สิทธิที่ต้องหวงแหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419562?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิทธิที่ต้องหวงแหน

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:54 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

สิทธิที่ต้องหวงแหน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

ไม่น่าเชื่อเวลา 4 วันของการประลองเชิงยุทธ์ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน…แม้จะเริ่มด้วยความกร่อย เซ็ง แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายคงต้องชมเชยฝ่ายค้านที่สามารถทำคะแนนโกยแต้มกลับคืนด้วยการทำให้รัฐบาลมีอาการตะกุกตะกักประมาณเครื่องสะดุด เพลาหัก สลักหาย หัวเทียนบอด ยางแฟบ แหนบตาย โช้กหัก ไฟไม่จ่าย ไดไม่ชาร์จ สตารท์พังได้ในบางช่วง โดยเฉพาะการเปิดแผลกรณีการแต่งตั้งบุคคลที่มีปัญหาทางคดีมาเป็นรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการปล่อยหมัดเด็ดเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ที่กล่าวหากองทัพจงใจสร้างความแตกแยกในสังคมด้วยการคุกคามฝ่ายตรงข้ามเพื่อแบ่งแยกประชาชนในการปกครอง

วันนี้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 5 รัฐมนตรีปิดฉากลงอย่างสวยๆ ท่ามกลางเสียงสนับสนุนเต็มพิกัดของ ส.ส.ในฝั่งรัฐบาล แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้เชื่อว่า การเมืองไทยคงจะข้นมันคักๆ โดยเฉพาะท่วงท่าของ “บิ๊กตู่” ในการขยับปรับครม.เพื่อรักษาสมดุลของเรือเหล็กให้แล่นฉิวต่อไปได้อย่างมั่นคง จากนี้ไปภาพการปรับครม.คงจะชัดขึ้นทุกวันๆ และต่อจากนี้เราคงจะได้เห็นเกมต่อรองเก้าอี้ของบรรดาเสนาบดีในพรรคร่วมรัฐบาลตามจังหวะการเมืองรอบใหม่เช่นกัน

การเมืองคือเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ งานนี้ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นพรรคร่วมรัฐบาลระดับบิ๊กและกลางเร่งกวาดต้อนบรรดา ส.ส.แพแตกจากอนาคตใหม่ให้มาเข้าคอกมากที่สุด โดยไม่สนว่าจะใช้วิธีใด เพราะรู้ดีว่า หากพรรคมีเสียงหนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากเท่าใดอัตราต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีจะเพิ่มมากขึ้น แต่ที่น่าหดหู่ใจยิ่งนักคือเกมการช่วงชิงบรรดางูเห่าที่หิวโหยด้วยวิธีเปิดโต๊ะซื้อขายด้วยค่าตัวหลัก 25-30 ล้านกันอย่างโจ๋งครึ่มจนมีคลิปเสียง 1, 2 และ 3 ว่อนไปทั่วสภานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งที่น่าละอายหรือไม่ ตรงนี้ขอตั้งคำถามกลับไปยังบุคคลเหล่านั้นให้ช่วยตอบ ดังๆ ชัดๆ ให้ฟังด้วย

ความน่าอดสูที่เกิดขึ้นอาจเป็นบ่อเกิดทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย และเกิดความแคลงใจต่อนักการเมืองเหล่านั้นเป็นร้อยเท่าทวีคูณ ทั้งนี้หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉยปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ซุกอยู่ใต้พรมต่อไป สังคมอาจจะหมดความเชื่อมั่นกับระบบการเมืองไทยที่ถือกำเนิดมาเกือบ 100 ปี…การซื้อตัว ส.ส.เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ดังนั้นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อจัดการอุปสรรคทางการเมืองให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นภาวะและวงจรอุบาทว์เหล่านี้อาจจะย้อนรอยกลับมาหลอนคนไทยอย่างไม่จบไม่สิ้น

อย่าให้วงจรอุบาทว์เหล่านี้หวนกลับมาหลอกหลอนคนไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และที่สำคัญสังคมน่าจะตื่นรู้แล้วว่า ในวันหน้าหากยังปล่อยคนที่มีพฤติกรรมไร้ยางอายเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติไปทำหน้าที่แทน…ผลตอบรับที่ได้กลับมาจะเลวร้ายเพียงใด…เพราะคนไทยทุกคนคือเจ้าของสิทธิ ฉะนั้นสิทธิใดที่พึงมีเราต้องปกป้องไว้ด้วยตนเอง…อย่าให้คนอื่นมาชี้นำ หรือฉกฉวยไปใช้แบบดื้อตาใสอีกเลย…

หยุด3นิ้ว หยุดอนาธิปไตย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419521?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุด3นิ้ว หยุดอนาธิปไตย

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:00 น.
หยุดชู 3 นิ้ว,อนาธิป,นักศึกษา,ุชุมนุม,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 870 ครั้ง

Editor Talk : หยุด3นิ้ว หยุดอนาธิปไตย

ไม่ว่าจะเป็น แฟลชม็อบ หรือม็อบอะไรตอนนี้เป้าอยู่ที่คณะอนาคตใหม่

มีคนประเมินว่า ม็อบยุบพรรคอนาคตใหม่ จะจุดติดหรือไม่ แต่วันนี้ กระแสการต่อต้านรัฐบาล และต่อต้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ เกิดขึ้นแล้ว

อ่านข่าว-แฟลชม็อบ ม.รังสิต นศ.กว่า500ชีวิตรวมตัวแสดงจุดยืนทาง

แม้จะไม่มากมาย หากเทียบกับการชุมนุมในอดีต

แต่ก็ได้กระจายไปตามมหาวิทยาลัย และลามเข้าไปในรั้วโรงเรียนมัธยม

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของแฟลชม็อบคือการ ชู 3 นิ้ว ที่มาจากคำว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

ช่วยแปลความหน่อย ว่า 3 นิ้ว 3 ประการนี้ ประเทศไทยมีหรือขาดอะไรไปบ้าง บรรดานักศึกษาจึงพากันมาเรียกร้อง

วันนี้เรามีเสรีภาพหรือไม่ ตอบ เสรีภาพคืออะไร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมือง เสรีภาพในการเขียน คิดและอ่าน

ความเสมอภาค เรามีหรือไม่ เขาจึงเรียกร้อง ความเสมอภาคทางการศึกษา ความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ เรามีไหม เรามีการผูกขาดหรือไม่ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง มีจุดอ่อนอย่างไรหรือไม่

สุดท้ายคือ ภราดรภาพ การเท่าเทียมในเพื่อนมนุษย์ การกดขี่ การเลือกปฏิบัติ ชนชั้นวรรณะ เรามีหรือไม่

เป็นสิ่งที่เราจะต้องนำมาประเมินว่า ข้อเรียกร้อง 3 อย่างนั้น รัฐบาลไปละเมิดตรงไหน รัฐบาลไปเลือกปฏิบัติตรงไหน

หากแต่เรายืนยันว่า เมื่อเรามีประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง สิ่งที่นักศึกษา และนักเรียนเรียกร้อง จากกรณียุบพรรคอนาคตใหม่นั้น เรามีครบทั้ง 3 อย่าง

เพื่อเป็นการลดเงื่อนไข ปิดจุดอ่อน ไม่ให้ฝ่ายการเมืองนำไปเป็นเครื่องมือเพื่อครอบงำความคิดของ นักเรียน นักศึกษา

ต้องทำให้สังคมรับทราบว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ คือการยุบพรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย และต้องบอกว่า อนาคตใหม่ไม่ใช่อนาคตของชาติ

อนาคตใหม่เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น

ชาติประชาธิปไตย ต้องเคารพกฎหมาย ไม่ใช่การเอากฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมาย และพากันออกมาชู 3 นิ้ว

ก่อนที่คณะอนาคตใหม่จะบิดเบือนไปมากกว่านี้ ก่อนที่คณะอนาคตใหม่จะสร้างความขัดแย้งแล้วนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและของประเทศตามมา

ต้องหยุด 3 นิ้วเพื่อหยุดอนาธิปไตย

ชิงเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิงเมือง

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:55 น.
ไวรัสโควิด-19,แฟลชม็อบ,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,546 ครั้ง

ชิงเมือง   คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… สถิตย์ ธรรม

ไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก ทำให้หลายประเทศยกระดับมาตรการสกัดยับยั้งไม่ให้ขยายวงกว้าง ทั้งการออกแถลงการณ์ไม่เปิดรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศเสี่ยง หนึ่งในนั้นมี ประเทศไทย โดนหางเลขไปกับเขาด้วย

หันกลับมาดูในส่วนของไทยสักหน่อย แม้กระทรวงสาธารณสุขมีมติให้ “ไวรัสโควิด-19” เป็นโรคอันตรายร้ายแรงลำดับที่ 14 โดยพยายามบอกว่า “ยังเอาอยู่” ไม่ถึงขั้นประกาศการแพร่ระบาดระดับ 3 แต่เหตุการณ์ผู้ติดเชื้อเพิ่มเมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) โดยไม่ยอมบอกประวัติต่อแพทย์ไปประเทศกลุ่มเสี่ยงมาก่อน กระทั่งแพร่เชื้อไปถึงลูกหลาน เด็กก็ไปโรงเรียนอีก หลักแหล่งอยู่ในเขตดอนเมือง ยิ่งทำให้สถานการณ์ในประเทศใกล้เข้าสู่การแพร่ระบาดระดับ 3 มากขึ้นแล้ว

เอาล่ะ! สถานการณ์ไวรัสล้างโลก มีประเด็นชวนคุยด้วยความเป็นห่วงกันอีกยาวทีเดียวแต่ดูเหมือนมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ค่อยอินังขังขอบต่อสุขภาพชนสักเท่าไหร่

นั่นคือกรณี “แฟลชม็อบ” มีการส่งข้อความทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปตามนิสิตนักศึกษา คลับคล้ายคลับคลา ซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นที่ดูกันเลย ให้มารวมตัวต่อต้านครูบาอาจารย์ ขนาดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวานนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และเหล่าส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังเกาะเทรนด์ด้วยการเปิดไฟฉายโทรศัพท์ในห้องประชุมสภาระหว่างซักฟอก “ลุงตู่” หวังให้ติดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ตามที่พวกเขาต้องการเหมือนกัน

จับความเคลื่อนไหวปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ แฟลชม็อบโผล่ออกมาเหมือนโรคระบาดตามมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมเปิดเวทีปราศรัยทางการเมือง ขุดคุ้ยเรื่องมูลเหตุการร่วมงานของอดีตส.ส.พรรคสีส้มที่ย้ายขั้วไปขึ้นฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเปิดเผย มีความพยายามนำข้อมูลจากเหล่า “สามเกลอสีส้ม” ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา ไปขยายต่อให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล

ยิ่งมีการปูดข้อมูลลับของฝ่ายความมั่นคงเพื่อใช้ยุทธภูมิโลกไซเบอร์โต้กลับข่าวสารขั้วตรงข้ามนั้น..กระแสนี้ยิ่งปั่นขึ้นไปง่ายขึ้นสำหรับเสนาธิการขั้วตรงข้าม “ลุงตู่”

กาลเวลาในวันวานนั้นหนังสือลับหรือหนังสือใต้ดินที่รัฐบาลสั่งห้ามตีพิมพ์และจำหน่าย คือสิ่งเย้ายั่วคนรุ่นใหม่และฝ่ายต้านอำนาจรัฐบาลยามนั้นมาอ่าน เมื่ออ่านแล้วจะฮึกเหิมเละพร้อมออกไปชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่พวกเขามองว่าไม่ชอบธรรมให้ออกไป

วันนี้โลกไซเบอร์ถูกนำมาใช้แทนหนังสือใต้ดินและน่าจะมีผลไวกว่าเดิมหลายร้อยเท่าตัว

กล่าวตรงไปตรงมากันเลย “คนเดือนตุลา” บางคนที่ยามนี้ผันกายไปเป็นกุนซือให้กลุ่มอนาคตใหม่วางเกมไว้ว่า เมื่อพรรคโดนยุบ บางส่วนของขุนพลเสื้อสีส้มที่ยังมีสิทธิในรัฐสภาก็ถล่ม “ลุงตู่” ในศึกซักฟอก

ส่วนการเมืองนอกสภาคือหมากอีกตัวหนึ่งที่ใช้เคียงข้างพรรคสีส้มใหม่ ที่จะแจ้งเกิดในไม่กี่นาทีข้างหน้าตามที่ประเมินแล้วว่าจะมีส.ส.เหลือติดตัวหลังทัพแตกราว 40 คนขึ้นไป และยิ่งมีแรงดูดเท่าใด..การปลุกกระแสมวลชนย่อมทวีอัตราไปมากเท่านั้น เพราะการทลายความชอบธรรมของ “ลุงตู่” และคณะ กำลังถูกปั่นกระแสที่มาจากข้อมูลลับซึ่งโดนปกปิดจากฝ่ายรัฐและถูกกระชากหน้ากากออกมา

จริงอยู่ด้วยสภาพการณ์ “ครม.ลุงตู่” พ้นภาวะปริ่มน้ำ และยังอยู่ได้หลายเพลาจากจำนวนผู้แทนฯ ย้ายขั้ว แต่ภาวะนั้นอาจอยู่ยากเพราะบางฝ่ายขยายผลความชอบธรรม แน่นอนในช่วงปิดสมัยประชุมในไม่กี่วันข้างหน้าการเมืองนอกสภาเคลื่อนเต็มสูบ

แม้ฝ่ายรัฐจะเตือนผู้เคลื่อนไหวให้เคารพกฎ แต่จับอาการเบื้องต้นแล้วนั้น พบว่า เร็ววันนี้การฝืนกฎจะบังเกิดและกระพือไกลหากเกิดการปะทะและจับกุม เพราะแผลที่ขั้วตรงข้าม “ลุงตู่” เปิดสดยามนี้ เรียกแขกให้ฮือมาชมแบบเหนือการคาดคิด
ขบวนการนิสิตนักศึกษาคือธงนำในการระดมพลของขั้วตรงข้ามที่จะเดินแถวหน้าลงสู่การเมืองนอกสภา โดยต้องรอยลอีกระยะว่าทีเด็ดของค่ายตรงข้ามที่แว่วว่ามีอีกเพียบจะปล่อยของออกมาวันใดและประเด็นไหนบ้าง

ฝ่ายคลังสมองและเสนาธิการ “ลุงตู่” อย่าเมาหมัดเดินตามเกมและตกหลุมพรางที่ค่ายตรงข้ามวางไว้แล้วกัน

เพราะแว่วว่า งานนี้คือ “ศึกชิงเมือง”

ตื่นแล้ว ‘เอก-ป๊อก’ ไปต่อยังไง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419338?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตื่นแล้ว ‘เอก-ป๊อก’ ไปต่อยังไง

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:05 น.
แฟลชม็อบ,นศประท้วง,ไล่ประยุทธ์,อนาคตใหม่,ประเด็นร้อน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,287 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27 ก.พ.63

********************************

คณะอนาคตใหม่ และพรรคการเมืองใหม่ของพวกเขา จะไปต่ออย่างไร ..สีส้มเก่าไม่ทราบหรอก เพราะผู้นำทางจิตวิญญาณจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการต่อสู้ ทั้งในและนอกสภา

ผู้นำในที่นี้ แบ่งออกเป็น กลุ่มคือ กลุ่มเพื่อน สนนทประกอบด้วย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”, “ชัยธวัช ตุลาธน” และ “ศรายุทธ ใจหลัก”

สองแกนนำคณะอนาคตใหม่

กลุ่มที่ กลุ่มนักวิชาการปีกซ้าย ที่มี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นผู้ประสานงาน นักวิชาการหัวก้าวหน้าได้เคลื่อนไหวต่อต้าน “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” มาตั้งแต่ปี 2550 โดยระยะแรก “โหนรถไฟสายทักษิณ” แต่ผิดหวัง ไม่พอใจเรื่องสู้ไป กราบไป จึงหันมา “โหนรถไฟสายพ่อฟ้า” 

ดอกไม้ดิจิทัล

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ในแฟนเพจ Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีความในใจของอดีตแกนนำ สนนทที่เห็นภาพนิสิตนักศึกษาผุด “แฟลชม็อบ” ในรั้วจามจุรีและรั้วนนทรี

ตั้งแต่ทำงานกิจกรรมการเมืองในสมัยเป็นนักศึกษาเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เท่าที่จำได้ ผมยังไม่เคยเห็นเวทีปราศรัยการเมืองกลางแจ้งที่จัดโดยนิสิตนักศึกษาในรั้วจุฬาฯ และเกษตรศาสตร์ มาก่อนเลย…”

แฟลชม็อบของนักศึกษาหลายสถาบัน

เอก ธนาธร” จึงสรุปว่า “นิสิตนักศึกษาตื่นแล้ว พลวัตของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว”

อย่างว่าแหละ เสี่ยเอกมาทำกิจกรรมในสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทของ สนนทจะเคลื่อนไหวร่วมกับสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน ฯลฯ

ช่วงม็อบเหลืองแดง นิสิตนักศึกษาถูกแบ่งแยกเป็น ปีก มีการชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ในชั่วโมงนี้ เป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวที่เรียนมัธยมปลายในยุครัฐบาล คสช.

จากปรากฏการณ์ “พ่อของฟ้า” สู่ยุทธการติดแฮชแท็ก และแฟลชม็อบ

ก้าวไกล..ก้าวใหม่

พรรคการเมืองใหม่ของอดีตอนาคตใหม่ จะชื่ออะไร ยังไม่มีใครทราบแต่ผู้นำพรรคตัวจริงชื่อ “ชัยธวัช ตุลาธน” หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ “ต๋อม ชัยธวัช” โพสต์แสดงจุดยืนและทิศทางใหม่ทันที ผ่านแฟนเพจ Chaithawat Tulathon เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า “เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ #Saveอนาคตใหม่”

ถัดจากวันนั้นมา เสี่ยต๋อมเพื่อนเสี่ยเอก ก็เล่าความในใจหลายเรื่อง “สองปีกว่าของการเดินทาง “บทแรก” ยังยืนยันว่า ไม่เคยเสียใจ ไม่หันหลังกลับ และไม่คิดว่าพวกเรากำลังถอยหลัง”

ชัยธวัช-ธนาธร เพื่อนร่วมอุดมการณ์

เสี่ยต๋อม อดีตแกนนำ สนนท.ยุคปี 2542 ประเมินสถานการณ์ “แฟลชม็อบ” ของนิสิตนักศึกษาว่า จุดติดแล้ว เขาจึงมั่นใจว่า การเดินทาง “บทที่สอง” จะไม่เหมือนเดิม

ดูเหมือนว่า การประเมินแฟลชม็อบของเสี่ยต๋อมอย่างสุขุมรอบคอบ “เราไม่เคยคิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง สังคมที่เราปรารถนา จะเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน พวกเราไม่ใช่คนบ้าเลือดที่จะชวนผู้คนไปสังเวยชีวิตเพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้าหรืออารมณ์ชั่ววูบ”

ดูเหมือนกรมการเมืองคณะอนาคตใหม่ ยังลังเลที่จะเปิดเกมรุกแบบม้วนเดียวจบบนท้องถนน

ประชาชนปฏิวัติ

นอกจาก อันโตนิโอ กรัมชี่ มาร์กซิสต์ชาวอิตาลี ก็มียังมี “ทรอตสกี้” เจ้าทฤษฎีคนหนึ่งของมาร์กซิสต์ ที่ปัญญาชนซ้ายใหม่ มักจะอ้างถึงอยู่บ่อยๆ เนื่องจากพวกเขาผิดหวัง “เผด็จการคอมมิวนิสต์” แบบสตาลิน

หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ยกบทที่ว่าด้วย “สถานการณ์ปฏิวัติในความคิดของทรอตสกี้” มาแปะไว้ที่หน้าแฟนเพจของเขา

เมื่อระเบียบแบบเก่ากลายเป็นระเบียบที่มวลชนไม่อาจทนได้อีกต่อไป มวลชนก็จะแตกหักกับสิ่งขวางกั้นที่กีดกันพวกเขาออกไปจากการเมือง มวลชนจะเดินหน้ากวาดเอาพวกตัวแทนของพวกโบราณดั้งเดิมออกไป และสร้างพื้นฐานของระบอบใหม่ด้วยตัวของพวกเขาเองประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติ คือ ประวัติศาสตร์ของการเข้ามาของมวลชนอันทรงพลังสู่แดนแห่งการปกครองด้วยชะตากรรมของตนเอง”

ศาสดาทรอตสกี้

ในการปฏิวัติรัสเซีย ปี ค..1917 ชาวคณะบอลเชวิกที่นำโดย เลนิน และทรอตสกี้ กำลังถกเถียงประเด็นกระแสการปฏิวัติสุกงอมแล้วหรือยัง ?

ทรอตสกี้เห็นการจลาจลแย่งชิงอาหารในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทหารหนีทัพ ไม่รับคำสั่งปราบปรามการชุมนุม เครื่องมือการปกครองปั่นป่วน ไร้ระเบียบวินัย จึงสรุปว่า “อำนาจทั้งหมดได้หล่นลงไปอยู่กลางถนนแล้ว”

จากแฟลชม็อบ เตรียมขยับสู่ม็อบใหญ่บนท้องถนน..คณะอนาคตใหม่ อยากจะทดสอบทฤษฎีของทรอตสกี้หรือไม่ ?

จับตานักศึกษาเคลื่อนไหว “ไฟ”รอปะทุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419335?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตานักศึกษาเคลื่อนไหว “ไฟ”รอปะทุ

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:45 น.
นักศึกษา,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 925 ครั้ง

จับตานักศึกษาเคลื่อนไหว “ไฟ”รอปะทุ คอลัมน์…  Special Report

ในขณะที่บรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินไปอย่างจืดชืด เพราะฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลใหม่ๆ มาเล่นงานรัฐบาล โดยเพิ่งจะมาเริ่มคึกคักเมื่อนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีมอนาคตใหม่ ลุกขึ้นเปิดประเด็น iO หรือ ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารของกองทัพ เพื่อสนับสนุนรัฐบาล โจมตีฝ่ายตรงข้าม จึงทำให้การอภิปรายเริ่มจะมีสีสันขึ้นมา

อ่านข่าว-น.1 ขอบคุณนิสิต-นศ.รวมตัวแสดงพลังค้านยุบ อนค.อยู่ใน

นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่บรรยากาศการเมืองนอกสภา ดำเนินไปอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์เลือกตั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ นานถึง 10 ปี

โดยขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ที่เริ่มรวมตัวแสดงออกซึ่งการต่อต้านเผด็จการ ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยเริ่มจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ภายหลังยุคพรรคอนาคตใหม่เพียง 1 วัน ซึ่งที่บริเวณลานโพธิ์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ท่าพระจันทร์ มีนักศึกษาเกือบพันคน พร้อมกันชูสามนิ้ว ​พร้อมเขียนข้อความประณามรัฐบาลและคำตัดสินของศาลอย่างเผ็ดมัน

การแสดงออกของนักศึกษาได้ขยายออกอย่างต่อเนื่อง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่งรวมตัวกันแสดงพลัง ไม่เว้นแม้กระทั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่บริเวณลานข้างหอประชุมจุฬาฯ มีการจัดกิจกรรม “จุฬารวมพล” มีการชูป้ายข้อความต่างๆ เช่น “เกียรติภูมิจุฬา คือรังเกียจเผด็จการเอาประชาธิปไตยคืนมา” เป็นต้น

เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม มีการจัดกิจกรรม “ประชาธิปไตย แฟลชม็อบ” วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมจุดเทียนแสดงพลัง ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีกิจกรรม “มอกะเสดไม่ใช่ขนมหวานราดกะทิ” โดยนิสิตได้อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทวงคืนความยุติธรรม ลบล้างผลพวงรัฐประหาร มีนิสิตหลายพันคนร่วมกิจกรรม

ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หลายมหาวิทยาลัย พร้อมใจกันติดแฮชแท็ก แสดงออกซึ่งการสนับสนุนการชุมนุมของนักศึกษาด้วยกัน เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีข้อความว่า “ถึงจะอยู่ไกลขอส่งใจที่ลานแปดเหลี่ยม” มหาวิทยาลัยพะเยา เขียนข้อความว้า “ฟ้ามุ่ยไม่คุยเผด็จการ” จุฬาฯ เขียนข้อความว่า “เสาหลักจะไม่อกหักอีก” เป็นต้น

นอกจากนี้ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ยังมีแฟลชม็อบในหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จัดกิจกรรม Flash Mob #MUneedsDemocracy โดยมีนักศึกษาขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างดุเดือด เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ มีการรวมตัวกันแสดงออกอย่างคึกคัก และยังมีการแสดงพลังของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมีการเขียนข้อความเสียดสีรัฐบาล และชูสามนิ้วพร้อมกัน

ในวันเดียวกัน ยังมีแฟลชม็อบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฯลฯ ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น หลายมหาวิทยาลัย ยังมีการประกาศนัดวันชุมนุม เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง นัดหมายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วันที่ 26 กุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นต้น

ความตื่นตัวทางการเมืองนี้ ยังลามไปถึงนักเรียนขาสั้น โดยนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เชิญชวนกันผ่านเฟซบุ๊ก ติดแฮชแท็ก #เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ นัดรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลใหญ่ของโรงเรียน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 08.30 น.

จะเห็นว่าการรวมตัวกันแสดงออกซึ่งการต่อต้านรัฐบาล เริ่มจะมีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะมีการนัดหมายรวมตัวของหลายมหาวิทยาลัยเพื่อแสดงพลังกันแน่ ในเวลาอันใกล้นี้

ตรวจสอบบริหารโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419333?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจสอบบริหารโปร่งใส

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:58 น.
ปฏิบัติการไอโอ,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ซักฟอก
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ตรวจสอบบริหารโปร่งใส

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลถือเป็นระบบการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลว่าการบริหารบ้านเมืองเป็นไปตรงตามที่แถลงไว้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารทั้งในแง่ผลประโยชน์ว่ามีการเอื้อกลุ่มพวกพ้องหรือไม่ และการใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใสเพียงใด มีการคอร์รัปชั่นหรือไม่ ซึ่งฝั่งอภิปรายซักฟอกต้องทำการบ้านและเสาะหาข้อมูลที่เป็นหลักฐานมาประกอบการอภิปรายเพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงและน้ำหนักของข้อกล่าวหาซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายเลื่อนลอยเป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความเสียหาย และยังมีผลสะท้อนไปถึงฝั่งอภิปรายให้ขาดความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากเฝ้าติดตามและรับรู้รับเห็นถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่ปรากฏในสภา

อ่านข่าว…  อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา

การอภิปรายครั้งนี้มีหลายเรื่องที่ทำให้เกิดคำถามของสังคมและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจงหรือตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างชัดเจน อาทิ การกล่าวหาว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร(ไอโอ) หรือ Information Operation และอ้างหลักฐานว่าหน่วยงานมั่นคงเป็นหน่วยรับผิดชอบปฏิบัติการนี้ โดยมีกรุ๊ปไลน์ 3 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้บังคับบัญชา กลุ่มที่สองเป็นไลน์ส่งมอบภารกิจให้แก่หน่วยปฏิบัติการ กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มรายงานผลและชี้วัดภารกิจในแต่ละวัน โดยกล่าวหาว่ามีจุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม รวมทั้งคุกคามฝ่ายตรงข้ามเพื่อแบ่งแยกประชาชนในการปกครอง อีกทั้งยังอ้างโยงหลักฐานงบประมาณหน่วยงานมั่นคงสนับสนุนเว็บไซต์ให้ลดความน่าเชื่อถือและป้ายสีกลุ่มองค์กรและบุคคลด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การอภิปรายประเด็นนี้สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมอย่างมากจนทำให้เกิดกระแสแสดงความคิดเห็นถึงประเด็น “ปฏิบัติการไอโอ” กันอย่างท่วมท้น ส่งผลให้แฮชแท็ก #รู้ทัน IO พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีนโยบายในเรื่องไอโอ พร้อมชี้แจงว่ามีการใส่ร้ายป้ายสีทางสื่อสังคมออนไลน์เต็มไปหมด แม้แต่ตัวเองก็โดนเช่นกัน และว่าจะต้องสืบหาข้อเท็จจริงเพราะเกิดความเสียหายต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของการติดตามและตรวจพบการกระทำแบบนี้ ด่ากันไปมา ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีเลย ปลุกระดมคนให้มาทะเลาะกัน นอกจากนี้ยังระบุว่าจะตรวจสอบไปด้วยว่าบางพรรคการเมืองก็กระทำในลักษณะแบบนี้ด้วย จึงต้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกันหมดและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นภาครัฐต้องไปสืบสวนเอาความจริงมาชี้แจงเพื่อตอบคำถามสังคม

การอภิปรายซักฟอกจะว่าไปก็เป็นระบบกล่าวหาพร้อมนำหลักฐานมาแสดง และฝ่ายบริหารต้องเคลียร์ให้ได้ จึงถือเสมือนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาล หากทำให้สังคมขาดความน่าเชื่อถือย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพได้ ซึ่งในอดีตที่มีการซักฟอกก็ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองมาแล้ว หรืออย่างน้อยรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็สั่นสะเทือนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งและถึงขั้นต้องลาออกก็มีแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะมีหลายส่วนคาดการณ์ว่าที่สุดแล้วหลังอภิปรายทางฝ่ายรัฐบาลย่อมโหวตชนะ แต่ต้องไม่ลืมว่ามีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พบว่าดัชนีชี้วัดสำคัญต่อฝ่ายบริหารนั้นส่วนใหญ่ให้ความคาดหวังในด้านการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ซึ่งหากขาดหรือบกพร่องสิ่งนี้ไปย่อมเป็นการยากที่จะได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากสังคมต่อไป

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419331?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:48 น.
ลมพัดผ่านขุนเขา,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 411 ครั้ง

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

การเมืองประเทศไทยเวลานี้เหมือนวิ่งวิบาก ต้องเผชิญหลายสิ่งหลายอย่างดังทราบกันอยู่

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่พร้อมห้ามกรรมการบริหารยุ่งกับการเมืองอีก 10 ปี ซึ่งเป็นจุดหักเหทางการเมืองอย่างแรง

อ่านข่าว…   ยุบ’อนาคตใหม่’ คดีกู้เงิน 32 พรรคการเมือง หนาว

แม้แต่เด็กอมมือก็รู้อยู่ว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแต่ต่อไปนี้บรรดา ส.ส.อนาคตใหม่ก็สภาพเหมือนผึ้งแตกรัง และพรรคอื่นโดยเฉพาะพรรคที่มีเงินหนาก็เหมือนตกปลาในบ่ออะไรๆ ก็รู้กันอยู่

ดังนั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่โดนหางเลข นำโดยนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ จึงไม่น่าเป็นห่วงเพราะแบเบอร์ว่าสอบผ่านวันยังค่ำไม่มีการบุบสลาย สีไม่ถลอก

ไม่กระทบกระเทือนเหมือนดังสุภาษิตว่าเหมือน ‘ลมพัดผ่านขุนเขา’ ไม่มีเรื่องต้องหวั่นวิตก

นายกรัฐมนตรี ‘บิ๊กตู่’ พร้อมทีมงานก็จะบริหารประเทศต่อไป ส่วนจะมีการปรับรัฐมนตรีหรือไม่ยังบอกไม่ได้

ของพรรค์นี้ยิ่งปฏิเสธยิ่งเป็นจริงทุกที! โปรดติดตาม
อ๊อด เทอร์โบ

หมั่นฝึกฝนบุตรหลานตื่นตัว
รับมือกับทุกสถานการณ์

แพรเชื่อว่าคนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายๆ ท่านคงได้ติดตามข่าวสารในบ้านเราอยู่ตลอด และจะสังเกตได้ว่าช่วงหลังมานี้มีแต่ข่าวไม่ดีนัก เช่นเรื่องการใช้อาวุธไม่ว่าจะเป็นปืน ระเบิด หรือมีดเพื่อก่อเหตุต่างๆ เดือนๆ หนึ่งก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่น่ากลัวมากคือก่อเหตุบนห้างสรรพสินค้าที่มีคนเดินอยู่เยอะมาก หรือกลางท้องถนน และเราก็ไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องไม่ดีแบบนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่

ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีวิธีรับมือกับเรื่องเหล่านี้และยิ่งมีลูกหลานด้วยแล้ว เราควรสอนให้เขารู้จักวิธีการปกป้องตัวเองหรือช่วยเหลือตัวเองได้บ้างในกรณีที่เกิดการพลัดหลงกับเรา เพื่อลูกหลานของเราจะสามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางในชีวิตของพวกเขา

วันนี้แพรมีวิธีการสอนลูกๆ ทั้ง 7 ข้อที่จะช่วยฝึกฝนให้พวกเขาตื่นตัวพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์มาฝากกัน ต้องขอบคุณ รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งกลุ่มเพื่อนแม่ๆ ในไลน์ของแพรส่งต่อมา และน่าสนใจมากค่ะ

1.ฝึกให้จดจำเบอร์โทรศัพท์ผู้ปกครอง หรือคนในครอบครัว 2.เขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครองใส่กระเป๋าพกติดตัวไว้ 3.ฝึกให้มีการตื่นตัวและระวังภัยต่อการเกิดเหตุร้ายที่คาดไม่ถึง เช่น ถอดหูฟังเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหมั่นสังเกตความผิดปกติของเหตุการณ์รอบตัว

4.สอนให้จดจำทางเข้าออกของสถานที่ต่างๆ ให้เป็นนิสัย 5.สอนให้รู้จักทางออกฉุกเฉินเมื่อไปในสถานที่ต่างๆ และวิธีการออกจากพื้นที่ที่อันตรายด้วยความรวดเร็ว 6.สอนให้รู้จักวิธีซ่อนตัว และฝึกให้เงียบ ไม่ส่งเสียงดัง 7.ฝึกวิธีตอบโต้เมื่อเข้าตาจน

นี่แหละค่ะวิธีทั้ง 7 วิธีที่เราจะช่วยให้ลูกของเรามีทางหนีทีไล่เมื่อต้องเจอสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ซึ่งจริงๆ แพรเชื่อว่าคนที่เป็นพ่อเป็นแม่แบบเรายังไงเสียก็ต้องปกป้องลูกจนวินาทีสุดท้าย แต่หากเราหมั่นฝึกฝนวิธีเหล่านี้ให้พวกเขาแม้จะไม่ได้ใช้ก็ตามแต่ ก็น่าจะวางใจไปได้อีกขึ้นค่ะ
แพร (ขอนแก่น)

เรียนคุณ ‘แพร’ ขอนแก่น
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีประโยชน์และขออนุญาตจากอาจารย์หมอ ‘นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ’ รพ.จุฬาลงกรณ์ นำมาเผยแพร่ให้ทราบเพื่อจะได้เตรียมรับมือทันท่วงที

เวลานี้ประเทศไทยของเราเกิดเหตุการณ์รุนแรงโดยไม่คาดคิดบ่อยครั้ง และไม่มีการแจ้งเตือน จะเรียกว่าจิตใจคน-สังคมวิปริตก็ว่าได้

ต่อไปนี้จะต้องคำนึงเหตุการณ์ธรรมชาติ หรืออุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นซึ่งการเตรียมรับมือไว้ก่อนจะดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ

โรงไฟฟ้าชุมชน ‘จิ๊กซอว์” แก้จนเหลื่อมล้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419316?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรงไฟฟ้าชุมชน ‘จิ๊กซอว์” แก้จนเหลื่อมล้ำ

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 22:35 น.
โรงไฟฟ้าชุมชน,จิ๊กซอว์,แก้จนเหลื่อมล้ำ
เปิดอ่าน 376 ครั้ง

แม้ชื่อของ ‘สนธิรัตน์’ รมว.พลังงาน ไม่ปรากฏว่าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่ได้การันตีเก้าอี้เสนาบดีตัวนี้ในวันข้างหน้า การเร่งสร้างผลงานดีกว่า’รำมวย’ไปวันๆ

แม้ชื่อของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะไม่ปรากฎว่าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ตาม แต่นั่นไม่ได้การันตีว่าเก้าอี้เสนาบดีของเจ้าตัวจะเป็นอย่างไรในวันหน้า

การมัวแต่รีรอ คงไม่ทันการณ์ ความพยายามเร่งสร้างผลงานของ “สนธิรัตน์” แม้อายุรัฐบาลขณะนี้ ยังไม่ถึงขวบปีดีนัก ย่อมดีกว่ารำมวยไปวันๆ เพราะไม่รู้ว่าการ “ปรับครม.” จะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้นการมีผลงานถือเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

การเดินหน้านโยบาย “โรงไฟฟ้าชุมชน” เริ่มเป็นที่คุ้นหู หลายครั้ง “นายกรัฐมนตรี” เองก็ออกปากถึงโครงการนี้ ว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างไร

 “โรงไฟฟ้าชุมชน” ถือเป็นโปรเจ็กต์สำคัญที่กระจายลงไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นกลไกการแก้ปัญหาความยากจนเหลื่อมล้ำ

อย่างแรก ชุมชนจะได้รับคือ มีไฟฟ้าที่ผลิตได้ในชุมชมใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

 ต่อที่สอง ที่ชาวบ้านจะได้ คือหากมีไฟเหลือใช้ ก็สามารถขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทาง

นอกจากนั้น กระบวนการผลิตไฟฟ้า ยังสามารถใช้ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง และอ้อย เป็นต้น มาใช้เป็นพืชพลังงาน นับเป็นการแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้ รวมถึงยังสามารถนำขยะ สิ่งของเหลือใช้มาเป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

ประมาณว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เพียงแต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อครหาเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เพราะงานนี้ลำพังเพียงศักยภาพของชุมชนคงไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้ เอกชนจึงต้องเข้ามาร่วมผลักดัน แต่จะทำอย่างไรให้การดำเนินการเกิดความโปร่งใส

ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของอาเซียน นับเป็นการต่อจิ๊กซอว์ในภาพเล็ก ที่ส่งผลในภาพใหญ่อย่างชัดเจน

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในบริบททางการเมือง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ก็ต้องติดตามกันต่อไป ไม่ว่าผลงานตรงนี้ จะทำให้ “สนธิรัตน์” ได้นั่งสานงานต่อในตำแหน่ง “รมว.พลังงาน” หรือไม่ก็ตาม

แต่ที่แน่ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลลัพธ์ของโครงการนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

เรื่องลึกลึก ‘วีรบุรุษนาแก’-‘สหายแสง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419193?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องลึกลึก ‘วีรบุรุษนาแก’-‘สหายแสง ‘

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:19 น.
เรื่องลึกลึก,วีรบุรุษนาแก,สหายแสง,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 22,372 ครั้ง

บรรยากาศการประชุมสภาฯญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 3 ร้อนแรงขึ้น เมื่อเกิดเหตุวิวาทะระหว่าง ‘วีรบุรุษนาแก’ กับ’สหายแสง’ กลางสภา ซึ่งทั้งสองคนเคยเกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบที่นาแก นครพนม

เข้าสู่วันที่ 3 แล้ว สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
และบรรยากาศการประชุมสภาก็เริ่มร้อนแรงขึ้น เมื่อเกิดเหตุวิวาทะกันระหว่าง‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำหน้าเป็นประธานในการประชุม กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ยืนกรานจะอภิปราย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับหน้าที่ไม่ครบถ้วน แต่นายศุภชัยไม่อนุญาต

นำมาซึ่งคำว่า ‘วีรบุรุษนาแก’ กับ ‘สหายแสง’
  ศุภชัย : หากอภิปรายต่อจะให้ออกจากห้องประชุม ซึ่งผมไม่ได้ขู่
 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  :หากท่านจะเอาจริง ก็เจอกันนอกสภาฯ”
  ศุภชัย  :ผมไม่กลัว หากมีคนบอกว่าท่านคือ วีรบุรุษนาแก ผมก็เป็น สหายแสง

แล้วที่มาของ‘วีรบุรุษนาแก’ กับ‘ สหายแสง’ เป็นอย่างไรเล่า
 ช่างบังเอิญว่า ทั้งสองคนเกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม ระหว่างปี 2519-2522 และมาอยู่ในสภาผู้แทนฯชุดนี้ 

 ‘วีรบุรุษนาแก’

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” เดิมชื่อ “เสรี เตมียเวส” จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 8 (ตท.8) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 24 (นรต.24)

“เสรีพิศุทธ์” เดินทางไปรับราชการเป็น ผบ.หมวด สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.นครพนม และทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมในช่วงปี 2515-2516

ปี 2519 สถานการณ์สู้รบในพื้นที่สีแดงมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น “เสรีพิศุทธ์” จึงอาสาไปประจำการที่สถานีตำรวจภูธร อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีตำแหน่งเป็น ผบ.หมวด

อ.นาแก เป็นฐานมวลชนใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อีสานเหนือ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน ชาวบ้าน ต.ก้านเหลือง และ ต.หนองสังข์ ส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์

สมัยโน้น ตำรวจจะรับผิดชอบลาดตระเวนหาข่าวตามหมู่บ้านเขตสีแดง แต่การปราบปราม “ทหารดาวแดง” ในเขตป่าเขา เป็นหน้าที่ทหาร โดยกรมทหารราบที่ 3 กองทัพภาคที่ 2 ได้มาตั้งหน่วย ฉก.อยู่ที่ภูพานน้อย อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

ปี 2522 “เสรีพิศุทธ์” ได้เป็นสารวัตรใหญ่ สภ.อ.นาแก จ.นครพนม และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1

สมัยเป็นสารวัตรใหญ่นาแก ไม่ได้มีภารกิจรบกับคอมมิวนิสต์อย่างเดียว หากแต่ยังมีงานพัฒนา ช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่ง “เสรีพิศุทธ์” ได้จัดระเบียบตำรวจใหม่ ทำให้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน

ด้วยงานผลงานโดดเด่น ทั้งงานปราบปรามและงานพัฒนา จึงได้รับการขนานนามเป็น “ขุนพลของประชาชน” หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า “วีรบุรุษนาแก”

                         

สหายแสง

ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ อ.นาแก อีกรายหนึ่งคือ “ศุภชัย โพธิ์สุ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส.นครพนม

สมัยที่ “ศุภชัย”เรียน ป.กศ.ต้น วิทยาลัยครูสกลนคร ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นดาวไฮปาร์คของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาสกลนคร

เมื่อเกิดการสังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 ศุภชัย หลบหนีการปราบปรามของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสมัยนั้น เข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท.ที่ภูพาน โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายแสง”

ช่วงปี 2519-2523 เนื่องจาก “สหายแสง “เป็นคนพื้นถิ่นจัดตั้ง จึงส่งสหายแสง มาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในเขต อ.นาแก อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก ซึ่งบางหมู่บ้าน บางตำบลอยู่ในการดูแลของ “เสรีพิศุทธ์”

ปี 2524  “สหายแสง”คืนสู่เหย้า ตามนโยบาย 66/2523 ได้กลับเข้าเรียนหนังสือและรับราชการเป็นครูที่บ้านเกิด อ.ศรีสงคราม ชาวบ้านจึงรู้จักในนาม “ครูแก้ว”

จากนั้น “ครูแก้ว”เล่นการเมืองเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และลงสมัคร ส.ส.หลายหน แต่สอบตก

จนกระทั่งปี 2544 ” ครูแก้ว”ชนะการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. เขต 5 นครพนม พรรคความหวังใหม่ ก่อนพรรคความหวังใหม่จะยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ” ครูแก้ว”เป็น รมช.เกษตรฯ โควต้า“กลุ่มเพื่อนเนวิน” หลังจากนั้น “ครูแก้ว” ก็สังกัดค่ายภูมิใจไทยมาตลอด

 “ครูแก้ว”เป็นผู้แทนติดดิน สำหรับชาวเรณูนคร และนาแก บางส่วนยังจดจำวีรกรรมในอดีตของ “สหายแสง” ได้เป็นอย่างดี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศุภชัย สุดทน เสรีพิศุทธ์ ป่วน ลั่นกลางสภาผมไม่กลัว วีรบุรุษนาแก

ศึกซักฟอกแค่ “อากาศ” ในมือฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกซักฟอกแค่ “อากาศ” ในมือฝ่ายค้าน

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:20 น.
ซักฟอก,อภิปราย,พลอประยุทธ์
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

ศึกซักฟอกแค่ “อากาศ” ในมือฝ่ายค้าน

ไม่รู้จะกลายเป็นแค่ “ลิเกหลงโรง” หรือไม่สำหรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีในเรือเหล็กทั้ง 5 คน ที่ฝ่ายค้านหมายคุยโวตั้งแต่ปี่กลองยังไม่เชิดว่า การอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้านจะมีหมัดน็อกให้ “บิ๊กตู่” สลบคาเวทีชนิดล้มทั้งยืนได้ แต่ทำไปทำมาเมื่อการอภิปรายผ่านพ้นไป 2 วันเต็ม กองเชียร์กองแช่งกลับรู้สึกว่า การอภิปรายครั้งนี้จืดชืดสนิท ไม่ตื่นเต้นสมราคาคุยของพรรคฝ่ายค้าน

ศึกซักฟอกครั้งนี้ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านยังไม่มีหมัดเด็ดหรือข้อมูลใหม่ที่ทำให้ประชาชนฟังแล้วต้องดีดนิ้วร้อง “ว้าว” ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายกลายเป็นหนังม้วนเก่าที่เคยฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะเป็นปมที่ดินย่านบางบอนของบิดานายกรัฐมนตรี การขยายสัญญาเช่า “ศูนย์ประชุมสิริกิติ์” อีก 50 ปีที่ฝ่ายค้านมุ่งประเด็นไปที่การเอื้อผลประโยชน์ให้เจ้าสัวค่ายน้ำเมา หรือแม้กระทั่งการเซ็นสัญญาในสัมปทานของรถไฟฟ้าสีต่างๆ การใช้อำนาจมาตรา 44 มาแทรกแซงทีวีดิจิทัล หรือการเอื้อประโยชน์นายทุนในการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยทุกข้อกล่าวหามุ่งไปที่การเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนระดับเจ้าสัว

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเศรษฐกิจที่ฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของบิ๊กตู่กำลังสร้างปัญหาให้ประเทศด้านเศรษฐกิจเป็นประวัติศาสตร์ เพราะนโยบายของรัฐบาลทำให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจ และเกิดความเหลื่อมล้ำถึงขนาดคนรวยจะไม่มีโอกาสจน คนจนไม่มีโอกาสรวย โดยฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่าที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะส่วนหนึ่งมาจากปมด้อยของตัวนายกฯ ที่เข้าสู่อำนาจโดยยึดอำนาจจนคนทั่วโลกบอยคอต และที่สำคัญการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลมุ่งเอื้อประโยชน์ให้คนรวยจนเกิดความเหลื่อมล้ำที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคนรวยกับคนจน

“ชาวบ้านถามว่าจะปลดนายกฯ ได้หรือไม่ ผมบอกว่าอย่าตั้งความหวังขนาดนั้น แต่สำหรับผมเองมองข้ามไปแล้ว เพราะสนใจว่าประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไรมากกว่าภายใต้ความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นผมขอไม่ไว้วางใจให้นายกฯ อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ถ้าอยู่ต่อไปความเหลื่อมล้ำจะมีมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีวิกฤติทางสังคมไปทั่วประเทศ ดังนั้นการยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะสภาไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นผมขอให้นายกฯ ลาออกเท่านั้น”

ถ้าสิ่งเหล่านี้คือหมัดเด็ดที่หวังจะน็อกรัฐบาลต้องบอกว่า “ฝันไป” เพราะทุกข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายล้วนเป็นข้อมูลในวงกว้างที่เป็นภาพรวมหรือที่ภาษาฝรั่งชอบเรียกกันว่า “Big picture” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะชี้ให้คนไทยเห็นว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ทุจริตในเรื่องใด และที่สำคัญบางข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาขุดคุ้ยตีแผ่กลับถูกนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โยนระเบิดลูกใหญ่กลับไปว่าปฐมบทเรื่องการขยายสัญญาเช่า “ศูนย์ประชุมสิริกิติ์” 50 ปีความจริงแล้วมันเกิดขึ้นจากรัฐบาลก่อนรัฐประหารที่เป็นคนริเริ่มต่างหาก

“พื้นที่ศูนย์สิริกิติ์เป็นของกระทรวงการคลังที่ทำสัญญาให้บริษัท เอ็นซีซี แมเนจเมนท์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จํากัด มาบริหารพื้นที่โดยเป็นคู่สัญญากับกรมธนารักษ์มาตลอด มีรายละเอียด ซึ่งต่อมาเกิดปัญหาขึ้น เมื่อบริษัทเอ็นซีวีบอกว่าทำตามสัญญาไม่ได้เพราะกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎหมายผังเมืองให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่สีน้ำเงิน คือ ห้ามมีสิ่งก่อสร้างสูงเกิน 23 เมตร ดังนั้นในปี 2544 กระทรวงการคลังจึงหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถยกเลิกสัญญากับเอกชนได้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่าถ้าการที่เอกชนไม่สามารถทำตามสัญญาได้ ไม่ได้มาจากความผิดของเอกชน ก็ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ ทำได้แค่แก้ไขสัญญา จึงเป็นที่มาของการแก้ไขสัญญาดังกล่าว รัฐบาลฟังคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด ทำตามขั้นตอนต่างๆ จนมาสู่บทสรุป ทั้งหมดนี้จะเอื้อใครหรือไม่ ต้องไปดูว่า เอื้อมาตั้งแต่รัฐบาลใด”

เมื่อทุกอย่างมันคือข้อมูลที่คร่ำครึจนทำให้ฝั่งรัฐบาลถึงกับลูบปากว่า ศึกซักฟอกนี้มันคือ “หมูในอวย” ดังนั้นเท่าที่ผ่านมาเราแทบจะไม่ได้เห็นบทบาทของวอร์รูมฝั่งรัฐบาล หรือบรรดาองครักษ์พิทักษ์ลุงและผองเพื่อนแสดงบทบาทในฐานะบอดี้การ์ดปกป้องชีวิตเจ้านายสักเท่าใด โดยสิ่งที่ได้เห็นในศึกอภิปรายครั้งนี้จากกลุ่มบรรดาองครักษ์คือการออกมาเยาะเย้ยถากถางข้อมูลฝ่ายค้านว่าของปลอมเปรียบได้ดั่ง “ยุทธการอรุณรุ่งริ่ง เป็น “มวยล้มต้มคนดู”

สุดท้ายศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเดินทางไปถึงจุดไหนคงเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ยาก และนี่อาจเป็นบทเรียนให้ฝ่ายค้านนึกถึงสุภาษิตไทยว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” อย่าไปรีบร้อนเร่งรีบ ทำไมหยุดหายใจ คิดให้ช้าสักนิดด้วยการปล่อยให้รัฐบาลเรือเหล็กบริหารประเทศไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยมานั่งดีดลูกคิดคำนวณดูว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดได้สร้างบาดแผลหรือมลทินใดให้ประเทศด้านใดบ้าง เมื่อถึงเวลานั้นค่อยจัดหนักจัดเต็มเปิดศึกใหญ่ด้วยข้อมูลลึกระดับ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ดีกว่ารีบร้อนลุกลี้ลุกลน “เล่นใหญ่” เกินตัวทั้งที่ในมือยังกำไว้แค่ “อากาศ”