“เพื่อไทย-อนาคตใหม่” รอยร้าวที่ยากเกินประสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อไทย-อนาคตใหม่” รอยร้าวที่ยากเกินประสาน

1 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
เปิดอ่าน 880 ครั้ง

จากที่เคยเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มาเวลานี้กลายเป็นฝ่ายค้านต่างหากที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ปริ่มน้ำ

ภายหลังผลการลงมติไว้วางใจพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถึง 277 เสียง ทำให้รู้ถึงสถานะของฝ่ายค้านแล้ว ณ จุดนี้เหลือเพียง 211 คนเท่านั้น

นัยของเสียงที่ห่างกันถึง 66 เสียงขนาดนี้ แน่นอนว่าจะมีผลให้การทำงานในสภาของฝั่งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น เพราะอย่างน้อยไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คะแนนโหวตสูสีจนต้องนับคะแนนใหม่เหมือนกับเมื่อครั้งการพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 รวมไปถึงไม่ต้องเผชิญกับสภาพองค์ประชุมล่มจนทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลและรัฐสภาแบบที่ผ่านมา

คะแนนที่เทมายังรัฐบาลนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนค่ายของส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งถูกยุบไปถึง 10 คน ประกอบด้วย 1.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ 2.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา 3.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น 4.ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. 5.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ

6.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. 7.นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร 8.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 9.นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี และ 10.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่

การปันใจของส.ส.ทั้ง 10 คนนำมาซึ่งแรงกระเพื่อมทั้งภายในพรรคอนาคตใหม่และพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในพรรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะกระทบต่อตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ เดิมพรรคอนาคตใหม่มีทั้งหมด 6 ตำแหน่งบนพื้นฐานของการมี ส.ส. 80 คน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปถึงสองครั้งตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ที่มีผลให้ ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 2 คน ได้แก่ ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ประกอบกับ มี ส.ส.ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ย้ายพรรค 10 คน ทำให้อำนาจในทางการเมืองในสภาของกลุ่มอนาคตใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่จะเป็นการการันตีว่าอนาคตใหม่จะไม่เลือดไหลอีก เนื่องจากการย้ายพรรคยังเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจนกว่าจะครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญในช่วงปลายเดือนเมษายน นับตั้งแต่ยุบพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ความร้าวฉานในระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ทวีรอยร้าวไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ ส.ส.กลุ่มอนาคตใหม่ไม่ได้อภิปรายตามเวลาที่กำหนดไว้ เนื่องจากถูกพรรคเพื่อไทยเผาเวลาในช่วงวันสุดท้ายของการอภิปราย จนกลายเป็นคำถามที่ปิยบุตรกังขาพรรคเพื่อไทยว่า “มวยล้มต้มคนดู”

ตลอดการอภิปรายกว่า 4 วันที่ผ่านมานั้น ส.ส.อนาคตใหม่ถูกพรรคเพื่อไทยในฐานะพี่ใหญ่ของฝ่ายค้านดัดหลังเป็นระยะ โดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาของการอภิปราย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าทีมงานของกลุ่มอนาคตใหม่ได้ทำสื่อประชาสัมพันธ์ว่า ส.ส.จะอภิปรายในช่วงเวลาใดของแต่ละวันบ้าง และขอให้ประชาชนติดตามในช่วงเวลานั้น แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะช่วงเวลาที่อนาคตใหม่ได้แจ้งผ่านสื่อของตัวเองเอาไว้กลับเป็นคิวการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย จนทำให้ ส.ส.ของอนาคตใหม่ต้องถูกเลื่อนไปอภิปรายในช่วงกลางดึก ทั้งในเรื่องการทำปฏิบัติการทางข่าวสารและคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ยิ่งไปกว่านั้นการประสานงานภายในพรรคฝ่ายค้านเองก็ถูกตัดตอนเป็นระยะ เมื่อเกิดการประชุมวิปฝ่ายค้านสองวง วงแรกเป็นวงระหว่างตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ซึ่งเมื่อได้ข้อตกลงในเรื่องใดแล้วตัวแทนของแต่ละพรรคจะไปแจ้งกันภายในพรรคตามขั้นตอน ทว่ากลับมีวงประชุมฝ่ายค้านวงที่ 2 ที่มีเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

วงประชุมที่สองนี้เองที่ใช้สิทธิในฐานะ “ผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย” หักข้อตกลงร่วมกันระหว่างตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ จนเกิดเหตุการณ์เผาเวลาในการอภิปรายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่มี ส.ส.ฝ่ายค้านได้อภิปรายแค่ 3 คน ก่อนจบการอภิปรายในเวลา 19.00 น.

จริงๆ แล้วความผิดปกติที่ว่านี้ ส.ส.อนาคตใหม่เริ่มสัมผัสได้แล้ว ตั้งแต่การย้ำว่าการอภิปรายจะสิ้นสุดลงในเวลา 19.00 น.หลายครั้ง ทั้งๆ ที่ตามปกติของสภาแล้ว หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้ายจะเปิดโอกาสให้ ส.ส.อภิปรายได้ถึงเวลา 21.00 น. เพื่อเผื่อเวลาให้ประธานวิปฝ่ายค้านอภิปรายสรุป 2 ชั่วโมง และสามารถปิดประชุมได้ก่อนเที่ยงคืนในวันดังกล่าว

เมื่อสัญญาณออกมาเช่นนั้น ‘ปิยบุตร’ เองก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร เพราะเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วสภาจะเดินตามแนวทางปฏิบัติข้างต้นด้วยการยอมให้การอภิปรายของ ส.ส.ไปสิ้นสุดในเวลา 21.00 น. แต่ความเชื่อกับความจริงต่างกันสิ้นเชิง เพราะการประชุมวิปรัฐบาลกับฝ่ายค้านระยะหลัง พรรคเพื่อไทยไม่ได้เชิญตัวแทนของอนาคตใหม่เข้าไปร่วมประชุมด้วย การไปรับปากกับวิปรัฐบาลของวิปฝ่ายค้านที่ไม่มีตัวแทนของอนาคตใหม่จึงทำให้อนาคตใหม่มองว่านี่เป็นมวยล้มต้มคนดูของพรรคเพื่อไทย จนในที่สุดพรรคอนาคตใหม่ต้องมาอภิปรายนอกสภา

ภาวะเช่นนี้ แม้ว่าแกนนำของพรรคเพื่อไทยหลายคนมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบและน่าจะประสานรอยร้าวกันได้เหมือนกับระบบการเมืองเก่าๆ ที่เคยดำเนินกันมา แต่ใครจะไปรู้ว่า ส.ส.อนาคตใหม่ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อาจรับไม่ได้กับระบบการเมืองแบบเดิม และคงสิ้นสุดความเป็นพันธมิตรต่อกันเพียงเท่านี้ และหันหน้ามุ่งสู่การเมืองนอกสภาแทน

ค่ำคืนรุมทึ้ง “ธรรมนัส” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ค่ำคืนรุมทึ้ง “ธรรมนัส”

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:19 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

การแสดงจุดยืนครั้งนี้ “เทพไท” ได้ใช้ปากกาจิ้มไปที่ปุ่มกดลงคะแนนแทนใช้มือกดปุ่มตามปกติ

ถึงแม้เสียงในสภาต่อผลการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จัดประชุมเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี 4 เดือน เมื่อ 5 รัฐมนตรี และ 1 นายกฯในรัฐบาลได้รับคะแนน “ไว้วางใจ” จากที่ประชุมสภาฯ ทั้งหมด

แต่ตัวเลขการลงคะแนนให้รัฐมนตรีกลับมีนัยยะสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เสียง ส.ส.ฝั่งรัฐบาลจะเทมาที่ผู้ถูกอภิปรายอย่างเดียว แต่กลับมีเสียง ส.ส.ฝ่ายค้านบางส่วนเสียบบัตรลงคะแนน “ไว้วางใจ” สวนกับมติ 5 พรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมการลงคะแนนครั้งนี้

แต่อีกด้านยังเห็น “จุดยืน” ส.ส.ในรัฐบาลโดยเฉพาะจากขั้วประชาธิปัตย์บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว “ไม่ไว้วางใจ” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ถึงแม้จะจำยอมเสียบบัตรโหวต “ไว้วางใจ” ก็ตาม

โดยในช่วงค่ำคืนวันที่ 27 ก.พ. ภายหลังสภาฯ จบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกประชุม ส.ส.ทันที เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในวันรุ่งขึ้น
ท่ามกลางแรงกระเพื่อมที่มาจาก ส.ส.ในพรรคส่งสัญญาณในที่ประชุมเพื่อแสดงจุดยืน หากมีรัฐมนตรีคนใดชี้แจงข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านไม่เคลียร์ ไม่ควรมีสิทธิได้รับการไว้วางใจ

โดยในวงประชุมมี 17 ส.ส.อาทิ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอ “ไม่ไว้วางใจ” ร.อ.ธรรมนัส ภายหลังตอบฝ่ายค้านไม่ชัดเจน จากข้อกล่าวหาเรื่องคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย และคุณวุฒิการศึกษา

แต่สุดท้ายประชาธิปัตย์ต้องยึดมติพรรค เพื่อรักษามารยาททางการเมืองในสถานะพรรคร่วม ให้โหวต “ไว้วางใจ” 24 ต่อ 17 เสียงลงมติในทิศทางเดียวกัน โดย 17 ส.ส.ทำได้เพียงกดดันถึงหัวหน้ารัฐบาล ต่อการตัดสินใจทบทวนคณะรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลกำลังถูกตั้งคำถามถึงภาพพจน์ของรัฐมนตรีในครม.ต่อ “มลทิน” ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งขัดแย้งกับเงื่อนไข 1 ใน 3 เข้าร่วมรัฐบาลต้องต้องไม่มีการทุจริต

“เทพไท” ออกมาแสดงจุดยืนตัดสินใจฝืนโหวต และกระทำขัดต่ออุดมการณ์พรรค จากวรรคสำคัญที่ประกาศไว้ “สุดท้ายก็ต้องจำใจทำตามมติ ส.ส.ของพรรค ลงมติไว้วางใจให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ด้วยการใช้ปากกากดลงคะแนนแทนการใช้มือกด เพราะเชื่อว่ามือที่สะอาดไม่ควรไปเปรอะเปื้อนกับสิ่งสกปรก เก็บมือที่สะอาดไว้สำหรับทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชนดีกว่า”

จนมาถึงรุ่งเช้าวันที่ 28 ก.พ. “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ออกมายืนยันถึงเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีมติไปในทางเดียวกัน จากหมวกใบเดียวในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พอใจกับคำชี้แจงจากรัฐมนตรีตลอด 4 วันเต็ม ส่วนประเด็นที่ประชาธิปัตย์จะโหวตสนับสนุนร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นการถกเถียงเป็นธรรมดาหลังการอภิปราย

แรงกระเพื่อมจากประชาธิปัตย์ลูกนี้ กำลังส่งต่อไปยังพรรคร่วมรัฐบาล ต่อการตัดสินใจจากนายกฯ จากนี้จะรักษาเอกภาพเรือเหล็กต่อไปอย่างไร.

ประมาท-เสร็จแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419771?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประมาท-เสร็จแน่

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:29 น.
โคโรน่า,ไวรัสโควิด-19,เฝ้าระวัง,แพร่ระบาด
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

ประมาท-เสร็จแน่ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 29 กพ.-1มี.ค.2563

เคสตัวอย่างปู่ย่าและหลานติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังสองรายแรกเดินทางกลับจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ตอกย้ำถึงความไม่ประมาท เหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่ผลที่ตามมานั้นกินวงกว้างเหลือคณานับ น่าหวั่นเกรงว่า หากเกิดเคสแบบนี้ที่ยังไม่เป็นข่าวขึ้น ณ สถานที่ต่างๆ ตามสารพัดช่องทางเข้าประเทศ แล้วสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ประเทศไทยที่อวดอ้างว่ามีมาตรการรับมือไวรัสมรณะเป็นเลิศที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยยืนยัน ที่นับวันมีแต่หายขาด และจำนวนก็ไม่ได้มากจนน่าตกใจ อีกทั้งส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อยังเป็นคนต่างชาติ

อ่านข่าว…  การบินไทย เปิดมาตรการรับมือ โควิด 19

เคสของปู่ย่าและหลานตามการสืบสวนโรคเริ่มจากปู่ย่า หรือลุงป้า ก็ตามที ไปเที่ยวฮอกไกโด เมื่อกลับมาแล้วทั้งสองรายแรกมีอาการไข้ ปอดเสบ และมีอาการไข้ ไอ ตามลำดับ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ต่อมาหลานซึ่งสัมผัสใกล้ชิดก็ติดเชื้ออีกคน ปัญหาที่น่าตกใจก็คือเส้นทางของปู่ย่าคู่นี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่ต้องเฝ้าระวัง กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าอาจจะถึง 100 คนก็เป็นไปได้ แยกเป็นผู้สัมผัส ได้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 30-40 คน ผู้ร่วมทริปฮอกไกโด ผู้ร่วมเที่ยวบิน และพนักงานบนเครื่องบินไทยแอร์เอเชีย นอกจากนี้ยังมีผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้เป็นหลานที่ร่วมชั้นเรียนอีก 50 คน ขณะที่ลูกชายของปู่ย่า ซึ่งเป็นผู้สัมผัสทำงานในธนาคารก็น่าเป็นห่วง

ยากที่จะปฏิเสธว่าขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีกต่อไป แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 และยืนยันว่ายังไม่ถึงระยะที่ 3 หรือกรณีเกิดการแพร่ระบาดของคนในประเทศก็ตาม แต่ ณ เวลานี้ เมื่อปู่ย่านำเชื้อมาติดหลานแล้วจะนับเป็นการแพร่ระบาดของคนในประเทศได้หรือไม่ ความพยายามหยุดยั้งเชื้อโรคร้ายนี้จะต้องมีมาตรการเข้มข้นจากภาครัฐนอกจากการเฝ้าระวังโรคจากภายนอกประเทศเช่นกักตัวเพื่อรอดูอาการ ขณะเดียวกันมาตรการป้องกันในประเทศก็ต้องลงมือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นในหน่วยงานราชการที่ต้องเข้มงวดเรื่องการเดินทางเข้าออกประเทศ การพบปะต่างชาติ ฯลฯ ต้องสั่งให้ทุกคนทุกหน่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของการขนส่งมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน รถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ประจำทาง รถตู้ รถแท็กซี่ รถทัวร์ เรือโดยสาร หรือแม้แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็ต้องเข้าสู่มาตรการเช่นกัน มิใช่เพียงการตั้งวางเจลล้างมือไว้ตามจุดต่างๆ ใครจะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ไม่ว่า ลิฟต์โดยสาร ราวบันไดเลื่อนในสถานที่สาธารณะ ห้องน้ำ ได้ฆ่าเชื้อกันบ้างหรือไม่ หรือว่าทำๆ ไปพอเป็นพิธี ขณะที่หน่วยงานภาคเอกชนก็ต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นเช่นกัน ทั้งหมดนี้ต้องไม่ลืมว่าทุกๆ คนในสังคมอาจกลายเป็นทั้งผู้รับเชื้อและผู้แพร่เชื้อไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ อย่าได้ประมาทโดยโดยขาด ทุกๆ คนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหากเกิดการแพร่ระบาดของคนในประเทศแล้วจะยิ่งอันตรายอย่างเหลือคณานับ

ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419764?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช.

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:59 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,คสช,ศาลทหาร,พลเรือน,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช. คอลัมน์…  Special Weekend

จะว่าเป็นความบังเอิญก็ได้สำหรับพรรคอนาคตใหม่ เพราะย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์ยุบพรรคการเมืองในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้เสนอรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ผลกระทบจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ศึกษากรณีการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพการแสดงออกและการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน” ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจจะพอเรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…  “ปิยบุตร” เคยไหว้ “อนุทิน” ข้องใจ “ภูมิใจไทย” ดูด 9 ส.ส.
 สำหรับรายงานฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้
1.กรณีผลกระทบจากการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร การที่ระบบกฎหมายไทยอนุญาตให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีของพลเรือน เป็นระบบกฎหมายที่มีปัญหาในการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของพลเรือนเป็นอย่างมาก จึงสมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาควรจะปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและป้องกันไม่ให้มีการนำศาลทหารมาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายของผู้ถืออำนาจรัฐอีกต่อไป โดยควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 29 เพื่อรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของบุคคลที่เป็นพลเรือน ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ไม่อาจถูกพิจารณาโดยศาลทหาร และยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีพลเรือน

2.ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง เพื่อสร้างกลไกในการค้นหาความจริงต่างๆ และทำความจริงให้ปรากฏที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีจำเลยที่เป็นพลเรือนภายหลังรัฐประหาร รัฐสภาสมควรตรากฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบรูปแบบการใช้อำนาจและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายหลังการรัฐประหารปี 2557 กลไกในการค้นหาความจริงดังกล่าว

ทั้งนี้ ควรจัดตั้งในรูปแบบคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการค้นหาความจริงตามหลักการสิทธิที่จะทราบความจริงของผู้เสียหาย เพื่อนำความจริงเป็นฐานในการเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษชนต่อไป

กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการแต่ละรายต้องไปเป็นตามหลักความเป็นอิสระ ปราศจากอคติและสามารถปฏิบัติงานได้เต็มที่ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นความโปร่งใส ในการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการ ต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนจากหลากหลายสาขารวมถึงตัวแทนของผู้เสียหาย นักกฎหมาย นักจิตวิทยา ผู้นำทางศาสนา นักพัฒนาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสัดส่วนผู้หญิง ผู้ชายและเพศสภาพอื่นให้สมดุล

3.รัฐควรแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาสมควรออกแถลงการณ์ขอโทษกับเหตุการณ์ต่อสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับข้อเท็จจริงที่ได้ร่วมกันค้นหาและผลกระทบของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแสดงการรับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ

4.หน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กสทช. และเจ้าหน้าที่ของกองทัพที่เคยปฏิบัติเพื่อควบคุมการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชนภายใต้ยุคสมัยของ คสช. ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดว่ามีการกระบวนการ “ขอความร่วมมือ” หรือสั่งห้ามการนำเสนอข่าวสารประเภทใดบ้าง ด้วยเหตุผลใดบ้าง จำนวนกี่ครั้ง

5.ยกเลิกการดำเนินคดีความตามประกาศและคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากเป็นคดีที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้ยกเลิกการดำเนินคดีนั้น รวมทั้งยกเลิกหมายจับที่เคยออกไปแล้ว หากเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีกต่อไป หากคดีใดที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นใด ให้ศาลสั่งสิ้นสุดคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ซ้อมใหญ่ ‘มอกะเสด’ ก่อนลงราชดำเนิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซ้อมใหญ่ ‘มอกะเสด’ ก่อนลงราชดำเนิน

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:45 น.
มข,มอกะเสด,นักศึกษา,ประท้วง,ไล่ประยุทธ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,อานนท์ นำภา,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 542 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29 ก.พ.63

*********************************

ถามกันเซ็งแซ่ว่า แฟลชม็อบของนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ จุดติดหรือยัง? แฟลชม็อบจะไหลลงท้องถนนหรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม ควรบันทึกไว้ว่า เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 กิจกรรม “มอกะเสด ไม่ใช่ขนมหวานราดกะทิ” บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้ชุมนุมนับพันคน และภาพแฟลชม็อบ “มอกะเสด” ได้จุดประกายให้เกิดแฟลชม็อบทั่วไทย

กิจกรรม มอกะเสดไม่ใช่ขนมหวาน 

วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ “มอกะเสด” ได้ซ้อมชุมนุมใหญ่ที่หน้าหอประชุมใหญ่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน โดยแฟนเพจของ “อานนท์ นำภา” อัพสเตตัสว่า “…ชุมนุมใหญ่ที่เกษตร 17.00 น. มากันให้มืดฟ้ามัวดินครับ”

อานนท์ นำภา ทนายความเสื้อแดง ทนายความฝ่ายต่อต้าน คสช. มาปรากฏตัวที่แฟลชม็อบมอกะเสดได้อย่างไร ควรหาคำตอบ

มอกะเสดก้าวหน้า

นับแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีกลุ่มกิจกรรมนิสิตอิสระ 2 กลุ่มคือ “กลุ่มเสรีนนทรี” กับ “กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์” แต่กลุ่มแรกยุติบทบาทไปแล้ว

กลุ่มกิจกรรมในรั้ว ม.เกษตรฯ

ส่วนกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ยังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่อง เริ่มจากเข้าร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) คัดค้านการทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ช่วงที่กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ภายใต้การนำของ “โรม” รังสิมันต์ โรม (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ขยับชุมนุมต้าน คสช.ในนาม “คนอยากเลือกตั้ง” กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ก็เข้าร่วมด้วย

แกนนำกลุ่มนักศึกษายุคแฟลชม็อบ

ทุกวันนี้ “ธนพล พันธุ์งาม” อดีตสมาชิกกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ได้เป็นแกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย จึงไม่น่าแปลกใจที่แฟลชม็อบมอกะเสด จึงรวมดาวแอ็กทิวิสต์สายสีส้มหลายคน

แถมแฟลชม็อบมอกะเสด ยังมีความพร้อมในพลังโซเชียลราวกับยกทีมมาจากพรรคส้มเก่า

ซ้ายใหม่สายเกษตรฯ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ คน ได้รวมตัวบริเวณวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ก่อนจะเดินเท้ามุ่งหน้าเข้าสู่วงเวียนพิทักษ์รัฐธรรมนูญ(เดิม) เพื่อทำกิจกรรม “รำลึก 84 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง” และมีการแจกโปสเตอร์เกี่ยวกับการรัฐประหาร 2557

การต่อต้าน คสช.กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์

นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ 7 คน พยายามเดินฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าไปภายในวงเวียนพิทักษ์รัฐธรรมนูญ(เดิม) จากนั้นตำรวจจึงจับกุมนิสิตเกษตรฯ กลุ่มนั้น โดยนำตัวทั้งหมดขึ้นรถตู้ตำรวจมายัง สน. บางเขน

“อานนท์ นำภา” ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงเดินทางมายัง สน.บางเขน เพื่อติดต่อขอยื่นประกันตัวนิสิตเกษตรฯ 7 คน ด้วยเหตุคดีดังกล่าว ทำให้อานนท์มีความสัมพันธ์กับกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์มากขึ้น

ไม่แปลกหรอกที่วันนี้ “มอกะเสด” จะเป็นกองหน้าของพลังนิสิตนักศึกษายุคดิจิทัล

พี่เลี้ยงฝ่ายก้าวหน้า

สายข่าวความมั่นคงต่างทราบดีว่า อานนท์ นำภา” เป็นมันสมองให้แก่กลุ่มนักกิจกรรมต่อต้าน คสช. ไม่ว่าจะเป็นขบวนการประชาธิปไตย และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

อานนท์ นำภา เป็นชาวร้อยเอ็ด จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และจบเนติบัณฑิต ในปี 2552 หลังสำเร็จการศึกษา อานนท์ทำงานกับสำนักงานกฎหมายมีสิทธิ์ ซึ่งช่วยเหลือชาวบ้านที่รวมตัวเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมแล้วถูกดำเนินคดี

หลังการสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2553 อานนท์รับทำคดีทางการเมือง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้แก่คนเสื้อแดงจำนวนมาก ทั้งคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินคดีเผาศาลากลาง และคดีมาตรา 112 จึงได้ฉายา “ทนายความเสื้อแดง”

อานนท์ นำภา

ต่อมา อานนท์ตั้งสำนักงานของตัวเองชื่อ “สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์” และรัฐประหาร 2557 อานนท์เข้าร่วมเป็นทนายความอาสากับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง รวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

อานนท์สวมหมวกหลายใบ ไม่ใช่แค่เป็นทนายความ หากแต่ยังรับบท “เสนาธิการ” ขบวนการต่อต้านเผด็จการ

พปชร.ยิ้มรับ ผ่านซักฟอกได้สบายเกินคาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.ยิ้มรับ ผ่านซักฟอกได้สบายเกินคาด

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:19 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

พปชร.ยิ้มรับ ผ่านซักฟอกได้สบายเกินคาด คอลัมน์… Special Report

ต้องยอมรับว่าการรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้นั้น ดีเกินคาด เรียกว่าทำการบ้านมามากจนเกินการออกข้อสอบ เพราะข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยนั้น ล้วนเป็นข้อมูลพื้นๆ ที่ไม่ยากลำบากในการตอบคำถาม

อ่านข่าว…  งดโหวตไม่ไว้วางใจ “ฝ่ายค้าน” เชื่อลงมติไม่ได้

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะถูกอภิปรายอยู่แทบคนเดียวตลอด 4 วันเต็ม กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็สามารถรับมือได้ ตอบคำถามฝ่ายค้านได้อย่างดี ไม่มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว ให้เข้าทางการยั่วยุของฝ่ายค้าน

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล พอใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มาก เพราะถือว่ารับมือได้ดีเกินคาด อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลอันนำไปสู่ประเด็นที่จะถูกขยายความต่อนอกสภาผู้แทนราษฎร อันจะมีผลให้รัฐบาลได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีของฝ่ายค้าน

มีการสรุปว่า ส.ส.ทีมอนาคตใหม่ อภิปรายได้น่ากลัวกว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย เนื่องด้วยทีมอนาคตใหม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดี มีข้อมูลเอกสารรับรองการอภิปราย ซึ่งสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือได้พอสมควร ขณะที่พรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่เป็นการอภิปรายด้วยข้อมูลพื้นๆ ซึ่งผู้ถูกอภิปรายสามารถตอบได้โดยง่าย

กระนั้น ข้อได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐ คือยังสามารถประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ดีอยู่ ดังจะเห็นการประท้วง ตัดบทการอภิปรายของฝ่ายค้าน ซึ่งนอกจากจะมีตัวหลักอย่างนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส. นครสวรรค์ นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช แล้ว ยังมีตัวใหญ่อย่างนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ช่วยด้วย อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.จากทีมอนาคตใหม่เข้ามาเสริมทัพ ยังช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลเหนื่อยน้อยลงในอนาคต ซึ่งเมื่อนับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่เดิม 52 คน บวกกับอีก 8 หรือ 9 คนที่เข้ามาใหม่ ทำให้รัฐบาลมีเสียงสูงถึง 267 หรือ 268 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎรที่มี ส.ส.รวมกัน 488 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 214 เสียงเท่านั้น

 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกับทีมข่าว “เนชั่นสุดสัปดาห์” ว่า สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างช่วยให้บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการเตรียมความพร้อมในด้านข้อมูลของพรรค พปชร. เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถผ่านทุกอย่างไปได้ไม่ยากนัก

เลขาฯ พรรคพลังประชารัฐ ยังกล่าวถึงปัญหาภายในพรรคว่า ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ทว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ โดยหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะต้องมีการพูดคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น จึงเชื่อว่าหลังจากนี้ ทั้งงานในสภาและงานของรัฐบาลจะเดินหน้าได้อย่างราบรื่น

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การอภิปรายของฝ่ายค้านถือว่าเป็นประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้นำไปปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทีมข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ ยังพูดคุยกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขากล่าวว่า การรับมืออภิปรายครั้งนี้ออกมาดีเกินความคาดหมาย ต้องขอขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น อดทน สมบูรณ์แบบ จนเห็นว่าแนวทางการทำงานนี้ดีอยู่แล้ว อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อยตามสถานการณ์ แต่ทุกอย่างในวันนี้ต้องถือว่า “โอเคมาก”

ใครคือ “ผู้มีประวัติเสี่ยง” โควิด-19..ตามเงื่อนไข “สธ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครคือ “ผู้มีประวัติเสี่ยง” โควิด-19..ตามเงื่อนไข “สธ.

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:57 น.
โควิด19,ประวัติเสี่ยง,เงื่อนไขสธ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ ….คมชัดลึก

จากกรณี “ลุง” วัย 65 ปี ผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสปกปิดข้อมูล จนโดนผู้คนในสังคมประณามนั้น ปรากฎว่าขณะนี้เกิดกระแส “คนไทย” สงสัยว่าตัวเองเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” แย่งกันไปโรงพยาบาลขอตรวจเชื้อ เพราะกลัวมีตราบาปกลายเป็น “ผู้ปกปิดข้อมูล” ไปด้วย สร้างความเดือนร้อนให้สถานพยาบาลหลายแห่ง เพราะต้องเสียเวลามาตรวจประเมินทั้งที่ไม่ได้มีประวัติเสี่ยงจริง …ทำให้เกิดคำถามว่า “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ในความหมายกระทรวงสาธารณสุขมีเกณฑ์ตัดสินอย่างไรบ้าง

การปกปิดข้อมูลเดินทางไปญี่ปุ่นของ “ลุงวัย 65 ปี” ที่ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด -19 ( Covid – 19) นั้น  นอกจากทำให้ภรรยาและหลานติดเชื้อแล้ว ยังส่งผลกระทบให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกว่า 30 คนต้องหยุดงานเฝ้าระวังอาการ 14 วัน รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนและปิดสถานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว และประกาศให้ผู้ที่คิดว่าตัวเองอาจสัมผัสใกล้ชิดกับครอบครัวของ “ลุง” รีบมารายงานตัว เพื่อประเมินว่าเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” หรือไม่

เช่น (1) คนที่เข้าร่วม “กรุ๊ปทัวร์เกาะฮอกไกโด” (2) ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย ดอนเมือง-ซัปโปโร (3) ผู้ใกล้ชิดหลานชายวัย 8 ขวบ ที่ติดเชื้อจากลุงแล้วไปเรียนหนังสือโรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง (4) ผู้เกี่ยวข้องธนาคารธนชาตสาขาดอนเมือง ที่ถูกสั่งปิดเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค 3 วัน

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ยืนยันขณะแถลงข่าวเมื่อ 27 ก.พ. ว่า “ปู่ ย่า หลาน” ที่เข้ารับการรักษามีอาการปลอดภัยแล้ว ส่วนผลการติดตามกลุ่ม “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ข้างต้นทั้ง 4 กลุ่มนั้น ได้ติดตามมาตรวจเบื้องต้น 101 คน ผลตรวจออกมาว่าไม่ติดเชื้อ 97 คน ส่วนอีก 4 คนอยู่ระหว่างส่งตรวจ และจะมีการติดตามผู้สัมผัสทั้งหมดจนครบ 14 วันต่อไป

จากกรณีข้างต้น ทำให้กลุ่มชาวไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศช่วงนี้ เริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” หรือไม่ ?

โดยเฉพาะคนที่พึ่งกลับจากญี่ปุ่นมา เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ข้อมูลองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระบุว่าปี 2562 มีชาวไทยไปเที่ยวกว่า 1.13 ล้านคน ถ้าเทียบกับจีนแล้วถือว่าชนะกันเกือบครึ่ง เพราะคนไทยไปจีนปีละประมาณ 6 แสนคน

 นอกจากญี่ปุ่นแล้วมีประเทศใดอีกที่ต้องรายงานประวัติเสี่ยงบ้าง ?

แม้ว่าจะมี 40 ประเทศที่พบโควิด -19 แต่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากจีนแล้ว องค์การอนามัยโลก ยกระดับให้มี “16 ประเทศ” เท่านั้น ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูงซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีรายงานการติดเชื้อในลักษณะเป็น “การระบาดของโรคภายในประเทศ” (Local transmission) หมายถึงมีการระบาดในชุมชนโดยผู้ติดเชื้อไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ หรือไปบริเวณแหล่งแพร่เชื้อเบื้องต้น รายชื่อ 16 ประเทศมีดังนี้ 1 ญี่ปุ่น 2 สิงคโปร์ 3 เกาหลีใต้ 4 มาเลเซีย 5 ไทย 6 อเมริกา 7 เยอรมัน 8 ฝรั่งเศส 9 อังกฤษ 10 สเปน 11 อาหรับเอมิเรตส์ 12 เวียดนาม 13 อิตาลี 14 ออสเตรเลีย 15 อียิปต์ และ 16 อิหร่าน

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของไทย ประกาศเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ว่าชื่อประเทศที่อยู่“กลุ่มเสี่ยง” และควรงดเดินทางในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด “ 7ประเทศ + 2 เกาะ” ได้แก่ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน รวมถึง ฮ่องกง มาเก๊า

โดยกำหนดให้กลุ่มที่เรียกว่า “ผู้มีประวัติเสี่ยงติดเชื้อโคโรนาวัส 2019 ” มี 4 กลุ่ม  แบ่งเป็น

กลุ่ม 1 มีประวัติเดินทาง “ไป” หรือ “อาศัยอยู่” ในพื้นที่มีการะบาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ 7ประเทศ + 2 เกาะ” ข้างต้น ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ออกจากพื้นที่ระบาด พบไวรัสโคโรนาระบาดในชุมชน

กลุ่ม 2 ผู้มีอาชีพสัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวจากพื้นที่มีการะบาดต่อเนื่อง

กลุ่ม 3 ผู้มีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันหรือน่าจะเป็น

กลุ่ม 4  หมอ พยาบาลหรือ เจ้าหน้าที่การแพทย์หรือสาธารณสุขที่สัมผัสกับผู้ป่วยเป็นประจำ

ใครสงสัยว่าตัวเองเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ต้องพิจารณา 2 เกณฑ์ก่อนเบื้องต้น ได้แก่ เกณฑ์ที่ 1 เป็นผู้อยู่ใน 4 กลุ่มข้างต้นหรือไม่ เมื่อผ่านเกณฑ์ข้อที่ 1 แล้ว ต้องพิจารณา เกณฑ์ที่ 2 ต่อไปคือ มีอาการป่วยในลักษณะแบบนี้หรือไม่ ซึ่งอาการที่เข้าเกณฑ์คือ “ตัวร้อนมีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป” หรือมีประวัติว่ามีไข้ และต้องมีอาการระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ หายใจเหนื่อย หายใจหอบ

หากมีแค่อาการปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสีย แต่ไม่มี “ไข้” ถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือ  รู้สึกคลื่นใส้ อาเจียน แต่ไม่มี “ไข้” ก็ไม่เข้าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นก่อนไปโรงพยาบาลแจ้งว่า ตัวเองอาจติดไวรัสโคโรนานั้นต้องพิจารณาว่าอยู่ใน 2 เกณฑ์ข้างต้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ

สำหรับสถานพยาบาล เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการ “เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค” (Patient underinvestigations: PUI) จะสอบสวนประวัติและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ถ้าผลออกมาติดเชื้อนี้จริง ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับว่า คนไข้รายนี้ไปสัมผัสใกล้ชิดหรือไปอยู่ในสถานที่ใดมาบ้าง เพื่อตามผู้สัมผัสมากักกัน และเก็บตัวอย่างส่งตรวจต่อไป

ขณะนี้ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดเตรียมโรงพยาบาลรองรับ สถานการณ์การแพร่เชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบ่งเป็น โรงพยาบาลในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 4 แห่ง คือ สถาบันบำราศนราดูร รพ.ราชวิถี รพ.นพรัตนราชธานี และ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ส่วนต่างจังหวัดได้จัดเตรียมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปไว้เรียบร้อยแล้ว

สรุปคือ “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ติดเชื้อโคโรนาไวรัสตามเงื่อนไขเบื้องต้นของกระทรวงสาธารณสุข คือ ผู้ที่ผ่านทั้ง “เกณฑ์ 1 และ 2”  หมายถึงเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงภายใน 14 วัน แล้วมีอาการไข้ตัวร้อน “ร่วมกับ” อาการระบบทางเดินหายใจ

ต้องอย่าลืมว่า 2 เกณฑ์ข้างต้นเป็นเพียงการวินิจฉัยด้วยตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกแห่กันไปตรวจที่โรงพยาบาล แต่อาจมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ก็เป็นได้

 ดังนั้นใครรู้สึกป่วยไม่สบายรุนแรง ควรไปพบแพทย์ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม และอย่าลืมแจ้งประวัติการเดินทางด้วยทุกครั้ง !!

ภูพานรำลึก ‘แสง ปืนเค’ หนาวทั้งนาแก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภูพานรำลึก ‘แสง ปืนเค’ หนาวทั้งนาแก

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:55 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,แสง ปืนเค,ศุภชัย โพธิ์สุ,วันเสียงปืนแตก,พคท อีสานเหนือ,เจาะประเด็นร้อน,ท่งยุทธภพ
เปิดอ่าน 1,848 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 28 ก.พ.63

***********************************

นึกไม่ถึงว่าศึกซักฟอกหนนี้จะมีรายการรำลึกความหลังเมื่อ 44 ปีที่แล้ว ระหว่างอดีตสหายภูพาน กับอดีตนายตำรวจคนดัง

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งจบโรงเรียนเตรียมทหารและเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อย จปร. อีกด้านหนึ่ง “ศุภชัย โพธิ์สุ” วัย 18 ปี นักศึกษาวิทยาลัยครูสกลนคร ตัดสินใจทิ้งการเรียนมุ่งขึ้นสู่ฐานที่มั่นการปฏิวัติภูพาน อีสานเหนือ (นครพนม-มุกดาหาร-กาฬสินธุ์)

ปีเดียวกันนั้น ร.ต.ท.เสรี เตมียเวส” หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) อาสาไปประจำการที่สถานีตำรวจภูธร อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีตำแหน่งเป็น ผบ.หมวด

บังเอิญเรื่องราวผ่านมากว่า 40 ปี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จึงหลงๆ ลืมๆ ไปบ้างตามประสาคนแก่

ครูบ้านนอก

“แก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ เป็นลูกชาวนาแห่งบ้านแค ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หลังออกจากป่า แก้วกลับไปเรียนครูต่อจนจบปริญญาตรีและสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู สอนหนังสือจนได้ตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้ว อ.ศรีสงคราม

ครูแก้ว ลูกชาวนา

ระหว่างเป็นครูบ้านนอก “ครูแก้ว” ทำกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนมาตลอด โดยนำเอาประสบการณ์ “การจัดตั้ง” มาจากในป่าภูพาน สร้างเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม

หลังพฤษภาคม 2535 มีการเลือกตั้ง 13 กันยายน ครูแก้วลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกในนามพรรคพลังธรรม แต่สอบตก ปี 2538 ลงสมัคร ส.ส.ในนาม ปชป. ก็สอบตกอีก จึงหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่นได้เป็น ส.จ.นครพนม เขต อ.ศรีสงคราม

ครูแก้วกับคู่ชีวิต-พูนสุข

กระทั่งปี 2544 ครูแก้วจึงประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส.นครพนม สมัยแรก ในสีเสื้อพรรคความหวังใหม่ ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

ไปบุญบ้านไหน ครูแก้วจะร้องเพลงทุกเวที

ชีวิตการเมืองของครูแก้วพุ่งทะยาน เมื่อเขาเป็นศิษย์เอกของเนวิน ชิดชอบ และครูบ้านนอกก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ รัฐบาลอภิสิทธิ์ และสร้างเครือข่ายท้องถิ่นทั่วเมืองนครพนม

วันนี้ครูแก้วมีตลาดไทศรีสงครามและสนามไก่ชน บริหารงานโดยภรรยา “พูนสุข โพธิ์สุ” อดีตรองนายก อบจ.นครพนม

สู่ฐานที่มั่นภูพาน

วันที่ 7 สิงหาคม 2508 เกิดเหตุปะทะกันระหว่างตำรวจกับสหายจากภูพาน ที่บ้านนาบัว ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ อ.นาแก จ.นครพนม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จึงถือเอาวันนี้เป็น “วันเสียงปืนแตก”

บ้านนาบัว ตำนานเสียงปืนแตก

อ.นาแก เป็นฐานมวลชนใหญ่ของ พคท.อีสานเหนือ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน โดยมีชาวบ้าน ต.ก้านเหลือง และ ต.หนองสังข์ อ.นาแก เป็นแนวร่วม และทหารบ้าน

ปี 2520 เมื่อเข้าร่วมการปฏิวัติ ครูแก้วหรือศุภชัยได้เปลี่ยนชื่อเป็น สหายแสง” หลังเรียนจบจากโรงเรียนการเมือง-การทหาร ภูพาน รุ่นที่ 2 ผู้นำ พคท.อีสานเหนือ ส่งสหายแสง ไปทำงานมวลชน

บ้านนาบัว อยู่ในเขตงานราชบุรี (ชื่อจัดตั้ง)

เนื่องจากสหายแสง เป็นชาว อ.ศรีสงคราม ทางจัดตั้งจึงมอบหมายให้ไปทำงานในเขตที่ราบคือ อ.นาแก อ.เรณูนคร อ.ปลาปาก หรือในกองป่าเรียกว่า “เขตงานราชบุรี”

สหายแสง..ดาวไฮปาร์คจาก วค.สกลนคร จึงเหมาะแก่การทำงานปลุกระดมชาวนาเป็นอย่างยิ่ง

ฉายา“แสง ปืนเค”

ปี 2520-2523 สหายแสงเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในเขต อ.นาแก อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก ซึ่งบางหมู่บ้าน บางตำบลอยู่ในการดูแลของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

การเคลื่อนไหวทำงานมวลชนในที่ราบ สหายแสงมีอาวุธประจำกายคือปืนพกสั้น หรือ “ปืนเค 54” (อาวุธปืนพกสั้นของกองทัพประชาชชนจีน)

ได้ดิบได้ดี ไม่ทิ้งสหายเก่า ครูแก้วยังแวะไปเยี่ยมอยู่เสมอ

ปี 2522 พคท.อีสานเหนือ เปิดยุทธการใบไม้ร่วง ก่อการจรยุทธ์ในหมู่บ้าน ชื่อของ “แสง ปืนเค” จึงกลายชื่อที่เจ้าหน้าอาสาสมัคร (อส.) และตำรวจ อ.นาแก อ.เรณูนคร หวาดกลัวเป็นที่สุด

ปี 2425 สหายแสงคืนสู่เหย้า ตามนโยบาย 66/2523 ได้กลับเข้าเรียนหนังสือและรับราชการเป็นครู ส่วนมิตรสหายเขตงานราชบุรี ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเปรม ซึ่งจัดสรรที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ และสร้างบ้านเรือน ที่บ้านชาติพัฒนาชาติไทย หมู่ 7 ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

แม้ได้ดิบได้ดีเป็นรัฐมนตรี เป็นรองประธานสภา สหายแสงก็ยังแวะเวียนไปเยี่ยมสหายเก่าที่หมู่บ้านแห่งนั้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ลุกขึ้นสู้”เพนกวิน”นำทัพพลังนักศึกษา 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุกขึ้นสู้”เพนกวิน”นำทัพพลังนักศึกษา 2020

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่,เพนกวิน พริษฐ์,นักศึกษา,เคลื่อนไหว
เปิดอ่าน 476 ครั้ง

ลุกขึ้นสู้”เพนกวิน”นำทัพพลังนักศึกษา 2020 คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เมื่อเห็นพลังนักศึกษาทั่วประเทศลุกขึ้นมาแสดงออกทางการเมือง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จึงสรุปด้วยความตื่นเต้นผ่านแฟนเพจของเขาว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่คือ “ราคาที่ต้องจ่าย”

“เมื่อได้จ่ายไปแล้ว ผมและผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่จึงหวังแต่เพียงว่า ราคาที่เราได้จ่ายไปนั้นจะมากพอที่จะปลุกผู้ที่ยังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาพบความผิดปกติในสังคมนี้ได้บ้าง”

ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่ได้วางยุทธศาสตร์รณรงค์เรียกร้องให้เยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีอายุ 18-25 ปี ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก คนกลุ่มนี้คือ นิวโหวตเตอร์ 7 ล้านเสียง

ทีมงานหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่จึงใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม เป็นเครื่องมือ สร้างปรากฏการณ์ติดแฮชแท็กฟ้ารักพ่อ (#ฟ้ารักพ่อ) จนกลายเป็นเทรนด์ทวิตเตอร์ และปลุกเร้าให้นิวโหวตเตอร์ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ผลเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ก็ตอบคำถามทุกข้อสงสัย เมื่อนิวโหวตเตอร์ส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่ เลือกธนาธร เลือกพ่อของฟ้า

เมื่อพรรคการเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขาหายไป “พ่อ” ของฟ้าถูกรังแก จึงเกิดปรากฏการณ์ติดแฮชแท็ก แสดงจุดยืนทางการเมืองจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ และตามมาด้วย “แฟลชม็อบ”

นับแต่เกิดรัฐประหาร 2557 มีการเคลื่อนไหวคัดค้านการยึดอำนาจ และต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในนาม “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอิสระในรั้วมหาวิทยาลัย อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ม.ธรรมศาสตร์, กลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น, กลุ่มเกษตรศาสตร์เสรี ม.เกษตรศาสตร์ และกลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา

แกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่นำโดย รังสิมันต์ โรม (ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่), ชลธิชา แจ้งเร็ว และ “ไผ่ ดาวดิน” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

เพนกวิน ผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์

หลังการชุมนุมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในปี 2558 ปรากฏว่า แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูกจับไป 13 คน และได้รับการประกันตัว ภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในขบวนการนักศึกษา รังสิมันต์ โรม จึงยุบขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และก่อตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ขึ้นมาแทน

ปี 2561 “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง “สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.)

ปีเดียวกันกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยและสหภาพนิสิตนักศึกษาฯ ได้รวมตัวกันเฉพาะกิจในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จัดการชุมนุมมวลชนเป็นระยะๆ เรียกร้องให้ คสช.เร่งจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

หากประเมินการเคลื่อนไหวปลุกเร้าพลังนักศึกษาของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และสหภาพนิสิตนักศึกษาฯ จากปี 2558-2562 ถือว่า “จุดไม่ติด” เพราะการทำกิจกรรมแต่ละครั้งมักจะมีแต่คนเสื้อแดงสูงอายุมาร่วมชุมนุม

สำหรับ “แฟลชม็อบ” ที่เกิดขึ้นปานไฟลามทุ่งในห้วงเวลานี้ มีบางมหาวิทยาลัยที่มีกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วย เช่น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือกลุ่มดาวดินที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ส่วน “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำพรรคโดมปฏิวัติ ได้เป็นเจ้าภาพจัดแฟลชม็อบที่ธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ตัวเพนกวินเองยังเดินสายไปปราศรัยที่มหิดล ศาลายา และรามคำแหง

เพนกวิน ไปปราศรัยที่มหิดล 

ในฐานะประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย เพนกวินได้ประกาศว่า “ขอเชิญชวนให้กลุ่มและองค์กรของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ร่วมเป็นเครือข่ายกับพวกเราเพื่อประสานงานและรวมพลังการเคลื่อนไหวข้ามสถาบัน..”

เพนกวินทิ้งท้ายไว้ว่า “เพราะสหายจะไม่ยืนอยู่เพียงลำพัง ร่วมกันก้าวไปข้างหน้าเพื่ออนาคตที่สดใส”

เพนกวิน สมัยเคลื่อนไหวต้าน คสช.

47 ปีที่แล้ว ขบวนการนักศึกษานั้น ภายใต้การชี้นำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) 29 ปีก่อน มีสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นเรือธงขบวนการนักศึกษา

ปีนี้จะมี “เพนกวิน” เป็นผู้นำขบวนการนักศึกษายุคดิจิทัล ใช่หรือไม่?

โรงเรียนรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร้องเรียนทันที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419565?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรงเรียนรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร้องเรียนทันที

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:45 น.
แป๊ะเจี๊ยะ,โรงเรียน
เปิดอ่าน 611 ครั้ง

โรงเรียนรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร้องเรียนทันที คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอแจ้งให้ทราบนโยบายการรับนักเรียนจากรัฐบาลว่าโรงเรียนจะไม่มีการรับเงินกินเปล่าหรือ ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ โดยเด็ดขาด

จึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทราบทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยยึดหลักของกระทรวงการคลังว่า แม้ท่านจะบริจาคเงินหรือทรัพย์สินจะต้องมีใบเสร็จตรงกับความเป็นจริงและหากสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมโปรดร้องเรียนได้ที่ 0-2288-5511

อ่านข่าว…   แป๊ะเจี๊ยะพ่นพิษ..ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีต ผอ.สามเสนฯ

‘ดับเครื่องชน’ รีบนำข่าวนี้มาแจ้งให้ทราบเพราะนี่ถึงช่วงเวลาการสมัครและสอบเข้าเรียนแล้ว จึงอยากให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรม

เวลานี้ประเทศชาติของเราเผชิญปัญหาต่างๆ รอบด้านและอย่างหนึ่งก็คือเราต้องช่วยกันให้เกิดความถูกต้อง

อย่าให้เกิดการทุจริตโดยจ่ายแป๊ะเจี๊ยะในการเข้าเรียน ซึ่งเป็นต้นน้ำแห่งการเริ่มชีวิตในวัยเรียนเลย
อ๊อด เทอร์โบ


ต้องป้องกันอย่างไร
‘ดับเครื่องชน’ ขอแจ้งให้ทราบถึงอันตรายจากฝุ่นพิษโดยนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ภพชัย’ เมืองชลต่อไปนี้

เป็นข้อมูลจาก ‘องค์การอนามัยโลก’ ซึ่งนิตยสาร ‘ฮอตกอล์ฟ’ ได้แจ้งให้ทราบ มีประโยชน์มากๆ และขอให้ป้องกันไว้จะดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


ระวัง! อันตราย
ฝุ่นพิษร้ายแรง

ผมเพิ่งกลับจากเล่นกอล์ฟที่เมืองกาญจน์ ระหว่างเดินทางได้อ่านนิตยสารฮอตกอล์ฟเรื่องของสุขภาพอนามัย และมีเรื่องที่ทันเหตุการณ์โดยมีข้อมูลจาก ‘องค์การอนามัยโลก’ ให้ระวัง 3 โรคที่จะมาหรือเกิดจากฝุ่นพิษ น่าสนใจมากๆ ครับ

จึงเขียนส่งมาทางเมลเพราะเป็นเรื่องอันตรายต่อสุขภาพมากๆ และช่วงนี้เกิดฝุ่นพิษในเขต กทม.และอีกหลายจังหวัดเพราะอากาศแห้งแล้ง และเกิดไฟป่าหรือไฟบ้านทำให้เกิดหมอกควันได้

อันดับแรกคือควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นการป้องกันไว้ก่อน อย่าอายใครเลยว่าเรากลัวเพราะตัวของเราต้องรักไว้ก่อน และขอนำข้อมูลมาแจ้งให้ระวังโรคที่มาจากฝุ่นพิษจาก ‘ฮอตกอล์ฟ’ และขออนุญาตนำมาบอก 3 โรคร้ายคือ

โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุรวมถึงการสูบบุหรี่ และการสะสมของมลพิษทางอากาศเป็นระยะเวลายาวนานทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือด

ทำให้ทราบว่ามลภาวะทางอากาศทั้งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากเราจึงควรมีการตื่นตัว การป้องกันเบื้องต้นด้วยการสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้ายที่จะตามมา

โรคปอด ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ และอาจมีไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก และบ่อยครั้งที่โรคปอดจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อแสดงอาการก็อาจสายเกินไปอาจรักษาไม่หายขาด หรือแม้ว่าจะหาย แต่มีการทำลายเนื้อปอดมากทำให้อาการปอดพิการได้

สาเหตุเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคปอดนั้นมาจากควันบุหรี่ และการได้รับสารพิษในสิ่งแวดล้อม การหายใจในทุกวันไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

โรคหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก และจะเจ็บเหมือนมีอะไรมากดทับ จุกแน่น แสบเหมือนถูกบีบรัด ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วงที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ เช่น การออกกำลังกาย

สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งอาการต่อเนื่องจากโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับมลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจ และฝุ่นมลพิษขนาดเล็กที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจที่มีผลมาจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 2.4 ล้านรายต่อปี

จึงขอแจ้งให้ทราบและอ่านข่าวและติดตามแล้ว ฝุ่นละอองในเมืองไทยมีมากขึ้น-ต้องระวังนะครับ
ภพชัย (เมืองชล)


ลิงเก็บมะพร้าว
เจอข้อหาทรมานสัตว์ (ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นคนเกาะสมุยได้ติดตามกรณีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะแบนน้ำกะทิมะพร้าวกล่องจากไทย เนื่องจากเอ็นจีโอต่างชาติมีบัญชีลิตส์รายชื่อบริษัทส่งออกกะทิกล่องของไทยที่ยังใช้ลิงเก็บมะพร้าวถือว่าเป็นการทรมานสัตว์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะต้องดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน

เวลานี้ผมเดือดร้อนมากครับ และอยากเรียนให้ทราบความจริงว่าการใช้ลิงขึ้นมะพร้าวไม่ได้เป็นการทรมานสัตว์ เนื่องจากลิงมีความสามารถในการขึ้นต้นไม้อยู่แล้ว การนำลิงมาขึ้นมะพร้าวก็มีการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีเหมือนเป็นลูกหลาน

จึงเขียนจดหมายนี้มาเพราะอย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะเจ้าของลิงและเจ้าของสวนมะพร้าวจะเดือดร้อน และการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นวิถีชีวิตมาตั้งแต่โบราณนานเนแล้ว

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับมือหรือแก้ปัญหาโดยละเอียดอ่อน และรวดเร็ว

อย่านิ่งเฉย และขอแจ้งให้ทราบว่าถ้าชาวสวนมะพร้าวไม่มีลิงช่วยก็แย่แน่ๆ เลย
สมชาย (สมุย)
