หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’บิ๊กแดง’ กัดฟัน ทุบหม้อข้าวทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’บิ๊กแดง’ กัดฟัน ทุบหม้อข้าวทหาร

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
หยิกเล็บเจ็บเนื้อ,บิ๊กแดง กัดฟัน,ทุบหม้อข้าวทหาร
เปิดอ่าน 1,634 ครั้ง

‘บิ๊กแดง’ขีดเส้นสางธุรกิจ ล้างบางระบบเอื้อ ปย. เท่ากับยอมรับว่าความไม่โปร่งใส มีอยู่จริงในกองทัพ เปรียบเสมือน ‘หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’ แตะตรงไหน ก็เจอแต่ ‘เพื่อนพ้อง น้อง พี่’ และกำลังพลเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในกองทัพบก มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ติดปากกำลังพลชั้นผู้น้อยว่า “ มีนายดี ลูกน้องก็พลอยสบายไปด้วย ” 

ดังนั้นก็อย่าพึ่งเหมารวมและต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บังคับบัญชา เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มแหง เอารัดเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นเดียวกับผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะประพฤติดี และอยู่ในระเบียบวินัย

จากกรณี จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา สังกัดกองพันกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ใช้อาวุธปืนทำร้ายผู้บังคับบัญชาและเครือญาติที่บ้านพัก ก่อนจะปล้นปืนไล่ยิงเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงประชาชนรายทางและในห้างสรรพสินค้าเทอมินอล 21 จ.นครราชสีมา จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ก็ไม่ต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพราะทั้งผู้ก่อเหตุและคู่กรณีได้เสียชีวิตลงแล้ว คงไม่สามารถลุกขึ้นมาแก้ต่างให้ตัวเองได้

แต่ผลพวงที่ตามมาก็คือ ‘กองทัพบก’ สะเทือน หลัง “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ยอมรับว่าสาเหตุมาจากไม่ได้รับความเป็นธรรม และผิดสัญญาการซื้อขายที่ดินในค่ายทหาร

  โครงการสวัสดิการทหารที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสวัสดิการทหารบก ถูกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปในหลายรูปแบบเพื่อดูแลกำลังพล เช่น สถานที่พัก,บ้านพักรับรอง,โรงแรม,สนามกอล์ฟ,สนามมวย, การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ,เงินฝากดอกเบี้ยสูง,ร้านค้าสะดวกซื้อ หรือร้านค้าสวัสดิการทหาร หรือ เรียกกันว่า P.X. ฯลฯ  รวมถึงการบริหารจัดการ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของแต่ละโครงการ แต่จะมีผู้บังคับบัญชาคอยกำกับดูแลอีกชั้น เช่น การกู้เงินจากออมทรัพย์พิเศษกับกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก หรือ อทบ. เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย จะมีขั้นตอนหลักเกณฑ์ไม่ต่างกันมากนักกับจากการกู้เงินกับธนาคารทั่วไป แต่จะถูกออกแบบไว้ให้เกิดความรัดกุมในการปล่อยกู้ โดยกำลังพลแต่ละคนสามารถกู้เงินได้ แต่จะต้องเหลือเงินเดือนหลังจากผ่อนชำระมากกว่า 1 ใน 3 เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากไม่มีในระเบียบ ในทุกกองพันจะต้องออกเป็นคำสั่งการดังกล่าว หลังจากนั้นผู้บังคับบัญชา จะต้องพิจารณากลั่นกรองอีกชั้นก่อนเซ็นอนุมัติ

แม้ขั้นตอนดูแลโครงการสวัสดิการทหาร จะถูกออกแบบให้รัดกุมแค่ไหน แต่ก็มีช่องว่างให้แสวงหาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกที่มาในคราบของนายหน้า และคุ้นเคยกับทหารในหน่วยนั้น , เครือญาติทหาร, หรือแม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยที่ทำตัวเป็นนายหน้าเสียเอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติอาจมีนอก-มีใน ทั้งการวิ่งเต้นให้ผู้กู้สามารถกู้ได้เกินวงเงิน การอำนวยความสะดวกให้กู้เงินผ่านการอนุมัติได้เร็วขึ้น

      หรือแม้แต่การใช้จ่ายเงินเกินตัวของทหารชั้นผู้น้อย เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว จุดประสงค์หลักการกู้เงินซื้อบ้าน ส่วนใหญ่เพราะต้องการนำเงินส่วนต่างมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยประกาศขายทีหลัง ตามคำ‘โฆษณาชวนเชื่อ’จาก ‘นายหน้า’ได้บ้านแถมมีเงินใช้ และหากบ้านที่ซื้อไปขายไม่ได้ จะกลายเป็น‘ดินพอกหางหมู’ไปจนเกษียณ

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการหาประโยชน์จากโครงการสวัสดิการทหารที่มีเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ในพื้นที่ 4 กองทัพภาค ถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและจนกลายเป็นปัญหาหมักหมม และกำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของทหารที่มีต่อประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ด้วยการกระทำของคนไม่กี่กลุ่ม

ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ “บิ๊กแดง” เตรียมลงนามทำบันทึกเอ็มโอยู เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง เรื่องจำแนกโครงการสวัสดิการ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ สวัสดิการภายใน,สวัสดิการเชิงธุรกิจ,และการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ตามที่ประกาศไว้จะล้างบางธุรกิจในค่ายทหาร  โดยโครงการสวัสดิการทหารใด ที่มีพลเรือนใช้บริการเกิน 50% จะถูกจัดไว้ในประเภทสวัสดิการเชิงธุรกิจ หมายความว่า รายได้ต้องนำส่งให้กระทรวงการคลัง จากนั้นกระทรวงการคลังก็จะพิจารณาคืนสัดส่วนคืนให้หน่วยใน 2 รูปแบบ อาจจะบริจาคเงินเข้าส่วนกลาง หรือ ลดราคาสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับร้านค้าสะดวกซื้อ (7-11)และร้านกาแฟอินทนิล ที่เปิดในพื้นกองบัญชาการกองทัพบก และ กองทัพภาคที่ 1 ก็อยู่ในรูปแบบสวัสดิการเชิงธุรกิจ ไปเรียบร้อยแล้ว โดยผู้ประกอบการ ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ ขึ้นตรงกับกระทรวงการคลัง โดยมีรูปแบบการจัดเก็บ และจะคืนบางส่วนมาให้กับหน่วยด้วยการลดราคาสินค้า ทำให้กำลังพลได้รับผลประโยชน์เท่าเทียมกัน

  ในขณะที่โครงการอื่นๆ “บิ๊กแดง” สั่งการให้ 4 กองทัพภาคสำรวจ โครงการสวัสดิการทหาร ที่เข้าข่ายเป็น สวัสดิการเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย สถานที่พักตากอากาศ โรงแรม สนามกอล์ฟ สนามมวยลุมพีนี รามอินทรา รวม 40 แห่ง

 ในขณะที่อาคารรับรอง1 และ 2 กองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ “บิ๊กแดง” ยกให้เป็นโครงการนำร่อง และจะเปลี่ยนการบริหารจัดการจากเดิมเป็นทหาร ไปอยู่ในเครือ‘ดุสิตธานี’ ภายในเดือนเมษายนนี้ รวมถึงสถานพักฟื้นและพักผ่อน กองทัพบก หรือ สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ กำลังจะให้เอกชนบริหารเช่นกัน

นี่เป็นหลักฐานยืนยันว่า “บิ๊กแดง” มีแนวคิด‘ปฏิรูปกองทัพ’ให้มีความเป็นทหารอาชีพ โดยยึดหลักโปร่งใส สุจริต มาก่อนจะมีเหตุการณ์รุนแรงที่ จ.นครราชสีมา หรือแม้แต่การเปิดเผยข้อมูล รายได้นอกงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ที่มาจากกิจการเข้าข่ายเชิงพาณิชย์ของกองทัพบกของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผ่านเวทีอภิปรายงบประมาณประจำปี 2563 ที่ผ่านมา

เพียงแต่ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นตัวเร่งให้ “บิ๊กแดง”ต้องรีบออกมาสะสางปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ที่กำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของกองทัพ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติซึ่งไม่เพียงแต่จะสั่นคลอนเก้าอี้ ‘ผบ.ทบ.’แล้ว   ยังหมายรวมถึงเก้าอี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแล

  “บิ๊กแดง” กำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความถูกต้อง เพื่อให้ทหารเป็นทหารอาชีพ และหวังให้กองทัพบก ยังคงเป็นเสาหลักของชาติ และเป็นที่เชื่อถือของประชาชน แต่ก็ต้องแลกกับการยอมรับ ว่าการแสวงหาประโยชน์ ความไม่โปร่งใส มีอยู่จริงในกองทัพ ซึ่งเปรียบเสมือน ‘หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’เพราะไม่ว่าจะแตะไปตรงไหน ก็เจอแต่‘เพื่อนพ้อง น้อง พี่’ และกำลังพลของตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง

         อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘บิ๊กแดง’ กระซิบ’บิ๊กตู่’ ผมต้องล้างบางธุรกิจค่ายทหาร

 

ให้เราจากกันด้วยดี “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ให้เราจากกันด้วยดี  “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ”

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 48,352 ครั้ง

ให้เราจากกันด้วยดี  “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” คอลัมน์… Special  Weekend

ถึงแม้จะไม่ได้มีชื่อเข้าไปเป็น ส.ส.พัทลุง ในสภา แต่ไม่ทำให้ชื่อ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ หายไปจากหน้าสื่อทางการเมือง โดยเฉพาะความคิดเห็นทางกฎหมายต่อสถานการณ์การเมืองในบริบทต่างๆ รวมถึงการเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในผลการเลือกตั้ง เขต 2 พัทลุง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 ไปจนถึงการเปิดประเด็น ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ในช่วงการโหวตร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้าน จนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สภากลับไปลงมติในวาระ 2-3 อีกครั้ง

แต่ใครจะเชื่อว่าในวันที่สถานะ ส.ส.หายไปในครั้งนี้ “นิพิฏฐ์” ได้ผันตัวไปประกอบอาชีพนักกฎหมายเป็นทนายความ นอกเหนือจากอาชีพนักการเมืองก็มีอาชีพทนายความที่เขาหลงใหลมากที่สุด โดยไปเปิดสำนักกฎหมายระหว่างประเทศกับลูกๆ ที่ จ.ภูเก็ต ชื่อว่า 4N International Law Office ซึ่งลูกความส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส เพราะลูกสาวคนที่สองเรียนจบที่ฝรั่งเศสและแต่งงานกับคนฝรั่งเศส แต่ถ้าเป็นคดีของคนไทยจะทำด้วยตัวเอง ส่วนที่เป็นคดีของชาวต่างชาติจะช่วยดูข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งลูกๆ ได้มาขอคำปรึกษาตลอด

“ความเป็นนักกฎหมายอยู่ที่ว่า เรารักและเอาใจใส่ในอาชีพนี้ขนาดไหน แต่ความยากอยู่ที่เราต้องอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพราะเป็นศิลปะ โดยนักการเมืองที่อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ดีที่สุด ถือว่าเป็นอาจารย์ผมเลยคือท่านชวน (หลีกภัย) และท่านไตรรงค์ (สุวรรณคีรี) ทั้งสองคนนี้เป็นปรมาจารย์”

นอกจากนี้นักกฎหมายที่มีบทบาทเป็นนักการเมืองที่มีฝีมือ “นิพิฏฐ์” ยกให้นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.ยุติธรรม หรือนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ส่วนความหลงใหลในอาชีพ “นักกฎหมาย” นั้นอยู่ที่ความเป็นศิลปะ ใช้โวหาร ใช้สำนวน ถึงแม้เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันแต่ต้องอธิบายให้เห็น ซึ่งอาชีพนี้ได้ทำให้ตัวเองช่วยเหลือสังคมมาตลอด แต่หากมองนักกฎหมาย หากเทียบกับอาชีพหมอยังถือว่าอาชีพนักกฎหมายด้อยกว่าอยู่ 1 เรื่อง คือกลุ่มแพทย์ต่างๆ จะมีชมรมเพื่อไปรักษาประชาชนที่ต่างจังหวัด เรียกว่าได้นายแพทย์ระดับมือ 1 ไปรักษาคนในชนบทได้เลย

“แต่ทนายความมือ 1 รับคดีเป็นล้านเป็นร้อยล้านเคยไปนั่งคุยกับชาวบ้านเรื่องปัญหาที่ดิน เรื่องปัญหาป่าไม้บ้างหรือไม่ ก็ไม่มี ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงนักกฎหมายที่มีฝีมือระดับต้นๆ ของประเทศไทยได้ แต่ถ้าเป็นคนในวงการแพทย์สำหรับชาวบ้านจะได้หมอดีมารักษาเลย ผมอยากอ้อนวอนเรียกร้องทนายความ ให้ร่วมกันจับมือกันเพื่อทำเป็นคลินิกกฎหมายก็ได้ ให้ประชาชนได้ประโยชน์ตรงนี้”

ที่ผ่านมาเคยมีชาวบ้านมาหาเพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องกฎหมาย พร้อมถามว่าจะคิดเงินเท่าไร แต่ก็ตอบไปว่าพร้อมทำให้ฟรีเพื่อช่วยเหลือ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ แต่ถูกลูกๆ ที่ออฟฟิศ 4N International Law Office กลับมาตรวจสอบพ่อตัวเอง เพราะเป็นคนรับคดีช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่ผ่านออฟฟิศจำนวนมาก(หัวเราะ) เพราะลูกๆ อยากให้นำเข้าระบบของออฟฟิศที่ทำมากกว่า

ส่วนเรื่องอนาคตทางการเมืองที่วางเป้าหมายไว้นั้น “นิพิฏฐ์” ยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้ร้องเรียนต่อ กกต.เรื่องการเลือกตั้งของนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.พัทลุง หากภายในวันที่ 24 มีนาคม 2563 กกต.มีคำวินิจฉัยให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ตัวเองจะขอโอกาสอีกครั้งก่อนจะวางมือ การตัดสินใจครั้งนี้มาจากวิธีคิดของประชาชนเปลี่ยนไป บริบทการเมืองเปลี่ยนไป การจะวางมือเป็นเรื่องตัดสินใจแล้ว ถ้าเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะ ส.ส. ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยหน้า ที่ผ่านมาได้แจ้งพรรคแล้ว แต่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เขาก็ไม่ยอม ส่วนบทบาทในพรรคก็ยังมีอยู่แต่จะค่อยๆ ลดบทบาทไป

“ผมได้คุยกับผู้ใหญ่เรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ผมบอกไปหากเป็นอุปสรรคในการร่วมรัฐบาล แล้วมีปัญหาว่าไปทะเลาะกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผมบอกว่าผมจะลาออกไปจากรองหัวหน้าภาคใต้ และกรรมการบริหารพรรคให้เลย เหลือเพียงสมาชิกพรรคอย่างเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคและไม่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นเรื่องระหว่างผมกับคุณฉลอง ผมแสดงเจตนารมณ์จะลาออก ขอให้อย่านำเรื่องนี้ไปผูกแล้วมีปัญหากับรัฐบาล แต่หัวหน้าพรรคจุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) ท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หรือท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) ทุกคนบอกว่ายังไม่ต้องทำขนาดนั้น ซึ่งเขาเข้าใจ บอกว่าอย่าเพิ่งลาออก”

“นิพิฏฐ์” ยืนยันว่ามีความรักในอาชีพนักการเมืองอย่างมาก แต่หากประชาชนไม่ไว้วางใจก็พร้อมยอมรับ ไม่ว่าจากเหตุผลอะไรที่ไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. แต่ส่วนตัวแล้วอยากจะจากกับประชาชนชาวพัทลุงด้วยดี อยากจะขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเหลือเวลาในสภาอีกกี่ปี ก็ขอให้เราจากกันด้วยดี เพราะที่ผ่านมาถือว่าได้เป็นรัฐมนตรีที่เป็นคนพัทลุงคนที่ 2 ตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา โดยคนแรกคือนายถัด พรหมมาณพ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายก แต่หากจะนับรัฐมนตรีที่บริหารกระทรวง ถือว่าตัวเองเป็นคนแรก ในสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“อยากบอกชาวบ้านว่า ถ้าผมไม่มีศักยภาพ ไม่มีความสามารถ ไปสู้ ส.ส.จังหวัดอื่นไม่ได้ เพราะขายหน้า ผมขออีกครั้งหนึ่งแล้วขอให้เราจากกันด้วยดี”

อนาคตใหม่ สู้ทุกประตู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ สู้ทุกประตู

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยุบพรรค,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 1,201 ครั้ง

อนาคตใหม่ สู้ทุกประตู คอลัมน์… เกาะขอบรั้วสภา

พรรคอนาคตใหม่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากอีกครั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในคดียุบพรรควันที่ 21 กุมภาพันธ์ ถึงจะรู้ว่าตกที่นั่งลำบาก แต่ด้านหนึ่งก็ยืนหยัดสู้คดีอย่างเต็มที่

ล่าสุดได้ยื่นหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้เปิดการไต่สวนอย่างเปิดเผยอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยยกคำร้องนี้มาแล้ว แต่คำร้องของพรรคอนาคตใหม่ที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งนั้นพรรคได้มีการยกเหตุผลใหม่ขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำบันทึกถ้อยคำของพยานจำนวน 17 ปากภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พรรคไม่อาจสามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งระหว่างนั้นเป็นวันหยุดราชการถึง 3 วัน ทำให้มีปัญหาในการจัดทำบันทึกถ้อยคำของพยานบางคนที่เป็นเจ้าหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งพยานบางส่วนที่พรรคอนาคตใหม่อ้างขึ้นมา ต่างเป็นพยานที่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกเข้ามาเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้พรรคอนาคตใหม่จึงมีความประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดศาลไต่สวนเป็นการเปิดเผย เพื่อเรียกพยานเหล่านี้มาให้ข้อมูลในชั้นศาล

อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอวันชี้ชะตาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่จะมาถึง พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เท่านั้น เพราะ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันระหว่างนี้พรรคยังคงทำงานในสภา และเตรียมตัวและความพร้อมสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

นอกเหนือไปจากเรื่องคดียุบพรรคที่พรรคอนาคตใหม่กำลังติดตามอย่างต่อเนื่องแล้ว ปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่ก็ยังคงเดินหน้าเกาะติดเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรอยู่เป็นระยะ ล่าสุด ‘ธีรัจชัย พันธุมาศ’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้เสนอญัตติต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ เรียกร้องทำนองกดดันให้ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา เร่งรัดเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แต่ดูประธานสภายังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

จากเสียงเรียกร้องตรงนี้ทำให้ ‘สุกิจ อัถโถปกรณ์’ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่า เนื่องจากญัตติดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบของการเป็นญัตติด่วนทำให้ต้องบรรจุเข้าสู่การประชุมสภาเป็นญัตติปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองจากหลายฝ่ายแล้ว ดังนั้น การออกมากล่าวหาประธานสภาไม่มีความเป็นกลางจึงไม่ถูกต้อง

ปิดท้ายด้วยการทำงานของคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจ อย่างคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้พิจารณาความคืบหน้าโครงการชิมช้อปใช้ในการจ่ายเงิน โดยคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอ 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ภาครัฐต้องมีความชัดเจนในการเยียวยาประชาชนผู้สุจริตที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนและต้องมีมาตรการป้องกันการทุจริต และ 2.ภาครัฐควรนำผลประเมินความคุ้มค่าของโครงการมาพัฒนาและปรับแผนการดำเนินโครงการในเฟสสี่ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป

เปิดใจ ส.ส.แม่ลูกอ่อน ‘ศิลัมพา’เหตุใดยอม’ปั๊มน้ำนม’กลางสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 เปิดใจ ส.ส.แม่ลูกอ่อน ‘ศิลัมพา’เหตุใดยอม’ปั๊มน้ำนม’กลางสภา

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:56 น.
เปิดใจ สสแม่ลูกอ่อน,ศิลัมพา,เหตุใดยอมปั๊มน้ำนมกลางสภา
เปิดอ่าน 3,031 ครั้ง

เปิดใจ ส.ส.แม่ลูกอ่อน กิ๊ฟ’ศิลัมพา’เหตุใดยอม’ปั๊มน้ำนม’กลางสภา เพราะหนึ่งเสียงของฝั่งรัฐบาล หายไปไม่ได้

ภาวะรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่จำนวน “ส.ส.ในสภาฯ” มีแค่ระดับปริ่มน้ำ ย่อมมีภาพที่ทำให้สังคมได้เห็น ถึง “ภาวะคุมเสียง” ที่ถึงเวลาพิจารณาร่างกฎหมาย หรือ ญัตติ สำคัญ นานๆ ครั้งจะเคยเกิดขึ้นใน “สภาผู้แทนราษฎรไทย” เช่น การต่อคิว ตอกบัตร ออกนอกห้องประชุม ให้ ส.ส. ไปทำธุระส่วนตัว, รับประทานอาหาร หรือ อย่างปรากฎการ “ส.ส.แม่ลูกอ่อน” ต้องนั่งปั๊มน้ำนม กลางห้องประชุมสภาฯ แบบว่านั่งปั๊มน้ำนมไป กดออกเสียง ลงคะแนนไป

กับกรณีที่เกิดขึ้น ระหว่างการลงมติ “ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563” วาระสอง และวาระสาม รอบที่สอง และรอบที่สาม ตามคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ปรากฎการณ์​พยายามคุมเสียงฟากรัฐบาล ไม่ให้ “ต่ำกว่าเกณฑ์กึ่งหนึ่งของส.ส.” ที่มี 498 คน ซึ่งสังคมได้เห็นภาพของ “ส.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์” จากพรรคพลเมืองไทย นั่งปั๊มน้ำนม ฐานะแม่ลูกอ่อน กลางห้องประชุมสภาฯ นั้น

กลายเป็นคำถามใหญ่ถึงการแบกรับภาระงานในสภาฯ​ นั้น ละเมิดความเป็นส่วนตัวเกินไปหรือไม่

ย้อนไปเมื่อวันนั้น “ส.ส.กิ๊ฟ-ศิลัมพา” เล่าให้ “ทีมข่าวคมชัดลึก” ฟังว่า ยอมที่จะปั๊มน้ำนมในห้องประชุม เพราะก่อนหน้านี้อาศัยมุมของห้องพยาบาล ที่อยู่ชั้น2 ของอาคารรัฐสภา แล้ววิ่งกลับมาลงคะแนนไม่ทัน เพราะระยะทางไกล เมื่อวันลงมติร่างกฎหมายงบประมาณ เป็นเหตุจำเป็นจริงๆ ที่ไม่สามารถออกจากห้องประชุมได้ แม้แต่จะเข้าห้องน้ำ ที่อยู่ด้านหลังห้องประชุม ยังวิ่งกลับมาลงมติไม่ทัน ดังนั้นภารกิจของความเป็นแม่ ที่ต้องใช้เวลาต่อรอบ 40 -45 นาที จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง หากจะลงมติได้ทัน ตามเวลาที่เรียกลงมติ ที่ใช้เวลานาที ต่อนาที

 “ระหว่างที่ปั๊มน้ำนม เกรงใจ พี่ๆ ส.ส. ที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจดี เพราะตอนเด็กเขาเคยช่วยแม่เลี้ยงน้อง แม่ต้องปั๊มนม เหตุผลที่ต้องปฏิบัติภารกิจแม่ลูกอ่อน กลางสภาฯ เป็นเพราะความรับผิดชอบต่องานสภาฯ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่เป็นแม่ลูกอ่อน ย่อมเข้าใจดีว่า หากไม่ปั๊มน้ำนมตามรอบเวลา จะมีอาการเจ็บบริเวณทรวงอกมาก ส่วนภาพที่ปรากฎออกไป เกิดขึ้นในช่วงพักเบรก และปั๊มเพียงรอบเดียวในวันนั้น ซึ่งปกติแล้วจะมีรอบปั๊มประมาณ 3 ชั่วโมงต่อหนึ่งครั้ง”

กับภาวะจำยอมที่ต้องปฏิบัติหน้าที่คุณแม่ ทั้งที่ควรเป็นเรื่องส่วนตัวและทำในสถานที่มิดชิด “ศิลัมพา” บอกกับทีมข่าวว่า ที่เลือกทำกลางห้องประชุม เพราะคิดเสมอว่าหน้าที่ของส.ส.ในภาวะเสียงปริ่มน้ำนั้นการรักษาทุกคะแนนเสียงสำคัญ ความมีวินัยและรักษาวินัยของส.ส.คือสิ่งที่ต้องทำไม่ให้บกพร่อง

และเมื่อเปรียบเทียบกับบทบาทของ “ส.ส.” ที่ก่อนหน้านี้เธอเคยสังกัด ส.ส.พรรคไทยรักไทย เป็นสมัยแรก เมื่อปี 48 สถานะของรัฐบาล คือ เสียงข้างมาก และแข็งแรง

เธอเล่าว่า การทำหน้าที่สมัยนั้นสบายๆ เมื่อป่วยสามารถลาหยุดได้ เวลาเข้าประชุมไม่เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน ขณะที่การทำงานฐานะส.ส. เน้นการลงพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้าน

แต่เมื่อเป็น “ส.ส.สมัยที่สอง” ภายใต้สังกัด พลังพลเมืองไทย และเข้าร่วมรัฐบาลเจอกับภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้ต้องแบกรับภาระงานในสภาฯ ที่หนักมากขึ้น มีวินัยมากขึ้น

เพราะนอกจากบทบาท แม่ และ ส.ส.ที่ต้องคอยเติมเสียงส.ส.รัฐบาลให้ไปรอด ไปพร้อมๆ กันแล้ว เธอยังมีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นผู้ตามและคอยเตือน คอยแจ้งเวลาให้กับ ส.ส. กลุ่ม​10 พรรคการเมืองขนาดเล็ก ทั้งการเข้าร่วมประชุม แจ้งเวลาลงมติ หรือ เข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตน

ดังนั้นหน้าที่จับตา ดูความเป็นไป จังหวะเวลาในห้องประชุม ที่ชิงไหวพริบระหว่างฝ่ายค้าน กับรัฐบาล ทำให้ “ศิลัมพา” แทบจะไม่มีโอกาสลุกออกจากห้องประชุมหรือคลาดสายตาจากเกมการเมืองในห้องประชุมสภาฯ ไปได้

แม้ที่ผ่านการการควบคุมเสียงของ “ฝั่งรัฐบาล” จะพบข้อผิดพลาดบ้าง แต่ที่เห็นคือไม่ใช่ความผิดพลาดที่มาจาก ส.ส.กลุ่มพรรคเล็ก “ศิลัมพา” บอกว่า แม้วิปรัฐบาลจะไม่เคยคาดโทษ หากพบความผิดพลาด แต่หน้าที่และความรับผิดชอบต่องานสภาฯ เป็นสิ่งที่  ส.ส.ทุกคนตระหนัก ว่า นี่คือความรับผิดชอบที่สำคัญ และเธอบอกว่าภูมิใจ

“ดิฉันจะไม่มีตำแหน่งเป็นกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่คอยตามพี่ๆ ในกลุ่มพรรคเล็กให้เข้าร่วมประชุม เมื่อถึงเวลาประชุม ลงมติ หรือแสดงตน จะโทรตามพี่ๆ ที่ปฏิบัติภารกิจนอกห้องประชุม เช่น ประชุมกรรมาธิการ กลับเข้าห้องประชุม กับการประสานงานส.ส.รุ่นพี่นี้ ทำให้ตัวเราออกไปไหนไม่ได้ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เมื่อทำงานร่วมรัฐบาลแล้วต้องทำงานให้เต็มที่ หากขาดไปแม้เพียงเสียงเดียว ถือว่ามีผลกระทบเยอะ ดังนั้นภาระนี้ถือว่าสำคัญ สิ่งที่ต้องทำสำคัญ คือ พยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรง ใส่หน้ากากอนามัยเข้าสภาฯ ช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละออง พี่ๆ เขาเคยถามว่าไม่สบายหรือ เราตอบไปว่า พยายามทำให้ตัวเองไม่ป่วย ดูแลตัวเอง เพื่อทำหน้าที่ส.ส.ในสภาฯ อย่างเต็มที่ และป้องกันการติดเชื้อที่อาจส่งผลถึงลูกน้อยด้วย”

หน้าที่ของ “ส.ส.แม่ลูกอ่อน” ที่ต้องดูแลงานในสภาฯ​ ดูแลประชาชน และดูแล “น้องดวิน ผันสืบ เลิศนุวัฒน์” ลูกน้อยวัยน่ารัก ที่อายุย่างเข้าเดือนที่ 8 ไปพร้อมๆ กับงานของ “ผู้แทนราษฎร” เจ้าตัวบอกว่าใช้การแบ่งเวลา เมื่อเลิกประชุมจะรีบกลับบ้านเพื่อเลี้ยงลูกเอง ส่วนช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ หรือพื้นที่มีพ่อ กับ แม่คอยดูแลอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดของคนเป็นแม่คือ ทำหน้าที่แม่ ดูแลลูกให้เต็มที่ ส่วนหน้าที่ของส.ส.ต้องทำหน้าที่ผู้แทนให้เต็มที่ ไม่ขาดตกบกพร่องเช่นกัน

สำหรับงานในสภาฯ ของ “ศิลัมพา” นอกจากจะเห็นภาพในการเข้าประชุมสภาฯ ไม่ขาดแล้ว เธอยังมีบทบาท ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อีกหลายคณะ ได้แก่ กมธ.การท่องเที่ยว , กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ และกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เหตุผลที่เธอเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในกมธ. เหล่านั้น เหตุผลสำคัญ คือ ต้องการทำให้สังคมปลอดภัย เด็ก เยาวชน เติบโตอย่างมั่งคง และต้องการทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีเพื่ออนาคตของลูกหลาน

กับเรื่องที่เธอผลักดันในสภาฯ คือ การจัดพื้นที่ในอาคารรัฐสภา ให้เป็นห้องเพื่อคุณแม่ ดูแลลูกน้อย ที่กระเตงมาทำงานในรัฐสภา ทั้งห้องปั๊มน้ำนม ซึ่งบุคคลทั่วไป, ส.ส., ข้าราชการ เจ้าหน้าที่งานรัฐสภา รวมถึงสื่อมวลชน สามารถเข้าใช้ได้ รวมถึงทำเนอสเซอรี่ แคร์ ภายในอาคารรัฐสภา

ขณะที่งานในบทบาทของกมธ.การท่องเที่ยว คือการผลักดันแนวทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยว รับประเด็นปัญหาเพื่อแก้ไข ซึ่งเป็นงานส่วนสำคัญที่เข้าไปคลี่คลาย และทำให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทย ที่บางเรื่องต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานราชการ ทำได้คล่องตัวและเกิดความเข้าใจอันดีของมิตรจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ดีแม้บทบาทของงานในสภาฯ​ ที่เป็นภาพเบื้องต้นของการ “คุมเสียงส.ส.ฝั่งรัฐบาล” ที่มีภาวะปริ่มน้ำ จะมีน้อยคนในสังคมวงกว้างที่รู้ เพราะส่วนใหญ่จับจ้องไปที่ภาพความขัดแย้ง วิวาทะ และการเล่นเกมทางการเมืองในสภาฯ มากกว่า แต่สำหรับคนวงใน อย่าง “ส.ส.กิ๊ฟ” เธอบอกว่า ส.ส.ทุกคนพยายามทำงานให้เต็มที่ ภาพที่ปรากฎของการโต้เถียง เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในสภาฯ​ที่ต้องหารือกันในบางเรื่องเพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ยอมรับร่วมกัน หรือบางครั้งที่มีปัญหาเกี่ยวกับคะแนนลงมติ ซึ่งไร้ข้อสรุปว่าปัญหาเกิดจากบุคคล หรือ อุปกรณ์ลงคะแนน จึงวอนขอให้ประชาชนเห็นใจ ส.ส. เพราะทุกคนทำงานเต็มที่ แม้บางอย่างจะมีภาพ หรือผลที่ไม่น่าพอใจ ต้องขออภัย

ในภาวะที่ “สภาเสียงปริ่มน้ำ” และการคุมเสียงในสภาฯ อาจจะทำได้กระท่อน กระแท่น การขอความร่วมมือ ส.ส.เพื่อพยุงงานของรัฐบาล ไม่ให้ตกม้าตาย อาจมีอีกหลายครั้งที่ทำให้ “สังคม” เห็นภาพที่แปลกตา ทั้งเสียงของฝั่งฝ่ายค้าน หันมาสนับสนุนรัฐบาล หรือ เสียงของรัฐบาลที่แทบจะลุกออกห้องประชุมไม่ได้

   ถือเป็นภาวะทางการเมืองที่สังคมต้องจับตา ว่า..​ในภารกิจสำคัญของฟากรัฐบาล จะงัดไม้ไหน เพื่อเอาชนะ “เสียงปริ่มน้ำ” ที่แค่เสียงๆ เดียวก็ชี้เป็นชี้ตาย ชะตาทางการเมืองของรัฐบาล ได้แล้ว

   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ทำหน้าที่เต็มที่ ส.ส.เเม่ลูกอ่อน ปั๊มนมกลางสภา

การเมืองไวรัส ‘ฮุน เซน’ เซียนเหยียบเมฆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416956?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองไวรัส ‘ฮุน เซน’ เซียนเหยียบเมฆ

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:25 น.
ฮุน เซน,ไวรัสโคโรน่า 2019,โควิด 19,สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา,เรือสำราญ เวสเตอร์ดาม,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,987 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15-16 ก.พ.63

**********************

เรือสำราญ เวสเตอร์ดาม ของบริษัทฮอลแลนด์อเมริกาไลน์ สหรัฐฯ มีแผนจะเดินทางทั้งหมด 30 วัน มีกำหนดจะเทียบท่าที่โยโกฮามา ญี่ปุ่น ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ระหว่างนี้ เกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขอเทียบท่าส่งนักท่องเที่ยวกลับบ้าน ไม่มีชาติไหนให้เทียบท่า แม้แต่ประเทศไทย

ในที่สุด สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งเปิดท่าเรือสีหนุวิลล์รับเรือสำราญสัญชาติอเมริกัน พร้อมจัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเอิกเกริกในวันวาเลนไทน์

ฮุน เซนต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเรือสำราญ

มีข้อน่าสังเกต นักท่องเที่ยวต่างชาตินำ “ผ้าพันคอทอมือ” ของชาวเขมรมาคล้องคอทุกคน ส่วนนักท่องเที่ยวบนเรือบางส่วนก็นำผ้าพันคอมาโชว์ที่ข้างเรือ

พลิกรับเป็นรุก

กลางดึกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่สื่อในกัมพูชา เกี่ยวกับการตัดสินใจให้เรือสำราญแวะเทียบท่าสีหนุวิลล์ ว่า “นี่คือปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมในยามฉุกเฉิน”

นายกฯ ฮุน เซน สั่งการรัฐมนตรีสาธารณสุข, ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงพระสีหนุ และเจ้าหน้าที่กัมพูชา อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในเรือสำราญทุกขั้นตอน นับแต่บริการตรวจทางการแพทย์เพื่อหาเชื้อไวรัสโคโรนา บริการฟรีวีซ่า และบริการอื่นๆ

สังเกตนักท่องเที่ยวคล้องคอด้วยผ้าทอมือของกัมพูชา

ที่พิเศษไปกว่านั้น สมเด็จฮุน เซน ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาแจก “ผัาพันคอทอมือ” (Krama) แก่นักท่องเที่ยวในเรือสำราญทุกคน นัยว่าเป็นของที่ระลึกจากน้ำใจชาวกัมพูชา

ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

สมเด็จฮุน เซน รู้ดีว่า นักท่องเที่ยวในเรือสำราญจำนวน 1,455 คน คนส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน อังกฤษ และอีกหลายชาติในยุโรป จึงคิดแผนการบางอย่างในใจ

ลึกๆ แล้ว วันเดียวกันนั้น มี “ข่าวร้าย” จากสหภาพยุโรป หากไม่มีข่าวเรือสำราญจอดเทียบท่า ข่าวนี้จะได้รับความสนใจจากคนเขมรมากที่สุด

อียูลงดาบฮุนเซน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สหภาพยุโรป(อียู) ลงมติตัดสิทธิทางการค้าต่อกัมพูชา ทำให้กัมพูชาเสียสิทธิพิเศษทางการค้าราว 20% ที่เคยได้รับจากอียูภายในโครงการ Everything but Arms (อีบีเอ) ซึ่งอียูอนุญาตให้กัมพูชาสามารถส่งออกสินค้าไปยังอียูได้ทุกรายการ โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ยกเว้นอาวุธ

หนูน้อยคนนี้ถือป้ายขอบคุณกัมพูชา

สิทธิพิเศษทางการค้าที่กัมพูชาสูญเสียในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 1 พันล้านยูโร (1.1 พันล้านดอลลาร์) โดยเฉพาะสิ่งทอเขมรได้รับผลกระทบหนัก สาเหตุที่อียูตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชา เนื่องจากรัฐบาลฮุน เซน มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ สื่อออนไลน์ที่สนับสนุนรัฐบาลฮุน เซน จึงเสนอบทความ กัมพูชามีน้ำใจต่อชาวยุโรปและโลก ทั้งที่ความจริงอันเจ็บปวด ยุโรปได้ตัด “อีบีเอ” บางส่วนออกจากกัมพูชา”

นักท่องเที่ยวขอบคุณกัมพูชา

พูดจาภาษานักเลงก็ว่า ทั้งที่คับแค้นใจต่อมติของอียู แต่นายกฯ ฮุน เซน ก็ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหลายสัญชาติ รวมทั้งชาวยุโรป เพื่อมนุษยธรรม

ผัาพันคอทอมือ” ที่มอบให้นักท่องเที่ยวในเรือสำราญ เวสเตอร์ดาม สมเด็จฮุน เซน ต้องการบอกอียูให้รู้ว่า ชาวเขมรถักทอผืนผ้างดงาม และนักท่องเที่ยวเหล่านี้ กำลังโฆษณาการท่องเที่ยวกัมพูชาทางอ้อม

จีนคือมิตรแท้

จริงๆ แล้ว ข่าวอียูจะลงมติตัดสิทธิทางการค้าต่อกัมพูชา ภายใต้โครงการ Everything but Arms (อีบีเอ) มีข่าวมานานแล้ว และสมเด็จฮุน เซน ก็รับทราบจะมีการลงมติ 12 กุมภาพันธ์นี้

วันที่ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน บินด่วนไปพบผู้นำจีนที่กรุงปักกิ่ง ทำนองว่า มาให้กำลังใจประธานสี จิ้นผิง ต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นายกฯ กัมพูชา จะมาเยือนจีนในยามวิกฤติเช่นนี้

ไปปักกิ่งพบสี จิ้นผิง

ในเวลาอันจำกัด สมเด็จฮุน เซน ได้ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการกับ หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดยไม่มีสื่อจีนหรือกัมพูชาออกข่าวว่า สองนายกรัฐมนตรีพูดคุยกันเรืื่องอะไร แต่สื่อตะวันตกก็คาดหมายว่า นายกฯ ฮุน เซน คงคุยกับทางการจีน เพื่อหามาตรการรองรับธุรกิจสิ่งทอ หากอียูตัดสิทธิทางการค้า

อีกด้านหนึ่ง นายกฯ ฮุน เซน คงต้องการให้ภาพที่จับมือกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ทำให้สมาชิกอียูได้คิดใคร่ครวญ ก่อนจะลงมติตัดสิทธิทางการค้าต่อกัมพูชา

ดังที่ทราบกัน โรงงานสิ่งทอในกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มทุนจีน ฉะนั้น นายกฯ ฮุน เซน จึงต้องหาทางหนีทีไล่ไว้ แต่โชคดีที่ถูกตัดสิทธิไปแค่บางส่วนเท่านั้น

ทุกย่างก้าวของฮุน เซน ล้วนเป็นเกมการเมือง

11​ เรื่องควรรู้​…ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

11​ เรื่องควรรู้​…ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค.

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:35 น.
11​ เรื่องควรรู้​,ก่อนวินิจฉัย,คดียุบพรรคเงินกู้ อนค
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

11​ เรื่องควรรู้..​ก่อน 21 ก.พ.นี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ 191.20 ล้านบาทของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

21 ก.พ.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ 191.20 ล้านบาทของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

ก็มีการคาดการณ์กันไปต่างๆนานา โดยล่าสุดข่าวจะออกไปในทางโน้มเอียงว่าพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบและกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้ว่านายธนาธร จะเชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่จะรอดจากการถูกยุบพรรคในคดีนี้ได้ก็ตาม

แต่ก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนี้ มี 11 ข้อ ที่เราควรรู้  

 1.​ ศาลรธน.จะวินิจฉัยตามคำร้องของ​ กกต.

ศาลไม่ได้ตัดสินตามใจศาล​ แต่ตัดสินตามคำร้องของผู้ร้องซึ่งในที่นี้คือ​ กกต.​ โดยพิจารณาตามข้อเท็จจริง​ และข้อกฎหมาย

  2.​ คำร้องของ​ กกต.​ ร้องว่าอะไร?

(11 ธ.ค. 62)​ กกต.มีมติ พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธรจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

3.​ คำร้องของ​ กกต.​ แปลว่า?

3.1​ พรรคอนาคตใหม่​ กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน​ 191​ ล้านบาท

3.2​ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด​ ม.72​ (ตาม​ พรป.ประกอบ​ รธน.​ ว่าด้วยพรรคการเมือง​ 2560)

3.3​ กกต.จึงยื่นคำร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่​ ตาม​ มาตรา​ 92 วรรค​ 1​ (3) และ​ มาตรา​ 93

  4.​ มาตรา​ 72​ เขียนไว้ว่าอย่างไร

มาตรา 72  บัญญัติว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 5.​ มาตรา​ 72​ แปลว่า​

5.1​ บอกว่า​ พรรคการเมือง​ ห้ามรับ สิ่งต่อไปนี้​ (ไม่ได้บอกว่า​ใคร​จะให้กู้ได้หรือไม่ได้)​

5.2​ สิ่งที่ห้ามรับ​ ก็คือ​

5.2.1 เงินบริจาค​

5.2.2 ทรัพย์สิน

5.2.3 ประโยชน์อื่นใด

5.3​ โดยรู้ หรือ ควรรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกม.​ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย

  6.​ ข้อเท็จจริงคือ

6.1 พรรคอนาคตใหม่รับเงินนายธนาธร​ มาแล้ว​ (โดยระบุว่าเป็นเงินกู้)​ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว​ ศาลจึงไม่สั่งให้มีการไต่สวนเพิ่มเติม​ จึงเหลือเพียงการพิจารณาว่า​มีความผิดตามข้อกฎหมายหรือไม่?

 7.​ ข้อกฎหมายที่ศาลน่าจะวินิจฉัยคือ​

7.1 เงิน​ ธนาธร​ ที่พรรครับมา​ เข้าข่ายสิ่งที่ห้ามรับหรือไม่​ ตาม​ ม.72?

7.1.1 เงินที่พรรครับมาอยู่ในประเภทหนึ่งของรายได้พรรคการเมืองที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่​

7.1.2 ตามมาตรา​ 62​ นั้น​ เงินที่รับมานี้​ไม่อยู่ในประเภทหนึ่งของรายได้พรรคการเมืองที่กฎหมายกำหนด​ (และตามกฎหมายมหาชน​ ต้องตีความตามตัวบท​ สิ่งที่ทำได้คือสิ่งที่กำหนดไว้เท่านั้น)​

7.1.3 เงินที่ไม่อยู่ในประเภทหนึ่งประเภทใดของรายได้พรรคตามกฎหมาย​ที่พรรคอนาคตใหม่รับมานี้ถือว่า​ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา​ 72​ หรือไม่?

7.2 เงินที่พรรครับมา​ รู้​ หรือ​ ควรรู้ว่า​ ได้มาโดยไม่ชอบด้วย กม.​ หรือ​ มีที่มาโดยผิดกม.หรือไม่?

7.2.1 มาตรา​ 66​ วรรคสอง​ “พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้” = ห้ามพรรคการเมืองรับเงิน​จากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง​เกิน​ 10​ ล้านบาท/ปี​

7.2.2 เงินที่พรรคอนาคตใหม่รับมาจากธนาธร​ 191​ ล้าน​ เกิน​ 10​ ล้านบาท/ปี

7.2.3 เงินที่รับมานี้จะถือว่า​”ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตาม​ มาตรา​ 72​ หรือไม่? (แม้จะอ้างว่าไม่ใช่เงินที่มีที่มาผิด​กฎหมายก็ตาม)​

8.​ ถ้าวินิจฉัยว่าผิด​จะวินิจฉัยต่อว่า​ มีโทษ​ยุบพรรคตามมาตรา​ 92 วรรค1​ (3) หรือไม่​

 9.​ ความเป็นไปได้​ ก็คือ​

9.1 วินิจฉัยว่า​ ไม่ผิด​ และ​ ไม่ยุบพรรค

9.2 วินิจฉัยว่า​ ผิด​ และ​ ยุบพรรค

9.3 วินิจฉัยว่า​ ผิด​ แต่​ ไม่ยุบพรรค​ แต่อาจตัดสิทธิ์​ กก.บห.ของพรรค

10.​ เอกสาร​หลุด​ ความเห็นทางกม.อื่น​ๆ​ ศาลจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้​ เพราะอำนาจการวินิจฉัยข้อกม.ของศาล ​อยู่ที่ศาลอยู่แล้ว

 11.​ ประเด็นของรูปคดีนี้ไม่ใช่​ ธนาธร​ “ให้พรรคกู้เงินได้” หรือไม่ได้? ผิดหรือไม่ผิด? (นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องไปว่ากันอีกคดี)​ แต่คือ​ พรรคอนาคตใหม่​หรือกรรมการบริหารพรรค “รับเงิน” ของธนาธร​ (ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินอะไรก็ตาม)​ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้​ จะมีความผิดหรือไม่? และมีความผิดขนาดไหน?

สำหรับคดีนี้​ใช้เวลาสืบเนื่องมายาวนานร่วม​ 9​ เดือน​ ตั้งแต่นายศรีสุวรรณ​ จรรยา ไปยื่นต่อ กกต.​ เมื่อวันที่ 21​ พ.ค.2562  ต่อมา ​ กกต.มีมติ​เมื่อ 11​ ธ.ค.​ 2562​ และยื่นศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ ​ 13​ ธ.ค.​ 2562​ และศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย​ 21​ ก.พ.​2563​ ที่พรรคอนาคตใหม่​

ดังนั้นที่ ธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร​ แสงกนกกุล บอกว่าคดีนี้​ “มีธง”

 คำถามคือว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมต้องปล่อยให้การพิจารณาคดีกินเวลายาวนานถึง​ 9​ เดือน​ ซึ่ง​ กกต.ถูกวิจารณ์ว่าพยายามดึงเรื่องถ่วงเวลาให้ล่าช้าด้วยซ้ำ​ จนมีนักกฎหมายหลายคนต้องออกมากระทุ้งผ่านโซเซียลมีเดีย​ เรื่องจึงเดินต่อได้​

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :11​ เรื่องควรรู้ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค.

กวาดบ้านตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กวาดบ้านตัวเอง

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:15 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,กวาดบ้านตัวเอง
เปิดอ่าน 1,251 ครั้ง

กวาดบ้านตัวเอง คอลัมน์…  ดงงูเห่า  โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

ผมไม่ค่อยได้ชื่นชมใครในการทำงานนักข่าว

แต่ครั้งนี้ ขอชื่นชมด้วยความจริงใจ กับการ ที่ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ที่กำลัง “กวาดบ้านตัวเอง”

   “บิ๊กแดง” ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน เป็นนายทหารที่ต้องเอาเป็นตัวอย่างหลายเรื่องทั้งในช่วงที่เป็น ผบ.ทบ. และก่อนจะมาเป็น ผบ.ทบ.

  บิ๊กแดง เป็นนายทหารที่รักครอบครัว ไม่เคยทำอะไรให้เสื่อมเสีย เหมือน บิ๊กๆ บางคน ที่คั่วอีหนู โดยไม่สนใจภรรยาและลูก

ผมว่า บิ๊กแดง มีหลายอย่างที่เหมือน นายกฯ ลุงตู่ คือเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่หักหลังใคร รักครอบครัว เป็นห่วงลูกเต้า จะไม่ยอมทำอะไรให้เสื่อมเสีย

เพราะว่าในยุคนี้หูตาคนกว้างไกล ใครไปแอบนัดอีหนูที่ไหน คนเขาถ่ายได้หมด เพราะนักสืบโซเชียลมันเยอะ

การที่ บิ๊กแดง สั่งกวาดบ้านตัวเอง หรือภาษาชาวบ้านเขาเรียก ทุบหม้อข้าวตัวเอง คือการจัดการปัญหาเรื่องผลประโยชน์ อันเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่โคราช

มันตัดสินใจลำบากมากนะ ที่กิจการต่างๆ ที่ทำมานานแล้ว ไม่ว่า สนามกอล์ฟ สโมรสรฟุตบอล สนามมวย และอีกจิปาถะ แม้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์กราดยิง

แต่เมื่อถึงเวลา บิ๊กแดง จำเป็นจะต้องทำ

คือทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพ ฉวยสถานการณ์ลูกน้องจะเป็นจะตายแต่สร้างตนเองให้เป็นวีรบุรุษ โดยมีทีมงานคอยถ่ายภาพถ่ายทำออกสื่อ

เพื่อกลบความฉาวโฉ่ในองค์กรที่ตนเองดูแล

สิ่งเหล่านี้ บิ๊กแดง ทำไม่เป็น สังคมโซเชียลจึงไม่ได้ให้เครดิตไม่ว่าจะในเหตุการณ์ที่ไหน

ที่สำคัญคือ การแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ หรือแบ่งโควตาให้เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลที่ไหน ในกองทัพไม่มี เหมือนที่อื่นที่กำลังทำกันในรอบเดือนเมษายนนี้

บิ๊กแดง จะต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ในเดือนกันยายนที่จะเกษียณเพื่อทำให้กองทัพใสสะอาดเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

ตรงข้ามกับบางคนที่กำลังจะเกษียณในเดือนกันยายน เอาแต่กอบโกยใส่กระเป๋า โดยไม่สนใจว่า บ้านตัวเองที่เน่าเฟะอยู่มานานหลายปี จะกวาดจะล้างบ้าง

นี่ไงถึงต้องยกธงเชียร์ บิ๊กแดง แม้ว่าเกษียณแล้ว แต่บ้านอาจจะกวาดไม่หมดเพราะมันเยอะก็ตาม แต่หากได้ไปเป็น รมว.กลาโหม ก็ยังมีโอกาสที่จะหวนกลับมากวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยได้

ต่างจากบางคนที่มีการปล่อยข่าวว่าจะเป็นรัฐมนตรี จะเป็นได้อย่างไร นายกฯ จะกล้าตั้งหรือในเมื่อมาจากบ้าน ที่สกปรก มาเป็นรัฐมนตรี จะทำให้กระทรวงพลอยสกปรกและมัวหมองไปด้วยไหมนี่

หากอยากรู้ว่า ใคร ให้รอฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ซักซ้อมข้อมูล ให้ ส.ส.ของพรรคเรียบร้อยแล้ว รับรองว่า ข้อมูลลึก ถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณแน่นอน

ยี่ห้อตำรวจกองปราบฯ เก่าคงไม่ทำให้ผิดหวัง

ไม่แน่นะ การอภิปรายครั้งนี้ อาจทำให้ใครบางคนตกเก้าอี้ก็เป็นไปได้ ขึ้นกับภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯ ลุงตู่

ต้องกล้าตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เหมือนสุภาษิตโบราณที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

บิ๊กแดง คือบัณฑิต ส่วนคนพาล เป็นใคร เดี๋ยวนายกฯ ก็รู้

เว้น-ลด ภาษี 4.0 – เขตพัฒนาเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เว้น-ลด ภาษี 4.0 – เขตพัฒนาเศรษฐกิจ

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:15 น.
ขตพัฒนาเศรษฐกิจ,ภาษี,ประยุทธ์,อุตสาหกรรม 40
เปิดอ่าน 450 ครั้ง

เว้น-ลด ภาษี 4.0 – เขตพัฒนาเศรษฐกิจ คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ครม. ได้อนุมัติ 2 มาตรการภาษีสำคัญ ประกอบด้วย 1.มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 และ 2.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 โดยกระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ

1.กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในส่วนที่จ่ายไปเพื่อทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ที่สถานศึกษาของรัฐหรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ได้เป็นจำนวน 3 เท่าของที่จ่ายจริง ดังนี้
1) ให้หักรายจ่าย 1 เท่าแรกตามที่จ่ายจริง
2) ให้หักรายจ่ายเท่าที่ 2 เพิ่มขึ้นจากเท่าที่ 1 ตามจำนวนที่จ่ายจริง
3) ให้หักรายจ่ายเท่าที่ 3 เพิ่มเติมจากเท่าที่ 2 แต่เมื่อรวมกันต้องไม่เกินเพดาน ประกอบด้วย ร้อยละ 60 เฉพาะส่วนของรายได้ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท, ร้อยละ 9 เฉพาะส่วนของรายได้ที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท, ร้อยละ 6 เฉพาะส่วนของรายได้ที่เกิน 200 ล้านบาท

โดยการหักรายจ่ายตาม 1-3 รวมกันต้องไม่เกินกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือไม่เกิน 100 ล้านบาท

2.กำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับการบริจาคทรัพย์สินให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ที่สถานศึกษาของรัฐหรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

สำหรับรายละเอียด คือ ต้องบริจาคทรัพย์สินระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

และมีเงื่อนไข กำหนดให้ต้องไม่นำรายจ่ายที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษี ไปหักเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

กำหนดให้ต้องไม่นำรายจ่ายที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับอื่น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

กำหนดให้ต้องไม่นำรายจ่ายไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ส่วนมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยกระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สาระสำคัญคือ เป็นการขยายเวลาการจดแจ้งการขอใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยกำหนดให้มีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากอัตราร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 เป็นเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ สำหรับกำไรสุทธิจากรายได้ที่เกิดจากการผลิตสินค้าหรือการให้บริการและมีการใช้บริการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ได้จดแจ้งการขอใช้สิทธิการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:10 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,กองท้พบก,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ 2563

พลันที่เสียงปืนภายในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช เงียบสงบ กองทัพบกต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนในองค์กรยศจ่าสิบเอกที่กระทำการอุกอาจ ภายหลังยิงบุคคลที่เป็นคู่กรณีเสียชีวิตแล้วยังขับรถไปปล้นอาวุธปืนในคลังอาวุธของกองทัพ ออกมายังพื้นที่เปราะบางสาดกระสุนใส่ผู้คนอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตลอดรายทางและในห้างจำนวนมากร่วม 30 คนเท่านั้น แต่สาเหตุของการยิงกลับกลายเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ การซื้อบ้านจัดสรรสวัสดิการทหารเข้ามาเกีี่ยวข้อง จนทำให้สังคมเกิดความสงสัยเคลือบแคลงถึงเรื่องการประกอบธุรกิจในกองทัพ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในหมู่บุคลากรและกำลังพล กระทั่ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศล้างบางธุรกิจในกองทัพทุกรูปแบบ

ดูเหมือนปัญหาที่หมักหมมและดูจะเป็นผลลบกับกองทัพในหลายเรื่อง ผู้นำสูงสุดในกองทัพบกผู้นี้จะรับทราบมาพอสมควร โดย พล.อ.อภิรัชต์ ได้ยกตัวอย่างมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทีมฟุตบอลอาร์มี่ยูไนเต็ด ที่ได้ยุบเลิกไปแล้ว  หรือจะเป็นการจัดซื้อปืนสวัสดิการทุกชนิดของกองทัพบก ซึ่งต่อไปใครจะซื้อปืนสวัสดิการภายนอกจากหน่วยงานใดก็ตาม ผู้บังคับบัญชาชั้นนายพลจะต้องทำคำสั่งผ่านเสนาธิการทหารบกเท่านั้น ซึ่งตามระเบียบการเดิมจะให้นายทหารชั้นนายพันเป็นผู้เซ็นเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังพลและพ่อค้าซื้อขายอาวุธกันได้ง่าย หรือจะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเวรยามทหารที่มีการหักค่าหัวคิวลูกน้อง ซึ่งในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน รายได้ในส่วนนี้ถูกแบ่งสันปันส่วนไปให้แก่ผู้เป็นนายหรือนายทหารระดับสูงไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาและเป็นที่ฮือฮาไม่น้อยกับแนวความคิด ให้นายทหารที่เกษียณราชการย้ายออกจากบ้านหลวงเพื่อจัดระบบบ้านพักสวัสดิการทหาร เพื่อให้ทหารที่ยังไม่เกษียณอายุราชการได้เข้าไปพักอาศัยต่อ ยกเว้นผู้ที่ยังทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ รวมถึงการรื้อสวัสดิการดั้งเดิมของกองทัพบก เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรม และสนามมวย ที่จะไปหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้เข้ามาดำเนินการเรื่องผลประโยชน์เหล่านี้ หลังเกิดข้อครหาถึงการทุจริตต่อทรัพย์สินของราชการ โดยเฉพาะการหาประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุ ตามที่เป็นข่าวเรื่องการจัดสรรขายโดยญาติของนายทหาร ผู้บังคับบัญชา โดยมีจุดประสงค์เพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างเงินกู้สวัสดิการ อันนำไปสู่การทุจริตคดโกงที่เกิดขึ้นกับทหารชั้นผู้น้อยจำนวนมาก

คงไม่อาจปฏิเสธว่าสาเหตุส่วนหนึ่งของการก่อเหตุร้ายครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบกทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจสีเทาที่หาประโยชน์จากนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพ ปัญหาการควบคุมป้องกันอาวุธยุทโธปกรณ์ มาตรฐานในการตรวจสภาพจิตใจกำลังพลประจำปี ทุกระดับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสียทีเดียว แต่เป็นภารกิจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ผบ.ทบ.โดยตรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องกับการประกาศสร้างความโปร่งใสในกองทัพครั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมได้เคลือบแคลงอีกต่อไป ที่สำคัญจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งหลังจากนี้กิจการใดๆ ที่หน่วยงานไม่มีความสามารถหรือชำนาญก็ควรปล่อยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล เพื่อกำจัดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในทุกๆ ด้าน รวมทั้งช่วยให้ทางกองทัพได้มีระบบที่ได้มาตรฐานสากล และบริหารงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

ปลุกขวัญ ‘ธรรมนัส’ พะเยารอ ‘ลุงตู่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416719?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ปลุกขวัญ ‘ธรรมนัส’ พะเยารอ ‘ลุงตู่’

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:15 น.
ธรรมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,อัครา พรหมเผ่า,พะเยา,นายก อบจพะเยา,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 2,255 ครั้ง

ปลุกขวัญ ‘ธรรมนัส’ พะเยารอ ‘ลุงตู่’คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14 ก.พ.63

*****************************

ยกทัพใหญ่ไปกว๊านพะเยาเมื่อวันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะชุดใหญ่ เพื่อไปตรวจโครงการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาหนองเล็งทราย อ.แม่ใจ

ก่อนหน้าจะไป อ.แม่ใจ “ลุงตู่” ได้ไปที่วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อ.เมืองพะเยา โดยมีชาวพะเยามาต้อนรับอบอุ่น ระหว่างนั้นลุงตู่ร่วมเล่นเครื่องอังกะลุงของกลุ่มผู้สูงอายุชาวพะเยา โดยมีการบรรเลงเพลง พะเยารอเธอ”

เพลงพะเยารอเธอ เสมือนเพลงประจำจังหวัดพะเยา ชาวเจียงฮายมีเพลง “เชียงรายรำลึก” ชาวพะเยาก็มีเพลง “พะเยารอเธอ” เช่นกัน “จงกลับคืนมาหารักดังเก่า ลืมเรื่องร้ายคลายเศร้า เจ้าอย่าทำเมินไฉน พะเยารอเธอ รอรักด้วยความห่วงใย จะนานแสนนานเท่าไหร่ ขอให้เธอนั้นกลับมา”

ธรรมนัสโมเดล

การไปตรวจราชการที่เมืองพะเยาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะจังหวัดนี้มี ส.ส.ชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “มือประสานสิบทิศ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พรรคร่วมฝ่ายค้านวางยุทธศาสตร์ซักฟอกรัฐมนตรี โดยพุ่งเป้าไปที่ “คสช.” รายชื่อรัฐมนตรี ล้วนเป็นคนหน้าเดิมของ คสช. มีเพียง “ร.อ.ธรรมนัส” คนเดียวที่ไม่ได้เป็นสมาชิก คสช.

สองพี่น้องตระกูลพรหมเผ่า

ย้อนไปสมัยเลือกตั้งปี 2562 ร.อ.ธรรมนัส ได้สร้างปรากฏการณ์ “ดับทักษิณ” โดยพรรคพลังประชารัฐ ยึด 2 ที่นั่ง ส.ส.มาได้ จากทั้งหมด 3 ที่นั่ง

เขต 1 (อ.เมือง และ อ.แม่ใจ) ร.อ.ธรรมนัส เอาชนะ อรุณี ชำนาญยา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อรุณีเป็นผู้แทนที่มากับกระแสทักษิณ เที่ยวนี้พ่ายยับ

อินทร์จันทร์ พรหมเผ่า (สวมแว่น) บิดา ร.อ.ธรรมนัส มอบบ้านให้คนยากไร้

เขต 3 (อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว อ.ปง และ อ.เชียงม่วน) “เสี่ยยุ้ย” จิรเดช ศรีวิราช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ โค่น ไพโรจน์ ตันบรรจง อดีตส.ส.เพื่อไทย

มีเพียงเขต 2 (อ.เชียงคำ อ.ภูซาง และอ.จุน) แชมป์เก่า “เสี่ยมี่” วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ค่ายเพื่อไทย ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้

รอบหน้าเสี่ยมี่คงเหนื่อยหนัก หากผู้กองธรรมนัสยังบารมีเบ่งบานเหมือนทุกวันนี้

ยึดกว๊านพะเยา

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยึดเก้าอี้ ส.ส.พะเยา ได้ 2 เขต เป้าหมายต่อไปคือ ปักธงยึด อบจ.พะเยา โดยจะส่งน้องชาย อัครา พรหมเผ่า” ลงชิงนายก อบจ.พะเยา

เมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ปี 2554 ผู้กองธรรมนัส หนุน “วรวิทย์ บุรณศิริ” น้องชาย วิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ล้ม “ไพรัตน์ ตันบรรจง” นายก อบจ.พะเยา หลายสมัย หลังจากนั้นผู้กองธรรมนัสส่ง “อัครา” ไปเป็นรองนายก อบจ.พะเยา

อัครา ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย

ช่วงเลือกตั้ง “เสี่ยอี๊ด-วรวิทย์” เลือกอยู่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย ผิดกับไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา ที่ประกาศช่วยเหลือผู้กองธรรมนัสหาเสียงเลือกตั้ง

ธรรมนัสควงน้องชาย ออกงานช่วยชาวบ้าน

วันนี้ “อัครา” ในฐานะที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ออกพบปะชาวบ้านต่อเนื่อง รวมทั้ง อินจันทร์ พรหมเผ่า บิดาของ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบ “บ้านธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล” ให้แก่คนยากจน

โมเดล อบจ.พะเยา จะพิสูจน์ศักยภาพของผู้กองธรรมนัส..น่าติดตามด้วยใจระทึก

เสี่ยอี๊ด”ไม่ถอย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในเวลานั้น ได้ลงนามสั่งการให้ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา พร้อมพวกรวม 4 คน ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตามที่ ป.ป.ช.พะเยา ได้มอบหมายให้อัยการจังหวัดฟ้อง วรวิทย์ บุรณศิริ กับพวก ในข้อหาทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

เสี่ยอี๊ด นายก อบจ.พะเยา

“เสี่ยอี๊ด วรวิทย์” คนอยุธยา น้องชายของวิทยา บุรณศิริ ส.ส.กรุงเก่า มาปักหลักอยู่ที่ ต.ดอนศรีชุม อ.ดอกคำใต้ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

เมื่อถูกพักงาน “เสี่ยอี๊ด” ก็ทำงานเพื่อสังคม ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์นกยูงพะเยา จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อนกยูง นอกจากนั้นยังเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่เปิดเผย

เสี่ยอี๊ดกับพี่ชาย วิทยา บุรณศิริ สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข

วันที่ 18 มกราคม 2563 เสี่ยอี๊ด โพสต์ข้อความว่า “อุดมการณ์ เพื่อผืนแผ่นดินพะเยา และจะขออยู่เคียงข้างชาวพะเยาตลอดไป” เหมือนจะส่งสัญญาณว่ายังไม่หันหลังให้การเมืองท้องถิ่น

ที่น่าตีความมากไปกว่านั้น เสี่ยอี๊ดได้ยกเพลทคำโคลงศรีปราชญ์มาแปะไว้ที่หน้าเฟซบุ๊ก “..เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนองฯ”

เสี่ยอี๊ดต้องการสื่อข่าวส่งความคำโคลงศรีปราชญ์นี้ไปหาใคร