิบัติกับกลไกหลักของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศผ่าน กอ.รมน.จังหวัด ขับเคลื่อนการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยร่วมปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา บิ๊กปั๊ด” ผลงานมีมากมาย เพราะมีความสามารถในด้านสอบสวน อีกทั้งมีส่วนในการคลี่คลายคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง รวมทั้งยังเป็นนายตำรวจที่ “พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด มอบหมายให้คลี่คลายคดีสำคัญ อย่างล่าสุดคือการกักตุนหน้ากากอนามัย

นอกจากนี้ บิ๊กปั๊ด” ยังได้รับการสนับสนุนจาก ผบ.ทบ.” เพราะทำงานด้านความมั่นคงด้วยกันมาตลอด ซึ่งถ้าหากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน “พล.ต.อ. สุวัฒน์” น่าจะมีโอกาสได้รับตำแหน่งสำคัญก่อนเกษียณอายุราชการ

ขณะที่ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.ผลงานสำคัญและเป็นคดีดังที่หลายคนรู้จัก คือทลายเครือข่าย “เมจิกสกิน” เริ่มจาก จับเจ้าของธุรกิจ ค้นโรงงานผลิต จนกระทั่งออกหมายเรียกศิลปินดารา ที่รับรีวิวสินค้าเครือดังกล่าว นอกจากนี้ยังจับกุมคดีดังอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง อาหารเสริมต่างๆอีกด้วย ดีกรีไม่ธรรมดา การศึกษาก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

แต่ที่สุดแล้ว คนที่จะเสนอชื่อก็คือ ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ซึ่ง “บิ๊กแป๊ะ” เคยประกาศบนเวทีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อปี 63 ของตร. ภายใต้ชื่อ “สามัคคี คือ พลัง” ด้าน “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” ได้กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า “ผมจะอยู่กับท่านอีก 270 กว่าวัน จากที่เริ่มจาก 1,800 กว่าวัน อีก 270 กว่าวัน จะจากกันไป จะท่านรองฯมนู ก็ดี รองฯสุวัฒน์ก็ดี คนที่จะมาดูแลต่อไป จะจัดแบบนี้อีกหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชาที่ต้องดูแล”

คำพูดดังกล่าวเหมือนเป็นการส่งสัญญาณ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้ว่า แม่ทัพสีกากีคนต่อไป คงหนีไม่พ้น “พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” หรือ “พล.ต.อ. มนู เมฆหมอก” สองรองผบ.ตร. ซึ่งได้รับการยอมรับจากแวดวงสีกากีทั้งคู่

เมื่อ คมชัดลึก ตรวจสอบข้อมูลซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจัดลำดับอาวุโสลำดับที่ 1 พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.(นรต.37) เกษียนปี 2565 , ลำดับที่ 2 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.(นรต.36)เกษียนปี 2565 ,ลำดับ 3 พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร. (นรต.38) เกษียณปี 2564 ,ลำดับ 4 พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจ (นรต.37) เกษียณปี 2564 และลำดับ 5 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. (นรต.36) เกษียณปี 2565

จากนี้ต้องจับตาดูว่า การเปลี่ยนแปลงของตร. ในอนาคต จะมีใครมาถือธงนำ เพื่อสร้างให้องค์กรเป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไป

‘ธิดา’สอนหลาน อย่าหยามนักสู้รุ่นเก่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ธิดา’สอนหลาน อย่าหยามนักสู้รุ่นเก่า

'ธิดา'สอนหลาน อย่าหยามนักสู้รุ่นเก่า23 กรกฎาคม 2563 – 16:44 น.

ม็อบเยาวชนคึกคัก นักการเมืองส้มใหม่กลับด้อยค่าคนรุ่นเก่า “ป้าธิดา” ทนไม่ไหว สอนอย่าใช้วาทกรรมศัตรูทำลายมิตร

++
    สืบเนื่องจากนักการเมืองรุ่นใหม่ ออกมาวิจารณ์การต่อสู้ของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยยุคก่อน “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธาน นปช. จึงใช้พื้นที่โซเชียล “เล่าข่าวหน้าเรือนจำ” แจกแจงว่า ชะตากรรมแกนนำนปช. จริงหรือไม่? ที่ว่าเขาทำเพื่อคน ๆ เดียวหรือพรรคเดียว เมื่อเช้าวันที่ 22 ก.ค.2563    

     หลายวันก่อน ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กรุงเทพฯ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล ได้ตอบโต้ประเด็นข่าวพรรคก้าวไกล อยู่เบื้องหลังม็อบเยาวชนปลดแอก โดยตอนหนึ่งบอกว่า
    “สิ่งที่แตกต่างจากการชุมนุมทางการเมืองครั้งที่ผ่านๆมา คือการชุมนุมครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เหมือนการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549…”
    ส.ส.หน้าใหม่ พยายามบอกว่า ม็อบเยาวชนปลดแอกคือ พลังบริสุทธิ์

++
ป้าสอนหลาน
++
    ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้ฟัง “โฆษกพรรคก้าวไกล” พูดทำนองนั้น ก็ไม่ต่างจากวาทกรรมของฝ่ายเสื้อเหลือง หรือ กปปส. ที่โจมตี นปช.ว่า แกนนำ นปช.ทำเพื่อทักษิณ  

   “วาทกรรมเรื่องทำเพื่อทักษิณ มันเป็นวาทกรรมแรกเลยที่ต้องการที่จะบดขยี้ความชอบธรรมของประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่มาร่วมกันต่อต้านรัฐบาล จะเป็นพรรคก้าวไกลที่รองโฆษกออกมาพูด จะขอโทษหรือไม่ขอโทษก็ตาม จะรู้หรือไม่ก็ตาม ก็โปรดรู้ไว้เสียด้วยว่า ที่คุณกำลังพูดนั้น คุณกำลังพูดถึงคนจำนวนนับล้าน ๆ คนที่เขามีเกียรติภูมิแล้วจะถูกทำให้ด้อยค่าด้วยวาทกรรมว่า ทำเพื่อทักษิณ ทำเพื่อคน ๆ เดียว..”
    จะว่าไปแล้ว มิใช่แค่รองโฆษกพรรคก้าวไกลพูดทำนองนี้ บรรดาผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็น “กองเชียร์เด็ก” ก็ออกอาการหยามหยันแกนนำเสื้อแดงมาบ้างแล้ว
    อดีตฝ่ายซ้ายบางคนถึงกับบอกว่า ผู้ใหญ่อย่ามาชี้นำเยาวชนรุ่นใหม่ ปล่อยให้เขาคิด ทำเอง ความคิดของแกนนำเสื้อแดง มันเป็นความคิดของคนแพ้

++
วาทกรรมศัตรู
++
    อาจารย์ธิดา ยังฝากไปถึงฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าพรรค หรือคณะบุคคล “คุณอย่าด้อยค่าประชาชนที่เขาผ่านการต่อสู้มาเป็นทศวรรษ นั่นแปลว่าทุกขบวนการการต่อสู้หรือพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่บางส่วนต้องล่มสลายไปมีจุดอ่อนทั้งสิ้น อาจจะมีจุดอ่อนแตกต่างกัน แต่ว่า ค่าของฝ่ายประชาธิปไตยก็คือการยืนหยัดต่อต้านเผด็จการ และเราต้องสามัคคีพลังทุกฝ่าย”
    เยาวชนปลดแอกยุคดิจิตอล อาจแตกต่างเยาวชนปีกซ้ายเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่เติบโตมากับทฤษฎีการปฏิวัติ จึงรู้จักคำว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”  

   “บางคนอาจจะรักคุณธนาธร บางคนอาจจะรักคุณทักษิณ บางคนอาจจะรักคุณเสรี ได้ทั้งนั้นไม่เห็นมีปัญหา (นี่พูดถึงในส่วนของพรรคการเมือง) หรือในขบวนการต่อสู้ บางคนก็บอกว่าเขาขึ้นกับนโยบายนปช. เป็นนปช.แท้ บางคนก็ไม่ใช่ เป็นกลุ่มแดงอิสระ มีเยอะแยะไป มันไม่มีปัญหาถ้าจุดร่วมของเราเหมือนกัน”  

    ฉะนั้น อาจารย์ธิดา จึงชี้ว่า “ในขบวนการของการต่อสู้นั้น เขาจะไม่ทำลายเพื่อนฝูง แล้วไม่เอาวาทกรรมของศัตรูมาเป็นวาทกรรมของตัวเราเอง วาทกรรมว่า “สู้เพื่อคน ๆ เดียว” หรือวาทกรรมว่า “สู้เพื่อทักษิณ” เป็นวาทกรรมของฝ่ายตรงข้าม”

ได้เวลา “สาธิต” ภารตะใจไทย ปกป้องสถาบัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ได้เวลา “สาธิต” ภารตะใจไทย ปกป้องสถาบัน

ได้เวลา "สาธิต" ภารตะใจไทย ปกป้องสถาบัน23 กรกฎาคม 2563 – 11:50 น.

อดีตแนวร่วม กปปส. ทนไม่ไหวที่เห็นข้อความหมิ่นเหม่ ในแผ่นป้ายกลางม็อบเยาวชนปลดแอก จึงขอพบ ผบ.ทบ. 

++
แฟลชม็อบ ภาค 2 ผุดขึ้นรายวัน ที่โน่นที่นี่ เหมือนประกายไฟไหม้ลามทุ่ง ไม่ต่างจากแฟลชม็อบภาคแรก

ไม่ปฏิเสธว่า สังคมไทยได้ก้าวสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่  

สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากแฟลชม็อบภาคแรกคือ ในม็อบเยาวชนปลดแอก มีแผ่นป้ายข้อความหมิ่นเหม่ ทำให้กลุ่มบุคคลที่รักชาติไม่พอใจ รวมถึงอดีตประธานหอการค้าไทย-อินเดีย

อ่านข่าว…  บิ๊กตู่ ยันแฟลชม็อบได้ ฮึ่ม อย่าหมิ่นสถาบัน อยู่ในกรอบกม.

ได้เวลา "สาธิต" ภารตะใจไทย ปกป้องสถาบัน

“สาธิต” ในวันเดินเชียร์ลุง

ไม่แปลกที่ “สาธิต เซกัล” จะโพสต์เฟซบุ๊ค Satish Sehgalว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะปรับทุกข์กับท่าน  ผู้บัญชาการทหารบก  เรื่องการ ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ วันศุกร์ที่ 24 เวลาบ่ายโมงที่กองบัญชาการทหารบก” 

ก่อนหน้านั้น “สาธิต” โพสต์ว่า “จะรักหรือไม่ก็สุดแต่ แต่อย่ามา จาบจ้วงสถาบัน ที่พวกผมรักและเคารพ”   

จุดยืนและอุดมการณ์ของสาธิต ไม่เปลี่ยน “เทิดทูนชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ยังชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. 
++
แนวร่วม กปปส.
++
นักธุรกิจไทยเชื้อสายอินเดีย สาธิต เซกัล เป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ ในช่วงการเคลื่อนไหวของ กปปส.เมื่อปลายปี 2556 

สาธิตนำริบบิ้นธงชาติและผ้าโพกศีรษะ “เรารักในหลวง” ไปแจกที่เวที กปปส. 

ด้วยความรักแผ่นดินไทย และรักสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเท่าชีวิต สาธิตจึงขึ้นเวที กปปส. ตอบคำถามเปิดใจในรายการของ อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่เวทีแยกปทุมวัน 

“แขกรักในหลวง คนจีนรักในหลวง ฝรั่งรักในหลวง คนไทยส่วนใหญ่ก็รักในหลวง แต่มีกลุ่มหนึ่งไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ท่านจะรักหรือไม่รักก็สุดแต่ แต่อย่ามาจาบจ้วงสถาบันที่พวกท่านและพวกผมรักและเคารพ” 

ได้เวลา "สาธิต" ภารตะใจไทย ปกป้องสถาบัน

ภาพสมัยม็อบ กปปส.

นับแต่นั้นประวัติความเป็นมาของเขาจึงเริ่มเป็นที่รับรู้ทั่วกัน ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปลุกจิตสำนึกความเป็นไทย และชักชวนให้คนไทยผู้รักในหลวงและแผ่นดินไทย ให้ออกมาแสดงออกถึงความรู้สึกทั้งหลายเหล่านั้น
++
ภารตะหัวใจไทย
++
เมื่อปี 2558 สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊ค ได้จัดพิมพ์หนังสือ “ภารตะหัวใจไทย สาธิต เซกัล” ย้อนเส้นทางชีวิตของสาธิต เซกัล ชาวภารตหัวใจไทย ผู้ใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยมาเกือบ 70 ปี และรักในหลวงสุดหัวใจ 

คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำได้ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ของตนเองได้ 

ปี 2471 ชายหนุ่มสี่คนจากรัฐปัญจาบ ตอนเหนือของประเทศอินเดีย ตัดสินใจพากันเดินทางออกจากบ้านเกิดมุ่งสู่ประเทศสยาม เพราะได้ยินคำเล่าลือสมัยนั้นว่า ประเทศสยามมีกษัตริย์ผู้รักความเป็นธรรม และมีความเมตตาต่อทั้งประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศด้วย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสของชีวิต เปิดกว้างให้ทำมาหากินได้อย่างอิสระ ทุกชาติ ทุกภาษา 

หนุ่มปัญจาบคนหนึ่งแต่งงานกับ ไกรลาศ วันตี โชปรา และมีลูกชายชื่อ สาธิต เซกัล หลังจากนั้น พ่อแม่ของสาธิตได้ไปดูแลร้านผ้าที่สาขา จ.อุบลราชธานี และที่หัวเมืองใหญ่แห่งนี้ ไม่ใช่แค่ร้านผ้าทำมาหาเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัว “เซกัล” อย่างแท้จริง      

สาธิต เซกัล คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มีความรักและผูกพันกับประเทศไทย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความจงรักภักดีอย่างจริงใจ จึงได้ร่วมกิจกรรมขึ้นเวทีกับ กปปส.เพื่อบอกให้ปวงชนชาวไทยได้รู้ว่าเป็นบุญของประเทศไทยและปวงชนชาวไทยมากมายเพียงไร ที่มีพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่เสียสละ ทรงทุ่มเททำงานหนัก เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

ชะตา “2 ส.” น้ำยมมีขึ้นมีลง “สมศักดิ์”นอนไม่หลับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชะตา “2 ส.” น้ำยมมีขึ้นมีลง “สมศักดิ์”นอนไม่หลับ

ชะตา "2 ส." น้ำยมมีขึ้นมีลง "สมศักดิ์"นอนไม่หลับ23 กรกฎาคม 2563 – 10:19 น.

หลังโค่น 4 กุมาร “กลุ่มสองมิตร” ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน สะเทือนถึงอนาคต “สมศักดิ์” ในพลังประชารัฐ  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
มีความชัดเจนล้านเปอร์เซ็นต์แล้วว่า ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ จะอยู่ในตำแหน่งเดิมคือ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม  

ที่เป็นเรื่องประหลาด น่าจะเป็นข่าวจากแหล่งข่าวในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อ้างว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหาอนงค์วรรณ เทพสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับพวก กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการฝายแม้ว ได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหาอนงค์วรรณ เพื่อให้มีหนังสือรับทราบ และให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 

อ่านข่าว…   สุริยะทิ้งสมคิด ‘สองมิตร’คิดการใหญ่

จริงๆ แล้ว โฆษก ป.ป.ช.ยังไม่รับทราบเรื่องดังกล่าวข้างต้น มิทราบว่าสื่อมวลชนได้ข่าวนี้มาอย่างไร? 

ข่าวทำนองนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ สมศักดิ์ เทพสุทิน บอกกับนักข่าว “นอนไม่ค่อยหลับ” 
++
นักเลือกตั้งอาชีพ
++
“สมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็น ส.ส.สมัยแรก อายุ 26 ปี อยู่บนถนนการเมืองมานานกว่า 30 ปี ย้ายมาหลายพรรค  

สมัยรัฐบาลไทยรักไทย มีซุ้มการเมืองอยู่มากมาย แต่ที่ใหญ่พอๆ กับ “ซุ้มวังบัวบาน” ของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ก็คือ “ซุ้มวังน้ำยม” ที่มีสมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวเรือใหญ่ และมี “อนุชา นาคาศัย” เป็นแม่บ้าน คอยดูแลบรรดา ส.ส.ในซุ้มประมาณ 80 คน  

ปัจจุบันซุ้มวังน้ำยม ได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มสามมิตร” โดยตัวละครคนหน้าเดิม เพียงแต่ไพร่พลลดลงจากอดีต  

จะว่าไปแล้ว เนื้อแท้ของกลุ่มสมศักดิ์จริงๆ ก็มีอยู่ 3 ตระกูลคือ “เทพสุทิน”, “นาคาศัย” และ “นิติกาญจนา”  

ช่วงว่างเว้นทางการเมือง กลุ่มสมศักดิ์ ยังยึดพื้นที่สุโขทัย ,ชัยนาท และราชบุรี ด้วยการสร้างสโมสรฟุตบอล และใช้เกมลูกหนังเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์การเมืองในท้องถิ่น  

พันธมิตรลูกหนังสายวังน้ำยมคือ สุโขทัย เอฟซี ที่มีอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นประธาน , ราชบุรี มิตรผล ของ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์-บุญยิ่ง นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจกาญจนากรุ๊ป และชัยนาท ฮอร์นบิล ของ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย 
 

เมื่ออ่านเกมการเมืองหลังยุค คสช. “2 ส.” สมศักดิ์และสุริยะ จึงปั้นแบรนด์สามมิตร เพื่อระดมผู้คนในยุทธจักรมาอยู่ในซุ้ม ก่อนเคลื่อนทัพเข้าพรรคพลังประชารัฐ  

ประยุทธ์ 2/1 สมศักดิ์หวังนั่งเกษตรฯ ก็วืด…ประยุทธ์ 2/2 สุริยะ ฝันนั่งพลังงาน ก็แห้ว

++
ไม่มีพรรคมีแต่พวก
++
ถ้ายังจำได้ หลังศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย “สมศักดิ์” พา ส.ส. และอดีต ส.ส.ในกลุ่มมัชฌิมาไปอยู่พรรคภูมิใจไทย 
 

ว่ากันตามจริง พรรคภูมิใจไทยนั้น ผู้ก่อตั้งพรรคเป็นคนใกล้ชิดสมศักดิ์ แต่เนวิน ชิดชอบ เข้ามาเทคโอเวอร์ไปปั้นใหม่ 

หลังเลือกตั้ง 2554 กลุ่มมัชฌิมาประสบความปราชัยหลายสนาม สมศักดิ์จึงนัดเจรจากับเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขอนำ ส.ส.และอดีต ส.ส.สายมัชฌิมา ประมาณ 15 คน ย้ายกลับไปพรรคเพื่อไทย         

ปลายปี 2556 อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจยุบสภา สมศักดิ์ ได้ทีมวังน้ำยมลงสนามในนามพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 แต่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ 

ทุกวันนี้ สมศักดิ์ยังมีเพื่อนเก่าอยู่ครึ่งสภา ตามวิถีนักเลือกตั้งเก่า “เพื่อนใหญ่กว่าพรรค” หรือไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวรในทางการเมือง

จตุพรเดือด อัด ‘ใบตองแห้ง’ วิวาทะคนกันเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จตุพรเดือด อัด ‘ใบตองแห้ง’ วิวาทะคนกันเอง

 จตุพรเดือด อัด 'ใบตองแห้ง' วิวาทะคนกันเอง 22 กรกฎาคม 2563 – 17:44 น.

ม็อบปลดแอกเอฟเฟกต์ “จตุพร” ออกโรงจวกรุ่นพี่ “ใบตองแห้ง” อย่าใส่ร้ายป้ายสี และอย่าฉวยโอกาสเอียงซ้าย

++
    ผลพวงจากแฟลชม็อบ ภาค 2 ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ทั้งในปีกตรงข้ามนักศึกษา หรือปีกฝ่ายประชาธิปไตย
    เนื่องจากแกนนำเยาวชนปลดแอกบางคน กำลังจะทำการต่อสู้ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “เลยธง” หรือ “เลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”
    

    ดังกรณี “เดอะตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ PEACETALK  ว่าด้วยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ซึ่งเขาเห็นด้วยและให้กำลังใจ แต่เตือนสติน้องๆ ว่า “อย่าก้าวล่วงสถาบัน” ด้วยความห่วงใย
    ประเด็นคำเตือนจากจตุพร “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์และสื่อมวลชนอาวุโส ประจำค่ายวอยซ์ทีวี ได้วิจารณ์คำเตือนจากจตุพร และตีความว่า “ใครๆก็ขู่ ก็ปรามนักเรียน นักศึกษา ไม่ว่า ตู่-ประยุทธ์ หรือ ตู่-จตุพร”

 จตุพรเดือด อัด 'ใบตองแห้ง' วิวาทะคนกันเอง

++
ใบตองแห้งย้ายขั้ว
++
    จริงๆแล้ว “ตู่ จตุพร” ก็สนิทสนมกับ “ใบตองแห้ง” เป็นอย่างดี ในฐานะที่ใบตองแห้งเป็นคนเดือนตุลา เป็นเพื่อนรักจาตุรนต์ ฉายแสง 
    เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2563 จตุพรจึงจำใจไลฟ์ทอล์คตอบโต้ “ใบตองแห้ง” ด้วยกลัวเกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหาย จึงไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น  
    

   ใบตองแห้ง เป็นนามปากกาสื่อมวลชนอาวุโสคนหนึ่งได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวพาดพิงถึงตนอย่างเกินเลยไป โดยระบุพาดหัวว่า ใครๆก็ขู่ก็ปรามนักเรียน นักศึกษา ไม่ว่า ตู่-ประยุทธ์ หรือ ตู่-จตุพร เหมือนทำนองว่า วันนี้ ตู่ จตุพร ได้ย้ายข้างไปแล้ว ไม่ได้อยู่ฝั่งประชาธิปไตย  

 “เป็นการดูแคลนผมที่สุด ทั้งที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน อีกทั้งใบตองแห้งเป็นคนย้ายขั้วสลับข้างมาจำไม่ได้หรือ และคุณเป็นคนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร หนักที่สุดในช่วงที่คุณเป็นหัวหน้าข่าวการเมืองยุคสยามโพสต์แล้วมาเป็นไทยโพสต์ แล้ววันหนึ่งคุณมานั่งจัดรายการในช่องวอยซ์ทีวี ซึ่งเป็นหมู่มิตรกัน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ผมไม่มีวันจะพูด”

++
ประวัติศาสตร์บาดแผล
++     
    ใบตองแห้งเป็นคนรุ่น 14 ตุลา และเคยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จตุพรจึงพยายามอธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลา และกรณีการล้อมปราบ 6 ตุลา 
    พร้อมกับโยงมาถึงคำสั่ง 66/2523 ที่ประหนึ่งนิรโทษกรรมให้กับนักศึกษา และประชาชน ผู้เข้าร่วมจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล
    จตุพรยังบอกว่า ใบตองแห้งก็รู้ว่า การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ 2 ปรากฏการณ์คือ ปรากฎการณ์แรกคือประกาศ 3 ข้อเรียกร้องให้ยุบสภา เลิกคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถือว่า ชอบธรรม และมีเหตุมีผล
    แต่ปรากฏการณ์แผ่นป้าย หรือโปสเตอร์ “…ข้อความเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ คนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงไม่ต้องนัดหมายด้านหลังต่างหากที่ร้อนแรง ทำให้เครือข่ายอำนาจตื่นตระหนก”
    แล้วก็ปฏิกิริยาโต้กลับทันที คนเดือนตุลาแบบใบตองแห้งกลับประเมินว่า นั่นเป็นปฏิบัติการไอโอของพวกขวาจัด
    เมื่อจตุพร ออกมาเตือนสติน้องๆ ใบตองแย้ง ก็ยัดเยียดข้อหา “ตู่” ย้ายข้าง จนทำให้ประธาน นปช.ควันออกหู     

  “ผมได้อธิบายความชัดเจนว่า ถ้าขบวนการนักเรียน นักศึกษา ยืนตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือ ยุบสภา เลิกคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะมีความชอบธรรม แต่ถ้าก้าวล่วงสถาบันความชอบธรรมจะสิ้นสุด แต่นี่ใบตองแห้งกลับไปเขียนแดกดันผม คุณไม่รู้ปลายทางหรือ แน่จริงคุณมาร่วม มานำเลย”

 จตุพรเดือด อัด 'ใบตองแห้ง' วิวาทะคนกันเอง

     อีกตอนหนึ่ง จตุพร คนเดือนพฤษภา 35 วิจารณ์รุ่นพี่ 14   ตุลาว่า “คุณก็รู้ประวัติศาสตร์ วิจารณ์คนย้ายขั้ว ย้ายข้าง คุณก็ย้ายข้าง มีอะไรดีกว่าคนอื่นเขาละ ผมยังยืนของผมอยู่ที่เดิม เพียงแต่ผมเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจวัยคนหนุ่มคนสาว เพราะเราผ่านอันนี้มาก่อน และไม่เคยยืนลับหลังใคร หรือคอยยุยงส่งเสริมให้คนไปตาย แต่ตัวเองมีสิทธิ์ตายเท่ากับคนอื่นทุกครั้งในเหตุการณ์ที่รับผิดชอบ”
  

    จตุพรชี้ว่า ใบตองแห้งก็ผ่านการล้อมปราบ 6 ตุลา 2519 ก็ควรซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริง ทำไมคนหนุ่มสาวจึงถูกเข่นฆ่า 

กระแสสูง แดงลี้ภัย 112 ดีใจใกล้กลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระแสสูง แดงลี้ภัย 112 ดีใจใกล้กลับบ้าน 

กระแสสูง แดงลี้ภัย 112 ดีใจใกล้กลับบ้าน 22 กรกฎาคม 2563 – 11:20 น.

“จรัล-ปวิน” ผองเพื่อนผู้ลี้ภัย ดีใจใกล้กลับบ้าน ผลงานม็อบตาสว่างภาคพิเศษ กระจายทั่วแผ่นดิน 
++
จากม็อบไม่ทน กระจายเป็นแฟลชม็อบทั่วประเทศ การลุกขึ้นสู้ของคนรุ่นใหม่อีกรอบ ทำให้มือจัดตั้งมวลชนยุค พคท.อย่าง “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ถึงกับฟันธง “กระแสสูง” การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาถึงแล้ว  

มิเพียงเท่านั้น “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการที่ลี้ภัยคดี 112 อยู่โตเกียว ก็ดีอกดีใจ ถึงกับประเมินว่า “นับว่าการชุมนุมประสบความสำเร็จทีเดียว ต้องยกนิ้วให้กับกลุ่มเยาวชนปลดแอก ขอบคุณมา ณ ที่นี้”

อ่านข่าว…   แดงลี้ภัย รับ ‘ตู่’ แกร่ง ม็อบต้านไม่โต 

เหนืออื่น แฟนเพจเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 16 เม.ย.2563 โดยมี ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่มักจะพบเนื้อหาที่ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันเบื้องสูง มีการนำชื่อเพจมาเขียนป้ายโชว์ในม็อบไม่ทน และแฟลชม็อบที่ต่างจังหวัด 

ป้ายคำขวัญรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส กำลังทำให้ม็อบของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ถูกตั้งคำถามจากคนอีกฟากฝั่งหนึ่ง และอาจกลายเป็นสายล่อฟ้า
++
กระแสสูง
++
หลังการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ได้ประเมินม็อบดังนี้ 

1.เป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลประยุทธ์ ที่มีผู้เข้าร่วมกันจำนวนมากที่สุด รวมทั้งคนดูไลฟ์มากที่สุดในรอบ6 ปี 
2.นักศึกษาเป็นกองหน้า เป็นกำลังหลัก
3.เป้าหมายการชุมนุม 3 ข้อ  คือ หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา  และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่  มีเหตุผล ไม่สูงและไม่ต่ำเกินไป
4.ผู้ชุมนุมกล้าหาญ สามารถฝ่าวงล้อม การสกัดกั้น และช่มขู่ของตำรวจ  ผู้ปราศรัยส่วนใหญ่ดี แกนนำควบคุมสถานการณ์ได้  ยืดหยุ่น  และรู้ประมาณ 

“สรุป  เป็นการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จ เป็นชัยชนะของนักศึกษาประชาชนผู้ชุมนุม” 

เมื่อเกิดแฟลชม็อบภาค 2 กระจายไปทั่วประเทศ “จรัล” จึงประเมินว่า “กระแสสูงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาถึงแล้ว”

++
ดีใจใกล้กลับบ้าน
++ 
คลื่นการต่อสู้ระลอกใหม่ ทำให้ “ผู้ลี้ภัย 112” ปลาบปลื้มดีใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ที่เพิ่งฟื้นจากการป่วย ก็ใช้เฟซบุ๊คเข้าร่วมปลุกระดมเยาวชนเต็มที่ 

ในที่ชุมนุมแฟลชม็อบหลายแห่ง มีการชูภาพสมศักดิ์ เสมือนเป็นศาสดาตาสว่าง มิต่างจากปวิน ที่มีล้อเลียนกลางม็อบ 

ด้านจรรยา ยิ้มประเสริฐ ที่ลี้ภัยอยู่ฟินแลนด์ ได้ใช้เพจ Act4Dem – Action for People’s Democracy เปิดคอร์สเรียนออนไลน์ ครั้งที่ 1 “ประชาชนปลดแอก” 

เนื้อหาที่จรรยาสอน ก็คือการแนะนำให้มีการจัดม็อบ และการต่อสู้ในทุกรูปแบบ  

ส่องดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ลี้ภัย 112 ในต่างประเทศ ประมวลได้ว่า พวกเขามีความสุขมาก และสนับสนุนการต่อสู้ในประเทศอย่างเต็มที่  

ความฝันที่จะให้เกิดการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ใกล้เป็นความจริงแล้ว กวีฟ้าสีทอง “วิสา คัญทัพ” อยู่เยอรมัน ยังเขียนกวีบทหนึ่ง “เมฆดำเร้ารุมคลุมพื้นที่ บดบังแสงสุรีย์ที่สาดส่อง จะกลบกลืนรัศมีฟ้าสีทอง แย่งพื้นที่ครอบครองฟ้าของตน”