ไม่ปัง ‘ม็อบทอน’ นอนดูหน้าจอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ปัง ‘ม็อบทอน’ นอนดูหน้าจอ

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,เจาะประเด็นร้อน,ลานโพธิ์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 20 ก.พ.63

*********************

ใกล้ถึงวันพิพากษา กองเชียร์สีส้มและแนวร่วม “ธนาธรปิยบุตร” ก็แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “ยุบพรรคอนาคตใหม่” มีเรื่องแน่ 

อย่างเช่น “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการสายประชาธิปไตยที่เคยฝากความหวังไว้กับคนเสื้อแดง และเพื่อไทย แต่วันนี้ เขากลับมาเชียร์อนาคตใหม่ และเตือนผู้มีอำนาจว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ จะทำให้คนรุ่นใหม่ หลายล้านคนสิ้นหวัง และปฏิเสธระบอบการเมืองปัจจุบัน

พิชิตเชื่อว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ “ผลลัพธ์จะไม่เหมือนเดิม เวลาเปลี่ยน มวลชนเปลี่ยน กลุ่มคนเปลี่ยน เป็นหนังคนละม้วน”

อ่านข่าว-‘สนธิญาณ’ ประกาศท้าชนถ้า’ ธนาธร’ ปลุกม็อบลงถนน

รวมพลคนไม่ทน

ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Dhanapol Panngam ได้นัดหมายผู้คนไปชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เย็นย่ำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 “ใครที่จะไม่อดทนต่อการกระทำที่ไม่เห็นหัวประชาชน เชิญมาเจอกัน…”

กลุ่มค้านยุบพรรคอนาคตใหม่จัดการชุมนุมที่ลานโพธิ์

บ่ายวันเดียวกัน ที่ชั้น อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีการเสวนาเรื่อง “ประชาชนอยู่ตรงไหนเมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” จัดโดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย

สำหรับเฟซบุ๊กที่เชิญชวนคนไปชุมนุมที่ลานโพธิ์ เป็นของ “ธนพล พันธุ์งาม” ตัวแทนกลุ่มกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ในอดีต “ธนพล” เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักกิจกรรมในนาม “กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์” ที่เคยเคลื่อนไหวคัดค้าน คสชร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 

โบว์มาร่วม แต่งานกร่อย

หลังจาก รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย วางมือไปเป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จึงส่งต่อให้ธนพล พันธุ์งาม เป็นแกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยแทน

งานรวมพลคนไม่ทนที่ลานโพธิ์ จึงเป็นงานแรกของธนพล สหายร่วมรบของ ส..“โรม”  

ป้อมค่ายนักกิจกรรม

ตลอดช่วงการปกครองประเทศโดย คสชมีกลุ่มนักศึกษา และนักวิชาการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการ “อนุสรณ์ อุณโณ” อดีตคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ เป็นดั่งศูนย์กลางของนักกิจกรรมยุคดิจิทัล

อนุสรณ์ อุณโณ

นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 นักวิชาการร่างเล็กกำยำ ไม่ทนกับสภาพบ้านเมืองเงียบเชียบไร้ขื่อแป เขาพากลุ่มเด็กๆ ออกมาเดินชูธงสิทธิมนุษยชนประชาธิปไตยด้วยตัวเอง ในนามกลุ่ม ‘People Go Network’ เริ่มด้วยการจัดงานมหกรรมรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ 2560 และกิจกรรม ‘We Walk เดินมิตรภาพ’

สมัยอนุสรณ์เคลื่อนไหว we walk

ยามใดที่ลูกศิษย์ถูกจับกุมคุมขัง อนุสรณ์จะรวบรวมรายชื่ออาจารย์ ใช้ชื่อเครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยศิษย์ที่ถูกคุมขัง ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข และใช้ตำแหน่งประกันตัวนักกิจกรรม

ช่วงหลัง อนุสรณ์ยังเกาะเกี่ยวนักกิจกรรมกลุ่มนี้ไว้ โดยใช้กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเป็นแกนหลัก ประสานกับกลุ่มพลังมดของ “โบว์”

ไม่แปลกหรอกที่ “อนุสรณ์” และเด็กๆ ในเครือข่าย จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเปิดเวทีรวมพลคนไม่ทน

บนทางแพร่ง

พลันที่มีข่าวยุบพรรค นักข่าวก็เพียรถาม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า หากพรรคถูกยุบ จะลงสู่ท้องถนนหรือไม่ ธนาธรก็ตอบแบบไม่ฟันธงเสียที

ล่าสุด จากวิกฤติโคราชวิปโยค พรรคสีส้มจึงได้จัดบรรยายสาธารณะ “จากโคราชสู่การปฏิรูปกองทัพ” ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน แต่ปรากฏว่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลักร้อย ส่วนใหญ่ยังนั่งชมไลฟ์เฟซบุ๊กอยู่ที่บ้านหรือสำนักงาน

หลังเวทีมวลชนที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงการต่อสู้นอกสภา แต่ “ธนาธร” ที่ไปฟังเสวนาวิชาการ “ประชาชนอยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ได้ตอบคำถามสื่อหลายประเด็น

อนาคตใหม่ขี่กระแสโคราชวิปโยค

ที่น่าสนใจ ธนาธรบอกว่า หากพรรคถูกยุบ พวกเขาที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง(กรรมการบริหารพรรคจะออกมาซักฟอกนอกสภาแทน จะไม่ใช้วิธีส่งต่อข้อมูลให้ ส..ที่เหลืออยู่ได้อภิปราย เพราะบางเรื่องเป็นการทำข้อมูลเชิงลึกและเป็นความลับ

การเปิดเวทีซักฟอกนอกสภา ก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมท้องถนน เพียงแต่ว่าจะกล้าขยับ “เล่นใหญ่ไฟกะพริบ” หรือไม่ ?

อย่างว่าแหละในพรรคสีส้ม ก็มีหลายเฉดสี ใช่ว่าจะลงรอยกันทุกเรื่อง บางคนชอบเวทีสภา บางคนชอบท้องถนน

ปัดกวาดบ้าน-ปฏิรูปกองทัพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัดกวาดบ้าน-ปฏิรูปกองทัพ

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:57 น.
กองทัพ,ร้องเรียน,บ้านพักหลวง
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

ปัดกวาดบ้าน-ปฏิรูปกองทัพ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

เหตุการณ์รุนแรงที่ จ.นครราชสีมา ได้ถูกหยิบยกมาเป็นโจทย์ในการแก้ปัญหาของหลายมิติทั้งการถอดบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกในอนาคต รวมถึงการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติซึ่งมีหลายองค์กรต่างขยับตัวเพื่อเรียนรู้และให้เกิดการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งการมีขั้นตอนปฏิบัติต่างๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนก ขณะเดียวกันจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทางกองทัพก็ได้เริ่มปัดกวาดบ้านตัวเองเช่นกันโดยเปิดช่องให้ทหารชั้นผู้น้อยสามารถร้องเรียนความไม่เป็นธรรมผ่านทางศูนย์ร้องเรียนที่จะขึ้นตรงไปถึงยังผู้บัญชาการ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ชอบธรรม การเอารัดเอาเปรียบและการข่มเหงที่ไม่มีจริยธรรม และยังนำเอาธุรกิจภายในค่ายเข้าสู่ระบบมอบให้กระทรวงการคลังดูแลจัดสรรในเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งเหล่าทัพยินยอมจนนับเป็นนิมิตที่ดี

ในการทำงานของศูนย์ร้องเรียนได้วางหลักเกณฑ์ว่าเรื่องใดที่ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมากจะถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและหากตรวจพบว่ามีมูลความจริงก็จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งมีการย้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกจากพื้นที่เพื่อไม่ให้กระทบกับการสอบสวน ซึ่งถ้าเรื่องใดที่ต้องใช้อำนาจในการสอบสวนและเกินอำนาจของกองทัพก็จะส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป ขณะที่การปรับเปลี่ยนในส่วนกองทัพยังมีการตั้งเป้าเลิกระบบเจ้าขุนมูลนายโดยเพิ่มการเอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต้องยอมรับเรื่องทั้งหมดที่จะทำนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก แต่การเริ่มต้นเดินย่อมดีกว่าย่ำอยู่กับที่เดิมและปล่อยให้ปัญหาหมักหมมซุกใต้พรมจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรทหารซึ่งถือเป็นองค์กรหลักสำคัญของประเทศ

เสียงวิจารณ์กรณีทหารเกษียณแล้วอยู่ต่อไม่คืนบ้านพักหลวงเป็นเพียงปรากฏการณ์ของยอดภูเขาน้ำแข็งที่ใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีแหล่งผลประโยชน์ที่คนภายนอกมองไม่เห็นอีกมาก ซึ่งกองทัพไม่ควรเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรด้านพาณิชย์แต่กลับมีธุรกิจมากมาย ทั้งที่ดิน สถานีวิทยุโทรทัศน์ สนามม้า สนามกอล์ฟ สนามมวย รวมถึงธุรกิจที่ไม่สามารถแจกแจงที่มาที่ไปของรายได้ จนทำให้เกิดคำถามว่าผลประโยชน์เหล่านี้ได้ถูกบริหารจัดการอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และคำถามว่ามีผลประโยชน์ถูกนำส่งผู้บังคับบัญชาระดับใดบ้างด้วยหรือไม่ และยังลามไปถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสมาโดยตลอดด้วย ดังนั้นการที่กองทัพจะลบภาพแดนสนธยาดังที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คงต้องไม่เพียงแค่ปัดกวาดบ้านตัวเองเท่านั้น แต่ต้องก้าวไปให้ถึง “ปฏิรูปกองทัพ” ตรวจสอบได้หมด

ท่าทีในการปรับเปลี่ยนกองทัพครั้งนี้มีหลายกลุ่มในสังคมสนับสนุนให้กระทำเพื่อปฏิรูปไปสู่กองทัพสมัยใหม่และมีระบบธรรมาภิบาล มีบุคลากรที่มีความพร้อมที่จะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่การสะสางปัญหาที่มีลักษณะโยงใยเป็นเครือข่ายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและมีหลากหลายมิติจึงเห็นว่าควรเปิดรับฟังและยอมรับให้ภาคสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป รวมทั้งประเด็นสำคัญคือมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในกองทัพ เพราะที่ผ่านมาการตรวจสอบในหลายๆ เรื่องทั้งเรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ โครงการเรือเหาะ หรือแม้แต่การเสียชีวิตของกำลังพลในค่ายที่เกิดจากการทำร้ายร่างกายก็ยังขาดการมีส่วนร่วมตรวจสอบและดูอึมครึมมาก ถ้าก้าวเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำได้จริงจะถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก

อะไรนักหนา เก้าอี้’เลขาธิการ ปปง.’ ว่างเว้นยาวนานทุบสถิติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรนักหนา เก้าอี้’เลขาธิการ ปปง.’ ว่างเว้นยาวนานทุบสถิติ

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 21:41 น.
เก้าอี้ เลขาธิการ ปปง,อะไรกันนักกันหนา
เปิดอ่าน 365 ครั้ง

ข่าวร้อนๆ ส.ว.ตีตก ‘ปรีชา เจริญสหายานนท์’ อดนั่ง เลขา ปปง.กลายเป็นคำถามว่า เก้าอี้เลขาธิการปปง. นี่มันอะไรนักหนา ตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานาน ผลัดกัน’รักษาการ’ไปมา ยาวนานจนทุบทำลายสถิติ

ข่าวร้อนๆ ส.ว.ตีตก “ปรีชา เจริญสหายานนท์” อดนั่ง เลขา ป.ป.ง. เสียงไม่เห็นชอบ ท่วม 185 เสียง กลายเป็นประเด็นคำถามว่า เก้าอี้เลขาธิการปปง. นี่มันอะไรนักหนา ตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานาน ผลัดกัน”รักษาการ”ไปมา ยาวนานจนทุบทำลายสถิติ

ในรอบกว่า 6 ปีที่ผ่านมา เก้าอี้เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถูกมองว่ามีปัญหา เป็นเกมช่วงชิงอำนาจในองค์กรตรวจสอบสำคัญ ที่มีภารกิจหลักด้านการยึดอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตัดวงจรการเงินผิดกฎหมาย  โดยหลังการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรัฐบาลคสช.ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ตำแหน่งที่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานหนีไม่พ้น “เลขาธิการ ปปง. “

ถนนดินลูกรังหรือเส้นทางขวากหนาม บนเส้นทางสาย ปปง.เริ่มต้นขึ้นหลังการเกษียณอายุราชการของ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ซึ่งย้ายข้ามห้วยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาเป็นเลขาธิการ ปปง. พร้อมกับเด้ง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการปปง.จนครบวาระ 4 ปี แล้วต้องขยับไปเป็นที่ปรึกษาปปง. โดย พ.ต.อ.สีหนาท ถูกโยกไปตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการปิดฉากการเจริญเติบโตของลูกหม้อปปง.  ระหว่างที่พล.ต.อ.ชัยยะได้กุมบังเหียนการบริหารงานใน ปปง.จนครบ เกษียณอายุราชการ และต่อมาได้ขยับขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ ปปง.  คุมงานระดับนโยบาย

ท้าวความไปในระหว่างที่ พล.ต.อ.ชัยยะ ยังนั่งบริหารบนเก้าอี้เลขาธิการปปง.ได้มีการทาบโอน พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสาร รองผู้บัญชาการสำนักงานข้าราชการตำรวจ (รอง ผบช.ก.ตร.) ในภาพการทำงานจะเห็นคนคู่นี้แทบจะเป็นเงาตามตัว และเป็นที่รู้กันดีว่าพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์นั่งบ่มอาวุโสในตำแหน่งรองเลขาธิการ ปปง.นาน 9 เดือน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ ปปง.  แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่า พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ที่อยู่ในตำแหน่ง เพียง 1 เดือน 16 วัน ก็ถูก ม. 44 เด้งไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ แล้วมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทน  กระทั่งมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ รอง ผบ.ตร. มารักษาราชการเลขาธิการ ปปง. อีกตำแหน่งหนึ่ง ทำงานควบ  2 ตำแหน่งจนภารกิจเสร็จสิ้น นายกฯก็มีคำสั่งยกเลิกการรักษาราชการแทนให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ใน สตช.ตามเดิม
คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ พล.ต.ต.ปรีชา กลับมาเป็นรักษาการเลขาธิการ ปปง.อีกครั้ง เริ่มนับตั้งแต่  2 มี.ค.62 โดยรอบนี้เป็นการรักษาการยาวนาน จวบจนผลงานผ่านตา พล.ต.ต.ปรีชาได้รับการเสนอชื่อจากบอร์ดปปง.ที่มีพล.ต.อ.ชัยยะเป็นประธานบอร์ด ให้ครม.เห็นชอบเป็นเลขาธิการปปง. ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่าเป็นการเสนอไปโดยไม่มีคู่เทียบ เพราะอีกรายชื่อที่เสนอเป็นคู่ชิงเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.62  เท่ากับ 2 ชื่อที่เสนอไปครม.พิจารณาได้ชื่อเดียว แต่ขั้นตอนการได้มาซึ่งเลขาธิการปปง. เทียบเท่าซี 11 แต่ชื่อพล.ต.ต.ปรีชาก็ผ่านครม.มาได้ เพียงแต่ขั้นตอนไม่ได้จบที่ครม.เพราะกฎหมายกำหนดชัดว่าตำแหน่งเลขาธิการปปง.ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วย

ในที่สุดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กลายเป็นว่าพล.ต.ต.ปรีชาไม่ผ่านด่านสุดท้าย โดยวานนี้ (18 ก.พ.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ  พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการป.ป.ง. หลังจากที่ได้พิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม และลงคะแนน ด้วยวิธีลับ ผลปรากฎว่าวุฒิสภา เสียงข้างมาก  185 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง ขณะที่เสียงเห็นชอบมีเพียง 11 เสียง และไม่ออกเสียง 13 เสียง

แว่วว่า.. คุณสมบัติที่ไม่ผ่าน สืบเนื่องมาจากยุคเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดร้องเรียนกันไปมา  เมื่อมีเรื่องร้องเรียนเยอะ โดยเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจ ทุ่มเทชี้แจงแก้ข้อสงสัย จนตกม้าตายในด่านสุดท้าย เมาท์มอยกันให้แซ่ดว่าถ้าเกมออกมาในรูปนี้ ไม่เกิน 30 ก.ย.นี้ พล.ต.ต.ปรีชาคงยื่นใบลาออก ขอเออรี่รีไทร์ อยู่ต่อไปไม่ไหว

เกมเก้าอี้ดนตรี เพลงอลม่าน ปปง.ก็ต้องไปเริ่มต้นควานหา คนที่มีคุณสมบัติเข้าตา โดนใจ แต่รอบนี้การทาบนายตำรวจให้โอนย้ายคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดีดลูกคิดจากร่องรอยความบอบช้ำ อาจได้ไม่คุ้มเสี่ยง

“คะแนนทุจริต-คอร์รัปชัน”…ใครสอบตกต้อง “ลงโทษ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417787?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คะแนนทุจริต-คอร์รัปชัน”…ใครสอบตกต้อง “ลงโทษ”

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:36 น.
คะแนนทุจริต,คอรัปชั่น
เปิดอ่าน 477 ครั้ง

โดย ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข้าราชการไทยมีชื่อเสียง “ดี” หลายด้าน แต่ก็มี  “เสียหาย” หลายด้านเช่นกัน โดยเฉพาะ “ด้านทุจริต” ทุกครั้งที่โดนประเมินให้คะแนน ไทยแลนด์มักอยู่รั้งท้ายแถวเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา…ความหวังอยู่ที่ “ป.ป.ช.” จะควงดาบอาญาสิทธิ์ “แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” จริงจังแค่ไหน

รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามหาวิธีปฏิรูปแก้ไข “ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” ในหน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะทั้ง “คนโกง” และ “คนสนับสนุนให้โกง” ต่างร่วมมือกันอย่างดี และที่ทำให้คนไทย “เสียหน้า” อย่างมากคือเวลาที่มีการประกาศอันดับ “ภาพลักษณ์ทุจริตคอร์รัปชัน” (Corruption Perception Index: CPI) ของ องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ไทยแลนด์จะมี “คะแนน” อยู่ในระดับต่ำมาตลอด

ย้อนหลังดู 5 ปี เห็นชัดว่าคะแนนเหล่านี้ไม่ได้กระเตื้องขึ้นมาเลย แช่นิ่งไม่เกิน 35 – 38 จากคะแนนเต็ม 100 เช่น ปี 2556 ได้ 35 คะแนน อันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศทั่วโลก ปี 2557  ได้ 38 คะแนน อันดับที่ 85 จาก 175 ประเทศ ปี 2558  ได้ 38 คะแนน อันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศทั่วโลก ปี 2559  ได้ 35 คะแนน อันดับที่ 101  จาก 176 ประเทศ ล่าสุดข้อมูลปี 2561  ได้ 36 คะแนน อันดับที่ 99  จาก 180 ประเทศ

นิยามความหมาย “คอร์รัปชัน” คือ “การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน” ค่าคะแนนยิ่งต่ำหมายถึงยิ่งมีการคอร์รัปชันสูง “ไร้ความโปร่งใส”

“ป.ป.ช.” สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงจัดการปัญหานี้ แต่ที่ผ่านมาทำเพียงนั่งกุมขมับจดบันทึก “รับเรื่องร้องเรียน”และเบาะแส “คดีทุจริต-คอร์รัปชัน” จากประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ คดีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน ๆ  จนเมื่อประมาณปี 2557 มีความพยายามจัดทำระบบ “ให้คะแนน ความโปร่งใสของข้าราชการและหน่วยงานรัฐ” ทั่วประเทศไทย ที่สำคัญคือการเปิดเผยคะแนนออกมาให้สังคมรับรู้พร้อม ๆ กัน หวังจะช่วยลดการทุจริตและเปิดทางให้ประชาชนมาช่วยกันให้คะแนนทุกภาคส่วน

แบบลงคะแนนประเมินเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ไอทีเอ” หรือ “การประเมิน ITA” จากชื่อเต็มว่า การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment: ITA) เจ้าหน้าที่รัฐไทยเริ่มคุ้นเคยกับคำนี้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงกลางปี 2562 มีการพัฒนากรอบ “การประเมินไอทีเอ” ที่ใช้มานานหลายปีให้ทันสมัยสากลและมีรายละเอียดหลายด้านเพิ่มเติม

โดยการประเมิน “หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศปี 2562” มีการให้คะแนนกระทรวง ทบวง กรม อบจ. อบต. ฯลฯ จำนวนทั้งสิ้น 8,299 หน่วยงาน โดยผู้ประเมินผลกว่า 1 ล้านคน แบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน   ได้แก่ 1 ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ 4 แสนคน   2 ประชาชนที่มาติดต่อหน่วยงานภาครัฐ   6 แสนคน และกลุ่มที่ 3 ประเมินผ่านเว็บไซต์สำรวจความคิดเห็น 8,299 เว็บไซต์ ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายน

“วรวิทย์ สุขบุญ” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประเมินไอทีเอต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ว่า มีหน่วยงานภาครัฐผ่านเกณฑ์ ได้ระดับ A และ AA จำนวน 970 หน่วยงานเท่านั้น หรือเพียงร้อยละ 12 ที่เหลือส่วนใหญ่ได้คะแนนเฉลี่ยปานกลาง  B – C – D

โดยหน่วยงานที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ องค์กรศาล อัยการ หน่วยงานรัฐสภา รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร

สำหรับกระทรวงที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ กระทรวงการคลัง กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงดิจิทัลฯ ส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ “คะแนนเฉลี่ย” ที่ได้มาจากตัวชี้วัดนั้น 10 ตัวนั้นมีคะแนนรวมดังนี้

1) การปฏิบัติหน้าที่ ได้ 89 คะแนน  2 การใช้งบประมาณ 80 คะแนน  3) การใช้อำนาจ 83 คะแนน   4) การใช้ทรัพย์สินราชการ 78 คะแนน  5) การแก้ไขปัญหาการทุจริต 80 คะแนน  6) คุณภาพการดำเนินงาน 80 คะแนน  7) ประสิทธิภาพการสื่อสาร 78 คะแนน 8) การปรับปรุงการทำงาน 75 คะแนน  และตัวชี้วัดสำคัญสุด 2 ตัวสุดท้ายคือ  9) การเปิดเผยข้อมูล 53 คะแนน และ 10) การป้องกันการทุจริต ได้เพียง 42 คะแนนเท่านั้น

เมื่อไม่มี “การเปิดเผยข้อมูล” ก็แสดงถึงปัญหาความไม่โปร่งใส เมื่อไม่มี“การป้องกันทุจริต” ก็แสดงถึงปัญหาคอร์รัปชัน !

นอกจากนี้ ยังพบว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรู้สึกว่า เมื่อพบเห็นการทุจริตในหน่วยงานแล้ว การแจ้งเรื่องหรือส่งหลักฐาน ทำได้ยาก แจ้งเรื่องไปแล้วก็ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความปลอดภัย หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการต่ออย่างจริงจัง และยังพบว่าประชาชนรู้สึกว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนหรือต่อส่วนรวมเท่าที่ควร

ในเมื่อคนไทยยังให้คะแนนกันเองต่ำเตี้ยขนาดนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาหลายปีนี้ ฝรั่งให้คะแนน“ภาพลักษณ์ทุจริตคอร์รัปชัน” ไม่ผิดแท้แน่นอน คำถามต่อไปคือ เมื่อประเมินแล้วจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดการ “เปิดเผยข้อมูล” และ “ลดทุจริต-คอร์รัปชัน”

  “ดร.มานะ นิมิตมงคล” เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แสดงความคิดเห็นว่า การให้คะแนนแบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของ ปปช ถือเป็นเรื่องดีมาก เพียงแต่ที่ผ่านมา ยังมีปัญหาในเรื่องของ  “วิธีการ” และ “การบังคับใช้” เพื่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง เช่น การใช้วิธีจ้างให้หน่วยงานเอกชน หรือสถาบันการศึกษาไปช่วยทำแบบสอบถามนั้น บางครั้งผลที่ได้ออกมาอาจไม่โปร่งใสเสียเอง เช่น ทำไมกระทรวงสาธารณสุข หรือ มหาวิทยาลัยจุฬาฯ ถึงได้คะแนนต่ำกว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

“ปัญหาสำคัญ คือ ต้องได้คะแนนเฉลี่ย 85 ขึ้นไปถึงจะสอบผ่าน แต่ถ้าสอบไม่ผ่านแล้วยังไงต่อ เพราะไม่ได้มีบทลงโทษหรือการตัดสิทธิประโยชน์บางอย่าง หากเป็นไปได้รัฐบาลหรือ ปปช ต้องหาวิธีลงโทษที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงาน ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ผ่านการประเมินหรือได้คะแนนน้อยมาก เช่น ต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษ หรือตัดงบประมาณสนับสนุนบางอย่าง หรือสิทธิประโยชน์บางประการ เพื่อสร้างความกระตือรือร้นให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง” ดร.มานะ กล่าวแนะนำ

ที่น่าสนใจมีข้าราชการกับหน่วยงานหลายแห่งที่สอบไม่ผ่าน ออกมาร้องเรียน “ขออุทธรณ์ผลคะแนน” กันแล้ว

เช่น กรณีของ  “พิพัฒน์ เอกภาพันธ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ทำหนังสือขออุทธรณ์ต่อเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากผลคะแนนได้แค่ 47.65 คะแนน ถือว่าต่ำที่สุดใน 74 จังหวัดที่เข้ารับการประเมิน โดยนายพิพัฒน์เชื่อว่ารูปแบบประเมินออนไลน์ มีความคลาดเคลื่อน ขอให้ตรวจสอบผลประเมินใหม่

ปัญหาเรื่องคุณภาพของ “วิธีการประเมิน” และ “บทลงโทษ” ผู้ได้คะแนนต่ำหรือสอบไม่ผ่าน คือเรื่องท้าท้ายที่ ปปช. ต้องเข้าไปจัดการอย่างจริงจัง อย่าให้ “คนไทย 1 ล้านคน” ที่เข้าไปช่วยลงคะแนนประเมินผล เกิดความรู้สึกว่าคล้าย ๆ กันว่า… “เสียเวลา ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร ! “

ส้มเละ ‘การุณ’ วิ่งชน ‘ชิดชอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417701?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มเละ ‘การุณ’ วิ่งชน ‘ชิดชอบ’

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:45 น.
การุณ ใสงาม,พรรคอนาคตใหม่,กรุณา ชิดชอบ,ไทกร พลสุวรรณ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 6,016 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 19 ก.พ.63

*********************

เหมือนกันทุกจังหวัด พลันที่พรรคอนาคตใหม่ ประกาศรายชื่อว่าที่ผู้สมัครนายก อบจก็จะต้องเกิดรายการตบตีกัน อย่างเช่นที่บุรีรัมย์ อดีตผู้สมัคร ส..พรรคส้มหวาน โวยวายผ่านเฟซบุ๊กว่า ทำไมคณะกรรมการบริหารพรรคจึงเลือก “การุณ ใสงาม” อดีตพันธมิตรฯ ลงสมัครชิงนายก อบจ.บุรีรัมย์

ร้อนถึง ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นแถลงว่า  รายชื่อผู้ที่ผ่านความเห็นชอบของ กก.บหมีจำนวน 15 จังหวัด ยังเหลืออีก จังหวัด รวมถึงบุรีรัมย์ด้วย

ส้มละอ่อน

ไม่แน่ใจว่า “ทนายอั๋น” ภัทรพงศ์ ศุภักษร อดีตผู้สมัคร ส..พรรคอนาคตใหม่ จ.บุรีรัมย์ ไปแอบได้ข่าวมาจากไหนว่า กรรมการบริหารพรรคเลือก “การุณ ใสงาม” ลงชิงนายก อบจ.บุรีรัมย์ แทนกลุ่มของเขา

 ภัทรพงศ์ ศุภักษร 

ทนายอั๋น” บอกว่า ตนเองเป็นคนรุ่นใหม่ ทุ่มเทกายใจให้พรรคมาแต่แรก จึงขออาสาลงสนามต่อสู้กับ “กรุณา ชิดชอบ” นายก อบจ.บุรีรัมย์

กรุณา ชิดชอบ

ผมเคารพในการตัดสินใจของพรรค ไม่เสียใจที่พรรคไม่เลือกผม แต่ผมคงจะร่วมงานกับอดีต กปปสที่เคยทำลายระบบนิติธรรมนิติรัฐ และทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเคยออกมาประท้วง กวักมือเรียกทหารออกมาปฏิวัติ จนทำให้ประเทศฉิบหายเท่าทุกวันนี้ ไม่ได้หรอกครับ”

ทนายอั๋นก็เป็น “ส้มไร้เดียงสา” ตัวจริง เล่นการเมืองเหมือนการทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย

คนหลายสี

สำหรับ การุณ ใสงาม ชาว อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เป็นนักการเมือง นักต่อสู้บนท้องถนน และอดีตสหายที่ผ่านสงครามประชาชนในเขตป่าเขา 

ปี 2525 การุณ หรือ “สหายสมคิด” ออกจากป่าอีสานใต้ ได้ลงเล่นการเมืองทันที และได้รับเลือกตั้งเป็น ส..บุรีรัมย์ ปี 2526 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยการุณเป็น ส..บุรีรัมย์ สมัย

การุณ ใสงาม หรือสหายสมคิด อีสานใต้

ปี 2543 การุณลาออกจากประชาธิปัตย์ เพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส..ครั้งแรก และได้เป็น ส.ช่วงนี้แหละที่การุณเริ่มมีบทบาทต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” 

ระยะหลัง การุณลงสมัคร ส..ในนามพรรคประชาราช ยุคเสี่ยประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็พ่ายแพ้ และปี 2551 ลงสมัครนายกเทศมนตรีตำบลประโคนชัย ซึ่งเป็นบ้านเกิด ปรากฏว่า พ่ายเพื่อนเก่า ไม่ได้รับเลือกตั้ง

การุณในสีเสื้อ ปชป.

ช่วงปี 2551-2556 การุณลุยการเมืองท้องถนน ในสีเสื้อพันธมิตรฯกลุ่มทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยสายปกป้องศาลรัฐธรรมนูญ และ กปปส.

เลือกตั้ง 2562 การุณจับมือไทกร พลสุวรรณ เดินหาเสียงให้พรรค ปชปท่ามกลางความประหลาดใจของมิตรสหาย

ลูกเล่นสิงห์เฒ่า

หลังเลือกตั้งหนล่าสุด “การุณ ใสงาม” และ “ไทกร พลสุวรรณ” ลาออกจากพรรค ปชปหันมาสวมเสื้อสีส้ม โดยไทกร ตั้งตัวเป็นที่ปรึกษาอนาคตใหม่ ขอนแก่น ส่วนการุณมาปักหลักอยู่ที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ 

กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ในวันที่ 12 มกราคม 2563 การุณ ใสงาม จัดกิจกรรมการเมืองที่บริเวณตลาดโรงเกลือ คลองถมนิคมบ้านกรวด ต.นิคมปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ การุณพร้อมผู้ร่วมวิ่งไล่ลุงประมาณ 20 คน เดินรอบตลาด และมีการชูป้ายโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

ระหว่างนั้น ได้มีกลุ่มรักลุงตู่ 50 คน ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างตลาด เผชิญหน้ากับกลุ่มการุณ พร้อมส่งเสียงเชียร์ “ลุงตู่สู้ๆ” เป็นระยะๆ ก่อนจะสลายตัวไป

แอ็กชั่นเดิมๆ แบบการุณในสีเสื้ออนาคตใหม่

หลายคนแปลกใจ กิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่จังหวัดอื่น ไม่มีกลุ่มต่อต้านเลย แต่ทำไมจึงมีกลุ่มเชียร์ลุงมาโผล่ที่บุรีรัมย์ ยกเว้นวิ่งไล่ลุงในกรุงเทพฯ ก็มีเหตุเผชิญหน้าที่ อ.บ้านกรวด กลายเป็นข่าวที่มีสีสันมากที่สุด

ดูเหมือนว่า “แกนนำพรรคส้มหวาน” ส่วนกลาง จะชื่นชอบลีลาบู๊ดุดันของการุณ และมองว่า คนแบบนี้แหละจะสู้กับตระกูล “ชิดชอบ” ได้

มิตรสหายชาวเซราะกราวที่รู้จักการุณมานาน ก็หัวเราะ พร้อมพูดว่า นี่แหละการุณ ถามว่า ถ้าการุณลงสนามจะชนะมั้ย แหล่งข่าวบอกว่าให้ไปดูผลเลือกตั้ง “นายกเล็ก” เมืองประโคนชัย

เหตุใดการุณพ่ายแพ้ยับเยินในสนามบ้านเกิด..บังเอิญว่า แกนนำส้มหวานคงไม่รู้เรื่องนี้

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ดาวดวงใหม่-พรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417449?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ดาวดวงใหม่-พรรคอนาคตใหม่

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:10 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พรรคอนาคตใหม่,วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ดาวดวงใหม่-พรรคอนาคตใหม่

อีกไม่กี่อึดใจ การเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 ด้านหนึ่งของการอภิปรายครั้งนี้อาจจะดูแหวกม่านประเพณีไปพอสมควร กล่าวคือ ปกติแล้วการอภิปรายจะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทำงานครบ 1 ปี แต่ครั้งนี้เป็นสถานการณ์พิเศษที่ฝ่ายค้านไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปหนึ่งปีฟรีๆ จึงทำให้ต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อรบกับรัฐบาลในสภา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมมีขาประจำอย่างพรรคเพื่อไทยเป็นหัวหอก แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ การลงสนามอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.ใหม่ทั้งพรรค แม้เวลานี้พรรคอนาคตใหม่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าคดียุบพรรคในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะมีผลออกมาอย่างไร แต่ ณ ตอนนี้ขอทำงานทางการเมืองอย่างดีที่สุดเป็นสำคัญ

    ทำวิจัยเล็กก่อนอภิปราย
ในโอกาสนี้ทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ มีจังหวะเข้าไปสนทนากับดาวดวงใหม่ อย่าง ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยฝากผลงานมาแล้วจากการเป็นแม่ทัพคนสำคัญในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงกลาโหมด้วยลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้เขากำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดาวสภาในอีกไม่ช้า

วิโรจน์ เริ่มต้นการสนทนาด้วยยอมรับว่า “เราพึงพอใจกับการทำงานของพรรคอนาคตใหม่มากน้อยแค่ไหน ยอมรับว่าตอบได้ยาก เพราะคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือประชาชนที่ติดตามเราอยู่ แต่สำหรับเราเองแล้วก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามีบางจุดที่ต้องปรับปรุงและถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นมาตลอด เช่น การจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ไม่เข้าใจบางเรื่องหรือไม่มีพื้นฐานในบางเรื่องให้เข้าใจเรื่องที่เราพูดได้ภายใน 15 นาที หรือ 20 นาที”

“การทำงานทุกครั้งเบื้องต้นจะต้องผ่านการวิจัยย่อมๆ มาก่อน เราใส่ใจกับแนวโน้มทางสังคมและความสนใจของสังคมในประเด็นต่างๆ ว่าคำถามที่ประชาชนสนใจคืออะไร จากนั้นจะไปค้นคว้าหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพราะเราจะอภิปรายเรื่องอะไร เราต้องเข้าใจเรื่องนั้นก่อน จะใช้แต่โวหารอย่างเดียวไม่ได้ และที่สำคัญต้องมีการลำดับเรื่องราวเพื่อให้การเล่าเรื่องมีความเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงกันพร้อมกับใส่ข้อเท็จจริงเข้าไปเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มั่ว”

ส่วนความสนใจในเรื่องกองทัพที่กลายเป็นประเด็นที่นำมาอภิปรายในสภาหลายครั้งนั้น ‘วิโรจน์’ ระบุว่า “จริงๆ แล้วผมเป็นคนสนใจเรื่องฝุ่นใต้พรมที่ประชาชนควรจะรู้แต่เราไม่รู้ เป็นเรื่องที่เรารู้แล้ว เราจะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการจัดสรรสวัสดิการสังคมได้มากกว่านี้ เนื่องจากพื้นฐานผมเป็นคนเรียนวิศวกรรมและชอบคณิตศาสตร์ เวลาเจอสถานการณ์อะไรจะต้องเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นตัวเลขเชิงปริมาณให้ได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นข้อมูลในเชิงปริมาณไม่ได้ การตัดสินใจในเชิงของความรู้สึกนามธรรมจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดได้”

“ที่สำคัญการตัดสินใจด้วยความรู้สึกพอต่างคนต่างรู้สึกต่างคนก็ต่างมีอคติก็รบกันทะเลาะกัน ถ้าเรามีตัวเลขสักหน่อยจะเป็นตัวคานอำนาจอคติได้ และจะทำให้การพูดคุยสามารถหาข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันได้ พอเรามีตัวเลขแล้วก็จะรู้ว่าเราควรจะจัดการอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องชนะทั้งหมด เสียงส่วนใหญ่มีน้ำหนักในการตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องที่ถูก แต่เสียงส่วนน้อยก็มีสิทธิพูดในประเด็นที่มีความห่วงใย ดังนั้นหากสามารถประเมินในเชิงปริมาณได้เสียงส่วนใหญ่จะหามาตรการเยียวยาหรือป้องกันที่คลายความกังวลของเสียงส่วนน้อย เช่นนี้สังคมก็ไปด้วยกันได้”

“ในภาพลักษณ์ที่อาจมองผมว่าเป็นคนหัวแข็งก้าวร้าวแต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนประนีประนอมมากนะครับ ทุกคนต้องการให้ประเทศก้าวหน้าอันเป็นจุดหมายเดียวกัน เช่น ถ้าเราอยากจะไปเชียงใหม่ด้วยกันก็สามารถขึ้นรถทัวร์ไปด้วยกัน แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ยังไปถึงนะ ทว่า ณ วันนี้เรามัวแต่ทะเลาะกันแล้วไม่ยอมขึ้นรถทัวร์ ทั้งๆ ที่ทุกคนอยากจะไปเชียงใหม่เหมือนกัน วันนี้ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว มันจะไปต่อกันได้เหรอแบบนี้”

  ถ่อมตัวยังไม่แจ้งเกิดการเมือง
กับตำแหน่งดาวสภาและการแจ้งเกิดทางการเมือง วิโรจน์ รีบปฏิเสธทันทีว่าตัวเองยังห่างไกลกับคำว่าการแจ้งเกิดทางการเมือง เพราะยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่อย่างสร้างสรรค์
“ยังหรอกครับ ยังอีกยาวไกลเลย แต่สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังสร้าง คือการสร้างมาตรฐานในการอภิปรายด้วยเนื้อหาและฉายภาพให้คนเข้าใจในสิ่งที่เราพูดจริงๆ และจี้ในประเด็นที่สำคัญและต้องมีการให้ข้อเสนอแนะและถอดบทเรียนจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์”
“จริงๆ คือ 1.สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำ คือเราไม่ได้มองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นพิธีกรรมที่เราจะต้องทำในฐานะฝ่ายค้าน แต่เบื้องต้นเราต้องหาข้อมูลว่ารัฐบาลได้กระทำอะไรที่เราไม่อาจไว้วางใจเขาได้ เรื่องนี้สำคัญนะครับ เราไม่ได้ตั้งธงว่าจะต้องไปต่อว่ารัฐบาลแต่เราต้องถามก่อนว่าเรามีเนื้อหาหรือหลักฐานอะไรที่ทำให้เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าไว้วางใจหรือเปล่า ทุกคนก็ต้องทำการบ้าน ถ้าไม่ทำการบ้าน ไม่พบเนื้อหาใดๆ ประเด็นนั้นเราจะไม่อภิปราย เราตอบไม่ได้หรอกว่าเราจะตรวจสอบได้ 100% แต่เรามีกระบวนการในการตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูลหลายแหล่งเพื่อให้เรามีหลักฐานอ้างอิงว่าน่าจะเป็นจริง”

“ตอนนี้ทุกคนทำการบ้านหนักมากนะครับ เพราะเราไม่ได้ต้องการเอาเอกสารแผ่นเดียวไปนั่งด่ารัฐบาล เราจะไม่ทำอย่างนี้แน่ๆ เราพยายามทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจประกอบไปด้วยสาระและข้อเท็จจริงที่ทำให้ประชาชนได้เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ในเรื่องนี้เขาไม่น่าไว้วางใจอย่างไร”

        ไม่คิดล้มแต่รัฐบาลต้องรับฟัง
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังจะเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ‘วิโรจน์’ ยืนยันว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ต้องการสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ให้แก่สภาแต่เป็นการพยายามทำงานด้วยความสร้างสรรค์มากกว่า และเชื่อว่าสุดท้ายแล้วการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่อาจไปล้มรัฐบาลได้ แต่อย่างน้อยที่สุดการอภิปรายที่เกิดขึ้นจะทำให้รัฐบาลได้รับฟังเสียงของอีกฝ่ายเพื่อไปปรับปรุงการทำงาน

“ขอเรียกว่าเราพยายามทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะการสร้างมาตรฐานใหม่จะดูเหมือนว่าเป็นการยกตนมากเกินไป อย่างไรก็ตามหลายพรรคการเมืองเวลานี้ก็พยายามสร้างมาตรฐานร่วมกัน เท่าที่ทำงานกับส.ส.ต่างพรรค ยืนยันได้ว่าทุกพรรคพยายามยกมาตรฐานสภาร่วมกันจริงๆ เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคจะมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไป”

“ส่วนใหญ่รัฐบาลต้องมั่นใจว่าตัวเองมีเสียงมากกว่าอยู่แล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใด หวังลึกๆ ว่าอย่างน้อยรัฐบาลจะได้รู้ตัวบ้าง ถ้าเปิดใจรับฟังในสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่อภิปรายจะได้ไปปรับปรุงรูปแบบการทำงานเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เป็นการเทน้ำมันราดบนกองไฟเหมือนที่ผ่านมา เราหวังทางอ้อมอย่างนี้เช่นกัน เราจะไปหวังล้มรัฐบาล ถ้าพูดเอามันก็คงพูดได้ แต่เราหวังว่าอย่างน้อยๆ รัฐบาลต้องฟังเราบ้างอย่างสร้างสรรค์” วิโรจน์ สรุป

ถึงเวลาหรือยังงดการซื้อ-พกปืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417454?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลาหรือยังงดการซื้อ-พกปืน

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:35 น.
พกอาวุธ,ปืน,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ถึงเวลาหรือยังงดการซื้อ-พกปืน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข้อเสนอมาให้ทางการทบทวนมาตรการการอนุมัติให้คนไทยซื้อขายและพกพาอาวุธปืนได้แล้ว เพราะมีผลเสียและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ข้ออ้างที่ว่ามีปืนไว้ป้องกันตัวนั้นล้าสมัยไปแล้วเพราะเกิดเรื่องทีไร ผู้บริสุทธิ์เคราะห์ร้ายอยู่เสมอและหากเจ้าหน้าที่ของทางการสามารถป้องกันดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชนได้แล้ว การพกพาหรือเป็นเจ้าของปืนก็ไม่จำเป็น

ส่วนขั้นตอนการดำเนินการต่อไปนั้นจะมีข้อปฏิบัติหรือมาตรการใดที่เหมาะสมก็ต้องแจ้งให้ทราบ

‘ดับเครื่องชน’ ขอย้ำเตือนอีกครั้งถึงอาวุธที่ใช้กันมากมายจนบางคนบอกว่าหาปืนได้ง่ายกว่ายาแก้ปวดจะต้องหมดไป

หรือการจะขโมยปืน-ลักปืนของกองทัพที่ง่ายดายจะต้องมีระบบป้องกันให้มากกว่านี้

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเข้มข้นกับเรื่องอันตรายอย่างจริงจังและทันที ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วลืมกันหมด
อ๊อด เทอร์โบ


ใช้ธรรมะคลายเครียด
ก่อให้เกิดความสุข

ผมขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบถึงโครงการบรรยายธรรม น่าสนใจมากจาก รพ.หัวเฉียว ซึ่งขอแจ้งให้ทราบดังนี้ว่าจะมีการบรรยายธรรมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้

โรงพยาบาลหัวเฉียวแจ้งว่า เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานและการใช้ชีวิต นำมาซึ่งปัญหาต่างๆอีกทั้งยังบั่นทอนจิตใจ การนำธรรมะมาเป็นหลักในการทำงานและการใช้ชีวิตจะสามารถลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้

จึงได้จัดโครงการธรรมโอสถ โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาสุรชาติ จารุวํโส พระธรรมวิทยากร เครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี วัดสุวรรณ บรรยายธรรมเรื่อง “ธรรมะบันดาลใจบันไดสู่ความสุข” ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 โรงพยาบาลหัวเฉียว

จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนตลอดจนผู้สนใจสำรองที่นั่งเข้าฟังที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0-2223-1351 ต่อ 3126

ผมเห็นว่าเวลานี้คนเครียดกันมากและอยากให้เข้าฟังการบรรยายนี้ จึงเรียนมาเพื่อทราบและหลายท่านอาจจะทราบข่าวนี้แล้วก็อย่าลืม

ด้วยความปรารถนาดีจึงแจ้งมาและหากมีโครงการดีๆ จะบอกต่ออีก เพื่อจะได้มีความสุขกาย สบายใจ ไม่ได้มีผลประโยชน์แต่อย่างใดเลย
บุญพบ (สวนมะลิ)


เรียนคุณ ‘บุญพบ’ สวนมะลิ
ผมรีบนำเสนอจดหมายของท่านเพื่อจะได้ทราบโดยทั่วกันและโดยจุดประสงค์ว่าหนทางใดๆ ก็ตามที่จะทำให้เกิดความสุขก็จะเร่งปฏิบัติโดยเร็วทันเหตุการณ์

หลายวันที่ผ่านมามีเรื่องรุนแรงทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศก็ก่อให้เกิดความเครียด ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเรา จะไปห้ามไม่ให้คิดคงไม่ได้

จึงเรียนแจ้งมาเพื่อจะได้หาหลักธรรมในการดำเนินชีวิตและนำเอาสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม
อ๊อด เทอร์โบ


ความในใจของทหาร
ส่งท้ายด้วยจดหมายจาก ‘วิเชียร’ รั้วของชาติที่ระบายความในใจต่อเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น และขอความเป็นธรรมโดยอย่าด่ารวมทหาร

‘ดับเครื่องชน’ เห็นว่าเราควรให้ความเป็นธรรมและมีสติ สนับสนุนการตัดสินใจเพราะจริงอยู่ว่าการกระทำของทหารคนหนึ่งจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมากและร้ายแรง

เวลานี้เราต้องให้กำลังใจกันและทำทุกอย่างให้ดีโดยคำนึงถึงความถูกต้อง
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าด่าทหาร
คนดีจะหมดกำลังใจ

ผมอยากให้ทุกคนมีใจเป็นธรรมอย่าใช้อารมณ์ ข่าวที่จ่าทหารบกยิงกราดที่โคราชจนมีคนล้มตาย-บาดเจ็บเป็นจำนวนมากและมีการชี้แจงจากหน่วยงานต่างๆ ไปมากแล้ว

ในฐานะของทหารคนหนึ่งที่มียศแค่สิบโท จึงเรียนมาด้วยคนทางจดหมายฉบับนี้และขอบอกว่าเป็นความในใจของทหารคนหนึ่ง อย่าด่ากราดทหารเลยเพราะทหารดียังมีเต็มกองทัพบก

จากการแถลงข่าว ผบ.ทบ. ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ นั้น ผมขอความเป็นธรรมด้วยการมีสติ อย่าใช้อารมณ์หรือกระแสหรือข่าวออนไลน์หรือโซเชียลเป็นเครื่องตัดสิน เพราะผมเห็นว่าการที่บางคนบอกว่า ผบ.ทบ.บีบน้ำตาในขณะขอโทษประชาชนหรือแสดงความเสียใจ

จริงอยู่ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และอยากเรียนสนับสนุนว่าอย่าด่าเหมารวมทหารทุกคนว่าเลวหรือไม่ดีไปหมดเลย เพราะทุกวันนี้ผมก็เป็นทหารชายแดน และต้องเลี่ยงภยันตรายอยู่ทุกวินาทีแต่ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเพราะถือเป็นหน้าที่ต้องให้คนไทยปลอดภัย นอนตาหลับ

ส่วนเรื่องธุรกิจสีเทาต่างๆ นั้น ผมเป็นทหารผู้น้อยไม่ขอพูดถึงเพราะนอนในบังเกอร์และกินข้าวหลวง

ผมจึงขอร้องว่าอย่าด่าทหารเพราะทหารดีๆ ยังมีอีกมากและหลังจากนี้ไป ทุกอย่างคงจะดีขึ้น
วิเชียร (รั้วของชาติ)


เปิดเทอมหน้า “ร.ร.วัดบวรฯ” นักเรียน”ปลอดการบ้าน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเทอมหน้า “ร.ร.วัดบวรฯ” นักเรียน”ปลอดการบ้าน”

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:15 น.
เปิดเทอมนี้,โรงเรียนวัดบวรนิเวศ,โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน,ปลอดการบ้าน,นายเขษมชาติ อารีมิตร,ปีการศึกษา 2563,ครูบ้านนอก,เปิดภาคเรียน
เปิดอ่าน 1,077 ครั้ง

เปิดเทอมหน้า 16 พ.ค.2563 นี้ ร.ร.วัดบวรนิเวศ นักเรียนไม่ต้องทำการบ้านกันอีกแล้ว “ผอ.เขษมชาติ” เปิดใจ “ครู-นักเรียน” สนับสนุนพร้อมลุยทันที เผยเน้นชิ้นงาน-กิจกรรมในคาบ ทุกอย่างจบในห้องเรียน

แฟนเพจเฟซบุก “โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)” ได้โพสต์รูปภาพและข้อความเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาระบุว่า “เป้าหมายที่เรากำลังจะทำ #โรงเรียนปลอดการบ้าน #บวรนิเวศเกรียงเดชเกริกก้องเกรียงไกร #โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน”

โดยรูปที่โพสต์ระบุข้อความ “ในปีการศึกษา 2563 โรงเรียนวัดบวรนิเวศ : เป็นโรงเรียนปลอดการบ้าน No Homework School”

อ่านข่าว : 

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ

สร้างครูโค้ดดิ้งเพิ่มบุคลากรไอที  ป้อนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ปรากฏว่า มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และแชร์รูปและข้อความดังกล่าวกว่าหลายหมื่นครั้ง ทำให้แอดมินเพจตอบความคิดเห็นว่า “กระแสถล่มทลายมาก ขอบคุณทุกแชร์ทุกความเห็นครับ โรงเรียนอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม นำไปสู่ #โรงเรียนปลอดการบ้าน ชิ้นงาน แบบฝึก กิจกรรมต่างๆ จะอยู่ในคาบเรียน ห้องเรียน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร บูรณาการในสาระวิชาต่างๆ เพื่อลดจำนวนงาน ไม่ต้องทำส่งเป็นการบ้าน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราจะทำในปีการศึกษา 2563 และจะรายงานความคืบหน้าหลังจากได้เริ่มดำเนินการเป็นระยะต่อไปครับ #บวรนิเวศเกรียงเดชเกริกก้องเกรียงไกร #โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “คมชัดลึกออนไลน์” ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก  นายเขษมชาติ อารีมิตร ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ได้กล่าวถึงแนวคิดของ “โรงเรียนปลอดการบ้าน” ว่ามีแนวคิดมานานมากแล้ว  ตั้งแต่เมื่อครั้งได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านการศึกษาที่ประเทศฟินแลนด์ ตั้งใจเอาไว้ว่าหากมีโอกาสได้รับตำแหน่งบริหารสูงสุดของโรงเรียนจำนำมาใช้กับนักเรียนไทย ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนก็ดำเนินการกันบ้างแล้ว เช่น ประเทศสิงคโปร์ แต่ตนไม่มีโอกาสและไม่มีอำนาจจึงต้องเก็บแนวคิดนี้เอาไว้

นายเขษมชาติ อารีมิตร

        “ผมอยากให้เด็กเรียนรู้กัน อย่างมีความสนนุก สนุกสนานที่จะเรียนรู้ แบบไร้ขีดจำกัด ความสามารถ ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น เพียงเด็กๆมีมือถือก็ท่องโลกเรียนรู้ได้อล้ว  ซึ่งขั้นตอนนำไปสู่การปลอดการบ้าน กำลังดำเนินการ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาแนวทาง รูปแบบของการเรียน แต่จะเกิดขึ้นแน่นอนในปีการศึกษา 2563” ผอ.เขษมชาติ ให้คำมั่น

ผอ.เขษมชาติ อธิบายว่า จะใช้แนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน คือเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองตามทักษะและความสามารถของแต่ละคน และใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากขึ้นแทนการใช้กระดาน ให้นักเรียนเรียนน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้นเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งโรงเรียนบวรนิเวศพร้อมสนับสนุนกิจกรรมหลากหลายรูปแบบของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านกีฬา ดนตรี หรือแม้กระทั่งกีฬาอีสปอร์ต(เกมส์)ที่เด็กๆคุ้ยเคยกันดีอยู่แล้ว

โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน

           “การบ้านเยอะมีปัญหากับนักเรียนทุกระดับ ครูหนึ่งวิชาสั่งการบ้านทั้งเทอม นักเรียนต้องทำการบ้านทุกวิชา ยังไม่รวมงานกลุ่ม งานชิ้น ดังนั้นเราควรเคลียร์การบ้านให้เสร็จ ตั้งแต่ในห้องเรียนและใช้เวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นๆที่สนใจ คนเก่งไม่ได้มีแค่เก่งวิชาการ เราควรมองว่าเด็กทุกคนมีความเก่งอยู่ในตัว อยู่ที่ว่าเก่งด้านไหน และจะดันให้เด็กเก่งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งทางโรงเรียนต้องการเด็กแบบนี้ ได้ส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ และ เก่ง ดี มีสุข ที่แท้จริงตาม พระราชบัญญัติการศึกษาไทย” ผอ.เขษมชาติ ระบุ

ผอ.เขษมชาติ ระบุอีกว่า ส่วนการค้นหาความสามารถของนักเรียน จะมีขึ้นตั้งแต่การสอบเข้า โรงเรียนจะมีแบบทดสอบความถนัดเพื่อทดสอบความสามารถแฝง เช่น เรียนวิทย์คณิตแต่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะส่งเสริมเพิ่มเติม นอกจากนี้คุณครูทุกท่านต้องปรับตัวจากการสอนแบบเดิมมาเป็น “โค้ช” เพื่อแนะนำวิธีการศึกษาให้นักเรียนหาข้อมูลด้วยตนเองมากขึ้น และกลับมาทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับการอธิบาย วิธีนี้นักเรียนจะไม่มีการบ้านและได้เรียนรู้จากการทำแบบฝึกหัดไปในตัว การดูแลนักเรียนรายบุคคลก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องรู้จักชื่อนักเรียน ประวัติ รวมถึงความสามารถพิเศษด้วย

ผอ.เขษมชาติ  อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้านการวัดผลการเรียนของนักเรียน จะเป็นการสอบ และวัดผลโดยใช้วิธีประเมินตามสภาพจริง สามารถให้โอกาสนักเรียนสอบใหม่หรือค้นคว้าทำงานที่เกี่ยวข้องมาส่ง เพราะเชื่อว่านักเรียนทุกคนมีความแตกต่าง เขาอาจตอบไม่เก่ง แต่สามารถนำเสนอความรู้ความเข้าใจด้วยวิธีอื่นได้

“ปัจจุบันปีการศึกษา2562 เรามีเด็กชั้นม.1-ม.6 จำนวน 233 คน จากในอดีตร.ร.วัดบวรนิเวศเป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีนักเรียน 5,000-6,000 คน ต้องเปิดการเรียนการสอนถึงสองรอบ แต่สภาพปัจจุบันคนเกิดน้อยลง ทั่วประเทศมีเพียง 800,000 คน การเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและจำนวนนักเรียนที่น้อยลงด้วย” ผอ.เขษมชาติ กล่าว

การจะไต่ฝันก้าวสู่โรงเรียนปลอดการบ้านนั้น ผอ.เขษมชาติ แจกแจงว่า ช่วงระยะเวลาเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ต้องเทรนคุณครู เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ แต่คุณครูทุกคนเห็นด้วย  พร้อมให้ความร่วมมือ ส่วนเด็กๆนักเรียน ยิ่งชอบใจใหญ่ รวมถึงผู้ปกครองด้วย ดังนั้นเปิดภาคเรียนใหม่ปีการศึกษา2563 ตั้งแต่วันที่  16 พ.ค.2563 นี้ ร.ร.วัดบวรนิเวศ นักเรียนปลอดการบ้าน แน่นอน

จับตาโรงเรียนปลอดการบ้าน ปี2563 ทุกอย่างต้องจบภายในห้องเรียน อย่าง “ร.ร.วัดบวรนิเวศ” โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน โรงเรียนใต้ร่มธรรมยุต บ่มเพาะมนุษย์ด้วยคุณธรรม จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่?? แต่นับเป็นก้าวย่างของการปฏิรูปการศึกษาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ท่ามกลาง “ความเห็นต่าง”  และ “ความไม่กล้า” ของผูู้อำนวยการโรงเรียนอีกหลายหมื่นแห่ง

 เรื่องโดย กมลทิพย์ ใบเงิน 

           ขอบคุณภาพจาก เพจโรงเรียนวัดบวรนิเวศ 

เรื่องลับๆ “ทักษิณ” กับที่ดินอัลไพน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417464?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องลับๆ “ทักษิณ” กับที่ดินอัลไพน์

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:10 น.
กระดานความคิด,ทักษิณ ชินวัตร,อับไพน์
เปิดอ่าน 5,678 ครั้ง

เรื่องลับๆ “ทักษิณ” กับที่ดินอัลไพน์ คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางนา บางปะกง

เป็นข่าวไปแล้วกรณี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เมื่อศาลฎีกาไม่ให้ยื่นฎีกา จึงรับโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เนื่องจากสมัยที่เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

รายละเอียดของคดีอัลไพน์คงจะไม่นำมาเล่าซ้ำ แต่อยากนำเสนอ “เรื่องเล่า” จากวงในมาเผยแพร่อีก เผื่อหลายคนลืม และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบมาก่อน

สรุปสั้นๆ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคที่ดินจำนวน 924 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้วัดธรรมิการามวรวิหาร ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2533 ที่ดินซึ่งเป็นธรณีสงฆ์ถูกขายและโอนให้บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์กอล์ฟแอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด ในราคา 130 ล้านบาท

ทักษิณ ในสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อปี 2542

สองบริษัทดังกล่าวขณะนั้นมีผู้ถือหุ้นคือ เสนาะ เทียนทอง, วิทยา เทียนทอง และอุไรวรรณ เทียนทอง มีนักการเมืองชื่อดังอีกหลายคนรวมถึง “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล

ปี 2549 สำนักพิมพ์มติชน ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ฉะแฉ ฉาว นักการเมืองไทย” โดยทีมข่าวการเมืองมติชน ซึ่งเป็น “ปากคำ” ของนักการเมืองและอดีตนายทหาร-ตำรวจ ที่ได้บอกเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของสถานการณ์การเมืองในอดีต

   “เฮียเพ้ง” เปิดใจครั้งแรกเกี่ยวกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดย “เฮียเพ้ง” เป็นตัวเชื่อมประสานกับ “ทักษิณ ชินวัตร” จนเกิดการซื้อขายสนามกอล์ฟ และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

ปี 2539-2540 เกิดวิกฤติฟองสบู่แตก เศรษฐกิจไทยอาการโคม่า กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ล้มระเนนระนาด และสนามกอล์ฟอัลไพน์ก็หนีไม่พ้น เสนาะ เทียนทอง จึงตะเกียกตะกายหาทางขายสนามกอล์ฟ

“ตอนนั้นผมถือหุ้นอยู่ในสนามกอล์ฟแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ แต่มีชื่อผมค้ำประกันธนาคารในการนำเงินมาลงทุนสนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ตอนนั้นที่คิดจะขายเพราะมีหนี้มหาศาล ที่สำคัญไม่มีใครกล้ามาบริหาร ถ้านายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) ไม่มาซื้อ คงเป็นหนี้หัวโต ตอนนั้นผมก็ไม่เอาแล้ว เมื่อท่านมีน้ำใจมาซื้อ ผมก็ตัดสินใจไปช่วยท่านตั้งพรรคการเมือง”

เหตุที่ ทักษิณ ชินวัตร มาชวน “เฮียเพ้ง” นั้น เพราะทราบดีว่า “เฮียเพ้ง” เคยร่วมกับ อุทัย พิมพ์ใจชน ก่อร่างสร้างพรรคก้าวหน้า พรรคเอกภาพ และพรรคความหวังใหม่ มีประสบการณ์การเมือง และรู้จักอดีต ส.ส.สายอีสานจำนวนหนึ่ง

“จากที่ได้พูดกันหลายเรื่อง ทั้งบ้านเมือง ธุรกิจและกีฬา ก็ทราบว่าท่านอยากมีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเอง ผมจึงเอ่ยปากกับท่านว่าสนใจซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์หรือไม่ เพราะขณะนั้นสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นสนามที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย”

สมัยนั้นทักษิณยังไม่ตั้งพรรคไทยรักไทย มีเวลาไปตีกอล์ฟที่สนามอัลไพน์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่สนใจเรื่องซื้อขาย “เฮียเพ้ง” เจอหน้าคราใดก็แนะนำให้ไปดูที่ดินและสนามกอล์ฟอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ท่านถามราคาผม เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจมันตก ทำให้ราคาที่ดินและทุกอย่างตกหมด ผมก็บอกไปว่าตกไร่ละ 9 ล้านกว่าบาท 400 ไร่ก็ประมาณ 500 ล้านบาท ถือว่าถูก”

ปลายปี 2542 จึงเริ่มมีการตกลงซื้อขาย โดยเฮียเพ้งยืนยันว่ามีการเจรจาและจบลงที่การทำธุรกรรมนั้น เป็นเรื่องของเขาคนเดียวล้วนๆ เสนาะ เทียนทอง ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออะไร หลังจากซื้อขายสนามกอล์ฟเรียบร้อย ทักษิณจึงชวนเฮียเพ้งไปตั้งพรรคไทยรักไทย

“ผมคิดนะ…คิดอยู่นาน และย้อนกลับไปวันที่ท่านช่วยซื้อสนามกอล์ฟปลดหนี้ปลดสิน จึงคิดว่าควรจะตอบแทนน้ำใจท่านบ้าง”

เมื่อเฮียเพ้งตัดสินใจแล้วก็ไปบอก เสนาะ เทียนทอง ซึ่งตอนนั้นกลุ่มวังน้ำเย็นยังอยู่กับพรรคความหวังใหม่ แต่มีปัญหาความขัดแย้งกันสูง ระหว่างกลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กับกลุ่มเสนาะ แต่เฮียเพ้งก็ไม่ได้คาดหวังว่าเสนาะจะตามไปพรรคไทยรักไทยด้วย

ต้นปี 2543 เฮียเพ้งไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นไม่นาน เสนาะก็พาอดีต ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็นเข้ามาอยู่พรรคการเมืองของทักษิณ

นี่เป็นเกร็ดเรื่องเล่า “บุญคุณต้องทดแทน” ของเฮียเพ้งกับทักษิณ ส่วนเรื่องกรรมใดใครก่อ ย่อมได้รับผลกรรมนั้น ก็ตัวใครตัวมันในยามนี้

ปอกเปลือก ‘เสธ.โหน่ง’ จาก ‘แตงโม’ เป็น ‘ส้ม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปอกเปลือก ‘เสธ.โหน่ง’ จาก ‘แตงโม’ เป็น ‘ส้ม’

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:28 น.
พงศกร รอดชมภู,พรรคอนาคตใหม่,บ้านพักทหาร,ทหารเกษียณราชการ,เสธโหน่ง,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 1,947 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 18 ก.พ.63

****************************

เป็นรายการโป๊ะแตกในพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ พล.ท.พงศกร รอดชมภู” ส.ส.บัญชีรายชื่อ เปิดใจผ่านรายการวิเคราะห์การเมืองทางช่องยูทูบว่า เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังอยู่ในบ้านพักภายในศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย

พลันที่มีข่าว “ทหารส้ม” อยู่บ้านพักหลวง ก็มีปฏิกิริยาจากทั้งในพรรคและนอกพรรค พล.ท.พงศกร จึงต้องแถลงด่วนจะคืนบ้านพักภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 และขอลาออกจากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่

จริงๆ แล้ว เสธ.โหน่ง” พล.ท.พงศกร ได้คลุกคลีอยู่กับผู้คนในฟากฝ่ายประชาธิปไตยมาแต่ปี 2550 สมัยที่ยังนั่งตบยุงอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพไทย

เริ่มต้นที่ “เสธ.แมว”

พล.ท.พงศกร รอดชมภู นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ. ก้าวสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะสาย “ชินวัตร” ไม่วางใจ “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” จึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาทำงานด้านความมั่นคง

ก่อนหน้าจะตั้ง “เสธ.โหน่ง” ทางศูนย์อำนาจชินวัตร ได้โยก “พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อเปิดทางให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

เสธ.โหน่ง และ เสธ.แมว ในวันที่สวมเสื้อพรรคการเมือง

“เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร เป็นลูกชายของ พล.ท.กอบกุล พัฒนถาบุตร ซึ่งเป็นเพื่อนกับ เลิศ ชินวัตร บิดาอดีตนายกฯ ทักษิณ และตัวเขายังเป็นหลานของปรีดา พัฒนถาบุตร เจ้านายเก่าของทักษิณ

ยิ่งลักษณ์จึงต้องเลือก “คนที่ไว้ใจ” มาดูแลงานความมั่นคง พร้อมกันนั้น ยังดึง “เสธ.โหน่ง” มาเป็นรองเลขาธิการ สมช.

เสธ.โหน่ง” ก็ตามมา

ในสายตากลุ่มปัญญาชนฝ่ายไม่เอา “อำมาตยาธิปไตย” จะชื่นชอบ “เสธ.โหน่ง” ว่า เป็นทหารแตกแถว หรือนายทหารสายประชาธิปไตย เพราะแสดงจุดยืนไม่เอารัฐประหารมาแต่สมัย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ทำรัฐประหาร ปี 2549

เมื่อ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รวบรวมพรรคพวกตั้งเครือข่ายสันติประชาธรรม ต้านกลุ่มพันธมิตรฯ และคัดค้านการสร้างเงื่อนไขรัฐประหารปี 2551 เสธ.โหน่ง ก็ไปร่วมลงชื่อคัดค้านการทำรัฐประหารร่วมกับกลุ่มนักวิชาการสายจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม และ ‘เสธ.แมว’

เมื่อ “เสธ.แมว” จับคู่ “เสธ.โหน่ง” คุมงาน สมช. ทำให้ “แกนนำคนเสื้อแดง” บางกลุ่มกลายเป็นแขกวีไอพีของ สมช. โดยเฉพาะช่วงม็อบ กปปส. เสธ.แมวได้เป็นมือทำงานของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงสมัยโน้น

หลังรัฐประหาร 2557 แกนนำแดงฮาร์ดคอร์บางคนที่หนีไปอยู่เมืองลาว ยังเล่าเรื่องลับๆ ใน สมช.ผ่านทางช่องยูทูบ เผยให้เห็นความจริงที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อน

ศัพท์การเมืองยุคเหลือง-แดง จะเรียกทหารฝ่ายชินวัตรว่า “ทหารแตงโม” ทั้งเสธ.แมว และ เสธ.โหน่งก็อยู่ในเฉดสีนี้

ทหาร“ส้ม”

ดังที่ทราบ “เสธ.โหน่ง” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตย และคนเสื้อแดง สมัยรัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ย้ายจากรองเลขาธิการ สมช. ไปเข้ากรุสำนักนายกฯ จนเกษียณอายุราชการปี 2559

ระหว่างนั้น เสธ.โหน่ง ได้เขียนบทความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และรับเชิญไปออกรายการทอล์กการเมืองทางช่องจอแดง วิพากษ์วิจารณ์ คสช.อย่างเผ็ดร้อน

นายทหารสีส้ม

เมื่อ รังสิมันต์ โรม และจ่านิว ตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จัดการชุมนุมย่อยหลายครั้ง เสธ.โหน่งได้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวต้าน คสช.ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

พลันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล คิดการใหญ่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ “อาจารย์ป๊อก” จึงต่อสายโทรศัพท์ไปถึง พล.ท.พงศกร บอกเล่าการตั้งพรรคการเมือง และอธิบายแนวทางพรรค เสธ.โหน่งก็ไม่เสียเวลาคิด ตอบรับคำเชิญอาจารย์ป๊อกทันที

สมัยหาเสียงปฏิรูปกองทัพ

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่จึงนำ พล.ท.พงศกร มาเป็นจุดขายในภาพ “ทหารประชาธิปไตย” และตัวหลักในการอธิบายนโยบายปฏิรูปกองทัพ

สุดท้ายนายทหารประชาธิปไตย ก็โป๊ะแตก เพราะเกษียณมา ปีมาแล้วยังอยู่บ้านหลวง