“หงา”ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด”ทอม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หงา”ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด”ทอม”

"หงา"ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด"ทอม"1 กรกฎาคม 2563 – 15:50 น.

คลายล็อกเฟส 5 ผับบาร์เปิดแล้ว “น้าซู” ท้าพิสูจน์ดนตรีปรองดอง และ “น้าหงา” ห่วงอนาคตซูซู ฝ่ามายาเสื้อสีไม่ไหว

++
เริ่มต้น 1 ก.ค.2563 คลายล็อกโควิดเฟส 5 เปิดผับ เปิดร้านเหล้า “น้าซู” ระพินทร์ พุฒิชาติ หัวหน้าวงซูซู ได้โพสต์ทางแฟนเพจ Zu Putichat ว่า “ZUZU Returns .. พร้อมครับ ยังไม่ให้เต้น เราก็เล่นได้  นั่งจิบเหล้าบายๆ ฟังเพลงยุคคลาสสิค 083-545 4592 ,099-229 6647 ติดต่อเรามานะครับ”

ย้อนไปเมื่อ 21 มิ.ย.2563 น้าซูโพสต์ว่า “ดนตรีปรองดองพี่น้องซูซู ..แยกวงนาน 28 ปี ไม่น่าจะกลับมารวมกันได้ แต่สุดท้ายก็หวนคืนมาร่วมงานกันอีกครั้ง พายุร้ายพัดผ่านไป ได้ให้ประสบการณ์ที่ล้ำค่า สงครามแห่งความเกลียดชังที่เราหลุดเข้าไปอยู่ในสมรภูมิรบด้วย ขอให้ผ่านไป ผ่านไป ฝุ่นควันจางลง เรามาเริ่มต้นกันใหม่..”

พลันที่มีข่าว “ซูซู” จะกลับมา “สุรชัย จันทิมาธร“ ได้แสดงความเห็นผ่านแฟนเฟจส่วนตัวว่า “ยินดีกับ Zu Zu Return ที่จริงน่าจะใช้คำว่า Reunion มากกว่า มีเอฟเฟ็คอย่างแน่นอน ต่อการกลับมาของนายทอม ดันดี คนท่ายาง เพชรบุรี เอกลักษณ์เสียงเหน่อ แต่ก็ต้องสำแดงศักยภาพของงานเพลงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งเสียก่อน “

"หงา"ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด"ทอม"

น้าหงาพูดถึง “ทอม ดันดี” ในภาพแห่งความเป็นจริง ผู้เฒ่าแห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต พานพบปฏิริยาร้อนแรงในสงครามขั้วสีมานับสิบปี ก็อดเป็นห่วงวงซูซูไม่ได้

“ต้องยอมรับว่า ใจของน้าซูนั้นใหญ่จริง แม้วัยจะล่วงล้ำสู่เลย 6 แล้ว แต่ที่ขาดอย่างน่าเสียดายก็คือ น้าอู๊ด ยานนาวา มือกลองระดับเอเซีย ซึ่งคาดว่าอยากจะพักผ่อนสบายๆอยู่แถวชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งก็ยังคาดเดาไม่ออกอยู่นั่นเอง วงZu Zu เป็นวงใหญ่ ใช่เครื่องเคราและบุคลากรเยอะ เพราะเร่งเร้าอารมณ์ด้วยริทึ่มและจังหวะ ผสมเอกลักษณ์พื้นบ้านทั้งภาคอีสานและทางใต้ น้าซูก็ละม้ายคล้ายคลึงกับคาลอส ซันตาน่า ในการทำดนตรี โดยมีเอกลักษณ์กีตาร์โซโล่เป็นตัวนำร่อง ที่น่าสนใจ ก็คือเครื่องพื้นเมืองอันแพรวพราวของลูกวง ที่เปลี่ยนมาคนแล้วคนเล่า”

"หงา"ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด"ทอม"

ตอนท้าย น้าหงายังพูดถึงทอม ดันดี ตัวเอกของวงซูซู ยุคดนตรีปรองดองว่า “สำคัญว่าทอม ดันดี จะมาเป็นศูนย์หน้าที่หนักแน่นและเฉียบคมได้หรือเปล่า ปัญหาของทอมก็คืออายุมากขึ้น รวมทั้งความคิดจิตใจ”

ความหวัง ความฝันของน้าซู ที่จะนำพา “ดนตรีปรองดองพี่น้องซูซู” ไปให้ถึงเป้าหมาย จะทำได้สำเร็จหรือไม่? เอฟซีเสื้อเหลือง และเสื้อแดง จะเข้าใจน้าซู และน้าทอมแค่ไหน น่าลุ้นมาก

อุ้มวันเฉลิม “จักรภพ”ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อุ้มวันเฉลิม “จักรภพ”ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย1 กรกฎาคม 2563 – 14:59 น.

“จักรภพ เพ็ญแข” ฝันคดี “อุ้มวันเฉลิม” จะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทย แต่ลืมไปว่า จักรภพเคยสนับสนุนเผด็จการรัฐสภาในกัมพูชา 

++
หน้าฟีดแฟนเพจของ จักรภพ เพ็ญแข มีความเคลื่อนไหวถี่ขึ้น หลังจากเขาเดินทางออกจากกัมพูชา ไปปักหลักแถวยุโรป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2563 จักรภพโพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “กรณีอุ้มฆ่าต้าร์-ก้าวไปอีกขั้น” โดยลงมือแปลข่าว “ต้าร์” หรือ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563 

อ่านข่าว…   จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร

“หน้าหนึ่ง (front page) ของนิวยอร์กไทมส์แบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้เงินซื้อได้ บรรณาธิการแต่ละประเภทข่าว ต้องผลักดันและต่อสู้เป็นอย่างมากเพื่อให้ข่าวที่ตนเห็นว่าสำคัญระดับโลกได้ขึ้นหน้าหนึ่ง เพราะเมื่อได้ขึ้นแล้ว สื่อมวลชนทั่วโลกจะให้ความสนใจและจับข่าวนั้นๆ ไปเจาะลึกเพิ่มเติมจนเกิดผลที่กว้างไกล มีหลายกรณีที่ข่าวจากหน้าหนึ่งนิวยอร์กไทมส์ ทำให้เกิดการสอบสวนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการและเอาผิดกับอาชญากรระดับเหนือมนุษย์ของทั่วโลกได้ บางทีก็ส่งผลให้เปลี่ยนผู้นำหรือเปลี่ยนรัฐบาล และสร้างแรงสะเทือนมากมายในหลายด้าน..”

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

จักรภพ เคลื่อนไหวหนัก

คนเสื้อแดงหลายคนวิจารณ์ว่า จักรภพก็ยังเป็น “นักฝัน” เหมือนที่จตุพร พรหมพันธุ์ วิจารณ์ซ้ายใหม่บางคนว่า หลงตัวเอง นึกว่าเป็นเช กูวารา แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นแบบนั้น แกนนำมวลชนตัวจริง หนีไม่พ้นวิบากชีวิต ติดคุกติดตะราง 

จักรภพ พยายามชี้ว่า การที่วันเฉลิมเป็นข่าวหน้า 1 นิวยอร์กไทมส์ อาจนำไปสู่การสอบสวนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการและเอาผิดกับอาชญากรได้

กรณีของ “วันเฉลิม” นั้น จักรภพรู้อยู่แก่ใจ และถ้าอยากรู้ความจริง จักรภพควรถามสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพราะเหตุการณ์อุ้มวันเฉลิม เกิดอยู่บนดินแดนเขมร ไม่ใช่ประเทศไทย

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2563 จักรภพน่าจะเขียนเล่าบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 69 ปี พรรคประชาชนกัมพูชา  ของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งปีนี้ มีการจัดพิธีทำบุญฉลองอาคารสำนักงานพรรคแห่งใหม่ ที่ใหญ่โตโอ่อ่ามาก

พรรคประชาชนกัมพูชา มีรากฐานมาจาก “พรรคปฏิวัติ” และพัฒนาการมาเป็น “พรรคสภา” ในยุคที่ยูเอ็นเข้ามาจัดการเลือกตั้ง หลังมีการเจรจาสันติภาพเขมร 4 ฝ่าย ยุติสงครามในประเทศที่กินเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

สมเด็จฮุนเซน ผู้มากบารมี

เมื่อ 5-6 ปีก่อน สมเด็จฮุน เซน ได้ใช้อำนาจรัฐกดดัน สม รังสี ผู้นำพรรคกู้ชาติกัมพูชา พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด จนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ และศาลตัดสินยุบพรรคดังกล่าว 

ครั้นมีเลือกตั้งทั่วไป ปี 2561 พรรคประชาชนกัมพูชา จึงชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ได้เสียงข้างมากในสภาฯพรรคเดียว “จักรภพ” ก็ใช้ชีิวิตอยู่ในพนมเปญ ได้รู้ได้เห็นการเมืองเขมรมาแต่ปี 2552 และรู้ถึงหัวอกฝ่ายประชาธิปไตยในกัมพูชา ที่ถูกจับกุมคุมขัง และถูกเข่นฆ่าไปหลายคน

สม รังสี ผู้นำฝ่ายต่อต้านฮุนเซน ได้จัดตั้งองค์กรการเมืองใหม่ ปลุกชาวเขมรโพ้นทะเลให้ลุกขึ้นมากดกันสหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้จัดการฮุนเซน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

ที่ทำการพรรคประชาชนกัมพูชา

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จฮุน เซน ไปตรวจโครงการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ได้ปราศรัยกับมวลชนที่มาร่วมงานว่า พรรคประชาชนกัมพูชา จะบริหารประเทศกัมพูชาต่อไปอีก 50-100 ปี หากพรรคฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาล คงต้องรอชาติหน้า

จักรภพมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองเขมร ควรถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้ผู้รักประชาธิปไตยในไทยได้อ่านกันบ้าง

สมคิดรู้มั้ย “ชัยวุฒิ” เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมคิดรู้มั้ย “ชัยวุฒิ” เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้1 กรกฎาคม 2563 – 10:51 น.

ไม่แน่จริง ไม่ออกมาไล่ “สมคิด” เส้นทางสู่พลังประชารัฐของ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ไม่ธรรมดา เป็นคนชักนำอดีต 4 ทหารเสือ กปปส. ย้ายขั้ว คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ออกมาไล่เช้าไล่เย็น “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาย้ำกับนักข่าวอีกหนว่า “ผมคิดว่าถ้านายสมคิดออกไป ก็จะทำให้คนใหม่เข้ามาได้อีกเยอะ”


ชัยวุฒิ ไม่ใช่ ส.ส.สมัยแรก เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ สู้รบกับพรรคไทยรักไทยมาโชกโชนในพื้นที่สิงห์บุรี สมัยต้านระบอบทักษิณ ชัยวุฒิก็ต้องชนแดงฮาร์ดคอร์อย่าง “พายัพ ปั้นเกตุ”  

วันนี้ ชัยวุฒิ เป็นหลานรักของ “ลุงป้อม” ไปไหนมาไหนกับกลุ่มวิรัช รัตนเศรษฐ และสุชาติ ชมกลิ่น 

อ่านข่าว…  พปชร.ร้าวหนัก “ชัยวุฒิ” ไล่ “สมคิด” คนดี กลับไปเลี้ยงหลาน

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้


++
ร้านทองแม่กิมลี้
++
เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2563 ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ,กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. เขต 1 และ โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี จากพรรคพลังประชารัฐ แจกข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่บริเวณด้านหน้าร้านทองแม่กิมลี้ ถนนพันเรือง อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

รวมถึงเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่อาม่ากิมลี้ แซ่ตั้ง เนื่องในโอกาสวันครบรอบการเสียชีวิตของอาม่ากิมลี้ ผู้ก่อตั้งร้านทองแม่กิมลี้

ตระกูล “ธนาคมานุสรณ์” ทำมาค้าขายในเมืองสิงห์มายาวนาน มีทั้งร้านทองแม่กิมลี้ ,เคเบิ้ลสิงห์บุรี และร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า

ปัจจุบัน แม่ภรณี ธนาคมานุสรณ์ ทายาทแม่กิมลี้เป็นผู้บริหารธุรกิจในตระกูล และมีบทบาทสนับสนุนณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี ซึ่งเป็นฐานการเมืองในท้องถิ่น

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้

แม่ภรณี ส.ส.ตัวจริง

กลุ่มแม่ภรณียังเป็นแนวร่วมกับสรกฤช เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี และประเทือง วิจารณ์ปรีชา อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทยหลายสมัย (วันนี้ ประเทืองเป็นรองนายก อบจ.สิงห์บุรี)


แม่ภรณีเป็นลมใต้ปีก ที่ส่งให้ “ชัยวุฒิ-โชนวุฒิ” ทะยานไปในยุทธจักรการเมือง

++
ผู้บริหารกัลฟ์
++
เมืองสิงห์ ในทางการเมือง ก่อนที่ทักษิณ ชินวัตร จะตั้งพรรคไทยรักไทย ส.ส.สิงห์บุรี ก็เหมือนคนในบ้านใหญ่-สุพรรณบุรี ซึ่งสมัยโน้น บรรหาร ศิลปอาชา มักจะนับเอาสิงห์บุรี, ชัยนาท และอ่างทอง เป็นเมืองบริวารของบรรหารบุรี

เลือกตั้งปี 2544 สิงห์บุรี มี 2 เขตเลือกตั้ง และได้ ส.ส.หน้าใหม่ทั้งคู่คือ เขต 1 ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์พรรคประชาธิปัตย์ และพายัพ ปั้นเกตุ พรรคไทยรักไทย (ชนะประเทือง วิจารณ์ปรีชา พรรคชาติไทย)

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้

แม่ภรณี มาร่วมประชุมพรรคพลังประชารัฐ

เลือกตั้งปี 2548 เหลือเขตเดียว พายัพ ปั้นเกตุ มากับประชานิยม ชัยวุฒิสอบตก ปี 2550 ชัยวุฒิย้ายไปพรรคชาติไทย ชนะพายัพ

พรรคชาติไทยถูกยุบ ชัยวุฒิถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี  ปี 2552 มีเลือกตั้งซ่อม โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ญาติผู้น้อง สวมเสื้อ ปชป. เอาชนะพายัพ ปั้นเกตุ ไปได้

เลือกตัั้งปี 2554 พายัพปั้น สุรสาล ผาสุข แกนนำเสื้อแดงสิงห์บุรี ขี่กระแสยิ่งลักษณ์เอาชนะคนในตระกูลแม่กิมลี้ไปได้

ช่วงไม่ได้เป็น ส.ส. ชัยวุฒิ ทำธุรกิจส่วนตัวและเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริหารของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ส่วนงานการเมืองในพื้นที่เป็นเรื่องของ “แม่ภรณี” และญาติผู้น้อง-โชนวุฒิ

เดือน เม.ย.2561 ชัยวุฒิพา สกลธี ภัททิยกุล ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และณัฏฐพล ทีปสุวรรณอดีต เข้าพบสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่โต

แต่นักข่าวส่วนใหญ่ไม่ทราบ ก่อนไปทำเนียบ ชัยวุฒิ พาสกลธี พุทธิพงษ์ และณัฏฐพล ไปพบลุงป้อมที่บ้านป่ารอยต่อฯมาแล้ว

เลือกตั้งปี 2562 ชัยวุฒิลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ช่วยหาเสียงให้โชนวุฒิ สวมเสื้อพลังประชารัฐ คว่ำอดีต ส.ส.เพื่อไทย สุรสาล ผาสุข กลับสู่สภาฯอีกรอบ

วันประชุมเลือกลุงป้อม เป็นหัวหน้าพรรค แม่ภรณีเดินทางมาจากสิงห์บุรี ในฐานะโหวตเตอร์คนหนึ่ง

ทำไมคนไม่เชื่อมั่น “อาจารย์แหม่ม “คุมเศรษฐกิจทั้งที่คุณสมบัติเพียบพร้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทำไมคนไม่เชื่อมั่น “อาจารย์แหม่ม “คุมเศรษฐกิจทั้งที่คุณสมบัติเพียบพร้อม

ทำไมคนไม่เชื่อมั่น "อาจารย์แหม่ม "คุมเศรษฐกิจทั้งที่คุณสมบัติเพียบพร้อม30 มิถุนายน 2563 – 22:08 น.

น่าสนใจว่าในขณะที่คุณสมบัติในเรื่องความรู้ ” อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” เพียบพร้อม เป็นทั้งศาสตราจารย์และดอกเตอร์ ด้านการเงิน แต่กลับไม่ได้รับการขานรับจากสังคม เมื่อมีชื่อว่าจะเข้ามาดูแลทีมเศรษฐกิจ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น.. ที่นี่มีคำตอบ

หลังจาก”อนุชา นาคาศัย” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ ได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เสร็จสิ้น ว่า โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจใหม่ของพรรคจะนำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และคนมีชื่อเสียงของประเทศ ขอให้รอตกผลึกอีกครั้ง
 อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาลกลายเป็น“ตำบลกระสุนตก”ทันทีเพราะคนที่เป็นมือเศรษฐกิจของพรรค ก็มักจะได้เป็น”รัฐมนตรีเศรษฐกิจ”ของรัฐบาลไปด้วย
 แม้ว่านายอนุชา จะออกมาชี้แจงในภายหลังว่า“อาจารย์แหม่ม”เป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคเท่านั้นไม่ใช่ของรัฐบาล แต่ก็ไม่สามารถที่จะห้ามคนมองข้ามช็อตว่า “อาจารย์แหม่ม-นฤมล” อาจก้าวไปถึงหัวหน้าทีม “รัฐมนตรีเศรษฐกิจ” แทนที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกฯเศรษฐกิจและ”สี่กุมาร”  ประกอบกับก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวว่า”อาจารย์แหม่ม” จะได้เป็น”รัฐมนตรี” มาแล้ว  

เมื่อนักข่าวพบก็รุมซักถาม..”อาจารย์แหม่ม” ก็อธิบายอย่างไม่สะทกสะท้านเสียงวิจารณ์ว่า ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐตั้งขึ้นมา ตัวเองก็อยู่ในทีมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคอยู่แล้ว เมื่อมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่  เลขาธิการพรรค-นายอนุชา นาคาศัย ก็บอกให้รับผิดชอบต่อก็เท่านั้นเอง เป็นเรื่องการทำนโยบายของพรรคเท่านั้น 
จากนั้นเล่าประสบการณ์ทำงานของตนเองเป็นฉากๆ ว่า เป็นอาจารย์สอนด้านการเงิน สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ในด้านสายงานวิชาการก็ทำจนเป็น “ศาสตราจารย์” 
นอกเหนือจากงานวิชาการ งานวิจัย แล้ว ในด้านตลาดทุนก็เป็นที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์มา 10 กว่าปี  ส่วนด้านตลาดเงินก็เป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารหลายแห่ง รวมทั้งช่วยภาคเอกชน ภาคธุรกิจโดยเป็นกรรมการ  ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เข้ามาช่วยงานที่กระทรวงการคลัง(ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี คิดนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในสมัยที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็น รมว.คลังก่อนลาออกลงสู่สนามการเมือง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรคพลังประชารัฐ และได้รับเลือกตั้ง)
 และเมื่อไปพลิกดู”โปร์ไฟล์”ของ“อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ก็พบว่าเพียบพร้อมเลิศหรู เป็นทั้ง”ดอกเตอร์”และ”ศาสตราจารย์” ซึ่งสำหรับเส้นทาง”นักวิชาการ” มีคนไม่มากนักที่ได้ครบทั้งสองอย่าง 
 ส่วนด้านการศึกษา -ปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                   – ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(คณิตศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐฯ, บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย        
                   -ปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเงิน) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
                   -เคยเป็นอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า  
 เมื่อนักข่าวถามว่าด้วยประสบการณ์ขนาดนี้ มั่นใจสามารถเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้ไหม“อาจารย์แหม่ม”ตอบแบบเลี่ยงๆว่า คงไม่สามารถสรุปเช่นนั้น ถ้าถามว่าเราทำอะไรมาบ้าง ก็บอกว่าเราทำมาประมาณนี้ มีความรู้เรื่องตลาดทุน ตลาดเงิน งานวิจัย งานด้านนโยบายที่เคยช่วยอยู่ที่กระทรวงการคลัง
 ตบท้ายด้วยคิดอย่างไรกับการมีชื่อคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ อาจารย์แหม่ม บอกว่า “แล้วแต่นายกฯ” 
 เรียกว่า “ตอบแบบสงวนท่าที” ไม่ปฏิเสธ 
  คุณสมบัติ”เพอร์เฟ็ก”ขนาดนี้ แต่ทำไมคนกลับไม่เชื่อมั่น ” อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ” หากได้นั่งรัฐมนตรีคุมทีมเศรษฐกิจ 
  คำตอบ 
  1. ดูจากการทำงานของเธอในตำแหน่ง”โฆษกรัฐบาล”  ซึ่งเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับตำแหน่งรัฐมนตรีคุมทีมเศรษฐกิจ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถูกวิจารณ์อยู่บ่อยครั้ง  ผลงานไม่ปรากฏชัด
   2. แม้จะมีความรู้เพียบพร้อมแต่ส่วนมากงานที่ทำมาเป็นด้านที่ปรึกษา งานวิจัย  งานวิชาการ มากกว่างาน”บริหาร” โดยเฉพาะการบริหารงานภาครัฐ( ซึ่งยากกว่าการบริหารงานภาคเอกชนมาก)
    3.ผลโพลของซูเปอร์โพลที่ออกมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(28 มิ.ย.) หลังมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ส่วนใหญ่ประชาชนร้อยละ 62.5 ไม่เห็นด้วยต่อการลาออกจากทุกตำแหน่งของสี่รัฐมนตรีหรืออีกความหมายหนึ่งก็คือต้องการให้ 4 รัฐมนตรี ซึ่งได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ , นายอุตตม สาวนายน, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อยู่ต่อเป็นรัฐมนตรีต่อไป
     โดยเหตุผลหนึ่งคือ สี่รัฐมนตรีมีส่วนสำคัญในการสร้างผลงานปรากฏต่อสายตาต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่น่าลงทุน มีผลงานในประเทศโดยเฉพาะช่วงวิกฤติ”โควิด-19″ เงินเยียวยาอัดฉีดตรงถึงกระเป๋าของประชาชน ลดค่าไฟ ลดราคาน้ำมัน ค่าก๊าซ และกำลังลงสู่เศรษฐกิจฐานรากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ
    ดังนั้นเมื่อมีชื่อ”นางนฤมล” โผล่ขึ้นมาว่าจะมาดูแลเศรษฐกิจแทน ก็ทำให้ไม่ได้รับการตอบรับ ถูกปฏิเสธจากสังคมโดยรวม 
  4. ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่หลังเกิดวิกฤต’โควิด-19′ ประชาชนจึงต้องการเห็นคนที่มากประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศเข้ามาดูแลในด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องเป็นคนที่ต่างชาติให้การยอมรับเชื่อถือ เชื่อมั่นเพื่อที่จะได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่ถอนทุนหนีไปหมดในขณะที่นางนฤมล ยังถูกมองว่า เป็น”มือใหม่”อ่อนด้วยในเรื่องประสบการณ์ 

 5.ผลจากการเลือกกรรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ ได้”นักการเมืองเก่า”เข้ามาบริหาร ทำให้ประชาชนเอือมระอา นางนฤมล มีภาพว่าเป็นคนของกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ จึงทำให้ไม่ได้รับการยอมรับไปด้วย

“บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ

"บิ๊กตู่-ณัฏฐพล"แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ30 มิถุนายน 2563 – 18:39 น.

เจาะประเด็นร้อนๆ “บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ ของ สกสค.

กลายเป็นประเด็นร้อน ว่อนโลกโซเชียลในทันที่ เมื่อองค์การค้าของ สกสค.ออกประกาศเมื่อวันที่ื 29 มิถุนายน 2563  “เลิกจ้าง” พนักงานและเจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลขาดสภาพคล่องและทนแบกภาระมา 15 ปีไม่ไหว ทำให้เกือบพันชีวิต ต้องตกงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

: นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง”องค์การค้าฯ”

: “หมอธี”ตั้งกรรมการตรวจสอบบัญชีองค์การค้าฯ

สื่อหลายค่ายโหมกระหน่ำ เติมเชื้อไฟความขัดแย้ง โบ๊ยเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เป็นของผู้นำประเทศ อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ “เดอะตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ดองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยตำแหน่ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

      ทำไม?องค์การค้าฯมีหนี้ท่วม

     เดิมบทบาทหน้าที่ขององค์การค้า คุรุสภา เป็นองค์กรจัดหาผลประโยชน์ให้แก่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มีหน้าที่บริการส่งเสริมอำนวยความสะดวก ในการจัดระบบการศึกษาของชาติในด้านการพิมพ์ หนังสือเรียน เอกสารทางการศึกษา ผลิตอุปกรณ์การศึกษาบริการธุรกิจทางการศึกษา ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามอบหมาย ฯลฯ

    องค์การค้าฯคุรุสภา มีหน้าที่ผลิตตำราแบบเรียนครอบคลุมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกวิชายกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ 

    ครั้นพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มีผลบังคับใช้ องค์การค้าฯ ถูกควบรวมไปอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)แต่ยังคงบทบาทหน้าที่เดิมเอาไว้   

  องค์การค้าฯยุคควบรวม เริ่มมีหนี้้สิน จากการบริหารงานผิดพลาด ขณะที่ภารกิจในการจัดพิมพ์ตำราแบบเรียน เพื่อถ่วงดุลย์ราคาหนังสือเรียนในตลาดหนังสือ ยังคงเดินหน้าต่อ ท่ามกลางตำราเถื่อนกระจายทั่วประเทศทุกปี ควบคู่ไปกับการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้บริหารชุดใหม่ จากนักการเมืองและพรรคการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ต่อเนื่อง  

    ปี2549 องค์การค้าฯเริ่มเป็นหนี้แบบบักโบรก จนนำไปสู่การต่อรองขอกู้เงินจากแบงค์ เพื่อเติมลมหายใจให้สามารถขับเคลื่อนองค์กร และจ่ายค่าแรงพนักงานและเจ้าหน้าที่ได้

   แต่คนจากนักการเมืองและพรรคการเมือง ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารองค์การค้าฯ รับเงินเดือนมากกว่ารัฐมนตรี แต่ไม่สามารถฟื้นฟูสภาพการเงินขององค์การค้าฯได้

    องค์การค้าฯ ตกอยู่ในสภาพหนี้ท่วมหัว  ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่ กระนั้นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ยังชงเรื่องงามไส้ให้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เซ็นรับรองว่าต้องมีการซื้อลิขสิทธิ์ตำราเรียนด้วยราคากว่า 200 ล้านบาท

      โชคดีรัฐมนตรีคนนั้น ชื่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ยุครัฐบาลคสช.ของ “บิ๊กตู่”  เจ้าของนโยบายปลูกฝังให้เด็ก “เกลียดการโกง” เกิดรู้ทันข้าราชการน้ำเน่า ทำให้รัฐไม่ต้องสูญเงินฟรี หรือเข้ากระเป๋าไอโม้ง

    วีรกรรรมของ“หมอธีร์”เป็นที่จดจำของคนรักความโปร่งใส เมื่อรมว.ศธ. มอบมหายให้ พลเอกโกศล  ปทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศธ. ลุยลงพื้นที่หาความจริงถึงต้นตอทำไมองค์การค้าของสกสค. และสกสค.ถึงมีหนี้ท่วม ทั้งค่าพิพม์ ค่ากระดาษ จนนำไปสู่การระงับเงินกู้ 250 ล้านบาทจากแบงค์ออมสิน ที่หวังนำมาเติมสภาพคล่องให้กับองค์การค้าฯ แต่ทำให้องค์การค้าฯมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขนิดที่เรียกได้ว่า“ไม่มีปัญญาใช้หนี้”ได้     

ขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ดินขององค์การค้าฯ มีเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศแต่ไม่สามารถขายทรัพย์สินที่มีอยู่ได้ ยกเว้นปล่อยให้เช่าตามที่ปรากฏตามที่ต่างๆ  

    ว่ากันว่า ก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเข้ามาบริหาร สถานะทางการเงินขององค์การค้าฯ มียอดหนี้ประมาณ 7,000 ล้านบาท  ปี 2560 เหลือหนี้ประมาณ 3,900 ล้านบาท   แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ 260ล้านบาท  ค่ากระดาษ 514 ล้านบาท ค่าจ้างพิมพ์ 840 ล้านบาท หนี้บริษัทล็อกซ์เล่ย์ จำกัด  ซึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายขายหนังสือเรียนกับองค์การค้าฯ จำนวน 1,081 ล้านบาท ถึงปัจจุบันชำระหนี้ไปแล้ว 55ล้านบาท และหนี้ธนาคารต่างๆ อีก 886 ล้านบาท ยังไม่รวมเจ้าหนี้รายย่อยอีกเป็นจำนวนมาก   

    สภาวะการเงินฝืด องค์การค้าฯทยอยเลิกจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง สลับกับการเรียกร้องขอความเป็นธรรมของลูกจ้าง ผ่านสหภาพแรงงานองค์การค้าฯ แต่จำนวนหนี้สิ้นองค์การค้าฯเพิ่มทวีคูณ และล่าสุดก่อนประกาศเลิกจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่ จำนวน 961คนเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2563 นั้น ปรากฏว่า องค์การค้าฯ มีหนี้สินจำนวนกว่า 6,700 ล้านบาท หลังขาดทุนต่อเนื่องมา 15 ปี หรือหลังจากเกิดการควบรวมตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546

    สถานการณ์เลิกจ้างช่วงโควิด-19 ทำให้ “บิ๊กตู่-ณัฏฐพล” จึงตกแพะรับบาปกรณีเลิกจ้างองค์การค้าฯ นั่นเอง

“จ้าวเหว่ย” สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จ้าวเหว่ย” สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ

 "จ้าวเหว่ย" สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ30 มิถุนายน 2563 – 17:40 น.

มังกรลุ่มน้ำโขง “จ้าวเหว่ย” สร้างสนามบินใหญ่ที่สุดในลาว ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ หลังมรสุมโควิด ปิดกาสิโนยาว 4 เดือน

++

สืบเนื่องจากโควิดระบาด ส่งผลให้กาสิโนคิงส์โรมัน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ปิดยาวตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.2563  จนวันนี้ รัฐบาล สปป.ลาวก็ไม่อนุญาตให้คลายล็อกเปิดกาสิโน

 “จ้าว เหว่ย” ประธานกลุ่มทุน “งิ้วคำ” จากจีน ในฐานะประธานสภาบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ไม่หยุดนิ่ง ยังวางแผนโครงการด้านอื่นๆ ในสามเหลี่ยมทองคำ

อย่างเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2563 “จ้าว เหว่ย” ได้เป็นประธานเปิดงานวันต้านยาเสพติด ภายใต้หัวข้อ “แนวคิดปราศจากยาเสพติด ชีวิตมีความสดใส” ที่สวนอุทยานหน้าต่างแห่งสามเหลี่ยมทองคำ ดอนซาว เมืองต้นผึ้ง

 "จ้าวเหว่ย" สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ

                                      “จ้าว เหว่ย” ประธานกลุ่มทุน “งิ้วคำ”

ภาษาลาวเขียนว่า “ป่องเยี้ยมสามเหลี่ยมคำ” หมายถึงหน้าต่างแห่งสามเหลี่ยมทองคำ เพราะมองจากฝั่งไทย และฝั่งพม่า ก็จะเห็นเกาะดอนซาว ริมโขง

ดอนซาว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการปรับปรุงใหม่หลายด้าน มีศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่า,มีพิพิธภัณฑ์ต้านยาเสพติดแห่งแรกของโลก และสวนพฤกษศาสตร์

ในอดีต ดอนซาว เมืองต้นผึ้ง เป็นแหล่งค้าเฮโรอีน ที่นำมาจากโรงงานชนกลุ่มน้อยในสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อส่งขายให้ทหารอเมริกัน สมัยสงครามลับในลาว

ก่อนหน้านั้น วันที่ 21 มิ.ย.2563 คณะกรรมการคุ้มครองเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ ได้มีมติเห็นชอบในโครงสร้างสนามบินสากล มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ โดยจะมีการออกแบบให้มีทางวิ่ง 2,500 เมตร รองรับเครื่องบิน A320 และ B737 ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากรัฐบาลลาว

 "จ้าวเหว่ย" สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ

                                       สถานที่ก่อสร้างสนามบินสามเหลี่ยมทองคำ 

หากรัฐบาลลาวเห็นชอบตามที่ “จ้าว เหว่ย” เสนอไป ก็จะสามารถสร้างสนามบินสากลสามเหลี่ยมทองคำให้เสร็จภายใน 18 เดือน และสนามบินแห่งนี้ จะเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว

หลายปีมาแล้ว จ้าว เหว่ย เคยมีแผนก่อสร้างสนามบินเมืองต้นผึ้ง แต่มีปัญหาชาวบ้านคัดค้านการเวนคืนที่ดิน ถึงขั้นมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงระงับโครงการดังกล่าว หันไปพัฒนาด่านสากลทางเรือแทน

ปัจจุบัน รัฐบาลลาวได้ขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และส่งมอบที่ดินให้ทางจ้าว เหว่ย ไปแล้ว จึงทำให้สภาบริหารเขตเศรษฐกิจฯ ปัดฝุ่นโครงการสร้างสนามบินสากลสามเหลี่ยมทองคำ

ศึกปากน้ำ วัดบารมี “ป้อม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศึกปากน้ำ วัดบารมี “ป้อม”

ศึกปากน้ำ วัดบารมี "ป้อม"30 มิถุนายน 2563 – 15:18 น.

เลือกตั้งซ่อมปากน้ำเดือดแน่ พิสูจน์ศักดิ์ศรีบารมี “บิ๊กป้อม” ประมุขคนใหม่ของ พปชร. เพื่อไทยกับก้าวไกลคงปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป 

++
เหมือนต้อนรับหัวหน้าพรรคคนใหม่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ 9 ขุนพลพลังประชารัฐ เมื่อศาลวินิจฉัยแจกใบเหลือง “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” ส.ส.สมุทรปราการ ต้องพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และกกต.ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ยังดีที่พระเอกกรุง ลงสมัคร ส.ส.ได้

สนามเลือกตั้งเขต 5 สมุทรปราการ ประกอบด้วย อ.บางบ่อ, อ.บางเสาธง และ อ.บางพลี (เฉพาะตำบลหนองปรือและตำบลราชาเทวะ) ซึ่งผลการนับคะแนนคราวที่แล้วเป็นดังนี้


อ่านข่าว…  ทันควัน “พรรคก้าวไกล” ประกาศส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง จ.สมุทรปราการ หลัง “กรุง ศรีวิไล” โดนใบเหลือง

กรุงศรีวิไล สุทินเผือก พรรคพลังประชารัฐ ได้ 41,745 คะแนน, สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 11 ได้ 33,007 คะแนน และตรัยวรรธน์ อิ่มใจ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 31,430 คะแนน

ศึกปากน้ำ วัดบารมี "ป้อม"

การเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 สนามปากน้ำ ได้เกิดปรากฏการณ์พิเศษคือ “กระแสลุงตู่” กับ “กระแสธนาธร” จึงทำให้พรรคเพื่อไทย ที่ยึดครองพื้นที่ปากน้ำ พ่ายทุกเขต 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้ 6 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่มาแรงแซงเพื่อไทย ได้ 1 ที่นั่ง โดยตระกูล “อัศวเหม” กลับมาผงาดเหนือสมุทรปราการอีกครั้ง
++
โหนทักษิณ
++
กรุง ศรีวิไล หรือกรุงศรีวิไล สุทินเผือก เหมือนดาราหลายๆคน ที่ชื่นชอบทักษิณ ชินวัตร เมื่ออดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ไปตั้งเวทีม็อบไล่เผด็จการ ที่ท้องสนามหลวง “กรุง” ก็ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นครั้งแรก

ช่วงกลางปี 2550 กรุงพาชาวบ้านแถว อ.บางบ่อ และ อ.บางพลี ไปชุมนุมต้าน คมช.ที่ท้องสนามหลวงเป็นระยะ จนถึงปลายปีเดียวกัน มีเลือกตั้งทั่วไป กรุงจึงได้ลงเล่นการเมืองระดับชาติ

บังเอิญ สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ 2 สมัยซ้อน ลาออกจากพรรคไทยรักไทย ไปสังกัดพรรคชาติไทย ตามคำแนะนำของบิดา-ประเสริฐ สุขวัฒน์ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ กลายเป็นช่องว่างให้พระเอกกรุง เป็นตัวแทนพรรคพลังประชาชน(อดีตไทยรักไทย) แทนสลิลทิพย์

เวลานั้น เลือกตั้งแบบพวงใหญ่ ด้วยกระแสรักทักษิณ กรุงจึงได้เป็น ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 (อ.บางพลี,อ.บางเสาธง และอ.บางบ่อ) ร่วมกับ ส.ส.เก่า-จิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส่วนสลิลทิพย์สอบตก

ศึกปากน้ำ วัดบารมี "ป้อม"

++
บทเรียนพระเอก
++
ปี 2553 กรุง ศรีวิไล ประกาศย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และปีถัดมา ลงลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ขณะที่สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ทิ้งพรรคชาติไทย กลับมาพรรคเพื่อไทย(อดีตพลังประชาชน) เหมือนสวนทางกับกรุง

ปรากฏว่า กรุงพ่ายแพ้ยับเยิน เจอกระแส “ทรยศทักษิณ” และ “นารีขี่ม้าขาว” ใครก็ทราบดีว่า ปากน้ำเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของคนเสื้อแดง

เวลานั้น พรรคภูมิใจไทยของเนวิน ถูกคนเสื้อแดงขึ้นบัญชีดำไว้เลย ต้องถล่มให้เละ พระเอกกรุงก็เละจริงๆ

ปี 2562 กรุงตัดสินใจอำลา “นายใหญ่บุรีรัมย์” มาสวมเสื้อพลังประชารัฐ โดยร่วมทีม “อัศวเหม” เป็นครั้งแรก

หากวิเคราะห์จากผลคะแนนเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่เป็นตัวแปร ที่ทำให้กรุงชนะสลิลทิพย์ เมื่อคนเสื้อแดงหรือฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมากทีเดียวที่เทคะแนนให้อนาคตใหม่

การเลือกตั้งซ่อมเขต 5 สมุทรปราการ ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เชื่อว่า สื่อทุกสำนักจะให้ความสนใจเยอะกว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา 

โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ยุคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเชื่อว่า กรุงศรีวิไล ลงสนามอีกรอบ จะต้องชนะแบบพระเอก แต่ก็ไม่ง่าย เมื่อพรรคก้าวไกล(อดีตอนาคตใหม่) ประกาศสู้ศึกแต่ไก่โห่

คุณหญิงหน่อยก็คงไม่พลาด ขอโหนสนามเลือกตั้งขอบกรุง สร้างกระแสให้ตัวเองอีกรอบ

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ “ฉายแสง” พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ “ฉายแสง” พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ "ฉายแสง" พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว30 มิถุนายน 2563 – 07:42 น.

“จาตุรนต์ ฉายแสง” เดินหน้าสลัดภาพ “เด็กทักษิณ” สร้างพรรคใหม่ ฉกอดีตอนาคตใหม่ ยึดเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
กลุ่มแคร์เปิดตัวไปแล้ว แม้จะไม่ปัง แต่ก็ดังระดับหนึ่ง ยังเหลือแต่พรรคการเมืองใหม่ของ “อ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง รอเวลาเปิดม่าน

เสี่ยอ๋อยออกมาย้ำแล้วว่า พรรคใหม่นี้ ไม่ใช่พรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พรรคไทยรักษาชาติ 2 ไม่ใช่พรรคคนเดือนตุลา น่าจะเป็นแบบอย่างการก้าวข้ามทักษิณอย่างเป็นรูปธรรม

อ่านข่าว…  พรรคแม้วใหม่ ทางรอด “เสี่ยอ๋อย”

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ "ฉายแสง" พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว

4 พี่น้อง ก้อย อ๋อย โก้ เปิ้ล

40 กว่าปีที่แล้ว “เตี่ยนันต์” ร่วมกับเพื่อนนักการเมืองตั้ง “พรรคสันติชน” จนได้ร่วมรัฐบาลหม่อมคึกฤทธิ์ ในอนาคตอันใกล้นี้ ลูกชายคนโตของ “เตี่ยนันท์” จะสานฝันสร้างพรรค คอการเมืองต้องรอชม
++
ฉายแสงไม่ดับแสง
++
นักการเมืองโบราณ “อนันต์ ฉายแสง” ในวัย 93 ปี มีบุตร-ธิดา 4 คน ล้วนแต่รับมรดกเตี่ยคือเป็นนักการเมืองหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็น “อ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง, “ก้อย” กลยุทธ ฉายแสง , “โก้” วุฒิพงศ์ ฉายแสง และ “เปิ้ล” ฐิติมา ฉายแสง

“เตี่ยนันต์” เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2501 และอีก 2 ปีต่อมา เป็นเทศมนตรี กระทั่งมีเลือกตั้งทั่วไปปี 2512 เตี่ยนันท์ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ไม่สังกัดพรรค

หลัง 14 ตุลา อนันต์ ฉายแสง รวบรวมเพื่อน ส.ส.ตั้งพรรคสันติชน ได้ ส.ส. 8 คน เข้าร่วมรัฐบาลคึกฤทธิ์ ได้โควต้ารัฐมนตรี 2 เก้าอี้คือ ปรีดา พัฒนถาบุตร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ อนันต์ ฉายแสง รัฐมนตรีช่วยคมนาคม เมื่อปี 2518

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ "ฉายแสง" พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว

ยศสิงห์ ตัวแทนตระกูล “ฉายแสง”

ตอนนั้น ร.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) เป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรีปรีดา พัฒนถาบุตร ทักษิณจึงรู้จักเตี่ยนันต์เป็นอย่างดี

ลูกๆในตระกูลฉายแสง จะเล่นการเมืองตามคำแนะนำของเตี่ยนันต์ ไม่ว่าท้องถิ่น หรือ ส.ส. จาตุรนต์ จึงกลายเป็นนักการเมืองที่ย้ายพรรคบ่อยที่สุด

จนมาถึงยุคพรรคไทยรักไทย ตระกูลฉายแสง ก็ลงหลักปักฐานอยู่กับตระกูลชินวัตร และเลือกตั้ง 2554 “วุฒฺิพงศ์-ฐิติมา” สอบตกหมด 

ปี 2562 โชคร้าย พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนของสองพี่น้องที่เขต 1 และเขต 4 จึงไหลไปที่พรรคอนาคตใหม่
++
ซิวอนาคตใหม่
++
การเมืองระดับชาติ ตระกูลฉายแสง ไม่ได้ผูกขาดสนาม มีสอบได้ สอบตกเป็นเรื่องปกติ แต่การเมืองสนามเล็ก ต้องใช้คำว่า “โคตรผูกขาด”

เมื่อ “เสี่ยก้อย” กลยุทธ ฉายแสง เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลฉะเชิงเทรา 7 สมัยแล้ว ซึ่งคนแปดริ้วทราบดีว่า พ่อแม่ค้าที่วัดหลวงพ่อโสธร ล้วนเป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นกับตระกูลฉายแสง

สำหรับ อบจ.ฉะเชิงเทรา ตระกูลฉายแสง แตะมือ “นายกสิงห์” จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ นายกเทศมนตรีตำบลบางผึ้ง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา วางแผนยึดเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว

ตอนนี้ “นายกสิงห์” จะออกงานร่วมกับกลยุทธ ฉายแสง และวุฒิพงษ์ ฉายแสง (ตอนนี้ เจ๊เปิ้ลไปหาลูกสาวที่ต่างประเทศ) เป็นประจำ

จริงๆ แล้ว นายกสิงห์เคยเสนอตัวเป็นว่าที่นายก อบจ.แปดริ้ว ของพรรคอนาคตใหม่ และได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทน แต่เมื่อพรรคถูกยุบ นายกสิงห์ก็เดินเคียงข้างคนตระกูลฉายแสง

“นายกสิงห์” เป็นสามีของ สุรีรัตน์ เหลี่ยมเลิศ นายก อบต.บางนาง อ.พานทอง จ.ชลบุรี นัยว่า นายกสุรีรัตน์เป็นเครือข่าย “บ้านใหญ่ชลบุรี” 

ศึกนายก อบจ.แปดริ้ว อาจเป็นภารกิจสำคัญของพรรคใหม่ “เสี่ยอ๋อย” ก็เป็นได้

เปิดโทษวินัยฯ 7 ตร. พัน ‘คดีบอส-วรยุทธ’ ชนดาบตำรวจดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดโทษวินัยฯ 7 ตร. พัน ‘คดีบอส-วรยุทธ’ ชนดาบตำรวจดับ

เปิดโทษวินัยฯ 7 ตร. พัน 'คดีบอส-วรยุทธ' ชนดาบตำรวจดับ29 มิถุนายน 2563 – 21:41 น.

กรณี ป.ป.ช.ชี้มูล 7 นายตำรวจที่ถูกกล่าวหาทำผิดตำแหน่งหน้าที่ฯในคดี”บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา”ขับรถหรูชนดาบตำรวจเสียชีวิต ผิดวินัยไม่ร้ายแรง โทษทัณฑ์ที่จะได้รับเป็นอย่างไรและแตกต่างจากโทษความผิดร้ายแรงแค่ไหนและปัจจุบันอาชีพราชการของ ตร.ทั้งเจ็ดเป็นอย่างไร

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ชี้มูล ‘พล.ต.ต.กฤษฎิ์ เปียแก้ว’ อดีต ผบก.น.5 กับพวกรวม 7 คน ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในคดีที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถสปอร์ตหรูเฟอร์รารี่ชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ ขณะขับขี่มอเตอร์ไซด์ตำรวจเสียชีวิต   
 โดยนายตำรวจทั้งเจ็ดถูกกล่าวหาว่า..

 1.ช่วยเหลือนายวรยุทธ  ไม่ให้ถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถขณะเมาสุรา 

 (ความผิดฐานขับขี่ขณะมึนเมาจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กรณีนี้คือเมาแล้วขับ จากนั้นก็ไปชนคนตาย สำหรับอัตราโทษเมาแล้วขับจนชนคนตาย คือ จำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่  โดยมีอายุความในการดำเนินคดี 15 ปี)
 2. ช่วยเหลือนายวรยุทธ  ไม่ให้ถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด 

(สำหรับอัตราโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ  ปรับไม่เกิน 1,000 บาท )
  3.ไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ เพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นเหตุให้นายวรยุทธผู้ต้องหาหลบหนี  

 และล่าสุดนายตำรวจทั้ง 7 คน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิด แยกเป็น 3 กรณี ประกอบด้วย 
 1.กรณีมีเจตนาละเว้นไม่ดำเนินคดีกับนายวรยุทธ ในข้อหาขับรถขณะเมาสุรา และกรณีไม่นำรายงานผลการคำนวณความเร็วของกองพิสูจน์หลักฐานซึ่งพบว่านายวรยุทธ ขับขี่รถยนต์ ด้วยความเร็วโดยเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาประกอบการทำความเห็นในทางคดี คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง 
 2.กรณีละเว้นไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ ป.ป.ช.มีมติว่าพ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง,พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม, พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และพ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง 
 3.กรณีคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสวน คดีจราจร 632/2555 ของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ  คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ,พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน และพ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่กำกับดูแล ติดตาม เพื่อให้การสอบสวนเป็นไป โดยถูกต้องรอบคอบ และเป็นธรรม เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย อันถือเป็นความบกพร่อง 
 จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 กรณี เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงทั้งสิ้น โดย ป.ป.ช. เห็นว่า เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78   ที่บัญญัติว่า กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้ 
.(9)ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจอุตสาหะเพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
 ซึ่งตามขั้นตอนต่อไป  ป.ป.ช. จะส่งมติคำวินิจฉัยที่ชี้มูลนี้ ไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายตำรวจทั้ง 7 คนต่อไป ทั้งนี้เป็นไปตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (2)
เปิด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ  พ.ศ. 2547  พบความผิดวินัยไม่ร้ายแรงกับความผิดวินัยร้ายแรง…  โทษต่างกันมาก
 ความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
มาตรา 89 ระบุว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ,ทัณฑกรรม, กักยาม, กักขัง หรือตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิดหรือจะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

ความผิดวินัยร้ายแรง 
มาตรา 90  ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่งลงโทษ ปลดออกหรือไล่ออก ตามความร้ายแรง
                ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก
 จะเห็นได้ว่า ความผิดวินัยร้ายแรงนั้นโทษหนักมาก เพราะถึงอย่างไรก็ต้องออกจากราชการ ส่วนความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ไม่ต้องออกจากราชการ
ปัจจุบันตำรวจทั้ง 7 นาย มีอาชีพราชการอย่างไร
1.พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว จากผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบันเกษียณ
2.พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ( ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบันเป็น “รอง ผบช.น.”
3.พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบัน เกษียณ
4.พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.สน.ทองหล่อ(ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบัน เป็น “ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ”
 5.พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม ในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ที่ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสวน ปัจจุบัน เป็น ” รองผบก. อัตรกำลังพล”
 6. พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล ในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสวน พบข้อมูล ตำแหน่งสุดท้าย พ.ต.อ.วิบูลย์  ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
สน.คันนายาว
7.พ.ต.ท.วิรดลทับทิมดี ในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ ปัจจุบันเป็น(ผกก.สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.จร.บชน.
 สำหรับนายวรยุทธถูกดำเนินคดีข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งตามกฎหมายจะมีอายุความในการติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้ที่กำลังหลบหนี  กลับมาดำเนินคดีเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 15 ปีนับตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 ก.ย.55 
 ดังนั้นคดีนี้จึงจะครบกำหนดที่จะขาดอายุความในวันที่ 3 ก.ย.70 เท่ากับนับจากนี้จึงมีเวลา 7 ปีที่จะติดตามตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง29 มิถุนายน 2563 – 16:18 น.

จับตา “แรมโบ้อีสาน” จับมือ อานนท์ แสนน่าน เดินหน้ายุทธศาสตร์ปรองดอง รองรับ ส.ส.เพื่อไทย ขยับเปลี่ยนขั้ว

การปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ โดยเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นหัวหน้าพรรค และมอบให้นักเลือกตั้งอาชีพอย่าง อนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค รวมถึงรองหัวหน้าพรรค ล้วนเป็น ส.ส.จอมเก๋าไม่มีเทคโนแครต ย่อมมีนัยยะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สมรภูมิเลือกตัั้งภาคอีสาน เป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคพลังประชารัฐ ต้องแก้ให้ตก เพราะเลือกตั้ง 24 มิ.ย.2563 ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พ่ายยับในพื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง

โชคดีที่สามารถสอดแทรกเข้ามาได้ในพื้นที่นครราชสีมา 6 ที่นั่ง,ขอนแก่น 1 ที่นั่ง, ชัยภูมิ 2 ที่นั่ง และสุรินทร์ 1 ที่นั่ง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แรมโบ้อีสาน” รับคืน ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด

อิทธิพลคนรักทักษิณ หรือคนรักทักษิณ ยังครอบงำพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสาน อดีต ส.ส.ระดับขาใหญ่หลายคน ย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่พลังประชารัฐ ลงสนามหนที่แล้ว ก็แพ้ขาด

แหล่งข่าวในแวดวงการเมืองอีสาน เปิดเผยว่า มี ส.ส.เพื่อไทยหลายคน อยากย้ายพรรคมาสังกัดพลังประชารัฐ แต่ก็เจอแรงกดดันในเขตเลือกตัั้ง เพราะคนอีสานส่วนใหญ่ ยังไม่ก้าวข้ามขั้วสี และจำนวนไม่น้อย ไม่ชอบรัฐบาลประยุทธ์

แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะมีปัญหาการนำ ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ ไม่พอใจคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แต่การทิ้งเพื่อไทยไปในสถานการณ์นี้ ก็มีแต่จะสอบตก

ปฏิบัติการเปลี่ยน “หมู่บ้านเสื้อแดง” เป็น “หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย” จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เอาชนะเพื่อไทยในอีสาน

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2563 ที่ห้องประชุมตักสิลาคอนเวนชั่น โรงแรมตักสิลา อ.เมือง จ.มหาสารคาม สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบป้ายเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ให้กับผู้นำเครือข่ายวิสาหกิจฯ ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน

“แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปราศรัยและพบปะชี้แจงตามแนวนโยบายของรัฐบาล ต่อตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรที่มาว่า

“นายกฯ ท่านมีความตั้งใจที่อยากจะเห็นคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกภาคส่วน มีความสมัครสมานสามัคคี ปรองดอง ไร้ความขัดแย้ง ไม่มีแบ่งสีแบ่งฝ่าย ให้คนไทยทุกคนรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้แนวทางรวมไทย สร้างชาติ ที่นายกฯ อยากเห็นคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถและคนไทยทุกคนมาร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยของเราก้าวไปข้างหน้าไปด้วยกัน..”

ก่อนหน้านั้น วันที่ 26 มิ.ย.2563 ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชน เราประเทศไทย ชุมชนพรสวรรค์ ทต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี อานนท์ แสนน่าน ประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนเรารักประเทศไทย ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่พิจารณาเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชนภายใต้ “เครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย” และผลักดันโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน และประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

สำหรับเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย โดย “อานนท์” เป็นประธานเครือข่ายฯ และยังเป็นผู้ประสานงานกับหมู่บ้านต่างๆ ภายในประเทศ มีสมาชิกมากกว่า 28,850 หมู่บ้าน ดำเนินการจดทะเบียนเป็น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3,058 กลุ่ม

อานนท์ แสนน่าน อดีตผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง จะเน้นพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือเป็นหลัก เพราะเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เพื่อการเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ 

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง