วิเคราะห์จังหวะก้าว…เกมยาว “คณะอนาคตใหม่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิเคราะห์จังหวะก้าว…เกมยาว “คณะอนาคตใหม่”

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:45 น.
แฟลชม็อบ,คณะอนาคตใหม่,ช่อ พรรณิการ์ วานิช,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,ม็อบลงถนน
เปิดอ่าน 375 ครั้ง

วิเคราะห์จังหวะก้าว…เกมยาว “คณะอนาคตใหม่” คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว

สิ่งที่ทุกฝ่ายสนใจกันมากหลังจากยุบพรรคอนาคตใหม่ก็คือ ทิศทางการเมืองจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะจังหวะก้าวของ “คณะอนาคตใหม่” เขาจะทำอะไรกันต่อ

ที่คนกังวลกันมาก คือจะปลุกม็อบลงถนนกันเลยหรือไม่ ตอนนี้บางฝ่ายถึงขนาดเตรียมการรับมือการชุมนุมยืดเยื้อกันแล้ว เพราะแกนนำพรรคที่ปัจจุบันเป็น “อดีต” ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และคนอื่นๆ ต่างแสดงท่าทีปลุกระดมมวลชนชัดเจน โดยใช้การเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นหลัก (ทั้งๆ ที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ยังเหลืออยู่ 65 คน และกำลังจะพากันย้ายไปสังกัดพรรคอื่น)

แต่จากการประเมินของฝ่ายความมั่นคง เชื่อว่าในช่วงแรกๆ จะมีการเคลื่อนไหวแบบ “รูทีน” ยังไม่มีการนัดชุมนุมใหญ่ เพราะเงื่อนไขยังไม่สุกงอม แต่จะมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ล้อกับสถานการณ์การเมืองและอารมณ์ของผู้คน อย่างเช่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีการอภิปรายนอกสภาโดย “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช

ส่วนการเคลื่อนไหวอื่นๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมประเภท “แฟลชม็อบ” และ “เวทีสัมมนา” โดยคนที่ออกมาเคลื่อนไหวส่วนใหญ่จะยังเป็นกลุ่มเดิมที่เคยต่อต้าน คสช. และนิสิตนักศึกษาในเครือข่ายอนาคตใหม่เดิม รวมถึงคนเสื้อแดงบางส่วน แต่จะยังไม่มีการเกณฑ์หรือนัดชุมนุมใหญ่

การเคลื่อนไหวช่วงนี้จะเป็นการสมประโยชน์กันระหว่าง “คณะอนาคตใหม่” และกลุ่มต่างๆ ที่จะมีพื้นที่ให้เคลื่อนไหวต่อเนื่อง สามารถสร้างประเด็นได้โดยโหนกระแสยุบอนาคตใหม่ การเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียจะรุนแรง หนักข้อ และสุ่มเสี่ยงละเมิดกฎหมายมากขึ้น แต่รัฐบาลก็มีการตั้งทีมไว้รับมือและดำเนินคดีพวกล้ำเส้นมากๆ เช่นกัน

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นแล้ว และน่ากังวลในสายตาของหลายฝ่ายก็คือ การใช้เทคนิคทางโซเชียลมีเดียในการสร้างกระแสให้สังคมเข้าใจผิด หรือรับรู้ข้อมูลที่อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เช่น การแขวนป้ายผ้าที่อาคารเรียนคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดัง พร้อมแคปชั่นแรงๆ อาจทำให้คนรู้สึกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้เป็นแนวร่วมกับ “คณะอนาคตใหม่” และต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ แล้วเป็นการกระทำของคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

การนำภาพเหตุการณ์อื่นในอดีต มาโพสต์ใหม่ด้วยแคปชั่นใหม่ที่โยงกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ซึ่งเข้าข่าย “เฟคนิวส์”

หรือการสร้างเทรนด์ในทวิตเตอร์ เพื่อให้สื่อกระแสหลักในเครือข่ายนำมารายงานซ้ำในวงกว้างอีกที ทั้งที่จริงๆ อาจไม่ใช่เทรนด์จากกระแสความสนใจที่แท้จริงของสังคม แต่เป็นเทรนด์ที่สร้างขึ้นจากเอไอ หรือผู้ใช้โซเชียลฯ ปกปิดตัวตนที่เรียกว่า “อวตาร”

เป้าหมายสุดท้าย มีการประเมินว่าจะใช้ “ฮ่องกงโมเดล” แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมที่จะสร้างกระแสสนับสนุน เช่น การทุจริตอย่างชัดเจนของรัฐบาล, ปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ฯลฯ ฉะนั้นในช่วงแรก “คณะอนาคตใหม่” จะเคลื่อนไหวเลี้ยงมวลชนรอสถานการณ์ไปพลางๆ ขณะที่ในสภาก็จะใช้ “แกนนำแถวสอง” นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหอกทำงานต่อไป โดยเน้นการยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ ในประเด็นที่จะดิสเครดิตรัฐบาลไปเรื่อยๆ

แต่อุปสรรคของพรรคสำรองที่จะมามีบทบาทแทนอดีตพรรคอนาคตใหม่ คือความไม่ชัดเจนของข้อกฎหมายว่า ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” สามารถย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ได้จริงหรือไม่

อาจารย์คมสัน โพธิ์คง จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า ส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่จะสามารถย้ายพรรคได้เฉพาะ ส.ส.เขตเท่านั้น ส่วน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่สามารถย้ายได้ เนื่องจากคะแนนที่คำนวณมาเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่่อ เป็นคะแนนของพรรค เมื่อพรรคถูกยุบ คะแนนก็หายไปด้วย

ส่วนคะแนนของ ส.ส.เขต เป็นคะแนนติดตัวของ ส.ส. ฉะนั้น ส.ส.เขตจึงสามารถย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ รวมถึงพรรคใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ด้วย

อาจารย์คมสัน อธิบายว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาใช้ระบบ “บัตรเดียว” คะแนนจากผู้สมัคร ส.ส.เขต ทั้งแพ้และชนะ ถูกนำมาคำนวณเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ฉะนั้น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงไม่มีคะแนนติดตัว แต่คะแนนติดกับพรรค การย้ายไปสังกัดพรรคที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จึงทำไม่ได้เลย เพราะพรรคการเมืองนั้นไม่มีฐานคะแนนรองรับ

ถ้า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่ย้ายพรรคไม่ได้เลยจริงๆ หรือ “สูญพันธุ์” ย่อมหมายความว่าพรรคสำรองของอนาคตใหม่อาจกลายเป็นพรรคต่ำสิบ เพราะ ส.ส.เขตจำนวนไม่น้อยจะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล

การผลักดันวาระในสภาเพื่อเดินเกม 2 ขา “แยกกันเดินรวมกันตี” จึงไม่ง่ายนัก

เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่กระแสนอกสภา ถ้าประชาชนต้านรัฐบาลมากๆ หรือมีปัญหาในกองทัพ ก็จะเปิดโอกาสให้ “ม็อบลงถนน” และชุมนุมยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาล โดยมีบทบาทของชาติตะวันตกช่วยกดดันอีกแรง โดยเฉพาะสหรัฐ

ฉะนั้นเกมของ “คณะอนาคตใหม่” จึงเป็นเกมยาว แม้จะยังไม่เห็นผลในระยะเวลาอันใกล้…แต่ก็น่ากลัว !

นิยายสีส้ม ‘อนาวิล’ บินเดี่ยวจริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นิยายสีส้ม ‘อนาวิล’ บินเดี่ยวจริงหรือ

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:47 น.
อนาวิล,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ย้ายพรรค,งูเห่า,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เปิดอ่าน 1,775 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 ก.พ.63

***************************

ลอตแรกมาแล้ว ..อดีตพรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจซบพรรคภูมิใจไทย มีรายชื่อดังนี้ โชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส..กทม.เขต 23, ...มณฑล โพธิ์คาย ส..กทมเขต 20, เอกการ ซื่อทรงธรรม ส..แพร่ เขต 1, กฤติเดช สันติวชิระกุล ส..แพร่ เขต 2, อนาวิล รัตนสถาพร ส..ปทุมธานี เขต 3, กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส..ฉะเชิงเทรา เขต 1, ฐิตินันท์ แสงนาค ส..ขอนแก่น เขต 1, วิรัช พันธุมะผล ส..บัญชีรายชื่อ และ สำลี รักสุทธี ส..บัญชีรายชื่อ

นัยว่า ส..ส้มเก่าที่จะตบเท้าเข้าค่ายสีน้ำเงิน ยังจะไม่หยุดที่ คน กำลังจะก้าวตามมาอีก รวมแล้วประมาณ 20 คน 

หนุ่มคลองหลวง

ถ้ายังจำกันได้ ราวเดือนกันยายน 2562 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยนำภาพถ่ายคู่กับ “อนาวิล รัตนสถาพร” ..ปทุมธานี พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

อนาวิล และเสี่ยหนู

ภาพนี้ทำเอา “ติ่งส้ม” ถล่ม ส..หนุ่มเมืองปทุมว่าเป็นคนทรยศ ทำเอา “อนาวิล” ต้องแถลงการณ์ส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมไม่มีวันทรยศพี่น้องประชาชนที่เลือกผม หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เลือก แต่วันนี้รักในตัวผมแน่นอนครับ…”

อนาวิล” สวมเสื้อสีส้ม ชนะเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ .คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองสาม ต.คลองสี่ ต.คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลงและ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลงอนาวิลเป็นกัลยาณมิตรแห่งวัดพระธรรมกาย มีกองหนุนอย่าง วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม ผู้ปกป้องวัดใหญ่ และ “โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ นักธุรกิจใหญ่สายบุญ

ระยะหลัง คนปทุมธานี รู้สึกแปลกๆ ที่อนาวิลหันมาติดแฮชแท็ก “คิดอะไรไม่ออก บอกอนาวิล” ขายความเป็น ส..คนคลองหลวง แทนพูดถึงพรรคส้มเก่า

สาวเมืองลับแล

ผู้แทนหนุ่มจาก อ.คลองหลวง ยังเคยตกเป็นข่าววันที่พรรคอนาคตใหม่ โหวตค้าน พ...โอนกำลังพลฯ ปรากฏว่า อนาวิลกับ “จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ” ส..บัญชีรายชื่อ มาไม่ทันโหวต

จากเหตุการณ์นี้ ทำเอากองเชียร์สีส้มแอบเม้าท์ เพราะอนาวิลกับจารุวรรณนั้น เป็นคู่จิ้นกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยจารุวรรณ เป็นลูกสาวของ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส..อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย

อนาวิลและจารุวรรณ โพสต์วันวาเลนไทน์

ส่องเข้าไปดูเฟซบุ๊กของ ..ก็จะเห็นภาพจารุวรรณ และอนาวิล ไปทำกิจกรรมร่วมในพื้นที่ปทุมธานีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้านเกิดและฐานเสียงของจารุวรรณอยู่ จ.อุตรดิตถ์

เมื่อวันวาเลนไทน์ อนาวิลโพสต์ภาพคู่กับจารุวรรณ พร้อมข้อความว่า “Valentine’s Day 2020 ไม่ขออะไรมาก ขอแค่อย่างเดียว อย่ายุบพรรคอนาคตใหม่”

จารุวรรณ กับบิดา-ศรัณย์วุฒิ

ช่วงต้นปี 2563 จารุวรรณและอนาวิล เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยุบพรรค โดยควงคู่กันไปยื่นหนังสือที่ กกตและศาลรัฐธรรมนูญอยู่หลายครั้ง 

พลันที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ อนาวิลก็บินไปซบค่ายเสี่ยหนูสงสัยว่า “หวัน” จารุวรรณ จะว่ายังไง ?

อัดอั้นตันใจ

ปฏิกิริยาจากการที่ ..อดีตพรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย บรรดาติ่งส้มก็ตามถล่มในเฟซบุ๊กอย่างหนัก 

เป็นที่น่าสังเกตว่า มี ส..เขตขยับไปค่ายสีน้ำเงิน คน ซึ่ง ส..เหล่านั้น ทราบดีว่า อุบัติเหตุพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ จึงทำให้ผู้สมัคร ส..เขตของอดีตอนาคตใหม่ “ส้มหล่น” ได้อานิสงส์เป็น ส..

กิตติชัย เรืองสวัสดิ์” ..ฉะเชิงเทรา เขต ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง และขอโทษชาวแปดริ้วว่า “กราบขอโทษทุกๆ ท่านในการตัดสินใจครั้งนี้ ขอขอบคุณในความเข้าใจและไม่เข้าใจ รวมถึงการกระทำที่ทำให้ผิดหวังและไม่ผิดหวัง”

ด้าน “มณฑล โพธิ์คาย” ส..กทมเขตสวนหลวงประเวศ เปิดเผยว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่หันมาร่วมภูมิใจไทย มาจากเหตุที่แกนนำค่ายส้มเก่ามัดมือชก ให้สมัครเข้าพรรคใหม่ โดยไม่มีแกนนำที่ชัดเจน

เสี่ยหนู และมณฑล โพธิ์คาย

เนื่องจากโครงสร้างพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มส้มเก่า ยังปิดเป็นความลับ ทุกอย่างอยู่ในมือของ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เพื่อนรักของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

มณฑล” ยังบอกว่า หัวหน้าพรรคใหม่ก็มีข่าวว่า อาจไม่ใช่ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส..บัญชีรายชื่อ ซึ่งคนวงในทราบดีว่า พิธาไม่ใช่ “กรมการเมือง” ซึ่งอาจจะเหมาะกับการเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ทำงานการเมืองในสภาเป็นหลัก

ไม่น่าแปลกใจที่จะมี ส..อดีตส้มเก่าไหลออกอีกมากกว่า 20 คน เพราะพวกเขาทนอัดอั้นตันใจต่อระบอบเผด็จการในพรรคมานานแล้ว

ต้องคืนบ้านหลวง อย่าเป็นสองมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องคืนบ้านหลวง อย่าเป็นสองมาตรฐาน

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:55 น.
คืนบ้านหลวง,กองทัพ,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์
เปิดอ่าน 493 ครั้ง

ต้องคืนบ้านหลวง อย่าเป็นสองมาตรฐาน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

    ‘ดับเครื่องชน’ ขอเรียนให้ทราบว่าถึงเวลาแล้วสำหรับข้าราชการที่เข้าไปอยู่ในบ้านหลวง-บ้านประจำตำแหน่ง ต้องคืนหรือย้ายออกไปโดยทันทีเมื่อโยกย้ายหรือเกษียณอายุราชการ

เวลานี้มีประชาชนสนับสนุนให้กองทัพบกเป็นโมเดลแบบอย่างดำเนินการและอย่าให้มีสองมาตรฐานเป็นอันขาด

อ่านข่าว-เพื่อไทย แนะ ประยุทธ์ คืนบ้านหลวง สร้างบรรทัดฐานให้

ทั้งนี้เพราะผู้บัญชาการทหารบก ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ บอกว่าอาจมีการพิจารณาให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับนายทหารที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ

นี่แหละเริ่มจะความเป็นสองมาตรฐานซึ่งจะทำให้ผู้อาวุโสหรือนายพลเฒ่าอาศัยอยู่ในบ้านหลวงเพราะไม่มีค่าใช้จ่าย น้ำ ไฟฟรี แถมมีทหารรับใช้อีก

จึงขอเรียกร้องให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นตัวอย่างย้ายไปอยู่บ้านพิษณุโลกซึ่งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ไม่เห็นใครย้ายเข้าไปเพราะเกรงอาถรรพณ์ หรือบ้างก็ว่าบ้านพิษณุโลกผีดุ

การอยู่ในบ้านหลวงในค่ายทหาร กรมทหาร โดยอ้างความปลอดภัยนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะคนเดินดินไม่มียศ ตำแหน่ง ไม่มีบอดี้การ์ดยังอยู่อย่างสบายๆ

สำหรับคอลเซ็นเตอร์หรือสายตรง ผบ.ทบ. ที่เพิ่งเปิดไปนั้นต้องคอยดูว่าจะมีกำลังพลร้องเรียนขอความเป็นธรรมหรือไม่

กองทัพบกจะต้องเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติการทุกอย่างแบบโปร่งใส ไม่มีการกดขี่หรือธุรกิจเอาเปรียบขาดคุณธรรมและความเป็นธรรม

มิฉะนั้นเหตุการณ์แบบโคราชจะอุบัติขึ้นอีก
อ๊อด เทอร์โบ

ทางด่วนลอดเจ้าพระยา
ควรทำหรือไม่ ?

มีคนบอกไว้ว่าปัญหาจราจรเป็นปัญหาโลกแตกแต่ไม่มีใครให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ปัญหารถติดได้หรือไม่หรือ อย่างไร เพราะจำนวนรถยนต์เพิ่มมากขึ้นยาวกว่าถนน

ด้วยเหตุนี้พอมีรัฐบาลใหม่หรือรัฐมนตรีคมนาคมใหม่มักจะมีโปรเจกต์หรือโครงการบรรเจิดอย่างโครงการอุโมงค์ทางด่วนลอดแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางนา ระยะทาง 8.7 กม. ซึ่งเดือนมีนาคมจะสรุปว่าคุ้มค่าเงินงบประมาณที่ลงทุนไปมหาศาลหรือไม่

ผมติดตามข่าวสรุปได้ว่าจะแก้ปัญหารถติดแถวพระราม 4 สาทร สีลม บางรัก ซึ่งเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่ของ กทม.

รายละเอียดอย่างอื่นคงมีมาเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าโครงการนี้จะเป็นจริงหรือเพียงความฝัน?
ประชา (สาทร)

เรียนคุณ ‘ประชา’ สาทร
ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะต้องใช้เงินมหาศาลเป็นแสนล้านเลยทีเดียวเพราะทางลอด หรืออุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยานี้ต้องใช้เงิน ใช้เวลาก่อสร้างมากมาย

เวลานี้จะเป็นความฝันหรือความจริงก็ยังไม่มีใครตอบได้และสภาพเศรษฐกิจเวลานี้บีบคั้นมากเหลือเกินที่รัฐบาลจะต้องใช้เงินแบบนี้

ที่ผ่านมาเรามีปัญหาด้านการก่อสร้าง อย่างแค่มอเตอร์เวย์ก็ยังคาราซังเรื่องการเวนคืนที่หรือรถไฟความเร็วสูงยังเป็นวุ้นอยู่เลย
อ๊อด เทอร์โบ

คลินิกกัญชา
จิตเวชโคราชนำร่อง

ข่าวจากประชาสัมพันธ์ รพ.จิตเวชโคราช แจ้งข่าวดีมายังทุกท่านว่าจะเปิดบริการ ‘คลินิกกัญชา’ โดยใช้ยาไทยและยังส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ

คลินิกกัญชา รักษาโดยใช้ยาไทยตำรับศุขไสยาศน์ชนิดผงและน้ำมันกัญชา คลายทุกข์เรื่องนอนไม่หลับให้ผู้ป่วย 3 กลุ่มโรคที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วยังไม่ได้ผล ได้แก่โรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล ความจำเสื่อม ผู้ป่วยใช้บริการได้ทุกสิทธิ์แต่ต้องไม่ป่วยเป็นโรคจิตไบโพลาร์ และไม่ใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด

โปรดติดต่อสอบถามได้ที่คลินิกแพทย์แผนไทย หมายเลขโทรศัพท์ 0-4423-3999 ต่อ 65635 และ 06-1023-6886

2เดือนอันตรายสุดๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419106?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2เดือนอันตรายสุดๆ

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:28 น.
ไวรัสโควิด-19,โคโรน่า
เปิดอ่าน 241 ครั้ง

2เดือนอันตรายสุดๆ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563

มีบทความให้ความรู้เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อและโรคอุบัติใหม่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า เราอาจจะยังไม่เห็นตัวเลขที่แท้จริงของผู้ติดเชื้อตามการยืนยันก็เป็นได้ ทั้งนี้เพราะว่า จำนวนผู้ติดเชื้อน้อยที่แสดงให้เห็นกันขณะนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้ติดเชื้อ เพราะ 90% มีอาการน้อยมากจึงไม่ทราบจำนวนคนติดเชื้อจริง และคนติดเชื้อก็ไม่ทราบว่า ตนเองติดเชื้อ จึงมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนรอบข้างได้มาก และ 10% ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่จะมีอัตราผู้ที่เข้าขั้นวิกฤติ 10-20% ในจำนวนผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้จะเห็นสถานการณ์จริง

อ่านข่าว…   โควิด-19ไม่ได้เริ่มจากตลาดอู่ฮั่น-แพร่คนสู่คนเร็วกว่าที่คิด 

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ประกาศโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ 2558 โดยจะมีผลหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้การทำงานของเจ้าหน้าที่สามารถชะลอหรือยืดระยะเวลาการเข้าสู่ระยะที่ 3 ไว้ให้ได้นานที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การนำยาเข้าจากต่างประเทศเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ยาภายในประเทศไม่อาจตอบสนอง แต่ถ้าทำตามขั้นตอนจะต้องขึ้นทะเบียน หรือผ่านการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เสียก่อน ซึ่งอาจจะสายเกินไป

ขณะที่ในวันเดียวกันนั้น ได้มีคำเตือนอย่างวิตกกังวลจากองค์การอนามัยโลก โดย ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวสั้นๆ ว่า “หน้าต่างแห่งโอกาสในการสกัดกั้นไวรัสนี้กำลังหดแคบเรื่อยๆ” สอดรับกับความเห็นของ ศ.พอล ฮันเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยอีส แองเกลีย ในสหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดที่เสริมว่า การพุ่งขึ้นของผู้ติดเชื้อใหม่นอกประเทศจีนเป็น “เรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” และกำลังขยับเข้าใกล้สู่ระดับการระบาดใหญ่ (pandemic) อันหมายถึง สถานการณ์เมื่อโรคร้ายสามารถแพร่กระจายจากคนไปสู่คนได้อย่างง่ายดาย ไปในหลายส่วนของโลก

สำหรับประเทศไทย ที่กำลังจะเผชิญกับสถานการณ์จริงในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ จำเป็นต้องเตรียมรับมือเอาไว้ชนิดพร้อม 100% กระนั้นก็ตาม แม้ในส่วนของการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ และการสาธารณสุข จะมีมาตรการที่รัดกุมและทันการณ์พอสมควร แต่ก็ไม่ควรประมาท ดังเช่นที่ผู้เชี่ยวชาญบอกเอาไว้ประมาณว่า ตัวเลขที่เห็นน้อยนิดอยู่ทุกวันนี้เป็นแค่ภาพลวงตา แม้จะมีประกาศโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 แต่โอกาสในการหยุดยั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การรับมือของไทยจึงไม่ควรจะเป็นแค่หน้าที่ของสาธารณสุข แต่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะประชาชนจะต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด คือสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ กินร้อนช้อนกลาง ฯลฯ อย่าเพิกเฉยหรือประมาท

มองต่างมุม ‘เหมือน-ต่าง’ คณาจารย์นิติศาสตร์ ‘ยุบอนาคตใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มองต่างมุม ‘เหมือน-ต่าง’ คณาจารย์นิติศาสตร์ ‘ยุบอนาคตใหม่’

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 21:37 น.
มองต่างมุม,เหมือน-ต่าง คณาจารย์นิติศาสตร์,ยุบอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,978 ครั้ง

ยังมีเสียงสะท้อนตามมามากมายหลังศาล รธน.สั่งยุบอนาคตใหม่ คณาจารย์นิติศาสตร์ มธ.คัดค้านไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกันก็มีการ ‘มองต่างมุม’ ต่อ’ เหล่าอาจารย์’และ’ศาล รธน.’

กรณี 36 คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่(อนค.)และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)เป็นเวลา 10 ปี ในคดีที่พรรคอนาคตใหม่ กู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคฯ จำนวน 191 ล้านบาท
โดยคณาจารย์ประจำของคณะนิติศาสตร์  ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น
 ประเด็นแรก- ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล องค์กรมหาชน
แต่คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่าเป็นนิติบุคคลเอกชน ซึ่งหลักกฎหมายเอกชน ถ้ากฎหมายไม่เขียนห้ามไว้ในเรื่องใดก็ทำได้  ดังนั้นพรรคการเมืองซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลที่ใช้อำนาจมหาชน จึงสามารถกู้ยืมเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเขียนไว้ให้ว่า พรรคการเมืองสามารถกู้เงินได้
ประเด็นที่สอง- ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสัญญาของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้เงินจากนายธนาธร มีการคิดดอกเบี้ยต่ำ เป็นเรื่องผิดปกติทางการค้า
แต่คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่า การคิดดอกเบี้ยจากการกู้เป็นเสรีภาพของคู่สัญญาระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ที่จะตกลงกัน การคิดดอกเบี้ยต่ำ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
ประเด็นที่สาม- ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า   การกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตร 72 พรป.พรรคการเมือง ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่า ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งนำไปสู่การยุบพรรค และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค
แต่คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่า เงินกู้ ไม่ใช่เงินที่มีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 72ที่จะยุบพรรคการเมืองได้
ประเด็นที่สี่  – ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พรรคอนาคตใหม่สมควรถูกยุบพรรค
คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่า การยุบพรรคการเมืองต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อไม่มีมาตรการอื่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม ต้องเป็นกรณีที่พรรคการเมืองนั้นทำความผิดอย่างร้ายแรง ดังนั้นกรณีไม่ได้ความชัดแจ้งว่าพรรคการเมืองทำผิดร้ายแรง ศาลต้องจำกัดอำนาจของตนเอง


  อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้”มองต่างมุม”ในคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร ซึ่งมีทั้งเห็นแย้ง คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์  และเห็นต่างศาลรัฐธรรมนูญในบางประเด็น
นั่นคือ..    รศ.ดร. เจษฎ์  โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์  วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 60
 ประเด็นแรก  พรรคการเมืองเป็นองค์กรมหาชน ผมพูดเรื่องนี้มานาน เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจมหาชนหรืออำนาจรัฐ อยู่ภายใต้กฎหมายมหาชน พรรคการเมืองเป็นต้นธารไปสู่อำนาจรัฐ โดยเฉพาะพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา  พรรคการเมืองจึงเป็นที่รวมของคนที่เข้าสู่วงจรอำนาจรัฐ ดังนั้นไม่มีประเทศไหนปล่อยให้พรรคการเมืองจะทำอะไรก็ได้ ”

  เดิมทีการตั้้งพรรคการเมืองเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องของเอกชนใครจะทำอะไรก็ตามใจ แต่เมื่อวิวัฒนาการมาเรื่อย  ความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเข้าสู่อำนาจรัฐ พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรมหาชน เป็นนิติบุคคลภายใต้กฎหมายมหาชน  กฎหมายพรรคการเมืองเป็นกฎหมายมหาชน ดังนั้น อะไรที่กฎหมายไม่เขียนไว้ให้ทำได้ ก็ทำไม่ได้  ดังนั้นการกู้เงินพรรคการเมืองก็ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้เขียนให้ทำได้ ที่หลายประเทศพรรคการเมืองกู้เงินได้ ก็เพราะกฎหมายเขาเขียนให้ทำได้ “
  ประเด็นที่สอง  การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ต้องสมเหตุผล ไม่ใช่จะคิดดอกเบี้ยต่ำอย่างไรก็ได้  
ปกติในทางการค้าเขาคิดดอกเบี้ยกัน 15% ถ้ากู้เงิน 100 ล้าน  ดอกเบี้ยเงินกู้ 15 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าคิดดอกเบี้ยแค่ 2 %  เหมือนกับให้ประโยชน์อันควรคำนวณเป็นเงินได้ 13ล้านบาทต่อปีกับคนที่กู้เงิน  ก็เป็นการไม่ปกติทางการค้า กู้เงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย เท่ากับเพื่อนให้เงินกับเพื่อน

 ดังนั้น ถ้ามีการให้กู้เงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย  ก็จะเกิดการช่วยเหลือกันได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามการครอบงำพรรคการเมือง ดังนั้นไม่ใช่จะคิดดอกเบี้ยต่ำอย่างไรก็ได้ ต้องสมเหตุผลด้วย กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร คิดเงินเพียง 2 %- 7%  ที่จริงต้อง 15 %
  ประเด็นที่สาม  ไม่ถึงกับต้องยุบพรรค แต่ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคในทางการเมือง
กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร มีความผิดปกติ มีเงื่อนงำ คืนเงินกันไปมา ดอกเบี้ยต่ำ  ทำสัญญากันเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่ที่จริงคือการบริจาค เข้าข่ายเป็นการให้ หรือบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง เกิน 10 ล้านบาท  จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 66 พรป.พรรคการเมือง ผลทางกฎหมายคือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมือง 5 ปี  ริบเงินส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทเข้ากองทุนพรรคการเมือง

   แต่ไม่ควรไปถึงมาตรา 72 พรป.พรรคการเมือง อันนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง เพราะมีความผิดเฉพาะกรณีฝ่าฝืนมาตรา 66 อยู่แล้ว  ก็ควรจบลงตรงนั้น ไม่ใช่โยงต่อไปถึงมาตรา 72  อันนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของเงินที่พรรคการเมืองได้มานั้นเป็นเงินผิดกฎหมาย เงินสกปรก สีเทา สีดำ

      ประเด็นที่สี่ พรรคการเมืองต้องยุบได้ยาก คือต้องเป็นความผิดที่หนักหนาจริงๆ เช่น เป็นปฏิปักษ์หรือล้มระบอบ บ้านเมืองไหนเขาก็ไม่ให้พรรคการเมืองนั้นดำรงอยู่ ในส่วนศาลรัฐธรรมนูญก็คงเห็นว่าพรรคการเมืองต้องยุบได้ยากเช่นกัน
แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจที่อยากยุบ ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าพรรคอนาคตใหม่กระทำผิดตามมาตรา 72 คือ รับเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญหมดทางเลือก เพราะจะเข้าข่ายมาตรา 92  ซึ่งต้องยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคในทางการเมือง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้กำหนด กฎหมายกำหนดมาอย่างนั้นอยู่แล้ว

เปิดคำชี้แจง..นายกฯ ตอบทุกข้อสงสัยฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดคำชี้แจง..นายกฯ ตอบทุกข้อสงสัยฝ่ายค้าน

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี,รมตกลาโหม
เปิดอ่าน 307 ครั้ง

เปิดคำชี้แจง..”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ” นายกฯ ตอบทุกข้อสงสัยหลังถูกฝ่ายค้านซักฟอก ลั่นทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ

ขอชี้แจงในขั้นต้นเรื่องที่ไม่วางใจตนมีหลายเรื่องตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ไม่โกรธเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด เข้ามาชี้แจงด้วยความยินดี แม้มีการปล่อยข่าวว่า มีการเผชิญทั้งศึกใน ศึกนอก อย่างไรก็ตามไทยเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นฉบับที่มีคนว่าทั้งดีและไม่ดี อาจจะไม่ถูกใจใครบ้างก็ตาม

ทั้งนี้ ส.ส.ทั้งหลายรวมถึงตนก็ผ่านการเลือกของประชาชน จำกันได้หรือไม่ว่าตนได้คะแนนเสียงโหวตเลือกนายกฯ เกิน 250 เสียง ซึ่งมากกว่าฝ่ายค้าน ไม่มี ส.ว.มาร่วมโหวตด้วย

อ่านข่าว…  แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

ส่วนข้อกล่าวหาว่าไม่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่เคยมีความคิดแบบนี้เลย แต่ต้องมองย้อนกลับไปก่อน 22 พฤษภาคม 2557 ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์ในปี 2553 เกิดอะไร นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เข้ามาอยู่ตรงนี้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้เกิดความเรียบร้อยก่อนนำสู่การเลือกตั้ง นอกจากนั้นสิ่งที่กังวลในตอนนั้นคือการโกง ลองย้อนกลับไปดูว่ามีจำนวนเยอะหรือไม่

ลองตอบในใจดู ไม่ต้องตอบดังๆ และมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศหลายอย่าง การทำลายอำนาจตุลาการ ซึ่งชาวบ้านยอมรับ ยอมติดคุก แต่บางคนไม่ยอมติดคุก อย่างเรื่องถุงขนม ประชาชนก็ลองเปรียบเทียบดู ซึ่งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อประโยชน์ใครไม่ทราบ รวมถึงการนิรโทษกรรม โครงการรับจำนำข้าว ใครทำก็ไม่รู้

ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าผมใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ผมไม่เคยไปก้าวล่วงใคร หรือจับติดคุกโดยปราศจากหลักฐานและข้อเท็จจริง ท่านไม่เป็นธรรมกับผม ผมไม่เคยว่า ผมก็อารมณ์เย็นตลอด ในอดีต จ.ภูเก็ต และนครสวรรค์ก็โดนมาแล้ว ถ้าไม่เลือกเราก็ไม่ได้โครงการ หรือที่มีบางคนพูดว่าผมอยู่ไม่ได้ ประเทศก็อยู่ไม่ได้ ใครพูดก็ไม่รู้ ดังนั้นถ้าไม่มีพยานหลักฐาน ก็ลงโทษคนทำผิดไม่ได้

ส่วนที่บอกว่าเศรษฐกิจมีปัญหา ต้องถามว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น หลายคนนั่งอยู่ตรงนี้ก็ทราบดี เพราะนั่งอยู่กับผมด้วย แล้วใครถูกตี ถูกทุบรถ เรื่องเหล่านี้ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก หากท่านจะตอบโต้ก็เอาหลักฐานมายืนยันแล้วกัน ทั้งนี้ในเรื่องมาตรา 44 จะเอาไปแกล้งข้าราชการทำไมวันนี้ไม่มีแล้ว

ที่ผ่านมาเอาไว้แก้ปัญหาเช่น องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ และการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ซึ่งก็ทำสำเร็จ ไม่ใช่เอาไว้ทำนู่นทำนี่ แต่ใช้ในการบูรณาการหรือแก้ปัญหา แล้วที่บอกว่าสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าใครพูดก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้ไปนั่งร่วมร่างด้วย เพียงแต่ส่งความเห็น กรธ.ได้ข้อสรุปอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น และ 5 ปี 7 เดือนที่อยู่ในตำแหน่ง

ลองนึกดูว่ามีคดีทุจริตกี่คดี ที่ผ่านมาเคยมีการแก้ไขหรือไม่ในกระบวนการยุติธรรม การทำงานทำตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ไปนั่งหัวโต๊ะแล้วสั่ง ไม่ก้าวล่วงอำนาจเขาเลย เพราะทุกกระทรวงมีกฎหมายอยู่ อย่างไรก็ตามที่บอกว่าเอื้อประโยชน์ให้ใครนั้น เป็นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือคาดกราณ์กันไป

        แล้วที่บอกว่ารัฐบาลใช้โครงการประชานิยม แต่ตนเรียก tailor made หรือ มี่แปลว่าช่างตัดเสื้อ คือแก้ปัญหาให้ประชาชนแต่ละกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งเราต้องดูแลเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถชี้แจงได้ รวมถึงเรื่องการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน BEM เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่สมัยไหน มีการให้สัมปทานมา 30 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องแก้ไข เพราะมีกรณีฟ้องร้อง ทั้งนี้ตนเป็นทหารต้องรักษาสัตย์ รักษาจิตใจของตนเองและต้องการให้การอภิปรายเป็นประโยชน์ เมื่อชี้แจงอะไรก็ให้กรุณาฟัง

ฟังทางนี้ ใครจะซื้อ ส.ส.อนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟังทางนี้ ใครจะซื้อ ส.ส.อนาคตใหม่

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:06 น.
สส,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,044 ครั้ง

ส.ส.อนาคตใหม่เป็นพวกดาวเคราะห์ไม่มีแสงในตัวเอง ได้รับเลือกเพราะธนาธรและพรรค ไปอยู่พรรคอื่นจะไม่มีประโยชน์

จะปล่อยข่าวหรือจะของจริง

เมื่อวานมี 2 เหตุการณ์ คือ สส.อนาคตใหม่ จำนวนหนึ่งไปนั่งที่นั่งของพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีข่าวออกมาว่า สส.อนาคตใหม่ส่วนหนึ่งจะย้ายซบพรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าว-ภูมิใจไทย อ้าแขนรับ ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ ยึดมาตรฐาน ศรีนวล

พอตกดึก สส.อนาคตใหม่ เปิดแถลงพร้อมคลิปเสียงสนทนาระหว่างชายคนหนึ่ง ปลายสายบอกออพชั่นว่า 23 ล้าน มาเยอะมีเก้าอี้ รมช.แถมให้ด้วย

2 ข่าวนี้กลบการอภิปรายของฝ่ายค้าน คณะยุทธการอรุณรุ่ง ไปเรียบร้อย

ความจริง การที่สส.จะย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ สส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ มีเวลา 30 วัน จะย้ายไปสังกัดพรรคตั้งใหม่ของ ธนาธร หรือจะย้ายไปพรรคการเมืองอื่น

ก่อนหน้านี้ ธนาธร เคยฟันธงว่า หากพรรคถูกยุบ จะมีสส.อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็น ยังอยู่กับพรรคใหม่ ที่เหลือมีจำนวนน้อยที่จะย้าย

แต่วันนี้ ยังไม่เห็นแววของพรรคใหม่ จึงมีความเคลื่อนไหวของสส.ที่อยากย้ายและพรรคการเมืองที่อยากได้

แต่ฟังทางนี้ก่อน หากใครจะซื้อตัวหรือดึงตัวสส.ของพรรคอนาคตใหม่ไป

ประการแรก ฝ่ายไหนรับไปได้หรือไม่ได้ประโยชน์ เพราะว่า สส.อนาคตใหม่ ที่มีสส.เขต 26 คน ที่เหลือเป็นสส.บัญชีรายชื่อ รวม 65 คน

ว่ากันว่า สส.ของอนาคตใหม่ เป็นสส.ประเภทดาวเคราะห์ คือไม่มีแสงในตัวเอง ได้รับเลือกตั้งมาเพราะปัจจัยสองอย่าง คือ ตัวธนาธร และอุดมการณ์ของพรรค

แทบจะไม่มีสส.เขตคนไหนที่ได้รับเลือกตั้งเพราะชื่อเสียงและคุณประโยชน์ที่ตนเองทำให้กับเขตเลือกตั้งของตัวเองเลย

ดังนั้นหากพรรคการเมืองอื่นรับไป จะมีปัญหาตามมาดังนี้

หนึ่ง หากเป็นสส.เขต จะไปทับซ้อนกับคนของพรรคเดิมอยู่แล้ว จะมีปัญหาเวลาส่งสมัครรับเลือกตั้ง หากเป็นสส.บัญชีรายชื่อ คนเหล่านี้ได้เป็นสส.เพราะคะแนนพรรค ความนิยมของ ธนาธร ไม่ใช่เพื่อตัวเองเลย

สอง รับมาแล้ว มีปัญหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

สองจุดหนึ่ง พรรคฝ่ายค้าน คงไม่เอาเพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร ในการที่จะได้สส.เพิ่ม แต่จะเพิ่มภาระในการดูแลอีกต่างหาก

หากมองประเด็นนี้ ปิดตายเลย ฝ่ายค้านไม่เอา ฉะนั้นจึงเหลือเฉพาะรัฐบาล ฝั่งรัฐบาลก็จะต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า รับมาทำไม ได้อะไร

และคนเหล่านี้เมื่อไม่มีคะแนนในตัวเอง หากลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้าไม่มีทางจะได้รับเลือกตั้งเป็นสส. หากรับมาจะมีประโยชน์แค่ตอนนี้ แต่พอยุบสภาแล้วไม่มีค่าอะไรเลย

แต่หากพรรครัฐบาลจะรับ พรรครัฐบาลก็จะมี 2 พรรคคือพรรคแกนนำกับพรรคร่วม

หากพรรคแกนนำต้องการสส.เพิ่ม จะมองที่ประโยชน์ในสภาป้องกันปัญหาเสียงปริ่มน้ำ บรรดารัฐมนตรีที่เป็นสส. จะได้ไม่ต้องไปนั่งเฝ้าสภาเวลามีการประชุม พรรคแกนนำจะไม่ได้ประโยชน์เรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

จะได้ประโยชน์ก็เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องการเพิ่มจำนวนสส. สมมุติเดิมมี 51 ได้มีอีก 9 รวมเป็น 60 หากปรับครม.ตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง เอาจำนวนสส.ไปหารเก้าอี้รัฐมนตรี จะทำให้พรรคร่วมได้เก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่ม

สองคือเอาไว้ต่อรองทางการเมือง เวลาต้องการผลประโยชน์อะไรจากพรรคแกนนำ หากไม่ให้ก็เอาจำนวนสส.ไปขู่ว่าจะถอนตัวหรือจะไม่ยกมือหรือไม่ไปประชุมสภา

แต่ทั้งหมดนี้ หากนายกฯ ประกาศว่า การเพิ่มจำนวนสส. ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโควตารัฐมนตรี จะมีผลแค่ทำให้พรรครัฐบาลเสียงในสภาไม่ปริ่มน้ำเท่านั้น

หากเป็นเช่นนี้ ก็เชื่อว่า พรรคการเมืองคงไม่ลงทุนไปซื้อสส.คนละ 20-30 ล้านมา เพราะถือว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ฉะนั้นใครจะซื้อสส.อนาคตใหม่ ขอให้ฟังทางนี้.

ฝ่ายค้านซัดรัฐบาล ล้มเหลว5ประการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านซัดรัฐบาล ล้มเหลว5ประการ

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:00 น.
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์,ล้มเหลว 5 ประการ,ฝ่ายค้าน,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

หมายเหตุ : นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ฝ่ายค้านจำเป็นต้องเปิดอภิปราย ตั้งข้อกล่าวหารัฐบาลไม่อาจไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไป เนื่องด้วยการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ทำให้ล้มเหลว 5 ประการ ได้แก่

อ่านข่าว…  โหมโรงซักฟอก”ฝ่ายค้าน”ให้ค่านายกฯแค่นี้

1.ความล้มเหลวต่อการสร้างความเชื่อมั่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กฎกติการัฐธรรมนูญมีการพูดกันว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างมาเพื่อพวกเรา อาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตยมากล่าวอ้าง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านมิได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่เพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่สร้างมาเพื่อสืบทอดอำนาจนำพาให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เงื่อนไขกลไกรัฐธรรมนูญ บั่นทอนความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นใจในการลงทุน เกือบทุกประเทศไม่เปิดใจยอมรับประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่อาจไว้วางใจให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพื่อกร่อนเซาะระบอบประชาธิปไตยประเทศให้ถดถอยผิดรูปร่าง อับอายชาวโลก ไม่อาจไว้วางใจให้ส่งต่อประชาธิปไตยจอมปลอมถึงรุ่นลูกหลานที่เป็นอนาคตของชาติ

2.ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้หลักความยุติธรรมแปลงร่างเป็นหลักกูและพวกพ้องอย่างไม่รู้สึกอับอาย เช่น ตีความข้อกฎหมายกับคะแนนปัดเศษ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ได้พรรคเล็กมาหนุนเสริมอำนาจตน การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ ที่เลวร้ายสุดคือการใช้คดีความเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกดดันบุคคลบางกลุ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพวกท่าน ไม่คำนึงถึงการทำลายหลักความยุติธรรม ทำเรื่องผิดเป็นถูก เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าแห่งตน ไม่คิดถึงอนาคตประเทศ

3.ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขอแบ่งช่วงเวลาที่สะท้อนความล้มเหลวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจเป็น 4 ช่วงคือ ระยะที่ 1 พ.ศ.2557-2558 ทำลายเศรษฐกิจฐานราก ยกเลิกมาตรการสนับสนุนสินค้าการเกษตรเกือบทั้งหมดแบบกะทันหัน เพราะกลัวถูกกล่าวหาเป็นประชานิยม ระยะที่ 2 พ.ศ.2559-2560 หลังยึดอำนาจ เริ่มแสวงหาประโยชน์ให้พวกพ้องบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีส่วนได้ส่วนเสียใกล้ชิดกับรัฐบาลได้ประโยชน์ถ้วนหน้า ทั้งโครงการอีอีซี โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การก่อสร้างรถไฟ 3 สนามบิน ที่เอื้อธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ระยะที่ 3 พ.ศ.2561-2562 ก่อนและหลังเลือกตั้ง เรียกว่า “สารพัดแจกมั่วซั่ว เพื่อการสืบทอดอำนาจ” ด้วยความอยากมีอำนาจ และกลัวสูญเสียอำนาจ ออกมาตรการซื้อเสียงล่วงหน้า เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการชิมช้อปใช้เฟสต่างๆ ระยะที่ 4 พ.ศ.2562-2563 ทุ่มให้สินเชื่อแต่ไร้กำลังซื้อ ไม่เข้าใจว่าช่วงเวลาใดประเทศต้องการอะไร ตราบาปที่ทำกับเศรษฐกิจประเทศถูกจารึกว่าคนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศ

4.ล้มเหลวปราบปรามการทุจริต ข้อมูลที่ยืนยันความล้มเหลวการปราบทุจริต ของรัฐบาลคือ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การคอรัปชั่นทั่วโลก ปี 2561 ปรากฏว่า ประเทศไทยถูกลดอันดับจากอันดับ 96 ปี 2560 เป็นอันดับ 99 ที่น่าเศร้าใจสุดคือ ความรุนแรงของการคอรัปชั่นกันในกองทัพ ทำธุรกิจหาประโยชน์กันในกองทัพ กลายเป็นต้นเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงที่โคราช ท่านอาจแกล้งหรี่ตามองไม่เห็นเพราะคนที่ทำเป็นคนแวดล้อม แต่ตนไม่อาจทนเห็นการโกงเงินภาษีประชาชนเป็นแสนล้าน ในวันที่ประชาชนลำบากยากเข็ญอีกต่อไปได้ และ

5.ล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี สังคมไทยรับรู้มาระยะหนึ่งว่า เราเป็นประเทศมีนายกฯ เป็นตัวตลก น่าอับอายต่อนานาประเทศ การแสดงวิสัยทัศน์และความเห็นต่างๆ แสดงถึงความด้อยซึ่งปัญญา ไม่เหมาะสมหลายครั้ง เช่น การทุบโต๊ะ โยนของใส่ผู้สื่อข่าว มองเห็นคนเห็นต่างเป็นศัตรู ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม สะท้อนวุฒิทางปัญญาและอารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่อาจไว้วางใจให้คนซึ่งประกาศตัวว่า มีเซลล์สมอง 84,000 เซลล์ บริหารประเทศได้ ท่ามกลางความล้มเหลวต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ย้อนรอย ‘บรรยิน’ กลางสมรภูมิ ‘ปากน้ำโพ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย ‘บรรยิน’ กลางสมรภูมิ ‘ปากน้ำโพ’

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:30 น.
บรรยิน,พตทบรรยิน ตั้งภาก,นายชาดา ไทยเศรษฐ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ปากน้ำโพ
เปิดอ่าน 2,399 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 25 ก.พ.63

********************************

แม้ศึกเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร เขต 2 “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” จะไม่ได้ช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียง แต่ก็ซุ่มทำการบ้าน เตรียมจัดทีมผู้สมัครนายก อบจ. และ ส.อบจ.นครสวรรค์

จู่ๆ เสี่ยบรรยิน ก็ถูกตำรวจกองปราบบุกจับกุม พร้อมพวก ในคดีคนร้ายลักพาตัวพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อต่อรองทางคดีให้พิพากษายกฟ้องเสี่ยบรรยิน ในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๊ง มูลค่า 300 ล้านบาท

หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมเสี่ยบรรยินคือ “ส.จ.อ๊อด” ด.ต.ธงชัย วจีสัจจะ ส.อบจ.นครสวรรค์ อ.เมือง เขต ซึ่งชาวบ้านแถวปากน้ำโพทราบดีว่า “ส.จ.อ๊อด” เป็นคนใกล้ชิดบรรยิน

อ่านข่าว-แจ้ง 6 ข้อหาหนัก “บรรยิน-พวก” ผบ.ตร.นำทีมคุ้ยหลักฐาน

ขาลง‘บรรยิน’

เลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่พรรคเพื่อไทย ทั้งในพื้นที่นครสวรรค์-กำแพงเพชร

ค่ายบรรยิน ทายาท เกียรติชูศักดิ์ และนุกูล แสงศิริ

เฉพาะสนามปากน้ำโพ เสี่ยบรรยิน วาดหวังให้ได้ 5 ที่นั่ง โดยฝากผีฝากไข้ไว้ที่ พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ เขต 4 และทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5

ที่สำคัญเสี่ยบรรยินวางตัวลูกสาว “เบล” บุษญา ตั้งภากรณ์ ลงเขต 1 และลูกชาย “บอส” วรภัทร ตั้งภากรณ์ ลงเขต 2

ผลเลือกตั้ง ส.ส.นครสวรรค์ สร้างความเจ็บช้ำให้แก่เสี่ยบรรยิน เพราะมีเสี่ยทายาทคนเดียวที่ได้เป็น ส.ส.เขต สำหรับ บุษญา ตั้งภากรณ์ และวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ พ่ายเรียบ

เฉพาะเขต 1 สิงห์เฒ่า-ภิญโญ นิโรจน์ เอาชนะลูกสาวเสี่ยบรรยินแบบล็อกถล่ม เพราะช่วงหาเสียงมีคนมาฟังปราศรัยของเพื่อไทยหลายหมื่นคน

สถานการณ์การเมืองในวันนี้..ต้องเรียกว่า ขาลงเสี่ยบรรยินของจริง

สร้างก๊กใหม่

เดิมทีเสี่ยบรรยินอยู่ในสังกัดกลุ่มวังน้ำยมของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ช่วงเลือกตั้ง 2550 เสี่ยบรรยินสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย และถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี เมื่อพรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ

เลือกตั้งปี 2554 เสี่ยบรรยินแยกทางกับสมศักดิ์ โดยหวนกลับพรรคเพื่อไทย รับบทแม่ทัพหลังม่าน ผลักดันวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยาลงสนามแทน

เสี่ยบรรยินได้ “นายทุนรายใหม่” จึงรวบรวมไพร่พลตั้งก๊กใหม่ ไม่ยอมเป็นลูกน้องใครอีก พยายามยึดสนามท้องถิ่นนครสวรรค์ให้ได้

บรรยินส่งลูกสาวลงสนาม แต่แพ้มังกรปากน้ำโพ

เมื่อกระสุนจากมือปืนสไนเปอร์พุ่งเจาะหัว “อำนาจ ศิริชัย” นายก อบจ.นครสวรรค์ จึงมีการเลือกตั้งท้องถิ่นใหม่ ตอนนั้นการเมืองปากน้ำโพร้อนรุ่มราวแผ่นดินลุกเป็นไฟ

ปี 2553 เลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ แทนเสี่ยอำนาจ มานพ ศรีผึ้ง อดีต ส.จ. อ.ท่าตะโก ชนะ ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง อดีตรอง นายก อบจ.นครสวรรค์ จากค่ายฉลามดำ

ต้นปี 2557 บรรยินส่งพี่ชาย ร.อ.จักรวาล ลงสนามเลือกตั้ง ส.ว. และได้รับชัยชนะ หลังจากเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2552 พี่ชายเสี่ยบรรยิน พ่ายภรรยาของอำนาจ ศิริชัย

ว่ากันว่านับแต่เสี่ยบรรยินติดบ่วงคดีเสี่ยชูวงษ์ นักการเมืองท้องถิ่นในสังกัดแยกตัวออกไปหลายคน

ภูมิใจไทยมาแล้ว

ย้อนไปดูช่วงเลือกตั้งปี 2562 เสี่ยบรรยินได้ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” มาร่วมกองบัญชาการเลือกตั้ง ซึ่ง พล.ต.ท.สมศักดิ์ เป็นนายตำรวจที่วนเวียนอยู่แถวปากน้ำโพ และเข้าร่วมทีมเฉพาะกิจ “ฉลามดำ” ของ พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์” มือปราบรุ่นพี่

เมื่อลาออกจากราชการตำรวจ พล.ต.ท.สมศักดิ์ สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรค มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ

ที่น่าสนใจผลการเลือกตั้ง ส.ส.นครสวรรค์ ปี 2562 ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ได้ปักธงสีน้ำเงินไว้ที่เขต 4 คือ มานพ ศรีผึ้ง” อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ ที่คว่ำ นุกูล แสงศิริ เด็กในคาถาของเสี่ยบรรยิน

มานพ ศรีผึ้ง ดาวเด่นค่ายภูมิใจไทย

ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของมานพคือ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่อุทัยธานีและนครสวรรค์

ด้วยเหตุนี้การเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ ที่จะมีขึ้นภายในปีนี้ จึงมีข่าวเสี่ยบรรยิน เปิดการเจรจากับทุกกลุ่มการเมืองในปากน้ำโพให้จับมือกันส่งผู้สมัครนายก อบจ. ไม่ต้องแข่งขันกันเอง

แค่ได้ยินว่าชาดาจะลงมาลุยสนามท้องถิ่นเมืองสี่แคว..เสี่ยบรรยินก็หนาวถึงขั้วหัวใจ

เปิดใจ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” “พ่อบ้านประชารัฐ” กับแผล พปชร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418882?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” “พ่อบ้านประชารัฐ” กับแผล พปชร.

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:20 น.
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 475 ครั้ง

เปิดใจ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” “พ่อบ้านประชารัฐ” กับแผล พปชร. คอลัมน์… Exclusive talk

 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นหนึ่งคนที่ถูกจับตามอง เมื่อพรรค พปชร. มีเรื่องวุ่นๆ นั่นเพราะอยู่ในตำแหน่งสำคัญ โดยทั้งเก้าอี้เลขาฯ พรรค และรมว.พลังงาน ต่างอยู่ในเรดาร์ที่ถูกหมายตาจากคนหลายกลุ่ม

อ่านข่าว… สนธิรัตน์ ปลื้ม ปชป.โดดช่วยศึกซักฟอก
“เนชั่นสุดสัปดาห์” คุยกับ “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ถึงการทำงานในภาพรวมของรัฐบาล รวมถึงปัญหาวุ่นๆ ในพรรคพลังประชารัฐที่เกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

รมว.พลังงาน เริ่มด้วยการพูดถึงการทำงานของรัฐบาลว่า รัฐบาลพยายามตั้งใจขับเคลื่อนผลงานตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภามาเอาไว้ โดยภาพรวมนั้นทุกพรรคตั้งใจผลักดันผลงานอย่างเต็มที่ มีบางเรื่องเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ขณะที่บางเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินงาน

เขาเล่าให้ฟังว่าในการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมา รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาไม่ว่าจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจขั้นรุนแรง เช่น ค่าเงินบาท ซึ่งกระทบต่อการส่งออก การใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ที่เกิดล่าช้า จึงกระทบต่อจีดีพี ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งส่งผลต่อเครื่องยนต์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงจะเห็นว่าแม้รัฐบาลจะพยายามเดินหน้านโยบายแต่ก็มีปัจจัยทางด้านลบที่ทำให้การทำงานบางอย่างยังไม่สัมฤทธิ์ผล

“แน่นอนว่าการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่เหมือนการทำงานกับรัฐบาลก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะมี ครม.เศรษฐกิจมาประสานการทำงาน โดยการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองหลายพรรค มีทั้งด้านบวกและข้อลบ ซึ่งข้อดีคือมีความคิดที่หลากหลาย ขณะเดียวกันการดำเนินการบางอย่างก็ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากนัก”

 “พ่อบ้านประชารัฐ” ตอบคำถามกรณีที่ถูกมองที่ผลงานพรรคร่วมอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” เด่นกว่าพรรคแกนนำรัฐบาลว่า รัฐบาลพยายามผสมผสานนโยบายของทุกพรรคการเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐบาลมากที่สุด การเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ไม่สามารถหยิบนโยบายของพรรคตัวเองมาชูโรงแต่เพียงพรรคเดียว จึงต้องเกิดการผสมผสาน แต่ทุกนโยบายและทุกผลงานล้วนเป็นของรัฐบาล ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง”

มาโฟกัสที่ “พรรคพลังประชารัฐ” นายสนธิรัตน์ ให้คะแนนพรรคตัวเองว่า ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นงานในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่เห็นว่างบประมาณปี 2563 ผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ก็ยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐ มีปัญหากันภายในบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของพรรคการเมืองขนาดใหญ่

“นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะสิ่งสำคัญคือเรามีความเป็นเอกภาพ ความไม่เข้าใจกันบ้าง ก็เป็นแบบนี้ทุกพรรค ถ้าเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีคนมาก ย่อมมีความคิดแตกต่างกัน หรือเป็นธรรมชาติของการเมือง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่มีความไม่เข้าใจกันขั้นรุนแรง”

ในฐานะเลขาฯ พรรค “นายสนธิรัตน์” กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภายในก็ได้พยายามประสานกับกลุ่มเพื่อประสานความสัมพันธ์ให้ทุกกลุ่มที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันสามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยยึดหลักการขับเคลื่อนตามแนวทางยุทธศาสตร์พรรค พยายามเอาพื้นฐานความเป็นพรรคพลังประชารัฐมาสร้างระบบการทำงาน รองรับแนวความคิดของคนทุกกลุ่ม

เมื่อถามว่าเหมือนเก้าอี้เลขาฯ พรรค และรมว.พลังงาน จะถูกเลื่อยขาอยู่บ่อยๆ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองที่มีความหลากหลาย และไม่รู้สึกเครียดหรือกังวลในเรื่องนี้ เพราะเป็นธรรมดาของการเมืองซึ่งต้องมีการพูดคุย ทำความเข้าใจระหว่างกัน

รมว.พลังงาน พูดถึงกระแสการปรับ ครม.หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอนนี้มีเพียงกระแสข่าว จึงอาจจะเร็วเกินไปที่จะมองไปถึงตรงนั้น เพราะการปรับ ครม.อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสนธิรัตน์ ยืนยันว่า ยังแนบแน่น

“ที่บอกว่าเราห่างเหินกันเป็นข่าวลือทั้งนั้น เป็นการให้ข่าวโดยไม่มีมูลเหตุอะไรเลย ผมกับท่านอาจารย์สมคิด เป็นทีมเดียวกัน ทำงานด้วยกันอย่างแนบแน่น แต่หลังการตั้งรัฐบาลใหม่ ต่างคนต่างก็มีบทบาทของตัวเอง โดยกระทรวงพลังงาน เป็นงานอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกับท่านมาก ไม่เหมือนตอนที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ท่านใช้กลไกกระทรวงนี้มากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความห่างเหินกัน เรายังแนบแน่น เป็นทีมเดียวกันอยู่ เพราะเราเดินทางมาด้วยกัน”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ทิ้งท้ายว่าถึงวันนี้คิดว่ารัฐบาลอยู่ได้ แม้เสียง ส.ส.ในสภาจะไม่แตกต่างจากฝ่ายค้านมากนัก แต่ก็มีความมั่นคงเพียงพอในการสนับสนุนรัฐบาลให้คงอยู่ไปได้

“เพราะเดิมทีหลายคนมีความเป็นห่วงเรื่องนี้ แต่นับวันเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงน้อยลง ส่วนจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานของรัฐบาล ปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ แต่ทุกรัฐบาลก็อยากจะอยู่ให้ครบ 4 ปี”