เปิดสัมพันธ์ “บ.ก๊อท อิท” ต้องสงสัยว่าจ้าง “ฌอน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดสัมพันธ์ “บ.ก๊อท อิท” ต้องสงสัยว่าจ้าง “ฌอน”

เปิดสัมพันธ์ "บ.ก๊อท อิท" ต้องสงสัยว่าจ้าง "ฌอน"3 กรกฎาคม 2563 – 12:25 น.

เปิดสัมพันธ์ “บ.ก๊อท อิท” เกิดจาก “เสี่ยแฮงค์” ต่อยอดกับ “นฤมล” ต้องสงสัยว่าจ้าง “ฌอน”

ดราม่า “ฌอน บูรณะหิรัญ” ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ผู้มียอดคนติดตาม – กดไลค์ เพจ Sean Buranahiran – ฌอน บูรณะหิรัญ มากกว่า 4 ล้านแอคเคาท์ แต่ทยอยลดลงเหลือ 2.9 ล้านแอคเคาท์ ภายหลังชื่นชม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก

ทางหนึ่ง “ฌอน” โดนขุดคุ้ยเรื่องเงินบริจาคช่วยไฟป่า จ.เชียงใหม่ จนต้องออกมาชี้แจงยอดเงินบริจาค 875,741.53 บาท แต่กระแสตีกลับจนเปิดตำราตั้งรับแทบไม่ได้ แถมอาจจะต้องโดนดำเนินคดีฐานขอรับบริจาคโดยไม่ขออนุญาต

เปิดสัมพันธ์ "บ.ก๊อท อิท" ต้องสงสัยว่าจ้าง "ฌอน"

แต่อีกทางหนึ่งมีข้อมูลออกมาว่า “ฌอน” ได้รับการว่าจ้างจาก “ออแกไนซ์เซอร์” ที่ดีลงานกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พยายามรีแบรนด์ “ผู้มากบารมีคนดัง” ลบภาพจำเก่า-สร้างภาพจำใหม่ ให้เป็น “ลุงผู้น่ารัก”  ก่อนก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพปชร.

ย้อนไปในช่วงก่อร่างสร้างตัวของพรรคพปชร. “เสี่ยแฮงค์” นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท เลขาธิการพรรคพปชร.คนใหม่ ใช้บริการ บริษัท ก๊อท อิท เอ็นเตอร์เทน จำกัด ช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้กับพรรคพปชร. เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง แต่หลังจัดตั้งรัฐบาล “เสี่ยแฮงค์” ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี บ.ก๊อท อิท ปลีกตัวออกห่าง

ทว่าธุรกิจต้องเดินหน้า บ.ก๊อท อิท จึงพยายามทอดสะพานไปหา “บิ๊กเนมพปชร.” คัดสรรเฉพาะ “แกนนำพปชร.” ที่นั่งกระทรวงใหญ่มีปัจจัยคอยซับพอร์ตแบบไม่อั้น แต่หลายครั้ง “ดีลลับ” ก็ต้องล่ม เพราะ “บิ๊กเนมพปชร.” สืบสาวที่มาที่ไป ไร้เสียงชื่นชมมีแต่ “เสียงยี้” ไม่เชื่อลองถาม “ผู้ยิ่งใหญ่เมืองเก่า” จังหวัดทางภาคเหนือ ที่รู้ไส้รู้พุงกันดี

บ.ก๊อท อิท ขอสู้อีกยก เชื่อมสัมพันธ์ไปยัง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บังเอิญเคมีตรงกันจึงมีโอกาสได้ร่วมงานกันหลายครั้ง

มีกระแสข่าวว่า ผู้บริหารบ.ก๊อท อิท มักปรากฎตัวเคียงข้าง “นฤมล” ในหลายเวที ไม่เว้นเวทีที่ต้องจ้อกับสำนักข่าวต่างประเทศ ก็มักปรากฎตัวข้างกาย “นฤมล” มาโดยตลอด

ภายหลังเกิดกรณีดราม่า “ฌอน” จนมีสื่อหลายแห่ง ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า “นฤมล” เป็นคนว่าจ้าง “บ.ออแกไนซ์เซอร์” ติดต่อจ้าง “ฌอน” ให้ช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับ “ผู้มากบารมีคนดัง” ส่งคีย์เวิล์ด ผู้ใหญ่ที่น่ารัก ให้ “ฌอน” พูดจนกลายเป็นกระแสดราม่า

ทั้งนี้ “ผู้สื่อข่าว” พยายามติดต่อ “นฤมล” เพื่อสอบถามถึงกระแสข่าวที่ถูกเชื่อมโยงไปเกี่ยวข้องกับ บ.ก๊อท อิท แต่ปรากฎว่า “นฤมล” ไม่รับสายโทรศัทพ์

เมื่อ “นฤมล” ตกเป็นเป้าถูกโจมตี “บ.ก๊อท อิท” จึงตกเป็นผู้ต้องสงสัย ในฐานะตัวกลางว่าจ้าง “ฌอน บูรณะหิรัญ” ด้วยประการฉะนี้

รู้จัก บ.ก๊อท อิท เอ็นเตอร์เทน จำกัด
บ.ก๊อท อิท จดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2555 มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ตั้งอยู่ที่ 404/2 ซอยลาดพร้าว 109 ถ.ลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกระปิ กทม. ประกอบธุรกิจประเภท ให้บริการจัดงานแสดงสินค้า การแสดงบนเวที จัดงานอีเว้นท์ ร้านอาหาร

มีผู้ถือหุ้น 3 ราย ประกอบด้วย 1.นางประจวบ อินทพันธ์ ถือหุ้น 60% 2.น.ส.ฐิตา อินทพันธ์ ถือหุ้น 30% 3.นางอินทรา ชูเรือง ถือหุ้น 10% แจ้งงบการเงินย้อนหลัง 5 ปีดังนี้ ปี 2555 ขาดทุน 113,094 บาท ปี 2556 ขาดทุน 1,257,010 บาท ปี 2557 ขาดทุน 52,635 บาท ปี 2558 ขาดทุน 51,182 บาท ปี 2559 กำไร 1,432,770 บาท

ที่มา :  เนชั่นสุดสัปดาห์ 

เปิดสัมพันธ์ “บ.ก๊อท อิท” ต้องสงสัยว่าจ้าง “ฌอน”

“โรคครูมานิตย์” อาการรักลุงตู่ ทนอยู่กับทักษิณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“โรคครูมานิตย์” อาการรักลุงตู่ ทนอยู่กับทักษิณ

"โรคครูมานิตย์" อาการรักลุงตู่ ทนอยู่กับทักษิณ3 กรกฎาคม 2563 – 12:20 น.

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม “อยู่เป็น”แบบฝ่ายค้าน ยุคเพื่อไทยระส่ำ ไม่เอา “เจ๊หน่อย” แต่ทิ้ง “ทักษิณ” ไม่ได้ 

++
สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทย หลังมีอดีตคนไทยรักไทย ออกมาตั้ง “กลุ่มแคร์” และเตรียมเปิดตัวพรรคใหม่ ส.ส.ภูธรส่วนใหญ่ ตกอยู่ในสภาวะ “กล้ำกลืนฝืนทน” 

ที่สำคัญ ความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มหัวหน้าพรรค และประธานยุทธศาสตร์พรรค ส่งผลให้ ส.ส.ทำตัวไม่ถูก 

อ่านข่าว…  “ครูมานิตย์”เพื่อไทย วอน “นายกฯ” อย่าเพิ่งยุบสภาฯ
 
การลุกขึ้นอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปี 2564 ของ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย โดยช่วงหนึ่งกล่าวว่า นายกฯ และรัฐบาลจะเป็นไปกี่ปี ตนไม่ว่า เชิญทำหน้าที่ต่อไป ตนไม่สบายใจ ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เสนอให้ยุบสภาฯ เพื่อแก้เศรษฐกิจจากปัญหาโควิด เพราะการเลือกตั้งกว่าจะเข้ามาได้ ทุกคนก็ทราบว่าต้องไปยืนยกมือไหว้ไม่รู้เท่าไหร่

“เฮียกวงไม่เคยเลือกตั้ง จะไปยุ นายกฯได้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯอยากอยู่นานๆ เพราะเข้มแข็งอยู่ พวกผมจะนั่งดู อย่าไปยุตามเฮียกวง เพราะเฮียกวงจะไปก่อน ก็ปล่อยแกไป ส.ส.ทำงานได้ไม่เกิน 2 ปีจะไปยุบเสียแล้ว..”

ฟังแล้วมองเป็นเรื่องไร้สาระก็ได้ หรือตีความไปว่า ครูมานิตย์เตรียมตัวย้ายพรรคก็ได้ แต่ลึกๆแล้ว นักเลือกตั้งเหล่านี้เป็นโรคเดียวกันคือ ไม่อยากยุบสภา เพราะเลือกตั้งแต่ละครั้ง เสี่ยงสอบตกสูง และเหนื่อยหนัก สำหรับ ส.ส.บ้านนอก ไม่มีเงินถุงเงินถัง

โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ตกเป็นฝ่ายค้าน และวลี “เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง” ยังเป็นสัจธรรมของการเมืองไทย

ถ้ายังจำได้ เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปตรวจราชการที่ จ.สุรินทร์ก็มี ส.ส.เพื่อไทย มาต้อนรับ นำโดย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม,ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล และคุณากร ปรีชาชนะชัย ส.ส.สุรินทร์

ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่โต ถึงขั้นคาดหมายกันว่า 3 ส.ส.สุรินทร์ เตรียมตัวย้ายพรรค และพรรคเพื่อไทยก็เรียกตัว ส.ส.ทั้งสามมาพูดคุย

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกัน ในสีเสื้อไทยรักไทย ฤดูเลือกตั้ง 2544 ไม่มีใครคิดหรอกว่า “ประชานิยม” ของทักษิณจะมาแรงขนาดนี้

ทำนองเดียวกัน เถ้าแก่โรงสี-คุณากร ปรีชาชนะชัย ลงสมัคร ส.ส.สมัยแรกปี 2554 กระแสนารีขี่ม้าขาวทำให้เข้าได้เข้าสภาฯ

ดังนั้น 3 ส.ส.สุรินทร์ คงไม่คิดฆ่าตัวตาย ด้วยการย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เพราะมีบทเรียนจากอดีต ส.ส.สุรินทร์ ที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน เมื่อย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย สอบตกเรียบ

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2562 ในสมรภูมิสุรินทร์ แม้พรรคเพื่อไทย จะได้ ส.ส. 5 ที่นั่ง จากทั้งหมด 7 ที่นั่ง แต่เช็คผลคะแนนแล้ว ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ แม้จะแพ้แต่ก็ได้คะแนนสูง เป็นลำดับที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ แถมเจาะได้ 1 เขต

ตรงกันข้าม ตัวเต็งจากพรรคภูมิใจไทย ในหลายเขตกลับแพ้เยอะ จึงทำให้ครูมานิตย์ และเพื่อน ส.ส. เริ่มวิตกกังวล หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็ววันนี้

พรรคเพื่อไทย เหมือนกินบุญเก่า “ทักษิณ” ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนิยมส่วนตัวของ “ลุงตู่” บวกปัจจัยพิเศษ โอกาสที่จะเบียดแชมป์เก่าในแต่ละเขตย่อมมีสูง

ส.ส.อีสานของเพื่อไทย จึงตกอยู่ในอาการเดียวกับครูมานิตย์ “รักลุงตู่ แต่ต้องทนอยู่กับทักษิณ” เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ ยังไม่เปลี่ยน

ปากน้ำเดือด พท.หักก้าวไกล “สลิลทิพย์” ทวงแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปากน้ำเดือด พท.หักก้าวไกล “สลิลทิพย์” ทวงแชมป์

ปากน้ำเดือด พท.หักก้าวไกล "สลิลทิพย์" ทวงแชมป์3 กรกฎาคม 2563 – 10:30 น.

ฝ่ายประชาธิปไตยเปิดศึกในสมรภูมิเลือกตั้งซ่อมปากน้ำ พรรคเพื่อไทยขอทวงแชมป์คืนและการจับมือพรรคก้าวไกล ย่อมส่งผลเสียในระยะยาว  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ หลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษาให้ใบเหลือง “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” คงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างฝ่ายเผด็จการ กับฝ่ายประชาธิปไตย เหมือนการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม และเขต 7 ขอนแก่น 

เมื่อ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันจะส่ง ”สลิลทิพย์ สุขวัฒน์” อดีต ส.ส.สมุทรปราการ 3 สมัย และ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต5 พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ลงทำศึกล้างตา

อ่านข่าว…  ศึกปากน้ำ วัดบารมี “ป้อม”

ปากน้ำเดือด พท.หักก้าวไกล "สลิลทิพย์" ทวงแชมป์

สลิลทิพย์ ยังหาเสียงตลอด

เนื่องจากผลคะแนนเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ได้คะแนนอันดับ 2 (33,007 คะแนน) พ่ายกรุงศรีวิไล ไม่กี่พันคะแนน( 41,745 คะแนน) 
++
กู้ศักดิ์ศรีแชมป์เก่า
++
ถ้าจำกันได้ ช่วงการเลือกตั้งซ่อมหลายหนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ จะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงแข่งกันเอง โดยอ้างเรื่องพันธกิจฝ่ายประชาธิปไตย 

สำหรับการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 ปากน้ำ แกนนำพรรคเพื่อไทยได้คุยกันว่า หากไม่ส่งคนลงเลือกตั้งคงไม่เป็นผลดีแก่พรรค และการที่พรรคจับมือกับพรรคก้าวไกลย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว 

ที่สำคัญ ตระกูล “สุขวัฒน์” ที่ยึดพื้นที่การเมืองแถว อ.บางพลี อ.บางบ่อ และ อ.บางเสาธง มาแต่รุ่นพ่อ-ประเสริฐ สุขวัฒน์ คงไม่ยอมแน่ เพราะมันเป็นศึกศักดิ์ศรี  

สลิทิพย์ สุขวัฒน์ เป็น ส.ส.สมุทรปราการ 2 สมัยซ้อน ในสีเสื้อไทยรักไทย ก่อนจะพลาดท่าปราชัยในการเลือกตั้งปี 2550 ที่ย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทย 

ปากน้ำเดือด พท.หักก้าวไกล "สลิลทิพย์" ทวงแชมป์

ปี 2554  กรุง ศรีวิไล ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ทิ้งพรรคชาติไทย กลับมาพรรคเพื่อไทย ได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 3 

ครั้งนี้ สลิลทิพย์มั่นใจว่า ต้องชนะกรุงศรีวิไลได้แน่นอน

++
ก้าวไกลเอาจริง
++
ว่ากันจริง พรรคก้าวไกลออกตัวเร็วไปนิด หลังทราบข่าวศาลแจกใบเหลืองกรุงศรีวิไล ไม่ทันข้ามวัน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล ประกาศทันทีว่า จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกตั้งใหม่ ที่เขต 5 จ.สมุทรปราการ และจะเป็นครั้งแรกของพรรคก้าวไกล ที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ 

อันที่จริง ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 5  คราวที่แล้ว ได้อันดับ 3  ควรรอฟังท่าทีของพรรคเพื่อไทยก่อน 

ปากน้ำเดือด พท.หักก้าวไกล "สลิลทิพย์" ทวงแชมป์

ดังที่ทราบกัน พรรคก้าวไกล มีผู้นำชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และเขาคงต้องการพิสูจน์ฝีมือ และทดสอบกระแสพรรคก้าวไกลอย่างเป็นทางการครั้งแรก  

พูดง่ายๆ “พิธา” จะหลุดจากเงาของ “ธนาธร” ได้หรือไม่ การเลือกตั้งซ่อมหนนี้จะให้คำตอบ 

ด้านหนึ่ง พรรคก้าวไกล มี ส.ส. 1 คนจากการเลือกตั้งปี 2562 คือ วุฒินันท์ บุญชู ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4 ที่พลิกเอาชนะแชมป์เก่า-วรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขวัญใจแดงปากน้ำไปได้ 

กล่าวโดยภาพรวม พรรคอนาคตใหม่เดิมหรือพรรคก้าวไกล กับพรรคเพื่อไทย มีฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่การเลือกตั้ง 24 มี.ค. พรรคพลังประชารัฐ จะเบียดเข้าป้ายเกือบทุกเขต ยกเว้นเขต 4  

สมุทรปราการวันนี้ ไม่ใช่ขอบกรุง ไม่ใช่บ้านนอกบ้านนา หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ฉะนั้น คนรุ่นใหม่ปากน้ำจึงเทใจให้ “ธนาธร” เต็มที่ รวมถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงานอุตสาหกรรม 

เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ น่าจับตา “เจ๊สมพร” แห่งอาณาจักรไทยซัมมิท ที่มีฐานมวลชนอยู่ในย่านบางพลีมายาวนานเช่นกัน

“ธิดา”โต้หมู่บ้านแดงเล่าจากเรือนจำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธิดา”โต้หมู่บ้านแดงเล่าจากเรือนจำ

"ธิดา"โต้หมู่บ้านแดงเล่าจากเรือนจำ2 กรกฎาคม 2563 – 15:42 น.

“ธิดา ถาวรเศรษฐ” จัดรายการเรื่องเล่าจากเรือนจำ ยอมรับหมู่บ้านเสื้อแดงสลาย แต่ “แดงพันธุ์แท้” ยังอยู่ เงินซื้อไม่ได้

++
สืบเนื่องจาก “แกนนำ นปก.” ในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ที่ปรึกษา นปช. และผู้ก่อตั้งสำนักข่าวยูดีดีนิวส์ – UDD news ได้โอกาสระหว่างรอการเข้าเยี่ยมนักโทษการเมือง ทำเฟซบุ๊กไลฟ์ “เล่าข่าว” จากหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพทุกวัน

อาจารย์ธิดา จะหยิบเอาประเด็นข่าวร้อนๆ ในแต่ละวันมาวิเคราะห์ให้แฟนคลับเสื้อแดงได้รับฟังกัน เหมือนปกติ

อย่างกรณี “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จัดอีเวนท์พิธีรับมอบคืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม

"ธิดา"โต้หมู่บ้านแดงเล่าจากเรือนจำ

อดีตประธาน นปช.ตั้งข้อสังเกตว่า “การที่มีกลุ่มคนออกมาแล้วบอกว่า หมู่บ้านเสื้อแดงสลาย ดิฉันอยากจะให้เข้าใจว่า ก็เป็นคนบางส่วน แต่จะเป็นเสื้อแดงจริงหรือเปล่า? ไม่รู้!!! ไม่ว่าจะเป็นคนไหน เพราะถ้าเป็นเสื้อแดงแท้เราผูกพันกันด้วยอุดมการณ์ ไม่ได้ผูกพันด้วยผลประโยชน์ ดังนั้นผลประโยชน์ใดๆ ก็ไม่สามารถซื้อคนที่มีอุดมการณ์ได้ แต่ถ้าผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ เสื้อแดงกำลังรุ่ง หรือว่ามีโอกาสจะได้รับโน่น รับนี่ มันก็ง่ายที่จะเปลี่ยน”

ถ้าใครได้ติดตามข่าวสารช่วงปี 2554-2556 ยุคที่อาจารย์ธิดา เป็นประธาน นปช. ได้มีแกนนำ นปช.ไม่พอใจบทบาทการนำ จึงลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง บางรายถึงขั้นบอกว่า “ธิดาเป็นเผด็จการ”

ระหว่างนั้น “อานนท์ แสนน่าน” สื่อมวลชนท้องถิ่นเมืองอุดร ได้ประกาศจัดตั้งองค์กร “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย” ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่อาจารย์ธิดา เพราะอานนท์ ไม่ยอมอยู่ใต้ร่ม นปช. 

"ธิดา"โต้หมู่บ้านแดงเล่าจากเรือนจำ

อานนท์ แสนน่าน

“แล้วก็ในกระแสเสื้อแดงที่สูงนั้น กลุ่มอิสระต่างๆ เหล่านี้ก็ทำกิจกรรมในชื่อต่างๆ แล้วก็ได้รับความร่วมมือจากมวลชน แต่ว่ามันไม่ใช่ทิศทางที่ นปช.ลงไปทำ แต่เราไม่ได้ห้ามปราม ไม่ได้ขัดข้อง ให้เป็นความสมัครใจของแต่ละพื้นที่ เพราะเราอยู่กับกลุ่มอิสระด้วยความคิดแบบแนวร่วม ก็คือ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ดังนั้นเราก็ปล่อยให้เขาทำไปก็ไม่ได้ว่าอะไร” อาจารย์ธิดา พยายามเล่าย้อนหลัง

จริงๆแล้ว สถานการณ์ในวันนั้น กลายเป็นว่า ปรากฏการณ์ “หมู่บ้านเสื้อแดง” มาแรงและโดดเด่นกว่า นปช. ถึงขั้น “ธิดา-เหวง” ต้องลงไปจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงอีกรูปแบบหนึ่ง ในพื้นที่อิทธิพลของสหายเขตงานดงมูล จ.กาฬสินธุ์

“เพราะว่าในช่วงเวลานั้นกระแสเสื้อแดงสูง ก็มีคนอยากทำงานเพื่อไปส่งการบ้านทางการเมืองก็มี หรือสร้างเครดิตของแต่ละกลุ่ม เราก็ไม่ได้มีปัญหา แล้วบางส่วนก็ดิสเครดิต นปช.ด้วย ก็ไม่ได้มีปัญหาอีกเหมือนกัน” ธิดาก็ยอมรับความจริงเรื่องความขัดแย้ง

"ธิดา"โต้หมู่บ้านแดงเล่าจากเรือนจำ

สลายแดง เป็นหมู่บ้านเรารักประเทศไทย

“..การเกิดขึ้นของกลุ่มอิสระมันเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่ชื่อนี้มันประทับใจ แต่ความจริงก็คือเป็นกลุ่มอิสระที่ทำกันหลากหลาย มีมา มีไป เพราะอาจารย์อยู่กับพี่น้องมวลชนก็รู้ว่าแกนนำในท้องถิ่นหรือแกนนำส่วนกลางก็ตาม มันก็มีขึ้น มีลง มีมา แล้วก็มีไป แล้วก็มีใหม่มาแทนเก่า เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสียใจนะคะ”

สุดท้าย อาจารย์ธิดา ไม่ปฏิเสธสัจธรรมแห่งชีวิต องค์กรเสื้อแดงที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ก็ล้มหายตายจากไป หลังรัฐประหาร 2557

แกนนำแดงท้องถิ่นหลายคนเข้าใจสถานการณ์ จึงสลายสีเสื้อ และทำให้ชุมชนเกิดความปรองดอง ไม่แบ่งแยกฝักฝ่ายเหมือนในอดีต

“พยากรณ์การเมืองใหม่” ที่จะมาถึงในไม่ช้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พยากรณ์การเมืองใหม่” ที่จะมาถึงในไม่ช้า

"พยากรณ์การเมืองใหม่" ที่จะมาถึงในไม่ช้า2 กรกฎาคม 2563 – 14:30 น.

“พยากรณ์การเมืองใหม่” ที่จะมาถึงในไม่ช้า : การเมืองใหม่ในสายตา “ศ.นพ.ประเวศ วะสี” ชี้ต้องยุบสภาฯ และนายกรัฐมนตรี ต้องได้มาจากมติเป็นเอกฉันท์ของสภาผู้แทนราษฎร

๑. พยากรณ์ได้ว่าการเมืองใหม่จะมาถึงในไม่ช้า เพราะ หนึ่ง ประชาชนเอือมระอากับการเมืองเก่าๆ เต็มที สอง วิกฤตโควิดแสดงให้เห็นว่าการเมืองเก่าๆ ที่ไม่มีคุณภาพไม่สามารถนำประเทศพ้นวิกฤตได้

๒. คงจะมีการยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อหาทางออกจากสภาวะเก่าอันไม่โสภา การเมืองใหม่เริ่มจากกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ได้จากมติเป็นเอกฉันท์ของสภาผู้แทนราษฎร

๓. ตรงนี้ที่เป็นการเมืองใหม่เพราะใช้วิถีทางสายกลาง ทางสายกลางเป็นทางแห่งความเป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ หรือทางสายปัญญา ไม่มีการแบ่งข้างแบ่งขั้ว เราไปเอาอย่างฝรั่งเสียนาน ฝรั่งคิดแบบตายตัวจึงแยกส่วน นำไปสู่การแบ่งข้างแบ่งขั้ว ขัดแย้ง และรุนแรง ประวัติศาสตร์ของยุโรปจึงเต็มไปด้วยสงคราม การเมืองแบบแบ่งข้างแบ่งขั้วสุดๆ (polarized) ก็เห็นได้ในการเมืองของสหรัฐอเมริกาซึ่งพิกลพิการแล้ว วุฒิสภาโหวดสนับสนุนทรัมป์เพราะเป็นพวกเดียวกัน เป็นการโหวดโดยความเป็นพรรคหรือพวกมากลากไป ไม่ใช่แต่ละคนมีอิสระที่จะใช้ความเป็นเหตุเป็นผล และวิจารณญาณของตนเอง

๔. บุคคลถ้าตกอยู่ในสภาพการณ์ถูกอำนาจบีบบังคับ จะใช้สมองส่วนหลังซึ่งเป็นสมองสัตว์เลื้อยคลาน ทำหน้าที่เพื่อความอยู่รอด หนีภัย หลอกลวง แต่ถ้าบุคคลมีอิสระที่จะใช้วิจารณญาณของตนเองจะใช้สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ซึ่งอยู่หลังหน้าผาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม การก้าวข้ามตัวตน

รัฐสภาต้องเป็นสภาที่ใช้สมองส่วนหน้า ไม่ใช่สมองส่วนหลัง จึงจะเป็นการเมืองใหม่

๕. ถ้าสส.แต่ละท่านใช้วิจารณญาณของตนเอง จะใช้สมองส่วนหน้าและตัดสินใจในเรื่องดีๆ ได้ แต่ถ้าต้องทำตามมติของพรรคหรือของกลุ่ม ก็ไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไร เพียงแต่ถูกต้อนไปโดยนายทุนพรรคหรือนายทุนกลุ่ม เพื่อต่อรองเอาอำนาจทางการเมือง การเมืองเก่าเป็นอย่างนี้ จึงไม่มีคุณภาพเรื่อยมา เป็นปัจจัยให้ประเทศวิกฤต

๖. ฉะนั้น การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงควรให้ส.ส.แต่ละท่านใช้วิจารณญาณของตนเอง โหวตหลายรอบจนกระทั่งได้มติเป็นเอกฉันท์ แบบที่สภาพระคาร์ดินัลโหวตเลือกพระสันตะปาปาในวิหารซิสทีน ณ กรุงวาติกัน บางครั้งใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้ฉันทามติ ประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่ประชาธิปไตยเสียงข้างมากเท่านั้น แต่มีประชาธิปไตยที่เป็นเอกฉันท์ด้วย

เมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นที่ยอมรับของส.ส.ทั้งสภาฯ การเมืองก็หมดความเป็นข้างเป็นขั้ว แต่ดำเนินไปด้วยความเป็นเหตุเป็นผลและวิจารณญาณ นายกรัฐมนตรีมีอิสระที่จะแสวงหาคนที่มีคุณภาพดีที่สุดมาช่วยกันบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่ขึ้นกับโควตาของกลุ่มต่างๆ ในพรรคการเมือง ระบบโควตาของกลุ่มในพรรคการเมืองไม่การันตีได้ว่าจะได้คนดีที่สุดมาบริหารบ้านเมือง

การเมืองใหม่ เคารพสิทธิของประชาชนที่จะได้คนที่ดีที่สุดมาบริหารประเทศ เลิกการยอมรับสิทธิของกลุ่มก๊วนต่างๆ ที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี

การเมืองสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนศีลธรรมไม่ใช่แบบนั้น

๗. การเมืองใหม่อีกอย่างหนึ่งคือ การแก้รัฐธรรมนูญ หรือออกพระราชบัญญัติกำหนด ให้มีการประชุมสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตย และบ้านเมืองอย่างก้าวกระโดด ดังที่จะอธิบายต่อไปนี้

๘. การเมืองเป็นเรื่องของการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะเป็นความเจริญหรือความเสื่อมของประเทศ ขึ้นกับว่าเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีหรือไม่ การได้มาซึ่งนโยบายสาธารณะที่ดีเป็นเรื่องยาก เพราะมีบุคคลและคณะบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมาก และความอ่อนแอทางวิชาการ

การเมืองใหม่จึงต้องสัมพันธ์อยู่กับกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดี กระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดีเป็นกระบวนการทางปัญญาและความดีสูงสุดของประเทศ เป็นประชาธิปไตยที่แท้และประชาธิปไตยอัตถประโยชน์ เป็นที่เรียกว่ากระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 (Partipatory Public Policy Process) ที่ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วม

๙. องค์ประชุมของสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ประกอบด้วย

(๑) สมาชิกรัฐสภา

(๒) คณะรัฐมนตรี

(๓) ตัวแทนองค์กรชุมชนท้องถิ่น

(๔) ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ซึ่งรวมทั้งภาคธุรกิจและสื่อมวลชน

(๕) ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนโยบายในวาระการประชุม

(๖) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องนโยบายสาธารณะ

(๗) ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ

นโยบายที่ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้รัฐสภาและครม.รับไปปฏิบัติ มีกลไกติดตามสนับสนุนการปฏิบัติ และประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย การพัฒนานโยบายสาธารณะที่ครบวงจร ตั้งแต่การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ ผ่านการตัดสินใจโดยสมัชชาซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม การที่ฝ่ายการเมืองรับไปปฏิบัติ มีการติดตามช่วยเหลือผู้ปฏิบัติให้ปฏิบัติได้ และมีการประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับมาพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้น

เป็นกระบวนการประชาธิปไตย ที่ใช้สติปัญญาสูงสุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ นี้เป็นการเมืองใหม่

๑๐. ท่านสามารถอ่านรายละเอียดในบทความต่างหากโดยผู้เขียน ชื่อ “สมัชชานโยบายสาธารณะแห่งชาติ : เครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตยและประเทศชาติอย่างก้าวกระโดด”

โดยสรุป ถ้านักการเมืองถึงทางตัน หันมาใช้วิถีทางสายกลางทางการเมือง สร้างการเมืองใหม่ โดย หนึ่ง เลือกนายกรัฐมนตรีด้วยมติเป็นเอกฉันท์ของสภาผู้แทนราษฎร สอง ออกกฎหมายสร้างระบบสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ อันเป็นเครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตย และประเทศชาติอย่างก้าวกระโดด

สนามกระบี่ หลังสิ้น “อาคม” ปชป.ไปต่อไหวมั้ย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สนามกระบี่ หลังสิ้น “อาคม” ปชป.ไปต่อไหวมั้ย

สนามกระบี่ หลังสิ้น "อาคม" ปชป.ไปต่อไหวมั้ย

2 กรกฎาคม 2563 – 13:08 น.

จากไปแล้ว “อาคม เอ่งฉ้วน” ส่งไม้ต่อให้ลูกชาย “สุชีน เอ่งฉ้วน” การเลือกตั้งครั้งใหม่ สนามกระบี่ ปชป.จะเรียกศรัทธาคืนมาได้ทันหรือไม่? 

++
สนามเลือกตั้งกระบี่ มี ส.ส.ได้ 2 คน ก็ผูกขาดอยู่กับผู้ชาย 2 คน คือ พิเชษฐ พันธ์วิชาติกุล และอาคม เอ่งฉ้วน อดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษา เป็น มานับสิบสมัย 

ทั้งคู่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส.น้ำดี มีความสามารถมากมาย และเป็นดาวสภา โดยเฉพาะอาคม เอ่งฉ้วน เป็นคนที่พูดเก่ง ลีลาปราศรัยเด็ดดวง จนเป็นขวัญใจชาวบ้าน และได้รับฉายาว่า “ตูมตาม”

สนามกระบี่ หลังสิ้น "อาคม" ปชป.ไปต่อไหวมั้ย

ครอบครัว เอ่งฉ้วน

วันนี้ อาคม เอ่งฉ้วน จากไปแล้ว ทิ้งมรดกการเมืองไว้ในชาวกระบี่ได้ชื่นชม และภารกิจสุดท้ายในการเลือกตั้ง 2562 อาคมรู้สึกผิดหวัง เมื่อ “สุชีน เอ่งฉ้วน” ลูกชายพ่ายแพ้แบบฉิวเฉียด

ระยะหลัง อาคมต้องดูแลสุขภาพ ไม่ได้ออกงานสังคมเลย แต่สถานการณ์การต่อสู้อันเข้มข้น อาคมจึงต้องหอบสังขารขึ้นเวทีหาเสียงช่วยลูกชาย เขาคงไม่นึกว่า จะการต่อสู้ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของเขา

++
ทายาทการเมือง
++
เลือกตั้ง ส.ส.กระบี่ ครั้งที่แล้ว ส.ส.เขตมีแค่ 2 คน พรรคประชาธิปัตย์เลือก “สุชีน เอ่งฉ้วน” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว ลงเขต 2 และ “น้ำผึ้ง” พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ลูกสาวอดีต ส.ส.พิเชษฐ์ ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 24 

เขต 2 กระบี่ (อ.เหนือคลอง อ.คลองท่อม อ.เกาะลันตา อ.ลำทับ และ อ.เขาพนม (ยกเว้นตำบลหน้าเขาและตำบลเขาดิน) “สุชีน” ลูกชาย อาคม เอ่งฉ้วน พ่ายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย

สนามกระบี่ หลังสิ้น "อาคม" ปชป.ไปต่อไหวมั้ย

สุชีน เอ่งฉ้วน

ดูผลคะแนน เรียงตามลำดับ สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ได้ 41,978 คะแนน, สุชีน เอ่งฉ้วน ได้ 40,014 คะแนน และสมัชชา เอ่งฉ้วน (พลังประชารัฐ) ได้ 12,531 คะแนน

ว่ากันว่า สมเกียรติ เอ่งฉ้วน น้องชายอาคม ไม่ฟังคำร้องขอของพี่ชาย จึงส่งลูกชาย-สมัชชา เอ่งฉ้วน ลงสนาม อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกชายของอาคมแพ้

สาเหตุหลัก ก็ต้องยอมรับว่า กระแส ปชป.ตกต่ำ ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบถึงฝั่งทะเลอันดามันด้วย

++
ดาวดวงใหม่
++
สำหรับผู้ชนะ “โกสุทธิ์” สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง นักการเมืองหนุ่มไฟแรง เป็นน้องเขยของ “โกหงวน” สมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ 6 สมัย

“โกสุทธิ์” หรือ สฤษฎ์พงษ์ เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยาง มีพี่น้อง 10 คน สู้ชีวิตจนจบปริญญาเอก ด้วยการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โกสุทธิ์เป็นสมาชิกสภาจังหวัดกระบี่ ตอนอายุ 27 ปี และก้าวมาเป็นรองนายก อบจ.กระบี่

สนามกระบี่ หลังสิ้น "อาคม" ปชป.ไปต่อไหวมั้ย

โกสุทธิ์ ดาวรุ่งดวงใหม่

ชีวิตนักการเมืองท้องถิ่นของโกสุทธิ์ ดูราบรื่นเหมือนคลื่นอันดามันยามสงบ โกสุทธิ์มีเวลาทุ่มเททำงานการเมืองเต็มที่ เพราะได้แรงสนับสนุนจากภรรยาและญาติพี่น้องของตระกูลกิตติธรกุล

เหตุที่โกสุทธิ์ต้องอยู่ค่ายสีน้ำเงิน เพราะ “เนวิน ชิดชอบ” สนิทชิดเชื้อกับตระกูล “กิตติธรกุล” มาแต่สมัยไทยรักไทย 

ตอนที่มีการเลือกตั้ง 2550 “โกหงวน” ได้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ลงแข่งกับทีม ปชป. ซึ่ง “โกสุทธิ์” ก็อยู่ในทีมพลังประชาชนด้วย หลังความปราชัย โกสุทธิ์มุ่งมั่นทำงานสภา อบจ.กระบี่ และได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารท้องถิ่นรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์กว้างไกล

เนวินแผ่บารมีจากอีสานใต้ มาถึงฝั่งอันดามัน ยึดเก้าอี้ ส.ส.สตูล ,กระบีี่ และระนอง ถือว่าผลงานเยี่ยม ซึ่งสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าถิ่น ปชป.

ไม่ต้องระแวง..ตั้ง ก.ก.ปฏิรูปฯ ปท.เพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่ต้องระแวง..ตั้ง ก.ก.ปฏิรูปฯ ปท.เพิ่ม

 ไม่ต้องระแวง..ตั้ง ก.ก.ปฏิรูปฯ ปท.เพิ่ม

2 กรกฎาคม 2563 – 12:51 น.

รัฐบาลตั้งกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่ม.. ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยรักษาเสถียรภาพของอำนาจเท่านั้น มันเป็นอำนาจรองๆที่เป็น”ตัวช่วย”เท่านั้นเอง 

อาจมีคนสงสัยว่า.. ทำไมจู่ๆที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีมติแต่งตั้ง“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” จำนวน 13 คณะ  185 คน แบ่งเป็นแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 11 คณะ  อาทิ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เป็นต้น
 และยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่มขึ้นอีก 2 ด้าน คือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อธิบายว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมาจากการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี”ยุทธศาสตร์ชาติ”และให้มีการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ การปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ดังนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติ ก็มีกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ จากนั้นก็มีการกำหนดแผนแม่บทการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับ”แผนยุทธศาสตร์ชาติ”

“คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.60 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ขณะนี้ก็ดำเนินการมาได้ 2 ปีเศษแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าครบ 5 ปีแล้ว การปฏิรูปด้านใดยังไม่สัมฤทธิ์ผล ก็ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านนั้นๆขึ้นมาทำต่อได้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญได้กำหนดสิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนไว้ 2 เรื่อง คือปฏิรูปตำรวจและการศึกษาซึ่งไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆที่ตั้งขึ้นมา ผมเข้าใจว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมายังทำไม่ได้ผลจึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษางอกขึ้นมาในครั้งนี้และในด้านสังคมอาจมีการมองว่าเรื่องของวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันโดยเฉพาะ จึงตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมฯเพิ่มขึ้นมา ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีอยู่เดิมจำนวน11 คณะ ที่ต้องมีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มในครั้งนี้ก็เพราะมีบางคนพ้นตำแหน่งกรรมการไปหรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศบางด้าน เดิมไม่ได้แต่งตั้งกรรมการครบเต็มจำนวนที่กฎหมายกำหนด จึงได้แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเข้าไปให้ครบ”

#แล้วผ่านไป 2 ปีเศษผลงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

อ.เจษฎ์ มองว่า โดยภาพรวมผ่านมา 2 ปีเศษ ผลงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่จะให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมยังไม่ค่อยมี แต่ก็ได้มีข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูปประเทศไปยังรัฐบาลพอสมควร แต่มันไปเกี่ยวข้องกับกลไกภาครัฐ เพราะฉะนั้นถ้าองคาพยพภาครัฐไม่เดิน ก็ลำบากที่จะปฏิรูปได้  ต้องอาศัยความจริงใจจากองคาพยพภาครัฐด้วย ทั้งรัฐบาล ส.ส. ส.ว. ต้องช่วยกันในเรื่องปฏิรูป ถ้าไม่เอาด้วยกับที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศเสนอไป ก็ยากที่จะสำเร็จ”

#การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆเพิ่ม เป็นการสืบทอดอำนาจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่

ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยรักษาเสถียรภาพอำนาจได้ แต่ไม่ใช่เครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ ไม่ถึงขนาดธำรงไว้ซึ่งอำนาจหลัก มันเป็นอำนาจรองๆที่เป็น”ตัวช่วย”เท่านั้นเอง 

 สำหรับ”ยุทธศาสตร์ 20 ปี” ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 6 ชุด เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 60 จัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆและเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการแล้ว

“ต้อย แปดริ้ว” ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ต้อย แปดริ้ว” ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด2 กรกฎาคม 2563 – 10:33 น.

“ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” หัวหน้าค่ายมวยดัง “สจ.แปดริ้ว” แบกน้ำหนักชกข้ามรุ่น อย่างมีเป้าหมาย โดยมี “เพื่อนเฮ้ง” เขียนสคริปต์อยู่ข้างเวที คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ภาษามวยวันละคำ “แบกน้ำหนัก” หมายถึงนักมวยน้ำหนักน้อยขึ้นไปชกรุ่นใหญ่ จึงเหมาะแก่การใช้คำๆ นี้ กับ “ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าค่ายมวยดัง “สจ.ต้อยแปดริ้ว”

วันก่อน “ชัยวัฒน์” วิพากษ์ “จอมยุทธ์กวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กรณีเปิดประเด็นยุบสภา และสิงคโปร์โมเดลว่า “ถ้านายสมคิดไร้ฝีมือ ก็ควรมีความละอายใจ และรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะนายสมคิดได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งถึงวันนี้ก็เพราะบ้าน พปชร.”

อ่านข่าว…   รู้จัก ‘ผู้ใหญ่ไก่’ ใหญ่กว่า ‘ฉายแสง’
 

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

ส.ส.เฮ้ง และ ส.ส.ชัยวัฒน์

อีกประโยคหนึ่งที่ถือว่า “ส.ส.ชัยวัฒน์” ชกเข้าเป้าเลยคือ ไล่รองนายกฯ สมคิดออกจากทีมเศรษฐกิจ “..เปิดทางให้คนดี คนเก่ง คนมีความสามารถ เข้ามาทำงานแทน ไม่ใช่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอย่างนี้”

ปกติ “สจ.ต้อย” หรือ “ส.ส.ต้อย” จะเป็นคนเงียบขรึม ไปไหนมาไหน จะเดินเคียงข้าง “มังกรน้ำเค็ม” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี จนเป็นที่รู้กันว่า ส.ส.ต้อยอยู่ในซุ้มนี้

++
ลูกชาย“นายกไก่”
++
ปี 2562 สนามเลือกตั้งฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.คลองเขื่อน อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น อ.พนมสารคาม (เฉพาะตำบลหนองยาว ตำบลบ้านซ่อง และตำบลเขาหินซ้อน) และอ.บางน้ำเปรี้ยว (ยกเว้นตำบลศาลาแดงและตำบลโพรงอากาศ) แชมป์เก่าคือ “เฮียเน้า” สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย พ่ายผู้ท้าชิงหน้าใหม่-ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์

ชัยวัฒน์ เป็นลูกชาย “นายกไก่” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา มีชื่อเสียงในวงการมวยไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งเป็นโปรโมเตอร์ และหัวหน้าค่ายมวย สจ.ต้อยแปดริ้ว

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

นายกไก่ บิดาของ ส.ส.ชัยวัฒน์

จริงๆ แล้ว ชัยวัฒน์ หรือ “ต้อย แปดริ้ว” ค่ายชาติไทยพัฒนา ลงสนามชนกับอดีต ส.ส.สมชัย ค่ายเพื่อไทย ในการเลือกตั้งปี 2557 มาแล้ว แต่เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ นัยว่าตอนนั้น ส.จ.ต้อยชนะเฮียเน้า

ต้องกลับมาชกกันใหม่ “ต้อย แปดริ้ว” ย้ายค่ายมาอยู่ค่ายพลังประชารัฐ พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก “สุชาติ ตันเจริญ” และ “อิทธิ ศิริลัทธยากร” อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา ก็ชนะขาด

++
3 ตระกูลยึดแปดริ้ว
++
จบภารกิจ ส.ส.ไปแล้ว สุชาติ ตันเจริญ และอิทธิ ศิริลัทธยากร ทำสัญญาใจกับ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา เมื่อปีที่แล้วว่า “3 ตระกูล” แห่งถนนสายการเมืองแปดริ้ว จะร่วมกันสานฝัน “นายกไก่” เป็นนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา สมัยที่ 4 ให้จงได้

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

สุชาติ นายกไก่ และอิทธิ รวมพลัง

คู่แข่งของ “นายกไก่” ก็คือ ตระกูล “ฉายแสง” ที่ปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาท้าชิงทีมเก่า ซึ่งฝ่ายแชมป์เก่ารู้ดีว่า ศึกท้องถิ่นครั้งใหม่ไม่ธรรมดาแน่ ทีมงานพ่อมดดำ, อิทธิ และนายกไก่ จึงได้ปูพรมหาเสียงล่วงหน้าช่วงโควิดไปแล้ว

“ต้อย แปดริ้ว” ในสีเสื้อพลังประชารัฐ สังกัดซุ้มมังกรน้ำเค็ม แต่สำหรับคนแปดริ้วแล้ว จะรู้จักเขาในนาม ส.ส.สาย 3 ตระกูล(ตันเจริญ, ศิริลัทธยากร และเป้าเปี่ยมทรัพย์)

ศึกท้องถิ่นแปดริ้วครั้งใหม่ ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าไทยไฟท์แน่นอน

ปิดทางหากินตำรวจ แก้ไข ป.วิอาญา อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปิดทางหากินตำรวจ แก้ไข ป.วิอาญา อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ

ปิดทางหากินตำรวจ แก้ไข ป.วิอาญา อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ1 กรกฎาคม 2563 – 18:23 น.

เปิดร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา  อัยการมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือเมื่อมีการร้องเรียนแต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ แจ้งให้อัยการสอบสวนได้ -ตรวจค้น จับกุม สอบปากคำ ตำรวจต้องบันทึกภาพและเสียงไว้เป็นหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง“การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ.….” ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มีนายสิระ เจนจาคะ เป็นประธานกรรมาธิการฯ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม
สภาผู้แทนราษฎร ไปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2563  และส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอ ครม.เห็นชอบเป็นร่างกฎหมายก่อนเสนอเข้าสภาออกเป็นกฎหมายต่อไปนั้น

สำหรับสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้แก่

-ในการตรวจค้น จับกุม สอบปากคำผู้กล่าวหาหรือผู้ต้องหา จะต้องบันทึกภาพและเสียงเป็นหลักฐาน

-อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือเมื่อมีการร้องเรียน

-ตำรวจไม่รับแจ้งความ แจ้งให้อัยการสอบสวนได้ 
 

 ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีเนื้อหาดังนี้ 

 โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓/๑ และมาตรา ๑๗/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา ๑๗/๑ ในการจับหรือค้น ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือค้นจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียง ซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่อง เว้นแต่เป็นกรณีเร่งด่วนหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจดำเนินการได้ ก็ให้เจ้าพนักงานนั้นบันทึกเหตุดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานในบันทึกการจับหรือบันทึกการค้น แล้วแต่กรณี

..มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา ๑๒๑/๑ ในคดีดังต่อไปนี้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าตรวจสอบการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน

(๑) คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป

(๒) คดีที่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีร้องขอ

(๓) คดีอื่นตามที่กำหนตไว้ในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุด

เมื่อไต้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง หากพนักงานอัยการเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการเข้าทำการตรวจสอบการสอบสวนหรือตรวจสอบพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นเริ่มการสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวนคดีนั้น

มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๒๗/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา ๑๒๑/๒ ในคดีที่พนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษหรือสอบสวนล่าช้า เมื่อผู้เสียหายหรือผู้กล่าวหาหรือผู้ต้องหาร้องขอ พนักงานอัยการที่มีเขตอำนาจอาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการตานอำนาจหน้าที่ หรืออาจรับทำการสอบสวนเองก็ได้ตามที่เห็นสมควร

ในกรณีที่พนักงานอัยการรับทำการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โดยอาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนเข้าร่วมทำการสอบสวนได้

 ทั้งนี้ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โดยในการค้น การจับ และการคุมขัง อาจร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นหรือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นดำเนินการก็ได้”

การสอบสวนตามมาตรานี้ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย

เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย1 กรกฎาคม 2563 – 18:08 น.

เจาะประเด็นร้อน : ซักซ้อมกันมานาน หลังเด็กถูกกักตัวอยู่บ้าน เมื่อ…เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย…โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

ซ้อมมาหลายวัน พอเปิดเรียนจริงวันแรก ยิ่งกว่าความวุ่นวาย โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนเกิน 500 คน โรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน และเลือกที่จะจัดการเรียนการสอน On-Site

อ่านข่าว: ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง

ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ภาพรวมโรงเรียนประถมศึกษา หากจะเปิดสอนต้องมีจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 20 คน

ส่วนมัธยมศึกษาต้องไม่เกิน 25 คน หากโรงเรียนใดมีจำนวนนักเรียนต่อห้องเกินกว่าที่กำหนด สพฐ. ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เช่น การสลับชั้น จันทร์/พุธ/ศุกร์ หรือ อังคาร/พฤหัสบดี, สลับชั้น วันคู่ วันคี่, สลับกลุ่มแบ่งนักเรียนในห้องเรียนเป็น 2 กลุ่ม หรือรูปแบบอื่นๆตามที่โรงเรียนเห็นสมควรและต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันด้านสาธารณสุขด้วย

สรุปว่า โรงเรียนที่จำนวนนักเรียนเกิน 20 คนต้องห้อง ในระดับประถมศึกษา และเกิน 25 คนต่อห้องในระดับมัธยมศึกษา นักเรียนไม่สามารถมาเรียนทุกวันได้ จำเป็นต้องใช้รูปแบบผสมผสาน แต่ก็ปรากฏว่า ในบางจังหวัด

โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนเกิน 500 คน และจำนวนนักเรียนต่อห้องเกิน 20 คน เปิดเรียนตามปกติ ไม่มีมาตรการเว้นระยะห่างในห้องเรียน ยังคงเห็นภาพนักเรียนจำนวนมากเดินเข้าแถวขึ้นรถนักเรียนคันเดียวกัน เพื่อเดินทางมาเรียนและกลับบ้าน

สำหรับการดำเนินการ 6 แนวทาง ของ สพฐ. ที่มอบหมายให้โรงเรียนดำเนินการ เมื่อเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ผลการปฏิบัติไม่เป็นไปตามคาด

1. มาตรการคัดกรอง หลายพื้นที่มี อสม. เข้ามาช่วยดำเนินการในช่วงแรก แต่ระยะเวลาดำเนินการก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเข้าเรียน ส่วนในช่วงเวลาเรียนและหลังเลิกเรียนพบไม่มีการปฏิบัติ ปล่อยให้มีการเข้า-ออก กันตามสบาย ผิดกับกรณีศูนย์การค้าที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดทั้งวัน

2. สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เมื่ออยู่ในโรงเรียน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่สวมหน้ากากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน บางคนเกิดอาการเหนื่อยหอบ หรือบางรายทนไม่ได้ก็ถอดหน้ากากไปเลย กับเด็กเล็กที่ไม่ระมัดระวังหน้ากากกลายเป็นที่สะสมเชื้อโรค มากกว่าที่จะป้องกันเชื้อโรค

3. จัดจุดล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ แม้ว่าจะมีการจัดเตรียมได้ดีในเรื่องของปริมาณของจุดบริการ แต่โรงเรียนกลับเน้นในเรื่องของการล้างมือด้วยสบู่ กับอ่างล้างมือ ซึ่งเป็นปัญหาว่าการล้างมือด้วยวิธีดังกล่าวต้องเช็ดมือ เสื้อผ้าของนักเรียน หรือบางครั้งอาจจะเป็นหน้ากากกลายเป็นที่เช็ดมือไปโดยอัตโนมัติ ต่างกับเจลล้างมือที่ล้างแล้วแห้งเลย โรงเรียนกลับไม่นิยมใช้ จะจัดไว้เฉพาะบริเวณที่มีการตรวจเยี่ยม หรือถ่ายรูปสวยงามเท่านั้น

4. การเว้นระยะห่างในห้องเรียน เป็นปัญหาโลกแตก ห้องเรียนขนาด กว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร รู้ทั้งรู้จัดระยะห่างระหว่างนักเรียนอย่างน้อย 1 เมตร รวมพื้นที่สำหรับโต๊ะและเก้าอี้ไปด้วย จัดยังไงก็ได้แค่ 20 คน (ไม่มีที่นั่งสำหรับครู) หากโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้องเกิน 20 คน ยังไงก็ต้องจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน แต่ก็ยังมีปรากฏให้เห็นว่ามีโรงเรียนขนาดใหญ่ จัดการเรียนแบบ On-Site ให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะข้อมูลดังกล่าวอยู่ในมือของ สพฐ. ดังแต่ก่อนเปิดเรียน

5. เน้นการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกัน สพฐ. มีนโยบายยกเลิกการจ้างบุคลากรในตำแหน่ง นักการภารโรง ไปนานแล้ว พอถึงเวลาจำเป็นก็ต้องกลายเป็นหน้าที่ของครูที่ต้องมาทำเรื่องพวกนี้ เป็นงานนอกเหนือจากการสอนที่ได้รับเพิ่มมาโดยไม่คาดหมาย

6. ลดความแออัด ไม่จัดกิจกรรมที่เกิดการรวมกลุ่มของเด็ก เป็นข้อสั่งการที่ดูง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติยุ่งยากมาก ไม่เฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่กับโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เป็นปัญหากับครูเช่นกัน การเดินระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน การรับประทานอาหารกลางวัน ยังไม่นับกิจกรรมที่กำลังจะมาถึง เช่น กิจกรรมแห่เทียนพรรษา กิจกรรมไหว้ครู การประกวดและการประเมินต่างๆ ที่ในทางปฏิบัติไม่ได้ลดลงเลย เพราะ ครูและโรงเรียนจำเป็นต้องใช้ใบประกาศเกียรติบัตรในการสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยที่พบในวันแรกของการเปิดเรียน จากต้นน้ำ คือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อผ่านการเห็นชอบและสั่งการตามลำดับ ถึงผู้ปฏิบัติ คือ ครู และโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นปลายน้ำของคำสั่ง แทบจะไม่เหลือร่องรอย เหมือนแท่งไอติมที่กินต่อกันมา พอถึงปลายทางก็เหลือแค่ไม้ไอติม เป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย คนสั่งกับคนปฏิบัติความคิดไม่ตรงกัน ผลที่ได้จึงไม่ตรงกัน ความล้มเหลวจึงเกิดขึ้นในทันที

แต่ไม่ต้องสนใจกับความล้มเหลวเหล่านี้ เพราะมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน คือ การหยุดแช่แข็งการศึกษา ปล่อยให้ลูกหลานมาโรงเรียนตามปกติ เพราะในตอนนี้เราสามารถเชื่อได้ว่าเชื้อโควิด-19ไม่ระบาดในประเทศไทย