กลับไม่ได้ เสียงจาก ‘กี้ร์’ ขอปั้นตัวแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลับไม่ได้ เสียงจาก ‘กี้ร์’ ขอปั้นตัวแทน

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:55 น.
กี้ร์,อริสมันต์,ชูธงทวนกระแส,พรานข่าว,เจาะประเด็นร้อน,แกนนำ นปช,วันชนะ เกิดดี
เปิดอ่าน 8,894 ครั้ง

กลับไม่ได้ เสียงจาก ‘กี้ร์’ ขอปั้นตัวแทน คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

****************************

บ่อยครั้งที่เราอาจได้ยินได้ฟังบทสัมภาษณ์จากแกนนำ นปช. อย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่พูดถึงเรื่องคดีความอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมือง และการต้องรับโทษทัณฑ์ตามกบิลเมือง

“ชะตากรรมเหล่านี้ เป็นเรื่องของความยากลำบาก เรามีหน้าที่ยอมรับชะตากรรม แต่บางเรื่องมันหมดหนทาง …มันเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะสู้กันอย่างไร ติดคุกก็ติดมาแล้ว ทุกอย่างสารพัดที่จะโดน น้อมรับชะตากรรมทุกอย่าง ก็ยังจะต้องมาโดนอย่างนี้กันอีก แต่ทั้งหมดเราก็ยังต้องเคารพกระบวนการยุติธรรมนี้อยู่ เพียงแต่เราปรับทุกข์ให้ฟัง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย”

เมื่อไม่นานมานี้ จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมแกนนำ นปช. ที่ต้องโทษคดีการเมืองจากคำพิพากษาศาลฎีกา กรณีร่วมกันชุมนุมและขัดขวางการประชุมอาเซียน ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่เมืองพัทยา เมื่อปี 2552 ประกอบด้วย วรชัย เหมะ, สำเริง ประจำเรือ, สิงห์ทอง บัวชุม, ศักดา นพสิทธิ์ และพงษ์พิเชฐ สุขจินดาทอง ส่วนพายัพ ปั้นเกตุ ย้ายไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

แกนนำ นปช.ที่ต้องโทษคดีเดียวกัน อย่าง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่งระหว่างนี้ กำลังมีการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กำแพงเพชร เขต 2

วันก่อน นคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย และผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร เพื่อขอให้ดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เนื่องจากมีประชาชนในกำแพงเพชร รู้เห็นความเคลื่อนไหวของจำเลย รู้ว่าไปซื้อกับข้าวที่ไหน รู้ว่านอนที่ไหน รู้ว่าเคลื่อนไหวช่วยลูกชายที่กำลังสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ส่วนแกนนำ นปช.อีก คน นำโดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรองธนกฤต ชะเอมน้อย(วันชนะ เกิดดี) และนิสิต สินธุไพร คาดว่า ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน วันชนะ เกิดดี” นักร้องลูกทุ่งชาวเพชรบุรี ที่มีผลงานเพลงโด่งดังในช่วงปี 2538-2540 ยังใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวสื่อสารกับคนเสื้อแดง ส่วนใหญ่จะนำ “เพลงการเมือง” ที่เขาร้องไว้สมัยแดงทั้งแผ่นดิน มาโพสต์หน้าเฟซบุ๊ก

อย่างเมื่อ 23 ธันวาคม 2562 วันชนะโพสต์เพลง “ลมหายใจของผู้ไม่แพ้” ขับร้องโดย วันชนะ เกิดดี และอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และ “กี้ร์ อริสมันต์” เป็นผู้เขียนคำร้อง

เพลงลมหายใจของผู้ไม่แพ้

ในคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ มีแฟนคลับเสื้อแดงมาให้กำลังใจ “ขอให้ได้กลับบ้านโดยเร็ววันนะคะ ทุกคนค่ะ บุญรักษาค่ะ” วันชนะตอบทันที “10 ปีแหละครับ”

เมื่อต้นปี 2563 “อริสมันต์” เริ่มโพสต์เฟซบุ๊กสื่อสารกับคนเสื้อแดง ด้วยการอวยพรปีใหม่ว่า “ปีใหม่นี้ขอให้ทุกๆ ท่าน มีแต่ความสุข ทั้งใจกาย สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ธุรกิจดีเติบโต ค้าขายมีกำไร ร่ำรวยเงินทอง ทรัพย์สินเพิ่มพูน ครอบครัวมั่นคง..”

วันที่ 26 มกราคม 2563 อริสมันต์ โพสต์อีกว่า “ผมอาจจะไม่มีทางกลับไปที่ ที่ผมจากมา แต่ไม่นาน เวลาจะพาผมกลับไป และอีกไม่นาน ผมจะสร้างตัวแทนที่ดีกว่า เก่งกว่า หล่อกว่า ไปร้องเพลงให้ฟัง และเมื่อโตขึ้นเขาจะไปรับใช้ประชาชนที่ผมรัก สร้างความเจริญให้ประเทศที่ผมเกิด”

อริสมันต์ ในประเทศเพื่อนบ้าน

ช่วงปี 2553-2554 อริสมันต์ และแกนนำ นปช.กลุ่มหนึ่ง ได้หลบหนีเข้ากัมพูชา มีคอนเนกชั่นแนบแน่นกับ “ญาตินักการเมือง” ประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้รับการช่วยเหลือจากคุณหญิงฮุน เซน นี เจ้าของโรงงานการ์เมนท์ที่ใหญ่ที่สุดในพนมเปญ และธุรกิจด้านการเกษตร

เนื่องจากคุณหญิงฮุน เซน นี มีธุรกิจในเมืองไทยด้วย จึงเดินทางมากรุงเทพฯ และแถวปริมณฑลบ่อย ได้รู้จักมักคุ้นกับแกนนำ นปช.หลายคน โดยเฉพาะนักร้องเสียงทองอย่างอริสมันต์

หลายคนสงสัยว่า เหตุใดแกนนำ นปช.คนอื่นๆ จึงไม่ไปหลบภัยในประเทศเพื่อนบ้านเหมือนอริสมันต์ และพวก ก็ได้คำตอบว่า การอาศัยอยู่ในต่างแดน ต้องใช้เงินเยอะ และมีคอนเนกชั่นพิเศษ

แกนนำคนเสื้อแดงที่พร่ำบอกกับมวลชนว่า “คนเท่ากัน” แต่ในชีวิตจริงของพวกเขา ก็ไม่เท่ากัน ใครมีเส้นสายก็สุขสบาย ไม่ต้องมานอนคุกเหมือนนักโทษทั่วไป

อ่วม.. ออกกฎเก็บค่าจอดรถใน อปท. ไม่เว้นมอเตอร์ไซด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416548?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่วม.. ออกกฎเก็บค่าจอดรถใน อปท. ไม่เว้นมอเตอร์ไซด์

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:30 น.
เก็บค่าจอดรถ,มอเตอร์ไซด์,อปท,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เปิดอ่าน 2,105 ครั้ง

คนมีรถอ่วม ออกกฎคิดค่าจอดรถใน อปท. ไม่เว้นแม้แต่มอเตอร์ไซค์

11 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

1.ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับขนาดความหนาแน่นในการจราจร รายได้ และขีดความสามารถในการใช้บังคับให้เป็นไปตามกฎหมายที่จะบังคับแก่เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ….

เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดระเบียบการจอดรถของเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล โดยกำหนดให้พื้นที่ที่ประชาชนมาชุมนุมกัน เช่น ตลาด ที่อยู่อาศัย สถานที่ราชการ สถานศึกษา สถานพยาบาล สถานที่ท่องเที่ยว พื้นที่ที่มีการประกอบการพาณิชย์หรือการค้าขายหรือการอุตสาหกรรม และมีความหนาแน่นในการจราจร จำเป็นต้องจัดให้มีที่จอดรถในทางหลวงหรือที่สาธารณะและจัดระเบียบการจอดรถ มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการจัดระเบียบการจอดรถ มีความพร้อมในการจัดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ วัสดุอุปกรณ์ และการบริหารจัดการ

2.ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจอดรถในที่จอดรถ ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายรถ และค่าดูแลรักษารถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. …. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและอัตราค่าใช้จ่าย ดังนี้

       ค่าธรรมเนียมในการจอดรถ
1. รถจักรยานยนต์ ชั่วโมงแรก 5 บาท ชั่วโมงต่อไป 10 บาท
2. รถยนต์ขนาดไม่เกิน 4 ล้อ ชั่วโมงแรก 10 บาท ชั่วโมงต่อไป 20 บาท
3. รถยนต์ขนาด 6 ล้อ ชั่วโมงแรก 20 บาท ชั่วโมงต่อไป 30 บาท
4. รถยนต์ขนาด 8 ล้อ ชั่วโมงแรก 30 บาท ชั่วโมงต่อไป 40 บาท
5. รถยนต์ขนาด 10 ล้อ ชั่วโมงแรก 40 บาท ชั่วโมงต่อไป 60 บาท
6. รถยนต์ขนาดเกิน 10 ล้อ ชั่วโมงแรก 50 บาท ชั่วโมงต่อไป 80 บาท
7. ยานพาหนะทางบกประเภทอื่น ชั่วโมงแรก 50 บาท ชั่วโมงต่อไป 80 บาท

กำหนดอัตราค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถได้ไม่เกินอัตราคันละ 500 บาท ส่วนอัตราค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายรถ ดังนี้
1. รถจักรยานยนต์ คันละ 500 บาท
2. รถยนต์ขนาดไม่เกิน 4 ล้อ คันละ 1,500 บาท
3. รถยนต์ขนาด 6 ล้อ คันละ 1,500 บาท
4. รถยนต์ขนาด 8 ล้อ คันละ 2,000 บาท
5. รถยนต์ขนาด 10 ล้อ คันละ 2,000 บาท
6. รถยนต์ขนาดเกิน 10 ล้อ คันละ 2,500 บาท
7. ยานพาหนะทางบกประเภทอื่น คันละ 2,500 บาท
    อัตราค่าดูแลรักษารถที่ถูกเคลื่อนย้าย
1. รถจักรยานยนต์ คันละ 200 บาท
2. รถยนต์ขนาดไม่เกิน 4 ล้อ คันละ 300 บาท
3. รถยนต์ขนาด 6 ล้อ คันละ 500 บาท
4. รถยนต์ขนาด 8 ล้อ คันละ 500 บาท
5. รถยนต์ขนาด 10 ล้อ คันละ 500 บาท

6. รถยนต์ขนาดเกิน 10 ล้อ คันละ 500 บาท
7. ยานพาหนะทางบกประเภทอื่น คันละ 500 บาท

3. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ….

3.1 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกรณีจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นมากกว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการเอง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดำเนินการ สิทธิและประโยชน์ของผู้บริการและผู้ให้บริการ

3.2 กำหนดให้การมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีรายได้ค่าธรรมเนียมที่เอกชนเรียกเก็บไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

3.3 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำสัญญากับเอกชน ซึ่งมีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนตามแบบสัญญาที่ มท. กำหนด โดยความเห็นชอบของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่หากเป็นแก้ไขสัญญาในประเด็นสำคัญให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา

ที่มา : เว็บไซต์เนชั่นสุดสัปดาห์ 

เปลี่ยนผ่านศาลรธน. ชี้ชะตา ‘อนาคตใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปลี่ยนผ่านศาลรธน.  ชี้ชะตา ‘อนาคตใหม่’

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:25 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยุบไม่ยุบพรรค
เปิดอ่าน 1,386 ครั้ง

เปลี่ยนผ่านศาลรธน.  ชี้ชะตา ‘อนาคตใหม่’

ยิ่งใกล้ 21 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่มากเท่าไร ก็เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเชื่อมโยงและมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังวุฒิสภาเพิ่งมีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา 2.นายวิรุฬ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 3.นายจิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 4.นายนภดล เทพพิทักษ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จากผู้ที่ผ่านการสรรหาจำนวน 5 คน

อ่านข่าว… ลุ้นคดียุบพรรคไปด้วยกันอนาคตใหม่ถึงถึงขั้นแจกยาดม
การเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร กล่าวคือ กว่าที่วุฒิสภาจะสามารถลงมติให้ความเห็นชอบได้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่าที่ประชุมวุฒิสภาต้องมีมติขยายเวลาการทำงานให้แก่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อฯ ที่มี พล.อ.อู้ด เบื้องบน ส.ว. เป็นประธานมาแล้วถึง 4 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นจะเข้ามาแทนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเดิมที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดีทางการเมืองหลายคดีที่ผ่านมา ได้แก่ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาล นายชัช ชลวร นายบุญส่ง กุลบุปผา นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี และนายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับการสรรหา ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 คนได้ทำหน้าที่ต่อจนถึงปัจจุบัน

เมื่อหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องพ้นจากตำแหน่งมีประธานศาลรัฐธรรมนูญรวมอยู่ด้วย ทำให้จะต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันจำนวน 4 คน กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ 4 คน เพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนประธานศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561

อย่างไรก็ตาม แม้วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 4 คนไปแล้ว แต่ยังต้องรอให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวลาออกจากทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน จึงเท่ากับว่าคดีการยุบพรรคอนาคตใหม่ยังคงอยู่ในมือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันทั้ง 9 คนตามเดิม ด้วยเหตุนี้ทำให้ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ออกมาระบุว่าคดียุบพรรคอนาคตใหม่อาจเป็นงานทิ้งท้ายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังพ้นจากตำแหน่งทั้ง 5 คน

“ก่อนหน้านี้เคยมีการวิเคราะห์กันว่าการตัดสินคดีในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็เพื่อสกัดไม่ให้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ต่อมามีการวิเคราะห์อีกว่าที่ต้องตัดสินวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็เพราะมาพัวพันกับการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ 5 ท่านอาจจะเข้าไปแทนรายชื่อเดิม ดังนั้น หากเป็นไปตามที่ผู้สื่อข่าวได้วิเคราะห์ ก็เป็นไปได้ว่า 5 ท่านที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งจะตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่เป็นคดีสุดท้ายก่อนพ้นจากตำแหน่งหรือไม่” ข้อสังเกตจากเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ยังคงมีความพยายามทุกวิถีทางในการต่อสู้คดียุบพรรคอนาคตใหม่ทุกประตู โดยเฉพาะกับการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดการไต่สวน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกร้องเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีนี้มาให้ข้อมูลต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ที่กำหนดการวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะต้องถูกเลื่อนออกไป เพราะต้องฟังข้อมูลจากพยานที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นเข้ามาก่อน

ไม่เพียงเท่านี้ หากวันตัดสินถูกเลื่อนออกไป แน่นอนว่าย่อมเปิดโอกาสที่ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะได้เข้าสู่ตำแหน่งอย่างเป็นทางการมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะเข้ามาร่วมพิจารณาคดียุบพรรค ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการช่วยให้พรรคอนาคตใหม่มีเวลาต่อสู้คดีได้มากขึ้น

ดังนั้นระยะเวลาที่เหลือจนกว่าจะถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นต่อคำร้องของพรรคอนาคตใหม่อย่างไร และหากว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ย่อมทำให้อนาคตของพรรคอนาคตใหม่อาจเจอจุดเปลี่ยนที่สำคัญเช่นกัน

กรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อไรจะเลิกตีกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อไรจะเลิกตีกัน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:00 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ปารีณา ไกรคุปต์,กรรมาธิการ ปปช,สิระ เจนจาคะ
เปิดอ่าน 896 ครั้ง

กรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อไรจะเลิกตีกัน โดย…   ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในเว็บไซต์ของกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร เขียนไว้ว่ามีหน้าที่หลักคือ “มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ”

อ่านแล้วพบว่าเป็นข้อความที่ดูดีถ้าทำได้ทำจริง ด้วยการอุทิศเวลาไปกับการหาข้อมูลการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข แต่ที่ผ่านมาพบแต่ข่าวกรรมาธิการทะเลาะกันเอง ขุดคุ้ยและแฉกันเองแบบจงใจห้ำหั่นกัน เหมือนเป็นคู่กัดกันแต่ชาติปางก่อนหรือมีเคมีไม่ตรงกัน ไม่ทราบว่ากรรมาธิการ ป.ป.ช. จะตระหนักหรือไม่ว่าประชาชนเขาเบื่อพฤติกรรมพวกท่านแค่ไหน ถ้าไม่รู้จะขอทบทวนให้ฟังถึงผลการสำรวจของนิด้าโพล เมื่อ 1 ธันวาคม 2562 เรื่อง ปัญหาในกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความขัดแย้งในกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 51.71 ระบุว่า น่าเบื่อ ควรหยุดทะเลาะกัน หันมาทำงานให้ประชาชนได้แล้ว รองลงมา ร้อยละ 24.74 ระบุว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธานกรรมาธิการที่แข็งแกร่ง มีจุดยืน ร้อยละ 12.33 ระบุว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นประธานกรรมาธิการที่แข็งกร้าวเกินไป ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ประธานเสนอแต่เรื่องเดิมๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น เรื่องการถวายสัตย์ของนายกฯ ร้อยละ 9.71 ระบุว่า กรรมาธิการที่มีอายุน้อยบางคนไม่มีสัมมาคารวะในการพูดกับประธานที่มีอาวุโสมากกว่า ร้อยละ 6.68 ระบุว่า ประธานยึดมั่นในความถูกต้อง เสนอให้กรรมาธิการพิจารณาเรื่องที่สำคัญ ร้อยละ 4.46 ระบุว่า ประธานไม่มีวุฒิภาวะในการโต้เถียงกับกรรมาธิการที่มีอายุน้อยกว่า ร้อยละ 4.06 ระบุว่า กรรมาธิการบางคนสนใจแต่จะปลดประธาน ไม่ทำอย่างอื่นเลย ร้อยละ 1.27 ระบุว่า กรรมาธิการบางคนจำเป็นต้องเสนอปลดประธานเพื่อให้การทำงานของกรรมาธิการไปต่อได้

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์) พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.57 ระบุว่าไม่ควรเปลี่ยนประธาน รองลงมา ร้อยละ 34.77 ระบุว่า ควรเปลี่ยนประธาน ร้อยละ 17.18 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงระดับความขัดแย้งหากมีการเปลี่ยนประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 46.38 ระบุว่า ความขัดแย้งในกรรมาธิการจะยังคงเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 24.82 ระบุว่า ความขัดแย้งในกรรมาธิการจะลดลง ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ความขัดแย้งในกรรมาธิการจะมากขึ้น

ในกรรมาธิการ มีบุคคล 3 คนที่ทำให้การทำงานของกรรมาธิการ ดำเนินไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยคนหนึ่งก็พูดแต่เรื่องเดิมๆ เหมือนพายเรือในอ่าง อีกสองคนก็สนใจแต่จะปลดประธานกรรมาธิการ และป่วนการประชุม
ขอเริ่มจากคนแรก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่เป็นถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควรจะหยุดหมกมุ่นกับเรื่องเดิมๆ ที่ไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ขึ้นมา เช่น ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินมาแล้ว ก็ควรจะจบได้แล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ควรจะใช้ความรู้ สติปัญญา และสมรรถนะที่มีในการทำงานตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นมากกว่าพายเรืออยู่แต่ในอ่างเดิมแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรให้ประชาชนเลย ในขณะเดียวกันด้วยความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกรรมาธิการ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ควรจะมีความอดทนหนักแน่นมากกว่านี้มากๆ…จากการถูกยั่วยุให้โมโหโดยกรรมาธิการที่มีวัยวุฒิต่ำกว่า แต่ไร้มารยาท การเป็นประธานกรรมาธิการ แต่หลุดคำพูดที่ไม่เหมาะสมออกมาจะถูกมองว่าไม่มีวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ควรจะเลิกสนใจการกระทำที่ยั่วโมโหเหล่านั้นแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานให้ประชาชนดีกว่า เพราะเท่าที่ได้ข่าวมาจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการคนหนึ่งว่า ประธานกรรมาธิการเป็นคนมีความตั้งใจ ขยันติดตามงานตลอด ในขณะที่ผลโพลล์ในเดือนธันวาคม ก็บอกอยู่แล้วว่าประชาชนยังสนับสนุนให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ทำงานต่อ ฉะนั้นหยุดสนใจเรื่องไร้สาระแล้วหันมาทำงานได้แล้ว
คนที่สอง ปารีณา ไกรคุปต์ ที่เป็น ส.ส. มาแล้วถึง 4 สมัย การศึกษาก็ดี ในขณะที่คุณพ่อทวี ไกรคุปต์ ก็เป็นอดีต ส.ส.รุ่นเก่าลายครามน้ำดี ที่คิดว่าน่าจะสั่งสอนสิ่งดีๆ และการเป็นส.ส.ที่ดีให้ลูก (แต่ไม่รู้ว่าลูกฟังหรือเปล่า) ปารีณาจะทำอะไรก็ให้นึกถึงหน้าพ่อและชาวราชบุรีที่เลือกปารีณาเข้ามาบ้าง ปารีณารู้หรือไม่ว่าประชาชนทั่วๆ ไปเขากำลังมองปารีณาอย่างตัวตลกในกรรมาธิการที่หาสาระอะไรไม่ได้เลย นอกจากบทบาทสร้างความบันเทิงให้ผู้เฝ้าติดตามการประชุมกรรมาธิการ ว่าวันนี้ปารีณาจะก่อกวนหรือมีพฤติกรรมอะไรแปลกๆ ในการประชุมอีก ในขณะที่พฤติกรรมบางครั้งของปารีณาก็ไม่ได้แสดงถึงมารยาทที่ควรมีในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าสมัยเด็กเคยมีใครสอนเรื่องมารยาทและการรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่บ้างหรือเปล่า ฉะนั้นหยุดพฤติกรรมเดิมๆ แล้วเริ่มใช้ความรู้ที่มีและประสบการณ์ ส.ส. 4 สมัยให้เป็นประโยชน์ในการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยได้แล้ว
กรรมาธิการ ป.ป.ช. คนที่สามที่ต้องพูดถึงคือ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.ใหม่ที่ขยันทำงานมาก แต่ก็ขาดวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะในที่ประชุมหรือในที่สาธารณะ ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ภูเก็ต แสดงอำนาจใหญ่โตข่มขู่ตำรวจไปจนถึงการแสดงบทบาทก้าวร้าวไร้มารยาทในกรรมาธิการ รวมถึงการข่มขู่ประธานกรรมาธิการ เช่น “ปากอย่างนี้ เดี๋ยวมีคดีอีก ตอนแก่ก็ต้องไปเจอกันที่ศาล แม้ท่านจะอายุมากกว่าผม แต่ผมจะถอนหงอกท่าน” นอกจากนั้นแล้วนายสิระยังเข้าใจผิดในบทบาทของตนเองที่ควรจะเป็นในฐานะส.ส.ของคนไทยทั้งประเทศ เช่นการโต้เถียงกับนายอิทธิพร สังข์แก้ว รองนายกเทศมนตรีตำบลกะรน จ.ภูเก็ต ในการประชุมกรรมาธิการ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 โดยเริ่มจากนายสิระถูกถากถางเกี่ยวกับการไปกินข้าวที่โรงแรมกะตะธานี แทนที่นายสิระจะรู้จักสงบสติอารมณ์แล้วตอบกลับด้วยสติปัญญาในฐานะส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ในทางตรงกันข้ามนายสิระกลับตอบโต้ว่า “ผมไม่ใช่เพื่อนเล่นคุณ ขอให้ประธานกรรมาธิการควบคุมด้วย โดยอย่าให้บุคคลภายนอกมากล่าวล้อเล่นกับกรรมาธิการแบบนี้” ถูกต้องครับนายสิระไม่ใช่เพื่อนเล่นนายอิทธิพร แต่ต้องเป็นผู้ทำงานรับใช้นายอิทธิพรเพราะนายอิทธิพรเป็นประชาชนที่เข้ามาร้องเรียนต่อกรรมาธิการ และนายสิระในฐานะส.ส.และกรรมาธิการ ต้องมีหน้าที่รับฟัง ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปแสดงอารมณ์ไม่พอใจใส่ประชาชน ไม่รู้ว่านายสิระฟังนายไพบูลย์ นิติตะวัน พูดอธิบายให้ฟังหรือเปล่าว่า ส.ส. คือผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เขตใดเขตหนึ่งเท่านั้น นายสิระคือผู้แทนของนายอิทธิพร คนภูเก็ตด้วย ฉะนั้นนายสิระควรจะหัดควบคุมอารมณ์และมารยาทในที่ประชุมและหันมาใส่ใจเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยอย่างเต็มความสามารถ ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงแค่การโต้แย้ง ตรวจสอบและหาทางปลดประธานกรรมาธิการเท่านั้น
ส่วนกรรมาธิการที่เหลือก็อย่าไปสนุกกับการเฝ้าดูการเถียงกันของสองกลุ่มนี้ แต่ควรพยายามห้ามปรามและหยุดการทะเลาะกันในเรื่องไร้สาระแล้วดึงการประชุมกลับเข้าสู่ระเบียบวาระที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นของสังคม
คนไทยเสียภาษีให้ ส.ส. เข้าสภามาทำงานเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ใช่ให้เข้ามาตีกันในเรื่องไร้สาระหรือสร้างความบันเทิงให้คนดูไปวันๆ

ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไปให้หมดเลย…รำคาญ

‘อ๊อด 2’ ดุลอำนาจ ‘เนวิน-ฮั่น’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อ๊อด 2’ ดุลอำนาจ ‘เนวิน-ฮั่น’

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:33 น.
พลตอสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง,มิตติ ติยะไพรัช,เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย,วรวีร์​ มะกูดี,ไอเดีย มือยกษ์ ท่องเ,เขาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 6,700 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 ก.พ.63

**********************

ม้วนเดียวจบ การเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ชนะ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ ขาดลอย ด้วยคะแนนเสียง 51 ต่อ 17 เสียง และบัตรเสีย 1 ใบ

บิ๊กอ๊อด ผู้ชนะ

เป็นอันว่า “บิ๊กอ๊อด” จะทำหน้าที่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน และจะดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปี

มังกรปากน้ำโพ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ เดินออกจากที่ประชุมตั้งแต่ยังนับคะแนนไม่จบ “ส่วนตัวผมไม่คิดจะร้องเรียนหลังจากนี้ และ 4 ปีข้างหน้า ก็ไม่มีแผนกลับมาลงสมัครอีกครั้ง เพราะครั้งนี้ตัดสินใจลงแล้ว แต่สโมสรสมาชิกไม่เลือก”

บิ๊กอู๊ด กลับปากน้ำโพ

บังยี” ไม่ยอมแพ้

เลือกตั้งประมุขลูกหนังหนนี้แทบไม่ต้องลุ้นเรื่องการนับคะแนนเพราะ “บิ๊กอ๊อด” นอนมา นับแต่เปิดตัวทีมงานอุปนายกและสภากรรมการแล้ว

ที่มีสีสันก็จะเป็นการยกมือประท้วงจาก “บังยี” วรวีร์​ มะกูดี ที่โต้แย้งกับ “แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานที่ประชุมการเลือกตั้งนายกบอลไทย

บังยี ไม่ยอมแพ้

“บังยี” ประธานสโมสรไทยยูเนี่ยน​ สมุทรสาคร​ ลุกขึ้นยกมือประท้วง​ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติโหวตเตอร์ในที่ประชุมก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็เสี่ยแชมป์ ส.ส.ภูมิใจไทย ตัดบทให้เดินหน้าเลือกตั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม “บังยี” เตรียมการที่จะฟ้องร้องเรื่องถูกตัดสิทธิ์การลงชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลเหมือนไม่ยอมพ่าย

ว่ากันว่า บังยี รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ จะต่อสู้ให้ถึงศาลกีฬาโลก

เนวินคอนเนกชั่น

ตอนเที่ยง “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เดินทางมาสังเกตการณ์การเลือกตั้งนายกลูกหนังด้วย ขณะที่สิทธิ์โหวตของทีมบุรีรัมย์ มอบให้ลูกชายคนโต “นก” ไชยชนก ชิดชอบ เข้าไปลงคะแนนเสียง

ปกติ “เนวิน” ไม่ค่อยปรากฏตัวในกิจกรรมของสมาคมฟุตบอลมากเท่าใดนัก แต่งานนี้เขาต้องมาให้กำลังใจสหายร่วมรบ “บิ๊กอ๊อด”

ภาพในอดีต กนกศักดิ์ วิชัย สมยศ และเนวิน

หลายคนคงทราบว่า กนกศักดิ์ ปิ่นแสง” ผู้กว้างขวางในวงการธุรกิจ-การเมือง เป็นผู้ชักนำให้ วิชัย ศรีวัฒนประภา” มารู้จักกับเนวิน ชิดชอบ

กนกศักดิ์กับวิชัย มีความใกล้ชิดกันมาก โดยกนกศักดิ์เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิคิงเพาเวอร์ และเป็นเลขาธิการสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ขณะนั้นวิชัยก็ยังเป็นนายกสมาคมอยู่

จากเสี่ยวิชัยจึงโยงไปถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลยทำให้ “ทีมเนวิน” ประกอบด้วย กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, วิชัย ศรีวัฒนประภา (เสียชีวิตแล้ว) และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ทีมเนวิน..นี่แหละที่อุ้มบิ๊กอ๊อดเข้าป้ายนายกบอลไทยสมัยแรกและสมัยที่ 

อ๊อดคอนเนกชั่น

ถึงจะมีชื่ออยู่ในสภากรรมการของ “บิ๊กอ๊อด” ตั้งแต่วันแถลง จนถึงวันเลือกตั้งประมุขลูกหนังไทย “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 2019 ก็ไม่ปรากฏตัวร่วมเฟรมกับทีมบิ๊กอ๊อดเลย

เสี่ยฮั่นเปิดใจถึงสาเหตุการเข้าร่วมทีมบิ๊กอ๊อดว่า “ผมมองถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลไทยครับ”

มิตติ วันนี้เชียงรายไม่กลัวบุรีรัมย์

ถ้าแฟนบอลยังจำได้สมัยที่สิงห์เชียงรายยุค “โจอี้” ธนพล วิระเทพสุภรณ์ เป็นรองประธานสโมสร มีความคึกคักมาก เชียงรายกลายเป็นทีมเจ้าบุญทุ่ม

พลพรรคกว่างโซ้งยังสงสัยว่า เสี่ยโจอี้เป็นใคร? มาจากไหน? ตอนหลังจึงทราบว่า เสี่ยโจอี้เป็นลูกชายของกำพล วิระเทพสุภรณ์

ต้นปี 2561 มีข่าวว่า “พล.ต.อ.สมยศ” ยืมเงิน “เสี่ยกำพล” 300 ล้านบาท แต่โอนเงินคืนให้หมดแล้วเนื่องจากบิ๊กอ๊อดรู้จักกับเสี่ยกำพลมากว่า 20 ปี จากการแนะนำของเพื่อนในวงการพระเครื่องจึงคบหากันเรื่อยมา

แม้ว่าเสี่ยโจอี้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แต่ความเป็น “เพื่อนแท้” ระหว่างเสี่ยฮั่นกับเสี่ยโจอี้ ไม่ได้ตัดขาดจากกันแต่อย่างใด

สำหรับวงการเมือง “เสี่ยฮั่น” ไม่เคยปิดบังอำพรางจุดยืนและอุดมการณ์การเมืองชัดเจน ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ

วันนี้ทีมสิงห์เชียงรายฯ ไม่ใช่ทีมบ้านนอก ดีกรีแชมป์ไทยลีกนั้น ทำให้เชียงรายฯ เทียบชั้นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

อนาคตใหม่ ยังไงก็โดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ ยังไงก็โดน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรค,ไม่ยุบพรรค
เปิดอ่าน 2,193 ครั้ง

อนาคตใหม่ ยังไงก็โดน คอลัมน์… ลึกกว่าข่าว โดย… นายหัว

ดิ้นจนได้ยินเสียงขลุกๆ

“นายหัว” เห็นอาการของ อนาคตใหม่ แล้วอดเป็นห่วงไม่ได้

นี่เขาเรียกว่าปากกล้าแต่ขาสั่น

ทั้ง ธนาธร และปิยบุตร ต่างประกาศว่าหากศาลฯ สั่งยุบพรรค ก็จะไปอภิปรายรัฐบาลนอกสภา

ไม่หวั่นไม่สน แม้วันตัดสิน 21 กุมภาพันธ์ จะไม่มาให้เห็นหน้า

แต่ “นายหัว” ขำกลิ้งเมื่อ ปิยบุตร ไปยื่นศาลฯ ขอให้ศาลเปิดไต่สวน แล้วอ้างสารพัดสารพันว่า พยานบางปากที่เป็นพยานนำ พรรคไม่สามารถไปบังคับเขาได้

แถมเวลามีน้อยโทษวันหยุดมาฆบูชาไปเรื่อย

แต่ศาลฯ ไม่เต้นตามเกม ที่ อนาคตใหม่ อยากยื้อเวลารอตุลาการใหม่มาตัดสิน

ศาลฯ แค่ยืดเวลาพยานส่งเอกสารไปถึง 17 กุมภาพันธ์ เท่านั้น ไม่เปิดไต่สวน

วันตัดสินยังนัด 21 กุมภาพันธ์ เหมือนเดิม

“นายหัว” บอกคำเดียว เสียวทั้งบาง ครั้นเหลือบไป ส.ว.ที่เห็นชอบ 4 ตุลาการใหม่ ไม่เห็นชอบ 1 คนนั้น

ไม่ได้เกี่ยวกับการเตะถ่วงของ ส.ว. เพื่อให้ศาลฯ ชุดเดิมตัดสินคดีอนาคตใหม่เลย

แต่เพราะว่ามีการร้องคัดค้านมากันเยอะ ส.ว.จึงต้องใช้เวลาพิจารณานาน แถมได้ไม่ครบอีกต่างหาก

ได้มา 4 ไปแทน 5 ที่จะหมดวาระ ยังไงกระบวนการก็เดินหน้าต่อ

เพียงแต่ว่าระยะเวลาอาจใช้ 2 เดือน กว่าตุลาการใหม่จะได้ทำงาน

ยื้อแค่ไหนก็ไม่มีทางทัน

แต่นายหัวได้ยินว่า หลักฐานขนาดนี้ ไม่ว่าศาลฯ คณะไหน เก่าหรือใหม่

ผลไม่น่าจะออกต่างกัน

คัมภีร์สื่อจากเหตุความรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คัมภีร์สื่อจากเหตุความรุนแรง

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:30 น.
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย,กสทช,สื่อมวลชน
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

คัมภีร์สื่อจากเหตุความรุนแรง คอลัมน์… โดย… สถิตย์ ธรรม

เหตุการณ์นายทหารกลายเป็นคนร้ายยิงกราดประชาชนพื้นที่ จ.นครราชสีมา ทำให้หลายฝ่ายหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่การถอดบทเรียน เนื่องจากมีผู้อยู่ในสถานการณ์หลากหลายวิชาชีพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้ภารกิจคลี่คลายประสบผลสำเร็จหรือสร้างความสูญเสียมากขึ้น

อ่านข่าว…  บทเรียนโคราช กสทช.เร่งทำกติกาคุมสื่อล้ำเส้น 

หนึ่งในนั้นดูหนีไม่พ้นประเด็นการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความพอเหมาะพอควรต่อการรายงานไลฟ์สด ซึ่งตอนนี้ กสทช. มีการออกคำเตือนทางสถานีโทรทัศน์ สื่อออนไลน์
โดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ครั้งแรกเลยนะครับ ที่มีการกล่าวถึงการถอดบทเรียน หรือมีการกล่าวเตือนสื่อสารมวลชน ผ่านมา พ.ศ.นี้ เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก เพียงแต่ว่าสูญเสียประชาชนจำนวนมาก คำกล่าวเตือน การถอดบทเรียนการทำหน้าที่สื่อมวลชนจึงถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง ไม่ว่าจะกล่าวเตือนกันอย่างซ้ำซาก แต่การกล่าวเตือนในรอบนี้ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสื่อดูจะมีรูปแบบเป็นไปตามมาตรฐานอยู่พอสมควร
เท่าที่… สถิตย์ ธรรม… ติดตามผ่านหน่วยงานภาครัฐ เช่น กสทช. หรือองค์กรวิชาชีพ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวชน มีข้อแนะนำการปฏิบัติหน้าที่สื่อออกมา อย่างเช่น กสทช. ขอให้ทุกสถานีให้ความร่วมมือดังนี้ 1.ไม่ควรรายงานสด หรือแสดงข้อมูล กระบวนการ และรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ 2.ไม่ควรนำเสนอข้อมูลในสถานที่ที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยรอบ 3.ไม่นำเสนอภาพที่รุนแรง เช่นภาพผู้เสียชีวิต ภาพการยิงอาวุธ เป็นต้น
หรือจดหมายเปิดผนึกจาก สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สื่อถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพว่า “การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสนอข่าวในรูปแบบต่างๆ ของเหตุการณ์ควรต้องมีความระมัดระวัง และยึดหลักการนำเสนอข่าวในภาวะวิกฤติทั้งในขณะที่กำลังเกิดเหตุและหลังการเกิดเหตุ ที่การนำเสนอข่าวนั้นจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนยืนยันในสิ่งที่ที่เกิดขึ้น ไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ หรือเสนอข่าวที่จะก่อให้เกิดอันตรายตัวต่อประกัน และจะต้องไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ประสบเหตุ”

เช่นเดียวกับฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือสื่อมวลชน ไม่เผยแพร่แผนปฏิบัติการ ไม่ถ่ายทอดสดการปฏิบัติ ระมัดระวังการสัมภาษณ์ผู้ติดในห้างเทอมินอล 21 ซึ่งอาจจะยังตกอยู่ในอันตรายและมีความเสี่ยง

มาดูต่างประเทศบ้างเพราะผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาหลายครั้งจนถอดบทเรียนและถือปฏิบัติกันไปในทิศทางเดียวกันได้ หนึ่งในนั้นมีทัศนคติของผู้นำประเทศต่างๆ กรณีคนร้ายกราดยิงไม่เลือกหน้า เช่นในปี 2019 เกิดเหตุกราดยิงที่นิวซีแลนด์ นายกฯ ประกาศจะไม่เอ่ยแม้กระทั่งชื่อของคนร้าย เพื่อไม่สนองให้เขามีชื่อเสียง ไม่ส่งต่อแนวความคิดอุดมการณ์ต่อไป
ต่อมาก็มีการรณรงค์งดนำเสนอความรุนแรงผ่าน http://www.nonotoriety.com ตรงนี้ ปรเมศวร์ มินศิริ แปลมาอีกที จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอด ตอนหนึ่งระบุว่า สื่อมวลชนช่วยลดการทำให้ผู้ร้ายมีชื่อเสียงได้หลายทาง เช่น การกล่าวชื่อคนร้ายเพียงครั้งเดียวในเนื้อข่าวเพื่อเป็นการอ้างอิง และไม่กล่าวให้เด่นเช่นใส่ไว้ในพาดหัวข่าวและไม่ลงรูปของคนร้ายแบบเด่นๆ (ในภาษาอังกฤษจะเรียกตำแหน่งเด่นนี้ว่า above the fold), ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์หรืออ่านแถลงการณ์ของคนร้าย พร้อมลงรูปถ่ายหรือวิดีโอ หรือแถลงการณ์ที่ทำโดยคนอื่นแต่สนับสนุนการกระทำของคนร้าย สิ่งที่สื่อมวลชนควรรายงานคือรายงานข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับทัศนคติ พื้นเพ และเจตนารมณ์ของผู้ร้ายแบบไม่เติมสีสันให้การกระทำของคนร้าย และในทางกลับกัน ควรให้น้ำหนักการรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อหรือสดุดีเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการสื่อสารว่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์นั้นมีค่ากว่าการกระทำของคนร้าย เมื่อประชาชนกำลังให้ความสนใจต่อข่าวที่น่าสลดใจ สื่อมวลชนจึงควรใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ความปลอดภัยสาธารณะ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องที่สามารถสนับสนุนเรื่องราวที่จะช่วยลดเหตุจูงใจในการลุกขึ้นมาก่อเหตุร้ายขึ้นอีกในอนาคต
ไล่เลียงกันดูดีๆ มีข้อเสนอแนะมากมายที่เป็นเรื่องเก่าและใหม่ หากทุกองค์กรสื่อนำชุดความคิดทั้งในและต่างประเทศมาสกัดกันอีกรอบให้เป็นแนวปฏิบัติในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนคงจะดีไม่น้อย
“สำคัญว่า บรรดาสื่อสารมวลชนจะยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหรือไม่”

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:22 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ผบทบ
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรรายงานตัว ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว ใครสร้างภาพได้ภาพ แต่ความดีไม่ได้

00000 เหมือนจะส่งลูกเรือขึ้นฝั่งแล้ว จากคำแถลงของ “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย บอกว่าหมดภาระแล้ว จากนี้ไป ส.ส.จะอภิปรายประเด็นไหน ไม่เกี่ยวกับ “สารวัตรเหลิม”

00000 อ้าว “พญาเสือ” สงสัย จะมาปล่อยทิ้งปล่อยขว้างกันกลางทางแบบนี้หรือ หรือว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน หาข้อมูลที่จะซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ไม่ได้ “พญาเสือ” ห่วงว่า อย่าให้เหมือนการอภิปราย “ตัดแปะ” เช่นในอดีต ที่ ส.ส.ไม่ได้ทำการบ้าน ไปเอาข่าวในหนังสือพิมพ์มาตัดแปะแล้วใช้ลีลาและวาทกรรม เลี้ยวไปเลี้ยวมา แค่นั้นระวังคนดูเขาจะโห่เอา

00000 แต่เท่าที่ “พญาเสือ” ดูคนแวดล้อม เวลา “สารวัตรเหลิม” แถลงข่าวทุกครั้ง ให้สังเกตขวามือให้ดี จะมี “โจ้ สารคาม” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นั่งประกบ ข่าววงในบอกว่า “โจ้ สารคาม” คนนี้ไม่เบา แตะเรื่องไหนเป็นข่าวใหญ่ทุกที ก่อนหน้านี้ลุยเรื่องสัญญารถไฟฟ้า มารอบหนึ่งแล้ว จนคนในแวดวง ซี้ดปาก นี่ข่าวว่า ผู้บริหาร “ฟิลลิป มอริส” พากันหนาวๆ ร้อนๆ

00000 แต่ “พญาเสือ” ได้ข่าวมาเหมือนกันว่า เป้าใหญ่ครั้งนี้อยู่ที่ นายกฯ ลุงตู่ แต่มีบางประเด็นที่อาจจะเลย นายกฯ ไปออกหลังบ้าน งานนี้ฝ่ายค้านหวังจะจี้ใจดำ จุดอ่อนของนายกฯ ให้ธาตุไฟแตกคุมอารมณ์ไม่อยู่ ขณะที่ ส.ส.รัฐบาลจะมีการประท้วงวุ่นวาย หากฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่ กล่องดวงใจนายกฯ ไม่ใช่เรื่องนายกฯ แต่เพราะนายกฯ เป็นประธานก.ตร.

00000 ฮัดเช้ย ! มีคนทายกันว่า วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร จะยุบพรรคอนาคตใหม่ตามคำร้องของ กกต. หรือไม่ จะออกได้ทางไหน หรือแค่ตัดสิทธิกรรมการบริหาร หรือยุบแต่ไม่ตัดสิทธิ์ หรือจะทั้งสองอย่าง ไม่มีใครทราบนอกจากศาลเอง

00000 หาก ส.ส. 10 คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่มีโอกาสที่จะอภิปรายในสภา จะทำให้ นายกฯลุงตู่ ในฐานะ รมว.กลาโหม หายใจโล่งอก เพราะประเด็นเรื่องกองทัพ เห็นว่า อนาคตใหม่จองกฐิน และมีข้อมูลมากพอสมควร โดยเฉพาะข้อมูลเมื่อครั้งที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ

00000 ขณะที่ ประเด็นใหม่ ที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ กราดยิงที่โคราช ก็คือผลประโยชน์และกลุ่มทหาร “มาเฟีย” ที่หากินกับความทุกข์ยากของลูกน้อง นี่จะเป็นประเด็นร้อนที่ทำลายเครดิต นายกฯ ในฐานะหนึ่ง อดีต ผบ.ทบ. สอง ดูแลกระทรวงกลาโหม ยิ่งในยุคคสช. 5 ปีที่ผ่านมา ทหารทั้งในและนอกรีต พากันทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน พูดออกมาก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นกันเลย

00000 บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. จะล้างบางไหวไหม เพราะว่ากันว่า หมักหมมกันมานาน ไล่ไปตั้งแต่ สนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ ผับ บาร์ คาราโอเกะ วินจยย. วินรถตู้ บ่อนการพนัน ตู้ม้า ตู้บอล สารพัด “ธุรกิจสีเทา” ของนายทหารสีเทา

00000 “พญาเสือ” คิดว่า ระยะเวลาอีก 5-6 เดือนก่อนที่ บิ๊กแดง จะเกษียณอายุราชการ จะจัดการล้างคราบไคลได้หมดจดขนาดไหน คือต้องทำให้ได้เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมรออยู่ แต่หากทำไม่ได้ การเข้าไปเป็น รัฐมนตรีกลาโหม ก็อาจไม่ประทับใจเท่าไร

00000 แต่มีคนถาม “พญาเสือ” ว่า ระหว่าง บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่จะเกษียณเดือนกันยายนเช่นกัน ใครจะได้เป็นรัฐมนตรี เพราะมีข่าวว่า นายกฯ จะปรับครม.เดือนมีนาคม ตรงกับช่วงที่ ป.ป.ช.จะตัดสินคดีใหญ่ หลังอภิปราย หาก บิ๊กแป๊ะ มาเป็นรัฐมนตรี ก็ย่อมแสดงว่า บิ๊กแป๊ะ อยู่ในเก้าอี้ไม่ถึงเกษียณเดือนกันยายน จะต้องออกจากเก้าอี้ ผบ.ตร. เพื่อเปิดทางให้เด็กลุง “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขึ้นเป็นผบ.ตร. “พญาเสือ” ตอบไม่ได้ว่า ถนนของใครจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือขวากหนามแค่ไหน 00000

บริหารสื่อโซเชียลในภาวะวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บริหารสื่อโซเชียลในภาวะวิกฤติ

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:11 น.
การบริหารจัดการสื่อโซเชียลมีเดีย,เหตุการณ์วิกฤต
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

บริหารสื่อโซเชียลในภาวะวิกฤติ

การบริหารจัดการสื่อโซเชียลมีเดียในภาวะที่เกิดวิกฤติขึ้นนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องมีการวางแผนตลอดจนมาตรการรับมือให้เหมาะสมในแต่ละเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ซึ่งภาครัฐอาจต้องศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศ ตลอดจนระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางโจทย์ว่าภาวะวิกฤติแบบใดจึงเหมาะสมจะใช้มาตรการแบบไหนมากำกับ ซึ่งมีทั้งขนาดเบา ปานกลาง ไปจนถึงปิดกั้นแบบเบ็ดเสร็จเป็นการชั่วคราว แต่จากตัวอย่างในต่างประเทศที่พบมาแล้วบางครั้งการปิดกั้นเบ็ดเสร็จแทนที่จะส่งผลทางด้านบวกกลายเป็นเกิดผลด้านลบมากกว่า และในขณะเดียวกันหากไม่มีการบริหารจัดการหรือมีมาตรการเป็นขั้นตอนเป็นลำดับชั้นในการดูแล จะยิ่งมีผลกระทบต่อสถานการณ์เพราะอาจก่อให้เกิดการตื่นตระหนกและสับสน ซึ่งเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชก็ถือเป็นบทเรียนอันหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าในระดับบริหารของประเทศต่างๆ มีลักษณะที่ไม่เป็นมิตรต่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในเรื่องความน่าเชื่อถือซึ่งอาจสะท้อนได้ใน 2 กรณีหลักคือ ข้อมูล ข่าว ภาพ ข้อความต่างๆ ที่เผยแพร่มาจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังขาดการกลั่นกรองโดยรอบคอบ อีกทั้งมีทั้งความจริงและความเท็จปนเปกัน โดยเฉพาะอาจถูกสร้างลวงขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวหรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มุ่งทำลายฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ปัญหาอีกกรณีคือผู้ให้บริการสื่อโซเชียลฯ ยังขาดความร่วมมือในการช่วยบริหารจัดการสื่อของตัวเองในยามวิกฤติที่มักล่าช้าในการสกัดกั้นข้อความและภาพที่ไม่พึงประสงค์หรือการปิดช่องทางของผู้ใช้ที่พิสูจน์ทราบว่ามีวัตถุประสงค์ไม่ดีได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อกังวลที่มักถูกหยิบยกมาท้วงติงคือการละเมิดสิทธิ แต่ความสำคัญต้องให้น้ำหนักต่อสถานการณ์ในยามนั้นมากกว่า

สื่อโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคม สามารถสร้างปรากฏการณ์ฮีโร่หรือสร้างความเกลียดชังก็ได้ รวมถึงยังส่งผลไปสู่ความตึงเครียดและความรุนแรงในทางหนึ่งทางใดได้เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันวิกฤติ จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐนั้นนอกจากต้องมีมาตรการรับมือแล้วยังมีอีกประการต้องรีบใช้ช่องทางสื่อสารเพื่อชี้แจงความจริงของเหตุการณ์ยามวิกฤตินั้นให้เคลียร์กระจ่าง ทั้งลำดับเหตุการณ์ตลอดจนประเด็นสำคัญต่างๆ ให้สังคมเข้าใจ ซึ่งต้องมีทีมทำงานและต้องทำอย่างรวดเร็วอย่าให้เนิ่นช้าจนไม่ทันการณ์ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีสื่อสารก็มีทั้งประโยชน์และโทษ หากใช้ในทางถูกต้องโดยเฉพาะการสื่อสารฉับไวแทบจะเรียลไทม์รวมทั้งการเตือนตั้งรับภาวะสถานการณ์ ขณะเดียวกันผู้ใช้สื่อออนไลน์เองก็จำเป็นต้องมีคุณสมบัติของพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพมีจริยธรรมที่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้น

จากสถิติผู้ใช้ดิจิทัลทั่วโลก 2019 โดย “Hootsuite” ผู้ให้บริการระบบจัดการโซเชียลมีเดีย และมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น ได้รวบรวมสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเปลี่ยนแปลงทั้งภาคธุรกิจออนไลน์ และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ โดยพบว่ามีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 4,400 ล้านคนทั่วโลก มือถือมากกว่า 5,100 ล้านคน บัญชีโซเชียลกว่า 3,400 บัญชี จากการสำรวจเมื่อจบไตรมาส 2 เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้พบว่าไทยใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตสูงมากเมื่อรวมทุกอุปกรณ์ ถือเป็นอันดับ 3 ประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 42 นาที และมีแนวโน้มว่าการใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตจะสูงขึ้นอีก นั่นเท่ากับว่ามีความจำเป็นต้องวางแผนตลอดจนมาตรการรับมือทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในออนไลน์ที่ส่งผลสะเทือนต่อสังคม

พระมหากรุณาธิคุณเหตุการณ์ร้ายโคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416346?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระมหากรุณาธิคุณเหตุการณ์ร้ายโคราช

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
โคราช,กราดยิง,terminal 21,เทอร์มินอล 21 โคราช
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

พระมหากรุณาธิคุณเหตุการณ์ร้ายโคราช คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่นครราชสีมา และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงดังเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่โคราชจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ‘ดับเครื่องชน’ ขอร่วมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อครอบครัวญาติมิตรผู้สูญเสีย

ในขณะเดียวกันจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายเช่นนี้อีกและขอร่วมชื่นชมต่อการปฏิบัติงานด้วย

ขอร่วมเรียกร้องให้จัดกิจกรรมเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจกลับคืนมาและร่วมรักษาดูแลกันและกัน

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากชาวไทยที่แสดงความรู้สึกและข้อเรียกร้องเสนอแนะมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอส่งกำลังใจให้ทุกคน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาและห่วงใยผู้ประสบเหตุทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ และญาติพี่น้อง ตลอดจนพสกนิกรชาวจังหวัดนครราชสีมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ มาเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ และรับทราบสถานการณ์เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ได้แก่ พระราชทานพวงหรีดให้แก่ผู้เสียชีวิต และรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ตลอดจนชาวจังหวัดนครราชสีมาอย่างหาที่สุดมิได้ หลังความสูญเสียประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากเหตุกราดยิงที่ จ.นครราชสีมา

ดิฉันเองเป็นคนเชียงรายโดยแท้แม้จะเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เคยลืมว่าครั้งได้กลับบ้านอบอุ่นใจแค่ไหน ชาวเชียงรายมักให้ความเป็นกันเอง กลับบ้านทุกครั้งก็รู้สึกว่าทุกคนคือพี่น้องกัน ดิฉันได้ติดตามข่าวสารอยู่ตลอดทั้งคืน

ขอขอบคุณและขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมทั้งอาสาสมัครทุกท่าน ที่เสียสละทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ติดอยู่ในห้าง พอได้ยินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้กองตระกูล ซึ่งเป็นลูกหลานคนเชียงรายเช่นเดียวกัน เสียชีวิตขณะเข้าช่วยเหลือประชาชน และเกิดการยิงปะทะกับคนร้าย เหมือนเสียคนในครอบครัวไปแม้ว่าจะไม่รู้จัก การทำงานภายใต้ความเสี่ยงเช่นนี้คงไม่มีใครอยากเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะจะรอดหรือไม่รอดเปอร์เซ็นต์เท่ากัน

ขอแสดงความเสียใจต่อญาติและครอบครัวของผู้สูญเสีย และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 57 ราย ทำการรักษา พักฟื้นร่างกาย และกลับมาแข็งแรงโดยไว นับเป็นเรื่องสะเทือนขวัญสะเทือนจิตใจของคนไทยทุกคน ดิฉันมองว่าเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้กระจายกำลังทำงานกันอย่างเต็มที่

แม้จะใช้เวลานานถึง 17 ชม.กว่าจะวิสามัญฯ คนร้ายรายนี้ได้ แต่มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หลายคนรอฟังข่าวที่บ้านแต่เจ้าหน้าที่อีกหลายคนยังต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยง เชื่อว่านั่นไม่ใช่แค่คำว่าหน้าที่แต่เป็นความห่วงใยที่มีต่อประชาชนที่อยากจะช่วยให้ทุกคนรอดปลอดภัย

ขอทุกคนร่วมกันไว้อาลัยให้แก่สองนายตำรวจ คือ ร.ต.อ.ตระกูล ทาอาษา ตำรวจพลร่มรุ่น 74 นสต.2/49 และ ส.ต.ท.กฤษฎา การุณ สังกัดอรินทราช 26 ซึ่งได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รวมถึงผู้บริสุทธิ์ทุกคนที่ต้องมาเสียชีวิตในครั้งนี้

ขอชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมกันส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวโคราช ร่วมกันเยียวยากันและกัน ร่วมกันดูแลหัวใจของกันและกัน และจับมือกันฟันฝ่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไปให้ได้ #PrayForKorat #SaveKorat
อัมพร (กทม.)


 เรียกขวัญ-กำลังใจ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากกรณีกราดยิงที่โคราช ทำให้เกิดความสะเทือนใจและสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเกิดความคาดคิด และคนไทยไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน ต่างเป็นห่วงนอนไม่หลับตลอดคืนและภาวนาขอให้เหตุการณ์ยุติโดยเร็ว ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดแสนกับครอบครัวผู้สูญเสียและเห็นใจต่อผลกระทบทางธุรกิจที่ได้รับความเสียหายอย่างสุดประเมิน

เราอยู่แผ่นดินเดียวกัน ความรู้สึกเป็นห่วงย่อมส่งถึงกัน เป็นความรักกันฉันพี่น้องผองไทย ให้หน่วยงานรัฐจัดพิธีทำบุญให้กับคนโคราชที่ต้องเผชิญกับเหตุร้ายเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้กลับมาโดยเร็ว งานใหญ่อาจจัดที่โคราชและงานร่วมจัดได้ทุกจังหวัดเพื่อให้พี่น้องไทยได้มีโอกาสร่วมจิตกุศลด้วยกันทั้งประเทศ

หรือท่านจะตั้งกองทุนช่วยเหลือฟื้นฟูเปิดรับบริจาคเงินก็เป็นเรื่องดี แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายให้เหมาะสม ยุติธรรมและไว้วางใจได้ แต่ถ้ามีข้อเสียมากไปก็ไม่ต้อง ผู้ที่ยินดีช่วยเหลือก็จะหาวิธีช่วยเองได้เหมือนกัน

ในโอกาสวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ หรือวันแห่งความรักที่จะถึงนี้ แม้ไม่ใช่ประเพณีไทยแต่คนไทยก็มักจัดกันอยู่แล้ว สำหรับปีนี้ดิฉันขอเชิญชวนให้จัดกิจกรรมส่งความรักให้ชาวโคราช จะด้วยรูปแบบใดก็แล้วแต่ท่านจะเห็นเหมาะสม
เจน (กทม.)
