ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง29 มิถุนายน 2563 – 14:28 น.

เจาะประเด็นร้อน….ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค. ครูต้องทำอะไรบ้าง …โดยชัยวัฒน์ ปานนิล 

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดให้โรงเรียน สถานศึกษา และสถานบันการศึกษา ทุกแห่งเปิดทำการเรียนการสอน (เปิดเทอม) ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โดยมีการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในโรงเรียนและสถานศึกษาเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ต้องเตรียมการดังนี้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ทำไม เปิดโรงเรียนนานาชาติ แต่ปิดโรงเรียนรัฐ

นักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิดตามความเหมาะสม ให้โรงเรียนเตรียมกำหนดช่องทาง เข้า-ออก เตรียมการคัดกรองนักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน จัดอุปกรณ์ล้างมือ อ่างล้างมือ น้ำยาทำความสะอาด สบู่และแอลกอฮอล์ เตรียมหน้ากากอนามัยสำรองสำหรับนักเรียน จัดเตรียมห้องเรียนให้เหมาะสม จัดโต๊ะ เก้าอี้ นักเรียน โดยกำหนดให้มีระยะห่าง 1-2 เมตร 

อสม.ประกบนักเรียนทุกคน

ทำความสะอาดพื้นที่ทั้งในอาคารเรียนและนอกอาคารเรียน จัดเอกสาร สื่อ เพื่อให้ความรู้กับนักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่สำคัญได้มีการมอบหมายให้ อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) รับผิดชอบดูแลนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยเด็กนักเรียนทุกคนต้องมี อสม. รับผิดชอบดูแล หลังจากเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ต้องผ่านการประเมินจาก คณะประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานสาธารณสุข และสถานศึกษาร่วมกันตรวจประเมินอย่างเข้มงวด

ในระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ได้ร่วมกันเตรียมการเพื่อเปิดเรียน ด้วยความมุ่งมั่นและความหวังว่า จะสามารถเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม ให้ได้ ทุกคนได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ ด้วยความมุ่งมั่น ควบคู่ไปกับการทดลองการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรอวันเปิดเรียน

ระยะที่ 2 หลังจากเปิดเรียนไปแล้วระยะหนึ่ง หากพบว่า มีความแออัดมากเกินไป หรือห้องเรียนไม่เพียงพอ ก็ควรปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยจัดให้มีการสลับวันเรียนของนักเรียนแต่ละชั้นเรียน ส่วนการคัดกรองก็ยังทำกันตามปกติ โดยเน้นเรื่องของการวัดอุณหภูมิ และการล้างมือ การสวมหน้ากากของนักเรียน

มีกิจกรรมหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก คือ การรับประทานอาหารกลางวันของนักเรียน ที่นักเรียนต้องได้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันที ในขณะที่อาหารกำลังร้อน และอาจจัดให้มีการเหลื่อมเวลา หรือให้นักเรียนรับประทานอาหารในชั้นเรียน เพื่อรักษาระยะห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร ตามที่กำหนด

สำหรับโรงเรียนที่มีรถโรงเรียน ต้องนั่งเว้นระยะห่าง และต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การนั่งเว้นระยะห่างในรถรับส่ง จากเดิมอาจจะใช้รถคันเดียว แต่เมื่อเว้นระยะห่าง อาจจะเพิ่มจำนวนรถมากขึ้น แต่หากสลับวันมาเรียน โดยใช้รถเท่าเดิม ก็อาจจะไม่ต้องใช้รถเพิ่มเติม

พบเด็กติดโควิดปิดรร.3วัน

หลังเปิดเรียน หากพบนักเรียนหรือครูที่ต้องสงสัย หรือมีเกณฑ์ติดเชื้อโควิด-19 ภายในโรงเรียน ต้องคัดแยกผู้มีอาการ และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยทันที ในระหว่างรอผลตรวจ โรงเรียนยังมีการเรียนการสอนปกติ หากนักเรียนหรือครู ตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ก็สามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่หากตรวจพบเชื้อโควิด-19 นักเรียนและผู้ใกล้ชิดต้องถูกกักตัว 14 วัน และโรงเรียนต้องปิด 3 วัน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ

ได้แต่หวังว่า หลังเปิดเรียนแล้ว นักเรียนทุกคน จะมีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง ไม่มีการพบผู้ป่วยต้องสงสัยหรือผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในโรงเรียน แต่อย่างใด เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเดินหน้าต่อไปตามปกติ คงไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้น ให้การศึกษาต้องถูกแช่แข็งกันอีกรอบ สมกับที่คุณครูทั้งประเทศได้พยายามปฏิบัติตามมาตรการและข้อปฏิบัติทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอนหรือมีข้อแม้ ด้วยความตั้งใจที่จะให้การศึกษากลับสู่สภาวะปกติ มาสร้างคน สร้างชาติ สู่อนาคตกันต่อไป

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง
ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง
ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง

ฟ้าสีทอง ที่เยอรมัน “วิสา” แต่งไม่ใช่ฮิตเลอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฟ้าสีทอง ที่เยอรมัน “วิสา” แต่งไม่ใช่ฮิตเลอร์

ฟ้าสีทอง ที่เยอรมัน "วิสา" แต่งไม่ใช่ฮิตเลอร์29 มิถุนายน 2563 – 13:20 น.

“วิสา คัญทัพ” อ่านบทกวี “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ยืนยันแต่งกลอนบทนี้ตอนอายุ 20 ปี ไม่ใช่ฮิตเลอร์แต่งตามที่มนุษย์โซเชียลแชร์กัน

++
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2563 “วิสา คัญทัพ” นักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย ที่ลี้ภัยอยู่ในเยอรมัน ได้โพสต์คลิปอ่านบทกวีทางแฟนเพจ Visa Khanthap

“นำเสนอคลิปอ่านบทกวี “ฟ้าสีทอง” ยังมีแรงอ่านก็อ่าน ยังมีแรงเขียนก็เขียนไม่หยุดยั้ง จนกว่าหมดแรงและหมดลม”

อ่านข่าว…   ถูกทิ้งแล้ว วิสาฟ้าสีทอง

ย้อนไปเมื่อ 24 มิ.ย.2563 แฟนเพจ Drama-addict ได้เปิดประเด็นบทกวีฟ้าสีทอง “..มีคนพูดถึงบทกลอน

เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แล้วมีคนรีทวีท บอกว่า เฮ้ยๆ นี่มันกลอนที่ฮิต

เลอร์แต่ง แล้วไม่ใช่แค่นั้น มีคนมายืนยันกันแบบเดียวกันเป๊ะๆว่า กลอนนี้ฮิตเลอร์เป็นคนแต่ง”

ต่อมา วิสา คัญทัพ ได้นำโพสต์เก่าเกี่ยวกับบทกลอนการเมือง “ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” มาโพสต์ซ้ำอีกที

“ในฐานะ 1 ใน 13 คน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังถูกปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขจากเรือนจำชั่วคราวบางเขน ภาพที่เห็นตอนค่ำของคืนวันที่ 13 ตุลาคมคือ ภาพพลังนักศึกษาประชาชนเรือนแสนแน่นขนัดอยู่เต็มอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”

วิสา เก็บภาพจำนั้นไว้ในใจ ยังไม่คิดจะเขียนบทกวี กระทั่ง ช่วงปี 2517-2518 วิสาได้ทำงานประจำที่กองบรรณาธิการ นสพ.“เสียงใหม่” รายวัน

“ผมเขียนกลอนบทนี้ที่นี่ ตอนนั้นผมรับเป็นผู้ถอดความหนังสือประกอบภาพปั้นของจีนที่ชื่อ “พืชพันธุ์แห่งการต่อสู้ : ภาพปั้นแกะสลักของชนผู้ยากไร้” อันเป็นเรื่องราวความทุกข์ระทมของชาวนาจีนในสังคมศักดินา ตอนจบของเรื่อง ที่หน้าสุดท้ายมีภาพดวงตะวันสีแดงดวงโตปรากฎซ้อนอยู่กับภาพชาวนาที่ลุกขึ้นสู้ จนได้ชัยชนะ”

แรงบันดาลใจที่เขียนกลอนฟ้าสีทอง ไม่ใช่ใบหน้าชาวนาจีน แต่หากเป็นภาพพลังนักศึกษาประชาชน 14 ตุลา 

ถัดจากนั้น วรรคทอง “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ได้ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านเวทีม็อบชาวนา ม็อบกรรมกร นักไฮด์ปาร์คนิยมท่องกวีบทนี้ปลุกเร้าประชาชน รวมถึงใส่ทำนองดนตรีเป็นบทเพลง

เข้าใจว่า คนที่โพสต์ว่า ฮิตเลอร์เป็นคนแต่งบทกวี “ฟ้าสีทอง” คงเพราะเห็นว่า วิสา ลี้ภัยอยู่ในเยอรมันนานกว่า 7 ปีแล้ว มีเจตนาประชดประชันมากกว่าความไม่รู้

ล่าสุด สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอเสนอชื่อ วิสา คัญทัพ กวี นักเขียน และผู้ลี้ภัยทางการเมือง เป็นผู้เหมาะควรได้รับการประกาศเกียรติ รางวัลศรีบูรพา ประจำปีนี้”

“หมอหนู” ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หมอหนู” ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท29 มิถุนายน 2563 – 12:04 น.

“หมอหนู” สะดุ้ง ภูมิใจไทยเจอหางเลข สงครามการเมืองหมอ ทำเอาสะเทือน “หมอแหยง” เต็งหามว่าที่นายก อบจ.โคราช คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีภาคประชาชนมารวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น ที่ถูกสั่งย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณาสุขชั่วคราว 

คนกลุ่มนั้นยื่นหนังสือขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้หมอชาญชัยกลับมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นเช่นเดิม

อ่านข่าว…  อัพเดท”คดีหมอชาญชัย”พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

ปรากฏว่า มีป้ายประท้วงบางป้ายที่นำมาชูให้สื่อมวลชนถ่ายภาพวันนั้น แม้จะไม่ระบุชื่อพรรคการเมืองชัดเจน แต่เข้าใจได้ว่า มีเป้าหมายต่อต้าน และชักชวนให้ไม่ลงคะแนนแก่พรรคการเมืองบางพรรค ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
++
เสียงจากหมอชนบท
++
หลังมีคนกลุ่มหนึ่งไปชูป้ายประท้วงคำสั่งย้ายหมอชาญชัย หน้าทำเนียบรัฐบาล “ชมรมแพทย์ชนบท” ได้ออกแถลงการณ์ “อย่าล้ำเส้นใช้หมอชาญชัยเป็นเครื่องมือทางการเมือง”

ดูเหมือนชมรมแพทย์ชนบท จะตอบโต้กลุ่มประท้วงแบบหมัดต่อหมัด และยังชี้เป้ากลุ่มหนุนหมอชาญชัยว่า เล่นการเมืองมากกว่าการเรียกร้องธรรมาภิบาล เพราะมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.สอบตก พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง มาคู่กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอนแก่น

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

หมอแหยง เปิดตัวว่าที่นายก อบจ.โคราช

ที่สำคัญ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ได้ยอมถอนตัวกลับไปประจำการที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าแล้ว เพื่อลดความขัดแย้ง แต่คนบางกลุ่มยังไม่หยุดเคลื่อนไหว

ชมรมแพทย์ชนบทจงใจทิ่มไปที่ “นักเลือกตั้ง” บางพรรค ซึ่งลากขบวนหมออีสานมาเล่นการเมืองมากเกินไป
++
รวมดาวหมอการเมือง
++
ปลายปี 2561 พรรคภูมิใจไทย เปิดตัว “ทีมหมอครอบครัว อสม. ภูมิใจรับใช้ประชาชน” นำโดย นพ.สำเริง แหยงกระโทก ทีมยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย, นพ.ไกร ดาบธรรม อดีตนายแพทย์ดีเด่นชนบท และ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 จ.ปัตตานี

ทั้ง 3 หมอก็เป็น “หมอการเมือง” เต็มตัว “หมอแหยง” น.พ.สำเริง แหยงกระโทก ก็เคยเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นนายก อบจ.นครราชสีมา และอยู่ในสายพรรคเพื่อไทยมาก่อน

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

หมอหนูกับ อสม.

ส่วน น.พ.ไกร ดาบธรรม เคยเป็น ส.ส.เชียงใหม่ สังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และไม่ต้องพูดถึง “หมอเพชรดาว” มาจากตระกูลการเมือง “โต๊ะมีนา” อยู่มาหลายพรรค

ที่น่าจับตาคือ บทบาทของ “หมอแหยง” น.พ.สำเริง แหยงกระโทก ที่มีประวัติการต่อสู้บนเส้นทางสายสาธารณสุขมวลชน และเป็นแพทย์ชนบทรุ่นแรกๆ 

ระยะหลัง หมอแหยงหันมาเล่นการเมือง สมัยไทยรักไทยเฟื่อง จึงได้เป็นนายก อบจ.โคราช แต่สมัยที่แล้วหมอแหยง พ่าย “มาดามนก” ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี

ทุกวันนี้ หมอแหยงเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงสาธารณสุข รอเวลากลับมาทวงคืนเก้าอี้นายก อบจ.เมืองย่าโม

“หมอหนู” วางตัว “หมอแหยง” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเรื่อง อสม. และเตรียมขยับเรื่องเพิ่มเงิน 2,500 บาทแก่ อสม” แต่บังเอิญเจอโควิดเสียก่อน เลยต้องพักเบรก

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ จำนวน 1,054,729 คน พรรคภูมิใจหนู ก็วาดหวังที่จะซื้อใจ อสม.ทั้งประเทศ จึงให้หมอแหยงมาลุยเรื่องเพิ่มค่าตอบแทน

กรณีย้ายหมอชาญชัย หมอหนูจึงรีบดับไฟ เพราะเกรงจะกระทบฐานเสียงพรรคสีน้ำเงิน

ทางออกวิกฤติแรงงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทางออกวิกฤติแรงงาน

ทางออกวิกฤติแรงงาน29 มิถุนายน 2563 – 09:10 น.

ทางออกวิกฤติแรงงาน โดย… อนุสรณ์ ธรรมใจ

ข้อเสนอนโยบายแรงงานและมาตรฐานแรงงานในสถานการณ์วิกฤติเลิกจ้างและเศรษฐกิจหดตัว ขณะนี้หลายกิจการ หลายธุรกิจอุตสาหกรรมลดมาตรฐานแรงงานลงมาเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นเงื่อนไขต่อการเพิ่มการกีดกันทางการค้าอันนำมาสู่ผลกระทบต่อกิจการและประเทศชาติโดยรวมในที่สุด ที่ กรุงเทพฯ 

14.00 น. วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563 
มูลนิธิฟรีดดริด เอแบร์ท (Fridrich Ebert Stiftung) ร่วมกับ ภาคีสังคมแรงงาน ได้จัดงานสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มผู้นำแรงงาน ขึ้น นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย การกำหนดอัตราเงินสมทบ และ การพัฒนาสิทธิประโยชน์ สำนักงานประกันสังคม ได้บรรยายในหัวข้อ “การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงานหลังโควิด” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่หดตัวอย่างรุนแรงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทำให้เกิดสถานการณ์ทะยอยเลิกจ้างอย่างต่อเนื่องในธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกิจการต่อเนื่อง ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจสื่อสารมวลชน ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ ธุรกิจชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ธุรกิจบันเทิงและจัดงาน Event ต่างๆ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการเงิน กิจการอุดมศึกษาเอกชน เป็นต้น  คาดว่าอัตราการว่างงานอาจขึ้นแตะระดับ 10% (คิดเป็นประมาณ 3.81 ล้านคน) ของกำลังแรงงานและอาจทำให้มีคนว่างงานหรือทำงานไม่เต็มเวลา ว่างงานแฝงและทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ล้านคน ขบวนการแรงงานต้องมีความเป็นเอกภาพและเข้มแข็งเพื่อช่วงบรรเทาความลำบากทุกข์ยากของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และ ควรมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในใช้งบประมาณเงินกู้สี่แสนล้านบาทเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกเลิกจ้างและดำเนินโครงการ Reskill/Upskill เพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มผลิตภาพของแรงงานไทย  

ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ไม่สะท้อนมายังตัวเลขการว่างงานในไตรมาสแรกแต่จะสะท้อนชัดเจนมากขึ้นในตัวเลขไตรมาสสองและครึ่งปีหลัง การประเมินตัวเลขของทางการที่มองว่าอัตราการว่างงานจะขึ้นไปแตะระดับ 4% และอาจมีคนว่างงานไม่เกิน 2 ล้านคนน่าจะเป็นการมองโลกในแง่บวกเกินไปและประเมินว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจนหลังคลายล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานในระดับ 4% ก็ถือว่าเป็นอัตราการว่างงานสูงสุดในรอบ 23 ปีใกล้เคียงกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี 2541 ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.4%

รัฐบาลต้องรีบดำเนินการเพื่อให้เกิดความหนืดในการเลิกจ้างด้วยการแก้กฎหมายให้มีการจ่ายเงินชดเชยเพิ่มขึ้นอีกในกรณีที่มีการเลิกจ้าง และ ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้บรรษัทข้ามชาติยังคงจ้างงานและขยายกิจการในไทย ไม่โยกย้ายฐานการผลิต  

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า แม้ว่าปัจจุบันมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมทำให้สถานการณ์การจ้างงานกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย และแรงงานบางกลุ่มจะยังไม่สามารถกลับไปมีรายได้เช่นเดิม โดยเฉพาะ แรงงานในภาคการท่องเที่ยว แรงงานในอุตสาหกรรมส่งออกเนื่องจากอุปสงค์ในต่างประเทศลดลง และการท่องเที่ยวยังเชื่อมโยงกับมาตรการของต่างประเทศด้วย เช่น มาตรการการกักตัว มาตรการยกเลิกเส้นทางการบิน เป็นต้น การเร่งรัดใช้งบประมาณเงินกู้สี่แสนล้านบาทเพื่อทำให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม จะมีแรงงานจบใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 5.2 แสนคน ซึ่งประมาณ 60% ไม่น่าจะมีตำแหน่งงานรองรับ แรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องมีปรับทักษะเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจ มาตรการชดเชยรายได้เป็นระยะเวลาสามเดือนให้กับแรงงานอิสระที่ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown ก็จะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ และคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังคงไม่มีรายได้ไม่มีงานทำ รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับเพิ่มเติมด้วย 

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้กล่าวถึง ประเด็นเรื่องมาตรฐานแรงงานว่า  มาตรฐานแรงงานไทยและอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานแรงงานโลก กระทรวงแรงงานได้ประกาศมาตรฐานแรงงานไทยเมื่อ 27 มิ.ย. 2546  เพื่อให้สถานประกอบการทุกประเภท ทุกขนาด นำไปปฏิบัติต่อแรงงานในสถานประกอบการด้วยความสมัครใจ การดำเนินธุรกิจและดำเนินการผลิตต้องมีความรับผิดชอบทางสังคมที่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชน (รวมสิทธิแรงงานด้วย) สภาพการจ้างและสภาพการทำงาน รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานต้องทบทวนข้อกำหนดแห่งมาตรฐานแรงงานในช่วงนี้เนื่องจากมีสถานการณ์เลิกจ้างรุนแรงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อลูกจ้างและทำให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี มาตรฐานนี้ครอบคลุมไปยังผู้รับเหมาช่วงและการจ้างงานแบบไม่เป็นมาตรฐานด้วย สถานประกอบกิจการต้องให้ลูกจ้างได้รับข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงานที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละงวด เป็นลายลักษณ์อักษร และสามารถเข้าใจรายละเอียดส่วนประกอบต่างๆ ได้

สถานประกอบกิจการต้องไม่หักค่าจ้าง ค่าตอบแทนการทำงาน หรือเงินอื่นที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้จ่ายแก่ลูกจ้างไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่กฎหมายยกเว้นไว้ มาตรฐานแรงงานไม่สามารถครอบคลุมแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่นอกระบบ สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำ หรือสนับสนุนให้มีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน การจ่ายค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงาน การให้สวัสดิการ โอกาสได้รับการฝึกอบรม และพัฒนา การพิจาณาเลื่อนขั้น หรือตำแหน่งหน้าที่ การเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุการทำงานและอื่นๆ อันเนื่องมาจากเหตุเพราะความแตกต่างในเรื่องของสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อายุ เพศ สถานภาพสมรส ทัศนคติส่วนตัวในเรื่องเพศ ความพิการ การติดเชื้อเอชไอวี การเป็นผู้ป่วยเอดส์ การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน การเป็นกรรมการลูกจ้าง ความนิยมในพรรคการเมือง หรือแนวความคิดส่วนบุคคลอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ นายจ้างได้ถือโอกาสช่วงวิกฤติเศรษฐกิจกลั่นแกล้งเลิกจ้างลูกจ้างอย่างเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงในสังคมเพิ่มขึ้น สถานประกอบกิจการต้องไม่ขัดขวาง แทรกแซง หรือกระทำการใดๆ ที่จะเป็นผลกระทบต่อการใช้สิทธิของลูกจ้างที่ไม่มีผลเสียหายต่อกิจการ ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ประเพณีเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ความพิการการเป็นกรรมกรลูกจ้าง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือพรรคการเมือง และการแสดงออกตามทัศนคติส่วนบุคคลอื่นๆ สถานประกอบกิจการต้องไม่ลงโทษทางวินัย โดยการหัก หรือลดค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงาน หรือเงินอื่นที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง

สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำ หรือการสนับสนุนให้ใช้วิธีการลงโทษทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือกระทำการบังคับขู่เข็ญ ทำร้ายลูกจ้าง สถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหา เพื่อมิให้ลูกจ้างถูกล่วงเกิน คุกคาม หรือได้รับความเดือดร้อนรำคาญทางเพศ โดยการแสดงออกด้วยคำพูด ท่าทาง การสัมผัสทางกาย หรือด้วยวิธีการอื่นใด สถานประกอบกิจการต้องเคารพสิทธิลูกจ้างในการรวมตัวจัดตั้งและร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือคณะกรรมการอื่นๆ ในสถานประกอบกิจการ อีกทั้งยอมรับการร่วมเจรจาต่อรอง การคัดเลือก หรือเลือกตั้งผู้แทน โดยไม่ระทำการใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อขัดขวาง หรือแทรกแซงการใช้สิทธิของลูกจ้าง สถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้แทนลูกจ้างในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ และต้องปฏิบัติต่อผู้แทนลูกจ้างโดยเท่าเทียมกับลูกจ้างอื่นๆ โดยไม่กลั่นแกล้ง โยกย้าย เลิกจ้าง หรือกระทำการใดๆที่ไม่เป็นธรรม สถานประกอบกิจการต้องกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ครอบคลุมประเภทงาน หรือลักษณะงานที่มีแนวโน้มอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้อง และมีการควบคุม ป้องกันให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อมในการทำงาน สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันอันตราย และลดปัจจัยเสี่ยงให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัย ขณะนี้หลายกิจการ หลายธุรกิจอุตสาหกรรมลดมาตรฐานแรงงานลงมาเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นเงื่อนไขต่อการเพิ่มการกีดกันทางการค้าอันนำมาสู่ผลกระทบต่อกิจการและประเทศชาติโดยรวมในที่สุด 

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง 

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง 29 มิถุนายน 2563 – 08:31 น.

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง  โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ผลโพล ของนิด้าโพล เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2” ซึ่งนำเสนอเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา  มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและผิดจากที่คาดการณ์ เมื่อเปรียบเทียบกับ “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1” ที่เสนอผลไปเมื่อ ปลายเดือนธันวาคม 2562 (ติตามผลการสำรวจทั้งสองครั้งได้จาก http://nidapoll.nida.ac.th/) ซึ่งคำถามจากการสำรวจทั้งสองครั้งคือ บุคคลใดที่ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และพรรคการเมืองใดที่ประชาชนสนับสนุนในวันนี้ 

อ่านข่าว…  “สิระ” เบรก”พิธา”อย่าใช้เวที”กมธ.”เป็นเครื่องมือทางการเมืองหวังเพียงดิสเครดิตรัฐบาล
 
ผลสำรวจที่ได้ในข้อแรกคือ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.06 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ (ผลสำรวจครั้งที่หนึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 17.32) ส่วนในข้อที่สองก็ไม่ต่างกันเพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.38 ระบุว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย (ผลสำรวจครั้งที่หนึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 13.46) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากที่อาจจะเบื่อหน่ายกับนักการเมืองและพรรคการเมืองในปัจจุบัน จึงขอถอยมาตั้งหลักก่อนค่อยตัดสินใจใหม่วันหลังหรือเมื่อมีทางเลือกใหม่ ๆ ที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่สามารถเฟ้นหานายกรัฐมนตรีที่โดนใจผู้คนจริง ๆ ได้ในขณะนี้ จึงทำให้อัตราส่วนการตอบว่ายังหาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ สูงกว่าอัตราส่วนของผู้ที่บอกว่า ยังไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (ร้อยละ 60.96) และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 62.16) มีอัตราส่วนสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่ยังไม่ไว้วางใจในผู้นำทางการเมืองคนใดเลย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลว่าใครมีคะแนนนิยมสูงสุดตอนนี้ คำตอบคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ร้อยละ 25.47) รองลงมาคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทยที่ ร้อยละ 8.07 ในขณะที่พรรคการเมืองที่มีความนิยมสูงสุด คือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 20.70) รองลงมาคือพรรคพลังประชารัฐ (ร้อยละ 15.73) 

เป็นที่น่าสนใจว่า หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้คะแนนนิยมในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง ร้อยละ 3.93 ไม่สามารถสืบทอดมรดกคะแนนนิยมของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่เคยได้คะแนนนิยมมาเป็นที่หนึ่ง (ชนะพลเอกประยุทธ์ ด้วย) ถึงร้อยละ 31.42 ในขณะที่อดีตพรรคอนาคตใหม่ก็เคยได้คะแนนนิยมสูงสุดถึงร้อยละ 30.27 แต่เมื่อแปรสภาพมาเป็นพรรคก้าวไกล กลับได้รับคะแนนนิยมเพียงร้อยละ 13.47 

เมื่อเจาะลึกลงไปดูในกลุ่มที่เคยเป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของนายธนาธรและอดีตพรรคอนาคตใหม่ ก็พบว่าทั้งนายพิธาและพรรคก้าวไกลไม่ได้รับความนิยมอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ เช่น ในกลุ่ม ผู้มีอายุ 18 – 25 ปีที่นายธนาธรเคยได้ร้อยละ 63.41 แต่นายพิธาได้เพียงร้อยละ 6.42 (หายไป 56.99 %) และในหมู่นักเรียน/นักศึกษา นายธนาธรเคยได้ ร้อยละ 63.96 แต่นายพิธาได้เพียง ร้อยละ 5.41 (หายไป 58.55 %) ในส่วนของคะแนนนิยมของพรรคก้าวไกล พบว่าในกลุ่มผู้มีอายุ 18 – 25 ปี นั้นจากที่อดีตพรรคอนาคตใหม่เคยได้ ร้อยละ 63.41 แต่พรรคก้าวไกลได้ ร้อยละ 26.74 ส่วนกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ที่เคยเป็นฐานคะแนนใหญ่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึงร้อยละ 72.13 แต่พรรคก้าวไกลกลับได้รับมรดกมาเพียงร้อยละ 26.58 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่น ๆพรรคก้าวไกลก็ยังถือได้ว่ามีคะแนนนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 18 – 25 และ กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา นอกเหนือจากนั้นแล้วพรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมเหนือพรรคการเมืองอื่น ๆ ในกลุ่มผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 23.89 แต่ก็คงเทียบไม่ได้กับอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่เคยได้ถึง ร้อยละ 43.54

หากจะวิเคราะห์ดูว่าอะไรทำให้นายพิธาและพรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมทางการเมืองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เหตุผลแรกอาจจะเกิดจากนายพิธายังไม่มีความโดดเด่นในบทบาททางการเมืองเหมือนนายธนาธรโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการปั่นกระแสทางการเมืองเพื่อกล่อมกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอายุ 18 – 25 กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา และกลุ่มผู้ทำงานบริษัทเอกชน ในขณะที่พรรคก้าวไกลก็ยังไม่ได้แสดงบทบาทที่เด่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้าน หรือมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับวนอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ “เสรีภาพและเผด็จการ” 

เหตุผลข้อที่สองอาจจะเกิดจากกระแสความนิยมในอดีตพรรคอนาคตใหม่และเหล่าแกนนำที่ผ่านมาไม่ใช่ของจริง แต่เป็นเพียงแค่สถานการณ์ไฟไหม้ฟางที่ทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งแค่เดินตาม ๆ กันไป จนกระทั่งวันหนึ่งอาจพบความจริงบางอย่างว่า ที่แท้ก็เป็นแค่พรรคการเมืองที่มีความสามารถในการสร้างวาทกรรมเท่านั้นหรือผู้คนอาจค้นพบว่าแนวทางทางการเมืองของแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามดั้งเดิมของคนไทยตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จึงทำให้ผู้ที่เคยสนับสนุนถอยห่างออกมาและส่งผลกระทบอย่างแรงต่อทายาททางการเมืองอย่างนายพิธาและพรรคก้าวไกล 

เหตุผลอีกข้อหนึ่งอาจเกิดจากการเล่นการเมืองนอกสภาของแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่หลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคณะก้าวหน้าเพื่อเดินสายรณรงค์ทางการเมืองทั่วประเทศ การดำเนินการเหล่านี้แม้ว่าอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงออกว่าไม่อยากรับหรือไม่ยอมรับมติศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับวัฒนธรรมไทยที่ ส่วนใหญ่ท้ายที่สุดจะยอมรับคำตัดสินของศาลและยินดียกโทษให้กับผู้ที่แสดงตนและมีพฤติกรรมอย่างชัดเจนว่ายอมรับในคำสั่งศาล อย่างไรก็ตามหากแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่เลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ หลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง อาจทำให้ได้คะแนนสงสารและส่งผลที่ดีกว่านี้ต่อพรรคก้าวไกลก็เป็นได้

คราวนี้ลองมาวิเคราะห์พลเอกประยุทธ์และ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บ้าง โดยในส่วนของพลเอกประยุทธ์นั้น แม้ว่าผลโพล 1 ปี นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ ที่มีการนำเสนอไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่ามีผู้คนที่มองว่านายก ฯ ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีรวมกันแล้วสูงถึง ร้อยละ 51.52 แต่ก็ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบกับผู้อื่น ในขณะที่การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองนั้น เป็นการแข่งขันเปรียบเทียบกับผู้อื่น และนอกเหนือจากนั้นแล้ว การมองว่าที่ผ่านมานายก ฯ ทำงานได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้เป็นนายก ฯ ต่อ จึงทำให้คะแนนนิยมในการสนับสนุนให้เป็นนายก ฯ อยู่ที่ร้อยละ 25.47 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์ลดถอยลงอย่างมาก เหลือเพียง ร้อยละ 23.74 จะพบว่าคะแนนนิยมทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ซึ่งอาจพอจะสรุปแบบคร่าว ๆ ได้ว่า พลเอกประยุทธ์มีแฟนคลับ (FC) ประจำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 23 – 26 

เมื่อแตกข้อมูลในผลโพลเพื่อวิเคราะห์ว่า ใครสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป พบว่าพลเอกประยุทธ์นั้น มีคะแนนนิยมสูงอย่างโดดเด่นในกลุ่มเดิม ๆ เช่น กลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 47.79) กลุ่ม พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน (ร้อยละ 38.49) กลุ่มผู้ไม่มีรายได้ (ร้อยละ 31.13) กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 30.14) กลุ่มผู้มีรายได้เกิน 40,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 31.11) กลุ่มผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินประถมศึกษา (ร้อยละ 33.65) กลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 33.59) และกลุ่มคนภาคใต้ (ร้อยละ 32.93) ในขณะที่จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของพลเอกประยุทธ์ยังคงอยู่ที่กลุ่มผู้ที่มีอายุ 18 – 25 ปี (ร้อยละ 8.02) กลุ่มผู้ที่มีอายุ 26 – 35 (ร้อยละ 13.51) กลุ่มผู้ที่มีอายุ 36 – 45 (ร้อยละ 14.09) กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 8.11) และ กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน (ร้อยละ 11.50) 

ในขณะที่ พปชร. ที่มีคะแนนนิยมทางการเมืองที่ ร้อยละ 15.73 นั้นมีคะแนนโดดเด่นในกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 28.50) และ กลุ่มพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน (ร้อยละ 21.08) แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนนิยมของ พปชร. ในเขตภาคใต้ที่ได้ร้อยละ 18.56 ซึ่งน้อยกว่าอันดับหนึ่งในภาคใต้อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 20.66) เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสามกลุ่มที่สนับสนุน พปชร. อย่างโดดเด่นเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ (สงสัย พปชร. ต้องเกาะกระแสพลเอกประยุทธ์ไปเรื่อย ๆ) ในขณะที่ในเขตกรุงเทพมหานครนั้น ความนิยมทางการเมืองของพปชร. อยู่ที่ร้อยละ 16.89 ซึ่งสูสีกับพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมในเขตเมืองหลวงที่ ร้อยละ 16.0 แต่ความแตกต่างคือ พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในกรุงเทพ ส่วนของ พปชร. นั้นคะแนนนิยมลดลง (อาจเกิดจากปัญหาการแย่งตำแหน่งกันใน พปชร.) 

สำหรับจุดอ่อนของ พปชร. นั้นไม่ต่างอะไรกับจุดอ่อนของพลเอกประยุทธ์ คือไม่สามารถชนะใจคนรุ่นใหม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 18 – 25 (ร้อยละ 5.35) ช่วงอายุ 26 – 35 (ร้อยละ 8.65) และ ช่วงอายุ 36 – 45 (ร้อยละ 8.66) รวมถึงไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชน (ร้อยละ 7.08) และ กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 4.05) 

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 20.70 นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายนักจากครั้งก่อนที่ได้ร้อยละ 19.95 ซึ่งอาจหมายถึงคะแนนนิยมพื้นฐานของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 19 – 21 ซึ่งปัญหาหลักของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ความไม่มีเอกภาพในพรรค ฯ และการขาดหัวหน้าพรรค ฯ ที่มีความโดดเด่น ซึ่งคงไม่ใช่ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แต่อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยก็ยังคงครองใจคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 27.79) ที่ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง พปชร. (ร้อยละ 14.25) พอสมควร นอกจากนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยโดดเด่นในกลุ่มเกษตรกร/ประมง (ร้อยละ 26.30) กลุ่มรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน (ร้อยละ 26.85) และผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 25.72) ส่วนจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย แน่นอน อยู่ที่ภาคใต้ (ร้อยละ 7.78) กลุ่มผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 10.94)  กลุ่มข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 11.55) กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 12.16)

สุดท้ายขอวิเคราะห์พรรคที่เก่าแก่ที่สุดอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 7.75 พบว่าจุดแข็งยังคงเป็นภาคใต้ (ร้อยละ 20.66) โดยมี พปชร. จี้ติดและห่างกันเพียง 2.1 % แต่ที่สำคัญคือ คะแนนนิยมในภาคใต้ของ ปชป. ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการสำรวจในเดือนธันวาคม 2562 ที่เคยได้ ร้อยละ 32.34 ซึ่งอาจตรงกับที่รองหัวหน้า ปชป. คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ  และ สส. ตรัง คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เตือนไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า ปชป. ไม่สามารถทำการเมืองได้อย่างที่คนใต้หวังไว้ และหากพรรคไม่ปรับตัว ก็จะตายกันหมด…คงต้องปฏิรูปพรรคแบบจริงจังได้แล้ว 

‘ก้าวไกล’ เรตติ้งร่วง เกมแกล้งตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ก้าวไกล’ เรตติ้งร่วง เกมแกล้งตาย

'ก้าวไกล' เรตติ้งร่วง เกมแกล้งตาย28 มิถุนายน 2563 – 15:45 น.

เรตติ้งร่วง พรรคก้าวไกลยุค “พิธา” ต่างจากสมัยธนาธร ศรัทธาเสื่อมถอย หรือเพราะกลยุทธ์แสร้งตาย ลดแรงกระแทกจากอำนาจพิเศษ

นิด้าโพลล่าสุด เกี่ยวกับพรรคการเมือง น่าวิเคราะห์มาก เมื่อความนิยมชมชอบของพรรคก้าวไกล (อดีตพรรคอนาคตใหม่) ร้อยละ 13.47 หลังการสำรวจเมื่อปลายปี 2562 ความนิยมของพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 30.42

อ่านข่าว :  ก้าวไกลรู้ยัง “ผู้กองมนัส” ทรท.รุ่นบุกเบิก

เกิดอะไรขึ้น เพียงเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค จาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เรตติ้งของชาวพรรคสีส้มร่วงมากมายขนาดนี้

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 2” (สำรวจระหว่างวันที่ 22 – 24 มิ.ย.2563)

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 44.06 ระบุว่าเป็น ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนอันดับ 6 คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะ อยากได้คนรุ่นใหม่มาบริหารประเทศ และชื่นชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 3.93

ต่ำกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) ที่ได้ร้อยละ 4.57 เพราะอดีต ผบ.ตร.คนนี้ มีจุดขายเฉพาะตัว ตรงไปตรงมา พูดจริง ทำจริง มีความซื่อสัตย์

เมื่อนิด้าโพล ถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.38 ระบุว่าเป็น ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย อันดับ 2 ร้อยละ 20.70 พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.73 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 4 ร้อยละ 13.47 พรรคก้าวไกล

จริงๆแล้ว ความนิยมในตัวหัวหน้าพรรค และพรรคก้าวไกล ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอนาคตใหม่ น่าจะเป็นไปตามยุทธศาสตร์ 2 ขา ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล วางไว้

1.พรรคก้าวไกล จะเดินแนวทางรัฐสภา และลดความแหลมคมในการเคลื่อนไหวในสภาฯ แสวงหาแนวร่วมจากพรรคการเมืองอื่น

2.กลุ่มก้าวหน้า นำโดย “เอก ป๊อก ช่อ” จะลุยนอกสภา และดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก เล่นประเด็นร้อน เพื่อตอบโจทย์มวลชนฝ่ายต้านเผด็จการ

รูปธรรมที่เห็นกันในช่วงใกล้ๆนี้ กลุ่มก้าวหน้า จุดกระแสไม่ลบความจำเกี่ยวกับ 2475 และเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่พรรคก้าวไกล ไม่ได้ขยับเรื่องนี้เลย

แม้แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคก้าวไกลก็ถอย ทั้งที่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ได้มีการคัดเลือกตัวผู้สมัครนายก อบจ.ไว้แล้ว 15 จังหวัด

ภารกิจเลือกตั้งท้องถิ่น จะเป็นของ “กลุ่มก้าวหน้า” ที่ประกาศเดินหน้าชน “ผู้มีอิทธิพล” ในท้องถิ่น เปลี่ยนแปลงโฉมหน้า อบจ.

พรรคก้าวไกล ดำเนินกลยุทธ์ซุ่มซ่อน ไม่เดินเกมเสี่ยง และไม่ชน “อำนาจพิเศษ” เพราะกังวลว่า จะซ้ำรอยเดิมพรรคอนาคตใหม่

ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกล ยุคของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงไม่หวือหวา ไปเรียบๆ เงียบๆ ทำให้คนรุ่นใหม่หรือเยาวชนผู้ส่งเสียงในโซเชียล ไม่ติดตาม

ลึกๆแล้ว นี่เป็นยุทธวิธีแสร้งตาย หรือถอยชั่วคราว เพื่อลดแรงเสียดทาน และไม่ถูกยุบอีก ซึ่งแกนนำพรรคก้าวไกลทราบดี 

คำสารภาพ’จักรภพ’วางแผนบุกบ้านป๋า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คำสารภาพ’จักรภพ’วางแผนบุกบ้านป๋า

คำสารภาพ'จักรภพ'วางแผนบุกบ้านป๋า28 มิถุนายน 2563 – 14:20 น.

คำสารภาพจากแดนไกลของ “จักรภพ” บอกเล่าเบื้องหลัง ยุทธการบุกบ้านป๋าเปรม สะท้อนยุทธศาสตร์ “ตาสว่าง” ไม่เคยเปลี่ยน

หลังหนีออกจากกัมพูชาไปตั้งหลักเสวยสุขในยุโรป “จักรภพ เพ็ญแข” จึงเขียนเบื้องหลังม็อบ นปก.บุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ จนกลายเป็นคดีความ และแกนนำ นปก.บางคน ต้องติดคุก 2 ปี 8 เดือน

อ่านข่าว: จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2563 จักรภพ เขียนเรื่อง “ไปบ้านพลเอกเปรมทำไม?” เผยแพร่ทางเฟซบุ๊คส่วนตัว เพราะเห็นว่า คนรุ่นหลัง โตไม่ทัน อาจไม่เข้าใจเหตุการณ์ครั้งโน้น

“ตัวผมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และได้ร่วมตัดสินใจกระทำการครั้งนี้ด้วย ขอเล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟัง เพื่อเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์..”

คดีบุกบ้านป๋าเปรม มีแกนนำ นปก. 2 คน ที่หนีคุกไปอยู่ต่างแดน คือ จักรภพ เพ็ญแข และ จรัล ดิษฐาอภิชัย

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจที่มาขององค์กร นปก. ซึ่งจักรภพ ไม่ได้เล่า โดยเริ่มจากที่จักรภพ เพ็ญแข ชวน วีระกานต์ มุสิกพงศ์,จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปพบทักษิณ ชินวัตร ขอทุนมาตั้งบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด เพื่อจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “พีทีวี” ออกอากาศ ในวันที่ 1 มี.ค.2550

ต่อมา คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ มีคำสั่งห้าม “พีทีวี” ออกอากาศ จึงเป็นเงื่อนไขให้ จักรภพจัดการชุมนุมเรียกร้องให้พีทีวีได้ออกอากาศเหมือนเอเอสทีวี จึงเป็นที่มาของ “ม็อบพีทีวี” ที่ท้องสนามหลวง

หลังจากนั้น แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ ได้รวมตัวกับ “ม็อบพีทีวี” เป็นองค์กรใหม่ที่เรียกกันย่อๆว่า “นปก.”

ภารกิจแรกของ นปก.คือ นัดชุมนุมมวลชนที่สนามหลวง และเคลื่อนทัพบุกบ้านป๋าเปรม 22 ก.ค.2550

++

คนเสื้อเหลือง

++

ปี 2550 ขบวนการต้านเผด็จการ ยังไม่ใช่ “คนเสื้อแดง” แต่เป็นกลุ่มคนรักทักษิณ ที่มีนักการเมืองดังแห่งอีสานใต้ เป็นสปอนเซอร์ ในฐานะตัวแทนอดีตนายกรัฐมนตรี

“ขอให้สังเกตว่า ทุกคนในขบวนประท้วงสวมเสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นสีเสื้อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 ที่รัฐบาลเลือกตั้งของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2549…”  จักรภพ บอกเล่าขบวนมวลชน นปก.ที่เคลื่อนไปบ้านป๋าเปรม

จริงๆแล้ว กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่ปักหลักชุมนุมต้าน คมช.ที่สนามหลวง ก็พยายามปลุกระดมโจมตีประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 2549

ด้วยเหตุนี้ จักรภพ จึงชูคำขวัญกดดันป๋าเปรมให้หลุดจากตำแหน่งประธานองคมนตรี และต้องเคลื่อนมวลชนไปที่บ้านสี่เสาฯ

++

สูงกว่าป๋าเปรม

++

เวลานั้น แกนนำ นปก. และสปอนเซอร์ ก็ยังเป็นขบวนการคนรักทักษิณ แต่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จ และกลุ่มอิสระที่รวมตัวอยู่สนามหลวง กลับมองสูงกว่า “ป๋าเปรม” จึงชูภาพของคณะราษฎร และการปฏิวัติ 2475

“ผมปราศรัยในวันนั้น อย่างเด็กที่ผิดหวังในผู้ใหญ่ของบ้านเมือง คุณทักษิณเขาไม่ใช่คนวิเศษวิโส เขาไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เขาทำประโยชน์ให้กับพวกประชาชนอย่างผม ให้เขาทำงานต่อไปเพื่อให้ชีวิตติดดินของเราดีขึ้นสักนิดไม่ได้เชียวหรือ อิจฉาริษยาอะไรกันนักหนา..” จักรภพ บันทึกไว้ด้วยความแค้น

ตอนท้าย จักรภพเขียนว่า “การไปบ้านพลเอกเปรมฯ เมื่อ พ.ศ. 2550 จึงเป็นการเสนอไมตรีและอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติ คดีที่จับเข้าคุกกันล่าสุดนี้ จึงมีเป็นคำปฏิเสธมิตรไมตรี และไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าความโง่ซ้ำซากของฝ่ายผู้กระทำ เหตุที่ว่าโง่ก็เพราะเป็นการกระทำที่ไม่มีประโยชน์โภชน์ผล มีแต่โทษรออยู่ทั้งนั้น”

คำสารภาพ'จักรภพ'วางแผนบุกบ้านป๋า

ทางเดินเฮียกวงจับตา ‘สัมมาชีพ” บ้านพัก 4 กุมาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทางเดินเฮียกวงจับตา ‘สัมมาชีพ” บ้านพัก 4 กุมาร

ทางเดินเฮียกวงจับตา 'สัมมาชีพ" บ้านพัก 4 กุมาร28 มิถุนายน 2563 – 12:35 น.

อนาคต “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” พร้อม 4 กุมาร จะเดินไปสู่หนไหน กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม หรือพรรคการเมือง…คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จากนี้ไป “อุตตม สาวนายน“ และ ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” จะก้าวต่อไปในทิศทางใด ย่อมขึ้นอยู่กับ “จอมยุทธ์กวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คาดว่า หลังปรับ ครม. คงมีความชัดเจน

อีกคนที่น่าจับตา “ชวน ชูจันทร์” ปราชญ์เดินดินแห่งตลาดคลองลัดมะยม ตลิ่งชัน เพื่อนร่วมรุ่นกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมัยเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้จดทะเบียนก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ จะขยับไปตั้งพรรคใหม่อีกหรือไม่?

อ่านข่าว : พปชร.ตั้ง ‘นฤมล’ นำทีมเศรษฐกิจ ดึงคนมีชื่อเสียง-นักธุรกิจ-คนรุ่นใหม่ เข้าร่วม

นับแต่แยกทางจาก ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 สมคิดซุ่มซ่อนสะสมเครือข่ายสายสัมพันธ์ โดยตั้งกลุ่มธรรมาธิปไตย เชื่อมร้อยกับกลุ่มต่างๆ ที่แตกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทย

ปี 2550 มีข่าวสมคิดไปร่วมงานการเมืองกับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ กระทั่งการเลือกตั้งผ่านไป 2 รอบ สมคิดและขุนพลข้างกาย ก็มาโผล่ที่ คสช.

++

ที่มาของ 4 กุมาร

++

“เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หอบหิ้ว 4 กุมาร อย่าง อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล มาขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐให้ คสช. ตั้งแต่ปี 2558

อุตตมเปรียบเหมือนแขนขวาของเฮียกวง เคยทำงานร่วมกับสมคิดมาตั้งแต่อยู่ที่นิด้า ยุคไทยรักไทย อุตตม เคยเป็นที่ปรึกษา และผู้ช่วยรัฐมนตรีของสมคิด สมัยที่เขาเป็นรัฐมนตรีคลัง

ส่วนแขนข้างซ้ายของสมคิดคือ สนธิรัตน์ อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เขาเป็นนักปฏิบัติการและมือประสานสิบทิศ

สมัยที่สมคิด ยังเดินงานมูลนิธิสัมมาชีพ ก็ได้ “สนธิรัตน์” เป็นมือทำงาน จนเป็นที่ยอมรับของภาคประชาสังคม และต่อยอดมาเป็นยุทธศาสตร์ประชารัฐ สมัยรัฐบาล คสช.

++

บ้านพักสัมมาชีพ

+++

ปี 2552 นพ.ประเวศ วะสี กับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นผู้ริเริ่มที่จะจัดตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิฯ ประกอบด้วย สำราญ ภูอนันตานนท์ ,นพ.มงคล ณ สงขลา ,บุญยเกียรติ โชควัฒนา ฯลฯ

อุดมการณ์ของมูลนิธิสัมมาชีพ คือการเชื่อมโยงชุมชน ภาคีพัฒนาและภาคธุรกิจ ให้มาทำงานร่วมกัน สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้นมา

ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิยุคแรกๆ คือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจอาทิ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา และอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล ที่ทุ่มเทกับภารกิจสร้าง “สัมมาชีพทั้งแผ่นดิน”

เมื่อสมคิด และ 4 กุมาร เข้ามาร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ยุทธศาสตร์ประชารัฐ ใต้ร่มเงา คสช. จึงเกิดยุทธศาสตร์ “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากอุดมการณ์ของสัมมาชีพ

จากวันนั้น ถึงวันนี้ มูลนิธิสัมมาชีพ มีอายุ 11 ปี ยังขับเคลื่อนต่อไป ภายใต้แนวคิด “สัมมาชีพเต็มพื้นที่” สานพลังขับเคลื่อนสัมมาชีพเต็มพื้นที่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เชื่อมคน เชื่อมชุมชน เชื่อมสังคม เชื่อมรัฐ

สมมติว่า เฮียกวง ต้องพา 4 กุมาร ถอยทัพออกจากรัฐบาลประยุทธ์ “มูลนิธิสัมมาชีพ” น่าจะเป็นบ้านพักหลังแรกๆ ของผู้คนรอบกายเฮียกวง

จากสัมมาชีพ จะพัฒนาต่อไปในทิศทางของ “กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม” หรือ “พรรคการเมือง” ก็น่าจะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง

“วีระกานต์” คน 6 คุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วีระกานต์” คน 6 คุก

 "วีระกานต์" คน 6 คุก 27 มิถุนายน 2563 – 15:14 น.

วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ฉายา “ไข่มุกดำ” แห่งพัทลุง เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผล ตามประสานักการเมือง ต้องเข้าคุกถึง 6 ครั้ง

++

นับเป็นเวลากว่า 10 ปี คดีแกนนำ นปก.นำผู้ชุมนุมหลายพันคน บุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ก็มาถึงวันที่มีคำพิพากษาศาลฎีกา จำคุกแกนนำ นปก. คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รออาญา

ในนั้น มีนักการเมืองดัง “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” วัย 72 ปี รวมอยู่ด้วย วีระกานต์เดินอยู่บนถนนการเมืองมายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ มีทั้งรุ่งโรจน์ และตกต่ำตามวิถี

คนพัทลุงเดิมชื่อ “วีระ” เริ่มต้นที่การเป็นนักหนังสือพิมพ์ ก่อนจะก้าวสู่ถนนสายเลือกตั้ง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จาก ส.ส.หนุ่ม แล้วขยับขึ้นเป็นแม่ทัพ ปชป. 

วีระต้องแยกทางจาก ปชป. ไปร่วมกับ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรณ์ ตั้งพรรคประชาชน ถัดจากนั้น ได้จัดตั้งพรรคเอกภาพ (ยุบรวมกันของ 4 พรรคคือรวมไทย กิจประชาคม ก้าวหน้าและประชาชน)

หลังจากนั้น วีระไปร่วมตั้งพรรคความหวังใหม่ แล้วออกไปตั้งพรรคดำรงไทย ก่อนจะย้ายมาพรรคไทยรักไทย ,พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ 

ด้วยวิถีแห่งนักเลือกตั้ง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ย่อมมีบาดแผลเต็มตัว แล้วยังต้องเข้า-ออกคุกถึง 6 ครั้ง

 "วีระกานต์" คน 6 คุก

++

คุกแรก

++

สมัยวีระ มุสิกพงศ์ เป็นนักหนังสือพิมพ์ ได้เข้าร่วมขบวนการยึดอำนาจ ที่นำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ 26 มี.ค.2520 แต่ไม่สำเร็จ จึงกลายเป็นกบฏ ทั้ง พล.อ.ฉลาด และนายทหารคนสนิท ถูกจับกุมหมด

วีระและเพื่อนนักหนังสือพิมพ์อีก 3 คน ถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตนักการเมืองหนุ่มที่เผชิญวิบากการเมือง

++

คุกที่สอง

++

การเลือกตั้งปี 2529 “วีระ” ออกเดินสายหาเสียงช่วยนายทุนพรรคคือ พรเทพ เตชะไพบูลย์ ที่บุรีรัมย์ แต่เกิดเหตุการณ์พลิกผันเพราะวาจา ต้องคดีหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูง ในการปราศรัยหาเสียง ต้องคำพิพากษาสูงสุด รวมจำคุก 4 ปี

วีระติดคุกได้เพียงเดือนเดียว ก็มีพระบรมราชโองการอภัยโทษ โปรดเกล้าให้วีระพ้นสภาพจากการเป็นนักโทษ ตามที่ พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รัฐมนตรีมหาดไทย สมัยรัฐบาลเปรม ทำหนังสือขึ้น กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ

 "วีระกานต์" คน 6 คุก

++

คุกที่สาม

++

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ “วีระ” สังกัดพรรคความหวังใหม่ ได้เข้าร่วมปราศรัยต่อต้านรัฐบาลสุจินดา ต่อมา วีระถูกออกหมายจับ จึงเข้ามอบตัวและไม่ขอประกันตัว และถูกฝากขังที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เช่นเดียวกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

หลังจากเหตุการณ์สงบ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วีระจึงถูกปล่อยตัว++

คุกที่สี่

++

วีระและแกนนำ นปก. ถูกจับกุมเมื่อ 26 ก.ค.2550 ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป พร้อมถูกนำไปขังคุก รอการปล่อยตัวชั่วคราว

สืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค.2550 แกนนำและแนวร่วม นปช. เคลื่อนตัวจากท้องสนามหลวงไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง

++

คุกที่ห้า

++

เหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 วีระ และแกนนำ นปช.บางส่วนได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และถูกคุมขังอยู่ 7 เดือน จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อต้นปี 2554

ออกจากคุกรอบนี้ วีระเปลี่ยนชื่อ “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” เพราะพ่อบังเกิดเกล้า อายุ 90 ปี ขอให้เปลี่ยนจากวีระ เป็นวีระกานต์ หวังจะให้พ้นเคราะห์ พ้นโศก จึงยินดีเปลี่ยน

 "วีระกานต์" คน 6 คุก

++

คุกที่หก

++

เมื่อคดีบุกบ้านป๋าเปรม มาถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา วีระกานต์ มุสิกพงศ์ กับพวก ซึ่งมีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ถูกสั่งจำคุกแกนนำ นปก. คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รออาญา

วีระหรือวีระกานต์ จึงต้องเดินเข้าสู่เรือนจำอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตคนเลือกเกิดไม่ได้ เมื่อวีระกานต์ ตัดสินใจเลือกจะเป็นแล้ว ก็ต้องยอมรับผลแห่งการกระทำของตัวเอง

เสนาะหลบ’ป้อม’ มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสนาะหลบ’ป้อม’ มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา

 เสนาะหลบ'ป้อม' มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา27 มิถุนายน 2563 – 11:43 น.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เติบโตจากสระแก้ว เจนจบครบเครื่องเรื่องการเมือง-การทหาร จึงสยบเจ้าพ่อวังน้ำเย็นได้อยู่หมัด คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
ไม่ได้เหนือความคาดหมายใดๆ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นเจ้าของพรรคพลังประชารัฐ มาแต่แรกแล้ว เพียงแต่ไหว้วานให้ทีม 4 กุมาร ดูแลพรรคชั่วคราว
พรรคพลังประชารัฐ ถูกออกแบบมาสำหรับการทำสงครามเลือกตั้ง ไม่ใช่พรรคเชิงอุดมคติ เชิงอุดมการณ์ใดๆ สังเกตได้จากการรวบรวมไพร่พล “นักเลือกตั้ง” ผู้เจนจบกลยุทธ์การเอาชนะในสนาม ซึ่งคนระดับ อุตตม สาวนายน ไม่มีบารมีพอที่จะดึง “มังกรซ่อนพยัคฆ์” เหล่านั้นให้เข้ามาอยู่ในพรรคนี้ได้

สิ่งที่ พล.อ.ประวิตร ดำเนินการอยู่นี้ มิได้ต่างจาก “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” เสนาะ เทียนทอง ผู้ได้เครดิตว่าเป็น “นักปั้นนายกฯ” ปั้นบรรหาร ปั้นพ่อใหญ่จิ๋ว และปั้นไทคูนทักษิณ
“บิ๊กป้อม” ก็เรียนรู้บทเรียนของ “ป๋าเหนาะ” มาปั้นน้องรัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ได้สำเร็จ ซึ่งพูดกันตรงไปตรงมา หากไม่มี “พี่ป้อม” น้องรักอีกสองคน “ป๊อก-ตู่” ก็ไม่มีวันนี้

 เสนาะหลบ'ป้อม' มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา

                                               พี่ใหญ่บูรพาของจริง

++
คนโตชายแดน
++
     นักข่าวสายทหาร อาจจะยกให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นพี่ใหญ่ “บูรพาพยัคฆ์” แต่จริงๆแล้ว “บิ๊กป้อม” เป็นลูกครึ่งระหว่าง “ทหารเสือราชินี” (ร.21 รอ.) กับ “บูรพาพยัคฆ์” (ร.2 รอ.) จึงรู้จักมักคุ้นกับรุ่นพี่รุ่นน้องทั้งฝั่งชลบุรี และปราจีนบุรี  

     บารมีของบิ๊กป้อม ในฐานะบิ๊กบราเธอร์บูรพา น่าจะเริ่มต้น ตั้งแต่สมัยที่เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.) ค่ายไพรีระย่อเดช จ.สระแก้ว ปี 2532 ก่อนขึ้นเป็น ผบ.พล.2 รอ.

 เสนาะหลบ'ป้อม' มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา
 เสนาะหลบ'ป้อม' มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา

                                   พล.อ.ประวิตร เติบโตจาก ร.12 รอ.ยุคแปรสนามรบเป็นสนามการค้า

    ยุคนั้น รัฐบาลชาติชาย ดำเนินนโยบายแปรสนามเป็นสนามการค้า ทำให้ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาคึกคักอีกครั้ง พ่อค้าชายแดนเฟื่องฟู ทั้งบนดินและใต้ดิน 

   บิ๊กป้อมจึงมีเพื่อนรักเป็นเจ้าพ่อชายแดนตัวจริง “บำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย” ประธานสภาหอการค้าจังหวัดสระแก้ว พ่อค้าชายแดนรายใหญ่ ที่ทำการค้าข้ามแดนไทย-เขมร มายาวนาน ซึ่งบิ๊กป้อมก็รู้จักกับเสนาะ เทียนทอง เจ้าพ่อวังน้ำเย็น แต่ไม่ลึกล้ำเหมือนบำรุง

 เสนาะหลบ'ป้อม' มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา

                                        เสี่ยบำรุง คนโตชายแดน เพื่อนบิ๊กป้อม  

    หลายคนคิดว่า เสนาะ เทียนทอง ผลักดันให้ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. สมัยรัฐบาลไทยรักไทย แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เลย 
    ผู้ที่เป็นแบ็คหนุนบิ๊กป้อมคือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรัฐมนตรีกลาโหม หรือพยัคฆ์บูรพารุ่นพี่ และผู้หญิงหลังม่านชินวัตร 

++
เทียนทองยังหลบ
++
    ก่อนการเลือกตั้ง 2562  เสนาะ เทียนทอง พยายามต่อสายหา “บิ๊กป้อม” แต่ปัญหาภายในตระกูล “เทียนทอง” ทำให้ “ขวัญเรือน เทียนทอง” น้องสะใภ้ป๋าเหนาะ เลือกที่จะหอบ “ฐานิสร์-ตรีนุช” มาซบบ้านป่ารอยต่อก่อนใคร
    เนื่องจาก “กำนันขวัญเรือน” ต้องการปลดแอกจาก “บ้านใหญ่เมืองทองธานี” ขอสร้าง “บ้านใหญ่เขาฉกรรจ์” ด้วยลำแข้งตัวเอง
    สนามเลือกตั้งสระแก้วครั้งที่แล้ว จึงกลายเป็น “ศึกล้างตระกูล” และจบด้วยชัยชนะของบิ๊กป้อม 
    เขต 1 “ฐานิสร์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว ชนะ “สนธิเดช เทียนทอง” อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลวัฒนานคร หลานสายตรงของป๋าเหนาะ
    เขต 2 “ตรีนุช เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว ก็ชนะ พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น อดีต ส.ว.สระแก้ว คนสนิทป๋าเหนาะ    
    เขต 3 “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว ทายาทของ “เสนาะ เทียนทอง” พ่าย “สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” นักการเมืองท้องถิ่น สายตรงบ้านป่ารอยต่อ   

    บิ๊กป้อมทุ่มสรรพกำลังช่วย “สุรศักดิ์” เต็มที่ เพราะเขต 3 (อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง อ.ตาพระยา และอ.วัฒนานคร) เป็นพื้นที่ชายแดน ที่บำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย กัลยาณมิตรป๋าป้อมดูแลอยู่  

    นับแต่เล่นการเมืองมา 40 กว่าปี เสนาะ เทียนทอง พ่ายแพ้ยับเยิน และเจ็บปวดที่สุด

 เสนาะหลบ'ป้อม' มาแล้ว บิ๊กบราเธอร์บูรพา

                                                อวสานเจ้าพ่อวังน้ำเย็น