บทเรียน”ป้าเกาหลี”…ไทยแจ้ง 3 ช.ม.มีอำนาจ”บังคับกักตัว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน”ป้าเกาหลี”…ไทยแจ้ง 3 ช.ม.มีอำนาจ”บังคับกักตัว”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:41 น.
โควิด18,ป้าเกาหลี,บังคับกักตัว,บทเรียนป้าเกาหลี,บทเรียน,โควิด19
เปิดอ่าน 632 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หลังเกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่พุ่งทะยานหลายร้อยคน ภายในไม่กี่วัน ล่าสุดเช้าวันนี้  24 ก.พ. อยู่ที่ 763 ราย เสียชีวิต 7 ราย ทำให้ทั่วโลกต้องเฝ้าระวัง “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการใช้กฎหมายบังคับผู้น่าสงสัยไปตรวจหาเชื้อ บทเรียน “ป้าเกาหลี” ที่แพร่เชื้อไปไม่ต่ำกว่าร้อยคน หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะมีมาตรการรับมือและเอาผิดทางกฎหมายได้อย่างไร….

อ่านข่าว-ไทม์ไลน์ คนไข้ที่ 31กับลัทธิชินชอนจี ..เกาหลีใต้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานข่าวหญิงวัย 61 ปีในเมืองแทกู ห่างกรุงโซลไปประมาณ 280 กิโลเมตร ซึ่งปกปิดชื่อนามสกุลเรียกเป็นรหัสว่า “ผู้ป่วยลำดับที่ 31” หลังติดเชื้อไวรัสโคโรน่า(โควิด-19) โดยไม่รู้ตัว ได้ไปเผยแพร่ให้คนในครอบครัวและผู้อื่นจนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่า 100 ราย จากการเข้าร่วมพิธีในโบสถ์และทานอาหารบุฟเฟต์ในโรงแรม

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ “ป้าเกาหลี” ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ และไม่มีร่องรอยไปพบปะพูดคุยผู้ที่น่าจะติดเชื้อไวรัสตัวนี้มาก่อน เพียงมีประวัติเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแทกูวันที่ 7 ก.พ เพราะประสบอุบัติเหตุบางประการ แพทย์สังเกตว่าป้ามีอาการไอและเจ็บคอ เลยขอร้องให้ตรวจร่างกายหาเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ป้าไม่ยอมตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้บังคับ สุดท้ายปล่อยให้ออกจากโรงพยาบาลไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.

คาดการณ์ว่าป้าเกาหลีอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาแต่ไม่ได้ป่วยหนักมากนัก จนทำให้เดินทางไปโบสถ์และสถานที่ต่าง ๆ ได้ สำหรับคนที่ “ติดต่อใกล้ชิด” กับป้านั้นอาจมีไม่ต่ำกว่า 1 พันคน ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเมืองแทกูเป็น “เขตบริหารพิเศษด้านสาธารณสุข”  เพื่อช่วยเปิดทางใช้กฎหมายพิเศษควบคุมโรคระบาด

หนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลเกาหลีใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว เพราะเรียนรู้จากความผิดพลาดกรณี “ไวรัสเมอร์ส” หนึ่งในสายพันธ์ไวรัสโคโรนาที่ระบาดปี 2558 เนื่องจากละเลยปล่อยให้ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” (super-spreader) หรือ“ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติในการแพร่เชื้อโรคให้ผู้อื่นอย่างรวดเร็วและรุนแรง” เดินทางไปมาหลายแห่งโดยไม่ได้กักบริเวณเพื่อรักษาอย่างจริงจัง

ย้อนไปเดือนพฤษภาคม 2558  “ลุงเกาหลี” วัย 68 ปี หลังเดินทางไปเที่ยวคูเวตแล้วมีอาการไม่สบายจึงไปรักษาในคลินิกและโรงพยาบาล 4 แห่งในเกาหลีใต้ กว่าจะรู้ว่าติดไวรัส “โรคเมอร์ส” ลุงรายนี้ก็กลายเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” แพร่เชื้อไวรัสตัวนี้ให้คนอื่นมากถึง 122 คนภายใน 20 วัน ในที่สุดพบผู้ติดเชื้อเมอร์สในเกาหลีใต้ทั้งหมด 186 คน เสียชีวิต 36 คน

จนถึงวันนี้ชาวเกาหลีใต้ยังรู้สึกโกรธแค้น “รัฐบาล” ที่ไม่มีมาตรการรับมืออย่างรวดเร็ว และปกปิดข้อมูลการระบาดในช่วงแรก ทำให้ชาวบ้านและบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ระมัดระวังป้องกันตัวเองเพียงพอ

ใครคือ super-spreader “ซูเปอร์แพร่เชื้อโรค” 

เหตุการณ์ไวรัสเมอร์สระบาดเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่ทั่วโลกต้องจดจำ โดยเฉพาะประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ “พระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ.2558”  มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับคนที่แอบปกปิดหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ควบคุมโรคติดต่ออันตราย

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ประจำกระทรวงสาธารณสุข อธิบายให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า กรณีของ “ป้าเกาหลี” นั้น เจ้าหน้าที่แพทย์ของไทยก็กำลังเป็นห่วงเช่นกัน เพราะปกติก่อนไปตรวจวินิจฉัยโรคใครนั้น ต้องได้รับการยินยอมจากคนไข้ก่อน ถือเป็นสิทธิผู้ป่วย หมอหรือโรงพยาบาลจะบังคับตรวจหาเชื้อไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาโชคดีว่าผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งคนไทยและต่างชาติ

“ถ้าจะบังคับตรวจก็ต้องประกาศกฎหมายให้ชัดเจน แม้ว่าไทยมี พ.ร.บ. โรคติดต่อแล้ว แต่การบอกว่าโรคไหนระบาดต้องให้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติประกาศชื่อโรคติดต่ออันตรายอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ประกาศแล้ว 13 โรค ในปี 2559 ประกาศ 12 โรค และในปี 2561 ประกาศเพิ่มอีก 1 โรค ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ ช่วงเริ่มมีข่าวระบาดจากจีน พวกเราก็พยายามเสนอให้ โคโรน่าไวรัส 2019 เป็นโรคติดต่ออันตราย อันดับที่ 14 แต่ว่าตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่รุนแรงมากนัก เลยถูกชะลอไว้ก่อน แต่ตอนนี้คงจะประกาศในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563” พร้อมอธิบายต่อว่า

ที่ผ่านมาไทยประกาศ “โรคเฝ้าระวัง” 55 โรค ที่บังคับให้รายงานภายใน 7 วัน แต่ไม่“บังคับกักกัน” ส่วน “โรคติดต่ออันตราย” ประกาศแล้ว 13 โรค บังคับรายงานภายใน 3 ชม.

หมายความว่า หลัง โควิด-19 ประกาศเป็นโรคอันตรายอันดับที่ 14 แล้ว เจ้าหน้าที่จะทำงานได้ง่ายขึ้นเพราะที่ผ่านมาต้องใช้ดุลพินิจเป็นส่วนใหญ่ จะสั่งให้อยู่โรงพยาบาลนานก็ไม่ได หากตรวจไม่เจอก็อาจถูกต่อว่า หรือโรงพยาบาลบางแห่งไม่ตรวจหรือไม่แจ้งก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจ แต่หลังประกาศ ใครสงสัยสั่งตรวจทันที ที่สำคัญคือต้องแจ้งให้ “กรมควบคุมโรค” รับทราบภายใน 3 ชั่วโมง และให้อำนาจกักตัวได้ รวมถึงผู้สัมผัสที่ยังไม่มีอาการด้วย

กฎหมายไทยให้อำนาจบังคับกักกันตัว บังคับตรวจร่างกาย บังคับเก็บตัวอย่าง บังคับรักษา บังคับให้รับวัคซีน !

“หมายความว่า 4 หน่วยงานสำคัญต่อไปนี้ หากพบใครน่าสงสัยหรืออาจติดเชื้อ โควิด-19 ต้องแจ้งกรมควบคุมโรคทันที คือ 1 เจ้าหน้าที่การแพทย์ 2 โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน 3 ห้องแล็บหรือห้องปฎิบัติการตรวจเชื้อ 4 เจ้าของสถานประกอบการ หรือ เจ้าของพาหนะที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก โรงหนัง โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า เครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟฯลฯ พร้อมกักตัวไว้ถ้าไม่แจ้งอาจโดนโทษปรับและโทษจำคุกได้ ตอนนี้สถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ถ้าคนไทยทุกคนช่วยกัน น่าจะรับมือได้ไม่ยาก หากมีระบบคัดกรองที่ดีพอ โดยเฉพาะการรีบแจ้งข้อมูลการติดเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เชื้อจะระบาดขยายไปสู่ผู้คนในสังคม” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำ

ทั้งนี้  รายชื่อโรคติดต่ออันตรายที่ประกาศแล้ว 13 โรค ได้แก่ 1 กาฬโรค 2 ไข้ทรพิษ 3ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก 4ไข้เวสต์ไนล์ 5 ไข้เหลือง 6 โรคไข้ลาสซา 7 โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์  8 โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 9 โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 10 โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา 11 โรคซาร์ส 12 โรคเมอร์ส และ 13 วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก

ส่วน “บทลงโทษ” นั้น หากไม่แจ้งข้อมูลมีโทษปรับ 2 หมื่นบาท ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 แสนบาท สำหรับเจ้าของพาหนะหรือสถานประกอบการหากปกปิดข้อมูลไม่ทำตามคำสั่ง อาจโดนโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 5 แสนบาท

ในการประชุม “คณะกรรมการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ” วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย “นายกบิ๊กตู่” นั่งเป็นประธานนั้นคาดการณ์ว่าอีก1 – 2 เดือน อาจมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นหลักพันต่อวัน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “แผนบูรณาการความร่วมมือพหุภาคี”  ชื่อสวยหรูของรัฐบาล จะสามารถดึงความร่วมมือของคนไทยทุกคน มาช่วยกันควบคุมและลดผลกระทบจาก “ไวรัสร้ายโคโรนาพันธ์ใหม่” ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิด “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” !?!

กระตุ้นศก.”รอบคอบรอบด้าน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระตุ้นศก.”รอบคอบรอบด้าน”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:21 น.
กระตุ้นเศรษฐกิจ,ไวรัสโควิด-19,กการคลัง
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

กระตุ้นศก.”รอบคอบรอบด้าน” บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

ผ่านพ้นปี 2563 ยังไม่ถึง 2 เดือน ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยต้องตกอยู่ในภาวะที่แปรปรวนหนักจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศจีน จนทางการจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นและอีกหลายๆ เมืองใกล้เคียงที่มีความเสี่ยง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก กระทั่งมีการสั่งระงับห้ามคนจากประเทศสุ่มเสี่ยงเดินทางเข้าประเทศกันเลยทีเดียว นำไปสู่ผลกระทบด้านธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจค้าปลีก ที่พักแรม ร้านอาหาร บริการขนส่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจต้นน้ำ อาทิ ธุรกิจเกษตร ปศุสัตว์ ที่เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าให้แก่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรม ที่พักต่างๆ ซึ่งภาครัฐได้ออกมาตรการเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจและเยียวยาภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งมาตรการทางด้านการเงินและด้านการคลังเป็นการเร่งด่วน

สำหรับประเทศไทยต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นภาคธุรกิจหลักที่นำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล โดยมีลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนราว 10 ล้านคนเป็นธงนำ เมื่อเกิดโรคระบาดดังกล่าวเราจึงได้รับผลกระทบอย่างแรง ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม หลังจากไม่มีการประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย ในเมืองหลัก เมืองรอง พร้อมทั้งฝากถึงคนไทยในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ขอให้ประชาชนเข้มแข็ง อดทน รัฐบาลจะพยายามหามาตรการที่เหมาะสมออกมา ซึ่งบางมาตรการอาจมีผลกระทบกับคนบางกลุ่ม จึงต้องตัดสินใจตามความเหมาะสมและความคุ้มค่า

หลังจากนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณมายังคนไทย กระทรวงการคลังเตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอีกรอบ โดยจะเน้นดูแลเรื่องความเชื่อมั่นผ่านการสนับสนุนการอุปโภคบริโภค ทั้งนี้จะมีการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมีนาคมนี้  ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบผ่านการใช้จ่ายจากสวัสดิการที่รัฐบาลมอบให้ และยังมีมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย โดยจะมีการจัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรในภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งจะมีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้มากขึ้น ดูแลผ่อนภาระทางการเงินให้ ขณะเดียวกันก็จะมีมาตรการดูแลพนักงาน ลูกจ้างให้ยังมีงานทำ ไม่ตกงาน การผ่อนภาระทางการเงินด้านอื่นๆ โดยทั้งหมดจะออกมาเป็นแพ็กเกจ

ทุกฝ่ายได้แต่ภาวนาให้วิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายตัวนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลออกมาทำมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ภาคธุรกิจ ดูแลผู้ประกอบการ และภาคแรงงานได้ค่อนข้างเร็ว ขณะที่ปัญหาการทำงบประมาณปี 2563 ก็เข้าสู่กระบวนการปกติ ทำให้รัฐบาลสามารถเริ่มอัดฉีดงบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานราชการที่จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ภาคการท่องเที่ยวจะเร่งสำรวจตัวเองเพื่ออุดช่องโหว่และวางแผนยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทยรองรับสถานการณ์เมื่อเข้าสู่ปกติ ซึ่งเราหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมารอบนี้จะเป็นไปอย่างรอบคอบรอบด้าน ที่สำคัญรัฐบาลเองต้องมีแผนระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจไทยและคนไทยโดยเฉพาะระดับล่างอย่างจริงจังยั่งยืนด้วย

เกาะติดศึกซักฟอก ฝ่ายค้าน อ่อนซ้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418609?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกาะติดศึกซักฟอก ฝ่ายค้าน อ่อนซ้อม

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:00 น.
พรรคฝ่ายค้าน,อ่อนซ้อม,เฉลิม อยู่บํารุง,เจ๊หน่อย สุดารัตน์,่ นายกฯ,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 1,289 ครั้ง

เกาะติดศึกซักฟอก ฝ่ายค้าน อ่อนซ้อม

ความจริงการอภิปรายไม่ไว้งางใจครั้งนี้ รัฐบาลเตรียมตัวมาดีกว่า

เพราะอะไร เพราะว่า พอปีนี้ฝ่ายค้านได้สิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจ2ครั้ง เลยทำให้ครั้งแรกไม่ค่อยน่าสนใจ

อ่านข่าว-“สิระ” เย้ย “ฝ่ายค้าน” ข้อมูลซักฟอก ทำปชช.ผิดหวัง

ประการต่อมาคือ รัฐบาลเพิ่งจะทำงานได้ 6-7 เดือน งบประมาณยังไม่ได้ใช้ จะมีอะไรให้ไปอภิปรายได้

ประกอบกับพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ฝ่ายค้าน ที่มี7พรรค ตอนนี้เหลือแค่5พรรคเพราะว่า พรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบ ส่วนพรรคเศรษฐกิจใหม่ สส.5คนไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลแล้ว

เลยทำให้พลังของฝ่ายค้านนั้นหายไป

นอกจากนี้ เมื่อฝ่ายค้านเหลือเฉพาะแกนนำอย่างเพื่อไทย ที่จะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ พรรคเพื่อไทยก็ไม่สมประกอบ

ภายในเพื่อไทยมีปัญหาขัดแย้งกันเอง ระหว่างกลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกิจการพิเศษ ที่ได้รับมอบหมายจาก ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง

กับกลุ่ม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่ต้องการมีบทบททเหนือพรรค

เลยกลายเป็นว่า สส.ที่จะอภิปรายรัฐบาลแบ่งเป็น2กลุ่ม และต่างฝ่ายต่างทำงานเก็บข้อมูล โดยไม่มีการแตะมือหรือทำงานสอดประสานกันเลย

และเสมือนว่าทั้งสองกลุ่มจะทำงานแข่งกันด้วยซ้ำ เพื่อทำคะแนนไปเสนอ ทักษิณ โดยมีเก้าอี้ระดับสูงในพรรคเพื่อไทยเป็นรางวัล

กลุ่มของร.ต.อ.เฉลิม น่าจะได้เปรียบกว่ากลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ ประกอบกับการแพ้เลือกตั้งซ่อมที่ กำแพงเพชร ที่กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ ส่งคนลงสมัคร แต่กลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ส่ง เหตุผลเพราะ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ ที่ส่งลูกชายลงในนามพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นคนเพื่อไทยเก่าและเป็นคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อทักษิณ

จึงไม่ต้องการที่จะส่งคนลงแข่งลูกชายของพ.ต.ท.ไวพจน์ แต่กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ยอม จึงส่งแล้วแพ้เลือกตั้ง แน่นอนว่า กลุ่มร.ต.อ.เฉลิม รอเยาะเย้ยอยู่แล้ว

ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชรของพรรคเพื่อไทย นอกจากทำให้แกนนำในพรรคขัดแย้งกันเองแล้ว ยังทำให้พรรครัฐบาลมีข้ออ้างว่า ประชาชนยังให้การสนับสนุนรัฐบาล จึงเลือกคนของรัฐบาลมาเป็นส.ส.

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนศึกซักฟอกจะระเบิดขึ้น แม้นว่า กลุ่มร.ต.อ.เฉลิม จะทำงานเก็บข้อมูลมานานก็ตาม แต่มองในมุมหนึ่ง อาการของรัฐบาลดูดีกว่า

ฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เสมือนว่าฝ่ายค้านไม่พร้อมทั้งด้านความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่พร้อมทั้งความเป็นเอกภาพในพรรคเพื่อไทย

ภาษามวยเขาเรียกอ่อนซ้อม อย่าหวังว่าจะชนะคู่ชก แต่อาจจะถูกน็อคเสียเอง

‘ฟิลลิป มอร์ริส’ เขย่ารัฐบาล ศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418610?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฟิลลิป มอร์ริส’ เขย่ารัฐบาล ศึกซักฟอก

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
ฟิลลิป มอร์ริส,เขย่ารัฐบาล,ศึกซักฟอก
เปิดอ่าน 754 ครั้ง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มแล้ววันนี้( 24 ก.พ)เป็นวันแรก ซึ่งหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านจะนำมาซักฟอกคือ การแก้ไข ก.ม.ศุลกากร เอื้อบริษัทบุหรี่ต่างชาติ ‘ฟิลลิป มอร์ริส’

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เริ่มแล้ววันนี้ ( 24 ก.พ. ) เป็นวันแรก

และหนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะหยิบขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คือ การกล่าวหาว่ารัฐบาลช่วยเหลือ “บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส” ในคดีนำเข้าบุหรี่ หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จ 

ซึ่งรัฐมนตรีที่จะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจเต็มๆในเรื่องนี้ คือ ดอน ปรมัตถ์วินัย  รมว.ต่างประเทศ โดยพ่วง วิษณุ เครืองาม  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าไปด้วย

ก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายพอสมควรที่มีการเตรียมอภิปราย นายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่เป็น รมว.ต่างประเทศ เพราะเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่พบว่ามีอะไรหวือหวา ต่างจากกระทรวงอื่นๆ ที่มีหลายประเด็น ที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาอภิปรายได้อย่างเมามัน

อย่างไรก็ตามฝ่ายค้านวาง “นายดอน” เป็นหนึ่งในผู้ต้องถูกอภิปราย เพราะต้องการสะสางประเด็นข้อกังขา รัฐบาลช่วยเหลือ “บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส” ในคดีนำเข้าบุหรี่หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จ

คดี “ฟิลลิป มอร์ริส” เป็นเรื่องค้างคายาวนานหลายปี โดยบริษัทดังกล่าวถูกฟ้องร้องคดีนำเข้าบุหรี่หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จ

ในส่วนของนายวิษณุ นั้น ฝ่ายค้านจะอภิปรายกล่าวหาว่า  เมื่อมีการยึดอำนาจโดย คสช. ได้มีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นเพื่อแทรกแซงการดำเนินคดีของพนักงานอัยการโดยมีนายวิษณุ เครืองาม เป็นผู้ดำเนินการ

โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ  รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปปรึกษาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีแนวโน้มจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้บรรเทาความเสียหายให้กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แต่สุดท้ายการประชุมวันนั้นก็ยุติลง เพราะมีเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยหลายคน

การกระทำในลักษณะเช่นนี้ยืนยันได้ว่า รัฐบาลแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะพนักงานอัยการซึ่งน่าจะเป็นความผิดต่อกฎหมาย
ต่อมามีการปล่อยข่าวเป็นระยะๆ จากนายวิษณุ เครืองาม ว่า หากมีการดำเนินคดีกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อไปอาจจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ WTO อาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกฟ้องร้องได้

แต่สุดท้ายพนักงานอัยการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ยินยอม เพราะยึดกฎหมายไทยเป็นหลัก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการกีดกันทางการค้า เป็นเพียงกรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นำเข้าบุหรี่มาในประเทศไทยโดยการสำแดงเท็จ อันเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พนักงานอัยการจึงได้ยื่นฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อศาลอาญา ในที่สุด

และเมื่อคดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือหารือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561  เสนอมีข้อพิจารณาว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ที่เกี่ยวกับ WTO เกิดจากการที่กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่ใช้ถ้อยคำเปิดช่องให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย สามารถตีความไปในทางที่ไม่สอดคล้องกับการประเมินราคาศุลกากรไทย อาจจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปิดประเมินราคาศุลกากรของไทยสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 ขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาทำให้คำสั่งไม่ฟ้องกลับมามีผลใหม่ ให้ยุติการฟ้องคดีอาญากับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทบทวนการตีความและการบังคับใช้กฎหมาย

ต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แก้ไขกฎหมายศุลกากร พ.ศ.2496 มาตรา 27 โดยมีการมองว่าเอื้อต่อบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพราะในคดีนี้ หากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แพ้คดี อาจต้องชดใช้มูลค่าประมาณ 84,000 ล้านบาท ตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ แต่ตามพระราชบัญญัติศุลกากรฉบับใหม่ อัตราโทษปรับจะลดลง

ต่อมาเมื่อวันที่  29 พฤศจิกายน  2562 ศาลอาญาพิพากษาปรับบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท ฐานหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าบุหรี่ มาร์ลโบโร และ แอลแอนด์เอ็ม และสำแดงราคาบุหรี่ไม่ตรงตามราคา

ซึ่งเรื่องนี้นายดอน  ชี้แจงว่า  เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้ว กระทรวงการต่างประเทศเป็นเพียงปลายทางโดยมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศในแง่ที่เป็นบริษัทต่างชาติ รวมถึงพันธกรณีของไทยใน WTO ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่กระทรวงการต่างประเทศต้องให้ความเห็นจากข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ตนพร้อมให้ข้อเท็จจริง เพื่อให้คนที่เข้าใจผิดได้มีความกระจ่าง ถ้าขุดค้นกันจริงๆ ต้องไปถามจากหน่วยงานอื่นๆ ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะไม่มีอะไรอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามการนำเรื่องดังกล่าวมาอภิปราย  ถือเป็นงานหนักของรัฐบาล เพราะนักการเมืองมือฉมังอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มุ่งมั่นกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากถึงกับเตรียมข้อมูลเรื่องนี้ด้วยมือตัวเองเพื่อป้อนให้ ส.ส.ฝ่ายค้าน นำไปขุดคุ้ยในสภา จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่รัฐบาล จะสอบผ่านไปโดยสะดวก

ยุบ’อนาคตใหม่’ คดีกู้เงิน 32 พรรคการเมือง หนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุบ’อนาคตใหม่’ คดีกู้เงิน 32 พรรคการเมือง หนาว

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:22 น.
32สสหนาว
เปิดอ่าน 2,130 ครั้ง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ในคดีกู้เงินและตัดสิทธิ์การเมือง กก.บห. ทำให้ 32 พรรคการเมืองที่ถูกร้องต่อ กกต.ในเรื่องเงินๆทองๆ หนาวๆร้อนๆไปตามกัน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคมีกำหนดถึง 10 ปี อันมีที่มาจากพรรคอนาคตใหม่”กู้เงิน”จากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191 ล้านบาท

โดยคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระบุว่า ”  การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมืองซึ่งกฎหมายกำหนด แหล่งที่มาไว้ ดังนั้นเงินส่วนใดที่พรรคการเมืองนำมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมีได้มีแหล่งที่มาและวิธีการได้มาตามที่กฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบ
”  แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2560  มิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสำหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้กระทำได้ ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน และเงินกู้ยืมแม้มิได้เป็นรายได้แต่ก็เป็นรายรับและเป็นเงินทางการเมือง การดำเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองจึงต้องกระทำภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองจึงต้องสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
จากข้อเท็จจริง พฤติการณ์และพยานหลักฐานดังกล่าว เห็นว่า การกู้ยืมเงินของผู้ถูกร้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นตามมาตรา 66 ของ พรป.พรรคการเมือง เมื่อการรับบริจาคดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 66 จึงเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ผู้ถูกร้อง และกำหนดระยะเวลาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี  โดยกรรมการบริหารของพรรคที่ถูกยุบ จะจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่อีกไม่ได้ภายในเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค

    และด้วยเหตุที่”การกู้เงิน”ของพรรคการเมือง อาจนำไปสู่การที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบและตัดสิทธิ์การเมืองของกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้    “32 พรรคการเมือง” ที่เคยถูกร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับ”การกู้เงิน”  จึงหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน 

15 ม.ค.2563 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องให้ กกต. ตรวจสอบกรณี 32 พรรคการเมือง ปรากฏรายการกู้เงินในเอกสารงบการเงินของพรรคประจำปี 2561

      32 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย, พรรคพลังท้องถิ่นไท, พรรคชาติพัฒนา, , พรรคเพื่อไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรครวมใจไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคเพื่อสหกรณ์ไทย, พรรคพลังไทยรักชาติ, พรรคเมืองไทยของเรา, พรรคเพื่อชีวิตใหม่, พรรคเงินเดือนประชาชน, พรรคไทรักธรรม, พรรคพลังประชาธิปไตย, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคพลังไทยรักษาชาติ,  พรรคเพื่อสันติ, พรรคพลังประชาธิปไตย, พรรคพลังชล, พรรคพลังสหกรณ์, พรรคพลังคนกีฬา, พรรคเพื่อธรรม,พรรคอนาคตไทย, พรรคประชากรไทย, พรรคมหาชน ,พรรคความหวังใหม่ ,พรรคพลังศรัทธา, พรรคพลังชาติไทย, พรรคไทยธรรม

 ซึ่งขณะนี้เรื่องของ 32 พรรคการเมืองยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของ กกต. 

     แต่กรณีนี้อาจจะยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เพราะถ้อยคำที่พรรคการเมืองใช้มีถ้อยคำที่แตกต่างกัน ทั้ง “เงินกู้” “เงินยืม” “เงินทดรองจ่าย” ซึ่ง กกต. หรือหากเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีคำวินิจฉัยเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันว่า เงินยืม และเงินทดรองจ่าย ถือเป็นเงินตามมาตรา 62 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองหรือไม่ หรือเป็นเงินที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 62 ในลักษณะเดียวกันกับเงินกู้  

   และพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเงินกู้ก่อนที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ เพราะข้อมูลการกู้เงินปรากฏอยู่ในเอกสารงบการเงินปี 2561

ก่อนหน้านี้ประธาน กกต. เคยบอกว่า ขอรอดูคดีแรก คือคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงิน ก่อนว่าผลจะออกมาอย่างไร

ตอนนี้ผลก็ออกมาแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารของพรรคอนาคตใหม่

จึงถึงเวลาที่ กกต. จะต้องเดินหน้า เรื่องนี้ได้แล้ว เพราะถ้ายังขืนชักช้า จะถูกมองได้ว่าเลือกปฏิบัติ

     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศรีสุวรรณ มาตามนัด ร้องสอบ 32 พรรคกู้เงิน

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม​ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418327?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม​

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:30 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม​

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากการกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคจำนวน 191.2 ล้านบาท คณะกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี พร้อมห้ามร่วมตั้งพรรคใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคําสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมี 4 ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ร้องมีอํานาจยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า การดําเนินการกรณียุบพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ของผู้ร้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องมีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกรณีมีการร้องเรียนว่ามีเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 92 ซึ่งนายทะเบียนได้มีคําสั่งตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเสนอต่อนายทะเบียนแล้ว และนายทะเบียนได้นําเสนอต่อผู้ร้องเพื่อพิจารณา ผู้ร้องเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทําการฝ่าฝืนมาตรา 72 อันเป็นเหตุให้ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (3) จึงมีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับกระบวนการดําเนินคดีอาญาที่แยกเป็นอิสระต่างหากจากคดีนี้ การยื่นคําร้องของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผู้ร้องจึงมีอํานาจยื่นคําร้องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

ประเด็นที่สอง มีเหตุสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 72 ประกอบมาตรา 92 หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า การที่พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 72 นั้น เห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 72 ได้กําหนดข้อห้ามไว้เพื่อป้องกันมิให้พรรคการเมืองไปเกี่ยวข้องกับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเหล่านั้น อันจะทําให้พรรคการเมืองกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมหรือสนับสนุน หรือช่วยเหลือในการกระทําความผิดไปด้วย และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันพรรคการเมืองของประเทศไทย อันเป็นมาตรการที่สําคัญเพื่อเสริมสร้างสถาบันพรรคการเมืองของประเทศไทยให้เป็นสถาบันที่มีความโปร่งใสและเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน

การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมืองซึ่งกฎหมายกําหนด แหล่งที่มาไว้ตามมาตรา 62 ดังนั้นเงินส่วนใดที่พรรคการเมืองนํามาใช้จ่ายในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมิได้มีแหล่งที่มาและวิธีการได้มาตามที่กฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบ แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสําหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้กระทําได้ ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน และเงินกู้ยืมแม้มิได้เป็นรายได้แต่ก็เป็นรายรับ และเป็นเงินทางการเมือง การดําเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองจึงต้องกระทําภายในขอบเขตที่กฎหมายกําหนดไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองจึงต้องสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คําว่า “บริจาค” และ “ประโยชน์อื่นใด” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เป็นคําที่มีความหมายเฉพาะในกฎหมายนี้เพื่อกําหนดสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายบังคับแห่งกฎหมายในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้องการควบคุมการสนับสนุนทางการเงินที่ให้แก่พรรคการเมืองให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงําของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า งบการเงินประจําปี 2561 ของผู้ถูกร้องมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้อยู่เพียง 1,490,537 บาท แต่ผู้ถูกร้องกลับทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องรวม 2 ฉบับ รวมเป็นจํานวนเงินสูงถึง 191,200,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า ถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคผู้ถูกร้องที่สามารถคํานวณเป็นเงินได้ เป็นการทําสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่เป็นตามปกติทางการค้าและไม่เป็นไปตามปกติวิสัยของการให้กู้ยืมเงินและการชําระหนี้เงินกู้ยืม ถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ถูกร้องที่สามารถคํานวณเป็นเงินได้ และเมื่อรวมประโยชน์อื่นใดที่ผู้ถูกร้องได้รับจากเงินกู้ยืมดังกล่าวกับเงินที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้บริจาคให้แก่ผู้ถูกร้องในปี 2562 จํานวน 8,500,000 บาทแล้ว ย่อมชัดแจ้งว่าเป็นกรณีการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อปีซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 66 วรรคสอง

จากข้อเท็จจริงพฤติการณ์และพยานหลักฐานดังกล่าวเห็นว่าการกู้ยืมเงินของผู้ถูกร้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นตามมาตรา 66 เมื่อการรับบริจาคดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 66 จึงเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นโดยรู้ หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 72 กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทําการฝ่าฝืนมาตรา 72 อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 42 วรรคสอง ประกอบมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3)

ประเด็นที่สาม คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 92 วรรคสองหรือไม่ อย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า เมื่อผู้ถูกร้องได้กระทําการอันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง จึงต้องสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องแล้วจึงชอบที่จะมีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ดํารงตําแหน่งดังกล่าวอยู่ในวันที่ 5 มกราคม 2562 หรือวันที่ 11 เมษายน 2562 โดยกําหนดระยะเวลาของการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณีดังคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2562 ดังนั้น จึงให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันที่มีการกระทําอันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องมีกําหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ประเด็นที่สี่ ผู้ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ภายในกําหนดสิบปีนับแต่วันที่พรรคผู้ถูกร้องถูกยุบตามมาตรา 44 วรรคสอง หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า เมื่อสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องแล้ว จึงต้องสั่งห้ามมิให้ผู้ซึ่งเคยดํารงตําแหน่งกรรมการบริหารพรรคของผู้ถูกร้องที่ดํารงตําแหน่งดังกล่าวอยู่ในวันที่ 6 มกราคม 2562 หรือวันที่ 11 เมษายน 2562 ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกภายในกําหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ส.ว.เตรียมดูงานต่างประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418308?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ว.เตรียมดูงานต่างประเทศ

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:05 น.
สว,ดูงานต่างประเทศ,ประธานสภา
เปิดอ่าน 130 ครั้ง

ส.ว.เตรียมดูงานต่างประเทศ คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

เรียกได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกไปแล้วสำหรับเรื่องการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของบรรดาคณะกรรมาธิการสามัญของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของวุฒิสภาที่มีข้อขัดแย้งกันภายในค่อนข้างแรงเพียงแต่ไม่มีใครแพร่งพรายออกมามากนัก

เดิมทีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) มีแนวความคิดว่าจะขอความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการสามัญต่างๆ ให้งดการเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับหลายประเทศกำลังเผชิญโรคระบาดอย่างหนัก แต่ทันทีที่วิปวุฒิสภามีแนวคิดนี้ออกมา ปรากฏว่ามีเสียงโอดครวญจากส.ว.เกือบครึ่งสภาที่ไม่พอใจการขอความร่วมมือ

เหตุผลหนึ่งที่อ้างขึ้นมาคือการอ้างว่าต้องการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง ประกอบกับมีการจัดสรรวงเงินงบประมาณกว่า 60 ล้านบาทลงมาแล้วจึงควรจะดำเนินการตามกรอบของงบประมาณ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าคณะกรรมาธิการที่จะเดินทางไปต่างประเทศในเวลานี้นั้นควรเป็นเฉพาะคณะกรรมาธิการมีความจำเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือต้องเป็นไปตามพันธกิจที่รัฐสภาได้ลงนามความร่วมมือเอาไว้เท่านั้น ส่วนการดูงานทั่วไปที่เป็นไปตามอำนาหน้าที่ควรงดไว้ก่อน เพราะการใช้งบประมาณในส่วนนี้ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชน ถ้าจะศึกษาดูงานก็ขอเป็นการดำเนินการภายในประเทศแทน

แม้จะมีเสียงฮึดฮัดและอาการหัวเสียของส.ว.บางกลุ่ม แต่เมื่อวิปวุฒิสภามีมติออกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เพื่อไม่ให้วุฒิสภาตกเป็นหมู่บ้านกระสุนตก โดยวิปวุฒิสภาได้ออกกฎเหล็กขึ้นมา 3 ข้อ 1.ต้องเป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างแท้จริง 2.ต้องเดินทางไปด้วยความประหยัดเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์ต่องานของวุฒิสภา และ 3.ห้ามเดินทางไปในลักษณะของการท่องเที่ยวอย่างเด็ดขาด

ในอีกมุมหนึ่งของวุฒิสภาก็มีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ นายพีระศักดิ์ พอจิต ประธานกรรมการดำเนินการจัดกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม และกิจกรรมนันทนาการของวุฒิสภา นำคณะผู้เเทน ส.ว. เข้าพบผู้ว่าฯ นครราชสีมา เพื่อนำเงินจำนวน 1,000,000 บาท มอบให้เพื่อนำไปช่วยเหลือเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.นครราชสีมา โดยนายพีระศักดิ์ ระบุว่าวุฒิสภาขอให้กำลังใจผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือเยียวยา และเงินจำนวน 1,000,000 บาท มาจากการร่วมสมทบทุนจาก ส.ว. 250 คน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุการณ์

ข้ามฟากมาฝั่งสภาผู้แทนราษฎรกันบ้าง ถ้าไม่นับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังวุ่นวายแล้วการตรวจสอบเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของส.ส.ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ก็เป็นอีกเรื่องที่ชวนหัวไม่แพ้กัน เพราะแม้การทำงานตรวจสอบของคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรจะมีความคืบหน้าไปพอสมควร แต่ปลายทางแล้วสภาคงเอาผิดกันเองยาก โดยมีความเป็นไปได้น้อยที่จะส่งเรื่องมาให้ที่ประชุมสภาตัดสิน ดังนั้นความเป็นไปได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป ซึ่งกว่าจะมีผลสรุปออกมาน่าจะอีกนานกันเลยทีเดียว

ปิดด้วยภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ถอดสูทเพื่อสวมชุดออกกำลังกายไปร่วมงานเดิน–วิ่ง การกุศลไทยซิกข์ ครั้งที่ 26 เพื่อนำรายได้จากการแข่งขันทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ในโอกาสนี้ประธานสภาได้มอบถ้วยรางวัลให้ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการแข่งขันวิ่งการในประเภทระยะทาง 21 กิโลเมตรอีกด้วย

‘กรัมชี่’ มาแล้ว ‘คณะราษฎรใหม่’ ไฟลามทุ่ง 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กรัมชี่’ มาแล้ว ‘คณะราษฎรใหม่’ ไฟลามทุ่ง 2020

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
'กรัมชี่' มาแล้ว 'คณะราษฎรใหม่' ไฟลามทุ่ง 2020
เปิดอ่าน 502 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 22-23 ก.พ.63

************************************

สิ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ผ่านไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง “ช่อ” พรรณิการ์ วาณิช ได้ประกาศระดมสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และแนวร่วม ให้เดินทางมารวมตัวกันที่ตึกไทยซัมมิท ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. เพื่อฟังคำแถลงของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เกี่ยวกับอนาคตของพลพรรคสีส้ม

ไม่ผิดคาด “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แถลงไม่ยอมรับผลการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันฝ่ายอำนาจเก่าจะใช้ “นิติสงคราม” ทำลายฝ่ายประชาธิปไตยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

แล้ว 2 สหาย “เอก-ป๊อก” ก็เลือกตั้งจะตั้ง “คณะอนาคตใหม่” เดินสายทำงานการเมืองนอกสภา เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

สงครามจุดยืน

ย้อนไปอ่านแถลงการณ์ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ตอนหนึ่งอาจาย์ป๊อกเขียนว่า “สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่ อันโตนิโอ กรัมชี บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิด ก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤติการณ์ย่อมปรากฏขึ้น..”

มวลชนที่หน้าตึกไทยซัมมิท

สมัยที่ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สุมหััวคิดกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์กลุ่มหนึ่ง ก็มีความเชื่อที่ว่า “สิ่งเก่ากำลังจะตาย แต่ยังไม่ตาย..” พวกเขาจึงก่อการตั้งพรรคการเมือง เป็นเรือธง

“อันโตนิโอ กรัมชี่” เป็นนักทฤษฎีปีกซ้ายของอิตาลี ที่มีกรอบคิดต่างมาจากมาร์กซ-เลนิน เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แนวคิดกรัมชี่ได้รับความสนใจจากกลุ่มซ้ายไทย ที่แตกพ่ายมาจากเขตป่าเขา

อย่างไรก็ตาม ซ้ายอกหัก กลับติดหล่ม “ความคิดเหมาเจ๋อตง” จึงมองไม่ทะลุถึงใจกลางความคิดกรัมชี่ เลยหลงทิศหลงทางไปสร้าง “โรงเรียนการเมือง นปช.”

อาจารย์ป๊อกศึกษาความคิดกรัมชี่อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเปิดปฏิบัติการทางการเมือง เพื่อครองความคิดจิตใจของผู้คน กรัมชีเรียกปฏิบัติการทางการเมืองนี้ว่า “การทำสงครามจุดยืน” พรรคอนาคตใหม่

นี่คือ ขั้นตอน “สงครามทางจุดยืน” เพื่อปักธงความคิดในสังคมไทย

สิ่งเก่ากำลังจะตาย

แกนนำส้มหวาน มักพูดกันภายในกลุ่มพวกเขาเสมอๆว่า หากนำความคิดแบบ “กรัมชี่” มาอธิบายสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ คือ สภาวการณ์ที่คนรุ่นเก่าหรือคนที่มีความคิดเก่าๆ พยายามย้อนยุคกลับไปสู่อดีต ด้วยการรัฐประหารและกำหนดกติการัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อ “พรรคข้าราชการ” ที่มีทหารเป็นแกนนำ

กรัมชี่บิดาปีกซ้าย

การต่อสู้ระหว่าง “คนรุ่นเก่า” กับ “คนรุ่นใหม่” มิได้เกิดขึ้นแค่วันสองวันนี้ หากแต่ คนสองกลุ่มผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอด

ปิยบุตรพร้อมลุย

เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475, รัฐประหาร 2490, รัฐประหาร 2500 และ 2501, เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, เหตุการณ์ ตุลา 2519, พฤษภา 2535 , รัฐประหาร 2534-2549-2557 จวบจนปัจจุบันก็ยังต่อสู้กันอยู่

แม้ช่วงปี 2557-2563 จะไม่ปรากฏให้เห็นในรูปแบบการเมืองบนท้องถนน แต่การต่อสู้ทางความคิดยังมีอยู่ตลอดเวลา

จากนี้ไป “ธนาธร-ปิยบุตร” จึงประกาศเดิน “ขา” อันมีเนื้อหาแตกต่างจากยุทธศาสตร์ “ขา” ของ เหวง-ธิดา และพรรคพล นปช.

ทฤษฎีซ้ายใหม่

เวทีรวมพลคนอกหักที่หน้าตึกไทยซัมมิทของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาธร” ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้าย โดยตอกย้ำว่า “เราต้องไม่แบ่งแยกเหลืองแดง ล้าสมัยแล้วที่คนไทยจะแบ่งข้างทะเลาะกันเอง ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะไม่ชนะพวกเขา วันนี้ความขัดแย้งในสังคมไทย มีแค่พวกเราประชาชนกับอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น”

ธนาธร บนเวทีหน้าตึกไทยซัมมิท

การกำหนดคู่ความขัดแย้ง ประชาชนกับอภิสิทธิ์ชนนั้น มาจากทฤษฎีซ้ายใหม่ของ “ลาคลาว” และ “มูฟ” ซึ่งความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง แยกซ้าย-ขวาแบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน

การแบ่งตามแนวตัดขวางก็เหมือนที่ธนาธรบอก “ประชาชน“ คนส่วนใหญ่ กับ ”อภิสิทธิ์ชน” คนส่วนน้อย ต่างจาก “เหวง-ธิดา” ที่ยังกำหนดคู่ความขัดแย้งตามทฤษฎีชนชั้นแบบซ้ายเก่า

เหวง- ธิดา ซ้ายเก่า

“ปิยบุตร” เคยให้สัมภาษณ์ยาวๆ เกี่ยวกับแนวคิด “มูฟ” ที่บอกว่า แนวทางประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซ้ายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม

แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม

ความท้าทายในแนวทางซ้ายใหม่คือ จะหลอมรวมคนทุกกลุ่มทุกประเภท จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร

พรรคการเมืองจะอยู่ได้.. ถ้าคนในพรรคสุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418307?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคการเมืองจะอยู่ได้.. ถ้าคนในพรรคสุจริต

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:47 น.
ชวน หลีกภัย,ประธานสภา,พรรคประชาธิปัตย์,การเมือง
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

พรรคการเมืองจะอยู่ได้.. ถ้าคนในพรรคสุจริต คอลัมน์… special weekend

พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดรอบด้าน ถือเป็นความท้าทายสำคัญของพรรคการเมืองว่าจะดำรงความเป็นสถาบันให้เกิดความเข้มแข็งและยกระดับพรรคการเมืองได้อย่างไร จากโจทย์ปัญหานี้ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานรัฐสภา ได้วิเคราะห์และเสนอแนะให้นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 10 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านหัวข้อ “การยกระดับพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง”

‘ชวน’ ในฐานะผู้อาวุโสทางการเมืองคนหนึ่งมีมุมมองว่า “หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไม่เคยพูดมาก่อนครับ ภาคปฏิบัติในทางการเมืองของประเทศไทย ผมเองน่าจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ยาวมานานตั้งแต่เมื่อ 52 ปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการยอมรับทางวิชาการว่ามีลักษณะความเป็นสถาบันมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ พรรคเกิดขึ้นมานานกว่า 70 ปี ก่อตั้งโดยบุคคลสำคัญมากมาย พรรคการเมืองไม่มีชีวิต ดังนั้น พรรคการเมืองจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่คนที่อยู่ในพรรค

“คนระดับผมที่เป็นลูกชาวบ้านโดยแท้ ไม่มีพื้นความรู้สูง ตระกูลไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่เป็นเพราะความใจกว้างของพรรคที่ยอมรับผมเข้ามาในพรรค ถ้าเป็นพรรคการเมืองที่เล็งเห็นผลประโยชน์ผมคงไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคทำให้ทุกคนได้เติบโต หากพรรคการเมืองเล็งเห็นแต่ผลประโยชน์ พรรคก็ขึ้นบ้างลงบ้าง พรรคการเมืองที่สำคัญที่สุด คือต้องมีความต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคการเมือง”

“แน่นอนว่าการทำงานของพรรคการเมืองไม่ราบรื่นโดยธรรมชาติเพราะจะถูกมองว่าเป็นจำเลยเสมอ การจะทำให้ประชาชนยอมรับได้นั้นพรรคการเมืองจะต้องดำเนินพรรคการเมืองด้วยความถูกต้องและต้องมีคนที่เข้ามาเพราะตั้งใจจะทำงานการเมืองจริงๆ ซึ่งคนเหล่านี้จะไม่ทิ้งพรรคเมื่อยามที่พรรคมีปัญหา พรรคประชาธิปัตย์ก็เจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว คนออกไปจากพรรคเกือบหมด ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกชวนให้ออกไปแต่ผมปฏิเสธ ไม่คิดจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่อีก เมื่อตัดสินใจแล้วก็ยืนตรงจุดนี้ให้ได้ การเลือกตั้งปี 2522 พรรคประชาธิปัตย์ยับเยินเลยครับ กทม.มีส.ส.แค่คนเดียว แต่จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มฟื้นขึ้นมา”

“นักการเมืองจะดำรงอยู่ได้ต้องมีอุดมการณ์และมีสัจจะ ผมจึงย้ำว่าคนที่เข้ามาในพรรคการเมืองต้องมีความตั้งใจจริงๆ พรรคการเมืองถึงจะอยู่ได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนัก และการจะเป็นพรรคการเมืองที่จะได้รับการยอมรับนั้นขึ้นอยู่กับคนในพรรคเป็นสำคัญ ต้องเอาคนที่มีความสามารถเข้ามา มิฉะนั้นพรรคจะไม่ได้รับการยอมรับ”
ประธานรัฐสภาย้ำว่า พรรคการเมืองต้องมีหลักการแน่นอนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ไม่ใช่สลับกลับไปกลับมา แบบนี้คนก็จะไม่เชื่อถือ รวมไปถึงการต้องเคารพกฎหมายเป็นที่ตั้งอย่างซื่อสัตย์สุจริต อย่างตอนเป็นนายกฯ ก็ได้ดึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์กลับมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก ทั้งๆ ที่มีเสียงท้วงติงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เป็น 5 เสือ ซึ่งผมเป็นพลเรือนก็ได้ปรึกษาหลายท่าน เพื่อถามว่ามีกฎเกณฑ์หรือไม่ที่นายทหารที่ไม่ได้เป็น 5 เสือแล้ว จะไม่สามารถขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ ก็ได้คำตอบว่าไม่มี เช่นนี้ผมก็ดำเนินการทันที เพราะผมเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนซื่อสัตย์”

“นี่คือสิ่งที่พรรคการเมืองต้องมี คือ ความซื่อตรง จะขึ้นจะลงอย่างไรพรรคก็ยังอยู่ได้ ในทางปฏิบัตินั้นการบริหารพรรคการเมืองให้ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ความอดทน สมัยนี้การเมืองเปลี่ยนไป เพราะระบบธุรกิจการเมืองเข้ามา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อสื่อมวลชน ทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคอยู่ได้บนความถูกต้องเป็นสำคัญและต้องเชื่อมั่นในความสุจริตและการเคารพในกฎหมาย เหมือนจะเป็นเรื่องยากแต่เราก็ต้องทำให้ได้” ประธานรัฐสภาสรุป

เร่งระดมหมอผ่าตัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งระดมหมอผ่าตัด

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ส่งออกสินค้า,การเติบโตทางเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 374 ครั้ง

เร่งระดมหมอผ่าตัด บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2563

จนถึงขณะนี้ จำเป็นที่รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ต้องตระหนักว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียนั้นอยู่ในสภาพติดลบ และกำลังจะถอยหลังเข้าคลองอยู่รอมร่อ หากไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ดูที่ตัวเลขการส่งออกของเวียดนามเมื่อ 11 เดือนของปีที่แล้วอยู่ที่ 251,662 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 10% และสูงกว่าไทย 24,572 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีมูลค่า 227,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 2.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงถือได้ว่า ปี 2562 ที่เพิ่งผ่านพ้นมากเพียง 2 เดือนนี้ เวียดนามได้สร้างสถิติอย่างที่ไทยเองก็หวั่นเกรงว่าจะต้องเกิดขึ้นจนได้

ปัญหาการส่งออกสินค้าของไทยนั้น จุดใหญ่ก็มาจากเรื่องผลิต ภาพการผลิตของประเทศไทยอันหมายถึง ทำงานได้ดีขึ้น เก่งขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในปริมาณเท่าเดิม จะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วันก่อนนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อธิบายว่า ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ไปเร็วมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ประสิทธิภาพการผลิตของไทยใกล้เคียงกับมาเลเซีย และสูงกว่าอินเดียราว 40% แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพการผลิตของมาเลเซียเพิ่มสูงกว่าไทย 30% ผู้ว่าการธปท.แนะนำว่า หากจะใช้มาตรการระยะสั้นก็ทำได้ สำหรับกรณีเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวต้องมียุทธศาสตร์ส่งเสริมต่อเนื่อง หาไม่แล้วจะไม่สามารถแก้ปัญหาผลิตภาพต่ำได้

นอกจากปัญหาด้านผลิตภาพที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยยังมีปัญหาด้านแรงงาน ซึ่งมีมากถึง 1 ใน 3 ของไทย ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ช่องว่างประสิทธิภาพการผลิตระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขยายกว้างขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็กรุนแรงตามมา และเมื่อเอสเอ็มอีแข่งขันไม่ได้ ค่าจ้างแรงงานก็จะถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับของทางการที่ซ้ำซ้อนหรือล้าสมัย และเป็นอุปสรรคในการเพิ่มผลผลิตของประเทศ และท้ายที่สุดคือ นโยบายรัฐหลายเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากอดีตไม่เอื้อต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการ

ตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2563 ที่ 1.5% ตามข้อมูลการแถลงของสภาพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติจริงๆ เนื่องจากสารพัดปัญหาที่เป็นตัวแปรเพิ่มเข้ามาจากเดิมที่คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 2.8% กลับต้องปรับลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สัญญาณลบด้านการส่งออกเมื่อปีที่แล้วที่พ่ายแพ้ครั้งแรกกับเวียดนาม ประกอบกับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดน้อยถอยลง เป็นหลักฐานชัดเจนที่รัฐบาลไม่อาจจะเถียงได้อีกแล้ว มาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลจะคลอดออกมากลางเดือนมีนาคมนี้ก็คงจะเป็นเพียงการให้ยาระงับอาการเจ็บปวดครั้งคราว ทั้งๆ ที่อาการประเทศขณะนี้อยู่ในขั้นต้องหามเข้าห้องไอซียูเพื่อผ่าตัด ซึ่งก็น่าสงสัยว่า ทีมผ่าตัดจะเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือหมอให้ยาพื้นบ้าน