เส้นทาง ‘เหวง’ จากภูพานสู่เรือนจำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เส้นทาง ‘เหวง’ จากภูพานสู่เรือนจำ

  เส้นทาง 'เหวง' จากภูพานสู่เรือนจำ27 มิถุนายน 2563 – 08:02 น.

กว่าค่อนชีวิต เหวง โตจิราการ พานพบทุกสมรภูมิ จากราชดำเนิน เดินสู่ภูพาน คืนรัง แดงทั้งแผ่นดิน ก่อนเข้าเรือนจำในวัยเกือบ 70 ปี

++

เช้าวันที่ 26 มิ.ย.2563 นพ.เหวง โตจิราการ จัดรายการ Facebook Live ตามปกติ ตอนหนึ่งหมอเหวงบอกว่า “วันนี้ต้องเดินทางไปฟังคำพิพากษาฎีกา กรณีการชุมนุมหน้าบ้านสี่เสา ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ผมน้อมรับทุกประการ..ถ้าศาลฎีกาพิพากษาให้เข้าเรือนจำ ผมก็ต้องเข้าเรือนจำ”

เย็นวันเดียวกันนั้น หมอเหวงจึงได้เข้าเรือนจำ พร้อมกับวีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

ตอนสายวันนั้น ก่อนเข้าไปฟังคำพิพากษา หมอเหวงให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า “จากความเป็นจริงในโลก เส้นทางประชาธิปไตยมันยาวไกลมาก บางประเทศใช้เวลาต่อสู้ร่วมร้อยปี ผมยังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อไป หากว่าผมยังไม่สูญเสียชีวิต ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมยังเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ”

วันนี้ หมอเหวงอายุ 69 ปี เริ่มต้นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในวัย 20 ปี ยุคสงครามเย็น คนหนุ่มสาว พ.ศ.นั้น ต้องเผชิญกับการล้อมปราบอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน
                       

  เส้นทาง 'เหวง' จากภูพานสู่เรือนจำ

++

ยุคแสวงหา

++

ปี 2513 เหวง โตจิราการ เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีความสนใจเรื่องพุทธศาสนา จึงเป็นประธานชมรมพุทธศาสตร์ มหิดล จนเพื่อนเรียก “มหาเหวง”

ปี 2517 เหวงได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคแนวร่วมมหิดล และเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดล

ปี 2518 ออกจากรั้วมหิดลไปขับเคลื่อน “แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” ส่งผลให้ตกเป็นเป้าหมายการล่าสังหารจากฝ่ายขวา เหวง ร่วมกับเพื่อนผู้นำนักศึกษา-กรรมกร ได้แก่ ปรีดี บุญซื่อ, ประสิทธิ์ ไชโย, เทิดภูมิ ใจดี, สมาน เลิศวงศ์รัฐ, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ จิระนันท์ พิตรปรีชา ต้องเดินทางไปฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาเวียดนาม และเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ปี 2521 ศูนย์การนำ พคท. ส่งตัวหมอเหวง หรือ “สหายเข้ม” จากแนวหลัง เพื่อมาทำงานด้านการแพทย์ที่แนวหน้าฐานที่มั่นภูพาน

++

ภูพานสู้

++

ปี 2523 “สหายปูน” ธิดา ถาวรเศรษฐ์ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เดินทางมาเยี่ยมเยือนฐานที่มั่นภูพาน และพบรักสหายหนุ่ม “หมอเหวง” หรือ “สหายเข้ม” 

ปี 2524 หมอเหวงเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 4 เฉพาะภาคอีสาน บนฐานที่มั่นภูพาน 

ปี 2525 สหายปูนหรือธิดา ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 แต่กลับไม่มีชื่อหมอเหวง

ปี 2526 หมอเหวง ประกาศแตกหักกับ พคท. ด้วยการเขียนหนังสือ “ป่าแตก” ร่วมกับ ธิดา ถาวรเศรษฐและในเวลาต่อมา ได้จัดงานฉลองการสมรสกับธิดา โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นพยานในการฉลองสมรส

  เส้นทาง 'เหวง' จากภูพานสู่เรือนจำ

++

สู้เพื่อประชาธิปไตย

++

หลังพฤษภาทมิฬ เหวงและธิดา ปลุกปั้นสมาพันธ์ประชาธิปไตย และพยายามฟื้นองค์กรปฏิวัติไทย 

ต้นปี 2549 เหวง และมิตรสหายได้เข้าพบสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บ้านพระอาทิตย์ พูดคุยเรื่องแนวทางการต่อสู้ แต่จูนกันไม่ติด จึงแยกทางกันเดิน

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 เหวงเข้าร่วมขบวนการคนรักทักษิณต้านเผด็จการทหาร และยกระดับเป็นองค์กรแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.)

การเคลื่อนไหวของ นปก.ช่วงปี 2550 ยังอยู่ภายใต้การสนับสนุนแบบลับๆ ของ เนวิน ชิดชอบ 

ก่อนจะเป็น นปก. วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จักรภพ เพ็ญแข ,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ไปพบทักษิณ ขอตั้งสถานีโทรทัศน์พีทีวี และจัดการชุมนุมในนามม็อบพีทีวี

ว่ากันว่า “จักรภพ” เป็นคลังสมองของ นปก. และตั้งธง “ล้มป๋า” จึงมีปฏิบัติการบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์อยู่หลายรอบ และเกิดเรื่องใหญ่ในที่สุด

แฉคดีบุกบ้านป๋า อัยการเคยสั่งไม่ฟ้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แฉคดีบุกบ้านป๋า อัยการเคยสั่งไม่ฟ้อง

แฉคดีบุกบ้านป๋า อัยการเคยสั่งไม่ฟ้อง26 มิถุนายน 2563 – 17:28 น.

แฉคดีบุกบ้านป๋า อัยการเคยสั่งไม่ฟ้อง

คดีบุกบ้านป๋าเปรมที่ทั้งศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา พิพากษาตรงกันทั้ง 3 ศาลว่าแกนนำ นปช. ซึ่งสมัยนั้นยังเรียกตัวเองว่า “นปก.” (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ) มีความผิดจริง จึงสั่งลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเป็นการจัดชุมนุมที่ไม่ได้เป็นการ “ชุมนุมโดยสงบ” แต่เป็นการจงใจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นเหตุร้ายแรง จึงไม่เมตตาลงโทษสถานเบาตามที่ร้องขอ แม้จะมากลับคำให้การเป็นรับสารภาพผิดในภายหลังนั้น 

จริงๆ แล้วคดีนี้ หากย้อนตรวจสอบกลับไปเมื่อปี 52 จะพบความจริงที่ไม่น่าเชื่อว่า อัยการเคยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแกนนำ นปช.ทั้งหมดมาแล้ว โดยมีคำสั่งฟ้องเพียงผู้ร่วมชุมนุมโนเนมแค่ 2 คนเท่านั้น

วันที่ 27 มีนาคม 2552 หรือเมื่อ 11 ปีก่อน นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาในขณะนั้น เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีแกนนำ นปช.บุกบ้านป๋าเปรมว่า คณะทำงานอัยการได้พิจารณาสำนวนหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง” โดยให้เหตุผลว่า ลักษณะการชุมนุมเป็นไปอย่างเปิดเผย ไม่มีอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ (จะเห็นได้ว่าเหตุผลของอัยการ ตรงข้ามกับศาลที่ตัดสินในภายหลังทั้ง 3 ศาลอย่างสิ้นเชิง) 

โดยผู้ต้องหาในคดีนี้มี 15 คน ซึ่งนอกจาก 4 แกนนำที่ติดคุกวันนี้แล้ว ยังมี นายจักรภพ เพ็ญแข / นายจรัล ดิษฐาอภิชัย / พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตแกนนำที่หลบหนีออกนอกประเทศด้วย โดยในส่วนของ พันเอกอภิวันท์ เสียชีวิตไปแล้ว / แต่อัยการกลับมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ชุมนุมโนเนม 2 คน ที่เหลือ 13 คนสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด 

ความเห็นของอัยการในครั้งนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หนำซ้ำหลังจากมีคำสั่ง ทางอัยการก็ไม่ได้แถลงข่าวต่อสาธารณชน แต่เก็บเรื่องเงียบไว้ กระทั่ง “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดปากให้สัมภาษณ์เอง สังคมจึงได้ทราบว่าคดีนี้อัยการสั่งไม่ฟ้อง 

ตามขั้นตอนเมื่ออัยการมีความเห็นแตกต่างจากตำรวจ ต้องส่งสำนวนกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีความเห็นสั่งฟ้องตั้งแต่แรก โดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน คือ พลตำรวจโท เจตน์ มงคลหัตถี นายตำรวจมือสอบสวนคนดัง 

ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้ทำความเห็นแย้งอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา โดยยืนยันสั่งฟ้อง ทำให้ต้องส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด 

อัยการสูงสุดในขณะนั้นก็คือ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้พิจารณาสำนวนแล้ว มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด ในวันที่ 31 กรกฎาคม คดีจึงถูกนำขึ้นสู่ศาล กระทั่งศาลพิพากษาจำคุกแกนนำ นปช. ทั้ง 3 ศาล และต้องเข้าคุกจริงเพราะศาลไม่รอลงอาญา ในการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ (ยกเว้นพวกที่หนีไปต่างประเทศและเสียชีวิต)

มีรายงานว่า ช่วงที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีบุกบ้านป๋าเปรมในตอนแรก แกนนำ นปช.บางส่วนได้ฟ้องกลับนายตำรวจระดับสูงบางนายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วย โดยตำรวจที่ถูกฟ้องเป็น “นายตำรวจราชสำนักประจำ” หรือ นรป. ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงอิทธิพลของ “ระบอบทักษิณ” ที่ส่งผลถึงคดีนี้และการฟ้องกลับนายตำรวจใหญ่

ทิ้งเพื่อนแดง “จักรภพ” หน้านวล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทิ้งเพื่อนแดง “จักรภพ” หน้านวล

ทิ้งเพื่อนแดง "จักรภพ" หน้านวล26 มิถุนายน 2563 – 12:55 น.

ทิ้งเพื่อนแดง “จักรภพ” หน้านวล “จักรภพ เพ็ญแข” บุกบ้านป๋าเปรม รอดคุก หนีไปซุกใต้ปีกผู้นำเขมร ก่อนจะเผ่นหนีตายไปยุโรป หลัง”วันเฉลิม” หายตัวไป

++
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่มีแกนนำเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์หลบอยู่ในกัมพูชาแล้ว หลัง “จักรภพ เพ็ญแข” เผ่นหนีไปปักหลักอยู่แถวยุโรป ส่วน “เซเลบแดง” บางกลุ่มยังใช้ชีวิตตามปกติ ภายใต้การดูแลของเครือญาติสมเด็จฮุน เซน

“จักรภพ” พึ่งใบบุญสมเด็จฮุน เซน อยู่หลายปี แต่พักหลัง ชักไม่แน่ใจในความปลอดภัย จึงย้ายไปอยู่แถวฝั่งยุโรป เขาจึงให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ได้เต็มปากเต็มคำ ไม่มีกั๊กเหมือนเก่า

อ่านข่าว…  จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร

ล่าสุด “จักรภพ” ได้โหนกระแสประวัติศาสตร์ โพสต์เรื่องสรุปบทเรียนจากการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว 

จักรภพสรุปไว้ 10 ข้อ ตามทัศนะ “ซ้ายสุดขั้ว” แต่มีหัวข้อที่น่าสนใจอยู่ไม่กี่ข้อ เขาคงถอดบทเรียนความพยายาม “ปฏิวัติมวลชน” มาสองสามครั้ง แต่ไม่สำเร็จ

“ในขบวนประชาธิปไตย มักจะมีผู้ทรยศปนอยู่ด้วยเสมอ คนแบบนี้เลวกว่าศัตรู เพราะแสร้งว่าเป็นมิตรแต่คอยทำลายจากภายใน เราต้องมีวิธีที่จะรับมือกับคนเยี่ยงนี้อย่างเหมาะสม”

ประเด็นนี้ จักรภพเขียนจากประสบการณ์ตรง เพราะเขารู้ดีว่า ผู้ลี้ภัยในลาวที่ถูกอุ้มหายไป ส่วนหนึ่งมาจากการทรยศหักหลังภายในหมู่แดงฮาร์ดคอร์

รวมถึงการเปิดเผยเรื่อง “กองกำลัง” และแหล่งสะสมอาวุธสงคราม ก็มาจากการขายความลับของคนเสื้อแดงบางคน หลังรัฐประหาร 2557

“ความอิจฉาริษยากันเอง ทำลายขบวนการทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย” บทเรียนนี้ จักรภพเริ่มมีอคติกับแกนนำ นปช.บางคน ไม่พอใจบทบาทการนำ เขาจึงแยกตัวไปเคลื่อนไหวกับ “กลุ่มแดงสยาม” ขบวนการตาสว่าง

อีกหัวข้อหนึ่งที่จักรภพฝันเฟื่อง “เมื่อ พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไม่มีมวลชน แต่ในยุคนี้มีมวลชน”

ประเด็น “มวลชน” จักรภพเชื่อในพลังมวลชน ที่จะลุกขึ้นมาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เขาจึงกระโจนเข้าร่วม “ม็อบต้านเผด็จการ” ตั้งแต่ปี 2550

เริ่มม็อบพีทีวี ที่เข้าเทคโอเวอร์การชุมนุมของกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ พัฒนาเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” (นปก.)

วันที่ 22 ก.ค.2550 จักรภพ และมิตรสหายอีก 15 คน ได้เคลื่อนมวลชน นปก.จากท้องสนามหลวงไปปิดล้อมบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนเป็นเหตุให้เกิดการจลาจล มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

เป้าหมายการบุกป๋าเปรม ก็เพื่อแสดงให้คนไทยเห็นว่า พล.อ.เปรม เป็นตัวแทนระบอบอำมาตย์ ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 2549

“จักรภพ” ตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อความวุ่นวายหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตอนหลังมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จักรภพจึงหนีออกไปจากประเทศไทย ตั้งแต่ “สงกรานต์เลือด” ม็อบเสื้อแดงยกแรกพ่ายแพ้ เมื่อปี 2552

หลังจากนั้น ในปีเดียวกัน แกนนำ นปช. ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับเครือข่ายพลังประชาธิปไตย “กลุ่มแดงสยาม” ที่นำโดย จักรภพ เพ็ญแข

เป็นที่ทราบกันดี จักรภพ ศรัทธาในแนวคิดเปลี่ยนระบอบ ของ สุรชัย แซ่ด่าน จึงอาสาเป็นประธานกลุ่มแดงสยาม หันหลังให้กับกลุ่ม นปช. 

จักรภพจะวิพากษ์แกนนำ นปช. เป็นพวกที่สู้ไป กราบไป ไม่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน

ความฝันของจักรภพ ยังบรรเจิด จึงละเมอเพ้อว่า “…จากนี้ไปเป็นวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คือเป็นรุ่งขึ้นของวันปฏิวัติสยามเสมอไป จะได้เลิกเสียเวลาของบ้านเมืองเสียที”

ฉีกปฎิญญา “นายกชาย” ทิ้ง ส.ส. ชน”ผู้การชาติ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฉีกปฎิญญา “นายกชาย” ทิ้ง ส.ส. ชน”ผู้การชาติ” 

ฉีกปฎิญญา "นายกชาย" ทิ้ง ส.ส. ชน"ผู้การชาติ" 26 มิถุนายน 2563 – 09:50 น.

ฉีกปฎิญญา “นายกชาย” ทิ้ง ส.ส. ชน”ผู้การชาติ”  ถ้าเป็นจริงก็เหนื่อย ‘เดชอิศม์’ ส.ส.สงขลา จะลาออก ชิงนายก อบจ. ชน “ผู้การชาติ” แม่ทัพใต้ พปชร. คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
หลังเลือกตั้ง 2562  “ถาวร เสนเนียม” นัด ส.ส.สงขลา 8 เขต จาก 3 พรรคการเมืองมานั่งคุยกัน ได้แก่เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ (พปชร.) ,เขต 2 ศาสตรา ศรีปาน (พปชร.) ,เขต 3 พยม พรหมเพชร (พปชร.) ,เขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี(พปชร.) ,เขต 5 เดชอิศม์ ขาวทอง(ปชป.) ,เขต 6 ถาวร เสนเนียม (ปชป.) ,เขต 7 ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ (ภท.) และเขต 8 สุรินทร์ ปาลาเร่ (ปชป.) ในนาม “ลูกสงขลา”

นอกจาก ส.ส.ทั้ง 8 คน ก็มี พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล แม่ทัพใต้ของพลังประชารัฐ รวมอยู่ด้วย โดยพวกเขาจับมือทำงานเพื่อสงขลาบ้านเกิด หมดเวลาทะเลาะกัน ลดความขัดแย้ง

อ่านข่าว…   ผ่าด้ามขวานไทย สายมุสลิมแยกทาง “ผู้การชาติ”

ฉีกปฎิญญา "นายกชาย" ทิ้ง ส.ส. ชน"ผู้การชาติ" 

นายกชาย หอมกลิ่นการเมืองท้องถิ่น

มาถึงวันนี้ ด้วยวิถีการเมือง “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง เตรียมอำลาตำแหน่ง ส.ส.มาเล่นการเมืองท้องถิ่น โดยเสนอตัวชิงนายก อบจ.สงขลา ชนกับ “ผู้การชาติ” ข่าวนี้ทำเอาสภากาแฟหาดใหญ่ ตั้งวงวิเคราะห์กันสนุกปาก 

++
พี่หลวงถอดใจ
++
เดิมที  “พี่หลวงคร” พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ประกาศจะลงชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน นิพนธ์ บุญญามณี ทิ้งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา ไปเป็น รมช.มหาดไทย รวมถึงไพร พัฒนา ก็ขอลงสนามนายกฯ หาดใหญ่ต่ออีกสมัย

พล.ต.ท.สาคร จึงต้องมาเล่นสนาม อบจ.สงขลา โดยแกนนำ ปชป.สงขลา ก็ให้การสนับสนุน แต่เดินหาเสียงไปได้สักพัก “พี่หลวงคร” เกิดอาการถอดใจ ขอกลับไปเล่นสนามเล็กดีกว่า

สุดสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างการไปดูงานด้านการท่องเที่ยว “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง บอกกับนักข่าวว่า อยากแก้ปัญหาพื้นที่ จ.สงขลา ให้ดีขึ้น เพราะเป็นคนสงขลา รักสงขลาอย่างแท้จริง

ฉีกปฎิญญา "นายกชาย" ทิ้ง ส.ส. ชน"ผู้การชาติ" 

ลูกสงขลา ในวันที่ประกาศรวมพลังเพื่อท้องถิ่น

เบื้องต้นได้หารือกับ ถาวร เสนเนียม ไว้บ้างแล้ว สำหรับการจะลาออกจาก ส.ส.มาเล่นการเมืองท้องถิ่น

สาเหตุหลักน่าจะมา “สาคร ทองมุณี” หลังได้ทดลองเดินสายท้องถิ่นแล้ว ขอถอนตัวจาก นายก อบจ.สงขลา มาขอเดินหน้าลุยนายกเทศบาลนครหาดใหญ่แทน

“นายกชาย” เป็นคน อ.รัตภูมิ เริ่มเล่นการเมืองจากเวที สจ.สงขลา และก้าวเป็นนายก อบจ.สงขลา ก่อนจะเบนเข็มสู่เวที ส.ส.

ฉีกปฎิญญา "นายกชาย" ทิ้ง ส.ส. ชน"ผู้การชาติ" 

แอ๊ด เชียร์ผู้การชาติ

++
ผู้การใจสิงห์
++
ปลายปีที่แล้ว “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล จับมือ “แอ๊ด คาราบาว” จัดคอนเสิร์ตคาราบาวมหากุศล 5 วัน 5 อำเภอ (อ.เมืองสงขลา อ.หาดใหญ่ อ.เทพา อ.สะเดา และอ.สะทิงพระ) ถือว่าเป็นการเปิดตัวผู้การชาติ ในนามกลุ่มสงขลาประชารัฐ พร้อมคำขวัญ “อบจ.สีขาว”

ชื่อชั้นผู้การชาติ โดดเด่นขึ้นมา เพราะพรรคพลังประชารัฐ กวาด ส.ส.ได้ 13 จาก 50 เขตในภาคใต้ ที่สงขลากวาดมาได้ถึง 4 จาก 8 ที่นั่ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำการชาตินำทีมเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ โดยมี ไพร พัฒโน อดีตลูกหม้อ ปชป. เดินตามเข้าบ้านป่ารอยต่อฯด้วย

ศึกเลือกตั้งท้องถิ่นสงขลา ทั้งสนามเทศบาลนครหาดใหญ่ และ อบจ.สงขลา ดุเดือดแน่ ถ้า “นายกชาย” เอาจริง และ “พี่หลวงคร” ไปเล่นสนามเล็ก

ฉีกปฎิญญา "นายกชาย" ทิ้ง ส.ส. ชน"ผู้การชาติ" 

“หมอนก”นำหัวขบวนทวงคืนธรรมาภิบาลบุกทำเนียบฯทวงสัญญาจาก”นายกฯ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หมอนก”นำหัวขบวนทวงคืนธรรมาภิบาลบุกทำเนียบฯทวงสัญญาจาก”นายกฯ”

"หมอนก"นำหัวขบวนทวงคืนธรรมาภิบาลบุกทำเนียบฯทวงสัญญาจาก"นายกฯ"25 มิถุนายน 2563 – 17:50 น.

“หมอนก” พญ.กนกวรรณ นำหัวขบวนทวงคืนธรรมาภิบาล พร้อมรพศ.ทั่วประเทศ องค์กรแพทย์และภาคีเครือข่ายฯ บุกเนียบรัฐบาล ทวงถามสัญญา 3 ข้อจาก “นายกฯตู่”

ความคืบหน้ากรณีองค์กรแพทย์ขอนแก่น และบุคลากรสาธารณสุข สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย(สพศท.)รวมทั้งเครือข่ายประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจ รวมตัวเรียกร้องธรรมาภิบาลกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กรณีการโยกย้าย“หมอชาญชัย”นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) ขอนแก่น ออกจากพื้นที่ด้วยข้อกล่าวหา“ฉ้อราษฎร์บังหลวง” จนเกิดประเด็นต่างๆ  ตามด้วยชมรมแท็กซี่สนามบินขอนแก่นออกมาเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ติดสติกเกอร์ #SAVEธรรมาภิบาล รพ.ขอนแก่น คนดีต้องมีที่ยืน ขอคนดี กลับมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดเบื้องลึก…ย้าย “หมอชาญชัย”ไม่เป็นธรรม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 เครือข่ายประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจเดินทางมายังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.)เพื่อขอเข้าพบ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เพื่อทวงถามธรรมาภิบาลในสธ. จากกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง “หมอชาญชัย” และย้ายมาปฏิบัติราชการที่กองบริหารการสาธารณสุข โดย นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัด สธ. เป็นผู้มารับเรื่องแทนนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอนก” พญ.กนกวรรณ ศรีรักษา ประธานองค์กรแพทย์ รพศ.ขอนแก่น เปิดใจกับ “คมชัดลึกออนไลน์” ถึงความคืบหน้าของคดี “หมอชาญชัย” นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)ขอนแก่น ว่า วันนี้ (25มิ.ย.2563 ) ครบ 25 วันแล้วหลังหมอชาญชัยถูกคำสั่งย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ในฐานะประธานองค์กรแพทย์ รพศ.ขอนแก่น เตรียมขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

 “13.00 น.วันศุกร์ที่ 26 มิ.ย.2563 องค์กรแพทย์ขอนแก่น และบุคลากรสาธารณสุข สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย(สพศท.)รวมทั้งเครือข่ายประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจ รวมตัวเรียกร้องธรรมาภิบาลกระทรวงสาธารณสุข นัดกันแต่งกายด้วยชุดดำจากนั้นเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงสัญญา 3 ข้อจากพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังพวกเราได้ยื่นข้อเรียกร้องเมื่อ 2 สัปดาห์” พญ.กนกวรรณ ระบุ

พญ.กนกวรรณ ย้ำถึงข้อเรียก 3 ประการว่า ประการที่1.เราเรียกร้องขอความเป็นธรรมในการย้ายหมอชาญชัย “ผอ.ชาญชัย จันทร์วรขัยกุล” กลับมารพศ.ขอนแก่น เพื่อให้ท่านได้กลับมาทำหน้าที่ตามเดิม ในระหว่างที่กระบวนการสอบสวนดำเนินไป 

“เหตุผล ไม่มีความชอบธรรมในการย้ายตั้งแต่แรก เพราะหมอชาญชัย ไม่ได้ขัดขวางกระบวนการสอบสวนหรือข่มขู่พยานตามที่ถูกกล่าวหาลองคิดดูว่าการย้ายคนที่มีความสามารถเข้าไปแขวนที่กระทรวงสาธารณสุข กับการให้ท่านมาทำงาน แบบไหนประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน”พญ.กนกวรรณ ระบุ

ประการที่2.ขอเรียกร้องตั้งกรรมการสอบสวนที่เป็นกลาง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ หากไม่สามารถหากรรมการที่เป็นกลางได้จริง ขอให้องค์กรอิสระจากภายนอกเข้ามาสอบสวนแทน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

“เหตุผล เพราะตามกลไกปกติ กรรมการสอบต้องเป็นไปคิวตามหลักธรรมาภิบาลของกองวินัย เหตุใดจึงทำตามกลไกเดิมไม่ได้พวกเราคิดว่าข้อเรียกร้อง 2 ประการนี้มีเหตุผลสมควร และอยู่ในอำนาจที่สามารถปฏิบัติได้ หากผู้ใหญ่มีเมตตาและมีความเที่ยงธรรมพอ จึงเรียนมาด้วยความเคารพ”พญ.กนกวรรณกล่าว

ประการที่3.ความคืบหน้าในการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นรูปธรรม

0กมลทิพย์ ใบเงิน0 เรียบเรียง

โซเชียลร้อนแรง ปมร้อน ฌอน # เซฟ หรือไม่ เซฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โซเชียลร้อนแรง ปมร้อน ฌอน # เซฟ หรือไม่ เซฟ

โซเชียลร้อนแรง ปมร้อน ฌอน # เซฟ หรือไม่ เซฟ25 มิถุนายน 2563 – 17:12 น.

โซเชียลร้อนแรง สำหรับ ประเด็น ฌอน บูรณะหิรัญ หลังถูกถล่มยับเพียงชั่วข้ามคืน ล่าสุด นักวิชาการ ออกมาชื่นชม ชวน เซฟ ฌอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง ในโลกออนไลน์ เพียงชั่วข้ามคืน จากกรณีที่ “ฌอน บูรณะหิรัญ” ได้ร่วมกิจกรรมปลูกป่าและมีการชื่นชม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าตัวจริงน่ารักมาก

โดยฌอน บูรณะหิรัญได้ชื่นชมว่า บิ๊กป้อม ตัวจริงน่ารักมาก พร้อมแนะอย่าเชื่อสื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ จนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างมากจากคนในโซเชียล ผู้อ้างตนว่าคลั่งในประชาธิปไตย แต่รับความคิดเห็นต่างจากตัวเองไม่ได้ และเมื่อเข้าไปสำรวจในเพจ “Sean Buranahiran – ฌอน บูรณะหิรัญ และจากการตรวจสอบยอดผู้ติดตามจากกว่า 4 ล้านคน ขณะนี้ลดลงเหลือ 3.9 ล้าน บัญชีผู้ติดตามเท่านั้น

ขณะที่ในโลกออนไลน์ ก็มีหลายคนที่ออกมาตำหนิ ด่าทอ และให้กำลังใจ ฌอน เป็นอย่างมาก  อย่างเช่น พระมหาไพรวัลย์ วรรณบุตร พระนักเคลื่อนไหวกิจกรรมชื่อดัง ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ในประเด็นดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีข้อความว่า  “อาตมาเป็นกำลังใจให้โยม Sean Buranahiran – ฌอน บูรณะหิรัญ นะ บทเรียนครั้งนี้ (โยมฌอนอาจไม่มองว่าเป็นบทเรียนก็ได้ อาจก็เป็นปรากฎการณ์หรืออะไรก็ตาม) สำคัญมาก อย่างน้อยที่สุดมันจะช่วยให้โยมฌอนเรียนรู้ที่จะตระหนักอย่างมากยิ่งขึ้น

ปรากฎการณ์ครั้งนี้จะทำให้โยมฌอนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม การเคารพความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะของบุคคลสาธารณะที่มีผู้คนติดตามเป็นจำนวนมาก โยมฌอนไม่สามารถหลีกหนีมันได้

อาตมาเคยฟังโยมฌอนพูดนะ โยมฌอนพูดว่า ในทุกครั้งที่เราพลาด ชีวิตต้องการเราคนใหม่เสมอ ดังนั้นในฐานะของคนที่เคยอ่านหนังสือของโยมฌอน มาเหมือนกัน อาตมาก็รอโยมฌอนคนใหม่อยู่”

โดยในคอมเม้นท์ของพระมหาไพรวัลย์ ได้แจงเหตุผลไว้ว่า “ที่พูดถึงฌอนนั้นในฐานะของคนที่ซื้อหนังสือมาอ่านและติดตามฟังแง่คิดของฌอนในยูทูปเท่านั้น”

ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์  ยังเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเพจของฌอน โดยโพสต์รูปภาพนั่งสวดมนต์ถือตาลปัตรที่มีข้อความว่า “เดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว”

พระนักเคลื่อนไหว ก็ได้ขึ้นโพสต์อีกรอบว่า “ชีวิตของพวกเราทุกคนมีความเป็นโค้ชอย่างสมบูรณ์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้วนะ ชีวิตแนะนำพวกเรา สอนพวกเราอยู่ทุกวัน และสอนด้วยความจริงอย่างชนิดที่เหมาะสมและตรงกับเราที่สุดด้วย ลองฟังเสียงพูด ฟังคำเตือนจากชีวิตของตัวเองให้ดีดีเถอะ นั่นแหละ คือไลฟ์โค้ชของเรา”

ขณะที่ “ดร.สุวินัย ภรณวลัย” นักวิชาการ จากสถาบันทิศทางไทย ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ ฌอน พร้อมติด แฮชแทก #เซฟฌอน อีกด้วยโดย ระบุว่า..ฌอน

คนดังที่กล้าสวนกระแสแบบไม่กลัวว่าทัวร์จะลง ถ้าไม่ใช่คนกล้า คนโง่ (ที่ไม่รู้จักทิศทางลม) คนไม่แคร์ใคร หรือคนโลกสวยมากๆ คงทำไม่ได้แน่นอน บางที “ฌอน” อาจมีครบทั้งหมดในตัวเขาก็เป็นได้

#เซฟฌอน

ทั้งนี้ “ดร.สุวินัย” ได้ระบุว่าเพิ่มเติม อีกด้วยว่า ..โดยส่วนตัว ผมมองว่า “ฌอน”คงนึกไม่ถึงว่ามันจะออกมาแรงขนาดนี้ “ฌอน”น่าจะไม่รู้จักสังคมไทย และคนรุ่นใหม่ไทยดีพอ

Sean Buranahiran – ฌอน บูรณะหิรัญ

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา “ธนาธร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา “ธนาธร”

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"25 มิถุนายน 2563 – 14:07 น.

ขบวนการ 2475 กลับมาคึกคัก หลังผิดหวัง “ทักษิณ” ไม่สู้จริง โดยฝากหวังไว้กับ “คณะธนาธร” เปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

++
ความคึกคักของกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “2475 อยากให้ลืม เราจะจำ“ ทั้งข้างถนน และสื่อออนไลน์ เป็นผลพวงมาจาก ”คณะก้าวหน้า” และแนวร่วม ได้ร่วมกันปลุกระดมทางโซเชียล

คณะก้าวหน้า นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรือง” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ถือเอาวาระแห่งการรำลึก 88 ปี 24 มิ.ย.2475 เป็นอีเวนท์ใหญ่ ปักธงความคิด ด้วยการตอกย้ำคำประกาศคณะราษฎร ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ่านข่าว…   “คณะก้าวหน้า” แจง ปมสังคมคาใจรหัส 24 75 แลกเงิน 3 พัน
 
หากพิจารณาผู้เข้าร่วมกิจกรรมในแง่ “จำนวน” คงไม่เท่ากับช่วงกิจกรรมแฟลชม็อบ ตรงกันข้ามกับย้อนไปช่วงที่ คสช.บริหารประเทศใหม่ๆ มีแต่นักกิจกรรมหน้าเดิม และคนเข้าร่วมนับหัวได้

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

ปัญญาชนปีกซ้าย เคยฝากผีฝากไข้เพื่อไทย

ปัญญาชนปีกซ้าย พยายามเคลื่อนไหวเชิงอุดมการณ์ 2475 มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ก็เจอพลังขวาจัดต่อต้านเป็นระยะๆ บางเวลาฝ่ายซ้ายก็พลาดเอง ไม่ทันเกมจึงตกหลุมพราง
++
อีเวนท์ 112
++
“ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” นักวิชาการด้านนักประวัติศาสตร์ ที่เชื่อว่า 24 มิ.ย.2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่ามและเป็นวันแห่งการอภิวัฒน์สยาม คณะราษฎรได้กระทำการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นำชาติไทยก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย

สมัยคนเสื้อแดงผยองเดช ปัญญาชนปีกซ้ายเชื่อว่า นี่คือการลุกตื่นของพลังประชาชน และวันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงใกล้เข้ามาแล้ว

ปลายปี 2555 ชาญวิทย์ได้รับเชิญไปเสวนาทางวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ สหรัฐ ซึ่งวันนั้นมีการพูดถึงเรื่องการอภิวัฒน์สยาม 2475 “ผมคิดว่า มันจะมีกระบวนการที่ยาวมาก มันไม่จบนะ และพวกคุณจะได้เห็นการต่อสู้แบบไม่เคยมีมาก่อน..”

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

“ชาญวิทย์” กับม็อบแดง

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล ชาญวิทย์ ได้ร่วมมือกับ “แดงก้าวหน้า” ที่มีแนวคิดตาสว่าง จึงสานต่อ “คณะนิติราษฎร์” จัดตั้ง “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

วันที่ 29 พ.ค.2555 คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา112 (ครก.112) นำโดย ชาญวิทย์ และแนวร่วมแดงอิสระ ได้เคลื่อนขบวนสู่สภา โดยใช้คนหาบกล่องรายชื่อประชาชน 3 หมื่นกว่าคน ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 โดยเมื่อถึงรัฐสภา วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนฯคนที่ 2 สมัยนั้น เป็นตัวแทนรับมีรายชื่อทั้งหมด 12 กล่อง

ชาญวิทย์ประเมินว่า พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และการต่อสู้ภาคประชาชนอยู่ในกระแสสูง จึงกล้าเสนอแก้ไขมาตรา 112

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

เพื่อไทยหักหลัง “ชาญวิทย์”
++
ซ้ายใหม่อกหัก
++
วันที่ 1 พ.ย.2555 ขณะที่ชาญวิทย์อยู่ที่สหรัฐ ก็ได้รับข่าวร้ายจากพรรคพวกที่เมืองไทยว่า สภาเขี่ยร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่เสนอโดยภาคประชาชนทิ้งแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ชาญวิทย์จึงสิ้นศรัทธาทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เพราะยังเล่นการเมือง “เกี้ยเซี้ย” กับชนชั้นนำ ไม่ได้แสดงความกล้าหาญที่จะ “อภิวัฒน์” ประเทศไทย

เดือน ต.ค.2562 ชาญวิทย์จึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ “ผมรำคาญความยืดยาด​ ความไม่ชัดเจน​ รู้สึกเบื่อ​”

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

ดอกผลของคณะก้าวหน้า

ปัญญาชนก้าวหน้าไทยใน พ.ศ.นี้ ต่างฝากความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 2475 ไว้กับ “ธนาธร” และ “ปิยบุตร”

กรวดน้ำคว่ำขัน “เจ๊หน่อย” ไม่แคร์ “เดอะอ้วน” ก็ไม่แคร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรวดน้ำคว่ำขัน “เจ๊หน่อย” ไม่แคร์ “เดอะอ้วน” ก็ไม่แคร์

กรวดน้ำคว่ำขัน "เจ๊หน่อย" ไม่แคร์ "เดอะอ้วน" ก็ไม่แคร์25 มิถุนายน 2563 – 10:10 น.

กรวดน้ำคว่ำขัน “เจ๊หน่อย” ไม่แคร์ “เดอะอ้วน” ก็ไม่แคร์

++
การเปิดตัว “กลุ่มแคร์” ของคนรุ่นใหญ่ ในสถานการณ์คนรุ่นใหม่(บางกลุ่ม)กำลังสุมไฟ “2475” เลยทำให้แนวคิดเคลื่อนไทยไม่ปังเท่าที่ควร บวกกับปฏิริยาจากคนกันเอง ก็ลดทอนความแรงของอดีตผู้ก่อการพรรคไทยรักไทยลงไปเยอะ

แม้จะมีชื่อ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ,วีรพร นิติประภา, ลักขณา ปันวิชัย และรัสรินทร์ ชินโชติธีรานันท์ แต่ก็ไม่เปรี้ยงเหมือนตอนที่ “ธนาธร-ปิยบุตร” เปิดม่านพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…   พิษปรองดอง “เจ๊เมืองหลวง” ถูกแทงข้างหลัง

ผู้คนยังโฟกัสไปที่ “3 กุมาร” ของทักษิณ ไม่ว่าจะเป็น “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, “อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย และ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี 

กรวดน้ำคว่ำขัน "เจ๊หน่อย" ไม่แคร์ "เดอะอ้วน" ก็ไม่แคร์

เหนืออื่นใด การปรากฏตัวของ “มิ้ง-อ้วน-เลี้ยบ” พ่วง “เฮียเพ้ง” ทำให้คนนึกถึงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย มากกว่าแนวคิดเคลื่อนไทย 

คู่กรณีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในบทวิเคราะห์การเมือง หนีไม่พ้น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค และภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน

++
เจ๊ไม่แคร์
++
เมื่อ 20 มิ.ย.2563 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินไปสำนักข่าวใหญ่ย่านประชาชื่น เพื่อเคลียร์ทุกข่าวความขัดแย้งในเพื่อไทย แถมข่าวลือดีลร่วมรัฐบาลแห่งชาติดังกระหึ่ม

กรณีอดีตผู้ก่อการพรรคไทยรักไทย ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มแคร์ “คุณหญิงหน่อย” อธิบายว่า “เราเข้าใจทุกคน”

เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาให้ “ฆ่าพรรคใหญ่” เพราะอยู่พรรคเพื่อไทย ไม่มีทางได้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ “เราสนับสนุนว่าใครมีศักยภาพและมีโอกาสได้ปาร์ตี้ลิสต์ สนับสนุนให้ไปตั้งพรรค เพราะเพื่อไทยไม่มีทางได้ปาร์ตี้ลิสต์”

คนใกล้ชิดของเจ้าแม่เมืองหลวง ก็แสดงความคิดทำนองนี้ ฟังว่า หวังดีก็ได้ แต่จะว่าขับไล่ไสส่ง ก็ใช่ โดยย้ำว่า “เพราะเป็นประโยชน์ทั้งนั้น อยู่เพื่อไทยไม่ได้เป็น ส.ส.ก็เป็นประโยชน์กับฝั่งประชาธิปไตย แต่ไม่ได้คุยกัน”

กรวดน้ำคว่ำขัน "เจ๊หน่อย" ไม่แคร์ "เดอะอ้วน" ก็ไม่แคร์

คุณหญิงสุดารัตน์ พยายามบอกว่า ตัวเองไม่มีปัญหากับใคร ถ้าใครไม่พอใจแล้ว จำเป็นต้องออกไปตั้งพรรค ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง 

“ถึงจะชอบ ไม่ชอบพี่ แต่ถ้าไม่ออกไปตั้งพรรค ก็ไม่ได้เป็น ส.ส.”

เมื่อถูกถามเรื่องกลุ่มแคร์ ไม่เป็นพรรคการเมือง เพื่อไทยจะสบายกว่านี้มั้ย? คุณหญิงหน่อยตอบเสียงสูง “ไม่… โอเค มีพรรคแคร์ ก็เป็นไปเถอะ”

++
ใครสร้างภาพ?
++
วันที่ 21 มิ.ย.2563 ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ก่อการกลุ่มแคร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Phumtham Wechayachai วิจารณ์การเมืองและพูดถึงใครบางคน

“ในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสกับพิษเศรษฐกิจหลังโควิด แทนที่จะได้เห็นนักการเมืองร่วมมือช่วยกันนำเสนอหาทางเลือกทางรอดให้ประชาชนแต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นกลับตรงข้าม…เพราะเมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ผู้นำทางการเมืองช่วงนี้..ต่างกล่าวโจมตีและโยนความผิดกันไปมา คงเป็นไปตามความถนัด..คนที่เก่งสร้างภาพด้วยการโยนผิดใส่คนอื่น ล้วนทำไปด้วยโมหะจริต ของปุถุชน”

“เดอะอ้วน” อยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนาน ทั้งการเมืองภาคประชาชน และการเมืองของนักเลือกตั้ง จึงรู้กำพืดของคนการเมืองดี

เฉพาะกับทักษิณ ชินวัตร เสี่ยอ้วนก็ช่วยงานมาแต่ยุคพรรคพลังธรรม จนสร้างไทยรักไทย และปั้นเพื่อไทย

“ความจริงๆ เป็นเช่นไร ผู้คนทั่วไปต่างรู้ดี..ไม่จำเป็นต้องแก้ต่าง ไม่จำเป็นต้องลงไปเกลือกกลั้วให้เปื้อนโคลน..เพราะใครเป็นนักสร้างภาพ สร้างอีเวนท์..ใครจริง ใครปลอม ใครริษยา ผู้คนเค้ารู้กันดี!!”

ถามว่า ใครเป็นนักสร้างภาพ สร้างอีเวนท์ ก็เห็นๆ กันอยู่…เห็นทีงานนี้ ได้กรวดน้ำคว่ำขันกันแน่นอน

มหาชนภาค 2 พรรค”เหล่าธรรมทัศน์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มหาชนภาค 2 พรรค”เหล่าธรรมทัศน์”

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"25 มิถุนายน 2563 – 09:10 น.

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รีเทิร์นพรรค รปช. เหมือนท้าพิสูจน์ความฝัน “มหาชน 2” อีกด้านหนึ่ง พรรคนี้ตระกูล “เหล่าธรรมทัศน์” ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใน “พรรคลุงกำนัน” เริ่มจาก ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลาออกจากหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)

ตามมาด้วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ขอลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อไปจัดตั้งกลุ่มการเมืองใหม่

อ่านข่าว…   รปช. แถลง ส่ง ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นั่ง รมว.แรงงานแทน หม่อมเต่า
 
ทั้งสองกรณีล้วนเป็นการจากกันด้วยดี ไม่มีปัญหาคาใจใดๆกับ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ และหากใครศึกษาเส้นทางการก่อเกิดของพรรค รปช. จะเข้าใจดีว่า มันต้องมีวันนี้อย่างมิต้องสงสัย

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"

“เขตรัฐ” ลูกชาย และ “พลัม” หลานของ “เอนก”

++
พรรคสองนครา
++
ปี 2561 พลันที่มีข่าว “ลุงกำนัน” ตั้งพรรคการเมือง และมีชื่อ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หลายคนก็เชื่อว่า หัวหน้าพรรคต้องชื่อเอนก

“พรรคนี้ยืนยันไม่ใช่พรรคของคุณสุเทพ ไม่ใช่พรรคของ กปปส.”

ในคราวนั้น เอนกอธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวและย้ำชัดว่าพรรคที่จะก่อเกิดใหม่ในสองสามวันนี้เป็น “พรรคมวลชน” ไม่ใช่พรรคนายทุน

อ่านความคิดของเจ้าทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยอันโด่งดัง ทำให้นึกถึง “พรรคมหาชน” บนสังเวียนเลือกตั้งปี 2547-2548

ว่ากันตามจริง กำเนิดพรรคมหาชนก็คงไม่ต่างจาก “พรรคการเมืองสองนครา” เพราะกลุ่มหนึ่งเป็นนักการเมืองอาชีพรุ่นเก่า อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักวิชาการ(ต้านระบอบทักษิณ)และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"

“พลัม” ลูกสาว “เจริญ เหล่าธรรมทัศน์”

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2548 พรรคมหาชนได้รับเลือกเพียง 2 ที่นั่ง และพรรคได้คะแนนเสียงระบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 5% ทำให้เอนก และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไม่ได้เป็น ส.ส.

หลายคนคิดว่า อาจารย์เอนกคงเข็ดการเมืองแล้ว แต่เปล่าเลย..เขายังเดินหน้าต่อ เหมือนอยากพิสูจน์ทฤษฎีพรรคสองนครา

++
พรรคเหล่าธรรมทัศน์
++
หลังเลือกตั้ง 24 มิ.ย.2563 อาจารย์เอนกก็รู้สึกช็อก มิต่างจากปี 2548 เมื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ ส.ส.เขต 1 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 ที่นั่ง คือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล,เพชรชมพู กิจบูรณะ,เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ และอนุสรี ทับสุวรรณ 

อาจารย์เอนก และ สุริยะใส กตะศิลา สอบตก ซึ่งยังโชคดีที่ “เขตรัฐ” ลูกชายเอนกอยู่ในลำดับที่ 3 จึงสอบได้

เมื่อเดือน ส.ค.2562 ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นรัฐมนตรีแรงงานนั้น จึงได้ขอลาออกจาก ส.ส. สภาผู้แทนราษฎร ได้ประกาศรายชื่อ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง คนสนิทลุงกำนัน บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 ขึ้นเป็น ส.ส.แทน แต่ทวีศักดิ์ มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงได้ยื่นขอลาออกจาก ส.ส. จึงทำให้ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปคือ จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ เป็น ส.ส.

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"

“เอนก” รีเทิร์นการเมือง

สำหรับ จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ หรือ “พลัม” เป็นลูกสาวของ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการ บริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกข้าวหอมมะลิรายใหญ่

ร.ต.ท.เจริญ  ก็เป็นพี่ชายของเอนก โดยส่วนตัวแล้ว นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) มีความสัมพันธ์มายาวนาน

ตอนที่ลุงกำนัน ได้ระดมทุนก่อสร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เกาะสมุย “เจริญ” ในนามสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้บริจาคเงินสร้างหอประชุม “ขวัญข้าว” มูลค่า 23 ล้านบาท

ต้นปี 2560 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสุราษฏร์ธานี ลุงกำนัน ได้นำคณะลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย “พลัม” จุฑาทัตต ก็ไปมอบข้าวสารช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัยในครั้งนั้นด้วย

จึงอย่าได้แปลกใจ หากคนจะวิจารณ์ว่า พรรค รปช.คือ พรรคของตระกูลเหล่าธรรมทัศน์

สิงห์เหนือ เสือโคราช ผงาดคู่บิ๊กป้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม24 มิถุนายน 2563 – 14:22 น.

“วิรัช-ธรรมนัส” เป็นดาวฤกษ์เปล่งแสงด้วยตัวเอง ภาพลักษณ์อาจไม่เรียกเรตติ้ง แต่เป็นสุดยอดนักกลยุทธ์ จึงถูกจัดวางไว้ข้างกายบิ๊กป้อม 

++
ภาพรุ่นพี่-วิรัช รัตนเศรษฐ จับมือรุ่นน้อง-ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เหมือนทีมงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจแจกภาพนี้ให้สื่อมวลชน เพื่ออธิบายคำพูดที่ว่า “บางที(พวกเขา)คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็ต้องไปดู”

ที่ผ่านมา วิรัชกับผู้กองธรรมนัส ก็มีบางเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน ไม่พูดกัน ตามประสาขาใหญ่ 

มาถึงวันนี้ “บิ๊กป้อม” ลงมาลุยเต็มตัว เป็นเสาหลักในพรรค และเป็นพึ่งทางใจของ ส.ส.หน้าใหม่ ไม่ถูกปล่อยให้วิ่งไปมุ้งโน้นที มุ้งนี้ที

อ่านข่าว…  3 แม่ทัพภาค  พลังพยัคฆ์ป้อม

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

++
ขาใหญ่ชายขอบโคราช
++
“วิรัช รัตนเศรษฐ” เป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2529 ในสีเสื้อพรรคชาติไทยหลายสมัย ก่อนจะย้ายไปพรรคมหาชน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทย

สำหรับวิรัชเป็น ส.ส.ดาวฤกษ์ สร้างที่มั่นแถบชายขอบโคราช เลือกคราวใดก็ไม่สอบตก มีความช่ำชองเชิงกลยุทธ์ จึงยืนต้านกระแสทักษิณในโคราชมาได้ตระกูลเดียว กระทั่งเลือกตั้ง 2554 ได้เข้าร่วมพรรคเพื่อไทย เพราะไม่อยากเหนื่อย และเสี่ยงสอบตก

เหตุผลที่วิรัชต้องทิ้งเพื่อไทย และเลือกพรรคพลังประชารัฐ คนแถวโคราชทราบดี เพราะวิรัชมีปัญหาส่วนตัวจึงมุ่งหน้าไปที่บ้านป่ารอยต่อฯ เพื่อพูดคุยกับบิ๊กป้อมโดยตรง

จากนั้น “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ คนสนิทของบิ๊กป้อมอีกรายหนึ่ง ก็วิ่งรอกกรุงเทพฯ-โคราช จน “บ้านรัตนเศรษฐ” ได้เก้าอี้ ส.ส. 5 ที่นั่ง

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”

ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คนคือ วิรัช รัตนเศรษฐ และระบบ ส.ส.เขตของนครราชสีมา 4 ที่นั่ง ประกอบด้วย ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาวิรัช ส.ส.เขต 7,อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต ส.ส.เขต 6,ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง ส.ส.เขต 4 และทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยาของวิรัช ส.ส.เขต 8

ความเก๋าของวิรัช จะช่วยงานสภาฯ ของพรรคพลังประชารัฐได้มาก 

++
มือทำงานลับ
++
เมื่อปี 2542 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นนายทหารเด็กที่เดินตาม “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ซึ่งเป็นเพื่อน ตท.10 ร่วมรุ่นกับ ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย ในช่วงการหาเสียงปี 2543-2544 เสธ.ไอซ์ได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนด้วยความเต็มใจ โดยส่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าไปเป็นทีมรักษาความปลอดภัยทักษิณ และการทำงานปิดลับ

ผู้กองธรรมนัส จึงเป็นส่วนหนึ่งของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย แต่ผู้กองธรรมนัสจะทำงาน “หลังม่าน” เป็นกลไลสำคัญการทำงานเชิงกลยุทธ์

ประสบการณ์การทำงานการเมืองสมัยไทยรักไทย ผู้กองธรรมนัสผ่านมาโชกโชน อย่างการเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทย กวาดที่นั่ง ส.ส.มาพรรคเดียวเกือบเต็มสภา ผู้กองธรรมนัสได้ช่วยงาน “ลับ” ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ “เจ๊หน่อย” ก็ทราบดี

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

“วิรัช รัตนเศรษฐ”

ผู้กองธรรมนัสได้นำ “โมเดลไทยรักไทย” มาประยุกต์ใช้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา และการเลือกตั้ง ส.ส.พะเยา ปี 2562 จนประสบผลสำเร็จ

พลันที่ 3 ป.มีแผนสร้างพรรคการเมือง “บิ๊กป้อม” ย่อมคิด ร.อ.ธรรมนัสเป็นคนแรกๆ เพื่อเป็นแม่ทัพตะลุยภาคเหนือ 

เมื่อเข้าสภาฯสมัยแรกในฐานะ ส.ส.พะเยา ผู้กองธรรมนัสจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับ ส.ส.หลายๆ พรรค ก็เคยอยู่พรรคไทยรักไทยมาก่อน รู้จักมักคุ้นกันดีกับผู้กองเมืองกว๊านอย่างดี

การที่มากไปด้วยมิตรต่างพรรค เป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้กอง บิ๊กป้อมก็มองเห็น จึงต้องดึงมาอยู่ใกล้ตัว

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม