คู่มือเอาตัวรอด… เหตุฆ่าหมู่-จับตัวประกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416334?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่มือเอาตัวรอด… เหตุฆ่าหมู่-จับตัวประกัน

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:55 น.
terminal 21,โศกนาฏกรรม,ศดรสุรชาติ บำรุงสุข,วิธีเอาตัวรอด
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

คู่มือเอาตัวรอด… เหตุฆ่าหมู่-จับตัวประกัน คอลัมน์…  ล่าความจริง…  พิกัดข่าว    โดย…   ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์, ปกรณ์ พึ่งเนตร

สองประเด็นที่พูดถึงกันมากหลังเกิดโศกนาฏกรรมกลางเมืองโคราช ก็คือ

หนึ่ง นี่คือปฏิบัติการของคนที่ถูกจัดประเภทว่าเป็น “โลนวูล์ฟ” หรือไม่ เพราะก่อเหตุเพียงคนเดียว ไม่มีผู้ช่วย วางแผนและปฏิบัติการเองทั้งหมด

อ่านข่าว… กรณีศึกษาเหตุการณ์โคราช

สอง มาตรการรักษาความปลอดภัยในเขตเมืองมีความจำเป็นต้องยกเครื่องทั้งระบบหรือไม่ เพราะปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย รวมไปถึง “โลนวูลฟ์” ในระยะหลังพุ่งเป้าไปที่ย่านชุมชนและย่านเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์รวมตัวอยู่เป็นจำนวนมาก

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง เคยกล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งที่แตกต่างระหว่างกลุ่มก่อการร้ายหรือผู้มีความคิดสุดโต่งกับคนธรรมดาก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้มีระเบิดอยู่ในมือ แต่คนธรรมดาที่เดินถนนไม่มี ทำให้เราไม่สามารถแยกออกได้เลยว่าใครคือผู้ก่อการร้าย”

เหตุนี้เองการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับคนที่ก่อเหตุแบบนี้ได้ รวมไปถึงการสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยในเขตเมือง หรือพื้นที่สาธารณะ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบัน

ที่น่าตกใจก็คือ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ไปศึกษาองค์ความรู้ และสรุปบทเรียนจากต่างประเทศ แล้วพยายามนำมาเปิดหลักสูตรเพื่อถ่ายทอดให้แก่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในประเทศไทยนานเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่กลับไม่มีคนสนใจ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับนี้เกิดขึ้นใน “สยามเมืองยิ้ม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและการป้องกันตัว ซึ่งสอนอยู่ในโรงเรียนเหล่า ให้ข้อมูลว่า พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุเหมือนกับที่ จ.นครราชสีมา เป็นลักษณะที่เรียกว่า active shooter ซึ่งหมายถึงมือปืนที่ยิงคนไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ โดยผู้ก่อเหตุลักษณะนี้จะรู้ดีว่าหากถูกจับกุม จะต้องได้รับโทษในอัตราสูงสุด ถึงขั้นประหารชีวิต ดังนั้นจุดจบของ active shooter คือ สู้จนตัวตาย หรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญ อธิบายต่อว่า การก่อเหตุของ active shooter มีมูลเหตุอยู่ 3 ประการหลักๆ ด้วยกัน คือ 1. ต้องการแก้แค้น 2. มีปัญหาทางจิต และ 3. เป็นผู้ก่อการร้าย โดยเหตุการณ์สังหารหมู่โดย active shooter ครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับไฮสคูล รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เมื่อ 21 ปีก่อน

แต่หากพิจารณาเจาะจงเฉพาะผู้ก่อเหตุที่ จ.นครราชสีมา active shooter รายนี้น่าจะตัดสินใจก่อเหตุจาก 2 ปัจจัย คือ ต้องการแก้แค้น และมีสภาพป่วยทางจิต ซึ่งปัจจัยหลังต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดจากนักจิตวิทยา แต่ความพิเศษของเหตุการณ์ที่โคราช คือตัวเหตุการณ์ถูกพัฒนาจากการไล่ยิงคนไปเรื่อยๆ เป็นการจับตัวประกัน เพราะผู้ก่อเหตุรู้ว่าหากไม่มีตัวประกัน ก็จะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อตัวเอง

สำหรับการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติในลักษณะกราดยิงแบบไม่เลือกหน้าขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า จำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องแยกให้ออกตั้งแต่แรกว่า ผู้ก่อเหตุกระทำการในลักษณะไหน เป็น active shooter คือไล่ยิงไปเรื่อยๆ หรือมีการจับตัวประกันด้วย แน่นอนว่าถ้าเป็น active shooter อย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องหยุดยั้ง เพื่อไม่ให้คนร้ายได้ก่อเหตุต่อไป ซึ่งอาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดได้ แต่ถ้ามีการจับตัวประกัน เจ้าหน้าที่ก็ต้องมีวิธีการอีกแบบหนึ่ง

ส่วนในมุมของประชาชน ในฐานะผู้เผชิญหน้ากับความเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและการป้องกันตัว แจกแจงว่า มีแนวปฏิบัติอยู่ 3 แนวทาง คือ
1. run หมายถึงวิ่ง หรือหนีออกจากพื้นที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด
2. hind คือถ้าหนีไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือซ่อนตัว หาที่กำบังตนให้มิดชิด ล็อกประตู แล้วโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งบางสถานการณ์จำเป็นต้องปิดเครื่องมือสื่อสาร เพราะหากมีเสียงหรือแม้กระทั่งเปิดสั่น หรือไฟหน้าจอสว่าง อาจทำให้คนร้ายรู้ที่ซ่อนตัว
3. fight หรือ ต่อสู้ โดยแนวทางนี้ไม่อยากแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทำ เนื่องจากคนร้ายส่วนใหญ่มักมีอาวุธ แต่ถ้าประเมินสถานการณ์แล้วว่าสามารถต่อสู้ หรือร่วมกันสู้กับคนอื่นๆ ได้ ก็ควรทำ ทว่าทางที่ดีที่สุดให้พยายามแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือจะดีกว่า

กรณีทางเลือกทางรอดของประชาชนตาดำๆ นี้ มีอดีตทหารรบพิเศษซึ่งผ่านการฝึกด้านต่อต้านก่อการร้าย กล่าวเสริมว่า วิธีการที่มีการแนะนำกันในโลกโซเชียลฯ ให้แกล้งตาย โดยนำเทคนิคนี้มาจากผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ “ผอ.กอล์ฟ” ยิงคน-ปล้นทองที่ จ.ลพบุรีนั้น ขอเตือนว่า การแกล้งตายใช้กับ active shooter ไม่ได้ เพราะนักฆ่าประเภทนี้จะยิงคนทุกคนที่ผ่านเข้ามาในสายตา แม้จะนอนนิ่งๆ หรืออาจจะเป็นศพไปแล้วก็จะยิงซ้ำเพื่อความแน่ใจ ฉะนั้นการหนี จึงน่าจะเหมาะสมที่สุด

ส่วนกรณีที่อยู่ในสถานการณ์ตกเป็นตัวประกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและการป้องกันตัว บอกว่า สิ่งแรกที่ประชาชนควรทำ คือ
1.คิดว่าถึงอย่างไรตัวเองก็ต้องรอด 2.ช่วง 15-45 นาทีแรกอย่าขัดขืน และให้ยอมเป็นตัวประกันไปก่อน เนื่องจากเป็นเวลาอันตราย เพราะคนร้ายมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาแล้ว เว้นแต่จะเจอคนร้ายระดับมืออาชีพที่วางแผนแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง

3.พยายามสร้างสัมพันธ์กับคนร้าย 4.ทำตามที่คนร้ายสั่ง 5.พยายามพูดคุยกับคนร้ายโดยใช้หัวข้อเรื่องครอบครัว เพื่อทำให้คนร้ายใจอ่อน หรือช่วยประวิงเวลาจนกว่าเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ โดยข้อ 5 ถือว่าสำคัญที่สุด

นอกจากนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือ ช่วงที่มีการบุกเข้าพื้นที่ที่มีการจับตัวประกัน อาจมีการปาระเบิดแสงหรือเสียง ขอให้ประชาชนหมอบลงทันที แล้วยกมือไว้เหนือศีรษะ เพื่อแสดงตัวว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วค่อยๆ แจ้งเจ้าหน้าที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะค้นตัวคล้ายทำกับคนร้าย ซึ่งอย่าตกใจ เพราะต้องแยกแยะว่าเป็นคนร้ายที่แฝงตัวมาหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือ “คู่มือเอาชีวิตรอด” ในเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งสังหารหมู่ในที่สาธารณะ หรือเมื่อเผชิญหน้ากับ active shooter รวมถึงสถานการณ์ถูกจับเป็นตัวประกัน

ได้เวลาที่ต้องเรียนรู้กันจริงจังแล้ว !

ส่งกำลังใจให้จีน ต่อสู้ไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่งกำลังใจให้จีน ต่อสู้ไวรัส

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:46 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่,บูลลี่
เปิดอ่าน 450 ครั้ง

ส่งกำลังใจให้จีน ต่อสู้ไวรัส คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้จีนคงรู้แล้วว่าในบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลกมองจีนเป็นอย่างไร จากเหตุระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่

หลายประเทศปฏิบัติต่อจีนแบบแรงๆ โดยการตัดการติดต่อคมนาคมทั้งทางบก-ทางเรือและทางอากาศ คือสายการบินต่างๆ ยกเลิกบินไปเมืองจีน เป็นเหตุให้ชาวจีนและรัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างหนัก

อ่านข่าว-อัพเดท “ไวรัส โคโรน่า” สายพันธุ์ใหม่

ในส่วนประเทศไทยและคนไทยเรานั้น จีนมองไปในแง่บวก และล่าสุด ‘ดับเครื่องชน’ ได้ติดตามข่าวที่มีทิศทางที่ดีมากและเชื่อว่าพอหมดจากวิกฤติ คือผ่านพ้นเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ไทยจะมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของคนจีนกว่าพันล้านคน

มีการส่งกำลังใจให้จีนสู้ๆๆ อย่างกรณีที่ จ.อุดรธานี นักเรียน ร.ร.พัฒนาปัญญา ร่วมกันทำคลิป 3 ภาษาทั้งไทย-จีน-อังกฤษ และบรรดานักเรียนถือธงชาติไทย-จีนโบกไปมา ซึ่งอยากจะบอกว่าเวลานี้กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก และขอแจ้งข้อสรุปข้อความดังนี้ว่า

ข้อความให้กำลังใจ 3 ภาษา เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ภาษาอังกฤษ มีใจความว่า ในนามของ ร.ร.พัฒนาปัญญา เราอยากให้คุณรู้ว่าเรายังอยู่กับคุณ เราขอให้คุณเข้มแข็งและอดทน มั่นใจว่าคุณจะชนะในที่สุด

คำอธิษฐานของเราอยู่กับผู้ที่ทุกข์ทรมานจากโคโรน่าไวรัส เราอยู่กับคุณด้วยหัวใจและวิญญาณ เรารักคุณทุกคน สู้ต่อไปและอย่ายอมแพ้

ภาษาจีนมีความหมายว่า พวกเรา ร.ร.พัฒนาปัญญาให้กำลังใจแก่พี่น้องชาวจีนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤติไวรัสโคโรนา จีนไทยครอบครัวเดียวกัน พวกเรารักประเทศจีน ประเทศจีนสู้ๆๆ

หรืออย่างแท็กซี่ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าและได้รับการรักษาจนหาย หมอให้กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติก็บอกว่ามีความรู้สึกดีๆ กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นอู่ข้าว-อู่น้ำ และขอให้ระวังรักษาสุขภาพ

นี่คือตัวอย่างที่ยกมาให้ทราบและเชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคนไทยที่มีต่อชาวจีน

‘ดับเครื่องชน’ ขอร่วมส่งกำลังใจให้ชาวจีนสู้ๆๆ และหลังจากความเพียรพยายามอย่างหนัก เชื่อว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาจะหมดไป
อ๊อด เทอร์โบ


อย่ารังแก-กลั่นแกล้ง
คุณ ‘อัมพร’ นครสวรรค์ ได้ส่งจดหมายที่มีเนื้อหาน่าสนใจมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นข้อความจากคุณ ‘จึงอุรา’ ซึ่งน่าสนใจมาก

จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาโปรดพิจารณาและช่วยกันหาทางยุติความรุนแรงในสังคมที่เรากำลังเผชิญอยู่เวลานี้
อ๊อด เทอร์โบ


หยุดการกลั่นแกล้ง
หยุดเหตุความรุนแรง

ดิฉันได้รับหนังสือ ‘คู่หูเดินทาง’ ของ บขส.เป็นประจำและท้ายเล่มมีคอลัมน์ ‘เก็บมาฝาก’ เขียนโดยคุณ ‘จึงอุรา’ น่าสนใจมากและขออนุญาตนำมาบอกต่อว่าเหตุความรุนแรงในสังคมไทยนั้นมาจากไหน

นั่นคือขอให้หยุดการกลั่นแกล้งหรือ Bully ‘บูลลี่’ ซึ่งเป็นพฤติกรรมรังแกคนอื่นและคนที่ด้อยโอกาสหรืออ่อนแอกว่า ซึ่งหากให้ความเห็นใจช่วยเหลือกันแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น

ดิฉันขอยกข้อความในคอลัมน์ที่ควรทราบมาว่า พฤติกรรมชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น เป็นความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ ความเจ็บปวด เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจหรือมีพลังเหนือกว่าผู้อื่น อีกทั้งการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลายาวนาน

การกลั่นแกล้งทางร่างกาย เป็นลักษณะของการทำร้ายร่างกาย การชกต่อย การผลัก การตบตี

การกลั่นแกล้งทางสังคมหรือด้านอารมณ์ เป็นลักษณะของการใช้กลุ่มเพื่อนหรือสังคมกดดันและทำให้บุคคลแยกออกจากกลุ่ม เป็นผลทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจจากการกระทำดังกล่าว

การกลั่นแกล้งทางคำพูด เป็นลักษณะการพูดที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือทำให้เจ็บปวด จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีการยั่วยุ เย้าแหย่ เยาะเย้ย ข่มขู่ การพูดจาดูถูกเสียดสีกันในกลุ่มเพื่อนหรือการวิจารณ์ด้วยคำพูดในลักษณะข่าวลือ คำนินทา และการพูดจาโกหก บิดเบือนข้อมูลที่ไม่เป็นจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเจ็บปวด

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ประเภทหนึ่งของการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นประเด็นปัญหาสำคัญในสังคม โดยใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นเครื่องมือหลัก เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แชท

หรือเครือข่าวทางสังคมออนไลน์อื่นๆ ในการโจมตี ขู่ทำร้าย หรือใช้ถ้อยหยาบคาย การคุมคามทางเพศ การแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น การนำความลับของอีกฝ่ายมาเปิดเผย การหลอกลวง การสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ เพื่อให้อีกฝ่ายขายหน้าหรือทนไม่ได้จนกลายเป็นปัญหา

นี่คือความจริงที่ควรทราบและเราต้องหาทางยุติความรุนแรง
อัมพร (นครสวรรค์)


คลุกวงใน วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416274?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:42 น.
นายกฯ,ลุงตู่,ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ปิยบุตร
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

คลุกวงใน วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรหาข่าว คุ้ยข่าว ทุกข่าวทุกเรื่อง เพื่อคนอ่าน

00000 วันพฤหัสบดี 13 กุมภาพันธ์ สภาบรรจุวาระโหวต ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 63 ในวาระ 2 และ 3 อีกรอบ หลังจาก ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมา

00000 ประธานชวน หลีกภัย ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ประกาศโครมว่า อภิปรายได้ อภิปรายไม่จำกัดเวลา เหมือนกระทุ้งกล่องดวงใจของ นายกฯ ลุงตู่ เพราะรัฐบาลประสงค์จะให้กฎหมายผ่านเร็วๆ จะได้นำงบประมาณไปพัฒนาประเทศ

00000 ขณะที่ รัฐบาล พยายามทุกช่องทางเพื่อ”เจรจา” กับ ฝ่ายค้าน ไม่ต้องอภิปราย พอเปิดประชุมปั๊บ ก็โหวตเรียงมาตราไปเลย จะได้จบไวๆ แต่ ประธานชวน พูดเช่นนี้ แผนก็สะดุด

00000 “พญาเสือ” ดูตามเนื้อผ้า ทุกมาตราก็มีการสงวนคำแปรญัตติและมีการอภิปรายทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยแล้ว ดังนั้นจึงไม่สมควรจะฉวยโอกาสนี้อภิปรายอีก

00000 ในรายงานของรัฐบาลนั้น เห็นว่าจะเจรจาต้าอวยกับพรรคเพื่อไทย พอได้ แต่กับพรรคอนาคตใหม่ เห็นทีจะยาก ก็นึกสงสัยว่า ในเมื่อมีการอภิปรายทุกมาตราไปแล้ว แต่ละพรรคก็ได้โควตาอภิปรายและลงมติกันแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะมาอภิปรายใหม่อีก

00000 “พญาเสือ” อยากให้จับตา การเมืองจะแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่องบประมาณจบแล้ว ต่อจากนี้รอลุ้น พรรคอนาคตใหม่ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร คดีเงินกู้ 191 ล้านบาท ที่ กกต.มีมติแล้วว่า ยุบพรรค

00000 ศาลนัดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้ ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พรรคอนาคตใหม่ ก็ดิ้นเต็มที่ ล่าสุด ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค บอกว่า ได้ส่งหนังสือไปยังศาลเพื่อขอให้เปิดไต่สวนพยาน 17 ปาก ที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่า ไม่มีการไต่สวน

00000 “พญาเสือ” ไม่แน่ใจว่า ปิยบุตรกำลังจะซื้อเวลาออกไปอีก เพราะ ปิยบุตร ไปเอาบทวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์มาผูกโยงว่า การตัดสินจะยุบหรือไม่ยุบอนาคตใหม่ เกี่ยวพันกัน 2 เรื่องคือ วาระของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วุฒิสภากำลังสรรหามาแทน ตุลาการที่จะหมดวาระ 5 คน กับการสกัดเพื่อไม่ให้ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

00000 ฮัดเช้ย! “พญาเสือ” เชื่อว่า ปิยุบตร อยากจะพูดแบบนี้ แต่ไม่กล้าพูดเอง เลยไปยืมปากหนังสือพิมพ์ว่าเขาเขียนวิเคราะห์เอาไว้แบบนี้ พร้อมกับสรุปว่า ศาลชุดนี้มีภารกิจเพื่อยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนจะหมดวาระ คือ ปิยบุตร ไม่แน่จริง ที่ไม่กล้าพูดเอง แต่ไปยืมบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ มากระหน่ำตีศาล แม้จะเลี้ยวไปเลี้ยวมา แต่ใครก็รู้ว่า ปิยบุตร หมายความแบบนี้

00000 เมื่อเชื่อแบบนี้ ปิยบุตร ก็เลยพยายามยื้อด้วยการขอให้ ศาลเปิดไต่สวน ด้วยการยกตำรามาอ้างว่า เวลาไม่พอที่จะไปให้พยานทำคำชี้แจงเป็น ลายลักษณ์อักษร ส่งให้ศาลภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เพราะว่า ติดวันหยุดยาว 3 วัน จึงอยากให้มีการไต่สวนหรือเลื่อนเวลาออกไปเพื่อให้ศาลออกคำสั่ง บังคับพยาน “พญาเสือ” ว่าอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

00000 ไหนทั้ง ปิยบุตร และ ธนาธร บอกไม่กลัว หากศาลตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ทั้งสองก็จะพาสมาชิกไปอภิปรายนอกสภา หรือภาษาชาวเน็ตเป็นที่เข้าใจว่า นี่คือการปลุกคน “ลงถนน” นั่นเอง เป็นการส่งสัญญาณให้ “สาวก” เตรียมพร้อม

00000 “พญาเสือ” หลับตานั่งทางใน ก็เห็นว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง หากวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลตัดสิน ยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็มองเห็นทางในดังนี้คือ หนึ่ง ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค 10 คนหมดสมาชิกภาพ ไม่ได้อภิปรายรัฐบาลในสภา สอง พรรคอนาคตใหม่จะแตกเป็น 3 ทาง คือ ย้ายไปสังกัดพรรคสำรอง ย้ายไปสังกัดฝ่ายค้าน และย้ายไปสังกัดพรรคที่สนับสนุนรัฐบาล

00000 หลังการอภิปราย นายกฯ ลุงตู่ จะปรับครม. เขย่าขวดกันใหม่ จะมี ส.ส.ของอนาคตใหม่ ที่ ย้ายมาสังกัดพรรครัฐบาล หรือพรรคที่สนับสนุนรัฐบาล เป็นตัวแปรให้เกิดการปรับครม.ใหญ่ แน่นอนว่าจะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แล้วรัฐบาลก็จะมีเสียงมากพอ หมดปัญหาเสียงปริ่มน้ำเสียที งานนี้ “พญาเสือ” ว่ารัฐบาลควรจะขอบคุณ พรรคอนาคตใหม่.

เข้มต่อเนื่องสกัดไวรัสมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416273?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้มต่อเนื่องสกัดไวรัสมรณะ

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:28 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่,นักท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

เข้มต่อเนื่องสกัดไวรัสมรณะ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ายังน่าเป็นห่วง ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ กรมควบคุมโรคแถลงว่า ไทยมีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มเติม 1 ราย เป็นรายที่ 33 เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 54 ปี จากเมืองอู่ฮั่น เดินทางมาก่อนปิดเมือง โดยผู้ป่วยรายนี้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนรายที่ 22 เมื่อติดตามเฝ้าระวังไข้ใน 14 วันพบว่ามีไข้จึงนำตัวเข้าห้องแยกโรค สถาบันบำราศนราดูร จนพบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศจีนรวม 908 ราย โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทางการจีนระบุว่า เพียงวันเดียว มีผู้เสียชีวิตถึง 97 ราย

สำหรับการดำเนินมาตรการด้านต่างๆ เพื่อรับมือกับไวรัสมรณะในประเทศไทยนั้น ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิเสธคำขอเข้าเทียบท่าของเรือสำราญ เอ็มเอส เวสเตอร์ดัม พร้อมผู้โดยสาร 1,455 คน ลูกเรือ 802 คน ที่ออกเดินทางจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อทัวร์เอเชีย 30 วัน แต่หลังจากแวะที่ฮ่องกงเพื่อรับผู้โดยสาร 600 คนแล้ว ตามด้วยฟิลิปปินส์และไต้หวัน ล่าสุดถูกปฏิเสธเทียบท่าที่ญี่ปุ่น ทั้งนี้ ทางการไทยยืนยันว่า เพื่อให้การควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคสามารถดำเนินการได้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับเมื่อมีกระแสข่าวออกไปผ่านสื่อโซเชียล ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก ทั้งที่ยังไม่ได้อนุญาตแต่อย่างใด

ถือเป็นกรณีตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ทุกๆ ประเทศจะต้องใช้มาตรการชนิดเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด ไม่ให้เชื้อโรคนี้เข้าไปในประเทศของตน สำหรับประเทศไทยนับจากวันที่ 8 จนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เป็นเวลารวม 4 วัน พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 1 ราย ซึ่งก็ยังถือว่าอัตราการเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ถึงกระนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อในไทยก็ยังอยู่ในลำดับ 4 รองจากจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งก็ยังต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อสกัดกั้นเชื้อโรคนี้ต่อไป เช่นที่ได้สั่งห้ามเรือสำราญเข้าเทียบท่า ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 23 กำหนดให้มีคณะทำงานประจำช่องทางเข้าออก โดยกฎหมายมอบอำนาจให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่ตรวจผู้เดินทาง พาหนะ การพิจารณาเรื่องการให้เทียบท่าหรือการเข้าเมือง

แต่ถึงกระนั้นการสั่งห้ามเรือเทียบท่า ถือว่าเป็นการควบคุมคนเข้าเมืองแบบเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งค่อนข้างจำกัดพื้นที่หรือสามารถบริหารจัดการได้ กรณีจำเป็นต้องให้เทียบท่าจริงๆ ซึ่งต่างจากการเข้าออกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านช่องทางอื่น เช่นสนามบินหลายแห่งของประเทศ ซึ่งได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดกวดขันมาตั้งแต่เมื่อปลลายเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมควบคุมโรคก็ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศ และต่อมาก็พบว่ามี 2 รายที่ติดเชื้อเพราะทำงานที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว จึงต้องขยายการเฝ้าระวังที่เคยจำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนสู่คนไทยที่ทำงานใกล้ชิดนักท่องเที่ยว นับเป็นมาตรการในระดับเข้มข้นที่จะต้องดำเนินการเชิงรุกต่อไปอย่างต่อเนื่องและนานพอมั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:55 น.
ไพบูลย์ นิติตะวัน,แก้รัฐธรรมนูญ,สิทธิเสรีภาพ,ความมั่นคง
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ

การทำงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แม้จะไม่ปรากฏเป็นข่าวหวือหวา แต่ด้านหนึ่งก็มีการทำงานที่มีความคืบหน้าไปพอสมควร

โดยล่าสุด คณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน มีการเสนอรายงานความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชาวไทย

โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นให้มีการปรับปรุง มาตรา 25 ว่าด้วยการให้บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นให้ปรับปรุงเป็นสองแนวทาง
แนวทางที่ 1 เสนอโดย นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีความเห็นว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเป็นอันตรายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น จากเดิมที่เคยกำหนดให้เรื่องความมั่นคงของรัฐมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายนิกร แสดงความคิดเห็นไว้ในรายงานสรุปความคิดเห็นถึงเหตุผลของการแก้ไขว่า เหตุที่ขอให้ตัดข้อยกเว้นเรื่องความมั่นคงของรัฐเพราะความมั่นคงของรัฐอาจตีความได้หลายมิติ การกำหนดไว้อาจเกิดการตีความที่ทำให้กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินควร
แนวทางที่ 2 เสนอโดย นายชัยเกษม นิติสิริ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่เห็นว่าควรให้ตัดข้อยกเว้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนออกไปทั้งหมด เนื่องจากการที่มาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ในส่วนต้นว่า “การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ” ถือว่าเป็นการกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นหากจะไปกำหนดห้ามมิให้ใช้สิทธิเสรีภาพในเรื่องใดก็ควรนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนั้น

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการยังมีความเห็นในประเด็นอื่นๆ ด้วยว่าควรให้มี การบัญญัติเรื่องสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อที่ประชุมประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการบัญญัติเพิ่มเติมเรื่องสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เคยกำหนดไว้ในหมวด 7 ว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เป็นการรองรับสิทธิของประชาชนที่ควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ นายชำนาญ จันทร์เรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เสนอว่าควรบัญญัติหลักการแห่งการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งไว้ในมาตรา 3 ซึ่งอยู่ในหมวด 1 บททั่วไปว่า “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้โดยประชาชน ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” เพื่อเป็นการรองรับสิทธิของประชาชนในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง
ขณะที่มาตราอื่นๆ ที่สำคัญที่เริ่มมีอนุกรรมาธิการแสดงความคิดเห็นให้แก้ไข เช่น มาตรา 49 ว่าด้วยการให้สิทธิของประชาชนในการร้องโดยตรงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้เลิกการกระทำของบุคคลในการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเสนอแก้ให้ต้องเป็นกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอก่อนผู้ร้องขอถึงจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของอัยการสูงสุดก่อน

ตำรวจต้องทนแรงกดดันอย่าคิดสั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจต้องทนแรงกดดันอย่าคิดสั้น

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:15 น.
ตำรวจ,คิดสั้น,ผู้บังคับบัญชา
เปิดอ่าน 346 ครั้ง

ตำรวจต้องทนแรงกดดันอย่าคิดสั้น คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากคุณ ‘ประพล’ ตำรวจไทยถึงเรื่อง 9 มาตรการที่ผู้บังคับบัญชาเสนอมาเพื่อนำไปปฏิบัติลดการคิดสั้นหรือฆ่าตัวตายของตำรวจไทย และอาจนำไปประยุกต์กับชีวิตของอาชีพอื่นๆ ได้

เวลานี้เราจะเห็นข่าวเรื่องตำรวจฆ่าตัวตายอยู่เสมอเพราะตำรวจมีปืนคู่ชีวิต เรียกว่าใกล้อาวุธร้ายและมีบางคนทนต่อแรงกดดันไม่ไหวเลยหาทางออกโดยการปลิดชีพตัวเอง

อะไรเป็นสาเหตุ? อะไรทำให้ตำรวจเครียด? โปรดอ่านจดหมายต่อไปนี้ดู เพราะสรุปง่ายๆ ว่าตำรวจต้องเจอแต่เรื่องร้ายๆ ไม่ค่อยมีเรื่องดีๆ

ขอร่วมเป็นกำลังใจให้ตำรวจต่อสู้กับชีวิตและงานซึ่งมีมากมาย และทนต่อความกดดันไปได้ด้วยดี
อ๊อด เทอร์โบ


ตำรวจเครียดเพราะอะไร ?
จดหมายจากคุณ ‘ประพล’ ตำรวจไทยต่อไปนี้ อยากจะบอกว่าเป็นวัฒนธรรมหรือวงจรของตำรวจซึ่งมีแต่เรื่องเครียดๆ เข้ามาโดยอาชีพ-การเงิน-การงาน-การดำรงชีวิต ฯลฯ

จนเห็นว่ามีตำรวจฆ่าตัวตายเพราะทนต่อแรงกดดันไม่ไหว จนผู้บังคับบัญชาต้องหาทางป้องกันแก้ไขด้วย 9 มาตรการที่แจ้งมา

ขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจทุกคนและอย่าหาทางออกด้วยการคิดสั้นเลย-หาทางปฏิบัติที่ดีมีอีกมาก โปรดนำไปพิจารณา


ออกมาตรการเข้มข้น
ป้องกันตำรวจฆ่าตัวตาย

ผมเป็นนายตำรวจที่ขออนุญาตไม่แจ้งชื่อและสังกัด แต่อยากจะบอกให้รู้ว่าทุกวันนี้ผมเครียดเหลือเกิน เช่นเดียวกับตำรวจทุกคนก็ว่าได้ และยิ่งเครียดจนถึงกับหวาดผวาเรื่องมีตำรวจฆ่าตัวตาย

ได้มีการตั้งกรรมการตำรวจผู้ใหญ่ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งมี 9 ข้อและขอนำมาแจ้งให้ทราบดังนี้
1.สังเกตพฤติกรรมลักษณะกลุ่มเสี่ยงของข้าราชการตำรวจที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย ให้การช่วยเหลือ ระงับยับยั้งเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิต ช่วยเหลือฟื้นฟูสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจ ตลอดจนติดตามและประเมินความเสี่ยง

2.ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการจัดการชีวิต การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาความรู้ ทักษะเกี่ยวกับจิตเวชเบื้องต้น และการป้องกันการฆ่าตัวตายให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดเพื่อการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต

3.สร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับตำรวจกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งประสานครอบครัวร่วมแก้ปัญหา
4.สร้างเครือข่ายประสานช่วยเหลือตำรวจกลุ่มเสี่ยง เช่น โรงพยาบาลตำรวจ สายด่วนสุขภาพจิตฯ

5.วิเคราะห์ศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรม
6.เชิญ เรียก หรือสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการแก่คณะกรรมการ

7.ให้ประธานคณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานเพิ่มเติมได้
8.ติดต่อประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรและบุคคลเพื่อตรวจสอบรวบรวมหลักฐานหรือข้อมูล ตลอดจนกำหนดแนวทางและวิธีการรองรับการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามความจำเป็น

9.ปฏิบัติการอื่นใดที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตตำรวจและครอบครัวให้เป็นรูปธรรม

ผมไม่ทราบว่าจะมีการนำไปปฏิบัติได้ผลขนาดไหนเพราะเราอยู่ใกล้ปืน และต้องแบกรับอะไรอีกมากมาย และจดหมายฉบับนี้อยากจะบอกพี่น้องตำรวจทุกนายว่า ผู้บังคับบัญชาของเราไม่ได้นิ่งเฉย ดูดายและอยู่แบบตัวใครตัวมัน แต่มีแนวทางปฏิบัติเข้มข้น

คนภายนอกและสังคมมองว่าตำรวจทำอะไรก็ต้องอาศัยเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขอตำแหน่ง โยกย้าย เลื่อนยศและอยู่ภายใต้การเมือง

ผมอยู่ในวงการและรับราชการตำรวจมานาน ก็ต้องยอมรับว่าจริง แต่อย่าลืมว่าตำรวจดีๆ ก็มีเยอะอย่าเหมารวมหมดเลยจะทำให้หมดกำลังใจ-ขอร้องละครับ
ประพล (ตำรวจไทย)


ผู้สูงอายุ-คนแก่พึงปฏิบัติ
อย่าประมาท-ต้องระวัง!

ผมเป็นคนแก่อายุใกล้ 80 ปีแล้ว และวันก่อนได้รับข้อความจากเพื่อนๆ วัยเดียวกันแนะนำมา โดยนำข้อความมาจากท่านอาจารย์ ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ น่าสนใจและขอนำมาเผยแพร่ต่อไป

ขอเรียนให้ทราบว่าคนแก่ต้องระวังและควรปฏิบัติโดยยึดถือหลักการว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที ดังนี้ครับ
1.ให้เดินโดยมีไม้เท้าหรือเกาะราว เมื่อมีราวให้จับอย่ากลัวเสียหน้า ทุกคนถ้าไม่รีบตายไปก่อนต้องเป็น สว.แน่นอน กำลังขาจะลดลง 2.ระวังเมื่อเดินพื้นผ่านระดับ ห้ามเดินถอยหลังและต้องเดินให้ช้าลง 3.เวลาลงจากรถ สว.ควรก้าวลงจากรถให้ช้าลงสักนิด จากนั้นหยุดยืนตั้งตัวสักครู่ก่อนออกเดินไปที่ใดก็ตาม 4.ขึ้นลงบันไดให้เกาะราวจับเสมอ อย่าประมาท พลาดท่าขึ้นมากระดูกแตกหักได้

5.นุ่ง/ถอดกางเกงหรือใส่เสื้อผ้าต้องมีที่เกาะหรือพิงได้ และนั่งสวมใส่จะปลอดภัยกว่า 6.สว.ไม่ควรรับเป็นประธานหรือเจ้าภาพเผางานศพ เพราะท่านจะต้องขึ้นเมรุคนเดียวโดยไม่มีราวจับ แต่ถึงแม้มีราวจับก็ถูกประดับด้วยดอกไม้ นอกจากจะมีคนคอยพยุง เพราะเห็นสะดุดล้มมาหลายรายแล้ว

7.ยืนอาบน้ำต้องมีราวจับหรือมีแผ่นกันลื่นที่พื้นเสมอเพราะจะลื่นล้มง่าย ถ้ามีเก้าอี้นั่งอาบน้ำจะปลอดภัยมากขึ้น 8.ถ้ายืนอาบน้ำในอ่าง เวลาออกจากอ่างต้องระวังให้มากๆ เพราะเท้ามักจะสะดุดขอบอ่างเป็นเหตุให้เสียหลักล้มกระแทกได้ง่ายๆ 9.ไม่ควรใช้บันไดชนิดพาดพิงหรือกางออกทำงานบนที่สูง เพราะมักพลาดตกลงมา 10.ไม่ควรใช้ส้วมนั่งยอง เพราะอาจหน้ามืดล้มได้

11.ไม่ลุกพรวดพราดเวลาถ่ายทุกข์เสร็จหรือตื่นนอนใหม่ๆ ให้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ให้ระบบไหลเวียนเลือดปรับตัวก่อน 12.เข้าห้องน้ำในบ้านต้องไม่ใส่กลอนประตู เพราะถ้ามีเหตุฉุกเฉิน ลูกหลานหรือคนในบ้านจะเข้าช่วยได้ทัน 13.ถ้าจำเป็นต้องขับรถ ให้ขับช้าลงเพราะประสาทคนสูงอายุจะเชื่องช้ากว่าวัยหนุ่มสาว

14.เวลาล้มให้หดมือเก็บห้ามเอามือยัน ถ้าใช้มือยัน 90% แขนหัก ดังนั้นให้ยอมเจ็บตัวฟกช้ำ 1-2 สัปดาห์ก็หาย ดีกว่าแขนหักเจ็บตัวนาน และ 15.อย่าคิดทะนงว่าท่านเป็น สว.ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ คิดแบบนี้เกิดอุบัติเหตุ แขนหัก ขาหัก สะโพกแตกมานักต่อนักแล้ว

จึงเรียนมาเพื่อความปรารถดีและพยายามปฏิบัติตัว อย่าให้เป็น สว.หรือผู้สูงวัยหรือคนที่ป่วยหรือบาดเจ็บจนสร้างภาระให้ลูกหลาน
ศักดา (คนสูงอายุ)


เรียนคุณ ‘ศักดา’ คนสูงอายุ
ผมเองได้รับข้อความนี้มาจากผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเช่นกัน และพอดีได้รับจดหมายของท่านจึงขอเป็นสื่อกลางนำมาและต้องขออนุญาตท่าน ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ เพราะมีประโยชน์มาก

ข้อความต่างๆ ชัดเจนอยู่แล้วและขอเรียนย้ำว่าจงรับสภาพว่าความแก่หรือสูงวัย สูงอายุ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ

จึงควรปฏิบัติตัวและอย่าประมาทว่ายังแข็งแรงเหมือนสมัยก่อน ทุกอย่างย่อมเสื่อมสภาพเป็นธรรมดาของชีวิต
อ๊อด เทอร์โบ


คลุกวงใน วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์  2563

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:34 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,Terminal21,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา
เปิดอ่าน 353 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์  2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร ไม่เว้นวันหยุด ขุดทุกข่าว เล่าทุกความจริง ให้คนอ่านได้รู้ลึก

00000 นายกฯ ลุงตู่ ออกทีวีรวมการเฉพาะกิจ แถลงกรณีเหตุกราดยิงที่โคราช ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 และพระราชทานกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียและเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรับศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์

ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากสำนักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียทุกราย ตลอดจนการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการพิสูจน์หลักฐานและทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อยจนกว่าจะจบภารกิจ พร้อมกันนี้ รับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน”

00000 “พญาเสือ” เป็นนักข่าว เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์ใหญ่ๆ นักข่าวจะถูกด่าทุกที ยิ่งปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปเร็ว เราในฐานะสื่อกระแสหลัก นอกจากต่อสู้กับตัวเองแล้ว ยังต้องต่อสู้กับ สื่อโซเชียล ที่ทุกคนมีมือถือก็ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักสื่อได้เลย บางคนเป็นนักข่าวมีค่าย แต่ก็มีสำนักสื่อส่วนตัวทางเฟซบุ๊ก

00000 สำนักข่าวหลัก รายงานข่าวแย่งเรตติ้ง ส่วนสื่อออนไลน์ แย่งยอดวิว การที่จะหวังให้ กสทช. มาออกกฎเหล็ก เป็นแนวทางปฏิบัติ คงไม่สำเร็จ “พญาเสือ” ขอบอกว่า พวกเราเองควร “เซ็นเซอร์” ตัวเอง จะทำให้การนำเสนอข่าว เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ ที่สำคัญคือ เลิกเห็นแก่ตัว เพื่อผลทางธุรกิจจนลืมหัวอกของผู้สูญเสีย

00000 “พญาเสือ” ยอมรับว่า บ้านเรา ยังไม่มีมาตรการป้องกันกรณี เหตุกราดยิง เหมือนในต่างประเทศ เพราะเราไม่เชื่อว่า เมืองไทย เมืองพุทธ จะมีปฏิบัติการที่บ้าคลั่งโหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ทว่า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว คำถามต่อไปคือ ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก และทำอย่างไรหากสุดวิสัยจริงๆ มีเหตุแบบนี้ ประชาชนและเจ้าหน้าที่ จะต้องทำอย่างไร

00000 เพราะจากปากคำของผู้รอดชีวิต จาก เทอร์มินอล 21 ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้วิธีจะเอาตัวรอดอย่างไร ที่รอดมาได้ถือว่าปาฏิหาริย์ คือในสถานการณ์ความเป็นความตาย ทุกคนกลัวตาย แต่ไม่รู้ว่าจะรอดได้อย่างไร มีวิธีไหน ฉะนั้น “พญาเสือ” เห็นว่า เราต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์ครั้งนี้ ออกมาเป็น “ตำรา” หรือแนวทางปฏิบัติต่อไป และขอให้เลิกคิดว่า เราเมืองไทยเมืองพุทธ จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้

00000 ส่วนที่มีคำเยินยอชื่นชม ผสมเสียงวิจารณ์ กรณี บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พาลูกชาย ร.ต.อ.ชานันท์ แต่งชุดคอมมานโด พร้อมอาวุธครบมือไปบัญชาการที่เกิดเหตุนั้น สุดแท้แต่จะว่าไป “พญาเสือ” ไม่ขอออกความเห็น ให้ฝุ่นที่กำลังตลบอยู่นี้จางลงก่อน ค่อยมาสนทนาธรรมกัน.

ลาเพื่อชาติ สร้าง ‘เพื่อยุทธ’ สานฝัน ‘ชินวัตร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416053?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลาเพื่อชาติ สร้าง ‘เพื่อยุทธ’ สานฝัน ‘ชินวัตร’

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:05 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช,พรรคเพื่อชาติ,พลตทสมศักดิ์ จันทะพิงค์,พลตทสมพงษ์ คงเพชรศักดิ์,ทักษิณ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 42,141 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ก.พ.63

************************

การหาเสียงเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร เขต 2 เงียบเชียบ ต่างจากเลือกตั้งซ่อมนครปฐม และขอนแก่น เหมือนผู้ลงสนามอย่างเพื่อไทย ก็เตรียมใจว่า “พ่าย” ไว้แล้ว

วันก่อน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เพิ่งลงไปช่วย “รองจอม” กัมพล ปัญกุล หาเสียงแถวตลาดสด อ.พรานกระต่าย และ อ.ไทรงาม เทียบกับเลือกตั้งทั่วไปปีที่แล้ว บรรยากาศไม่คึกคักเลย

จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นหน้า พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ขาใหญ่นครสวรรค์ที่มารับผิดชอบการเลือกตั้งกำแพงเพชรหนที่แล้ว เดินทางหาเสียงช่วย “รองจอม” เห็นแต่หน้าอดีต ส.ส.เพื่อไทย สายเหนือ 2-3 คน

พรรคเพื่อยงยุทธ

สำหรับ “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกเดินสายไปทั่วภาคเหนือตอนบน และตอนล่าง ทำกิจกรรมการเมืองในนาม กลุ่มพลเมืองร่วมใจ” ซึ่งก่อการโดย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”  ในฐานะประธานที่ปรึกษา

ยงยุทธ ติยะไพรัช

ส่วน “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เป็นประธานขับเคลื่อนพลเมืองร่วมใจ

ต้นปีนี้ ยงยุทธ-มิตติ ติยะไพรัช และ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ยังนำกลุ่มพลเมืองร่วมใจ มาเดินสายเสวนาเชิงรับฟังความคิดเห็นพบปะประชาชน แถวชายแดนแม่สอด

 มิตติ ติยะไพรัช

กลุ่มพลเมืองร่วมใจ จะพุ่งเป้าไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงดึงลูกชาย “เสี่ยฮั่น” ประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด มาเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่เมืองเหนือ

นัยว่า ยงยุทธอาจคิดการใหญ่ ไม่เอาแล้ว “เพื่อชาติ” พรรคเฉพาะกิจ เพื่อส่งลูกสาวตัวเองเป็น ส.ส. ขอปั้นพรรคใหม่ตอบโจทย์เจนเนอเรชั่นเดียวกับพรรคส้มหวาน

ฉลามดำ “สายแม้ว”

ก่อนจะเข้ามาเล่นการเมือง “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” เกิดที่เชียงใหม่ ศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย เริ่มต้นเป็นผู้หมวดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ วนเวียนอยู่ปากน้ำโพ ก่อนได้เข้าร่วมทีมเฉพาะกิจ “ฉลามดำ” ของ “พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์” มือปราบรุ่นพี่

พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ พล.ต.ท.สมศักดิ์ ย้ายกลับบ้านเกิดเป็น ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ จากนั้น ยุค คสช.ลงสมรภูมิชายแดนใต้อีก 3 ปี ก็เลื่อนเป็นจเรตำรวจ

นัยว่าชีวิตราชการตำรวจของ พล.ต.ท.สมศักดิ์ ไม่ราบรื่น เพราะป้ายยี่ห้อ “แม้ว-เจ๊แดง” แต่การได้เป็น ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่หนนั้น เพราะเพื่อนรัก พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล สมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ช่วยอุ้มกลับบ้าน

พล.ต.ท.สมศักดิ์ ในนามพลเมืองร่วมใจ

ปี 2561 พล.ต.ท.สมศักดิ์ ลาออกจากราชการตำรวจ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคมาแต่ยุค พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค

แว่วข่าวว่า สมศักดิ์แอบคุยกับกลุ่มก๊วนการเมืองในเมืองสี่แคว ขอลงนายก อบจ. โดยไม่มีสีเสื้อเพื่อไทย เรียกว่าปรองดองเฉพาะกิจ

ฉลามดำ “สายเนวิน”

ส่วนผู้ก่อการตัั้งหน่วย “ฉลามดำ” คือ พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์” อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เป็นคนอำเภอลาดยาว จ.นครสวรรค์ แม้จะเกษียณอายุราชการมาแล้วหลายปี สติกเกอร์ข้อความ “เราชอบคนรักกัน” พร้อมโลโก้ “ฉลามดำ” ยังคงติดตาชาวปากน้ำโพ

พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์

สมาชิกหน่วยฉลามดำ ที่ผู้คนยังพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจาก พล.ต.ท.สมพงษ์ ก็มี พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ และฉลามดำชั้นประทวนอย่าง ร.ต.ต.วรจำเริญ วรทอง”

เมื่อ “เนวิน ชิดชอบ” ตั้งพรรคภูมิใจไทย และหาคนสมัคร ส.ส.ในนครสวรรค์ จึงใช้บริการคนกันเองอย่าง “พล.ต.ท.สมพงษ์” ช่วยคัดสรรคนลงสนามเลือกตั้ง

พล.ต.ท.สมพงษ์ ได้เลือกลูกน้องเก่าอย่าง ร.ต.ต.วรจำเริญ วรทอง ส.อบจ.นครสวรรค์ เป็นแม่ทัพปากน้ำโพ สมัยเลือกตั้งปี 2554

จริงๆ แล้ว ช่วงปี 2553 “ร.ต.ต.จำเริญ” ลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครสวรรค์ แต่พ่าย “มานพ ศรีผึ้ง” ส.อบจ.นครสวรรค์ เขต อ.ท่าตะโก ซึ่งตอนนั้น “เนวิน” ก็สนับสนุน “จำเริญ” ทีมฉลามดำสู้ศึกท้องถิ่น

ชาดา ไทยเศรษฐ์  แม่ทัพหาเสียงนครสวรรค์

เลือกตั้งปี 2562 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย “มานพ” ก็ย้ายตามมาด้วย และลงสมัคร ส.ส.เขต 4 นครสวรรค์ ได้เป็น ส.ส. แต่ “วรจำเริญ” พรรคเดียวกัน สอบตกที่เขต 3

หากฉลามดำ “สมศักดิ์” จะลงชิงนายก อบจ.นครสวรรค์ เที่ยวหน้า ก็คงต้องถาม “ชาดา” และฉลามดำรุ่นใหญ่ “สมพงษ์” ว่าโอเคมั้ย?

“จ่าโคราช” ระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จ่าโคราช” ระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหาร

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:24 น.
Terminal21,จ่าคลั่ง,อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน
เปิดอ่าน 3,198 ครั้ง

“จ่าโคราช” ระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหาร คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนาง บางปะกง

เป็นคืนเพ็ญสีเลือดที่ชาวโคราชต้องจดจำไปอีกนาน กรณี จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ก่อเหตุสะเทือนขวัญยิงคู่อริเสียชีวิต ก่อนที่จะขับรถฮัมวีออกจากค่ายทหารมายังห้างสรรพสินค้าย่านใจกลางเมืองนครราชสีมา ใช้อาวุธปืนกราดยิงประชาชนเจ็บตายมากมาย

ปมแค้นของ “จ่าคลั่ง” คนนี้ตามรายงานข่าวว่า มีมูลเหตุมาจากโครงการจัดสรรที่ดินสร้างบ้านพัก เพื่อขายให้บรรดาทหาร ซึ่งโครงการนี้มีนายหน้าเป็นตัวกลางทำหน้าที่ขายและจดจำนองให้ลูกค้า แต่เคลียร์ผลประโยชน์ไม่จบจึงเกิดโศกนาฏกรรม

อย่างไรก็ตามความไม่ชอบมาพากลเรื่องนายหน้าค้าขายที่ดินเป็นเหตุปัจจัยภายนอก แต่เรื่องสุขภาพจิต ปมลึกในใจของจ่าคลั่งก็เป็นเหตุปัจจัยภายใน

ธุรกิจในค่ายทหารเป็นความสัมพันธ์กันระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” คำว่า “นาย” กับ “ลูกน้อง” ไม่ได้มีเฉพาะกองทัพ หากกล่าวโดยรวมทั้งระบบราชการไทย อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องระบบอุปถัมภ์ว่า “ผู้อุปถัมภ์เป็นผู้ซึ่งมีฐานะทางสังคมสูง มีอำนาจ และบารมีทั้งในทางการเงินและการปกครองบริหาร ขณะเดียวกันบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะดังกล่าวก็จำต้องมีลูกน้องคอยประดับบารมี ตลอดทั้งคอยช่วยเหลือในการทำงาน ทำราชการ เพราะจะอยู่โดดเดี่ยวแต่ผู้เดียวไม่ได้”

อาจารย์ลิขิตยังชี้ว่า “สภาวะดังกล่าวได้นำไปสู่ศิลปะแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ หรือที่เรียกว่าระหว่างนายกับลูกน้อง โดยฝ่ายที่เป็นผู้อ้ปถัมภ์จะต้องผูกใจลูกน้องได้ด้วยการมีใจนักเลง ถึงลูกถึงคน เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อลูกน้อง ทั้งในทางตำแหน่งหน้าที่ ในทางการเงิน”

ดังที่รู้กันระบบราชการทหารเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ที่สูง อัตราความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานจะขึ้นอยู่กับ “ผู้ใหญ่” ของเหล่าทหารนั้นๆ

กล่าวเฉพาะกองทัพบกก็ขึ้นอยู่กับ “รุ่น” ที่จบจาก “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า” หรือที่ภายในระบบของทหารเรียกว่า “ลำดับอาวุโส” มาโดยตลอด

ปี 2558 เคยมีงานวิจัยเรื่อง “ความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในกองพลทหารราบที่ 9” โดย นรินทร์ กุลธนาพงศ์, วัชรินทร์ ชาญศิลป์ และวัลลภ รัฐฉัตรานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนั้นคือ นายทหารประทวน และนายทหารสัญญาบัตร สังกัดกองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

ผลการวิจัยพบว่ามีความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์อยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาในรายข้อพบว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่สูงที่สุดในเรื่อง “ไม่ขายเพื่อนคือข้อคิดในการทำงานที่ดี” และรองลงมาคือเรื่อง “บุญคุณต้องทดแทน” เป็นค่านิยมที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าควรกระทำต่อไป

ตัวอย่างกรณีผลประโยชน์ที่ได้รับมักจะควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ส่วนตัว การออกฝึกหรือการทำภารกิจต่างๆ ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านภายในหน่วยทหารนั้น ผู้บังคับบัญชามีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน การคัดเลือกนั้นขึ้นอยู่กับ “ความสนิทและความสัมพันธ์ส่วนตัว” คอร์รัปชั่นจึงมาจากความคิดของคนที่มองตัวเองว่า มีพันธะทางสังคมที่ต้องปฏิบัติต่อกัน

ตัวอย่างกรณีที่มีความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์น้อยที่สุดอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการทำงาน การลงโทษ หรือการพิจารณาความดีความชอบจากผู้บังคับบัญชา แต่การใช้ระบบอุปถัมภ์มากเกินไปอาจทำให้เกิดความระส่ำระสาย เกิดการเสียขวัญกำลังใจในการทำงานของทหารที่อยู่นอกวงอุปถัมภ์

มีการสรุปผลวิจัยในหัวข้อดังกล่าวข้างต้นดังนี้ 1.ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์มากกว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป

2.สถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่ของทหารจำเป็นต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ในการทำงานมากกว่าผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาของทหารโดยตรง 3.ชั้นยศที่ต่ำกว่าสัญญาบัตรต้องการผู้อุปถัมภ์เพื่อความก้าวหน้ามากว่าทหารสัญญาบัตร

สรรพสิ่งมี 2 ด้าน ด้านบวกของระบบอุปถัมภ์ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีพี่ มีน้อง มีรุ่น มีเพื่อน แต่ด้านลบก็เป็นกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบของ “นาย” ที่มีต่อ “ลูกน้อง”

อยากเห็นผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน หรือคนต่อไป ได้ตระหนักถึงระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหารและเอาใจใส่ปมขัดแย้งนาย-ลูกน้อง อย่าปล่อยให้เกิด “จ่าคลั่ง” คนใหม่

สิทธิหายใจในอากาศสะอาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิทธิหายใจในอากาศสะอาด

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:40 น.
ฝุ่นพีเอ็า25,มลพิษ,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 437 ครั้ง

สิทธิหายใจในอากาศสะอาด คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ แต่สถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในปีที่แล้ว

อ่านข่าว… ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แก้ปัญหาอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมกันอธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทั้งในเชิงวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย กฎหมาย และเภสัชกรรม

รศ. ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการเสวนา อธิบายในแง่มุมกฎหมายว่า บัญญัติศัพท์ว่าอากาศสะอาด หรือ Clean Air ถือเป็นคำศัพท์ใหม่ในทางกฎหมาย เพราะที่ผ่านมานิยมใช้คำว่ามลพิษทางอากาศ

“พูดในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นฮอตมาก แต่ที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด เพราะเรามักจะโฟกัสกับเรื่องฝุ่นเสียมากกว่า แต่ในครั้งนี้อยากให้ทุกคนตั้งคำถามถึงสิทธิที่เราต้องการในฐานะประชาชนคนไทย หรือก็คือสิทธิที่เราจะมีอากาศสะอาดหายใจ”

อาจารย์คนึงนิจอธิบายเสริมว่า อากาศที่สะอาดนับว่าเป็นสิทธิในชีวิตรูปแบบหนึ่ง เพราะอากาศสะอาดทำให้เรามีสุขภาพที่ไม่ย่ำแย่ และตายก่อนวัยอันควร หากมีอะไรมากระทบทำให้ชีวิตไม่เป็นไปตามปกติสุข หรือทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ และต้องตายก่อนวัยอันควรโดยไม่ยินยอม นับว่าเราถูกละเมิดสิทธิ

นอกจากนี้ หากมีผู้เสียประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว และมีผู้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ นับว่าเป็นความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติและยัดเยียดสถานการณ์ที่มีปัญหาแก่คนกลุ่มหนึ่ง

เมื่อกล่าวถึงการใช้กฎหมายสำหรับแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นในขณะนี้ อาจารย์คนึงนิจอธิบายว่าต้องใช้กฎหมายระดับแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และต้องใช้กฎหมายหลายฉบับในการแก้ไข มิฉะนั้นจะเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด และยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมา

“ขอเรียกว่า กฎหมายอากาศสะอาดสูตร Reform Plus เป็นเครื่องมือคว้านลึกความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน ถ้าใช้กฎหมายฉบับเดียวแก้ไขคงเป็นไปไม่ได้”

อาจารย์คนึงนิจ อธิบายเสริมว่า สถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม ณ ปัจจุบัน เปรียบเสมือนปลายน้ำ หรือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สามารถมองเห็น ในทางกลับกัน ปัญหาเชิงวัฒนธรรม และปัญหาเชิงโครงสร้างคือต้นตอหลักของปัญหาดังกล่าวกลับมองไม่เห็นออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

“พอมองไม่เห็นชัดเจนทำให้เราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ตัวอย่างเช่น ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม หรือการที่ไม่หลุดพ้นจากระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบไทยๆ รวมถึงเหตุการณ์ที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็เป็นช่องว่างและรอยร้าวที่ทำปัญหาทวีคูณ”

อาจารย์คนึงนิจชี้ว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เป็นการย้ำอยู่กับที่และไม่ช่วยให้ปัญหาดังกล่าวถูกแก้ไขอย่างตรงจุด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เน้นแต่การลงโทษ แต่ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้เกิดอากาศสะอาด

“เราต้องออกกฎหมายที่มีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย เพราะต้องเป็นการออกแบบเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ปล่อยอากาศเสีย การออกแต่กฎหมายลงโทษอย่างเดียวยังไม่ดึงดูดมากพอ”

นอกจากนี้ อาจารยคนึงนิจยังชี้อีกว่า การออกนโยบายเชิง Top Down หรือการสั่งการจากข้างบน การสนใจแต่ตัวเลขการประเมิน หรือตัวเลข KPI ของสังคมไทย รวมถึงการตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาเป็นรูปแบบคณะกรรมการแห่งชาติในชื่อต่างๆ อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

“เพราะเอาเข้าจริง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 คือภาพสะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน Unsustainable Growth เพราะในทางหนึ่งเราบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน ไม่แน่นอน เราไม่มี Green GDP และไม่ได้สะท้อนค่าใช้จ่ายทางสิ่งแวดล้อมที่เราเสียไป กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ดึงดูดนักลงทุนเพื่อให้เข้ามาลงทุนง่ายขึ้น”

อาจารย์คนึงนิจเสริมว่า ประชาชนคนไทยย่อมมีสิทธิในชีวิตของตัวเอง ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศสะอาด ขณะเดียวกัน รัฐเองก็มีหน้าที่ มีอำนาจ มีความรับผิดชอบต้องทำให้สิทธินั้นๆ เกิดขึ้น รัฐมีหน้าที่เคารพ ปกป้อง และเติมเต็ม (Respect, Protect, Fulfill) สิทธิของประชาชน แต่หากรัฐไม่สามารถทำได้ รัฐต้องรับผิดชอบ และประชาชนสามารถฟ้องศาลได้

“สิ่งที่ควรจะทำด่วนที่สุดคือทำให้มีกฎหมายอากาศสะอาดสูตร Reform Plus โดยเร็วที่สุด เพราะหากรัฐไม่ทำอะไรเลย ประชาชนก็จะเหลือสิทธิแค่ว่าจะตายแบบใด และถูกยัดเยียดความตายทั้งที่ไม่เต็มใจ นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นความล้มเหลวของการบริหารนโยบายของรัฐอีกด้วย” อาจารย์คนึงนิจกล่าวสรุป