ไฟทำลายล้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟทำลายล้าง

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:29 น.
ไฟป่า,ภูกระดึง,สิ่งแวดล้อม,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

ไฟทำลายล้าง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563

แม้ในเบื้องต้นจะมีคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่่ระดับสูงของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ว่าสามารถดับไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อุทยาน ลูกหาบ เจ้าของร้านค้า และนักท่องเที่ยวกว่า 100 ชีวิต แต่หายนภัยครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เสียหายกว่า 3,400 ไร่นั้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาฝุ่นควันพิษในภาคเหนือให้ยิ่งรุนแรงขึ้นอีก ซ้ำร้ายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามาจากการเผาเพื่อหาของป่าของประชาชนด้านล่างจนลุกลามขึ้นมาบนภูกระดึง เรื่องนี้จึงสนับสนุนสมมุติฐานที่ว่าปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือส่วนใหญ่แล้วมาจากการเผาของเกษตรกรและชาวบ้าน

กล่าวสำหรับสภาพแวดล้อม ปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ป่าอเมซอนในอเมริกาใต้ ล้วนแต่รุนแรงและล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวง ทั้งก่อมลพิษทางอากาศและซ้ำเติมภาวะเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุโลกร้อน อันนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีกมากมาย อย่างเช่น การระบาดของโรคร้ายต่างๆ หรือแม้แต่โรคอุบัติใหม่ ทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่าพันคน และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อไร ในขณะที่ความพยายามเอาชนะด้วยวัคซีนยังไม่ประสบผลสำเร็จ สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่่เลวร้ายลงในหลายประเทศทั่วโลกขณะนี้บ่งชี้ว่าจะต้องเร่งลงมือแก้ไขกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยภาคกสิกรรมตกเป็นจำเลยผู้ทำลายสภาพแวดล้อมในสองกรณีคือ พื้นที่การทำนาข้าวเป็นบ่อเกิดของการสร้างก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอับดับสองรองจากภาคพลังงาน อีกกรณีหนึ่งคือการเผาในที่โล่งแจ้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนของปีถัดมา ซึ่งเป็นการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในช่วงหน้าฝนที่จะมาถึงใน 1-2 เดือนข้างหน้า ส่วนในภาคกลาง ปัญหาการเผารุนแรงมาจากการทำไร่อ้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัด แต่ในขณะเดียวกันที่ผ่านมาหลายรัฐบาล นับเนื่องตั้งแต่เกิดปัญหาฝุ่นควันรุนแรงในภาคเหนือตั้งแต่ปี 2550-2553 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาการเผาในที่โล่งของภาคการเกษตรได้ ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่เข้ามาซ้ำเติมคือการเผาป่า หรือแม้แต่ไฟป่าที่เกิดโดยธรรมชาติที่อาจจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นได้

การเผาป่า การเผาเพื่อการเกษตร และการเผาอื่นๆ ที่เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมและสร้างภาวะเรือนกระจก เป็นปัญหาใหญ่ทั้งในระดับชาติและระดับโลก อันมีความจำเป็นต้องเร่งบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่า และการเผาในที่โล่งอย่างได้ผล กรณีไฟป่าภูกระดึงนั้น เปรียบเสมือนเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงขึ้น ปลุกจิตสำนึกของทุกฝ่ายให้หันมาเอาใจใส่ต่อสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ปัญหามลพิษ และตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะมีโรคอุบัติใหม่ในวันข้างหน้าขึ้นได้อีก ล้วนมาจากการทำลายล้างสภาพแวดล้อมแบบไม่ยั้งคิดทั้งสิ้น จนถึงขณะนี้แม้จะค่อนข้างสายไปสักหน่อย แต่ก็ยังไม่ถือว่าช้าเกินไปที่จะร่วมกันแก้ไขปกป้องก่อนที่ธรรมชาติจะลงโทษเรารุนแรงกว่าที่กำลังประสบกันอยู่

เปิด..บันทึก ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417341?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด..บันทึก ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:15 น.
สนามบินอู่ตะเภา,ไวรัสโคโรน่า,เปิดบันทึกหมอ,ไม่ลับ,แอร์เอเซีย,รับคนไทยกลับบ้าน
เปิดอ่าน 3,613 ครั้ง

เปิดบันทึก..ไม่(ลับ) ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้ #รวบรวมเหล่าผู้กล้า

ด้วยความวิตกกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ระบาดหนักในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ จนกระทั่งทางการจีนประกาศปิดเมือง จึงเริ่มเกิดความกังวลต่อพลเมืองของตนเองที่ยังติดค้างในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคอุบัติใหม่ หลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบินไปรับพลเมืองของประเทศตัวเองกลับสู่มาตุภูมิ

อ่านข่าว :  ญี่ปุ่นเตือนโควิด-19 แพร่ระยะใหม่ แนะเลี่ยงฝูงชน-รถไฟแน่น

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหลายๆ สื่อรวมทั้งนักวิชาการต่างๆ ที่กังวลกับการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ แต่ที่สุดแล้วสถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้ต้องตัดสินใจโดยเร็วที่สุด และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจ “บินไปรับคนไทยบ้าน” ที่จะต้องไปรับคนไทยกลับมาสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด เกิดเป็นทีมเฉพาะกิจที่มาจาก 3 กระทรวง 7 หน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชน รวบรวมทีมเวิร์คที่ดีที่สุดในเวลานั้นขึ้นมา ความยากของภารกิจนี้อยู่ที่เงื่อนไขของเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ รู้เพียงว่าต้องเร็วที่สุด เนี้ยบที่สุด และปลอดภัยที่สุด ทั้งทีมที่จะไปรับ และคนไทยที่จะกลับมาพร้อมกับเรา เราเริ่มคุยและวางแผนร่วมกันแม้จะยังไม่รู้กำหนดการเดินทาง

“สรุป เดินทางวันไหนพี่”

“เร็วสุด ไม่คืนนี้ ก็พรุ่งนี้เช้า ช้าสุดไม่เกินวันที่ 4”

เราจำเป็นต้องทำแผนให้ยืดหยุ่นมากที่สุด กระชับที่สุด และจะต้องพร้อมอย่างเต็มที่หากจะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้น ทีมต้องแม่นยำ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ

โจทย์ที่ได้รับมาดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายๆอย่าง ทั้งการปิดเมือง ระงับการเดินทางสาธารณะทั้งหมด รวมไปถึงปิดน่านฟ้าเมืองอู่ฮั่นอีกด้วย ทำให้เราต้องตัดตัวเลือกออกที่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องบินทหาร C130 ซึ่งติดปัญหาเรื่องที่นั่งเพราะไม่มีผนังกั้นห้องสำหรับแยกผู้ป่วย และยังใช้เวลาในการบินนานถึง 5 ชม. รวมทั้งเครื่องบินพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ สายการบินไทย และไทยสมายล์ ที่ไม่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเงื่อนไขนี้ทางการจีนได้ร้องขอให้เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่นอยู่แล้ว เพราะนักบินจะคุ้นชินกับสนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างดี และความคล่องตัวในหลายๆอย่าง ในที่สุดสายการบินแอร์เอเชียจึงเป็นทางเลือกเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อทางสายการบินแอร์เอเชียเองก็ยินดีที่จะลงเรือลำเดียวกันในภารกิจนี้

29 ม.ค. 2563 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ยังบ้านของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าของเสียงคือคุณหมอนักประสานสิบทิศ ผู้ที่ได้รับฉายา “จูล่ง แห่งกรมควบคุมโรค” หนึ่งในคณะทำงานที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมดในภารกิจชาติในครั้งนี้

“คุณคิดยังไงถ้ารัฐบาลจะไปรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น?”

“รับทราบครับ แล้วตอนนี้เรามีอะไรในมือบ้าง?”

คุณหมอหนุ่มถามกลับไปด้วยความมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับมอบหมายคงหนีไม่พ้น ช่วยวางแผนและกำหนดยุทธวิธีในภารกิจนี้

“เท่าที่รู้คือ มีคุณนี่แหละที่ต้องไปกับเครื่องบินลำนี้”

สีหน้าของคุณหมอหนุ่มดูตื่นเต้น เมื่อสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้กลับไม่เป็นตามนั้น แต่กลับได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วางแผนและทำภารกิจที่สำคัญนี้แทน

“งั้นผมไปขอ Visa ก่อนนะ”

Visaที่บอกไม่ใช่อะไร แต่คือการขอความเห็นชอบจากภรรยา เพื่อไปทำภารกิจครั้งนี้ และแน่นอนที่สุด หลังจากที่เขาได้เอ่ยปากกับหญิงสาวผู้มีอิทธิพลในชีวิตมากที่สุดเขาก็ได้รับข่าวดีว่า “ Visa ผ่าน”

ในที่สุดการรวมทีมจึงเกิดขึ้นซึ่งเหล่าผู้กล้าทุกคนที่ได้รับมอบหมายภารกิจนี้ต่างไปรวมตัวกันที่ #สถาบันบำราศนราดูร เพื่อหารือและทดสอบการใส่ PPE-Full Cover โดยมีทีม ICN (Infection Control Nurse) ระดับตำนานเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

ที่นั่นคุณหมอหนุ่มได้พบกับสหายร่วมรบที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอีก 5 คน หลังจากที่เคยร่วมผจญภารกิจเพื่อเยียวยาภัยพิบัติร่วมกันในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกคนทักทายกันอย่างสนิทสนมด้วยบรรยากาศเดิมๆ เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติและซักซ้อมกันถึงการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ซึ่งเมื่อตัวท็อปของวงการการแพทย์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ ได้รวมตัวกันเป็น “อเวนเจอร์ทีม” แล้ว ความมั่นใจที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จจึงมีมากขึ้น เพราะเหล่าผู้กล้าทีมนี้ ไม่พูดเยอะ แค่มองตาก็รู้กันว่าต้องทำอะไร

หนึ่งในการทดสอบเพื่อเตรียมความพร้อมในภารกิจครั้งนี้คือ ต้องให้แน่ใจว่าทุกคนในทีม จะสามารถใส่ PPE – Full Cover ชุดอวกาศพร้อมทั้ง N95 และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องทดสอบด้วยว่า ถ้าสวมและออกแรงได้ด้วย เรายังจะปกติกันอยู่ไหม จึงต้องทดสอบเดินขึ้นลงบันได 6 ชั้น แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทีมแพทย์เท่านั้นที่ต้องใส่ชุดอวกาศ แต่ทั้งกัปตัน ลูกเรือ และเจ้าหน้าที่กงสุลที่ไปร่วมปฏิบัติการทุกคนก็ต้องใส่ชุดเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องใส่ตลอดเวลาตั้งแต่บนเครื่องจนกระทั่งส่งกลุ่มคนไทยกลับบ้านเข้าที่พัก

“โอเค เราสามารถทำงานในชุดนักบินอวกาศนี้ได้ เป็นอันว่า เราปฏิบัติภารกิจนี้ได้สบายแล้ว”

#ทำไมถึงต้องบ้านพักรับรองของทหารเรือ

บ่ายวันต่อมา ทีมภารกิจได้รับคำสั่งให้เข้าประชุมด่วนเพื่อวางแผนเตรียมการปฏิบัติการ การเคลื่อนย้ายทางอากาศ และแนวทางการปฏิบัติการภาคพื้นดิน อีกครั้งซึ่งจำเป็นจะต้องได้ข้อสรุปเรื่องสถานที่พักให้กลุ่มคนไทยที่รับกลับมาจากอู่ฮั่น โจทย์คือ ต้องปลอดภัย และต้องสร้างความมั่นใจอย่างสูงสุด คนไทยกลับบ้าน กลุ่มนี้ พวกเค้าอาจติดเชื้อโรคหรือไม่ติดเชื้อ แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยกลุ่มนี้อาจสร้างความกังวลให้กับชุมชนรอบข้างที่พัก เหมือนเช่น ข่าวการชุมชุมประท้วงและเหตุรุนแรงในหลายประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ และที่สำคัญการเลือกพี่พักของคนไทยกลับบ้าน จะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกท่าอากาศยานที่เครื่อง A320 จะลงจอด ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเราเองยังไม่รู้กำหนดการเดินทางที่แน่นอนเลย…

“ถ้าลงที่ดอนเมือง เราจะให้เค้าไปพักที่ไหน”

หนึ่งในคณะทำงานตั้งคำถามขึ้นกลางที่ประชุม

“โรงพยาบาลทุ่งสีกันดีไหม”

“แต่มันอยู่กลางชุมชนเกินไป ไม่น่าจะเหมาะนะครับ”

ความเห็นนี้ทำเอาทุกคนต้องกลับมาหารือกันใหม่

“งั้นไปโรงพยาบาลสระบุรีแล้วกัน”

“นั่นก็หมายความว่าเราต้องให้ทุกคนนั่งรถทางไกลไปต่อถึงสระบุรี คงไม่เซฟเท่าไหร่นะครับ”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความเสี่ยงนี้ จนกระทั่งเราได้คำตอบสุดท้ายที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด

“งั้นไปที่อู่ตะเภาดีไหมครับ”

ในที่สุดที่พักของคนไทยจากอู่ฮั่นจึงจบที่บ้านพักรับรองของทหารเรือที่ อ.สัตหีบ สถานที่ที่พร้อมที่สุดที่หาได้ในตอนนี้ และแล้วจึงได้มีการประสานงานไปทางกองทัพเรือ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ขณะที่ทุกฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเตรียมความพร้อมตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คุณหมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมทีม ยังคงนั่งวางแผนการทำงานบนเครื่องบิน เขาออกแบบการปฏิบัติงาน 6-7 แบบ เผื่อไว้หากเกิดความผิดพลาดใดๆ จะสามารถปรับแผนในการทำงานได้ทันท่วงที

“ผมคงต้องเตรียมเครื่องมือขึ้นเครื่องไปให้พร้อม”

“คุณอยากได้อะไรบ้าง”

“ผมอยากได้ทุกอย่างเท่าที่รถพยาบาลคันหนึ่งจะมี อุปกรณ์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน เวชภัณฑ์โรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เผื่อสำหรับทีมกงสุล และ ทีมแอร์เอเชียด้วย”

คุณหมอคนเดิมใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาข้อมูล สนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างไร เครื่องบิน A-320 เป็นอย่างไร ระเบียบการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่ามีอะไรที่ต้องระวังบ้าง การควบคุมโรคในพื้นที่ปิด การดูแลภาวะฉุกเฉินทางกาย การดูแลภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิต และอีกสารพัด จนในที่สุดได้แผนปฏิบัติการ ที่พร้อมปรับได้ตลอดเวลา ทันทีที่มีข้อมูลใหม่ๆ พร้อมด้วยรายการอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ฉุกเฉิน มากพอที่จะทำการฟื้นคืนชีพขั้นสูงสุดได้ 2 เคส เวชภัณฑ์ตรวจรักษาโรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เพื่อใช้สำหรับทีมกงสุล และทีมแอร์เอเชียด้วย

“เอาล่ะ ผมได้รถพยาบาลบนเครื่องบินแล้ว 1 คัน เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”

เขาพึมพำขึ้นด้วยความพอใจ กับรายการที่เรียบเรียงมา ด้วยความเหนื่อยล้ากับอีกวันที่เวลางวดเข้ามาทุกที

รุ่งขึ้น ทีมภารกิจมีการประชุมด่วนเป็นครั้งที่ 2 “นี่น่าจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เราจะสรุปทุกขั้นตอนกันใน

วันนี้ เราได้รับสัญญาณไฟเขียวมาจากทางจีนแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะออกเดินทางวันที่ 4 กุมภานี้”

ผู้บริหารระดับสูงผู้เป็นประธานในที่ประชุมเอ่ยขึ้น ขณะที่ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับภารกิจที่กำลังจะเริ่มขึ้น หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยความเครียด และอยู่ภายใต้ความกดดันของเวลาที่กระชั้นขึ้นมาทุกที เรารู้เพียงแค่ว่า เราจะต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่แสนยาวนานสำหรับการประชุมซักซ้อมเตรียมปฏิบัติงานตามแผนที่ทุกฝ่ายได้วางไว้ ซึ่งเราได้มือประสานงานขั้นเทพ จากกรมการกงสุล 2 ท่าน มาร่วมทีมซึ่งอยู่ร่วมภารกิจกับเราจนสุดทาง

ทีมงานทั้ง16 คน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนรวมทั้งนักบินและลูกเรือ ที่ร่วมทีมในภารกิจนี้ มีการสรุปขั้นตอนการปฏิบัติแบบละเอียดยิบ เป็นแผนที่ผสมกันอย่างลงตัวระหว่างแผนของสายการบิน และแผนทางการแพทย์ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการผิดพลาด ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง จนเครื่องลงจอดที่อู่ฮั่น การประสานงานกับท่าอากาศยาน เตรียมอุปกรณ์ตั้งจุดคัดกรอง การลงทะเบียนตรวจสอบรายชื่อผู้เดินทาง การคัดกรองและทำความสะอาด รับเลขเก้าอี้โดยสาร จนผู้โดยสารขึ้นมาบนเครื่อง

“โทรศัพท์ ไอแพด ไอโฟน ของผู้โดยสาร เอาไงดีพี่”

“เก็บรวมไว้ก่อน เพราะเราทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนเครื่องบินไม่ได้”

นี่เป็นข้อสรุปสั่งการจากหัวหน้าทีมแพทย์ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นมาดราม่าไม่คืนโทรศัพท์ ในเวลาต่อมา!!

ทีมแอร์เอเชียเริ่มซักซ้อมการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนตามที่ได้มีการวางแผนไว้ ซึ่งทุกคนในทีมต้องตั้งแถวตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่จะเริ่มทดสอบกระบวนการทั้งหมด พร้อมกับจับเวลาไปด้วย ซักซ้อมขั้นตอนการ Screen & Clean ทั้ง 6 ขั้นตอน ตั้งแต่ผู้โดยสารรับเลขที่เก้าอี้นั่ง จนเข้าสู่ Cabin แล้วนั่งรอ

เราจินตนาการไปจนถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาการรอและระหว่างการเดินทาง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาล่าสุดในขณะนั้น เรามีผู้เดินทางมากกว่า 150 คน และมีช่วงเวลาทำงานภาคพื้นเพียง 5 ชม.เท่านั้น ซึ่งเราซ้อมทุกขั้นตอนปฏิบัติงานอย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมจับเวลา คำนวณเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งก็พบว่าใช้เวลาเกือบ 6 ชม. เกินกว่าที่เราได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคพื้น

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปวัดใจกันหน้างาน” คุณหมอหนุ่มรำพึงขึ้นในใจเมื่อเห็นทุกอย่างดูจะลงตัวที่สุดจากความเป็นไปได้ในตอนนี้

หลังจากทดสอบขั้นตอนทุกอย่างจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ทุกคนจึงได้ไปรวมตัวกันที่สถาบันบำราศนราดูรอีกครั้ง เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยทางทีมสถาบันบำราศนราดูรได้เตรียมเครื่องป้องกัน PPE Level C – full cover ไว้ให้พวกเราทุกคน โดยจัดแยกเฉพาะบุคคลเอาไว้ ไม่อนุญาตให้สลับสับเปลี่ยนกัน นาทีนี้ รู้สึกเลยว่าทุกคนเหมือนเป็น “นักบินอวกาศ” ที่ได้รับหน้าที่ไปสำรวจดวงจันทร์เลยทีเดียว และแน่นอนกัปตันและลูกเรือก็ต้องมีการฝึกซ้อมการใส่ชุด ถอดชุด การหายใจและใช้ชีวิตอยู่ภายในหน้ากากและแว่นตา ด้วยมาตรฐานเดียวเช่นกัน ซึ่งฝึกซ้อมกันอยู่จนค่ำ ทุกคนต่างตื่นเต้นกับชุดทำงานใหม่ที่เก๋ไก๋กว่าเดิมชุดนี้ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับไปเพื่อเตรียมพร้อมกับภารกิจสำคัญในวันพรุ่งนี้

“เจอกันพรุ่งนี้ 05.00 น. ที่ดอนเมืองนะคะทุกคน”

ทุกคนต่างกลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น และต่างก็ข่มตาหลับได้ยาก เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ จะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หากได้ยากที่สุดเลยทีเดียว….

โปรดติดตามตอนต่อไป….

#โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

#ไวรัสโคโรนา2019 #ไวรัสโคโรนา

#เชื้อไวรัสโคโรนา2019 #กรมควบคุมโรค

#COVID19 #ไวรัสโคโรนา19

อนค.ดิ้นพล่าน ลั่นฟ้องกกต.หากพรรคถูกยุบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417269?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนค.ดิ้นพล่าน ลั่นฟ้องกกต.หากพรรคถูกยุบ

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,กกต,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

อนค.ดิ้นพล่าน ลั่นฟ้องกกต.หากพรรคถูกยุบ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ จ.ปทุมธานี ตัวแทนสมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากทั่วประเทศ นัดหารือเพื่อลงความเห็นในการที่จะฟ้องร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​เป็นรายบุคคลในฐานะสมาชิก​ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมติของสมาชิกในที่ประชุมออกมาเป็นเอกฉันท์​ยืนยันที่จะฟ้อง กกต. หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

อ่านข่าว-เด็กพปชร.ไม่หวั่น ธนาธร คุมทีมอนค.ซักฟอก

คำแถลงการณ์ของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ระบุว่า พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกพรรค ที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพรรคนี้กันขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ และมีความเข้มแข็ง จนสามารถมีสมาชิกที่เป็นตัวแทนของพวกเราในสภาถึง 80 คน มีความวิตกกังวลต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้มีการยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ โดยพิจารณาจากการที่ กกต. รับคำร้องจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ในคดีกู้ยืมเงินของพรรค ตามความผิดในมาตรา 66 ว่าเป็นการบริจาคเงินเกิน 10 ล้านบาท และ อนุกรรมการสืบสวนได้ยกคำร้อง แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตั้งกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง แล้วตั้งข้อหาใหม่ ให้มีความผิดตามมาตรา 62, 66 และ 72 ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค โดยไม่มีการเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจง และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เร่งรัดพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยโดยไม่เปิดให้มีการไต่สวนตามคำร้องของพรรคอนาคตใหม่

“พวกเราจึงมีความเห็นว่าการกระทำของกกต. เป็นการกระทำโดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และแม้ว่าพรรคจะได้ดำเนินการฟ้องร้องในฐานะที่เป็นนิติบุคคลแล้ว แต่พวกเราซึ่งสมาชิกรายบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของกกต. ก็สมควรที่จะดำเนินการฟ้องร้องต่อกกต.ในฐานะบุคคลเช่นเดียวกัน และหากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ในวันข้างหน้า กกต.ก็สมควรจะต้องรับผิดชอบต่อค่าสมาชิก และเงินบริจาคที่เรามอบให้พรรคในคดีแพ่งต่อไป”

 พยอม สมประสงค์​ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ปทุมธานี​ กล่าวว่า การที่มารวมตัวกันในวันนี้เกิดจากความพร้อมทางความคิดของแต่ละบุคคล พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองของประชาชน เริ่มต้นจากการที่เราจ่ายค่าสมาชิก 200 บาทต่อปี หรือ 2000 ตลอดชีพ พรรคก่อตั้งโดยสมาชิก ไม่ได้ก่อตั้งโดยนายทุน สมาชิกทั้งหมดร่วมกันเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ซึ่งเรารู้สึกยอมไม่ได้เมื่อเห็นว่าคนเพียงไม่กี่คนที่จะตัดสินยื่นยุบพรรค เราจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์​ในฐานะสมาชิกที่เป็นเจ้าของพรรค ในการฟ้อง กกต. หากศาลรัฐธรรมนูญ​ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่

“เมื่อเรารู้สึกยอมไม่ได้ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากทั่วประเทศได้มีการประสานผ่านศูนย์ประงานทั้ง 77 จังหวัด​ ในการเคลื่อนไหวเพื่อชี้ให้เห็นว่า เผด็จการไม่สามารถล้มล้างประชาธิปไตย​ได้ เมื่อประชาชนยืนหยัด 6 หมื่นกว่าคนที่เป็นสมาชิกและอีกกว่า 6 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่เข้าสภา จะไม่ยอมจำนนโดยเด็ดขาด หากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น” นางพยอม กล่าว

นางพยอม กล่าวต่อว่า ในฐานะสมาชิกพรรคเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของกกต. ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้พรรคในฐานะนิติบุคคล​ แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับสมาชิกพรรคในฐานะบุคคลธรรมดา​ ที่สูญเสียค่าใช้จ่ายจากค่าสมาชิก และสูญเสียเวลาอันประเมินค่าไม่ได้จากการทำงานให้พรรคในฐานะอาสาสมัคร ในที่ประชุมจึงมีมติพ้องต้องกันว่า จะให้สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากทั่วประเทศร่วมกันฟ้องร้องต่อกกต. เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ โดยมีคำฟ้องกลางที่สมาชิกสามารถ​ดาวน์โหลด​ นำไปพิมพ์​ชื่อในคำฟ้องด้วยตนเอง ทั้งนี้มีทนายอาสาสมัคร​ซึ่งเป็นสมาชิก​พรรค อาสาที่จะเป็นทนายให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์​หน้าเป็นต้นไป

นายพร้อมสิน บุญจันทร์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นเพราะเห็นได้ชัดเจนว่าการยื่นยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นการกลั่นแกล้ง​ทางการเมือง​อย่างชัดเจน หากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นจริง แม้เราไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์​ศาลรัฐธรรมนูญ​ได้ แต่เรามีสิทธิ์​ที่จะปกป้องพรรคในฐานะ​ที่เป็นสมาชิก เพราะสมาชิกเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน เมื่อพรรคถูกเล่นงานด้วยกฎหมาย เราจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายในการฟ้องร้องกกต.เช่นเดียวกัน เราคิดว่าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ตนในฐานะสมาชิกพรรคเป็นผู้เสียหายและกกต.จำเป็นต้องรับผิดชอบ

ศึกซักฟอก’จุดเปลี่ยน’ ที่ไม่เปลี่ยน ‘รัฐบาล’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกซักฟอก’จุดเปลี่ยน’ ที่ไม่เปลี่ยน ‘รัฐบาล’

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:30 น.
ศึกซักฟอกจุดเปลี่ยน,ที่ไม่เปลี่ยน,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,621 ครั้ง

การเลือกตัว รมต.ที่ถูกซักฟอกชัดเจนว่าเพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือและเซาะความศรัทธาต่อรัฐบาลและหากสังคมไม่ไว้วางใจ การวางหมากและเดินเกมของพรรคการเมืองคู่แข่งรัฐบาล ก็ไม่ยาก

ส่งท้ายการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ด้วย ญัตติของพรรคฝ่ายค้าน นำโดย พรรคเพื่อไทย ที่ขอให้สภาฯ เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล จะเริ่มประเดิมศึกซักฟอก​ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์​ ลากยาวไปถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 

และลงมติกันโดยเสียงของส.ส. ทั้งสภาฯ ว่าจะให้ความไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรี ที่ถูกขุดพฤติกรรม แฉกลางสภาฯ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันส่งท้ายสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง  พอดิบพอดี

ช่วงเวลา 4 วัน 3 คืน ที่สภาฯ ผ่านการหารือจากหลายฝ่าย ที่จัดให้​ แน่นอนว่า คำนึงถึง จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย ทั้ง 6 ชื่อ ได้แก่ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, 3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, 5. วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ 6. ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

      โดยรัฐมนตรี 3 ลำดับแรก เป็นผู้ที่มีสัญลักษณ์ ​”พรรคพลังประชารัฐ” ติดเป็นโลโก้ประจำตัว ขณะที่ 3 คนหลัง คือ รัฐมนตรีที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่ช่วงการยึดอำนาจ-รัฐประหาร ภายใต้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”  แม้จะสังกัดพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ถือเป็น คีย์แมนสนับสนุน คนสำคัญในทางการเมืองของพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก – รองฯวิษณุ”

     ตามบทบาทของ 3 แกนนำทางการเมือง กับ 2 ผู้สนับสนุน จึงไม่แปลกใจเท่าไร ที่ พรรคการเมืองคู่แข่ง” จะเลือกตัวบุคคล เพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือ และเซาะความศรัทธาทางการเมือง เพราะหากทำให้สังคมเห็น คล้อยตามข้อมูลการอภิปราย และนำไปสู่ความ “ไม่ไว้วางใจจากสังคม” ขั้นตอนทางการเมืองต่อไป จึงวางหมากและเดินเกมไม่ยาก  

    และอาจหมายถึง การเจรจาดีลเปลี่ยนขั้ว กลืนเลือดเพื่อชาติ กับ “กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล” ทั้ง พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคชาติพัฒนา, พรรคชาติไทย รวมถึงกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็ก

     แม้ “สมพงษ์​ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” จะปฏิเสธต่อความคิด”บิ๊กดีล”นั้น ว่าไม่ใช่เหตุผลที่ไม่ปรากฎรายชื่อ “รัฐมนตรีในสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล” ในศึกซักฟอกรอบแรกของฝ่ายค้าน แต่เป็นเพราะ ผลการพิจารณาเนื้อหาและข้อมูล ยังไม่หนักแน่นพอ เปิดศึกซักฟอก 

    แต่ในเชิงทางการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือ การสานสัมพันธ์อันดีไว้ สานต่อผลทางการเมืองระยะต่อไป

     กับข้อกล่าวหาของ 6 รัฐมนตรี ที่ “พลพรรคฝ่ายค้าน” จั่วหัวไว้ในเอกสารที่ยื่นประกอบญัตติ สาระสำคัญ คือ พฤติกรรมที่อันชวนสงสัย และเชื่อได้ว่า นำไปสู่ความไม่สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 

    สำหรับข้อกล่าวนั้น มีสาระที่จำแนกเป็นรายบุคคล ได้แก่ 

กรณีของ “รัฐมนตรี – ดอน” คือ พฤติกรรมที่เอื้อให้กับบริษัทข้ามชาติ ผ่านการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงซึ่งส่อว่าพาชาติไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ  

ซึ่งเคสนี้ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ฐานะหัวเรือใหญ่ของศึกซักฟอก” เคยบอกโจทย์แล้วว่า เป็นกรณีที่เกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติที่ทำธุรกิจบุหรี่ ต่อกรณีที่มีเรื่องฟ้องร้องต่อศาล และการให้สัมภาษณ์ กรณีที่ สหรัฐอเมริกา มีความขัดแย้งกับ อิหร่าน​ ในทำนองว่ารู้ล่วงหน้าจะมีการโจมตี ซึ่งมองว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้าน โดยใช่เหตุ

กรณี “รองนายกฯ – วิษณุ” ข้อกล่าวหาที่จะซักฟอก คือ ใช้ตำแหน่งแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่กระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง เป็นเหตุให้เสียหายด้านการเงินของรัฐ รวมถึงตีความกฎหมายโดยไร้หลักการและความถูกต้อง เพื่อช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง รวมถึงชี้นำการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ 

      กรณี “รัฐมนตรี-ธรรมนัส” จั่วหัวที่ประเด็น การขาดคุณสมบัติที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงพบการบริหารที่บกพร่อง ผิดพลาด วางมาดเป็นผู้มีอิทธิพล ปกป้องพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ชาติ 

       กับรายละเอียดนั้นเดาได้ว่า จะเป็นกรณีที่เคยถูกศาลประเทศออสเตรเลียตัดสิน คดียาเสพติด ที่ประเด็นนี้ใช้กลไกของ “กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯ” ตรวจสอบข้อมูลไว้พร้อมซักฟอก รวมถึงกรณีที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อปกป้องและช่วยเหลือ คดีรุกป่าของ “ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ” ที่จ.ราชบุรี และกรณีที่มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ถูกตีตราว่าเป็น “เจ้าของสวนกล้วย” เลี้ยงลิง ให้สนับสนุน “งานรัฐบาล” ในสภาหินอ่อน

       ขณะที่กรณีของ “บิ๊กป้อม – พล.อ.ประวิตร” , “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์” พฤติกรรมที่ตั้งเป็นประเด็น มีลักษณะคล้ายกัน คือ ทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์อันมิชอบให้กับตนเอง พวกพ้อง และมีพฤติกรรมละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  

      หากประเมิน ข้อกล่าวหาของ “บิ๊กป้อม” ที่มีข่าวสะพัดก่อนหน้านั้นว่า “มีดีล ไม่อยู่ในข่ายถูกซักฟอก” นั้นดูแสนจะเบาหวิวกว่าใคร

     เพราะในกรณีของ “บิ๊กป๊อก” ที่ข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกับ “พี่ใหญ่” แต่เมื่อดูให้ดีแล้ว มีพฤติกรรมที่เพิ่มเติม คือ กลั่นแกล้ง แทรกแซงข้าราชการประจำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงปล่อยให้เกิดกรณีทุจริตขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

      สำหรับกรณีของ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์”  ถือเป็น ไฮไลต์ใหญ่ ตามสาระของญัตติที่ฝ่ายค้านยื่น แบ่งเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ 1.ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะมีพฤติกรรมล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฐานะกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศที่ไม่เป็นไปตามวิถีและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 

      นัยของเรื่องนี้ เชื่อแน่ว่า หมายถึงพฤติกรรมสมัยที่ยึดอำนาจการปกครองจาก “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” เมื่อปี 2557 

      2.ใช้อำนาจการปกครองที่ได้มาโดยไม่ชอบ เพื่อละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง ซึ่งประเด็นนี้ เฉพาะเจาะจงต่อการออกคำสั่งในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งกรณี การจับกุม คุมขัง ฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้ามต่อเนื่องตั้งแต่การเข้ายึดอำนาจ รวมถึงใช้ศาลทหารเข้าดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้เห็นต่างทางการเมือง 

      3.เป็นผู้นำที่มีพฤติกรรมกร่าง เถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง และชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม

     4.พฤติกรรมที่สืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

      5. ปล่อยให้มีการทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง รวมถึงเข้าข้างคนชั่วโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ

      6.บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถ และทำงานผิดพลาด บกพร่องร้ายแรง

      7.ขาดคุณธรรม จริยธรรม แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ และองค์กรในกระบวนการยุติธรรม และใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ขัดหลักเสมอภาค รวมถึงไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่โดยไร้ความซื่อสัตย์ สุจริต และไม่มีความเสียสละ รวมถึงละเมิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

     8.มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ

      9.ใช้งบประมาณเพื่อมุ่งสร้างคะแนนเสียง ขาดวินัยการเงินการคลัง และพบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจระหว่างบริหารราชการ ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตร ค่าแรงขั้นต่ำ และล้มเหลวด้านการแก้ปัญหา เช่น อากาศเป็นพิษ ภัยแล้ง

     10. เป็นผู้นำที่มุ่งสร้างความขัดแย้ง

      11.หลอกลวงประชาชน ด้านการปฏิบัติตามนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียง   

      ที่ข้อกล่าวหามาก และ เยอะกว่า 5 รัฐมนตรี ที่เริ่มต้นทำงานมาพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2562 นั้น บางพฤติกรรม ส่อให้เห็นถึงนัยของความคับแค้นใจ จาก “ฝ่ายการเมืองที่ถูกกระทำโดยรัฐ” – “การถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง”- “การไม่ได้รับความเป็นธรรมในบางประเด็นที่เกี่ยวกับการเสียผลประโยชน์” 

        แน่นอนว่า ประเด็นของ “บิ๊กตู่” นั้น คือการย้อนความ – เรื่องอดีต พ่วงการบริหารราชการที่ต่อเนื่องในปัจจุบัน ฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดทั้ง ครม.ชุดปัจจุบัน และ ครม. ชุดก่อนหน้านั้น 

        สำหรับรายชื่อ ฝ่ายค้านที่จะอภิปรายนั้น ล่าสุดตัวเลขยังไม่แน่ชัดทั้งหมด แต่จากการเปิดเผย ผ่าน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” พอทราบว่า พรรคอนาคตใหม่จัดทัพอภิปรายไว้พร้อม ผ่าน 16 ขุนพล รวมเวลาอภิปราย 11 ชั่วโมง สำหรับสาระสำคัญ แน่นอนว่าพุ่งเป้าไปที่ “หัวหน้ารัฐบาล” 

         โดยประเด็น “ธนาธร” บอกกล่าว คือ ตั้งแต่หลังการทำรัฐประหาร 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยถูกตรวจสอบ และมีพฤติกรรมปกปิดความผิดต่อสาธารณะ ผ่านคำอ้างของการรักษาความสงบและคอรัปชั่น ดังนั้นโปรเจ็คของขุนพลพรรคอนาคตใหม่ คือ การกระชากหน้ากาก ผ่านการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ หยิบเนื้อหาที่ได้จากเอกสาร, หลักฐานแวดล้อม, กฎหมาย และความเสียหายที่เกิดขึ้น

       “เราต้องการย้ำให้ประชาชนเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ พาประเทศไทยไปผิดทาง  และข้อมูลการอภิปรายเชื่อว่าจะทำให้ประชาชน และสภาฯ เห็นถึงความล้มเหลว และเหตุผลที่ควรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายได้” ธนาธร ระบุ

   เมื่อโจทย์ซักฟอกของพรรคฝ่ายค้านถูกเฉลย และพอให้ “กุนซือรัฐบาล” คลำทางได้ จึงไม่แปลกใจที่ พลพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ “พลังประชารัฐ” และเครือข่ายเด็กบิ๊กป้อม จะตั้งทีม เพื่อรอจังหวะตอบโต้ ด้วยการ “ประท้วง” ในสภาฯ​ และ ตั้งทีมส่งข้อมูลให้ “รัฐมนตรี” แก้ต่างข้อกล่าวหา รวมถึงส่งข้อมูล เพื่อชี้แจง หวังใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลที่ผ่านมากับประชาชน

       ดังนั้นเกมซักฟอกในสภาฯ ที่เป็นกลไกควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และตรวจสอบการกระทำทุจริต และประพฤติมิชอบของรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารนั้นถูกต้อง โปร่งใส จึงเป็นมากกว่างานตรวจสอบธรรมดา เพราะแฝงไปด้วยเกมที่แต่ละฝ่ายจ้องเอาชนะกันทางการเมือง

      กับงานแรกของขุนพลของพรรคฝ่ายค้าน ที่มี พรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่ เป็นแกนนำ แม้จะเป็น “มือใหม่” แต่เชื่อแน่ว่าจะเตรียมความพร้อมอย่างดี เพื่อทำให้ภารกิจ  “ซักฟอกรัฐบาล” เกิดผลในการลดความเชื่อถือ-ศรัทธา มากที่สุด

       เพราะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ต่อให้ลงมติเต็มจำนวนของฝ่ายค้านในสภาฯ ไม่มีทางที่จะลงมติขับ “รัฐมนตรี” พ้นจากตำแหน่งได้ เพราะเช็คเสียงเลือดแท้ ล่าสุดมีเพียง 229 เสียง ซึ่งไม่พอขับรัฐมนตรีให้พ้นไปได้ 

       เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ​มาตรา 151 ระบุต้องใช้เสียงไม่ไว้วางใจ เกินกึ่งหนึ่งของส.ส.ที่มีอยู่ในสภาฯ และตอนนี้มี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งหมด 498 คน นั่นหมายถึง ต้องได้เสียงไม่ไว้วางใจ เกณฑ์ขั้นต่ำ 250 เสียง หรือมากกว่านั้น ขึ้นไป 

     และแม้ พรรคฝ่ายค้าน” จะหวังลึกๆ แบบไม่คาดหวังว่า “ส.ส.ร่วมรัฐบาล” จะหันหัวเปลี่ยนใจลงมติสนับสนุนญัตติของฝ่ายค้าน แต่เอาเข้าจริง ต่อให้ข้อมูลฝ่ายค้านดี ฟันเปรี้ยง ตรงประเด็นหรือมีหลักฐานชัดขนาดไหน อย่างมากสุด ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล แค่ “งดออกเสียง” หรือใช้สิทธิ “ไม่ลงคะแนน” ให้ 

      เพราะรู้ดีแก่ใจว่า สถานะของพรรคร่วมรัฐบาล คือ แต้มต่อที่จะสร้างบทบาท โกยคะแนน สร้างผลงานให้ประชาชนเห็นได้มากกว่า การเป็นฝ่ายค้าน ที่’อดอยาก-ปากแห้ง’

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “พปชร.” สู้ศึกรุมกินโต๊ะ ตั้งองครักษ์นอกสภาชนฝ่ายค้าน

บทเรียนในการทำสื่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417252?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนในการทำสื่อ

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:50 น.
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล,ฉาย บุนนาค,สื่อ,บทเรียนในการทำสื่อ
เปิดอ่าน 282 ครั้ง

บทเรียนในการทำสื่อ คอลัมน์ แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค

จากรายการ live สด “ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง” ของ “คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา…
หนึ่งในผู้ถูกพาดพิงจากการเล่าเรื่องครั้งนี้ของ “คุณสนธิ” คือ “ผม” จึงขอเล่าข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนร่วมกัน

“คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” หรือ “อาสนธิ” คือ เพื่อนรักของพ่อผม (คุณยุทธ ชินสุภัคกุล) ตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญ ศรีราชา… นอกจากนั้น “อาสนธิ” ยังเคยได้ร่วมงานกับแม่ของผมตั้งแต่สมัยทำงานที่ PSA (พร สิทธิอำนวย)…

ซึ่งที่ผ่านมาแม่ผมได้ชื่นชม “อาสนธิ” อยู่บ่อยครั้งถึงวิสัยทัศน์และทักษะด้านการโน้มน้าวจิตใจคนผ่านการพูดจา…

ผมได้พบกับ “อาสนธิ” ครั้งแรกที่ “บ้านพระอาทิตย์” หรือ ออฟฟิศของ ASTV ผู้จัดการ เมื่อต้นปี พศ. 2558 ด้วยการแนะนำของคุณยุทธ… หลังจากนั้นผมยังได้พบปะพูดคุย… แลกเปลี่ยนแนวคิดและรับการชี้แนะประสบการณ์จาก “อาสนธิ” อย่างสม่ำเสมอโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำสื่อและเรื่องการท่องยุทธจักรบู๊ลิ้ม…

แม้กระทั่งภายหลังช่วงที่ “อาสนธิ” ต้องโทษจำคุก ช่วงระหว่าง เดือน ก.ย.2559 ถึง เดือนก.ย.2562 … ผมก็ได้ไปเยี่ยมและพูดคุยเป็นครั้งคราวเสมอมา

จนล่าสุด… เมื่อ “อาสนธิ” ออกจากเรือนจำ… ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยียนอีกครั้งด้วยความเคารพพร้อมคุณพ่อ…

          การที่ “อาสนธิ” ออกมาพูดพาดพิงถึงผมและองค์กร… จากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและคลาดเคลื่อนจึงเป็นสิ่งที่ผมต้องขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงเพื่อทราบ…
00ผมดำรงตำแหน่ง “ประธานกรรมการบริหาร”… ของ “เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป” และ “เนชั่นทีวี“… ดังนั้นตามสายงานปฏิบัติ… ผมมิได้มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวใดๆโดยตรงกับกองบรรณาธิการของแต่ละสื่อ… ผมมีหน้าที่เพียงกำหนดนโยบาย และควบคุมคุณภาพมาตรฐาน “อาหารทางความคิด” เพื่อสังคมส่วนรวม

00“คม ชัด ลึก” คือ สื่อสิ่งพิมพ์รวมถึงออนไลน์ใน “เครือเนชั่นกรุ๊ป” ซึ่งยึดถือหลักอุดมการณ์ร่วมกันในการทำหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ… ทะนุบำรุงศาสนา… และเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง

ด้วยแนวทางนี้… เราจึงมีหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริงทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด… เราไม่มีแนวคิดในการใช้สื่อเพื่อการรีดไถหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์เพื่อใครคนหนึ่งหรือเพื่อทำลายล้างคู่แข่ง…

00เกี่ยวกับเรื่องการพบปะพูดคุยกับ “ผบ.ตร. จักรทิพย์ ชัยจินดา” หรือ “พี่แป๊ะ”… ผมได้รับการร้องขอเพื่อชี้แจงข้อมูลจาก “พี่แป๊ะ” ผ่านการบอกกล่าวจากภรรยา “คุณวทันยา วงษ์โอภาสี” ซึ่งรู้จักกับ “พี่แป๊ะ” เดิมอยู่แล้ว… และเสมือนคนอื่นๆ หน้าที่ของผมคือการรับผิดชอบและเปิดโอกาสในการสื่อสาร…และประสานข้อมูลทุกด้านให้กองบรรณาธิการรับทราบเพื่อสื่อสารสาระประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป…

00ด้านสถานะการเงินขององค์กรในเครือเนชั่น… ผมขอเรียนว่าเราได้แก้ไขปัญหาหนี้สินกว่า 3.8 พันล้านจนเกือบหมด เหลือเพียงหนี้สินหมุนเวียนทั่วไป… ด้านผลประกอบการและความนิยมของช่องเนชั่น…เราไม่ได้ขาดทุนอย่างที่กล่าว… เรามีกำไรสุทธิกว่า 432 ล้านบาท และมีรายได้เติบโตขึ้นเกือบ 100%… อีกทั้งเราได้พัฒนาเรทติ้งกว่า 3 เท่า (จาก 65,000 ไปที่ 180,000 เฉลี่ยผู้ชมต่อนาที) ในระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาและได้ตอกย้ำความเป็นช่องข่าวอันดับ 1 ของประเทศ… ด้านผลตอบแทนต่อพนักงานล่าสุด เราได้จ่ายโบนัสประจำปีให้พนักงานที่ร่วมทุ่มเทแรงกายแรงใจกันมาทุกท่าน… ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ล่าสุดเราได้ร่วมกับมูลนิธิศรีธรรมราชา… ศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์… เจ้าคณะสงฆ์ภาคใต้… ในการร่วมระดมทุน สร้างตึกสงฆ์อาพาธที่จังหวัดนครศรีธรรมราช… จำนวนกว่า 90 เตียง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท และจะเป็นตึกสงฆ์อาพาธที่รองรับพระภิกษุได้มากที่สุดในภาคใต้

โดยส่วนตัว ผมมีความเคารพ “อาสนธิ” เสมอมาในฐานะเพื่อนรักของพ่อ และในฐานะผู้อาวุโสในแวดวงสื่อสารมวลชน

ผมยังจำได้ดีถึงวันที่ “อาสนธิ” อุ้มลูกผมทั้งสองของผมด้วยความเมตตา…

แม้ในอดีตผมเคยลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งอาจเคยหวือหวาไปบ้าง แต่ก็ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย… และปัจจุบันผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต เลิกเล่นหุ้นไปแล้วอย่างเด็ดขาด…

ในฐานะของผู้ด้อยประสบการณ์กว่า… การเรียนรู้ศึกษาประสบการณ์จากรุ่นพี่ในวงการสื่อ… ทั้งดีและร้ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในพัฒนาให้องค์กรได้เรียนทางลัดและได้สร้างสรรค์คุณธรรมสูงสุดเพื่อส่วนรวม

ด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ จากการที่ “อาสนธิ” พูดเรื่องการรบ… การต่อสู้… ผมขอเรียนว่าองค์กรเรามีหน้าที่รบกับศัตรูของประเทศชาติบ้านเมืองเพียงเท่านั้น… และจะไม่มีคำว่าสงครามสื่อ

 ด้วยจิตคารวะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค 

เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:39 น.
พอนพณัฐ ไกรโรจนานันท์,terminal 21
เปิดอ่าน 91 ครั้ง

เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา ที่มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 57 ราย นับเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสะเทือนใจและสะเทือนขวัญในประเทศไทยแก่ประชาชนคนไทยครั้งใหญ่ในรอบปี

จากเหตุการณ์ดังกล่าว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดงานเสวนาว่าด้วยการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์กราดยิง (Escape and Survive in Mass Shooting) เพื่อถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด การคุมสติรับมือเมื่อเหตุการณ์คับขัน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

พ.อ.นพ.ณัฐ ไกรโรจนานันท์ ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อธิบายถึงนิยามของการกราดยิงว่าหมายถึงเหตุอันเกิดขึ้นในที่สาธารณะหรือที่ชุมชน และต้องมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายไม่รวมผู้ก่อเหตุ ซึ่งจากสถิติทั่วโลกผู้ก่อเหตุกราดยิงมักจะเสียชีวิตเนื่องจากจนมุม ทำให้ฆ่าตัวตาย หรือถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

“ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าจะมีคนเสียชีวิตมากหรือน้อยอยู่ที่ความเร็วปากลำกล้องปืน เพราะเป็นตัวกำหนดความแรงของพลังงานที่ยิงออกไป ซึ่งตามความจริงปืนไรเฟิลย่อมแรงกว่าปืนพก แต่ในสถิติชี้ว่าผู้ถูกกราดยิงมักเสียชีวิตจากปืนพกมากกว่า เพราะโดนอวัยวะสำคัญ และมือปืนไม่สามารถพกปืนไรเฟิลในที่สาธารณะได้ เพราะมักถูกสังเกตเห็น ดังนั้นในทุกเหตุกราดยิง มือปืนมักมีปืนพกติดตัวเสมอ”

พ.อ.นพ.ณัฐ ยังชี้อีกว่าบริเวณสำคัญที่ทำให้ผู้ถูกยิงเสียชีวิตคือบริเวณอก ศีรษะ และท้อง ขณะเดียวกันผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงที่แขนและขามีน้อยมาก เนื่องจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสามารถช่วยเหลือได้

รศ.นพ.ศุภฤกษ์ ปรีชายุทธ ศัลยแพทย์และอาจารย์จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายถึงหลักการ STOP THE BLEED หรือหลักปฏิบัติการห้ามเลือดเมื่อถูกยิงว่า หากผู้ถูกยิงถูกยิงที่บริเวณแขนและขา สามารถใช้หลักการห้ามเลือดเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น โดยต้องหาจุดเลือดออก และใช้มือหรือผ้ากดโดยใช้แรงดันไม่ให้เลือดไหล

“ให้สังเกตว่าเลือดไหลมาจากจุดไหน และสังเกตว่าอาการเลือดไหลเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ เช่น เลือดที่พุ่งออกมารวดเร็ว หรือไหลไม่หยุดจนเสื้อผ้าชุ่มเลือด ต้องรีบกด โดยใช้มือกดแรงๆ เพื่อให้หลอดเลือดหดตัว หรือใช้ผ้าสะอาดอุดปากแผล หรือใช้วิธีขันชะเนาะ ก็สามารถช่วยหยุดเลือดไหลได้”

รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ศัลยแพทย์และอาจารย์จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แนวทางสำคัญในการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงว่า ควรยึดหลักตาม Hartford Consensus หรือหลักการเอาตัวรอดในยามเกิดวิกฤติ ซึ่งแบ่งเป็น RUN HIDE FIGHT (หนี ซ่อน สู้) โดยเรียงลำดับความสำคัญตามลำดับ

“ผมอยากให้ทุกท่านมี Situation awareness คือเมื่อเวลาไปไหนให้สังเกตทางหนีทีไล่ของเรา อย่างน้อยก็ต้องดูไว้ว่าทางเข้าออกของสถานที่ที่เราไปมีกี่ทาง อยู่บริเวณไหน เพราะอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุร้ายเราต้องหนีก่อน หนีให้ทัน เอาชีวิตเราให้รอด”

อาจารย์รัฐพลี ชี้ว่าประชาชนควรสังเกตสถานการณ์ผิดปกติ เช่น มีเสียงดังผิดปกติ มีควันไฟ แสงสว่างจ้า หรือระเบิด ไฟดับ มีคนวิ่งหนีผิดปกติ เป็นต้น จากนั้น ควรพิจารณาทิศทางการหลบหนี และหนีให้พ้นจากสถานที่เกิดเหตุให้ไกลที่สุด สละทิ้งของที่ไม่จำเป็น เพราะชีวิตมีค่ามากกว่าสิ่งของ ก่อนถึงจุดปลอดภัยค่อยโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หากไม่สามารถหนีได้ ต้องหาที่ซ่อนที่มีที่กำบังแข็งแรง หลบซ่อนให้พ้นสายตาผู้ก่อเหตุ ปิดไฟมืด ปิดเสียงโทรศัพท์ และลงกลอนประตูให้แน่นหนา โดยต้องซ่อนตัวไม่ส่งเสียงหรือกรีดร้อง และใช้วิธีการขอความช่วยเหลือผ่านข้อความทางโทรศัพท์ งดใช้เสียง และเตรียมตัวรอรับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

ส่วนการต่อสู้กับคนร้าย นับว่าเป็นทางออกสุดท้าย หากไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ เพราะหากไม่สู้ก็จะตาย และไม่ควรอ้อนวอนขอชีวิตจากคนร้าย

“สู้เป็นกรณีสุดท้าย สู้ด้วยทุกอย่างที่มี ทุกคนที่มี เพราะถ้าไม่สู้เราก็จะตาย ไม่หยุดอ้อนวอน ขอร้องหรือเจรจาไกล่เกลี่ยเพราะไม่มีประโยชน์ เสียเวลา เขามาเพื่อฆ่า ไม่สนใจเรา”

ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์ และอาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีชีวิตรอดคือสติ เนื่องจากในยามเกิดเหตุการณ์คับขัน สมองส่วนความกลัวหรืออารมณ์จะถูกกระตุ้นทำให้การรับรู้หรือการใช้เหตุผลลดลง และทำให้เกิดอาการตื่นตระหนก ใจเต้นรัว ใจสั่น เหงื่อออก การรับรู้แปรปรวน หรือสติหลุด

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สติหลุด ควรรีบดึงสติกลับมาโดยเร็ว อาจจะใช้วิธีการหายใจเข้าออกลึกๆ รับรู้สติเพื่อให้ร่างกายสงบ หรือใช้วิธีสัมผัสสิ่งรอบตัวเพื่อกลับมาสู่ปัจจุบัน ซึ่งการฝึกสติผ่านการนั่งสมาธิ หรือออกกำลังกายก็สามารถช่วยได้”

อาจารย์ณัทธรยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน อย่าเพิ่งยอมแพ้ และใช้สติที่มี หาวิธีเอาตัวรอด และช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ช่วยได้

ส้มภิวัฒน์ ‘ชาญวิทย์’ คิดไม่เลิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มภิวัฒน์ ‘ชาญวิทย์’ คิดไม่เลิก

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:35 น.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,สยามอภิวัฒน์,พรรคอนาคตใหม่,โคราชวิปโยค,จ่าทหารคลั่ง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ยุบพรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 858 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17 ก.พ.63

**************************

ใกล้วันอ่านคำวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ได้สร้างแคมเปญรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org ในหัวข้อ เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ทุกฝ่าย ลงชื่อคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่

จังหวะลูกบอลเข้าทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์ “โคราชวิปโยค” จึงมีการฉวยเหตุ “จ่าทหารคลั่ง” ปลุกกระแสต้านกองทัพ ควบสู้คดียุบพรรคอนาคตใหม่ และลากยาวไปถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มีอุดมการณ์ชัดเจนและจุดยืนมั่นคง จึงก้าวลงจากหอคอยงาช้างสู่ท้องถนนตั้งแต่ยุคแดงครองเมืองปี 2552-2555

อภิวัฒน์สยาม

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่า 24 มิถุนายน 2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่าม มันเป็นวันแห่งการอภิวัฒน์สยาม คณะราษฎรได้กระทำการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นำชาติไทยก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย

ชาญวิทย์ วันสมัครพรรคอนาคตใหม่

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาจารย์ชาญวิทย์แสดงบทบาท “ปัญญาชนก้าวหน้า” ได้เคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาต่อเนื่อง ปลายปี 2555 เขาได้รับเชิญไปเสวนาทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ สหรัฐ ซึ่งวันนั้นมีการพูดถึงเรื่องการอภิวัฒน์สยาม 2475

ผมเชื่อว่าการปฏิวัติในประเทศไทยก็แบบเดียวกันนะ จากปี 2475 มากระทั่งปี 2555 มันกี่ปีแล้วล่ะ 80 ปี ผมคิดว่ามันจะมีกระบวนการที่ยาวมาก มันไม่จบนะ และพวกคุณจะได้เห็นการต่อสู้แบบไม่เคยมีมาก่อน..”

ชาญวิทย์วิเคราะห์บนพื้นฐาน “เสื้อแดง” ยังครองเมืองในเวลานั้น แต่ไม่นึกไม่ฝัน “ขบวนการมวลมหาประชาชน” จะปูพรมแดงให้รถถัง

สู่ท้องถนน

สืบเนื่องจาก วรเจตน์ ภาคีรัตน์“ ก่อการจัดตั้ง คณะนิติราษฎร์” ในนามกลุ่มนักวิชาการที่รวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร โดยเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549 และเสนอแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จากนั้นคณะนิติราษฎร์ได้ส่งไม้ต่อให้ “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

ร่วมขบวนเสื้อแดงมุ่งสู่สภา

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อาสาเป็นหัวหอก ครก.112 โดยมีกลุ่ม “แดงเวทีเล็ก” หรือ “แดงตาสว่าง” ที่มี “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” แกนนำแดงไผ่แดง 52 และ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประสานงานกับแดงอิสระทั่วประเทศ

คนเสื้อแดงร่วมขบวน ครก.112 ปี 2555

วันที่ 29 พฤษภาคม 2555  คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) นำโดย ชาญวิทย์ จึงเคลื่อนขบวนสู่สภา โดยใช้คนหาบกล่องรายชื่อประชาชน หมื่นกว่าคน ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เมื่อถึงรัฐสภา วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ สมัยนั้น เป็นตัวแทนรับมีรายชื่อทั้งหมด 12 กล่อง

แกนนำ ครก.112 ประเมินว่า พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และการต่อสู้ภาคประชาชนอยู่ในกระแสสูง จึงกล้าเสนอแก้ไขมาตรา 112

อกหักจากทักษิณ

วันที่ พฤศจิกายน 2555 ขณะที่ชาญวิทย์อยู่ที่สหรัฐ ก็ได้รับข่าวร้ายจากพรรคพวกที่เมืองไทยว่า สภาเขี่ยร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่เสนอโดยภาคประชาชนทิ้งแล้ว

ชาญวิทย์ ผิดหวังเพื่อไทย ไม่รับแก้ ม.112

ชาญวิทย์ปรับทุกข์กับธงชัย วินิจจะกุล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก รู้สึกผิดหวังที่สภาจำหน่ายเรืื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ ชาญวิทย์จึงสิ้นศรัทธาทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เพราะยังเล่นการเมือง “เกี้ยเซีย” กับชนชั้นนำ ไม่ได้แสดงความกล้าหาญที่จะ “อภิวัฒน์” ประเทศไทย

ต้นเดือนตุลาคม 2562 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เพราะมีความสนิทสนมกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” และอยากสนับสนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คนกล้าแห่งยุค

ชาญวิทย์สนิทกับปิยบุตร

ผมรำคาญความยืดยาด​ ความไม่ชัดเจน​ รู้สึกเบื่อ​ คนจำนวนมากที่ผมรู้จัก​ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นผม ซึ่งกำลังจะหมดแล้ว หรือคนรุ่นหลังผม​อย่างคนเดือนตุลา​ เวลามันวิ่งเลยเขาไปแล้ว​ เขาไม่ทันโลก” ชาญวิทย์บอกนักข่าวในวันนั้น

ไม่น่าแปลกใจที่ชาญวิทย์จะเล่นหมดหน้าตัก เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว หากอยากเห็นการอภิวัฒน์สยามยุคอัศวินสีส้ม

ธุรกิจไม่เป็นธรรม ต้องจัดระเบียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417245?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธุรกิจไม่เป็นธรรม ต้องจัดระเบียบ

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:20 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,terminal 21,เกษียณอายุราชการ
เปิดอ่าน 404 ครั้ง

ธุรกิจไม่เป็นธรรม ต้องจัดระเบียบ

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้เป็นควันหลงจากเหตุการณ์ที่โคราชซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบธุรกิจในกองทัพโดยเร็วดังที่ ผบ.ทบ. “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ได้บอกไว้

จึงขอสนับสนุนเต็มที่เพราะคำว่า ‘อยากได้เงินคืนก็ให้ไปฟ้องเอา’ เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าเกิดการเอารัดเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซึ่งทำให้เกิดความแค้นและก่อเหตุสะเทือนขวัญเขย่าโลกดังที่ทราบกันอยู่

ผบ.ทบ.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้บอกว่าจะจัดระเบียบหรือล้างบางในเวลา 3 เดือนซึ่งขอเป็นกำลังใจให้ทำได้สำเร็จเพราะธุรกิจสีเทาในกองทัพนี้มีหลากหลายและมีมานานแล้ว

โดยเฉพาะการประมูลโครงการต่างๆ การจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ ซึ่งระดับบิ๊กๆของกองทัพทำกันมาและสร้างความร่ำรวยจนไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินเงินทองได้

บรรดาผู้ตรวจสอบหรือใครก็ตามที่อยากให้ตรวจสอบก็ทำไม่ได้ โดยข้ออ้างเป็นความลับทางทหารหรือเขตทหารห้ามเข้า!

จากนี้เป็นเวลาที่ต้องรอดูกันว่าการจัดระเบียบต่างๆ ของกองทัพจะเป็นไปได้หรือไม่ สำเร็จได้เพียงไร

ในฐานะของคนไทยคนหนึ่งอยากให้ทุกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม มีการตรวจสอบได้และอย่าให้เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมขึ้นอีก

ขอให้เหตุการณ์ที่โคราชเป็นหนแรกและครั้งสุดท้ายด้วยเถิด
อ๊อด เทอร์โบ

ชวนกันเที่ยวโคราช
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอส่งกำลังใจให้คนโคราช ญาติผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บและธุรกิจต่างๆ ของชาวโคราชที่ได้รับผลกระทบ การแก้ไขเยียวยาของหน่วยงานรัฐเขาก็กำลังดำเนินการกันอยู่ แต่อย่างเราชาวบ้านทั่วไปก็สามารถช่วยกันได้นอกเหนือจากการบริจาคแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่น่าจะทำกันได้ก็คือชวนกันไปเที่ยวโคราชเพื่อปลุกให้บ้านเมืองคึกคักไม่จมอยู่ในฝันร้ายและชวนกันเที่ยวเทอร์มินอล 21 ไปจับจ่ายซื้อของกินกันที่นั่น ผู้ค้าขายจะได้กลับมามีชีวิตชีวา ไม่เงียบเหงา มีลูกค้ามากผู้ขายก็แฮปปี้ เจ้าของห้างก็ดีใจ

โคราชมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย การไปเที่ยวเท่ากับเราไปเยี่ยมเยียนยามที่เขาทุกข์โศก ไปให้กำลังใจ ไปให้เขาทำมาหากินได้แล้วคนโคราชจะผ่านเรื่องร้ายๆ ได้ในเร็ววัน
แพร นนทบุรี

ตอบคุณ ‘แพร’ นนทบุรี
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำเชิญชวนไปเที่ยวนครราชสีมา หรือโคราช ซึ่งมีแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย

ผมปลื้มใจแทนชาวโคราชที่มีผู้คนอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือกันมากกว่าที่คิดและต่อไปจะลืมความรุนแรงหรือฝันร้ายในไม่ช้า

จากการติดตามข่าวเป็นที่น่ายินดีว่าห้งเทอร์มินอล 21 ได้เปิดดำเนินการตามปกติและทางห้างได้เยียวยาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตและยกเว้นค่าเช่ากว่า 500 รายเป็นเวลา 1 เดือน

เรามีความเชื่อว่าคนไทยมีน้ำใจและไม่ทอดทิ้งกันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ

ทำให้จิตใจสู่ปกติ
ส่งท้ายด้วยข้อความเป็นประโยชน์โดย ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการรพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ส่งประชาสัมพันธ์มา

จึงขอเป็นสื่อกลางแนะนำให้ปฏิบัติเพื่อลดความเครียดและขอบคุณมา ณ ที่นี้

8 วิธีบรรเทาความเครียด
เหตุการณ์กราดยิงในเมืองโคราชที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนเป็นอันมาก ขณะนี้ทีมเอ็มแคท (MCATT) หรือทีมเยียวยาจิตใจในภาวะวิกฤติได้เร่งดำเนินการดูแล ปฏิบัติงานกันอย่างเต็มที่เพื่อลดความรุนแรงทางจิตใจจากผลกระทบครั้งนี้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ปัญหาที่พบมากในช่วงนี้คือความเครียด ซึ่งเป็นสภาวะทางอารมณ์ของผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดอย่างไม่คาดฝันหรือไม่ทันตั้งตัว จะมีอาการปรากฏได้หลายแบบแตกต่างกัน เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ หายใจไม่อิ่ม ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเมื่อย ใจสั่น วิตกกังวล กลัวโดยไม่มีเหตุผล คิดมาก หงุดหงิดง่าย ความคิดวนเวียน โมโหง่าย ไม่อยากพูดจากับใคร เป็นต้น

          ความเครียดที่กล่าวมาประชาชนสามารถจัดการ ดูแลแก้ไข คลี่คลายบรรเทาในเบื้องต้นด้วยตนเอง มีคำแนะ 8 วิธี ดังนี้
1.ให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ 2.ร่วมมือกันไม่แชร์ ไม่โพสต์ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสื่อโซเชียล เนื่องจากภาพในอดีตจะตอกย้ำให้หวนระลึกถึงเหตุการณ์ กระทบต่อจิตใจซ้ำๆ และยังกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความหดหู่ หรือน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาอีก 3.ขอให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

5.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการรับประทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงจะส่งผลให้สุขภาพจิตดีไปด้วย 6.อย่าเก็บความไม่สบายใจไว้คนเดียว ขอให้พูดคุยปรับทุกข์กับคนใกล้ชิดจะช่วยระบายทุกข์ออกจากใจ และพูดให้กำลังใจกัน จะทำให้จิตใจดีขึ้น 7.ลงมือทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกายตามความถนัด อย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้สมองโล่ง สดชื่น นอนหลับได้ดีขึ้น หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ จะทำให้จิตใจมีสมาธิ และมีความสุขใจขึ้น

8.การฝึกการหายใจเพื่อคลายเครียด ซึ่งทำได้ง่ายทุกสถานที่และทุกครั้งที่มีความเครียด ไม่สบายใจ โดยนั่งในท่าสบาย หลับตาลง เอามือประสานกันวางที่บริเวณท้อง จากนั้นให้ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าโดยให้นับเลขในใจ 1-4 เป็นจังหวะช้าๆ เพื่อให้มือรู้สึกว่าหน้าท้องพองขึ้น จากนั้นให้กลั้นลมหายใจไว้ชั่วครู่ โดยนับเลข 1-4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับการหายใจเข้า จากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยให้นับเลขในใจ 1-8 จนลมออกหมด จะรู้สึกว่าหน้าท้องแฟบลง แล้วทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีก 4-5 ครั้ง โดยให้ช่วงการหายใจออกนานกว่าช่วงหายใจเข้า ซึ่งจะทำให้ก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง จะทำให้สมองโล่ง แจ่มใสขึ้น

การปฏิบัติตามคำแนะนำจะช่วยให้ความเครียดบรรเทาลง การปรับตัวจะค่อยๆ ดีขึ้นและเป็นปกติใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หากปฏิบัติแล้วยังรู้สึกไม่สบายใจ ความคิดยังวนเวียน สับสน สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือเข้าปรึกษากับทีมเอ็มแคทที่ออกบริการใกล้บ้าน หรือที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ

ขอรับบริการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ หมายเลขโทรศัพท์ 0-4423-3999 ตลอด 24 ชั่วโมง และทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

จัดทัพหลังซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดทัพหลังซักฟอก

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:20 น.
กลุ่มสี่กุมาร,กลุ่มสามมิตร,ซักฟอก,ลุงตู่
เปิดอ่าน 238 ครั้ง

จัดทัพหลังซักฟอก โดย… สถิตย์ ธรรม

“รัฐบาลลุงตู่” ฝ่ามรสุมไปได้อีกระลอกจากการฉายหนังซ้ำในสภาด้วยการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณในวาระสองและสาม ระหว่างเส้นทางโต้คลื่นลมสัปดาห์นี้ จะมี “พรรคอนาคตใหม่” ออกมาแสดงคั่นรายการรอฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคหรือไม่

จากนั้นเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ “รัฐนาวาลุงตู่” เตรียมขึ้นเขียงให้พรรคร่วมฝ่ายค้านสับกลางสภาด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รมต. โดยฝ่ายค้านตีฆ้องร้องป่าวไปทั่ว “ลุงตู่” และเสนาบดีเตรียมตัวบอบช้ำแน่นอน อย่างว่าก่อนฉายหนังต้องมีการโปรโมทเชิญชวนคอการเมือง แต่ครั้นฉายจริงจะจืดชืดหรือเปล่า ต้องติดตามดูฝีปากฝ่ายค้านอีกครั้ง

ไม่ว่าจะดุเดือดเลือดพล่านหรือน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง หลังจบศึกอภิปราย ได้รับการยืนยันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง จะมีการปรับครม.หลายตำแหน่ง อยู่ที่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังวันที่ 14 มีนาคม 2563 เนื่องจาก “ลุงตู่” มีกำหนดการเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ดีไม่ดีอาจไปจัดโผกันบนเครื่องบิน เพราะครั้งนี้มีการสลับสับเปลี่ยนหลายกระทรวง

เหตุต้องยกเครื่อง ครม.หลายตำแหน่ง เพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีบางคนภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว บางรายกลายเป็น รมต.โลกลืม บางรายอยู่กระทรวงแบบผิดฝาผิดตัว ขณะที่บางพรรคปล่อยลูกน้องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา เปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยี้ซ้ำ ซึ่งผิดธรรมชาติของการอยู่ร่วมรัฐบาล

“ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย” คือสองพรรคร่วมที่มีปัญหาการควบคุมลูกพรรค ข่าวสารเชิงลบบางด้าน เช่น ข่าวรุกที่ดินหลวงของเสนาบดีบางคน การเสียบบัตรแทนกันและรวมถึงการแสดงความเห็นมุมตรงข้ามรัฐบาลหลายวาระ อาจเป็นปัจจัยที่นายกฯ นำไปขบคิดว่าจะส่งสัญญาณให้สองพรรคนี้ยอมคายโควตาและยอมเปลี่ยนกระทรวงอย่างไร”

ส่วนกระแสความเคลื่อนไหวในพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลและเป็นกองกำลังสำคัญของ “บิ๊กตู่” รมต.หลายคนที่มาตามโควตากลุ่มต่างๆ มีการเคลื่อนไหวกันบ้างแล้ว ดังเห็นจากการนัดรับประทานอาหารกลางวันของบางก๊วนในพรรคผ่านการเสนอข่าวจากสื่อมวลชน
แม้แกนนำกลุ่มเหล่านั้นบอกว่าไม่ใช่การแสดงพลังกดดันใดๆ แต่ความจริงนั้น คนการเมืองอ่านกันออกว่าคือสัญญาณที่ยิงไปยัง 3 ป. ให้รับรู้แรงปรารถนาว่าต้องการอะไรในช่วงถัดจากนี้

หากไล่เรียงบทบาทและขุมกำลังแต่ละกลุ่มในพปชร. ขอเริ่มจากกลุ่มสามมิตรกับกลุ่มสี่กุมาร สองกลุ่มนี้ถือเป็นสายตรง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และมีเก้าอี้เสนาบดีหลายตัวเป็นเครื่องค้ำบัลลังก์เรือเหล็ก
ว่ากันว่างวดนี้ “กลุ่มสามมิตร” จะได้รับการปลอบใจมากกว่าเดิม เพราะในวันวานกลุ่มสามมิตรคือกลุ่มที่เคยออกตัวแรงในการทวงเก้าอี้ ครม.ลุงตู่2/1 แต่ต้องยอมแบบไม่เต็มใจนัก ดังนั้นมาคราวนี้ “กลุ่มสี่กุมาร” ที่มีสามเก้าอี้ รมต.(คลัง, พลังงาน, การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) “กลุ่มสามมิตร” มีสองกระทรวง (ยุติธรรม, อุตสาหกรรม) ในสองกลุ่มนี้เสนาบดีบางคนจะโดนย้ายสลับเก้าอี้และบางคนส่อแววหลุดโผ

บางโควตาของ “กลุ่มสี่กุมาร” จะสลับออกให้ตัวแทน “กลุ่มสามมิตร” เข้าไปนั่งทำงานแทนในบางกระทรวง นอกจากนี้กลุ่มสามมิตรไปโวลั่นเมืองว่าหากพรรคสีส้มมีอันเป็นไปเมื่อใด…สิบส.ส.พรรคสีส้มที่แกนนำกลุ่มสามมิตรทาบทามไว้แล้วจะมาลงกับพรรคโคตรจิ๋วบางพรรคที่แนบสนิทกับแกนนำกลุ่มสามมิตรเพื่อมาเป็นกองหนุนให้พปชร.แบบสบายๆ หากคำโวนี้เป็นจริงกลุ่มสามมิตรน่าจะเลือกสิ่งที่ต้องการได้บ้าง
อีกมุ้งคือ “เสี่ยเฮ้ง ชลบุรี” ที่เคยยอมสละโควตาไปในเบื้องต้นแต่คราวนี้น่าจะขอสิทธิคืนแต่อยู่ที่ “บิ๊กป้อม” จะเอ่ยวาจาทวงสิทธิ์นี้ให้เสี่ยเฮ้งเช่นใด ส่วนมุ้งอื่นๆ เช่น มุ้งบ้านใหญ่เมืองชล, มุ้งเพชรบูรณ์ มีกระแสว่าอาจจะมีการขอโควตามาเกลี่ยใหม่
มากมายหลายกลุ่มก๊วนในพปชร. ฉะนั้นทันทีที่มีสัญญาณปรับครม.ปล่อยออกมาเมื่อใดฝุ่นตลบแน่นอน โดยเฉพาะการปล่อยข่าวลบซัดกันเอง
  “ลุงตู่” ต้องตรองให้หนักหากจะให้เรือเหล็กวิ่งต่อไปได้ โดยมีคำถามจะเกลี่ยเก้าอี้อย่างไรให้ลงตัว รวมทั้งทำเช่นใดในการปรับจูนเครื่องยนต์การทำงานให้เดินไม่สะดุด เพราะตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจนชาวบ้านร้องระงมไปทั่ว

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:36 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,พลออภิรัชต์,terminal 21,กองทัพ
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563

พลันที่เสียงปืนภายในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช เงียบสงบ กองทัพบกต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนในองค์กรยศจ่าสิบเอกที่กระทำการอุกอาจ ภายหลังยิงบุคคลที่เป็นคู่กรณีเสียชีวิตแล้วยังขับรถไปปล้นอาวุธปืนในคลังอาวุธของกองทัพ ออกมายังพื้นที่เปราะบางสาดกระสุนใส่ผู้คนอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตลอดรายทางและในห้างจำนวนมากร่วม 30 คนเท่านั้น แต่สาเหตุของการยิงกลับกลายเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ การซื้อบ้านจัดสรรสวัสดิการทหารเข้ามาเกีี่ยวข้อง จนทำให้สังคมเกิดความสงสัยเคลือบแคลงถึงเรื่องการประกอบธุรกิจในกองทัพ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในหมู่บุคลากรและกำลังพล กระทั่ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศล้างบางธุรกิจในกองทัพทุกรูปแบบ

ดูเหมือนปัญหาที่หมักหมมและดูจะเป็นผลลบกับกองทัพในหลายเรื่อง ผู้นำสูงสุดในกองทัพบกผู้นี้จะรับทราบมาพอสมควร โดย พล.อ.อภิรัชต์ ได้ยกตัวอย่างมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทีมฟุตบอลอาร์มี่ยูไนเต็ด ที่ได้ยุบเลิกไปแล้ว  หรือจะเป็นการจัดซื้อปืนสวัสดิการทุกชนิดของกองทัพบก ซึ่งต่อไปใครจะซื้อปืนสวัสดิการภายนอกจากหน่วยงานใดก็ตาม ผู้บังคับบัญชาชั้นนายพลจะต้องทำคำสั่งผ่านเสนาธิการทหารบกเท่านั้น ซึ่งตามระเบียบการเดิมจะให้นายทหารชั้นนายพันเป็นผู้เซ็นเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังพลและพ่อค้าซื้อขายอาวุธกันได้ง่าย หรือจะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเวรยามทหารที่มีการหักค่าหัวคิวลูกน้อง ซึ่งในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน รายได้ในส่วนนี้ถูกแบ่งสันปันส่วนไปให้แก่ผู้เป็นนายหรือนายทหารระดับสูงไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาและเป็นที่ฮือฮาไม่น้อยกับแนวความคิด ให้นายทหารที่เกษียณราชการย้ายออกจากบ้านหลวงเพื่อจัดระบบบ้านพักสวัสดิการทหาร เพื่อให้ทหารที่ยังไม่เกษียณอายุราชการได้เข้าไปพักอาศัยต่อ ยกเว้นผู้ที่ยังทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ รวมถึงการรื้อสวัสดิการดั้งเดิมของกองทัพบก เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรม และสนามมวย ที่จะไปหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้เข้ามาดำเนินการเรื่องผลประโยชน์เหล่านี้ หลังเกิดข้อครหาถึงการทุจริตต่อทรัพย์สินของราชการ โดยเฉพาะการหาประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุ ตามที่เป็นข่าวเรื่องการจัดสรรขายโดยญาติของนายทหาร ผู้บังคับบัญชา โดยมีจุดประสงค์เพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างเงินกู้สวัสดิการ อันนำไปสู่การทุจริตคดโกงที่เกิดขึ้นกับทหารชั้นผู้น้อยจำนวนมาก

คงไม่อาจปฏิเสธว่าสาเหตุส่วนหนึ่งของการก่อเหตุร้ายครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบกทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจสีเทาที่หาประโยชน์จากนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพ ปัญหาการควบคุมป้องกันอาวุธยุทโธปกรณ์ มาตรฐานในการตรวจสภาพจิตใจกำลังพลประจำปี ทุกระดับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสียทีเดียว แต่เป็นภารกิจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ผบ.ทบ.โดยตรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องกับการประกาศสร้างความโปร่งใสในกองทัพครั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมได้เคลือบแคลงอีกต่อไป ที่สำคัญจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งหลังจากนี้กิจการใดๆ ที่หน่วยงานไม่มีความสามารถหรือชำนาญก็ควรปล่อยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล เพื่อกำจัดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในทุกๆ ด้าน รวมทั้งช่วยให้ทางกองทัพได้มีระบบที่ได้มาตรฐานสากล และบริหารงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย