29 ปี “รสช.” ยึดอำนาจ บทเรียนขุนศึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

29 ปี “รสช.” ยึดอำนาจ บทเรียนขุนศึก

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:05 น.
พลอสุนทร คงสมพงษ์,รสช,ยึดอำนาจ,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 484 ครั้ง

29 ปี “รสช.” ยึดอำนาจ บทเรียนขุนศึก คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา – บางปะกง

ปี 2534 เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู อสังหาริมทรัพย์คึกคัก ตลาดหุ้นบูม และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มชาติอินโดจีนกำลังเบ่งบาน ตามนโยบายแปรสนามรบเป็นสนามการค้า

แม้ช่วงปลายปี 2533 จะมีการขยับของ “ท็อปบู๊ต” ตบเท้าให้กำลังใจอดีตนายทหารใหญ่ แต่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ธุรกิจชั้นนำ ก็มั่นใจว่า การยึดอำนาจเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่มีนายทหารคนไหนกล้าทำหรอก

ในที่สุด วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะทหารในนาม “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (รสช.) ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

นสพ.ไทยรัฐ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว

คณะ รสช.นี้ มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้า แต่ผู้ที่ก่อการตัวจริงคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ

เค้าลางของการยึดอำนาจ น่าจะเริ่มมาจากการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในกองทัพ จาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งควบ 2 ตำแหน่งคือ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาแต่สมัยรัฐบาลเปรม โดย พล.อ.ชวลิตให้คำสัญญาสุภาพบุรุษว่า จะลาออกจาก 2 ตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการ เพื่อเปิดทางให้รุ่นน้องขยับ

หลังเลือกตั้งทั่วไป ปี 2531 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม สถานการณ์ในกองทัพยังปกติ จนกระทั่ง “ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” เริ่มแผลงฤทธิ์

วันที่ 1 สิงหาคม 2532 พล.ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. และผบ.สส.ในเวลานั้น ออกมาพูดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2532 ว่า คอร์รัปชั่นในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 90% ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี หรือทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ออกมาโต้นายพลจิ๋ว

พล.อ.วิโรจน์ แสงสนิท (ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก-ตำแหน่งขณะนั้น) แกนนำ จปร.5 จึงจัด “ม็อบท็อปบู๊ต” ชุมนุมกันที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เรียกร้องให้นายกฯ ชาติชาย ปลดสุขุมพันธ์ออกจากตำแหน่ง สุดท้ายแล้ว สุขุมพันธ์ก็ยื่นใบลาออกจากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

นัยว่า การแสดงพลังของ จปร.5 เป็นการ “ซื้อใจ” พล.อ.ชวลิต เนื่องจาก “พี่จิ๋ว” ของน้องๆ สัญญาว่า จะลาออกก่อนเกษียณ เพื่อเปิดทางให้นายทหารรุ่นน้องได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้นำเหล่าทัพ

จากนั้น พล.อ.ชวลิต ได้ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ในวันที่ 27 มีนาคม 2533 โดย พล.อ.สุจินดา ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.สุนทร เป็น ผบ.สส. ก่อนหน้านั้น ฤดูกาลโยกย้ายปี 2532 พล.อ.ชวลิต ก็โยก พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ออกจาก บก.สูงสุด คืนรังเป็น ผบ.ทอ.

ปลายปี 2533 พล.อ.สุจินดา ผบ.ทบ. และแกนนำกลุ่ม จปร.5 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ทหารเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล” โดยเฉพาะท่าทีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ขณะนั้น)

เมื่อมีการปรับ ครม.ชาติชาย โดยแต่งตั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ซึ่งถูกจับจ้องว่าตั้งขึ้นมาเพื่อปลดนายพลเสื้อคับ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ.

ในที่สุด พล.อ.สุจินดา คราประยูร วางแผนร่วมกับ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี จากนั้น เขาจึงไปปรึกษา พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ก่อการยึดอำนาจ โดยเชิญ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มาเป็นหัวหน้า รสช.

มีเรื่องเล่าว่า พล.อ.สุนทร เคยคิดก่อการยึดอำนาจ ถ้าจำกันได้ นายกฯ ชาติชาย เชิญ พล.อ.ชวลิต ให้เข้าร่วมรัฐบาล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แต่ พล.อ.ชวลิต ก็ลาออกจากทั้งสองตำแหน่ง เพราะถูกโจมตีอย่างหนักจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าพรรคมวลชน(ขณะนั้น)

พล.อ.สุนทรก็แค่คิด แต่นายทหาร จปร.5 ยึดอำนาจจริง แรกทีเดียว พล.อ.สุนทร ก็นึกว่าเป็นการทำให้ พล.อ.ชวลิต ผู้เป็นทั้งนายเก่าและเพื่อนรัก

พล.อ.ชวลิต ปราศรัยท้องสนามหลวง ปี 2534 ดับเครื่องชน รสช.

หลังจากที่มีการแต่งตั้งอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุนทร ก็รู้ว่า พล.อ.สุจินดา มิได้ยึดอำนาจเพื่อ “เพื่อนจิ๋ว” หากแต่เป็นการสืบทอดอำนาจของ จปร.5 หรือคณะทหารรหัส 0143

อารมณ์ผิดหวัง และแค้นใจที่ถูกรุ่นน้องหักหลัง คือเชื้อไฟในใจนายพลจิ๋ว ได้ประกาศทำศึกกับนายทหารรุ่นน้อง จนสถานการณ์บานปลายกลายเป็นพฤษภาทมิฬ

ฝุ่นพิษอันตราย ระวังโรคร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นพิษอันตราย ระวังโรคร้าย

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
WHO,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม 25,หยุดสงกรานต์ 9 วัน
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

ฝุ่นพิษอันตราย ระวังโรคร้าย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอแจ้งให้ทราบถึงอันตรายจากฝุ่นพิษที่เกิดใน กทม.หรือเมืองใหญ่และเตือนมาให้ระวังสุขภาพไว้ให้ดี

ขอแจ้งคำเตือนของ WHO หรือองค์การอนามัยโลก แจ้งไว้ว่า โรคร้ายที่มากับฝุ่นพิษคือโรคปอด-โรคหลอดเลือดสมอง-โรคหัวใจ

อ่านข่าว…  ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา

ปัญหาฝุ่นพิษหรือมลภาวะต่างๆ เป็นภัยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะท่อไอเสียหรือการก่อสร้าง-การเผาขยะ และบางทีอาจจะไม่รู้ตัวว่าฝุ่นพิษเหล่านี้ค่อยๆ สะสมในร่างกายของเรา

กันไว้ดีกว่าแก้จึงขอแนะนำให้สวมหน้ากากเวลาออกจากบ้านหรือเข้าไปในแหล่งรวมคนเยอะๆ

เตือนมาด้วยความปรารถนาดีและอยากให้ทุกท่านมีสุขภาพดี
อ๊อด เทอร์โบ


เรื่อง สงกรานต์นี้ไม่หยุดยาว
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

หลังจากที่รัฐบาลมีมติไม่อนุมัติให้หยุดสงกรานต์ยาว 9 วัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะ แรงงานภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ไม่หยุดเพิ่ม เพราะวันหยุดปกติมากพอแล้ว ที่ผ่านมาก็ชดเชยเยอะแล้ว ยิ่งหยุดมาก เศรษฐกิจก็จะยิ่งแย่ ส่วนใครจะหยุดเพิ่มก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน

แม้จะมองว่าการหยุดยาวเป็นผลดีต่อธุรกิจในด้านการท่องเที่ยว แต่คนที่มีรายได้สูงเขาก็ขนเงินออกไปเที่ยวต่างประเทศ เขาไม่เที่ยวในประเทศอยู่แล้ว การหยุดยาวไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศเท่าไร ทั้งส่งผลเสียต่อหลายๆ ฝ่าย เช่น ในภาคการผลิต หรือ ภาคธุรกิจเอกชน ที่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน แต่พนักงานได้หยุดยาว ไม่ยุติธรรมกับนายจ้าง ทางภาครัฐก็ไม่ได้ชดเชยอะไรในส่วนนี้ รวมถึงกลุ่มแรงงานที่ได้ค่าจ้างเป็นรายวันต้องเสียรายได้ด้วย

หน่วยงานราชการหากหยุดติดต่อหลายวันก็คงไม่ดีแน่ การให้บริการประชาชนธุรกรรมต่างๆ กับรัฐมีความจำเป็นมาก

ยิ่งหยุดเยอะ ยิ่งขี้เกียจ ดีแล้วค่ะ ที่ไม่หยุดเพิ่ม เพราะต่อให้ไม่หยุดเพิ่ม บางคนก็ลากิจ ลาป่วย ลาหยุดเพิ่มอยู่ดี
สมพร (เมืองน่าน)


ตอบคุณ ‘สมพร’ เมืองน่าน
จดหมายของคุณสั้นแต่ได้ใจความดีครับ และโดยส่วนตัวแล้วอยากให้ทุกคนขยันทำงานไม่ใช่หาโอกาสหยุดยาวซึ่งจะส่งผลกระทบดังแจ้งมา

ปกติแล้วมีชาวไทยจำนวนหนึ่งหาโอกาสหยุดยาวช่วงสงกรานต์-ปีใหม่ ฯลฯ อยู่แล้วจึงขอสนับสนุนว่าเรามีวันหยุดมากพอแล้วและสงกรานต์ปีนี้จึงไม่ควรหยุดยาว 9 วันแต่อย่างใด

การหยุดยาวไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเหมือนที่คิด ลองหาวิธีการอื่นๆ จะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


ระวังผิดกฎหมาย
อุ้มบุญ – อุ้มบาป (ผ่านไปยังผู้คิดทำ)

กลายเป็นข่าวดังครึกโครมหลังเกิดปัญหาเกี่ยวกับการ “อุ้มบุญ” ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์เกี่ยวเนื่องกัน อย่างล่าสุดที่หลายคนคงได้ติดตามข่าวกันกรณีตำรวจเข้าจับกุมเครือข่ายแก๊งอุ้มบุญชาวจีน

ดิฉันเข้าใจว่าการมีบุตรนับเป็นหัวใจสำคัญของการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว หลายคู่จึงแสวงหาวิธีที่จะให้ได้บุตรมาเติมเต็มความสมบูรณ์ ซึ่งบางครอบครัวเลือกใช้วิธีการรับบุตรบุญธรรม หรือใช้วิธีการว่าจ้างให้หญิงอื่นมาอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์แทน

ในบางกรณีกฎหมายไม่เปิดช่องให้ดำเนินการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายของประเทศไทยบ้านเรา ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของกลุ่มบุคคลที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ หรือสามีภรรยาซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั้น วิธีการดังกล่าวถือมีความผิดตามกฎหมาย และมีโทษทางอาญา

คำถามเกิดขึ้นมากมายในสังคม ถ้ามองให้เป็นเรื่องร้ายแรงก็ถือว่าผิดแต่สำหรับผู้มีบุตรยากการอุ้มบุญอาจเป็นทางออกสุดท้ายของใครบางคนแต่ไม่ได้รับการอนุญาต เหมือนบอกว่าคุณเป็นโรคที่ไม่ควรสืบพันธุ์ต่อไป ลิดรอนทางออกทั้งที่ยังมีทาง ถ้ามองกันมุมนี้ก็ไม่ควรผิดกฎหมาย แต่ควรมีกฎหมายรัดกุม ถ้ามองทางศีลธรรม จรรยา ค่านิยมทางสังคม เป็นการทำให้การตั้งครรภ์เป็นเพียงภาชนะหรือทางผ่าน ลดคุณค่าของการตั้งครรภ์

ถ้ามองทางอุตสาหกรรมและค้ามนุษย์ มีผลผลิตเป็นมนุษย์แถมผลิตได้เรื่อยๆ ไม่มีวัตถุดิบที่เสียเปล่า เป็นการลงทุนที่กำไรสูง เด็กที่ได้ไม่มีปากเสียงเสี่ยงต่อการเอาไปเป็นอวัยวะ ถ้าอิงปรัชญาหลักเสรีนิยม เป็นภาวะสมยอมทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเอาเปรียบอีกฝ่าย เป็น demand และ supply ถ้าอิงปรัชญา

หลักสังคมนิยม เป็นแค่การสนองความต้องการส่วนตัว โดยเสี่ยงต่อผลกระทบต่อส่วนรวม ต่อให้อุ้มบุญให้พ่อแม่ที่ดี ได้ดีใจสัก 10 คู่ แต่มีอุ้มบุญที่ค้ามนุษย์แค่ 1 คน ก็มีผลเสียต่อสังคมโดยรวมมากกว่ามาก

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีตไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องนี้ จึงมีคนทำเป็นเรื่องปกติไม่สนใจสายตาสังคม แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปเพราะมีกฎหมายรองรับเรื่องการอุ้มบุญ หรือตั้งครรภ์แทนแล้ว โดยอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ภายใต้เงื่อนไขตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 การตั้งครรภ์แทน โดยมีเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ตามมาตรา 21
นวลวรรณ (กทม.)


วงจรอุบาทว์อาชญากร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วงจรอุบาทว์อาชญากร

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:30 น.
คดีอุกฉกรรจ์,ผู้พิพากษา,ลักพาตัว
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

วงจรอุบาทว์อาชญากร บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563

ระยะนี้เกิดคดีอุกฉกรรจ์ขึ้นหลายคดี นับเนื่องจากกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนควงปืนชิงทรัพย์ร้านทองในห้างสรรพสินค้า และกราดยิงดะเสียชีวิตไปหลายคน คดีต่อมา “จ่าคลั่ง” ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าไม่เลือกหน้าทั้งผู้หญิงและเด็ก ทั้งในค่ายทหาร วัด และห้างสรรพสินค้ารวม 29 ชีวิต ล่าสุดเกิดคดีอุ้มฆ่าอย่างโหดเหี้ยม พี่ชายผู้พิพากษาอาวุโส ศาลอาญากรุงเทพใต้ 2 คดีแรกนั้นสร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาให้แก่ประชาชนไม่น้อยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะที่ควรจะมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง หากแต่คดีที่ 3 ยังสะท้านสะเทือนความรู้สึกของประชาชนหนักเข้าไปใหญ่ เพราะผู้ก่อเหตุลงมือในสถานที่ที่อยู่ในอาณาบริเวณศาลยุติธรรม

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คดีที่ 3 นี้ มีผู้ต้องหาเป็นถึงอดีต ส.ส. เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี ซึ่งในทางการสืบสวนของตำรวจพบว่า นักการเมืองผู้นี้น่าจะมีเหตุจูงใจเพื่อบีบบังคับให้ผู้พิพากษาอาวุโสพิพากษายกฟ้องในคดีสำคัญที่เขาตกเป็นจำเลย และมีแนวโน้มว่าอาจจะแพ้คดี จนถึงขั้นจับตัวพี่ชายของผู้พิพากษาอาวุโสเป็นตัวประกันและนำไปสู่การฆาตกรรมในเวลาต่อมา ถือเป็นคดีที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมอย่างที่สุด นั่นคือ ผู้มีอิทธิพลกำเริบเสิบสานไปไกลถึงขนาดขู่ศาลกันแล้ว นอกจากขู่ศาลแล้วยังลงมือฆ่าคนใกล้ชิดอย่างทารุณเลือดเย็น ซึ่งตำรวจจะต้องเร่งคลี่คลาย สอบสวน และทำสำนวนเพื่อส่งขึ้นพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป แต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คงไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะยังมีอีกหลายกรณีที่ต้องจัดการเพื่อความอุ่นใจของประชาชน

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม บอกว่า เรื่องการคุ้มกันศาล หลังจากวันนี้ เจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ คอร์ทมาร์แชล จะเข้าไปเสริมการดูแลเรื่องการคุ้มกันและการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ นอกจากการทำหน้าที่ตามปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องนี้นับว่าร้ายแรงไม่เคยเกิดขึ้นกับศาลมาก่อน กระทบต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา หลังจากนี้หน่วยงานของศูนย์รักษาความปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจศาล ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอาคารสถานที่ และความปลอดภัยของตัวบุคคล สำนักงานศาลยุติธรรมจะต้องวางมาตรการในเชิงป้องกันเพื่่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ถ้าหากมีคดีสำคัญเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลจะต้องวิเคราะห์เรื่องการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิด จะต้องอารักขาตัวองค์คณะ จึงต้องเพิ่มกำลังคอร์ทมาร์แชลโดยเร็ว

จากคดีที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความรุนแรงได้เพิ่มระดับขึ้นทุกขณะ และที่น่าวิตกอย่างยิ่งก็คือ ความรุนแรงหรืออาชญากร ได้เหิมเกริมรุกล้ำเข้าสู่อาณาบริเวณชั้นปลายสุดของกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่น่าห่วงมากที่สุดก็คือ เมื่อศาลถูกข่มขู่จากอิทธิพลใดก็ตาม ความปลอดภัยหรือในทางกลับกันคืออันตรายของผู้พิพากษาจะกระทบต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของศาล ยิ่งในสภาพสังคมที่อาชญากรรมรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การอำนวยความยุติธรรมก็ต้องทำงานกันหนักขึ้นในทุกมิติ ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นอย่างยิ่งแล้ว ที่ต้องเร่งเพิ่มความปลอดภัยให้แก่สถาบันอำนวยความยุติธรรมในระดับชั้นสูงสุด ในวันที่อาชญากรกลัวการจองจำ จนกล้าเลือกเข้าวงจรเลวร้ายเสี่ยงก่ออาชญากรรมกับกระบวนการยุติธรรมเผื่อว่าจะรอดไปได้

ย้อนรอยกองทุนฉาว”1MDB”คืออะไรทำไม”ช่อ”ถึงลากสู่กการเมืองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอยกองทุนฉาว”1MDB”คืออะไรทำไม”ช่อ”ถึงลากสู่กการเมืองไทย

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:55 น.
ช่อ พรรณิการ์,กองทุน 1MDB,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 815 ครั้ง

ย้อนรอย กองทุนฉาว ‘1MDB’ คืออะไร ทำไม ‘ช่อ-พรรณิการ์’ ถึงลากสู่การเมืองไทย

คลายความสงสัย กองทุน “1MDB” คืออะไร? เมื่อ “ช่อ-พรรณิการ์” หยิบขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ในนาม “คณะอนาคตใหม่” และบอกพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีพฤติกรรมปกปิดข้อเท็จจริง กรณีอาชญากรรมทางการเงินอื้อฉาวนี้!

อ่านข่าว-เปิดที่มา 1MDB วิธีการยักยอก เอาไปทำอะไรและใครได้ไป

    กองทุน 1MDB คืออะไร?​
หลายคนอาจยังสงสัย โดยเฉพาะเมื่อ “1MDB” หรือ 1Malaysia Development Berhad ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากเคยเป็นเรื่องราวใหญ่โตในมาเลเซีย ที่ทั่วโลกจับตา แต่วันนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตในบ้านเรา เมื่อ ช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ หยิบมาพาดพิงถึงความไม่ชอบมาพากลจากความเชื่อมโยงระหว่าง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กับ กรณีอาชญากรรมทางการเงินสุดอื้อฉาวนี้!

การเปิดเผยครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาครั้งแรกของ “คณะอนาคตใหม่” โดยเนื้อหาของการอภิปราย มีการหยิบยกกรณี การฉ้อโกงเงินคดีอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก 1MDB (1Malaysia Development Berhad) ผ่านกองทุนแห่งรัฐ หรือ Sovereign Wealth Fund ที่ก่อตั้งโดย “นาจิบ ราซัค” และถูกเปิดโปงข้อมูลว่า มีเงินหลายแสนล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนชาวมาเลเซียรั่วไหลเข้าสู่กระเป๋าของผู้​มีอิทธิพล​ทั่วโลก และฟอกเงินเป็นทรัพย์สินต่างๆ

ตอนหนึ่ง ช่อ-พรรณิการ์ ได้เอ่ยว่า กองทุนฉาวนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเป็นพันธมิตร​มืดของไทย-มาเลเซีย ซึ่งในขณะนั้นมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำรัฐบาลหลังการทำรัฐประหารปี2557

พร้อมอ้างว่า พบหลักฐานที่เขื่อได้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีพฤติกรรมปกปิดข้อเท็จจริงกรณีอาชญากรรมทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก!!

        1MDB คืออะไร
มาถึงตรงนี้แล้ว.. หลายคนอาจสงสัยว่า 1MDB คืออะไร ??

เราจะพาย้อนกลับไปดูว่า 1MDB ที่ครึกโครมสนั่นโลกเมื่อปี 2558 นั้น เป็นมาอย่างไร ผ่านบทความ “หนังตื่นเต้นชื่อการเมืองมาเลเซีย” ซึ่ง ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ “อาหารสมอง” ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เล่าเรื่องราวสุดเข้มข้นไม่ต่างจากหนังฮอลลีวู้ด และแถมด้วยฆาตกรรมผู้หญิงท้อง โดยเราขอสรุปความโดยสังเขป ดังนี้..

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นหลังจาก หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ลงข่าวช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ว่า ผู้ตรวจสอบของมาเลเซียได้พบว่ามีเงินไหลจากกองทุนที่มีชื่อว่า 1MDB (1Malaysia Development Berhad) จำนวน 700 ล้านดอลลาร์ เข้าบัญชีส่วนตัวของ “นาจิบ ราซัค” ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลักฐานจากการสอบสวนว่า นาจิบเกี่ยวพันโดยตรงกับกองทุนนี้ สอดคล้องกับข้อสงสัยที่มีมานานพอควร ซึ่งบุคคลที่ออกมากล่าวหา คือ​ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ออกมาตำหนินาจิบ พร้อมด้วย พรรครัฐบาล (UMNO) และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องคอร์รัปชันจากกองทุนนี้

กองทุน 1MDB ตั้งโดย “นาจิบ ราซัค” ในปี 2008 โดยใช้เงินรัฐบาลเมื่อตอนเขาเป็น “รองนายกรัฐมนตรี” เพื่ออำนวยให้เกิดการลงทุนในตะวันออกกลาง

หลังจากตั้งไม่นานก็ก่อหนี้มูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อซื้อทรัพย์สินในด้านพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ แต่แผนการที่จะขายหุ้นพลังงานกลับล้มเหลว กองทุนก็ประสบปัญหาในการชำระหนี้ จนต้องเปลี่ยนผู้ตรวจสอบบัญชีอย่างน้อย 2 ครั้ง

เมื่อมีการเปิดเผยการดำเนินงานของ 1MDB ประชาชนก็เห็นความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของธุรกรรมของกองทุน สังเกตเห็นได้ว่า กองทุนมักจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจากบริษัทเอกชนในราคาที่สูงเกินจริง และบริษัทเหล่านี้ ต่อมาบริจาคเงินให้การกุศลอีกที โดยมีนายนาจิบเป็นหัวเรือใหญ่ของกองทุนการกุศล ในช่วงเวลาก่อนหน้าเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ในบางรัฐในปี 2013

ผู้ร้ายของเรื่องนี้คือ นายโจ โลว์​ (Jho Low) หนุ่มนักต่อรองผลประโยชน์ธุรกิจตัวยง และเป็นเพื่อนของลูกเลี้ยงนายนาจิบ

โดยอีเมลที่รั่วออกมาระบุว่า เขากู้ยืมเงินก้อนใหญ่โดยใช้บริการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐ โดยไม่มีการอนุมัติจากธนาคารกลาง ยิ่งไปกว่านั้นเขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานร่วมลงทุนของกองทุนกับบริษัทน่าสงสัยใน ABU Dhubi จนกองทุนสูญเงินไป 2,500 ล้านดอลลาร์

กองทุน 1MDB อื้อฉาวในหลายเรื่อง เกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนในลักษณะซื้อทรัพย์สินจากเพื่อนเศรษฐีที่คุ้นเคย ผู้บริหารกองทุนในราคาแพง แต่เวลาขายกลับขายราคาถูกจนหนี้ท่วมกองทุน นอกจากนี้ ยังยักย้ายถ่ายเทเงินแบบซ่อนเงื่อนเข้าบัญชีนายนาจิบอีกด้วย

อื้อฉาวเรื่องเงินทองไม่พอ คดีเก่าที่ค้างคาใจคนมานาน ก็เริ่มมีการขุดคุ้ยขึ้นมาอีก เพื่อเล่นงานนายนาจิบ โดยเรื่องก็มีอยู่ว่าในปลายปี ค.ศ.2006 มีล่ามแสนสวยชาวมองโกเลียถูกฆ่าอย่างทารุณ และเมื่อพิสูจน์ศพก็พบว่า เธอกำลังท้องอยู่ ตำรวจถูกแรงกดดันให้เหยียบเบรกในคดีฆาตกรรมนี้ ถึงแม้จะรู้ตัวฆาตกรแล้วก็ตาม

ในกลางปี 2007 เมื่อคดีถึงศาลมีคำให้การพาดพิงว่า นาจิบ ที่ตอนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมนี้ และมีรูปถ่ายกับเธอที่มีชื่อว่า Altantuya Shaariibuu

อย่างไรก็ดี มีความพยายามของฝ่ายรัฐที่จะลากคดีให้ยาวขึ้น ยิ่งสาวก็ยิ่งนำไปสู่หลายคำถามที่หาคำตอบไม่ได้

ประชาชนข้องใจว่า เมื่อรองนายกฯ นาจิบ ปฏิเสธการเกี่ยวพัน แต่เหตุใดจึงไม่ยอมให้การในศาล ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการกล่าวหาอีกว่า ภรรยาของนายนาจิบอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่เธอถูกฆ่าด้วย

หลังจากนั้นก็มีข่าวลือหลายกระแสออกมาตลอดเวลา​ แต่ที่หนักสุดคือการเขียน Blog ของ “มหาเธร์” ว่า สมควรรื้อฟื้นคดีฆาตกรรมนี้ขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วใครเป็นคนสั่งฆ่า

สอดคล้องกับการเปิดเผยของอดีตนายตำรวจที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกที่ซิดนีย์ หลังจากโดนศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ร่วมกับเพื่อนตำรวจอีกคนในคดีนี้ ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตบอดี้การ์ดของนายนาจิบ​ และได้บอกว่า มี “นายใหญ่” สั่งให้เขาฆ่าโดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อ

เขาสารภาพว่า ร่วมกับเพื่อนใช้ปืนยิงศีรษะ 2 นัด และระเบิดร่างซ้ำอีกครั้ง มิไยที่เธอจะคุกเข่าขอชีวิตว่ากำลังท้องอยู่

คำกล่าวหาก็คือ เธอถูกฆ่าปิดปากเพราะกลัวว่าจะไปเปิดเผยเรื่องการมี “เงินทอน” แก่ “ผู้ใหญ่” หลายคนจากการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ จากฝรั่งเศสและสเปนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่นายนาจิบเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

คำกล่าวหาก็คือ เธอถูกฆ่าปิดปากเพราะกลัวว่าจะไปเปิดเผยเรื่องการมี “เงินทอน” แก่ “ผู้ใหญ่” หลายคนจากการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ จากฝรั่งเศสและสเปนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่นายนาจิบเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศได้รายงานความยอกย้อนของธุรกรรมเงินกองทุนอย่างละเอียดว่า ไหลไปที่ไหน และสุดท้ายไปเข้าบัญชีใครได้อย่างไร มีทั้งสำเนาเอกสาร Infographic รายละเอียดยอดเงิน วันที่โอน ชื่อ และเลขบัญชีธนาคารและชื่อผู้เกี่ยวพันในหลายประเทศ ซึ่งครอบคลุมไปถึงบุคคลหลายคน ที่รายล้อมนายกรัฐมนตรี

ความหนักแน่นของหลักฐาน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากแก่ตัวนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และพรรค UMNO จนรัฐบาลต้องออกมาขู่บังคับให้ The Wall Street Journal ชี้แจงคำกล่าวหา มิฉะนั้นจะฟ้องร้องข้อหาละเมิดกฎหมายลับการเงิน และกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้เผยแพร่เอกสารธนาคาร 9 ฉบับไป

ทั้งนี้ แม้ในภายหลังจากบทความนี้ตีพิมพ์ เรื่องราวจะจบลงไปแล้วแบบที่สังคมยังคงเคลือบแคลง แต่ในมุมมองของ ดร.วรากรณ์ จากบทความครั้งนั้น ได้ระบุถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกประเทศ เนื่องจากนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกือบทุกประเทศ

โดยความตอนหนึ่งเขียนว่า..

          “ถ้าตัวละครในขณะที่มีอำนาจตาไม่มืดมัว ตระหนักว่า สิ่งชั่วร้ายที่ได้ทำไว้นั้น มีโอกาสถูกขุดคุ้ยขึ้นมาในภายหลังเสมอ เหตุการณ์เช่นนี้ก็คงเกิดขึ้นน้อยลง     

          ความละอายต่อบาปอาจไม่สามารถหยุดยั้งความชั่วร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การเรียนรู้ว่าคนที่จะกระทำสิ่งเลวร้ายได้นั้น ต้องมีลักษณะพิเศษคือ “ใจกล้า-หน้าทน-กล้าผจญความเครียด” ก็อาจฉุดไว้ได้บ้าง ใครที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จงอยู่ให้ไกล”
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

5 ก๊ก พปชร.วุ่น แย่งเก้าอี้รมต. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5 ก๊ก พปชร.วุ่น แย่งเก้าอี้รมต.

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:30 น.
พรรคพลังประชารัฐ,เก้าอี้รมต,สามมิตร,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์,พลอประวิตร,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,สุริยะ จึงรุ่งเรือกิจ
เปิดอ่าน 1,982 ครั้ง

5 ก๊ก พปชร.วุ่น แย่งเก้าอี้รมต.  คอลัมน์…  special report

เริ่มแน่ชัดแล้วว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม คงจะต้องจำใจปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หลังจากที่รัฐบาลเลือกตั้งนี้ บริหารงานมาเป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว

สัญญาณที่แน่ชัดของการปรับ ครม. มาจากความเคลื่อนไหวของบรรดาแกนนำพรรคพลังประชารัฐเอง ที่พากันขยับเข้าหา “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งมีอำนาจเลือกสรรคนมาดำรงตำแหน่งต่างๆ บ้างเป็นการขอให้พิจารณาตำแหน่งใหม่ และบ้างก็ขอให้เก้าอี้ของตนยังคงอยู่ต่อไป

เหตุผลสำคัญของการจะปรับ ครม.หนแรกนี้ มาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เมื่อรัฐบาลใหม่ไม่สามารถเดินหน้าเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีได้ ด้วยเหตุนี้ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคแกนนำรัฐบาล จึงส่อเค้าว่าจะวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อกลุ่มก๊วนต่างๆ ต่างวิ่งขอเก้าอี้กันให้จ้าละหวั่น

สำหรับก๊วนต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐ มีด้วยกันหลายก๊วนและกำลังขยับตัว ดังนี้
1. “สามมิตร” นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ซึ่งมี ส.ส.ทั้งขาประจำและขาจรอยู่ในมือกว่า 30-40 คน กำลังแอ็กชั่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เห็นว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นองครักษ์ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณามอบตำแหน่งรัฐมนตรี ให้แก่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา ซึ่งนั่นจะทำให้ “สามมิตร” ได้โควตารัฐมนตรีถึง 3 เก้าอี้

2. “ก๊วนสมคิด” นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หัวหน้าพรรค พปชร. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.พลังงาน เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี กระนั้นตอนนี้ “ก๊วนสมคิด” ก็ตกอยู่ในสถานะลำบาก เพราะบางก๊วนพยายามแซะเก้าอี้ โดยยกเหตุผลความจำเป็นอันมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สมคิดและพวกกำลังเผชิญอยู่ นั่นเป็นเหตุผลให้สมคิดต้องเริ่มขยับจับมือกับ “สามมิตร” โดยหวังว่า นายสุริยะ ซึ่งเป็นคนที่เขารักและไว้วางใจ จะช่วยเหลือได้บ้าง

3. “กลุ่ม กทม.” นำโดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มี ส.ส.กทม.อยู่ในมือ กลุ่มนี้มีเครดิตสูง เพราะกำลังจะทำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างให้ความไว้วางใจต่อสองเทพบุตร กทม.นี้ จึงถูกใช้งานอยู่บ่อยๆ เรียกได้ว่า เป็นคนวงในตัวจริง

4. “กลุ่มวิรัช-สุชาติ” นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.ในมุ้งอยู่ประมาณ 20 คน จนชูลูกชายนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ขึ้นนั่งรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ได้อย่างสบายๆ แม้กระนั้น “ป๋าดัน” อย่างนายวิรัช ก็ยังพยายามจะดึงให้นายสุชาติได้มีโอกาสนั่งเป็นรัฐมนตรีอีกคน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกับบางก๊วนในพรรคเดียวกัน

5. “กลุ่มธรรมนัส” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ร่วมก๊วนด้วย มี ส.ส. 15-20 คน โดยที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างดีจาก พล.อ.ประวิตร ในการดีลแจกกล้วยให้บรรดาพรรคการเมืองขนาดเล็ก นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีกระแสข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่พอใจนายวิรัช จนถึงขั้นขอให้ “บิ๊กป้อม” สั่งปลดจากประธานวิปรัฐ รวมถึงแซะเก้าอี้ รมช.คมนาคมของนายอธิรัฐ ด้วย

นั่นคือ 5 กลุ่มหลักๆ ที่มีบทบาทในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ สาธารณชนจะได้เห็นเรื่องวุ่นๆ ของกลุ่มก๊วนเหล่านี้

ศิลปินแห่งชาติ ขอแสดงความคาราวะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศิลปินแห่งชาติ ขอแสดงความคาราวะ

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:50 น.
อิทธิพล คุณปลื้ม,ศิลปินแห่งชาติ,กวัฒนธรรม
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ศิลปินแห่งชาติ ขอแสดงความคาราวะ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

แม้จะช้าไปแต่ ‘ดับเครื่องชน’ ขอแสดงความคารวะชื่นชมยินดีกับ 12 ศิลปินแห่งชาติที่ประกาศให้ทราบ ประจำปี 2562

กระทรวงวัฒนธรรมได้แจ้งรายชื่อมาให้ทราบซึ่งทุกท่านล้วนเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง

ขออนุญาตเอ่ยนามบางท่านที่รู้จักดีอย่าง ‘วินัย พันธุรักษ์’ แห่งวงดิอิมพอสซิเบิล หรืออย่าง ‘อารีย์ นักดนตรี’ นักแสดงระดับตำนานที่คนรู้จักกันดี

12 ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2562 ใน 3 สาขาที่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ แจ้งให้ทราบ มีดังต่อไปนี้

ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประเภทวิจิตรศิลป์ นายอนันต์ ปาณินท์ สาขาย่อยจิตรกรรม นายสิงห์คม บริสุทธิ์ สาขาย่อยภาพถ่าย ประเภทประยุกต์ศิลป์ นายชาตรี ลดาลลิตสกุล สาขาย่อยสถาปัตยกรรม นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ สาขาย่อยการออกแบบแฟชั่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ นายเริงชัย ประภาษานนท์ เจ้าของนามปากกา “เศก ดุสิต” และ “ศ.ดุสิต” นายเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา เจ้าของนามปากกา “ตรีอภิรุม” และ “เทพเทวี”

ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย และศิลปะการแสดงพื้นบ้าน นางศรีนวล ขำอาจ สาขาย่อย เพลงพื้นบ้าน-ลำตัด นายทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ สาขาย่อยดนตรีพื้นบ้านอีสาน ประเภทดนตรีสากลและนาฏศิลป์สากล นายสติ สติฐิต สาขาย่อยผู้ประพันธ์เพลงไทยสากล นายวินัย พันธุรักษ์ สาขาย่อยดนตรีไทยสากลขับร้อง ประเภทภาพยนตร์และละคร ได้แก่ นายชลประคัลภ์ จันทร์เรือง หรือครูช่าง สาขาย่อยภาพยนตร์และละคร นางอารีย์ นักดนตรี สาขาย่อยภาพยนตร์และละคร

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านและขอให้เป็นต้นแบบหรือต้นน้ำแห่งความรู้ต่อไป

ความจริงอีกอย่างที่ต้องนำมาแจ้งให้ทราบคือ ‘ศิลปินแห่งชาติ’ ทุกท่านล้วนมีอายุจึงขอให้ช่วยกันดูแลสุขภาพทุกท่านให้ดี จะได้อยู่ให้ลูกหลานคนไทยรุ่นหลังๆ ได้ชื่นชมไปนานๆ
อ๊อด เทอร์โบ


ยึดเสื้อวิน 3 ปี
ถ้าทำผิดจราจร

ผมเป็นแฟนประจำเฟซบุ๊กแฟนเพจของ ‘ผู้ว่าฯ อัศวิน’ หรือที่รู้จักกันดีในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ‘อัศวิน ขวัญเมือง’ ซึ่งได้โพสต์ข้อความที่เป็นกฎเหล็กสำหรับจักรยานยนต์รับจ้างที่จะยึดเสื้อวิน

ก่อนอื่นผมขอนำข้อความมาแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้รู้กันทั่ว ดังต่อไปนี้ครับ

มาตรการยึดเสื้อวิน ฝ่าฝืนขับขี่รถบนทางเท้า หลังจากที่ กทม.สอบถามความคิดเห็นของประชาชนและผู้จับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ กทม. เกี่ยวกับการเพิ่มบทลงโทษ ฝ่าฝืนขี่บนทางเท้า ด้วยการยึดเสื้อวินเป็นเวลา 3 ปี

กทม.เสนอและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยจะลงโทษกรณี 1.ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างประพฤติตนไม่เหมาะสม กระทำผิดอื่นที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพของผู้ใช้บริการ

2.ทำผิดฐานขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควรเกินกว่า 2 ครั้งภายใน 1 ปีนับแต่ความผิดครั้งแรก เมื่อพ้น 3 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างยังสามารถขอหนังสือรับรองเพื่อประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้างได้ใหม่

ผมไม่รู้จักกับผู้ว่าฯ กทม.เป็นส่วนตัว แต่ขอสนับสนุนและให้กำลังใจให้ทำให้ได้ และขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางได้ทราบด้วยจะเป็นพระคุณ
บุญพอ (ห้วยขวาง)


เรียนคุณ ‘บุญพอ’ ห้วยขวาง
ขอบคุณสำหรับเรื่องที่แจ้งให้ทราบและขอร่วมสนับสนุนด้วยคนเพราะจักรยานยนต์รับจ้างมีความจำเป็นสำหรับชาวกรุงเทพมหานคร

เสื้อวินจึงมีความหมายสำหรับอาชีพนี้มาก และขอเรียนให้ทราบว่าที่ผ่านมาจักรยานยนต์รับจ้างก็เป็นคนดีและปฏิบัติตามกฎจราจร อาจมีผลประโยชน์คุมวินเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง แต่ก็ค่อยๆหมดไป

จึงขอให้ช่วยจัดระเบียบและทำให้รถจักรยานยนต์หรือ ‘มอเตอร์ไซค์รับจ้าง’ อยู่ในกฎระเบียบจราจรต่อไป และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการแรก
อ๊อด เทอร์โบ


“โจ้ ยุทธพงศ์” ขุนพลซักฟอก “เนื้อๆเน้นๆ ไม่นอกเรื่อง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โจ้ ยุทธพงศ์” ขุนพลซักฟอก “เนื้อๆเน้นๆ ไม่นอกเรื่อง”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:50 น.
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร,ซักฟอก
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

“โจ้ ยุทธพงศ์” ขุนพลซักฟอก “เนื้อๆเน้นๆ ไม่นอกเรื่อง”

ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นห้วงเวลาประวัติศาสตร์ในทางการเมือง เพราะจะเป็นครั้งแรกในช่วงเวลากว่า 6 ปีที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม หลังจากระบอบประชาธิปไตยขาดหายไปจากประเทศไทยไปนับตั้งแต่มีการรัฐประหาร 2557

เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาถึง แน่นอนว่าทุกสายตาจับจ้องไปที่พรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะมีข้อมูลอะไรที่จะนำมาเปิดเผยกลางสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นหมัดน็อกรัฐบาลได้บ้าง หรือแม้แต่รัฐมนตรีที่เคยชินกับการไม่ถูกตรวจสอบ พอมาเจอกับระบบตรวจสอบตามครรลองของประชาธิปไตยแล้วจะเอาตัวรอดไปได้หรือไม่

ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย หนึ่งในขุนพลที่ทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายครั้งนี้ ยืนยันกับเนชั่นสุดสัปดาห์ว่า ฝ่ายค้านมีข้อมูลชัดเจนมากพอที่จะชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ให้ประชาชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์

“การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจมีความสำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องเรียนว่าการเปิดอภิปรายครั้งนี้เราเปิดตามรัฐธรรมนูญมาตา 164 ที่คณะรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและยึดหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาล”

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นการตรวจสอบตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2557 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีในอดีตกับนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ คือ นายกฯ คนเดียวกัน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้าคสช.และยึดอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน”

“เป้าหมายหลักคือ ตัวนายกฯ ขอให้นายกฯ ให้ความร่วมมือกับสภาและให้มาชี้แจง อย่าตัดบท ฝากนายกฯ ให้ไปบอกลูกน้องท่านว่าอย่าประท้วงมาก ยืนยันว่าการอภิปรายครั้งนี้เราอภิปรายด้วยข้อมูลเนื้อหาสาระ เอาน้้ำๆ เนื้อๆ ไม่ไปพูดนอกประเด็นหรือไม่พูดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง”

ยุทธพงศ์ บอกว่า ต้องเรียนว่าการอภิปรายครั้งนี้เราพร้อมแค่ไหน เราเตรียมที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้ว แต่เนื่องจากติดเรื่องพระราชบัญญัติงบประมาณที่มีปัญหา ทำให้ต้องเลื่อนมาเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมสามัญครั้งที่ 2 เรียกว่าพร้อมนะครับ จะว่าไปแล้วเราก็เตรียมตัวกันมานาน

“สำหรับส่วนตัวผมนะครับ ผมได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้ และมั่นใจว่าข้อมูลที่เตรียมไว้เป็นข้อเท็จจริงและมีการเปิดประเด็นไปแล้วบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลและข้อมูลนั้นเป็นเรื่องจริง เรียนอย่างนี้นะครับว่าเราไม่ได้กลัวว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ ถ้าคุณทำผิดไปแล้ว คุณจะแก้ไขอะไร ทุกอย่างเดินไปแล้ว การฟังอภิปรายครั้งนี้คนที่ฟังไม่ได้มีเฉพาะคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ประชาชนทั้งประเทศก็ดูเหมือนกัน”

สำหรับประเด็นสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ยุทธพงศ์ อธิบายว่า “เรื่องใหญ่ที่สุดวันนี้ที่มีการกล่าวหาและมีดัชนีชี้วัดเรื่องธรรมาภิบาลความโปร่งใส พบว่าต่ำลง แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตเพิ่มขึ้น ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจอ้างถึงการทุจริตและเข้ามาเพื่อปฏิรูปการเมืองและทำการเมืองให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม อยู่ในตำแหน่ง 6 ปีกว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนและยังกลับมาเป็นนายกฯ อีก

“ถามว่าเที่ยวนี้พรรคเพื่อไทยเราเตรียมข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้เห็น และยืนยันว่าข้อมูลที่เรามีมันชัดเจนมาก ผมไม่ไปเอาเรื่องตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือไปเอาเรื่องใครเล่ามาแล้วเอามาอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยมีมาตรฐานในการทำงานเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นและขอให้ประชาชนได้ติดตามตลอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้คุณประยุทธ์ฟังก็แล้วกัน เรามั่นใจว่าข้อมูลได้เสียกันในสภาแน่นอน เพราะคุณประยุทธ์ต้องตอบในสภา จะมาอ้างไม่ตอบไม่ได้ เพราะคุณเป็นนายกฯ แล้ว คนอื่นมาตอบแทนคุณประยุทธ์ไม่ได้”

ยุทธพงศ์ สรุปก่อนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “วันนี้บางคนอาจจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านเป็นหรือไม่ เพราะเป็นรัฐบาลมานาน ก็อยากให้ทุกคนได้ติดตาม พรรคเพื่อไทยวันนี้มีแต่ ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ก็จะขอทำหน้าที่ให้เต็มที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

“หลังการอภิปรายแล้วถ้าข้อมูลดีและเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้านายกฯ ไม่ลาออกก็ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี วันนี้ถ้าพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองแล้ว ทุกคนยอมรับว่ารัฐบาลบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ เศรษฐกิจไม่ดี นายกฯ ไม่เคยถูกตรวจสอบเลย แต่วันนี้นายกฯ ต้องตอบในสภา”

“คุณประยุทธ์ต้องฟังการอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านไม่เอาเรื่องสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.มาพูดหรอก ขอให้ติดตามชม ในระบอบประชาธิปไตยมีฝ่ายค้านและรัฐบาล รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ เราทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ให้แก่ประชาชน ดีกว่าไม่มีการตรวจสอบ” ยุทธพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ก้าวไกล ‘ส้มใหม่กว่า’ เหลือรอดกี่ชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวไกล ‘ส้มใหม่กว่า’ เหลือรอดกี่ชีวิต

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ตัดสิทธิ์การเมือง,ธนาธร,ทิม พิธา,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 761 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 ก.พ.63

***********************

สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 15 คน ส่วนสมาชิกพรรคที่เป็น ส.จะต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน

เฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรค ได้ประกาศจัดตั้ง “คณะอนาคตใหม่” เคลื่อนไหวนอกสภาไปแล้ว แต่สำหรับ ส..จำนวน 65 ชีวิต ยังไม่มีการเปิดเผยว่า จะไปสังกัดพรรคใด คาดหมายว่า หลังศึกซักฟอกรัฐบาลประยุทธ์ คงได้ฤกษ์เปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ของอดีตพลพรรคส้มหวาน

จะชื่อพรรคพลเมืองใหม่ พรรคก้าวไกล หรือพรรคอะไร คิดว่าอีกไม่นานข้างหน้านี้ คงได้รู้กัน

ผู้นำคนใหม่

คงได้ทราบกันแล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ส่งไม้ต่อให้ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วัย 38 ปี ส..บัญชีรายชื่อ เป็นผู้นำคนใหม่ของ ส..ที่เหลืออยู่ในสภา

ทิม พิธา” เป็นบุตรชายของ พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ (เสียชีวิตแล้วและเป็นหลานชายของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ คนสนิทของทักษิณ ชินวัตร 

ทิม พิธา ผู้นำคนใหม่

หลังบิดาเสียชีวิต “ทิม พิธา” นั่งบริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด ซึ่งธุรกิจนี้เริ่มจากพ่อที่ชอบเกษตรมาก โดยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ กรรมการ อ..และเป็นที่ปรึกษากระทรวงเกษตรฯ 

เมื่อเข้ามาอยู่ในสภา ทิมได้สร้างมิติในการอภิปรายในสภา จนได้รับคำชมเชยจากสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะทิมไม่ใช่คนหน้าใหม่ของค่ายชินวัตร

ด้วยความเป็นหลานชายเสี่ยผดุง ทิมจึงได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ และที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

น่าติดตามบทบาทใหม่ ในฐานะผู้นำพรรคส้มใหม่กว่าแต่จะเหลือไพร่พลสักกี่มากน้อย 55 หรือ 45 ชีวิต 

ผู้อยู่เบื้องหลัง

ดังที่เป็นข่าวมาแต่ปลายปีที่แล้วว่า แกนนำส้มหวาน ได้ซุ่มเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยมีเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ของ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น “แกนหลัก” ขับเคลื่อนพรรคใหม่

ผู้ร่วมก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ของธนาธร คือ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการ สนนท.ปี 2541 และ “ติ่ง” ศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการ สนนท.ปี 2543 ก่อนที่ธนาธรจะไปขายความคิดกับปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ ค่ายธรรมศาสตร์

ชัยธวัช เสนาธิการพรรคใหม่

คนในพรรคอนาคตใหม่ทราบดีว่า “ต๋อม ชัยธวัช” รองเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่ดั่ง “เสนาธิการ” หลังม่าน คิดกลยุทธ์การต่อสู้ทั้งในนอกสภา และ “ติ่ง ศรายุทธ์” ผู้อำนวยการพรรค เป็นเสมือนแม่บ้านพรรค ทำหน้าที่บริหารจัดการพรรค โดยเฉพาะงานสาขาพรรคทั่วประเทศ

ศรายุทธ์ ใจหลัก เพื่อนธนาธร แกนนำพรรคใหม่

ทั้ง “ต๋อมติ่ง” ได้วางโครงสร้างพรรคใหม่แล้วเสร็จไปเกือบ 100% แล้ว เพียงแต่ยังอุบชื่อไว้ก่อน 

ซบ“ชัช”จริงหรือ?

นาทีนี้ กองเชียร์ส้มหวานยังมั่นใจว่า 65 .จะย้ายไปอยู่ “พรรคใหม่” ที่กำลังเตรียมการอยู่ จะไม่แตกแถว ไปสังกัดพรรคอื่น 

ล่าสุด “ชัช เตาปูน” หรือ ชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท เปิดเผยว่า มี ส..(อดีตพรรคอนาคตใหม่โทรศัพท์สายตรงถึงตนเองเกินกว่า 10 คนแล้ว ซึ่งพรรคไม่ได้เป็นฝ่ายประสานไป

ชัช เตาปูน กับ 2 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

สาเหตุที่ “ชัช” ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจ เพราะมี “กวินนาถ ตาคีย์” ..ชลบุรี และ “จารึก ศรีอ่อน” ส..จันทบุรี ที่ถูกขับออกจากอนาคตใหม่ และย้ายมาสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท

หากส่องดูในเฟซบุ๊กของ ..จันทบุรี คือ พ...ฐนภัทร กิตติวงศา และจารึก ศรีอ่อน ยังระมัดระวังไม่กล้าขยับอะไรที่ทำให้กองเชียร์พรรคเก่าไม่พอใจ

ฉะนั้น กวินนาถ ตาคีย์ น่าจะเป็นผู้ประสานงานดึง “เพื่อนเก่า” มาอยู่พลังท้องถิ่นไท

เท่าที่เช็กดูก็ไม่มีแต่พลังท้องถิ่นไท “ขาใหญ่” ในพรรคพลังประชารัฐ ก็มาสอย ส..ส้มเก่าอยู่เหมือนกัน  เพราะขาใหญ่ต้องการเอาเสียง ส..มาต่อรองในการปรับ ครม.เที่ยวหน้า

ช่วง 60 วัน ช่างน่าระทึกใจยิ่งวัดใจ ส..หน้าใหม่ของส้มเก่า จะทนแรงดึงดูดไหวมั้ย ?

เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:31 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,กราดยิง,เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุการณ์กราดยิงสะเทือนขวัญที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยให้ความสนใจ แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว แต่การพูดถึงประเด็นดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไปในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุ การแก้ไข และการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอย

อ่านข่าว-เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเสวนาถอดบทเรียนทางจิตวิทยาในหัวข้อ “เหตุกราดยิง : ที่มา ทางแก้ และป้องกัน” เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ และวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมทางจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุ วิธีแก้ไขและป้องกัน

 รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักจิตวิทยาการปรับพฤติกรรม อดีตคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้อธิบายในแง่สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมก่อความรุนแรงว่า สามารถเกิดขึ้นได้บุคคลปกติหรือบุคคลทั่วไป ทั้งในเชิงคำพูดและการกระทำ เพราะพฤติกรรมรุนแรงเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์

“ในสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมเทคโนโลยีรวดเร็ว คนยิ่งมีความหุนหันพลันแล่นมากขึ้น รออะไรไม่ได้ ยิ่งหากเป็นคนที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ได้ควบคุมระเบียบวินัยก็จะยิ่งง่ายต่อการไม่ควบคุมตัวเอง” อาจารย์สมโภชน์กล่าว พร้อมชี้ว่า คนที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรงมักมีพฤติกรรมมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีตัวตนในสายตาผู้อื่น

การก่อความรุนแรง จะเกิดขึ้นได้หากมีมูลเหตุจูงใจและโอกาสที่ประจวบเหมาะกัน เช่น การตัดสินใจและพฤติกรรมที่จะลงมือกระทำ ได้โอกาสพอดีพอเหมาะกับช่วงเวลา สถานที่ การเข้าถึงอาวุธ เข้าถึงสถานที่ก่อเหตุ ดังนั้นในการป้องกันและแก้ไข คือต้องสร้างโอกาสในการป้องกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเกิดความรุนแรงในสังคมได้

“หลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์กราดยิงจะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ ผมมองว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะการกระทำความรุนแรงในเชิงกราดยิงต้องมีแรงจูงใจ เพียงแต่การนำเสนอเรื่องกราดยิง จะเป็นการให้คนเรียนรู้วิธีที่จะทำ เช่นเดียวกับว่าทุกคนรู้ว่าเราจะต้องขโมยของอย่างไร รู้ว่าตัวเองจะฆ่าตัวตายอย่างไร แต่ถามว่าเราจะทำไหม เราไม่ทำเพราะเราไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เราทำ”

สำหรับคุณลักษณะของอาชญากรเหตุกราดยิงในที่สาธารณะ ดร. นัทธี จิตสว่าง นักอาชญาวิทยา อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ชี้ว่า โดยสถิติจากต่างประเทศ อาชญากรเหล่านี้มักมีพฤติกรรมเก็บตัวโดดเดี่ยว ไม่สุงสิงกับผู้อื่น หรือมีลักษณะถูกกระทำในวัยเด็ก เผชิญภาวะบีบคั้นในโรงเรียนหรือที่ทำงาน แต่นิยมความรุนแรง คลุกคลีกับความรุนแรงมาตลอด เช่น มีนิสัยชอบฆ่าสัตว์ นิยมปืน ชอบศึกษาเรื่องปืน หรือชอบศึกษาเรื่องเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นมาในอดีต

“เราต้องแก้อย่างไร ก็ต้องไปควบคุมโอกาสและควบคุมเหตุจูงใจ รวมถึงสร้างช่องทางระบาย ให้คนมีช่องทางคลายความเครียด ความกดดันได้ การใช้ความรุนแรงแก้ไขความรุนแรง อาจจะสร้างความรุนแรงขึ้นไปอีก”

ผศ. ดร. วัชราภรณ์ บุญญศิริวัตน์ นักจิตวิทยาสังคม รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เล่าถึงจิตวิทยาในมุมมองการทำข่าวว่า ข่าว หรือสื่อมีอิทธิพลสูงในการนำเสนอสารต่อผู้ชม โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวกราดยิง สื่อจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบอย่างสูง เพราะโดยสถิติในต่างประเทศ การนำเสนอข่าวในรูปแบบหนึ่งอาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้ใน 2 สัปดาห์แรกหลังเหตุการณ์เริ่มต้น

“ต่างประเทศตั้งคำถามว่าทำไมพอมีข่าวกราดยิงขึ้นที่หนึ่งแล้ว ต่อมามักมีเหตุการณ์กราดยิงอีกที่ เนื่องจากผู้กระทำความผิดมักมีลักษณะคล้ายกัน การที่สื่อนำเสนอทั้งชื่อภาพ เครื่องแบบ เรื่องราว แรงจูงใจ ประวัติส่วนตัว เปิดโอกาสให้คนที่จะกระทำความผิดเห็นความคล้ายคลึงระหว่างตัวเองกับคนกราดยิง และเกิดการไขว้เขว มีการเปรียบเทียบ เห็นรางวัลที่จะได้ออกข่าว ได้มีตัวตน มีใบหน้าปรากฏในสื่อ”

นอกจากนี้ การใช้คำบรรยายในข่าว ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ผู้กระทำความผิดให้มีแง่มุมเชิงบวก เช่น ใช้คำว่าการกระทำอุกอาจ อาจถูกมองในสายตาผู้ที่นิยมความรุนแรงว่า มีความเท่ น่าสนใจ และจูงใจให้กระทำผิดเพราะสื่อให้พื้นที่

“สื่อไม่ควรนำเสนอภาพผู้ก่อการในแง่ดี ควรพูดถึงพฤติกรรมที่ทำผิดกฎหมาย ทำร้ายผู้อื่น ขาดความเมตตา หรือแสดงภาพให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเจริญรอยตาม ในทางตรงกันข้าม สำหรับข่าวในอีกแง่มุม เช่น ข่าวเหยื่อ ข่าวผู้รอดชีวิต หรือคนให้ความช่วยเหลือผู้อื่น สื่อต้องเริ่มคุยแล้วว่าเราจะนำเสนอเชิงบวกได้ ให้เกิดความรู้สึกว่าเมื่อเกิดเหตุร้ายเราต้องช่วยกัน”

นอกจากนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ นักจิตวิทยาการปรึกษา หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ยังให้คำแนะนำกับผู้ที่ประสบเหตุ หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องว่า ต้องตระหนักและยอมรับภาวะอารมณ์ของตนเองที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดเหตุร้าย โดยต้องพยายามสื่อสารออกมาเพื่อให้ความตระหนักกลัวหรือความวิตกกังวลลดลง หรืออาจจะลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เปลี่ยนความกลัวเป็นพลัง

“ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีคนที่คอยรับฟังคนที่มีปัญหา คนข้างเคียงสามารถรับรู้คนที่เป็นทุกข์ และแสงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยได้ โดยถอยออกมาจากความอยากรู้ แต่คอยอยู่เคียงข้างรับฟังผู้ที่มีความทุกข์ใจและกลุ้มใจ” อาจารย์ณัฐสุดากล่าวแนะนำทิ้งท้ายไว้

บูมเมอแรงสะเทือน ครม. “ยุทธพร อิสรชัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418625?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บูมเมอแรงสะเทือน ครม. “ยุทธพร อิสรชัย”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:06 น.
รศดรยุทธพร อิสรชัย,ปรับ ครม
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

บูมเมอแรงสะเทือน ครม. “ยุทธพร อิสรชัย” คอลัมน์… Exclusive Talk

ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาเสร็จสิ้น ยังเป็นคลื่นใต้น้ำภายในพรรคพลังประชารัฐ จากกลุ่มก๊วนภายในหลายมุ้งที่มาจากการควบรวมทางการเมือง ยังเคลื่อนไหวกดดันไปถึงผู้นำรัฐบาล ในเกมอำนาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

ถึงแม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยปรับครม. ตั้งแต่รัฐบาล “ประยุทธ์ 1” เป็นต้นมา แต่ถือเป็นครั้งแรกในสถานการณ์ปรับ ครม.ในยุคที่มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ “ศึกใน” พลังประชารัฐขณะนี้กำลังกลับมาปะทุอีกครั้ง “เนชั่นสุดสัปดาห์” ได้พูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ทิศทางกระแสข่าวการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 2” ในช่วงที่รัฐบาลกำลังถูกล็อกเป้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เริ่มที่ รศ.ดร.ยุทธพร  มองถึงการปรับ ครม. ถือเป็นเรื่องปกติในการประเมินการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในรอบประมาณ 1 ปี โดยมาจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยที่ 1 ผลงานของรัฐมนตรีเป็นอย่างไร บวกกับภาพลักษณ์ และคำวิจารณ์ที่มีต่อรัฐมนตรีท่านนั้นยังมีประเด็นอะไรที่สังคมยังสงสัยอยู่หรือไม่ ปัจจัยที่ 2 เป็นเรื่องภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเราเรียกว่าการต่อรองภายนอก กับการต่อรองภายในซึ่งมาจากพรรคพลังประชารัฐ

รศ.ดร.ยุทธพร  ขยายให้เห็นถึงใน 2 ส่วนนี้กำลังมีการต่อรองเพื่อสลับเปลี่ยนเก้าอี้รัฐมนตรีให้บุคคลอื่นเข้ามา โดยเฉพาะในพรรคพลังประชารัฐ จะเห็นได้ว่า มีนักการเมืองหลายคนแสดงออกถึงความเคลื่อนไหว อาทิ กรณีกลุ่มสามมิตรแสดงออกถึงสิ่งที่ต้องการ เพราะหากจะว่าไปแล้วทุกวันนี้กลุ่มสามมิตรยังได้เก้าอี้รัฐมนตรีต่ำกว่าสิ่งที่จะได้และยังไม่ใช่กระทรวงเกรดเอ ถึงแม้จะมีสมาชิก ส.ส.ในกลุ่มมากถึง 30-40 คน จึงเป็นสิ่งที่กลุ่มสามมิตรได้เคลื่อนไหวในการปรับ ครม.

“ขณะที่ปัจจัยที่ 3 มาจากสถานการณ์นอกสภา ตั้งแต่เรื่องภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ปัญหาไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังรุมเร้ารัฐบาลพอสมควร เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคลากรทางการเมือง ดังนั้นทั้ง 3 ส่วนจะเป็นปัจจัยหลักในการปรับครม. โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ถูกนำไปใช้พิจารณา”

ขณะที่ช่วงเวลาการปรับครม.จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น รศ.ดร.ยุทธพรเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น เพราะยังไม่ครบ 1 ปีในช่วงการเป็นรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้จะครบ 1 ปีการบริหารประเทศในเดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้เชื่อว่าจะมีการพูดถึงผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป จากข้อมูลที่รัฐมนตรีท่านใดถูกอภิปรายและเป็นปัญหาต่อการได้รับคะแนนเสียง “ไว้วางใจ” น้อยที่สุด

ส่วนประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์จะปรับ ครม.ครั้งแรกในยุคที่มีนักการเมืองเคลื่อนไหวต่อรองอย่างหนักนั้น รศ.ดร.ยุทธพรมองว่า ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยสัมผัสการต่อรองทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งมากนัก แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์เริ่มมีความคุ้นเคยและจะมีส่วนสำคัญทำให้ พล.อ.ประยุทธ์สามารถปรับตัวในเรื่องนี้ได้ จึงคิดว่าการปรับ ครม.คงไม่มีปัญหาสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะการตัดสินใจต่างๆ คงไม่ได้เกิดขึ้นจากพล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว ถึงแม้ภาพจะออกมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจฝ่ายเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะมาจากการตัดสินใจจากคณะทำงานและทีมยุทธศาสตร์ในบุคคลระดับแกนนำต้องมาช่วยกันคิด

“ในกระบวนการตรงนี้ยังคิดว่าท่านจะปรับตัวได้กับการต่อรองแต่ละกลุ่ม และอยู่ที่มือไม้ทางการเมืองจะไปเจรจาทำให้ประเด็นตรงนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่”

รศ.ดร.ยุทธพร  ยังมองถึงท่าที พล.อ.ประยุทธ์ต่อการปรับครม. หากต้องการสร้างสมดุลใน 3 ปัจจัยข้างต้น โดยต้องมีบุคลากรทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ มีภาพลักษณ์ที่ดี สังคมยอมรับ สามารถแก้ปัญหาได้ และมีผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ หากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องโควตารัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว เชื่อว่าทุกอย่างจะเดินต่อไปได้ แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คำนึงในปัจจัยเหล่านี้ในการปรับ ครม. สุดท้ายจะเป็นบูมเมอแรงที่จะย้อนกลับมาที่รัฐบาลนั่นเอง