ย้อนตำนาน “ฉลามดำ” แห่งปากน้ำโพ “เราชอบคนรักกัน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ย้อนตำนาน “ฉลามดำ” แห่งปากน้ำโพ “เราชอบคนรักกัน”

ย้อนตำนาน  "ฉลามดำ"  แห่งปากน้ำโพ "เราชอบคนรักกัน" 24 มิถุนายน 2563 – 14:04 น.

ย้อนตำนานชุดเฉพาะกิจ มือปราบ “ฉลามดำ” แห่งปากน้ำโพกับหัวใจในการทำงาน ภายใต้ คำขวัญ “เราชอบคนรักกัน

ถ้าจะพูดถึงชุดทีมเฉพาะกิจ ชุดปฏิบัติการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เราคุ้นๆหู รู้จักกันทั่วบ้าน ทั่วเมือง ก็คงไม่พ้น “ชุดหนุมาน” ของ กองปราบปราม แต่หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30  ปี ที่ผ่านมา ชื่อชุด “ฉลามดำ” ก็มีชื่อเสียงเป็นที่เลืองลือ ทั่วเมืองนครสวรรค์ โจรร้ายต่างพาเกรงกลัว โดยเฉพาะมือปืนรับจ้าง หากไม่โดนจับเป็น ก็ถูกจับตาย หรือไม่ก็ต้องหลบหนีออกไปพ้นจากพื้นที่

ชุด”ฉลามดำ” ถูกก่อตั้งขึ้นมาในสมัย   พล.ต.ท.สมพงษ์  คงเพชรศักดิ์  อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4   ครั้งที่เป็นสารวัตรใหญ่ หัวหน้าสถานีตำรวจปากน้ำโพ  โดยมีตำรวจคู่ใจ ในเวลานั้น ทั้งตำรวจสัญญาบัตร และ ชั้นประทวน อาทิ ร.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์   ,ร.ต.ต.ดำรงค์  เพ็ชรพงศ์ ,ร.ต.ต.ต่อศักดิ์  พิมพิสุทธิ์  เเละ  ร.ต.ท.ชัยยันต์  เบญจาทิกุล ,จ.ส.ต.จำเริญ วรทอง 

สำหรับที่มาของชื่อ “ฉลามดำ” พล.ต.ท.สมพงษ์  เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตำรวจในยุคก่อน มักจะตั้งชื่อชุด หรือทีมเฉพาะกิจสืบสวนปราบปราม ให้เป็นที่น่าเกรงขาม และข่มขวัญ บรรดามิจฉาชีพ เช่น เหยี่ยว ,อินทรีย์ , พยัคฆ์

ส่วนชื่อ “ฉลามดำ” นั้นหมายถึง นักล่าที่มีฟันแหลมคม โจมตีศัตรูได้อย่างรวดเร็ว  ชุด”ฉลามดำ”  มีนโยบายว่า  “ต้องปราบปรามคนชั่ว อย่าทำร้ายคนดี” หมายถึงให้มีคุณธรรม เมตตาธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าให้คนดีเดือดร้อน   

ถึงแม้วันเวลาจะล่วงเลยมานาน ชื่อ “ฉลามดำ” ยังเป็นที่รู้จัก ของคนเมืองปากน้ำโพ กับคำขวัญที่อยู่บนสติ๊กเกอร์   “เราชอบคนรักกัน” ซึ่งมีความหมายตามแนวคิดของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ว่า 

เรา    หมายถึง ตำรวจ ทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม เป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับนับถือจากประชาชน

ชอบ คือ ชอบที่จะช่วยเหลือแบ่งปัน มีน้ำใจต่อกันระหว่างบุคคลในองค์กร หน่วยงาน และประชาชน

คน   หมายถึง คนทุกคนต้องรู้จักที่จะรัก รู้จักที่จะสามัคคีกัน

รัก  คือ รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักองค์กร รักหน้าที่

กัน  มีความหมายว่า   กันตนเองหรือผู้อื่นออกจากอบายมุข กันออกจากหนทางที่เสื่อม
 

ปัจจุบัน “มือปราบฉลามดำ” หลายคนผันตัวเองจากเส้นทางสีกากี เข้าสู่วงการเมือง อาทิ  พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์  ลาออกจากราชการตำรวจ เมื่อปี 61 และสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรค มาตั้งแต่สมัยของ พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค  ปัจจุบัน ยังเป็นที่ปรึกษากลุ่มพลเมืองร่วมใจ ที่มี ยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานที่ปรึกษา   , ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง  ที่นายเก่า พล.ต.ท.สมพงษ์ เลือกให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ในชื่อพรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   ลาเพื่อชาติ สร้าง ‘เพื่อยุทธ’ สานฝัน ‘ชินวัตร’

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   มือขวาแม้ว ฝันยึดปากน้ำโพ

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย “โกตี๋” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย “โกตี๋”

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย "โกตี๋"24 มิถุนายน 2563 – 12:49 น.

ปริศนาคลังแสงแม่สอด จะโยงการเมืองหรือไม่? ปี 2557 โกตี๋เคยมาแสดงอภินิหารที่แม่สอด ใต้ร่มเงาผู้มากบารมีสายเหนือ วันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

++
ก่อนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มก้าวหน้า และกลุ่มนักศึกษาสายแฟลชม็อบ จัดงานรำลึก 24 มิ.ย. วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง


บังเอิญ ตชด.34 ค่ายพระเจ้าตาก ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 (ฉก.ร.4) ตรวจค้นบ้านพักเป้าหมาย พบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก


ฝ่ายความมั่นคง ตัั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ประเด็นคือ เรื่องขบวนการค้าอาวุธชายแดนไทย-เมียนมา และเรื่องการเมืองภายในประเทศ

อ่านข่าว…  คนหาย(2) “สุรชัย” ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย "โกตี๋"


พล.อ.ประวิตร วงษ์​สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ก่อนหน้านี้ มีการข่าวเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และกำลังให้เขาสอบสวนอยู่​
++
แกะรอยโกตี๋
++
ทำไมการข่าวของฝ่ายความมั่นคง จึงสนใจ “แม่สอด” มิเพียงเป็นหัวเมืองชายแดน และมีที่ตั้งกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยอยู่หลายแห่ง ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง 


หากพลิกแฟ้มข่าว จะพบว่า ช่วงปี 2556 จนถึงต้นปี 2557 มีความเคลื่อนไหวของ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ อดีตแกนนำแดงฮาร์ดคอร์ที่สูญหายใน สปป.ลาว 


ช่วง กปปส.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ โกตี๋ได้เคลื่อนไหวใต้ดินป่วนเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ และมีแผนการจะเคลื่อนจากปทุมธานี ไปปักหลักที่ อ.แม่สอด จ.ตาก


โกตี๋ ร่วมกับ “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” (เสียชีวิตแล้ว) วางแผนจัดตั้งสถานีวิทยุ 90.50 เมกะเฮิตรซ์ หรือวิทยุเพื่อมวลชนคนแม่สอด ที่บริเวณสถานีขนส่งแม่สอดของเอกชน แต่ถูกมวลชน กปปส.แม่สอด รวมตัวต่อต้านอย่างหนัก


วันที่ 27 มี.ค.2557 เกิดเหตุมีการยิงกันที่สถานีวิทยุเพื่อมวลชนคนแม่สอด นัยว่าลูกน้องโกตี๋ปะทะกับกองกำลังนิรนาม ทำให้ โกตี๋ สั่งยุติแผนการก่อตั้งสถานีวิทยุที่แม่สอด พร้อมให้ลูกน้องรื้อเสาอากาศลง และขนย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดไปเชียงราย

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย "โกตี๋"


วันที่ 5 เม.ย.2557 โกตี๋เดินทางไปเชียงราย เตรียมการระดมทุนจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน โดยมี สุรชัย แซ่ด่าน และ ลุงยิ้มตาสว่าง เข้าร่วมในกิจกรรมระดมทุนครั้งนี้ด้วย


ทุกคนทราบกันดี โกตี๋เจ้าของสถานีวิทยุเรดการ์ดเรดิโอ ลำลูกกา มี  “นายตำรวจใหญ่” ปทุมธานี ให้การดูแลวิทยุชุมชนของโกตี๋ โกตี๋ผยองฤทธิ์ผยองเดช ทำตัวเป็น “แดงขาใหญ่” ในละแวกนั้นได้


++
ผู้มากบารมีสายเหนือ
++
หลายคนอาจสงสัย โกตี๋ขยายอิทธิพลมาทางภาคเหนือ ทั้งที่แม่สอด และเชียงราย ได้อย่างไร ลำพังลุงยิ้ม ตาสว่าง คนเดียวคงช่วยไม่ได้แน่ เพราะแดงขาใหญ่ภาคเหนือ ก็เยอะ


ปี 2554 โกตี๋ กับลุงยิ้ม จัดองค์กรใหม่ชื่อ “เครือข่ายพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ” (คปช.) พร้อมให้การสนับสนุน แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือคนหนึ่ง ตั้งพรรคการเมือง

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โกตี๋ ลุงยิ้ม และแกนนำแดงภาคเหนือรายนั้น ยังเกาะเกี่ยวสร้างพรรคการเมือง รวมถึงลงสมัครนายก อบจ. โดยมี “นักการเมืองใหญ่” ผู้มากบารมีในภาคเหนือตอนบน เป็นที่ปรึกษา


หลังรัฐประหาร 2557 โกตี๋ปล่อยข่าวหนีมาแม่สอด จะข้ามไปเมียนมา แต่จริงๆแล้ว โกตี๋โผล่พนมเปญ ก่อนจะไปจบชีวิตที่ลาว


ทุกวันนี้ นักการเมืองมากบารมีคนนั้น ยังเคลื่อนไหวอยู่แถว อ.แม่สอด จ.ตาก ในนามขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ร่วมกับอดีตนายตำรวจใหญ่ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่ง


คลังแสงแม่สอด จะเป็นข่าวเต้าหรือปฏิบัติการไอโอของฝ่ายรัฐหรือไม่? ต้องติดตามฉากต่อไป

ป้อมค่าย พี่น้อง “3 ป.” บ้านป่ารอยต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ป้อมค่าย พี่น้อง “3 ป.” บ้านป่ารอยต่อ

ป้อมค่าย พี่น้อง "3 ป." บ้านป่ารอยต่อ24 มิถุนายน 2563 – 11:05 น.

ป้อมค่าย พี่น้อง “3 ป.” บ้านป่ารอยต่อ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
88 ปี นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ถูกเว้นวรรคด้วยการรัฐประหารนับสิบครั้ง

ข้ามเวลามาถึงยุคสงครามเย็น จึงมี “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็น “บ้าน” ที่มีนัยยะทางการเมืองในยุคประชาธิปไตยแบบไทย ภาค 1

อ่านข่าว…  12 ปี “3 ป.” จะอยู่อีกนานมั้ย

เมื่อมีรัฐประหารอีก 2 ครั้ง(ปี 2549,2557) ได้เกิดบ้านที่เป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจหลังใหม่คือ “บ้านป่ารอยต่อ” อันหมายถึงที่ตั้งสำนักงาน “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.)

ป้อมค่าย พี่น้อง "3 ป." บ้านป่ารอยต่อ

บิ๊กป้อม ประชุมกรรมการมูลนิธิ

ปี 2549 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกษียณอายุราชการ จึงตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด โดย พล.อ.ประวิตร เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ

++
เริ่มต้นที่ไทยรักไทย
++
ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ปี 2547-2548) โดยแรงหนุนของคนการเมืองไทยรักไทย และ “นางพญา” แห่งชินวัตร

ข้างกายบิ๊กป้อมสมัยโน้น มี “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 เป็นมือประสานสิบทิศ เพราะบิ๊กกี่เป็นน้องรัก “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม รัฐบาลทักษิณ 

บิ๊กกี่เป็นนายทหาร ที่รู้จักนักการเมืองเกือบทุกพรรค โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มีความสนิทสนมกันมาก 

หลังพ้นตำแหน่ง “บิ๊กป้อม” จึงก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด โดยเชิญเพื่อนร่วมรุ่น ตท. 6 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้น และน้องรักสายทหารเสือราชินี พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศ/ตำแหน่งขณะนั้น) เป็นที่ปรึกษา 

พล.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ยศ/ตำแหน่งขณะนั้น) ก็เป็นกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ยุคแรก

อย่าได้แปลกใจที่ “บ้านป่ารอยต่อ” เป็นเสมือนแหล่งรวมพลพี่น้องสายทหารเสือ และบูรพาพยัคฆ์ 

ป้อมค่าย พี่น้อง "3 ป." บ้านป่ารอยต่อ


++
รัฐบาลอภิสิทธิ์
++
บ้านป่ารอยต่อแห่งนี้ เคยเป็นเซฟเฮ้าส์ในกอบกู้วิกฤต “ม็อบเสื้อเหลือง” และรัฐบาลพลิกขั้ว ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วงก่อนรัฐประหาร 2557 บ้านหลังนี้ก็เป็นศูนย์รวม “เพื่อนประวิตร” ที่มาช่วยคิดช่วยวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจชาติ

หลังการยึดอำนาจโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บ้านป่ารอยต่อฯ ยิ่งคึกคักด้วยผู้คนมากหน้า

พลิกไปดูรายชื่อคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดชุดปัจจุบัน นอกจาก พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ ก็ยังพบ “บิ๊กเนม” หลายคน

ที่พิเศษไม่เคยมีมาก่อนในกรรมการชุดแรกๆ คือ ตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ ตกเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

++
รัฐบาล 3 ป.
++
ความต่อเนื่องของรัฐบาลประยุทธ์ จากยุค คสช.ถึงยุคพลังประชารัฐ ก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

แม้พรรคพลังประชารัฐ จะเริ่มก่อการในทางกฎหมายพรรคการเมือง โดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และเหล่า 4 กุมาร แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง บ้านป่ารอยต่อก็เปรียบเสมือนแหล่ง “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบางด้านคล้าย “ป๋าเปรม” ที่คบค้าสมาคมกับ “เทคโนแครต” ได้ และนิยมใช้เทคโนแคร็ตทำงาน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มีบุคลิกเงียบขรึม เป็นนักปฏิบัติ และเข้าใจกลไกรัฐทุกกระทรวง โดยเฉพาะมหาดไทย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มิต่างอะไรกับ “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มือทำงานการเมืองยุค “ถนอม-ประภาส” และมือประสานสิบทิศของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ยุคหลัง 14 ตุลา

ไม่มี ป.ป้อม ก็มีวันนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีบ้านป่ารอยต่อ ก็ไม่มีพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ ไพร่พลอยู่ในสภาฯ 119 คน

เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง ‘จอม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง ‘จอม’

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'23 มิถุนายน 2563 – 17:41 น.

จอม เพชรประดับ กลับมาแบบสุ่มเสี่ยงไร้เดียงสา มิต่างจาก “ลุงสนามหลวง” บิดาแห่งแก๊งตาสว่าง ผู้สูญหายในเวียดนาม

++

ช่วงโควิดระบาด การเมืองมะกันร้อนแรง “จอม เพชรประดับ” ผู้ลี้ภัยชาวไทยในแอลเอ สหรัฐฯ และผู้ที่เรียกตัวเองว่า สื่อฝ่ายประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวสอดประสานกับ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยสายไม่เอาสถาบัน ที่ปักหลักอยู่ฟินแลนด์

สองเดือนมานี้ “จรรยา” และกลุ่ม PixelHELPER ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ถี่ขึ้น โดยจอม เพชรประดับ ได้ใช้แฟนเพจเฟซบุ๊ค และช่องยูทูบ Jom voice ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มต่อต้านสถาบันในต่างแดน

พฤติกรรมของจอม มิต่างจาก “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์“ หรือ ”ลุงสนามหลวง” ที่นำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย เขาและมิตรสหายฟุ้งฝอยทางช่องยูทูบทุกคืน จนชาวบ้านบางส่วนที่แอบรับฟัง ถึงกับเคลิ้มคล้อยตามไปด้วย

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'

                                    บทบาทของจอมในวันนี้ 

ปลายปี 2560 ลุงสนามหลวง พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบให้แฟนคลับที่อยู่ในไทยออกมาป่วนงานพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพราะไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี” ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ 

ลุงสนามหลวงหรือชูชีพ จะพูดอยู่บ่อยๆว่า กลัวทำไม โดนจับติดคุก ก็ไม่เป็นไร? หมายถึงหากมีใครเข้าไปป่วนงานพระราชพิธี แล้วถูกจับ

สมศักดิ์จึงสวนกลับลุงสนามหลวงว่า “ถ้างั้น กลัวทำไมกับการกลับไปทำ แล้วโดนติดคุก? ทำไมชูชีพ ไม่ยอมกลับไปทำล่ะ?”

สุดท้าย ลุงสนามหลวงหรือชูชีพ พร้อมกับพวกอีกสองคน ก็ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามจับกุม ข้อหาใช้พาสปอร์ตปลอม กระทั่งวันนี้ ยังไม่มีใครทราบข่าวคราว เป็นตายร้ายดีอย่างไร

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'

                                       ลุงสนามหลวง หายไปในเวียดนาม 

วันนี้ จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์นักกิจกรรมคนหนึ่งในอีสาน ที่เคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยง ด้วยการสวมเสื้อที่มีข้อความมิบังควร และท้าทายจารีต ในท่วงทำนองเหมือนเขาจะส่งเสริมให้ชายคนนี้เป็นวีรชน

จอมกำลังเดินตามรอยลุงสนามหลวง ในการปลุกระดมให้คนออกมา “ป่วน” ช่วงวันที่ 24 มิ.ย.2563 ครบรอบวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 88 ปี 

ลุงสนามหลวงปลุกระดมให้คนไปเผาป้ายสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันฯ ที่ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2560 ปรากฏว่า ตำรวจตามจับผู้ก่อเหตุได้ กลายเป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี ถูกว่าจ้างมาเผา
 

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'

                                              สหพันธรัฐไทในอดีต ทำให้คนถูกจับเป็นจำนวนหนึ่ง

กรณีดังกล่าว มิตรสหายผู้ลี้ภัยในลาวด้วยกันเอง ยังวิจารณ์ความคิดสุ่มเสี่ยงของลุงสนามหลวง ที่เคลื่อนไหวแบบไร้ความผิดชอบ

ดังที่ทราบกัน หลังรัฐประหาร 2557 จอม เพชรประดับ ได้จัดตั้งเครือข่ายสื่อฝ่ายประชาธิปไตย และสนับสนุนองค์กรเสรีไทย ที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นสปอนเซอร์

ด้วยข้อจำกัดของทักษิณ ทำให้องค์กรเสรีไทยไปต่อไม่ได้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ตัวตั้งตัวตีก็ถอดใจยอมแพ้ จึงทำให้ผู้ลี้ภัยในกัมพูชา และลาว ต้องดิ้นรนต่อสู้ตามลำพัง

จอมรู้สึกผิดหวังกับจารุพงศ์ และองค์กรเสรีไทย ถึงขั้นจะวางมือไปทำมาหากินอย่างเดียว แต่ปีนี้ ปรากฏการณ์ “แฟลชม็อบ” กระตุกให้เขากลับมาทำหน้าที่กระบอกเสียงฝ่ายต้านเผด็จการทหาร และเผด็จการอำมาตย์อีกครั้ง

การกลับมาของจอม เพชรประดับ ดูดุดันกว่าเก่า และชอบเล่นเกมเสี่ยง คล้ายกับบทบาทของจรรยา ยิ้มประเสริฐในเวลานี้

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด “บรรยิน” ได้หรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด “บรรยิน” ได้หรือไม่?

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด "บรรยิน" ได้หรือไม่?23 มิถุนายน 2563 – 16:36 น.

เจาะประเด็นร้อน : ตร.สกัดแผนแหกห้องขัง จะเรื่องจริงหรือแค่มโน ก็ยังไม่รู้ แล้วแบบนี้ จะเอาผิด พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ได้หรือ

มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการวางแผนแหกคุกของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ว่าจะสามารถเอาผิดอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์คนนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากการแหกคุกยังไม่เกิดขึ้นจริง

สำหรับข้อหาที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเตรียมแจ้งกับ พ.ต.ท.บรรยิน หลังมีข่าวเรื่อง “แผนแหกคุก” มีอยู่ 4 ข้อหาด้วยกัน โดยรองผู้บังคับการปราบปราม พันตำรวจเอก เอนก เตาสุภาพ บอกเอาไว้กว้างๆ ได้แก่

1. เป็นผู้ใช้ จ้างวาน หรือก่อให้ผู้อื่นให้กระทำความผิด 2.กระทำการด้วยประการใดๆ ให้ผู้ถูกคุมขังตามอำนาจศาล หลุดพ้นจากการคุมขัง 3. หน่วงเหนี่ยวกักขัง

และ 4. ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน โดย 2 ข้อหาหลังเป็นความผิดจากการวางแผนลักพาตัวภรรยาผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อใช้ต่อรอง

รองผู้บังคับการกองปราบบอกว่า เมื่อ พ.ต.ท.บรรยิน มีเจตนาก่อเหตุจริง ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว แม้จะยังไม่เกิดการแหกคุก โดยต้องรับโทษ 1 ใน 3

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฝั่งกองปราบสื่อสารออกมา แต่คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยในใจเหมือนๆ กันก็คือ เมื่อยังไม่มีการแหกคุกเกิดขึ้นจริง จะมีความผิดได้อย่างไร และการต้องรับโทษ 1 ใน 3 มีที่มาจากไหน และ 1 ใน 3 เป็นอัตราส่วนของความผิดฐานใด

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด "บรรยิน" ได้หรือไม่?

การพิจารณาคดีนี้ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก นายโจ กับ นายท็อป ที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.บรรยิน ให้ทนายช่วยยื่นประกันตัวออกไปเพื่อเตรียมการแหกคุกให้ตน รวมถึงลักพาตัวภรรยา ผบ.เรือนจำ เพื่อต่อรองให้ย้ายแดนคุมขังของ พ.ต.ท.บรรยิน

ความผิดที่เกี่ยวข้องมี 3 ฐานความผิด คือ

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 กระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้ที่ถูกคุมขัง หลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139  ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 8 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นี่คือโทษจากความผิดที่จะเกิดขึ้นหาก นายโจ และนายท็อป รวมทั้งบุคลอื่นๆ ที่มาร่วมทีมทำงาน ได้กระทำตามแผนแหกคุก ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม แต่การจะรับโทษนี้ ต้องได้กระทำตามแผนแล้ว ส่วนการตระเตรียมการ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิด ฉะนั้น นายโจ กับ นายท็อป จึงไม่น่าจะมีความผิด และน่าจะไม่ต้องรับโทษใดๆ

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ ตัว พ.ต.ท.บรรยิน เอง แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำตาม 3 ฐานความผิดที่แจกแจงมา แต่ พ.ต.ท.บรรยิน มีสถานะที่กฎหมายเรียกว่า “เป็นผู้ใช้ จ้าง วาน” ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า เมื่อมีการใช้ จ้าง วาน ก็เป็นความผิดสำเร็จทันที แม้ผู้ถูกใช้ จ้าง วาน จะไม่ได้ไปกระทำผิดตามที่ถูกใช้ก็ตาม โดยผู้ใช้ จ้าง วาน ต้องรับโทษ 1 ใน 3 ของความผิดนั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำ หรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถามว่า พ.ต.ท.บรรยิน จะโดนโทษสถานใด คำตอบก็คือหากตำรวจมีหลักฐานยืนยันได้ว่า พ.ต.ท.บรรยิน ใช้ จ้าง วาน นายโจ กับ นายท็อป ให้ไปเตรียมการแหกคุกจริง ทั้งคู่ไม่ได้มโนขึ้นเอง เช่น มีหลักฐานการใช้โทรศัพท์โทรถึงกัน มีการติดต่อบุคคลอื่น หรือตระเตรียมอาวุธ เช่นนี้ พ.ต.ท.บรรยิน ก็ถือว่ามีความผิดฐาน “ผู้ใช้ จ้าง วาน” ต้องรับโทษ 1 ใน 3 ในความผิดที่ได้ใช้ให้ไปทำ ทั้งหน่วงเหนี่ยวกักขัง ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน และแหกคุก

หากสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ จ้าง วานจริง พ.ต.ท.บรรยิน ก็ต้องติดคุกเพิ่มในคดีนี้อีกหลายปีทีเดียว นอกเหนือจากที่ต้องโดนอยู่แล้วในคดีอื่นอีก 3-4 คดี ทั้งฆาตกรรมอำพรางเสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๊ง   ปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์  และอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา เพื่อข่มขู่ผู้พิพากษาให้ยกฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์

หากปลดล็อก 100% เลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วเอาอะไรไว้รับมือ โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หากปลดล็อก 100% เลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วเอาอะไรไว้รับมือ โควิด

หากปลดล็อก 100% เลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วเอาอะไรไว้รับมือ โควิด 23 มิถุนายน 2563 – 14:50 น.

เจาะประเด็นร้อน เปิด พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ คุมโควิดต่อหลังปลดล็อก 100%

กฎหมายฉบับหลักที่จะนำมาใช้ในภารกิจ “คุมโควิด” หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จริงๆ ก็คือ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 แต่คำถามก็คือ กฎหมายฉบับนี้ “เอาอยู่” หรือไม่

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่ยกร่างขึ้นมาทดแทนฉบับเดิม และเพิ่งมีการประกาศใช้ในยุครัฐบาล คสช. ปี 58 ที่ผ่านมานี้เอง

ไล่ดูเนื้อหา 60 มาตราของ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ เห็นได้ชัดว่ามาตรการหลักๆ ที่ใช้ควบคุมการระบาดของโควิด-19 ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ล้วนมาจาก พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ เกือบทั้งสิ้น เช่น กักกันตัวกลุ่มเสี่ยงหรือผู้สัมผัสโรค (มาตรา 34) ห้ามเข้าหรือออกจากสถานที่หรือยานพาหนะ (มาตรา 34-35) สั่งปิดตลาด สถานที่ชุมชน โรงมหรสพ โรงเรียน (มาตรา 35) มาตรการเกี่ยวกับการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ และการตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ (มาตรา 39-40)

นอกจากนั้นยังมีคณะกรรมการโรคติดต่อตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด และกทม. (มาตรา 11, 20 และ 26) ซึ่งถูกวางโครงสร้างการทำงานตามหลักการกระจายอำนาจ คือให้แต่ละจังหวัดสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้ เพื่อความยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องบังคับเหมือนกันทั่วทั้งประเทศ (ผลด้านหนึ่งทำให้เศรษฐกิจบางส่วนสามารถขับเคลื่อนไปได้ ไม่ต้องหยุดนิ่งหรือถูกแช่แข็งเหมือนกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแบบครอบคลุมทั้งประเทศ)

อำนาจที่ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯไม่มีในสถานการณ์ป้องกันการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ตรวจสอบมีเพียง “เคอร์ฟิว” กับ “ปิดน่านฟ้า” เท่านั้น ซึ่งในส่วนของการปิดน่านฟ้าเป็นอำนาจของสำนักงานการบินพลเรือนฯ ตาม พ.ร.บ.เดินอากาศฯ ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่า การประกาศปิดน่านฟ้าเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของสำนักงานการบินพลเรือนฯ หรือใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯกันแน่

          และสุดท้ายคือ “เคอร์ฟิว” ที่เป็นเหตุผลหลักในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบันเคอร์ฟิวก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และหากจะกลับมาประกาศเคอร์ฟิวอีก ก็ยังสามารถใช้กฎหมายที่มีดีกรีการลิดรอนสิทธิ์อ่อนกว่ามาทดแทนได้ เช่น พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ (มาตรา 18) ซึ่งก็ให้อำนาจสั่งห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดเหมือนกัน รวมไปถึงการตั้งด่านปิดการคมนาคมด้วย

          ส่วนมาตรการห้ามชุมนุมมั่วสุม น่าจะปรับใช้จาก พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ได้เหมือนกัน เพราะเป็นการทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด

ทีมข่าวการเมือง เนชั่นทีวี

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์23 มิถุนายน 2563 – 11:51 น.

บทความ จาก ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข

วันที่ 23 มิ.ย.2563  ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข ซึ่งได้เผยแพร่และให้ความรู้เรื่อง COVID-19  เป็นประจำทุกวัน ซึ่งล่าสุด ได้เผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับ วัคซีนป้องกันโควิดในประเทศไทย ซึ่งเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

วันนี้เราฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไทยเราเองให้ลิงเข็มที่ 2 แล้ว (22 มิ.ย. 63) ประเทศไทยได้พยายามที่จะบริหารจัดการเพื่อรับมือสถานการณ์โรคระบาดโควิด19 มาโดยตลอด นับตั้งแต่เราพบผู้ป่วยติดเชื้อรายแรก (นักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่น) เมื่อกลางเดือนมกราคม 2563 และได้ทำงานในเชิงรับคือการติดตามควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดออกไป ซึ่งทำได้ดีมากจากการติดเชื้อเป็นประเทศที่ 2 ของโลก อันดับการติดเชื้อของเราตกลงมาเป็นอันดับที่ 92 แล้ว (แปลว่าสถานการณ์ดีขึ้นมาก) และจัดระบบสาธารณสุขรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ดี มีผู้เสียชีวิตเพียง 1.8% (58 คน) ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อหรือเป็นผู้แพร่เชื้อต่อประชาชนก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ประชาชนให้ความร่วมมือจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หน้ากาก การล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม อยู่ในระดับต้นๆของโลก ดีกว่าประเทศที่เราเคยเชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนพลเมืองมีการศึกษาดีกว่ามาก มีรายได้ มีระบบความพร้อมของสาธารณสุขดีกว่าเรา แต่วันนี้ประเทศไทยเราสามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์จากสถานการณ์จริง ว่าเราทำได้ดีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆดังกล่าวเป็นมาตรการเชิงรับ(ซึ่งจำเป็นต้องทำ) และมาตรการกึ่งรุกกึ่งรับ แต่สำหรับโรคระบาดจากไวรัสอุบัติใหม่ (ซึ่งมนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกัน)นั้น เราต้องการมาตรการเชิงรุกให้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือ การมีวัคซีนฉีดให้ประชาชนครบทุกคน ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิต การทำมาหากิน การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนเด็กๆลูกหลานเราสามารถไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัยได้อย่างสบายใจ

วัคซีนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ขณะนี้มีโครงการวัคซีนมากกว่า 100 โครงการ ในหลายสิบประเทศทั่วโลกที่กำลังเร่งวิจัยพัฒนากันหามรุ่งหามค่ำ และมีวัคซีนจำนวนหน่วยประมาณ 10 โครงการที่กำลังวิจัยมาถึงขั้นสุดท้าย คือการทดลองในมนุษย์

โดยประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังศึกษาค้นคว้าวัคซีนดังกล่าวนั้น มีประชากรมากทั้งสิ้น เช่น จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน สหรัฐฯมีประชากรกว่า 330 ล้านคน เมื่อประเทศเหล่านี้คิดค้นวัคซีนสำเร็จ (คาดว่าอย่างเร็วสุดคือปี 2564) คนไทยก็จะยังไม่มีโอกาสได้ฉีดวัคซีนครบทุกคน เพราะประเทศที่ผลิตวัคซีนได้ย่อมฉีดให้กับประชาชนของตนเองก่อนแน่นอน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาวัคซีนของเราเองด้วยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า อย่างน้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเราจะมีวัคซีนอย่างเพียงพอฉีดให้กับคนไทยทุกคนได้ โดยที่เราก็จะเร่งมือสร้างความพร้อมรองรับการผลิตวัคซีนโดยสูตรของต่างประเทศ และเตรียมความพร้อมในการประสานกับประเทศที่มีโอกาสสูงที่จะผลิตวัคซีนสำเร็จ เพื่อที่ประเทศเหล่านั้นจะได้ขายวัคซีนให้กับไทยเราเป็นลำดับต้นๆ

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ เราต้องพัฒนาจนผลิตวัคซีนของเราเองให้สำเร็จ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลามากเพียงใด ไม่ว่าจะต้องระดมนักวิทยาศาสตร์นักวิจัยมากเพียงใด ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณมากเท่าใด เพราะชีวิตของคนไทยทุกคนนั้นมีค่าอันไม่อาจประเมินได้ และผลที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจและสังคมหลังจากคนไทยทุกคนมีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีนนั้น จะมีมูลค่ามากกว่าที่เราลงทุนเงินงบประมาณเพื่อพัฒนาวัคซีนมากมายหลายสิบหลายร้อยเท่า

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์

เรามีข่าวดีเรื่องวัคซีนไทยมาเป็นระยะ และวันนี้ก็เป็นวันที่น่าชื่นใจอีกวัน ที่ทางรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์) ได้แจ้งให้ทราบว่า จะมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ให้กับลิงที่มีภูมิคุ้มกันเพิ่มอย่างเป็นที่น่าพอใจจากการฉีดวัคซีนครั้งที่ 1 และถ้าผลของการตรวจระดับภูมิคุ้มกันหลังการฉีดเข็มที่ 2 ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ก็จะมีการฉีดเข็มที่ 3 ในเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการวิจัยในสัตว์ทดลอง

ในเดือนตุลาคมปีนี้ ไทยก็จะขยับเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการทดลองในมนุษย์ในอาสาสมัคร (ซึ่งมีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข คุณอนุทิน ชาญวีรกุล ยินดีที่จะเป็นอาสาสมัครคนแรก) คาดว่าภายใน 12-18 เดือน ถ้าผลการทดลองในมนุษย์ 3 ขั้นตอนย่อยตามหลักวิชาการสำเร็จ ไทยเราก็จะมีวัคซีนใช้เป็นของเราเอง ยืนบนขาของตนเอง ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ

การดำเนินการวิจัยพัฒนาวัคซีนครั้งนี้ เกิดจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข) คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษาฯ) ภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน ทำให้คนไทยมีความหวัง มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ ในเรื่องวัคซีนป้องกันโรคโควิด19 ครับ

ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง “หมู่บ้านเสื้อแดง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง “หมู่บ้านเสื้อแดง”

  ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง "หมู่บ้านเสื้อแดง"23 มิถุนายน 2563 – 08:39 น.

แดงตาสว่าง “อานนท์ แสนน่าน” เปิดม่าน “หมู่บ้านเรารักประเทศไทย” ลบล้างหมู่บ้านเสื้อแดง

++

การเดินทางไปสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2561 ของ “อานนท์ แสนน่าน” ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง และอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เป็นไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นครั้งสุดท้าย

  ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง "หมู่บ้านเสื้อแดง"

              อานนท์พบทักษิณครั้งสุดท้าย

กลับมาถึงเมืองไทย อานนท์พยายามจะเคลื่อนไหวในลักษณะเดิม เปลี่ยนจากหมู่บ้านเสื้อแดงมาเป็นหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย คู่ขนานไปกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถจุดกระแสอะไรได้ บวกกับ “ทักษิณ” ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากกว่า

ก่อนหน้านั้น อานนท์ได้จัดทำฟาร์มเห็ด สอนการปลูกเห็ดขาย จนกลายเป็นหมู่บ้านเห็ด เหมือนรอเวลาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เมื่อทักษิณไม่สนใจข้อเสนอของพวกเขา ก็จึงเสาะหาหนทางการต่อสู้ใหม่

หลังเลือกตั้ง 2562 อานนท์ แสนน่าน หันมาลุยเรื่องกัญชาอย่างหนัก โดยร่วมกับนักธุรกิจในท้องถิ่น ก่อตั้งบริษัทฟาร์มสุขใจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด(มหาชน) ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้เมืองสมุนไพรฟาร์มสุขใจบ้านอ่างหิน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ปลายปี 2562 สุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พบกับอานนท์ แสนน่าน ในฐานะมิตรสหายเสื้อแดงเก่า จึงเกิดอีเวนท์อดีตแกนนำเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน มาร่วมพิธีคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดง พร้อมรับป้าย “เรารักประเทศไทย”

นับจากนั้น อานนท์ แสนน่าน จึงออกมาเคลื่อนไหวจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และชุมชนต้องอยู่รอดด้วยศาสตร์พระราชา

“หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย” จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศ จากภาคอีสาน ไปภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้

  ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง "หมู่บ้านเสื้อแดง"

                อานนท์ พบแรมโบ้อีสาน

อานนท์กำลังเดินตามรอยหมู่บ้านเสื้อแดง ที่เคลื่อนไปทั่วไทย เหนือ ใต้ ออก ตก แต่คราวนี้ เขาเชิดชูอุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2563 อานนท์ แสนน่าน ประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ได้พบ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางช่วยเหลือประชาชนและจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับภาครัฐได้ 

นั่นคือ “คณะอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจนเกษตรกร (คปจ.กษ.)” ขึ้นภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับประชาชนตาม หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และ จังหวัดต่าง ๆ พร้อมกับเสนอของบประมาณตามหลักการแก้ไขปัญหาความยากจนเกษตรกร

หลังโควิดผ่านพ้นไป อานนท์ แสนน่าน จะลุยเปิด “หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย” ลบล้างภาพเก่าๆ หมู่บ้านเสื้อแดงให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

เซฟจุติ คำประกาศ ‘แม่เลี้ยงติ๊ก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เซฟจุติ คำประกาศ ‘แม่เลี้ยงติ๊ก’

 เซฟจุติ คำประกาศ 'แม่เลี้ยงติ๊ก'23 มิถุนายน 2563 – 08:25 น.

เจ้าแม่ลูกหนังเมืองแพร่ “ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู” ออกแรงเซฟจุติ ท่ามกลางกระแสปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 .. คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++

พรรคประชาธิปัตย์ยุคอู๊ดด้า มีปรากฏการณ์แปลกๆ อย่างกรณี ส.ส.หรืออดีต ส.ส. ยกขบวนไปพบ “พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. 

อย่างเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2563 ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำทีม อดีต ส.ส.ภาคเหนือ อาทิ วิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส. สุโขทัย, สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และสมบัติ ยะสินธ์ุ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน พ่วงด้วย วิทยา แก้วภารดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับพีระพันธ์ุ

หลังจากนัั้น ก็มีข่าวการปรับ ครม.ในโควต้าพรรค ปชป. โดยมีชื่อของแม่เลี้ยงติ๊ก จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดท ที่จะขอขึ้น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทนจุติ ไกรฤกษ์

 เซฟจุติ คำประกาศ 'แม่เลี้ยงติ๊ก'

                 จุติ ไกรฤกษ์

++

ก๊วนเดียวกัน

++

วันที่ 22 มิ.ย.2563 ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ตอบคำถามนักข่าวเรื่องปรับ ครม.ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมติพรรคแต่ยืนยันรัฐมนตรี จุติ ไกรฤกษ์ เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนี้แล้ว พิสูจน์ได้จากการทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยุคที่ผ่านมา

การเลือกหัวหน้าพรรค ปชป.เมื่อกลางปีที่แล้ว จุติ ไกรฤกษ์ และ “แม่เลี้ยงติ๊ก” เลือกพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แต่ช่วงสรรหารัฐมนตรี “จุติ” และมิตรสหายเดินหน้าชนจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ โดยยกประเด็นการเป็นเลขาธิการพรรคมา 5 ปี โดยมี ส.ส.สาย กปปส.เป็นกองหนุน

ถึงขั้นมีข่าวว่า อิสสระ สมชัย สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทีมงาน เดินไปที่ห้องทำงานของจุรินทร์ แสดงจุดยืนสนับสนุนจุติ เป็นรัฐมนตรี พม.

ในที่สุด จุติ ไกรฤกษ์ ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ก็ยกทีมงานไปช่วยแน่นกระทรวง รวมถึง ส.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาวอิสสระ 

++

แม่เลี้ยงสายบอล

++

แม้ในสังเวียนเลือกตั้งเมืองแพร่ นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เล่นการเมือง แม่เลี้ยงติ๊กที่สวมเสื้อ ปชป. ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการยึดสนามเมืองแพร่ ยกเว้นเลือกตั้งปี 2544 

ระยะหลัง แม่เลี้ยงติ๊กในฐานะนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดแพร่ ได้ลงทุนลงแรงปั้นทีมลูกหนัง “ม้าคะนองศึก” แพร่ ยูไนเต็ด โดยมอบให้น้องชาย “โกปี้” พงษ์สวัสดิ์ ศุภศิริ เป็นประธานสโมสร และน้องสะใภ้ “แม่เลี้ยงไก่” ศุภวัลย์ ศุภศิริ เป็นผู้จัดการทีม

 เซฟจุติ คำประกาศ 'แม่เลี้ยงติ๊ก'

             แม่เลี้ยงเมืองแพร่

ส่วนตัวแม่เลี้ยงติ๊ก เป็นประธานที่ปรึกษา แต่เอาจริงเอาจังกับแพร่ ยูไนเต็ด ไม่แพ้การเมือง พาทีมไต่อันดับมาตั้งลีกบ้านนอก จนได้เลื่อนชั้นมาเล่นในไทยลีก 2 ฤดูกาล 2020 

นับเป็นความสำเร็จของแม่เลี้ยงติ๊ก ดังคำขวัญของแพร่ยูไนเต็ด “เราคือแพร่ยูไนเต็ด เราจะสู้ให้คนแพร่ได้ภูมิใจ” และเป็นปีที่ 10 ของการก่อตั้งสโมสรม้าคะนองศึก

ได้กลิ่นม็อบ “เสี่ยจ๊ะ” คุยพีมูฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ได้กลิ่นม็อบ “เสี่ยจ๊ะ” คุยพีมูฟ

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ22 มิถุนายน 2563 – 14:56 น.

ม็อบพีมูฟเคลื่อนแล้ว “เสี่ยจ๊ะ” มือการเมือง”บิ๊กตู่” ชิงคุยแกนนำ โยนโจทย์ใหญ่ให้พีมูฟคิดก่อนเคลื่อน

++
          โควิดซา เตรียมพาเหรดกันมาเป็นแถว หลังได้ข่าวรัฐบาลจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งม็อบการเมือง และม็อบคนจน นัยว่า พีมูฟจะเคลื่อนเข้าทำเนียบเดือน ก.ค.นี้ 

          ก่อนสถานการณ์โควิดระบาด ประมาณกลางเดือน ก.พ.2563 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้ร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาสิทธิที่ดินร่วมกับรัฐบาล โดยวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มีมติสั่งการให้แต่ละคณะอนุกรรมการฯ ทำงานให้ได้ข้อสรุปภายใน 90 วัน

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2563 “เสี่ยจ๊ะ” ธนพร ศรียากูล คณะทำงานสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (สบนร.) และที่ปรึกษากรมประมงด้านการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ได้เปิดห้องพูดคุยกับแกนนำพีมูฟแบบเพื่อนมิตร

          ก่อนอื่น ต้องมาทำความรู้จัก”สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี” (สบนร.) เป็นหน่วยงานพิเศษในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่มิใช่หน่วยราชการ และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          มีภารกิจหลักคือ การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดำเนินภารกิจเชิงยุทธศาสตร์และเชิงบูรณาการ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชาชนที่ทำตามระบบราชการปกติไม่สำเร็จ หรือมีความล่าช้า จนอาจเกิดความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง

          “เสี่ยจ๊ะ” ธนพร ศรียากูล อดีตมือทำงานการเมืองผู้ช่ำชอง และหัวหน้าพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาเป็นคณะทำงานของ สบนร. นานแล้ว

          วันที่ “เสี่ยจ๊ะ” ได้นัดพบแกนนำขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) จึงเสนอหลักการต่อพีมูฟแบบมิตรสหาย 3 ประเด็น
          1.จะทำงานกับพรรคการเมืองหรือไม่? อย่างไร?
          2.จะร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง อาจไม่ใช่สิ่งที่สนใจ แต่ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายพีมูฟ เช่น CPTPP
          3.มีจุดยืนอย่างไรกับการกระจายอำนาจและการเลือกตั้งท้องถิ่น

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          เสนอประเด็นให้พีมูฟ พิจารณาขับเคลื่อน
          1.นำเสนอภาครัฐตั้งกลไก มีอัยการสูงสุดเป็นประธาน รวบรวม จำแนก แยกแยะข้อมูลคดีป่าไม้ทั้งหมด จะกี่หมื่นคดีก็ตาม เพื่อสามารถหาแนวทางบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม แบบตอนที่เราปลดใบเหลืองประมง

          2.เสนอให้ภาครัฐนำข้อมูลการสำรวจเผยแพร่ ผ่านเว็บ แบบสภาพัฒน์เผยแพร่โครงการ 400,000 ล้าน เพื่อความโปร่งใส รักษาสิทธิชาวบ้าน และระดมความเห็นจากสังคมเพื่อการเดินหน้าแก้ปัญหา
          พีมูฟยังฝาก สบนร. ช่วยเร่งเสนอ ติดตาม ประสาน การจัดเวทีรับฟังกฏหมายรอง อย่างกว้างขวางทั่วถึง

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          และประสานหารือระหว่างพี่น้องชาวเล กรมอุทยานฯ กรมประมง เกี่ยวกับการจับปลาในเขตอุทยาน ที่ปัญหาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ พังงา กระบี่ และสตูล

          คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ จะมีข่าวการเคลื่อนไหวของพีมูฟมากขึ้น เนื่องจากช่วงโควิด การติดตามแก้ไขปัญหาคนจนก็พลอยชะงักไปด้วย