เลี้ยงรุ่นดูไบ ‘เจ๊แดง’ ขอเอี่ยว ปักธงยึดล้านนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลี้ยงรุ่นดูไบ ‘เจ๊แดง’ ขอเอี่ยว ปักธงยึดล้านนา

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:50 น.
เจ๊แดง,ทักษิณ,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,บุญเลิศ บุ,บุญเลิศ บูรณุปกรณ์,กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม,โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,712 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 21 ก.พ.63

***************************

ฮือฮากันไปทั้งประเทศเมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโองานเลี้ยงรุ่น “มงฟอร์ต 08” ฉลองครบรอบ 55 ปี ที่ดูไบ โดย ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เพื่อนๆ บินข้ามน้ำข้ามฟ้าไปดื่มไวน์แดงและเหล้าราคาแพง เมื่อวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2563

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ 

ในคลิปงานเลี้ยงจากดูไบ ปรากฏว่ามีภาพของ เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เดินทักทายเพื่อนๆ ของพี่ชาย ประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของงานเลี้ยงครั้งนี้ แต่ที่แน่ๆ เจ๊แดงได้รับประโยชน์จาก “คลิปงานเลี้ยงรุ่นมงฟอร์ต 08” ซึ่งหัวคะแนนของ บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม คงต้องเร่งแก้เกมโดยเร็ว

ศิษย์เก่ามงฟอร์ตฯ

โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เป็นโรงเรียนเก่าแก่ของเชียงใหม่ ผลิตคนมีคุณภาพมากมายออกไปทำงานรับใช้ประเทศชาติ สมาคมศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย ได้งานคืนสู่เหย้า “ปิ๊กมงฟอร์ตบ้านเฮา” ครั้งที่ 29 ครบรอบ 88 ปี โรงเรียนมงฟอร์ตฯ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563

ทักษิณ ชินวัตร” เข้าเรียนมงฟอร์ตฯ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เมื่อปี 2501 มีเลขประจำตัวสมัยเรียนคือ ม.ว.3787 เรียนจบชั้นสูงสุดจากมงฟอร์ตฯ คือ ม.ศ.3 ในปี 2510 รวมเวลาศึกษาที่มงฟอร์ตวิทยาลัยเป็นเวลา 9 ปี

งานเลี้ยงดูไบ

นอกจากทักษิณ ยังมีน้องชาย 2 คน คือ อุดรและพายัพ ชินวัตร ก็เป็นศิษย์เก่ามงฟอร์ตฯ (ปัจจุบันอุดรเสียชีวิตแล้ว) ส่วนพี่น้องสายผู้หญิงไม่ได้เรียนทีี่มงฟอร์ตฯ

ในอดีต “มงฟอร์ตคอนเนกชั่น” ที่ชาวเชียงใหม่พูดถึงคือ สุบิน ปิ่นขยัน อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคกิจสังคม และรัฐมนตรีหลายกระทรวง ตอนนั้นสุบินมีชื่อเสียงโดดเด่นมาก

พลันที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ชาวมงฟอร์ตฯ ก็แทบจะลืมชื่อสุบิน ปิ่นขยัน ไปเลย

ลูกหนังวัดบารมี

สำหรับเมืองไทย ฟุตบอลกับการเมืองกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว หากส่องลึกไปที่ภาคเหนือตระกูล “ชินวัตร” รู้สึกเสียหน้าเหมือนกันที่ตระกูล “ติยะไพรัช” แห่งเชียงราย ประสบความสำเร็จ จากการที่ทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีก 2019

เป็นที่ทราบกันในแวดวงลูกหนังไทยมานานแล้วว่า “เจ๊แดง” ซุ่มปั้นสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด โดยมอบหมายให้ “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร เป็นแม่ทัพ

ส.ว.ก๊อง ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานเชียงใหม่ ยูไนเต็ด

ฤดูกาล 2020 ทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ได้เลื่อนชั้นมาเล่นไทยลีก 1 “ส.ว.ก๊อง” จึงจัดการปรับโฉมทีมครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “เชียงใหม่ ยูไนเต็ด” และประกาศใช้ตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้คอนเซ็ปต์ เพื่อคนเชียงใหม่”

ช้างเผือกยังเป็นสัญลักษณ์ของทีม และที่พิเศษคือมีอักษรล้านนาแสดงถึงวัฒนธรรมล้านนา และและรวงข้าวหมายถึงดินแดนล้านนาในอดีต คำว่า “ล้านนา” สะท้อนถึงรากเหง้าสโมสร ที่เป็นตัวแทนของชาวเชียงใหม่ และผู้คนรากหญ้าทุกคน

ยงยุทธ ติยะไพรัช มาช่วย ส.ว. ก๊อง

แถมยังได้ ยงยุทธ ติยะไพรัช” บิดา “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช มาเป็นกองหนุน สร้างทีมช้างเผือกให้ยิ่งใหญ่ และขยับขึ้นไปเล่นไทยลีก 1

ส.ว.ก๊อง กำลังปลุกกระแสท้องถิ่นนิยม คล้ายสมัยหนึ่งที่มีนักวิชาการเสื้อแดงชูภาพ “ทักษิณ” และประกาศสร้างอาณาจักรล้านนา

ทายาทเจ๊แดง

สมัยที่ทนายก๊องเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ก็รู้กันว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากเจ๊แดง และเมื่อกลางปีที่แล้ว สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เปิดตัว “ส.ว.ก๊อง” ลงชิงชัยนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามกลุ่มเพื่อไทยเชียงใหม่

ดังที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้ตีตัวออกห่างจาก “ค่ายชินวัตร” เจ๊แดงจึงวางแผนปูทางให้ “ส.ว.ก๊อง” หาเสียงยึด อบจ.เชียงใหม่ ด้วยกลยุทธ์ “ลูกหนังนำการเมือง” มาแต่ปี 2560

ปีที่แล้ว ชูชัยใช้ลูกหนังนำการเมืองเต็มที่

ปลายปีที่แล้ว “ชูชัย” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนาม “กลุ่มเพื่อไทยเชียงใหม่” ได้เปิดตัวทีมบริหารประกอบด้วย ถาวร เกียรติไชยากร อดีต ส.ว.เชียงใหม่, โสภณ โกชุม อดีต ส.ส.เชียงใหม่, พล.ต.ต.กริช กิตติลือ อดีต ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ “เจ๊ปุ๊ย” วิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

เฉพาะรายของ เจ๊ปุ๊ย” วิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ นั้น ประธานเชียงใหม่ ยูไนเต็ด แต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมช้างเผือก ซึ่งเดิมทีเจ๊ปุ๊ยเคยลงเล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัดค่ายเนวิน ชิดชอบ ก่อนจะย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ พรรค ปชป. เมื่อ 8-9 ปีก่อน

พ.ศ.นี้ เจ๊ปุ๊ยย้ายค่ายมาช่วย ส.ว.ก๊อง สานฝัน “เจ๊แดง” สางแค้นเก่า..ยึดล้านนาให้เบ็ดเสร็จ

เก่าไป-ใหม่มาเส้นทางตุลาการศาลรธน.กับภารกิจสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เก่าไป-ใหม่มาเส้นทางตุลาการศาลรธน.กับภารกิจสุดท้าย

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:25 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 184 ครั้ง

เก่าไป-ใหม่มาเส้นทางตุลาการศาลรธน.กับภารกิจสุดท้าย

การตัดสินคดียุบ “พรรคอนาคตใหม่” กรณีกู้เงิน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” 191.2 ล้าน ช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 คำตอบจะออกหัวก้อย เหนืออื่นใดเราคงไม่มีวันลืมองค์กรที่มีความสำคัญยิ่งในการเมืองไทยอย่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ” เด็ดขาด !!

อ่านข่าว-ยุบ “พรรคอนาคตใหม่” รัฐบาลได้อย่าง – เสียอย่าง

วันนี้ไม่ได้มาวิเคราะห์คำตัดสิน หรือทิศทางคดี แต่ชวนมาทบทวนความจำคนไทยอีกครั้งว่าเรารู้จักตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งชุดใหม่-ชุดเก่าขนาดไหน บอกเลย…เรื่องมันมีที่มา

++

   เส้นทางสายวิบาก
ดังที่ทราบว่าภารกิจอันสำคัญในการพิจารณาตัดสินคดีทางการเมืองไทยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เคยง่าย

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ที่นั่งทุบโต๊ะมาแล้วหลายปีดีดักด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 มาจนถึงขณะนี้มีบางคนที่หมดวาระ และมีบางคนสรรหาใหม่เข้ามาแล้วเรียบร้อย

ตามรัฐธรรมนูญ 2550 การสรรหามีที่มา 3 แบบ แบบแรกมีแยกย่อยว่า 1.มาจากที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน, 2.จากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน, 3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 2 คน, 4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ 2 คน

แบบต่อมาจากการสรรหาโดย สนช. โดย คสช.ออกคำสั่ง 48/2557 ให้การสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์และวิธีการของรัฐธรรมนูญ 2550

แต่ตอนนั้นยังไม่มีเลือกตั้ง เลยยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้าน ทำให้คณะกรรมการสรรหามีเพียงประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และประธาน สนช. ทั้งยังมี สนช.ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบด้วย

แบบที่ 3 มาจากการต่ออายุโดยใช้มาตรา 44 อันนี้เด็ด โดยเดิมทีมีศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนที่ได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ปี 2551 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดวาระไว้ 9 ปี

พอครบวาระในปี 2560 คสช.ได้มีประกาศ คสช.ที่ 24/2560 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ใช้บังคับ

แต่พอรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้พร้อม พ.ร.ป.ดังกล่าว ปรากฏว่าในบทเฉพาะกาลก็พบว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ยังได้ไปต่อ

พูดง่ายๆ ว่าที่ยังไม่หมดวาระ-ก็ทำต่อไป ที่หมดวาระ-ก็ไม่ยังต้องไปไหน…จนกว่าจะมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ

++

          ไผเป็นไผ
ทีนี้มาดูหน้าตาศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน คนไทยจดจำไว้ให้ดี เพราะนี่คือผู้ปฏิบัติภารกิจยิ่งใหญ่และยากยิ่ง ดังนี้
1.นุรักษ์ มาประณีต (ประธานศาลรัฐธรรมนูญ) รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเริ่มดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2551 ก่อนจะได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560 อย่างไรก็ดีอรหันต์ท่านนี้จะพ้นตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญเพราะครบวาระเช่นกัน ดังนั้นจะต้องมีการประชุมเพื่อลงมติเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย

2.จรัญ ภักดีธนากุล เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2551 ได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

3.ชัช ชลวร รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เคยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 (ลาออกในเดือน ส.ค.2554) แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป และยังเป็นผู้ที่ได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

4.บุญส่ง กุลบุปผา รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2551 ได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

5.อุดมศักดิ์ นิติมนตรี รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญช่วงปี 2549 ได้รับแต่งตั้งอีกครั้งเมื่อ 28 พฤษภาคม 2551 และได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

6.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ได้รับการสรรหาจากกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ได้รับการแต่งตั้งในปี 2556

7.วรวิทย์ กังศศิเทียม ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดในช่วงคาบเกี่ยวการรัฐประหารปี 2557 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งในปีเดียวกัน

8.ปัญญา อุดชาชน ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้รับการรับรองโดย สนช. เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2558

9.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่มาคือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2558

++

          “ใหม่” มาเติม
จากข้างต้นจะเห็นว่า 5 รายชื่อแรก ก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่หมดวาระไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งล่าสุดมีการสรรหาอรหันต์ชุดใหม่อีก 5 รายมาแทนที่แล้วเสร็จไปเรียบร้อย

โดยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติลับให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีผู้ที่ผ่านความเห็นชอบ 4 คน ไม่ผ่านความเห็นชอบ 1 คน คือ
1.อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา ที่ประชุมเห็นชอบ 216 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง
2.วิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่ประชุมเห็นชอบ 216 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง
3.จิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่ประชุมเห็นชอบ 217 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง
4.นภดล เทพพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่มาจากสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประชุมเห็นชอบ 203 เสียง ไม่เห็นชอบ 12 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง

โดยผู้ไม่ผ่านความเห็นชอบ คือ ชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ 52 เสียง ไม่เห็นชอบ 139 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง

ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งจาก ส.ว.ทั้งหมดที่มีอยู่ คือเกิน 125 เสียง (ทั้งหมด 250 เสียง)

แต่ก็นั่นแหละ ถึงตรงนี้หลายคนอาจแปลกใจว่าเหตุใดนับแต่มีการเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562 หากนับถึงวันสรรหาแล้วเสร็จ 11 กุมภาพันธ์ 2563 รวม 8 เดือน กลายเป็นว่ารวมแล้วตุลาการที่หมดวาระยังนั่งทำงานต่อยาวเกือบ 12 ปีทีเดียว

คำตอบคือ กว่าจะได้ของดีก็ต้องใช้เวลา

++

     “เก่า” เก็บงาน
อย่างที่รู้ในการสรรหา 5 อรหันต์ (ใหม่)ก็ไม่ง่าย ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (จำนวน 9 คน) ซึ่งมาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 3 คน, มาจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน, มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 1 คน, มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 1 คน และมาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้รับ หรือเคยรับราชการ อีก 2 คน

โดยมาตรา 17 กำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

ขณะที่ในส่วนของคณะกรรมการสรรหา 9 คน ก็ยังรัดกุมรอบคอบ เพราะมาจากฝ่ายข้าราชการ 7 คน ได้แก่ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และองค์กรอิสระอีกองค์กรละ 1 คน ได้แก่ ตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการ ป.ป.ช., คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่วนฝ่ายการเมืองมีเพียงแค่ 2 คน ได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 รายใหม่ได้เพิ่งรับการสรรหาแล้วเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 นั้น ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ อีกมาก คือขั้นตอนที่วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเมื่อ 2 กันยายน 2562 จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการส่งชื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็ขั้นตอนการลงมติ ซึ่งต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด จนได้มาเป็นเห็นชอบ 4 ราย ไม่เห็นชอบ 1 รายตามข้างต้นเมื่อกุมภาที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ต้องหมายเหตุไว้ว่า กระบวนการข้างต้นจนถึงวันที่วุฒิสภาลงมติเห็นชอบเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2563 รวมแล้ว 187 วัน ซึ่งเกินจำนวนเวลาที่กำหนดไว้แน่นอนนั้น ถ้าถามว่าทำไมนานขนาดนี้ ถึงตอนนี้คงว่าไม่ได้ เพราะหลังจากนี้ประธานวุฒิสภาจะนำรายชื่อทั้ง 4 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปแล้ว

คำถามคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเก่าที่หมดวาระ แต่ยังได้ทำ “ภารกิจสุดท้าย” คือการอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคส้ม กับชุดใหม่ที่อาจมาไม่ทันภารกิจนี้ (เพราะขั้นตอนยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ และต้องมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 1 คน ในส่วนของสายปกครองที่ยังขาดอีกด้วย) จะมีนัยใดต่อคำตัดสินท้ายที่สุดหรือไม่

หากถามชาวส้ม อะไรคงไม่สำคัญเท่ากับคำตอบและเหตุผลทั้งหมด

ต้องเคารพกติกา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องเคารพกติกา

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:25 น.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

ต้องเคารพกติกา บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563

วันนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 จะอ่านคำวินิจฉัยกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคจากปมร้อนการกู้ยืมเงินหัวหน้าพรรค จำนวน 191.2 ล้านบาท อันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และแกนนำคนอื่นๆ ต่างออกมาย้ำกับสังคมหลายครั้งว่า พวกเขาไม่ผิด แต่อีกนัยหนึ่งคนเหล่านี้กลับเดินเกมการเมืองชนิดจัดเต็ม ด้วยการประกาศจะทำงานการเมืองนอกสภาทุกรูปแบบหากพรรคอนาคตใหม่มีอันต้องสิ้นสลายจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

ความมลายสิ้นหรือการคงอยู่ของพรรคสีส้มจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้ และไม่อาจไปก้าวล่วงได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในอำนาจของตุลากาศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามองด้วยหลักเหตุผลล้วนๆ อาจกล่าวได้ว่า พรรคอนาคตใหม่ใช้สิทธิในการสู้คดีไปแล้ว และแม้ว่า หลายวันที่ผ่านมาจะมีผู้คนที่เป็นกองเชียร์ออกมารณรงค์ไม่ให้เกิดการยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยบางส่วนร่วมลงชื่อและพยายามกระจายข้อมูลเหล่านี้ออกไป เพื่อระดมกระแสสังคมกดดันการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

อืม…เล่นเกินไปหรือเปล่าเนี่ย แต่ส่วนตัวอยากให้เข้าใจตรงกันนะว่า “ศาล” คือที่พึ่งของสังคมในการดำรงความยุติธรรมจากข้อพิพาทต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ศาลให้โอกาสคู่ความต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครมาจากไหน ดังนั้นทุกฝ่ายควรยอมรับตัวบทกฎหมายและการพิจารณาอรรถคดีจากตุลาการ แม้บางครั้งการพิพากษาอาจไม่ตรงใจกองเชียร์ฝั่งหนึ่งฝั่งใดไปบ้างก็ตาม

โลกใบนี้ล้วนมีกติกา และกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันเสมอมา ไม่ว่าจะผ่านมากี่ร้อยกี่พันปี แต่ละประเทศย่อมมีกฎระเบียบที่นำมาใช้ดูแลพลเมืองของตัวเองเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมที่ธำรงไว้ด้วยความยุติธรรม ดังนั้นอาจเป็นการป่วยการเปล่าๆ ที่เราจะเกิดความกังขา หรือตั้งข้อสงสัยกับกระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะไปฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากกลุ่มคนที่เสียประโยชน์

กระแสต่างๆ นานาเกี่ยวกับการวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นในวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้านั้น หากบังเกิดผลทางกฎหมายแล้ว อาจมีบางฝ่ายไม่ยอมรับผลแห่งการกระทำและถือโอกาสใช้จังหวะดังกล่าวขับเคลื่อนกิจกรรมมวลชนเพื่อสื่อถึงความไม่พอใจในคำวินิจฉัยนั้น ขอวิงวอนว่า พึงพิจารณาให้รอบคอบ สังคมจะผาสุกและเดินหน้าไปได้ ด้วยการที่ทุกฝ่ายเคารพกติกา ดังนั้นผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ทุกฝ่ายพึงเคารพ และอย่าเล่นนอกกติกาที่อาจนำชาติบ้านเมืองไปสู่วังวนความวุ่นวายทางการเมืองอีกครั้ง…และที่สำคัญอย่ามัวตีโพยพีพายนั่งโทษคนอื่นเพียงเพราะอคติผิดๆ ในใจ…คิดใหม่เริ่มใหม่มันยังไม่สายไป…นะ

ระวัง… ไฟป่าต้องพร้อมรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417914?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง… ไฟป่าต้องพร้อมรับมือ

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:20 น.
ไฟป่า,ภูกระดึง,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

ระวัง… ไฟป่าต้องพร้อมรับมือ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ติดตามข่าวเรื่องไฟป่าที่ภูกระดึงซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่รู้จักดี และมีพื้นที่ถูกไฟป่าเกือบ 4,000 ไร่ จึงขอให้รัฐบาลสั่งการดูแลป้องกันอย่างเข้มงวด

เวลานี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนและป่าไม้ทุกแห่งอยู่ในสภาพแห้งแล้งพร้อมติดไฟป่าได้ทุกเวลา และเท่าที่ทราบเรามีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

ดังนั้นพอเกิดเรื่องทีไรจึงเกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างและมีผลถึงสัตว์ป่าที่หนีตายกันอลหม่านและบรรดาต้นไม้ขนาดใหญ่อายุเป็นร้อยๆ ปี ก็ตายไปอย่างน่าเสียดาย

วิธีการ-เครื่องมือ รายละเอียดในการดับไฟป่านั้นเราจะต้องทำเพื่อความพร้อม ณ แต่บัดนี้ โดยเฉพาะไฟป่าที่เกิดจากนักท่องเที่ยวจุดไฟหรือทิ้งบุหรี่หรือชาวบ้านทำไปด้วยความเคยชิน

จึงต้องให้ความรู้และทำความเข้าใจว่าไฟป่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและพอเกิดขึ้นแล้วจะเสียหายขนาดไหน

ขอเสนอให้จัดหาอุปกรณ์และกำลังพลเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการดับไฟเพื่อช่วยกันดับไฟอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ช่วยกันรณรงค์ทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าเกิดขึ้นอีก
อ๊อด เทอร์โบ


เพื่อส่วนรวม กทม.ต้องทำ
‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘เกรียงพล’ ดินแดง ซึ่งมีประโยชน์มากและขอร่วมสนับสนุนให้จัดระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมในอนาคต

บางท่านได้ทราบข่าวนี้มาบ้างแล้วและที่ผ่านมา กทม.จัดระเบียบหาบเร่-แผงลอยมาตลอดด้วยเหตุผลถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด สวยงาม

สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนเพราะบางครั้งทุกคนต้องหลบหลีกไปเดินริมถนนซึ่งอันตรายมากๆ และใครจะรับผิดชอบ!
อ๊อด เทอร์โบ


สนับสนุน กทม.
จัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย

ผมขอส่งจดหมายฉบับนี้มาเพื่อแสดงการสนับสนุนข่าวว่า กทม.จะนำการจัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย เพื่อความสวยงามเป็นระเบียบและดูดี ซึ่งต่อไปจะยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เป็นสองมาตรฐาน

ขอสรุปหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น ถนนควรมีช่องทางการจราจรตั้งแต่ 4 ช่องจราจรขึ้นไปและทางเท้าสาธารณะ เมื่อจัดวางแผงค้าแล้วต้องมีที่ว่างให้ประชาชนสัญจรไม่น้อยกว่า 2 เมตร ไม่มีผลกระทบต่อการจราจรและต้องได้รับการเห็นชอบจากเจ้าพนักงานจราจร

ไม่เป็นพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทระหว่างผู้ค้ากับกทม. ไม่เป็นพื้นที่หรือบริเวณที่ กทม.ประกาศห้ามเป็นพื้นที่ทำการค้าขาย ต้องได้รับความเห็นชอบโดยส่วนใหญ่จากประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบริเวณนั้น หรือใกล้เคียง

กทม.วาง 3 แนวทางสำหรับดำเนินการในจุดผ่อนผันที่ยังไม่ยกเลิก
1.หากพื้นที่ใดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ให้เสนอคณะกรรมการ กทม.กำหนดเป็นพื้นที่ทำการค้า แต่หากขัดหลักเกณฑ์ให้ทำการยกเลิกและหาพื้นที่รองรับผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบ

2.ผ่อนปรนให้ทำการค้าต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยพื้นที่ใดที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศให้เสนอคณะกรรมการกำหนดเป็นพื้นที่ทำการค้าต่อไป และให้ผู้ค้าเดิมได้สิทธิ์ทำการค้าก่อน หากมีแผงค้าเหลือให้ผู้ค้ารายใหม่จับสลากเข้าทำการค้า

3.ผ่อนปรนให้ทำการค้าอีก 6 เดือน พื้นที่ใดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ให้กำหนดเป็นพื้นที่ทำการค้า

นี่เป็นหลักระเบียบโดยสังเขปที่ผมนำมาเรียนให้ทราบและแม้ว่า กทม.จะต้องเจอการต่อต้านจากผู้เสียผลประโยชน์แต่เพื่อส่วนรวมต้องทำให้ได้
เกรียงพล (ดินแดง)


เป็นกำลังใจ ผบ.ทบ.
ธุรกิจสีเทากองทัพ (ผ่านไปยังผบ.ทบ.)

จดหมายนี้ไม่ต้องการคำตอบแต่ขอเป็นกำลังใจให้ ผบ.ทบ. ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ จัดการเรื่องธุรกิจหรือการแสวงหาผลประโยชน์ในกองทัพบก ด้วยโมเดลหรือรูปแบบนี้ต่อไปจะแพร่ไปยังทุกกองทัพหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยราชการต่างๆ

สาเหตุต่างๆ นั้น คงทราบกันดีว่ามาจากการเอาเปรียบ ไม่มีความชอบธรรมหรือขาดคุณธรรม ยุติธรรม จนเกิดเหตุการณ์ที่โคราชขึ้น

ถึงเวลาที่จะต้องทำให้กองทัพเป็นสีขาวและมีหน้าที่เป็นรั้วของชาติ
วิเชียร (โคราช)


ลุ้นดัน ‘กรวัชร์’ นั่งอธิบดีดีเอสไอตัวจริง หลัง’ไพสิฐ’เดี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418049?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นดัน ‘กรวัชร์’ นั่งอธิบดีดีเอสไอตัวจริง หลัง’ไพสิฐ’เดี้ยง

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:29 น.
ลุ้นดัน กรวัชร์,คุมดีเอสไอ,หลัง ไพสิฐ ยื่นใบลาออก
เปิดอ่าน 980 ครั้ง

หลังจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ มีปัญหาสุขภาพและตัดสินใจลาออก เม.ย.นี้ ชื่อของ’กรวัชร์ ‘ก็เด่นชัดขึ้นในฐานะตัวเต็งเก้าอี้นี้  ด้วยคุณสมบัติ ดี-เด่น-ดัง

หลังจากเป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีปัญหาสุขภาพ ปวดศีรษะเรื้อรัง ป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เกือบ 1 เดือนเต็ม โดยแพทย์ให้คำแนะนำว่า ต้องหยุดพักงานเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด   ที่ผ่านมาดีเอสไอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยแบ่งภารกิจให้พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล กับหมอไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ผลัดกันรักษาการอธิบดี คนละ 1 สัปดาห์ จนถึงขณะนี้มีความชัดเจนว่า เพื่อให้พอเหมาะพอดีกับฤดูแต่งตั้งโยกย้ายกลางปี ในช่วงเดือนเมษายนนี้  พ.ต.อ.ไพสิฐ ตัดสินใจวางมือขอลาออกจากราชการเนื่องจากปัญหาสุขภาพแน่นอน ย้ำอีกครั้งว่ามีปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่ปัญหาจากความเครียดกรณีถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคดี ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ตามที่มีหลายฝ่ายพยายามสร้างกระแสปล่อยข่าว ไม่ว่าจะเป็นคดีแชร์ลูกโซ่ หรือคดีในตลาดหลักทรัพย์   

โดยที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับกระทรวงยุติธรรมต้นสังกัดให้เข้าใจตรงกันว่า  กลต.ได้แก้กฎหมายภายในเพื่อจัดการกับคดีปั่นหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็ดขาด รวดเร็ว โดยมีคณะกรรมการพิจารณาทางแพ่ง ซึ่งมีรองอธิบดีดีเอสไอเป็นตัวแทนอธิบดีไปนั่งร่วมประชุมทุกเดือน ทั้งนี้เมื่อพบหลักฐานการปั่นหุ้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวสามารถเรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินมาตรการทางแพ่ง พร้อมเปรียบเทียบปรับ โทษปรับไม่ใช่น้อยๆ ได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้นเท่าไหร่ โดยปรับไม่น้อยกว่า 2 เท่า เห็นกันชัดๆกับคดีปั่นหุ้นของหมอคนดังโดนปรับไป 500 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวยอมจ่ายโดยไวเพราะถ้าขืนยึกยัก ตะแบงสู้ กลต.สามารถยื่นฟ้องแพ่งได้ทันที ส่งผลให้คดีปั่นหุ้นบางเรื่อง ยุติลงที่การจ่ายค่าปรับ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ว่างเว้นผู้บังคับบัญชา บรรดานักวิ่งเต้นภายในดีเอสไอ เริ่มคาดเดาผู้ที่อยู่ในข่ายอาจได้รับการโปรโมทให้เป็นอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ เงื่อนไขคือต้องทำงานได้ทันที  โดยรายชื่อที่ถูกโยนออกมาเป็นหินถามทาง มีทั้งพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทุกรายชื่อล้วนมีประสบการณ์ในงานด้านสืบสวนสอบสวนคดี และผ่านเก้าอี้รองอธิบดีดีเอสไอมาแล้วทุกคน

โดย 2 ชื่อแรก พ.ต.อ.ณรัชต์และพ.ต.อ.ดุษฎีมีข้อติดขัดตรงที่เจ้าตัวจะครบเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 63 นี้  ส่วน พ.ต.ท.วรรณพงษ์แม้มีความมั่นใจว่าทำงานได้แน่ บริหารงานได้ดี แต่ฝ่ายผู้มีอำนาจอาจยังมีประเด็นค้างคาใจ จากคดีม็อบสีเสื้อและคดีการเข้าสลายชุมนุมก่อความไม่สงบ

คงเหลือเพียงพ.ต.ท.กรวัชร์ ที่อายุราชการยังเหลือ และไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลเด่นชัด ผลงานที่ผ่านมาก็สร้างกระแสเรียกความเชื่อมั่นให้กับองค์กรดีเอสไอไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนคดีนำเข้ารถยนต์หรูแบบจดประกอบ จดทะเบียนเป็นรถสปอร์ต-เบนซ์ติดตั้งถังก๊าซเชื้อเพลิงแอลพีจี เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เป็นผลให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้าแบบจดประกอบ  จนตลาดรถเกรย์มาร์เก็ตและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หรู โดยเฉพาะค่ายลัมโบร์กินี เปลี่ยนวิธีนำเข้า เลี่ยงภาษีในรูปแบบสำแดงใบอินวอยซ์เท็จ  ซึ่งก็ถูกทีมสอบสวนของพ.ต.ท.กรวัชร์ เรียกมาตั้งข้อกล่าวหากันกราวรูด ตบท้ายด้วยการส่งหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำลงงมลำน้ำภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำไปสู่การค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่มีไมโทรคอนเดรียดีเอ็นเอตรงกันแม่ของกะเหรี่ยงบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไร้ร่องรอยหลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานจับกุมตัวในคดีลักลอบเก็บน้ำผึ้งป่า 5 ขวด ซึ่งผลงานในคดีบิลลี่ ส่งผลให้พ.ต.ท.กรวัชร์ ขยับจากรองอธิบดีดีเอสไอ (ซี 9)เป็นผู้ตรวจราชการระดับ 10  ด้วยคุณสมบัติดีเด่นดังของ พ.ต.ท.กรวัชร์ ประกอบกับข้อขัดข้องของบรรดาคู่เทียบ อาจส่งผลให้พ.ต.ท.กรวัชร์ ถูกวางเป็นตัวเต็งที่จะได้รับความไว้วางใจ คุณสมบัติผ่านด่าน เป็นอธิบดีดีเอสไอคนต่อไป

สำหรับดีเอสไอ แม้จะเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงตราชั่ง ที่มีสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นเจ้ากระทรวง แต่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงฟอร์มทีมตั้งรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะกำกับดูแลหน่วยสอบสวนพิเศษด้วยตนเอง ส่งผลให้การจัดสรรกำลัง วางตัวไพร่พลเพื่อบริหารงานภายในและงานคดี ต้องได้รับสัญญาณไฟ ล่าสุดเก้าอี้รองอธิบดีที่ว่างอยู่แม้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง แต่ยังตั้งใครไม่ได้ แว่วว่า ส่อมีปรากฏการณ์โจ๊ก 2 แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ดาวกระจายไปทุกกระทรวง

เงื้อๆง่าๆระวังอย่าให้ซ้ำรอย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  กับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หน่วยงาน 2 ป. ที่ยกสถานะออกจากหน่วยงานขึ้นตรงรัฐมนตรียุติธรรม ไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี  โดยกรณีปปง.หลังส.ว.ตีตก “พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการปปง. ” ไม่ผ่านคุณสมบัติชวดที่นั่งเลขาธิการปปง.  ทั้งที่ในสำนักงาน ปปง.เหลือ พล.ต.ต.ปรีชา เป็นรองเลขาธิการเพียงคนเดียว รองเลขาธิการฯอื่นที่เกษียณไปตั้งแต่เดือนกันยายน 62 ก็ยังไม่มีการแต่งตั้ง จนคนปปง.ต้องถ่างตารอว่า จะไปต่อกันอย่างไร คนใหม่จะเป็นใคร  โยกข้ามห้วยมาจากหน่วยใด
ส่วน ป.ป.ท.ได้คนถูกใจนั่งคุมแผงผู้บริหารพรึ่บ แต่ผลงานบอดสนิท เป่าสากยาวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คดีทุจริตรับฝากข้าวในโครงการรับจำนำข้าวกว่า 900 สำนวน หลังโอนย้ายหน่วยงานไปขึ้นตรงนายกฯ ในปี 59  ลากยาวมาถึงปี 63 คดียังคงเดินหน้าใน”สเต็ปหอยทาก”

สภาพัฒน์แนะ 6 ข้อ พยุงเศรษฐกิจ 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สภาพัฒน์แนะ 6 ข้อ พยุงเศรษฐกิจ 63

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:40 น.
สภาพัฒน์,เศรษฐกิจ 63,ไวรัสโควิด-19,โคโรน่า,งบประมาณรายจ่าย63
เปิดอ่าน 301 ครั้ง

สภาพัฒน์แนะ 6 ข้อ พยุงเศรษฐกิจ 63 คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

วงถกคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัปดาห์นี้ (18 ก.พ.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 1.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.6 ซึ่งมีปัจจัยมาจากหลายด้าน

 สภาพัฒน์ ยังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ชะลอตัวลงจากปี 2562 ตามข้อจำกัดที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล

สภาพัฒน์ ประมาณการเป็นข้อๆ 1.การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 ชะลอลงจากร้อยละ 4.5 ในปี 2562 ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและฐานรายได้ในภาพรวมที่อยู่ในระดับต่ำกว่าการประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะฐานรายได้ในภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และฐานรายได้ในภาคเกษตรซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.6 เท่ากับประมาณการครั้งก่อน และเร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.4 ในปี 2562 สอดคล้องกับกรอบวงเงินรายจ่ายประจำภายใต้งบประมาณประจำปี 2563

2.การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.2 ในปี 2562 โดยการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.2 ในปี 2562 แต่เป็นการปรับลดจากร้อยละ 6.5 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการปรับลดสมมติฐานอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว ร้อยละ 3.2 ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากร้อยละ 2.8 ในปี 2562

3.มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.4 เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.2 ในปี 2562 แต่เป็นการปรับลดจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในการประมาณการที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ ยังมีประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี 2563 ที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ
1.การประสานนโยบายการเงินการคลัง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจใน ครึ่งปีแรก และสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวในครึ่งปีหลัง

2.การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ให้สามารถกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง โดยมีจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีไม่ต่ำกว่า 37.0 ล้านคน และ 1.73 ล้านล้านบาท ตามลำดับ โดยการ (1) ยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าปรับกรณีผิดนัดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (2) รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น (3) จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี (4) พิจารณาวันหยุดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีแรก โดยไม่กระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ และ (5) ติดตามขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว

3.การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 (ไม่รวมทองคำ) โดยมุ่งเน้น (1) การขับเคลื่อนแผนการส่งออกปี 2563 (2) การให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้า และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 (3) การให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและการค้าไทย-จีน และ (4) การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆ

4.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 งบประมาณเหลื่อมปี และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 91.2 ร้อยละ 70.0 และร้อยละ 75.0 ตามลำดับ

5.การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดย
(1) การติดตามและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุน (2) การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ (3) การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญๆ และ (4) การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการต่างชาติ

6.การดูแลผู้มีรายได้น้อย ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับ (1) กลุ่มเกษตรกรที่ทำงานในภาคบริการในช่วงนอกฤดูการเพาะปลูกและฤดูการเก็บเกี่ยว (2) กลุ่มพนักงานในสาขาการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง (3) กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs (4) การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินชดเชย และการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และ (5) การบริหารจัดการน้ำ

“โรส” แฉเละ “ศิลป์ชัย” ลี้ภัยตอนแก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418115?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โรส” แฉเละ “ศิลป์ชัย” ลี้ภัยตอนแก่

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:00 น.
โรส ลอนดอน,ศิลป์ชัย,ลี้ภัย
เปิดอ่าน 8 ครั้ง

“โรส” แฉเละ “ศิลป์ชัย” ลี้ภัยตอนแก่ คอลัมน์… ชูงธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

เรื่องสนุกในยูทูบ “กลุ่มใต้ดิน” ในยุโรปเวลานี้ ไม่มีเรื่องไหนเด็ดดวงเท่ากับ “โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เปิดฉากแฉ “ศิลป์ชัย” แอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat’ สมทบด้วยป้าวันเพ็ญ สวีเดน และกลุ่มสะใภ้เสียงชาวบ้าน

อยากทราบรายละเอียด ลองเข้าไปอ่านในแฟนเพจ Amorn Rose Chatwadee เพราะในพื้นที่นี้ มิอาจนำเรื่องราวเหล่านั้นมาขยายต่อได้

4-5 ปีมานี้ “ศิลป์ชัย” มีคนพูดถึงมากมาย ในฐานะนักศาสนวิทยา วิพากษ์วิจารณ์ศาสนา และค่านิยมความเชื่อแบบตรงไปตรงมา จนกลายเป็นเจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามเกินกว่า 2 แสนคน

ศิลป์ชัยเคยให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์สำนักหนึ่งว่า “โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบทั้งสองคม” แต่มีสิทธิเสรีภาพมากก็ต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ การตระหนักเรื่องนี้ให้มากตามมาเช่นกัน เพราะเมื่อสื่อสารมากโอกาสที่จะสื่อสารเรื่องที่ไม่จริง หรือเรื่องที่ไม่เหมาะสมหนึ่งเช่น หมิ่นประมาทคน

เฟซบุ๊คของภรรยาตั้ง อาชีวะ

พักหลัง เพจศาสนวิทยาฯ โพสต์เรื่องหมิ่นเหม่ คล้ายจะเลียนแบบ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” จึงทำให้มีแฟนคลับเพิ่มขึ้น เมื่อกลางเดือนกันยายน 2563 ศิลป์ชัยอ้างว่า มีเจ้าหน้าที่โทรมาสอบถามเกี่ยวกับข้อเขียนในแฟนเพจ

ศิลป์ชัยพยายามสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ฝ่ายตรงข้าม คสช.ว่า พร้อมสู้ตามวิธีกฎหมายที่เป็นธรรมในประเทศไทย อีกทั้งเชื่อมั่นในการเปิดหน้าและพูดกันด้วยเหตุด้วยผล

ต่อมา ศิลป์ชัยโพสต์ว่า “ตอนนี้กลัวจริง ไม่ได้พูดเล่น อาจเลิกเลย ยังไงลากันล่วงหน้าไว้ก่อนนะ ขอบใจสำหรับคนที่รักและจริงใจนะ”

จากนั้น มีข่าวแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat’ เดินทางไปต่างประเทศ และกำลังทำเรื่องขอลี้ภัย แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากพวกเดียวกันว่า “แอดมินเพจศาสนวิทยาฯ อยู่ในประเทศและไม่มีเหตุอะไรจะต้องลี้ภัย แค่มีบุคคลลึกลับโทรศัพท์ไปก่อกวน

ฟังจาก “โรส ลอนดอน” บอกเล่าในยูทูบ จึงทราบว่า ศิลป์ชัยออกจากเมืองไทยบินไปฟินแลนด์ หวังไปพึ่งพา “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยหนีคดี 112 แต่ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร

ด้วยพาซื่อ ศิลป์ชัยเห็นจรรยาช่วยกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ได้ลี้ภัยในปารีส ก็นึกว่านักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนจะเห็นใจ “เพื่อนมนุษย์” ด้วยกัน ตรงข้ามเธอกลับมองว่า อาจารย์แก่ๆ คนนี้คือภาระที่ต้องแบกไปจนวันตาย

ศิลป์ชัยจึงเร่มาที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส หมายจะให้ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน ช่วยเหลือเรื่องลี้ภัย ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากศิลป์ชัยไม่ได้ถูกดำเนินคดี 112 ต่างจากกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ใช้เงื่อนไข สุรชัย แซ่ด่าน ถูกอุ้มฆ่าในลาว ทำเรื่องขอลี้ภัยมาอยู่ฝรั่งเศส

บังเอิญศิลป์ชัย ไม่ใช่คนเดือนตุลา ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นครูบาอาจารย์ จึงมองโลกสวย คิดว่ามิตรสหายอุดมการณ์เดียวกัน จะโอบอุ้ม “คนพเนจรหมอนหมิ่น” หรือคนตุหรัดตุเหร่ เปล่าเลย ไม่มีใครจริงใจกับศิลป์ชัย

อาจารย์สายศาสนวิทยา คร่ำเคร่งอยู่กับตำรา แถมโปรไฟล์ไม่มีผลงานการถูกจับกุมคุมขังหรือตั้งข้อหาจากอำนาจเผด็จการ จึงไม่ได้รับความสนใจจากองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส

เมื่อศิลป์ชัยมาอยู่ปารีส ก็กลายเป็นภาระของเพื่อนคนไทยที่ต้องหาตังค์มาจุนเจือ เพราะทุนรอนที่ติดตัวศิลป์ชัยมา ก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

ในที่สุด เพื่อนที่ปารีสก็ส่งศิลป์ชัยไปอาศัยอยู่กับ “ตั้ง อาชีวะ” ที่ลี้ภัยอยู่ในนิวซีแลนด์ ซึ่งตอนนี้ ครอบครัวของตั้งค่อนข้างมีฐานะเลี้ยงตัวเองได้

ตอนที่มาใช้ชีวิตอยู่นิวซีแลนด์ ก็ฝากให้ไปตามฟัง “โรส ลอนดอน” แฉเละในยูทูบ ซึ่งเท็จจริงอย่างไร ไม่มีใครทราบ เพราะคนแบบโรส ก็มีวิธีคิดประหลาดๆ และจุดยืนทางการเมืองแปลกๆ

“ทำมาด้วยความจริงใจ ต้องลี้ภัยตอนแก่ และไม่ได้มีนายทุนสนับสนุน ยากลำบากทีเดียว คงต้องวางมือเสียที ขอฝากประเทศไทยไว้กับทุกคนด้วยนะ”

นี่คือโพสต์สุดท้ายของศิลป์ชัย ในนิวซีแลนด์ คงต้องรอสักพัก กว่าจะได้เห็นเจ้าสำนักศาสนวิทยากลับมาอีกครั้ง

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,456 ครั้ง

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คำถามทางการเมืองที่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนพันธุ์แท้การเมืองไทยพูดถึงมากที่สุดคือ พรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบหรือไม่จากคดีการกู้ยืมเงิน และหากพรรค ถูกยุบ ประเทศจะเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมประท้วง และจบลงด้วยการรัฐประหาร เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ในขณะที่แกนนำพรรคทั้งสามคน ไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, ช่อ พรรณิการ์ วานิช ต่างออกมาปลุกสาวกพรรคให้ร่วมกันต่อต้านการยุบพรรค การประกาศเดินสายนอกสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี (ไม่รู้ว่าหมายความรวมถึงการปลุกม็อบลงถนนหรือเปล่า) การร่วมลงชื่อต่อต้านการยุบพรรค การกล่าวอ้างว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่คือการยุบความหวังของคนรุ่นใหม่ และรวมถึงล่าสุดประกาศจะรับสมัครสมาชิกพรรคในวันตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมเหล่านี้ดูเหมือนว่าเป็นความพยายามกดดันศาลรัฐธรรมนูญให้คำนึงถึงผลที่จะตามมาหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ (สรุปว่าพรรคที่ได้ชื่อว่าเป็นของคนรุ่นใหม่จะเอากฎหมู่หรือกฎหมาย?)

อย่างไรก็ตาม ผลนิด้าโพลเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าคนไทย ซึ่งรวมไปถึงคนรุ่นใหม่ด้วยมีอาการเบื่อม็อบอย่างมากและมีความต้องการเห็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าการเมืองบนถนน

ในคำถามโพลล์ข้อแรกถามถึงการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.87 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง ขณะที่ร้อยละ 8.13 ระบุว่า เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง เมื่อดูข้อมูลในเชิงลึกพบว่าคนกรุงเทพฯ (20%) ผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (19%) ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน (17%) และกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี (14%) คือกลุ่มที่เคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด

ในข้อสองด้านการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมประท้วงของประชาชน หากมีนักการเมือง/พรรคการเมือง/กลุ่มการเมือง รณรงค์ให้ชุมนุมประท้วงทางการเมืองบนท้องถนน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.87 ระบุว่า จะไม่ไปเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เป็นการสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง กลัวเกิดการจลาจลเหมือนครั้งก่อนๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขอติดตามข่าวทางโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน และไม่ชอบการเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ รองลงมา ร้อยละ 14.02 ระบุว่า ไม่แน่ใจ เพราะต้องดูรายละเอียดต่างๆ ในการจัดกิจกรรมการชุมนุม เช่น วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการชุมนุม สถานที่ แกนนำ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องดูสถานการณ์ในขณะนั้น และร้อยละ 3.11 ระบุว่า จะไป เพราะมีอุดมการณ์ที่เหมือนกันเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้ประเทศพัฒนามากกว่านี้ และไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในข้อนี้เมื่อแตกข้อมูลออกมาดูพบว่ามากกว่า 80% ของทุกกลุ่มบอกว่าจะไม่ไปร่วมชุมนุมทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่อายุ 18 – 35 ผู้มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาถึงปริญญาตรี พนักงานเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ นักเรียนนักศึกษา ผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001–40,000 บาทต่อเดือน สนใจจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองไม่ถึง 4% ข้อมูลนี้บ่งบอกค่อนข้างชัดเจนว่าคนไทยไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตาม ต้องการความสงบทางการเมือง ไม่ต้องการการชุมนุมทางการเมืองที่จะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง การจลาจล การสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินและความบอบช้ำของประเทศในด้านอื่นๆ อีกมากมาย

คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่กำลังสื่อสารกลับไปยังพรรคอนาคตใหม่ผ่านผลโพลล์นี้และผลโพลล์ความนิยมทางการเมืองในเดือนธันวาคม 2562 ว่า พวกเขาจะสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาเท่านั้น พวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ลงไปบนถนนเพื่อแสดงการสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

ในขณะที่ข้อสามถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 6 คน นอกสภา หากพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสินยุบพรรค พบว่า ร้อยละ 20.00 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นสิทธิที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล จะสามารถเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน อยากให้ยุบสภา ร้อยละ 11.71 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะการอภิปรายนอกสภาเป็นการแสดงออกทางการเมือง ทำให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชอบนโยบายพรรคอนาคตใหม่เป็นการส่วนตัว ร้อยละ 11.16 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรทำเฉพาะในรัฐสภาเท่านั้น ไม่สมควรทำนอกสภา ร้อยละ 31.95 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรอยู่ในสภาเท่านั้น ถ้านอกสภาเปรียบเสมือนการประท้วง ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองแย่ลง และร้อยละ 25.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้ มีคนประมาณ หนึ่งในสี่ไม่สนใจไยดีว่าพรรคอนาคตใหม่จะทำอะไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเดินสายอภิปรายนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ รวมกันมีถึงประมาณ 43% แต่บางคนอาจถามว่าทำไมคนเห็นด้วยและค่อนข้างเห็นด้วยรวมกันแล้วมีถึงประมาณ 32% ในประเด็นนี้สามารถอธิบายโดยเชื่อมโยงกับข้อสองว่า ตราบใดที่การเดินสายอภิปรายนอกสภาไม่ใช่การชุมนุมประท้วงทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนสนับสนุน แต่หากการอภิปรายนอกสภาเลยเถิดไปเป็นการชุมนุมประท้วง จลาจล ผู้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ก็มีโอกาสที่จะลดน้อยลงอย่างมาก

โดยสรุปจากผลโพลล์นี้ อยากให้แกนนำและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ลองตรองดูอีกทีว่า ผู้สนับสนุนพรรค ส่วนใหญ่ต้องการวิธีการอย่างไรเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระหว่างวิธีการตามระบบรัฐสภากับการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน

สำหรับผู้ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการการเมืองบนท้องถนนก็ควรคิดให้ลึกอีกหน่อยถึงผลที่จะตามมาหากคนมากกว่า 80% ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้

อยากจะเตือนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองว่า การเมืองบนถนนไม่เหมือนไปดูคอนเสิร์ตที่มีแต่ความสุขสนุกสนาน ได้มันหรือสะใจกับเสียงเพลงที่ดัง การเมืองบนถนนมีแต่ความลำบากทั้งผู้จัด ผู้สนับสนุนและผู้ร่วม คอนเสิร์ตอาจใช้เวลาแสดงประมาณ 3–6 ชั่วโมง แต่การชุมนุมเมื่อเริ่มขึ้นแล้วอาจใช้เวลา 3–6 เดือนหรือมากกว่านั้นจนทุกฝ่ายเหนื่อยอ่อน รวมถึงประเทศชาติด้วยที่ต้องอ่อนแอตามระยะเวลาและสถานการณ์ของการชุมนุมประท้วง และตอนจบของการเมืองบนถนนจะไม่งดงามมีความสุขเหมือนดูดนตรี เพราะอาจจะจบด้วยการบาดเจ็บ สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และความเสียหายอื่นๆ ต่อประเทศชาติ

…ลองคิดดูอีกทีนะ

“ผลแห่งการกระทำ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417902?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ผลแห่งการกระทำ”

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:20 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 1,617 ครั้ง

“ผลแห่งการกระทำ”  คอลัมน์… วงในวงนอก โดย…   สถิตย์ ธรรม

“วาระแห่งพรรค” ที่ไม่ใช่ “วาระแห่งชาติ” กำลังมาถึง “พรรคอนาคตใหม่” ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.พ.) แล้วนะครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกำหนดอ่านคำวินิจฉัยคดีที่พรรคอนาคตใหม่กู้เงินมาโดยมิชอบ เข้าข่ายให้ “ยุบพรรคการเมือง” หรือไม่

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองได้หรือไม่ จึงมีความเคลื่อนไหวระดับเข้มข้นต่อเนื่อง ด้านหนึ่ง แกนนำพรรคแถวสอง เดินสายให้ข้อมูลชวนเชื่อตามหัวเมืองต่างจังหวัด ด้วยบทอาขยานเดียว “พรรคถูกกลั่นแกล้ง พรรคไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการสร้างนิติสงคราม” ตามแบบฉบับที่มือกฎหมายขมองอิ่มของพรรคสั่งให้กระจายข้อมูลแบบนี้

ส่วนศูนย์กลางในเมืองหลวงเป็นหน้าที่ของสามเกลอหัวส้ม ทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตส.ส.นอกสภา แต่มีตำแหน่งหัวหน้าพรรคเหลืออยู่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค พร้อม “ช่อส้ม” พรรณิการ์ วานิช กระบอกเสียงสาว ต่างเดินสายร่วมวงเสวนาตามสถานที่ต่างๆ เรียกแขกระดมมวลชน

ขนาดเมื่อวานนี้ หัวหน้าพรรคคนเก่ง “ธนาธร” ยังลุยจนหยดสุดท้ายด้วยการเข้าร่วมวงเสวนาวิชาการ ในหัวข้อที่ถูกกำหนดไว้ในช่วงกระแสร้อนเสียเหลือเกิน ด้วยหัวข้อ “ประชาชน อยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ตามประสาวัยรุ่นต้องบอกว่า “หัวข้อโดนเหลือเกิน”

จัดโดย กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ชั้น 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก็เป็นที่ทราบกันดี เป็นงานของเหล่าแฟนคลับขาประจำผู้ให้การสนับสนุนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แด่ “พ่อฟ้า” นั่นเอง

ตรงนี้ไม่ว่าอะไรครับ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นทางการเมืองตามกรอบกติกาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่เมื่อใดมีการล้ำเส้นกรอบกติกา ล่วงละเมิดกระทบสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย จะมาโอดครวญภายหลังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกฝ่ายผู้มีอำนาจรังแกนั้นมิได้

ยิ่งได้ติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคอนค.ช่วงโค้งสุดท้าย ชวนให้สงสารดีหรือไม่ ตั้งแต่มีการเปลี่ยนเฉดสีโลโก้พรรคผ่านออกมาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากสีส้มอันโดดเด่นกลายมาเป็นสีดำซะงั้น เหมือนเป็นการไว้อาลัยการสูญเสียอะไรสักอย่าง ท่านใดยังไม่ได้เห็นลองไถหน้าจอโทรศัพท์เข้าเพจพรรคอนาคตใหม่ จะเห็นภาพความหมองชอบกล ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่พรรคทำการไว้อาลัยซะแล้ว

หันมาดู “นักกฎหมายมือฉมัง” ปิยบุตร แสงกนกกุล ท่านเร่งปล่อยของผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ชนิดรัวๆ แบบว่า ต้องการใช้พื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชน ตั้งแต่การก่อกำเนิดพรรค เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศ

นอกจากนี้ พยายามอธิบายประเด็นข้อกฎหมาย ด้วยการสรรหามาตรามาหักล้างประเด็น การที่พรรคกู้เงินไม่เป็นความผิดกฎหมายพรรคการเมือง โดยในส่วนของ “เงินกู้ไม่ใช่รายได้” เมื่อการกู้เงินไม่มีความผิด จึงไม่มีประเด็นใดเลยเข้าข่ายให้ศาลรธน.ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้

“ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด ข้อใด ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองกู้เงิน หาก พ.ร.ป.พรรคการเมือง ต้องการมิให้พรรคการเมืองกู้เงิน ต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกพรรคการเมืองทราบล่วงหน้า ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีพรรคการเมืองจำนวนมากที่กู้เงิน พรรคการเมืองหลากหลายประเทศก็กู้เงิน” “เงินกู้” มิใช่ “รายได้” แต่เป็น “หนี้สิน” จึงไม่เข้าข้อจำกัดตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดที่มาของรายได้ของพรรคการเมือง “เงินกู้” มิใช่ “เงินบริจาค” และมิใช่ “ประโยชน์อื่นใด” พรรคอนาคตใหม่มีสัญญาเงินกู้ชัดเจน เมื่อกู้มาแล้วเป็นหนี้สิน พรรคต้องชำระหนี้คืน และได้ทยอยชำระหนี้คืนไปบางส่วนแล้ว “เงินกู้” มิใช่ “เงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” มิใช่ “เงินสกปรก” มิใช่ “เงินจากการทำผิดกฎหมาย” เป็นคำชี้แจงโดยสรุปของ ปิยบุตร โพสต์ข้อความไว้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 ครับ

แต่น่าเสียดายทุกบรรทัดที่พยายามอรรถาธิบาย กลับไม่พบคำชี้แจงว่าทำไมทั้ง “ธนาธร ปิยบุตร และช่อ” ถึงไปบอกกล่าวต่อที่สาธารณะเกี่ยวกับการกู้เงินจำนวน 191 ล้านบาท ไม่ตรงกัน ตกลงได้กู้เงินธนาธรจำนวนเท่าไรกันแน่ เป็นการให้การเท็จต่อ กกต.หรือไม่

ฉะนั้น พรุ่งนี้ (21 ก.พ.) คงทราบผลแห่งการกระทำจากศาลรธน.ว่าจะออกหัวหรือก้อย ครับ

โควิด-19 กินร้อน – ช้อนกลาง – ล้างมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โควิด-19 กินร้อน – ช้อนกลาง – ล้างมือ

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:50 น.
โควิด-19,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

โคด-19 กินร้อน – ช้อนกลาง – ล้างมือ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

คนสมัยก่อนชอบพูดให้นึกถึงอยู่เสมอๆ ว่ากันไว้ดีกว่าแก้-แย่แล้วจะแก้ไม่ทันยังใช้ได้อยู่เสมอ แม้กระทั่งไวรัสโควิด-19

 ‘โควิด-19’ คือไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่และทางองค์การอนามัยโลกเพิ่งให้ชื่อเป็นทางการจะได้เรียกตรงกันทั่วโลก

อ่านข่าว-อิสราเอลเข้ม โควิด-19 ห้ามทุกคนที่เดินทางมาจากไทยเข้า

เมื่อวันก่อนได้พบเพื่อนชาวจีนและยอมรับว่าเวลานี้ ‘โควิด-19’ จะทำให้การค้าขายหรือเศรษฐกิจของจีนซบเซาลงไปมาก และจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะหลายประเทศทั่วโลกปิดทางเข้า-ออกกับจีนแล้ว

‘ดับเครื่องชน’ ขอเรียนข้อมูลให้ทราบจะได้เตรียมรับมือหรือแรงกระแทกและขอสรุปให้ทราบว่าเวลานี้ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้และทางที่ดีที่สุดได้แก่การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโดยการป้องกันไว้ก่อน

ขอเรียนว่าขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ รักษาร่างกายสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้มาก ออกกำลังกายอยู่เสมอ

ควรล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ควรใส่หน้ากากถูกวิธี

ข้อสำคัญขอย้ำว่าอย่าไปตื่นตระหนกหรือตกใจกับ ‘โควิเ-19’ จนขาดสติ
อ๊อด เทอร์โบ


 ไวรัส ‘โควิด-19’ พ่นพิษ
 เลื่อน-เลิก งานใหญ่ทั่วโลก

ผมเขียนจดหมายนี้มาเพราะต้องการเป็นสื่อกลางให้ทราบว่าปี 2563 นี้ จะเป็นปีแห่งความเงียบเหงาเพราะเรื่องไวรัสโควิด-19 นี้แหละครับ เลยขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบเพื่อจะได้รับแรกกระแทกไม่ต้องการให้ตื่นตระหนกตกใจแต่อย่างใด

อย่างล่าสุดมาราธอนที่โด่งดังมากๆ คือ โตเกียวมาธอน 2020 ที่มีคนร่วมวิ่งเกือบ 4 หมื่นคนก็ยกเลิกไปแล้ว ทำให้ผมหวาดเกรงว่าโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่จะมีกลางปีนี้คือ 24 กรกฎาคม–9 สิงหาคม จะเลื่อนหรือยกเลิกไปหรือไม่?

วันก่อนมีคนเขียนจดหมายมาแสดงความเป็นห่วงเลยขอบอกว่ายังมีไปตามกำหนดเดิม แต่ก็เริ่มมีข่าวว่าชักยังไงๆ อยู่ เพราะเจ้าภาพญี่ปุ่นชักเสียงอ่อนลงแล้ว แต่เกรงว่าเกิดยักษ์ใหญ่วงการกีฬาโลกอย่างจีนจะส่งไปหรือไม่ก็ยังไม่มีใครตอบได้

ผมจึงขอให้กำลังใจไว้ก่อนเพราะคนจีนเริ่มปฏิเสธการให้เข้าเมืองในหลายประเทศแล้ว และเพื่อนผมคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางไปอเมริกาบอกว่าเครื่องบินจากเอเชียว่างมากไม่รวมถึงฝั่งยุโรปซึ่งเส้นเลือดใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวคนจีนที่เวลานี้เก็บตัวอยู่บ้าน

หันมาดูเมืองไทยของเราเมืองท่องเที่ยวที่คนจีนชอบไปอย่าง ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ฯลฯ ก็เงียบมาก รัฐบาลจะทำไงดี
องอาจ (พัทยา)


 เรียนคุณ ‘องอาจ’ พัทยา
ผมได้รับข้อความทางไลน์และจดหมายส่งมาในรูปแบบต่างๆ เช่นเดียวกับที่คุณส่งมา เรื่องงานใหญ่ๆ ทั่วโลกเลิกหรือเลื่อนไปหลายงานมากๆ จึงขอเป็นสื่อกลางอีกแรงว่า ‘โควิด-19’ จากเมืองจีนนี้รุนแรงเหลือเกิน

เวลานี้ชักหวั่นๆ ว่าโอลิมปิกโตเกียว 2020 จะได้รับผมกระทบเช่นกันเพราะจีนไม่ส่งกองทัพนักกีฬามาก็งานกร่อยเงียบเหงาแน่ๆ เลย

เหตุผลต่างๆ มีมากมายที่หลายๆ ประเทศจะอ้างได้ ซึ่งผมได้แต่เพียงภาวนาว่าไวรัส ‘โควิด-19’ นี้จะหยุดระบาดลงไปเด็ดขาด-หวังไว้จริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 รถวิ่งบนทางเท้า
 ต้องจัดการเด็ดขาด
(เรียนผู้ว่าฯ กทม.)

ผมเป็นคน กทม. ขอสนับสนุนให้ท่านผู้ว่าฯ ดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการจราจรคือ มีการฝ่าฝืนกันมากๆ

โดยเฉพาะพวกมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่บนฟุตบาทหรือทางเท้าเป็นอันตรายมากๆเพราะปกติเป็นที่ปลอดภัยของคนเดินหรือการจอดรถรุกล้ำ หรือหาบเร่แผงลอยร้านค้าบนทางเท้า

ผมจึงขอสนับสนุนให้กทม. ติดตั้งกล้องวงจรปิดและทำกันอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด โดยจุดที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิดจะหารือกับสำนักเทศกิจและสำนักงานเขตว่า ทางเท้าในถนนใดบ้างที่มีปัญหาผู้ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้าเป็นจำนวนมาก เพื่อพิจารณาติดตั้งกล้องวงจรปิดบันทึกภาพผู้กระทำผิดแล้วเชิญมาชำระค่าปรับที่เขต ลดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่จะต้องจัดการไปดูแล

ขอให้ กทม. ติดตั้งกล้องซีซีทีวี เพื่อช่วยสอดส่องผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดขับหรือจอดบนทางเท้า โดยสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) จะเป็นผู้ดำเนินการจัดหากล้องวงจรปิดพร้อมติดตั้งระบบและเชื่อมสัญญาณภาพไปยังสำนักงานเขตและเทศกิจ แม้ข่าวว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณเกือบ 70 ล้านบาทแต่ก็คุ้มครับ

ทุกๆ วัน กทม.จะมีปัญหามีชาวกรุงเทพฯ ร้องเรียนเรื่องนี้มามาก และอย่าให้ต้องเสี่ยงชีวิตกับพวกฝ่าฝืนกฎจราจรและเห็นแก่ตัว-มักง่ายไม่เห็นหัวชาวบ้านมองข้ามความปลอดภัย
มนตรี (เสาชิงช้า)
