วิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420076?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่

2 มีนาคม 2563 – 11:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรค,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 707 ครั้ง

วิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬา

การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งมีมติวินิจฉัยสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากประชาชนจำนวนมาก ตามมาด้วยกระแสประท้วงหลากหลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…  ยุบ “พรรคอนาคตใหม่” รัฐบาลได้อย่าง – เสียอย่าง

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าประเด็นการยุบพรรคดังกล่าวควรนำมาวิเคราะห์และเสวนาเพื่อเข้าใจถึงที่มาของการวินิจฉัยคดี ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงได้จัดเวทีเสวนา ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ เรื่องวิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ขึ้น

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้นำการเสวนาอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มิได้บัญญัติการห้ามการกู้ยืมชัดเจน แต่มีการใช้คำว่าพรรคการเมือง “อาจ” มีรายได้ และมิใช่บทบังคับ ดังนั้นจะไม่มีบทลงโทษ

“ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าในเมื่อมาตรา 62 เขียนว่าพรรคอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้ แปลว่ามีทางอื่นได้ไหม เราต้องมาพิจารณาด้วยว่าพรรคการเมืองมีสถานะเป็นอะไร เพราะตามหลักกฎหมาย ถ้าหากเป็นองค์กรรัฐ เมื่อไม่มีกฎหมายเขียนว่าทำได้ องค์กรรัฐนั้นๆ จะทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นพลเมือง ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมกระทำได้ ซึ่งตามนิยามของพรรคการเมืองคือคณะบุคคลที่รวมตัวกัน จัดตั้งเป็นพรรคและจดทะเบียน”

อาจารย์ปริญญาชี้ว่าในเมื่อพรรคการเมืองจึงมิใช่องค์กรรัฐ เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามกระทำ ก็ย่อมกระทำได้ การกู้เงินจึงน่าจะทำได้ เพียงแต่พรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลมหาชนตามที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายมหาชน ทั้งนี้ ในมาตรา 66 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มีการเขียนบทลงโทษหากบริจาคเกิน 10 ล้านบาท หากการกู้เป็นการบริจาคตามที่วินิจฉัย โทษที่กำหนดก็ไม่ถึงขั้นยุบพรรค เพราะโทษตามมาตรา 66 ตัดสินโทษทางอาญา เป็นการจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

การสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นการใช้บทลงโทษของมาตรา 72 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ห้ามพรรคการเมืองรับเงินที่มีแหล่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือรู้ว่าได้มาโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษคือการยุบพรรค

“องค์ประกอบความผิดของมาตรา 66 และ 72 ต่างกัน ในกรณี 72 คือรับเงินบริจาคที่เป็นเงินผิดกฎหมาย เช่น เงินที่ได้จากการขายยา หรือการฟอกเงิน ซึ่งก็ไม่ใช่ และเมื่อตัดสินยุบพรรค ก็กระทบสิทธิไม่เพียงนักการเมืองที่ลงเลือกตั้ง แต่ยังรวมถึงสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว

 รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แจงว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ข้อสงสัยที่ระบุว่าการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่มีความผิดปกติอยู่ 5 ประการ ได้แก่

งบการเงินของพรรคปี 2561 มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้เพียง 1.4 ล้านบาท แต่เพราะเหตุใดถึงทำสัญญากู้เงินครั้งแรกถึง 191 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า แม้มีการชำระคืนหลายครั้ง แต่ชำระหนี้ครั้งแรกในวันที่ 4 มกราคม 2562 คืนเงินสดเพียง 14 ล้านหลังทำสัญญาเพียง 2 วัน จึงผิดปกติ

สัญญาฉบับที่ 2 รับเงินเพียง 2.7 ล้าน จากที่ทำเรื่องกู้ 30 ล้าน ทำสัญญากู้ใหม่โดยมีเงินกู้เดิมค้างอยู่ ไม่เป็นไปตามปกติการค้าและปกติวิสัยของการให้กู้ยืมเงิน
“ผมเองก็อยากถามในเรื่องความผิดปกติตามที่ศาลท่านวินิจฉัยว่า แปลกหรือไม่หากนิติบุคคลหนึ่งต้องการขอสภาพคล่องทางการเงินและกู้เงินเพื่อให้ชำระหนี้ในอนาคต น่าเสียดายที่ศาลไม่ได้ชำระข้อเท็จจริงนี้หรือดูว่าใบแจ้งหนี้ของพรรคเป็นอย่างไร”
ส่วนประเด็นดอกเบี้ยที่มีการระบุว่าไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า อาจารย์ณรงค์เดช ชี้ว่าจากการค้นคว้าหาข้อมูล ดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยของธนาคารใหญ่ 5 รายแรกของประเทศไทยอยู่ที่อัตราร้อยละ 7.187 และตามกฎหมายแพ่งทั่วไปคือต้องคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15
“สำหรับผมถ้าหากมองว่าดอกเบี้ยจะผิดปกติหรือไม่ ต้องดูดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งอยู่ที่อัตรา 1.57 ถ้าหากคุณธนาธรเอามาให้กู้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 อย่างนี้ผมมองว่าผิดปกติมากกว่าว่าทำไมถึงยอมขาดทุน แต่ในความจริงคิดดอกเบี้ยที่ร้อยละ 2 คำถามที่ตามมาคือแล้วอะไรคือดอกเบี้ยที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า”
อาจารย์ณรงค์เดชชี้ว่า การตั้งข้อสงสัยหรือการสันนิษฐานว่ามีความผิดปกติทำให้ไม่เห็นการชี้แจงหรือเจตนาที่แท้จริงของพรรคการเมือง เพราะพรรคเองอาจจะมีคำอธิบายในข้อสงสัยที่ศาลตั้งคำถาม
“อย่างข้อสงสัยข้อที่ 3 ก็อาจจะเป็นไปได้ไหมหากพรรคต้องการลดภาระดอกเบี้ยเลยรีบคืนเงินต้นก่อน และการชำระเงินสด 14 ล้าน เข้าบัญชีไหนก็ไม่มีการไต่สวน หรือแม้แต่ข้อสงสัยที่ 4 ก็เป็นความจำเป็นของพรรคหรือไม่ที่ถอนมาใช้แค่เท่าที่จำเป็น” อาจารย์ณรงค์เดชระบุ
ขณะเดียวกันก็มีการพิจารณาถึงศาลรัฐธรรมนูญต้องป้องกันมิให้พรรคถูกครอบงำ ซึ่งอาจารย์ณรงค์เดชอธิบายว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุว่าห้ามมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำ มิใช่บุคคลภายในพรรค และหากศาลรัฐธรรมนูญมุ่งหวังที่จะรักษาหลักประชาธิปไตยในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ก็ได้กำหนดหลายมาตรการที่จะคุ้มครองหลักประชาธิปไตยอยู่แล้ว ควรใช้วิธีการขจัดบุคคลผู้ครอบงำพรรคออกจากพรรค มิใช่การยุบพรรค

ข้อเท็จจริงคดียุบพรรคอนาคตใหม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังได้

ข้อมูลจากการนำเสนอของ รศ. ดร. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เวทีเสวนา ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ เรื่องวิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้จากการฟังแถลงการณ์วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ เหตุการณ์
3 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2561
งบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ ค่าใช้จ่าย > รายได้ 1,490,537 บาท

2 ม.ค. 2562
ทำสัญญากู้ฉบับแรก 161.2 ล้าน ดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ส่งดอกทุกเดือน หากผิดนัด เบี้ยปรับวันละ 100 บาท

4 ม.ค. 2562
จ่ายบางส่วน เงินสด 14 ล้าน

21 ม.ค. 2562
จ่ายบางส่วน เงินสด 8 ล้าน

29 ม.ค. 2562
จ่ายบางส่วน โอน 50 ล้าน (เข้าออมทรัพย์ BOA)

11 เม.ย. 2562
ทำสัญญากู้ฉบับที่สอง 30 ล้าน รับเงินสด ณ วันทำสัญญา 2.7 ล้าน ส่วนีท่เหลือจะรับในภายหลัง ดอกเบี้ย 2% ต่อปี (แต่ในคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุว่ามีการรับเงินสดส่วนที่เหลืออีกหรือไม่)

ประมาณเดือน พ.ค. 2562

มีการแก้ไขสัญญาจากส่งดอกเบี้ยทุกเดือนเป็นส่งดอกเบี้ยทุกปี
ก.ค. 2562
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บริจาค 8.5 ล้าน

27 ธ.ค. 2562
ชำระดอกเบี้ยและเงินกู้บางส่วน 3 ครั้ง
ดอกเบี้ยพร้อมเงินปรับ 5,859,200 บาท
เงินกู้บางส่วนของสัญญาแรก (2 ม.ค.) 5 ล้าน
ดอกเบี้ยพร้อมเบี้ยปรับ 1,449,998.04 บาท

แปลงความหวังดีเป็นสิ่งเลวทราม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปลงความหวังดีเป็นสิ่งเลวทราม

2 มีนาคม 2563 – 10:00 น.
ไวรัสโควิด-19,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พลอประยุทธ์,ชุมนุม
เปิดอ่าน 1,089 ครั้ง

แปลงความหวังดีเป็นสิ่งเลวทราม  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… สถิตย์ ธรรม

ไม่ค่อยได้รับข่าวดีเลยสำหรับสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แม้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHC ของจีน เปิดเผยว่า สัดส่วนจำนวนสะสมของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาจนหายดีต่อผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตทั่วจีนขยายตัวอยู่ที่ 13.8 ต่อ 1 สะท้อนว่าอัตราการรักษาหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าว…  ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช.

ทว่าการแพร่ระบาดประเทศอื่นๆ กำลังมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน หากมองสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปทั่วทุกมุมโลก เหลือแต่ทวีปแอนตาร์กติกาทวีปเดียวที่ยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อ

หันกลับมาดูประเทศไทยไม่มีข่าวดีและต้องขอแสดงความเสียใจ มา ณ โอกาสนี้ด้วย ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข แถลงชายไทยวัย 35 ปี ซึ่งเป็นพนักงานขายห้างสรรพสินค้าได้เสียชีวิต ถือเป็นคนไทยรายแรกที่เสียชีวิต

มีปัจจัยหลายประการที่จะทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดในไทยเพิ่มขึ้นได้ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศกลับมาล้มป่วยแต่ไม่พบแพทย์ หรือไปพบแพทย์ก็ปกปิดข้อมูล เชื้อก็แพร่กระจายไปต่อไหน

อีกประการคือการไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพ คิดว่าตนเองสตรองตลอดเวลา ไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ล้างมือให้สะอาด เข้าไปอยู่ในสถานที่ชุมนุมแออัด สัมผัสละอองฝอยจากผู้มีเชื้อ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้การแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วมากมาย

ตัวอย่างมีให้เห็นกันไปแล้ว เช่น กรณีคุณปู่คุณย่าที่ไปเที่ยวฮอกไกโด และพาเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดตัวกลับมาด้วย ปฏิเสธการบอกประวัติการเดินทางกับแพทย์ ผู้ที่อยู่ใกล้สัมผัสตั้งแต่ในไฟลท์บินเดียวกัน ลูกหลาน และผู้ที่ใกล้ชิดกับครอบครัว ต้องถูกนำมาตรวจเช็กอาการกันอย่างจ้าละหวั่น

ถึงได้บอกไวรัสโควิด-19 อันตรายกว่าที่ทางการแพทย์ประเมินไว้นัก จึงไม่แปลกที่สาธารณสุขได้ออกประกาศให้ไวรัสโควิด-19 จัดอยู่ในกลุ่มโรคอันตรายร้ายแรง ลำดับที่ 14 แล้ว และด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่อาจควบคุมได้มีแต่จะเริ่มแพร่มากขึ้น ทางรัฐบาลคงต้องมีการยกระดับมาตรการในการสกัดโรคร้ายนี้

…สถิตย์ ธรรม… สืบทราบมาว่าเร็วๆ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องแสดงบทบาทภาวะผู้นำต่อการรับมือโรคระบาดอีกรอบ แนวโน้มอาจมีการประกาศยกระดับความเสี่ยงสู่ระดับ 3 หรือไม่ ซึ่งเมื่อประกาศยกระดับ 3 นั่นหมายความว่ามาตรการสกัดยับยั้งเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ทั้งเรื่องการมอบอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าตรวจค้น ออกคำสั่งห้ามต่างๆ นานา

แต่คงไม่ถึงขั้นมีการออกประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร เหมือนอย่างที่นักกฎหมายขมองอิ่มในค่ายสีส้มออกมาตีโพยตีพายว่า นี่เป็นวาระซ่อนเร้นเพื่อห้ามนิสิตนักศึกษาชุมนุม

ยิ่งกลับไปตรวจสอบข่าวการออก พ.ร.บ.ความมั่นฯ คงมีที่มาที่ไปอย่างไร พบว่า เป็นการให้สัมภาษณ์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข กล่าวไว้อย่างนี้ครับ

“อาจต้องไปใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ให้เกิดการชุมนุม เพื่อป้องกันแพร่ระบาดของโรค แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่หากห้ามแล้วไม่ฟัง ผู้จัดงานหรือหากจัดการชุมนุมก็ต้องรับผิดชอบหากเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค” เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งต่อมา พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันไม่มีความคิดในการออกพ.ร.บ.ฉบับนี้

น่าเสียใจครับ เพราะในขณะที่ทุกฝ่ายแสดงความห่วงใยในชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมไปถึงน้องๆ นิสิตนักศึกษาที่ร่วมอยู่ในสถานที่ชุมนุม ต้องมีวิธีการดูแลสุขภาพอนามัยกันอย่างเคร่งครัด หรือทางที่ดีควรเลี่ยงการชุมนุมไปก่อน

อีกอย่างหากสถานการณ์แพร่ระบาดถูกยกระดับ 3 ถึงวันนั้นต้องใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดอยู่ดี วัตถุประสงค์เพื่อรักษาชีวิตทุกคนให้ปลอดภัยไม่เพิ่มภาระให้บุคลากรทางการแพทย์ที่จะต้องรับมือสถานการณ์ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดเหมือนอู่ฮั่นระยะแรกๆ

แต่ก็มีนักกฎหมายค่ายสีส้มที่พาพรรคลงเหวไปแล้ว ไม่รู้ร้อนรู้หนาวตีความห่วงใยไปเป็นเรื่องการเมืองเสียฉิบ มองว่าการที่รัฐบาลนำเรื่องห้ามชุมนุมเพื่อสกัดไวรัสโควิด-19 เป็นวาระซ่อนเร้น

ท่านที่ต้องการอ่านมุมมองกฎหมายของนายปิยบุตร แสงกนกกุล โดยละเอียด สามารถคลิกอ่านทางเนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการตีความกฎหมายได้กวนส้น…มาก

ทำไมมองในแง่ลบอย่างนี้ สะท้อนไปถึงความคิดอันวิบัติ มีจิตใจอันโหดร้ายเกินไปหน่อยกระมัง สมแล้วที่ประกาศตนเป็น “ปีศาจ”

เพราะปีศาจมักเสกสรรปั้นแต่ง ทำขาวให้เป็นดำ แปลงเจตนาสิ่งดีงามให้เป็นความชั่วช้าเลวทรามเสมอ

ปกปิด “โควิด-19” โทษจำคุก-ปรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปกปิด “โควิด-19” โทษจำคุก-ปรับ

2 มีนาคม 2563 – 09:47 น.
โควิด-19,โคโรน่า
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

ปกปิด “โควิด-19” โทษจำคุก-ปรับ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

   กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ ‘โควิค-19’ เป็นโรคติดต่ออันตรายและ ‘ดับเครื่องชน’ ได้รวบรวมข้อมูลโทษผู้ฝ่าฝืนมาให้ทราบ

ประกอบกับได้รับจดหมายจากคุณ ‘ส้ม’ กรุงเทพฯ เรียกร้องขอให้มีมาตรการลงโทษผู้ปกปิดข้อมูล ซึ่งจะอนุญาตเรียนให้ทราบว่าได้มี พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 ออกมาก่อนแล้วโดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

อ่านข่าว-เผยภาพดาวเทียมมลพิษที่จีนหายเกลี้ยง ผลจากเชื้อโควิด

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบเพราะเราไม่สามารถปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้

 ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 40 (2) ซึ่งกำหนดในกรณีที่มีการประกาศให้ท้องที่หรือเมืองนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค เจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในประเทศโดยจัดให้พาหนะจอดอยู่ ณ สถานที่ที่กำหนดให้จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศจะอนุญาตให้ไปได้

มาตรา 34 (1) มีอำนาจนำผู้ที่เป็น/มีเหตุสงสัยว่าเป็นโควิด-19 /ผู้สัมผัส มารับการตรวจ การชันสูตร แยกกัก กักกัน คุมไว้สังเกต โทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

มาตรา 35 กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน สั่งปิดสถานที่ต่างๆ /สั่งห้ามไปในสถานที่ชุมชน สถานศึกษา สถานที่ใด / สั่งหยุดงานชั่วคราว โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 39 (5) ห้ามเจ้าของ/ผู้ควบคุมพาหนะนำผู้เดินทางไม่ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเข้าประเทศ โทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

จึงขอสรุปโทษมาให้ทราบและช่วงเวลานี้มีข่าวเกี่ยวกับ ‘โควิค-19’ นี้มาก จึงขอให้มีสติอย่าตระหนกตกใจและพิจารณาข่าวสารให้ดี

เรื่องข่าวสารออนไลน์กรุณาอย่าแชร์ โดยไม่ไตร่ตรองเพราะมีโทษ!
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอให้ออกมาตรการลงโทษผู้ปกปิดข้อมูลการเดินทางต่างประเทศ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากกรณีปู่ย่ากลับจากญี่ปุ่นแล้วนำเชื้อโควิด-9 กลับมาด้วย ทำให้หลานและคนที่บ้านติด นั่นน่าเห็นใจ แต่ที่ไปโรงพยาบาลแล้วปกปิดข้อมูลเรื่องการเดินทางกลับจากญี่ปุ่นนี่เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร ปิดบังทำไม ไม่มีใครว่าท่านหากท่านเป็น ถ้ารู้แต่แรกจะได้รักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ แต่นี่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่บานปลาย โรงเรียนต้องปิด ธนาคารต้องปิด ทุกคนที่อยู่ในเที่ยวบินนั้นต้องรับการตรวจ คนจำนวนมากเดือดร้อน ต้องตรวจเช็กผู้เกี่ยวข้องหมดทุกคน แพทย์พยาบาลต้องทำงานหนักมาก

ขอเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการลงโทษผู้ปิดบังข้อมูลการเดินทางต่างประเทศ ไม่เฉพาะประเทศเสี่ยงเท่านั้น หน่วยงานเอกชนบางแห่งเขามีบทลงโทษพนักงานทางวินัยขั้นรุนแรงด้วย หากพบว่าปกปิดข้อมูล

เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ต้องช่วยกันดูแลตัวเองด้วย จะปล่อยให้เป็นภาระของประเทศไม่ได้
ส้ม กรุงเทพฯ


 ครอบครัวสำคัญที่สุด
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘อัมพร’ นครสวรรค์ น่าสนใจมากเพราะได้สรุปเรื่องน่าสนใจของครอบครัวมาและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบ

ทุกวันนี้ประเทศไทย-สังคมไทย-คนไทย บางคนมีความรุนแรงกว่าที่คิดและยังดำรงคงอยู่ได้เพราะมีคนดีมากกว่าคนเลว

จึงขอสนับสนุนเต็มที่ให้ทุกคนเริ่มต้นจากครอบครัวดีเพื่อรากฐานสำคัญ
อ๊อด เทอร์โบ


 ความรุนแรงของสังคม
 เริ่มมาจากครอบครัว

ดิฉันได้ติดตามเรื่องการประชุมของการอนามัยครอบครัวแล้วพบว่าเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะสรุปได้ว่าความรุนแรงหรือความสับสนวุ่นวายในสังคมเริ่มมาจากครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันสำคัญที่สุด เพราะคนที่ดีมาจากครอบครัวดี มีความผูกพันอบอุ่น

ขอบใจและขอบคุณ ศ.ดร.วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่บอกว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาใหญ่สุด โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก รากฐานแห่งปัญหาคือครอบครัวไม่ได้พัฒนาจากระบบคุณธรรมให้เข้าสู่จริยธรรม

เราปล่อยให้ครอบครัวดูแลกันเองโดยรัฐไม่สามารถแทรกแซงดูแลครอบครัวที่มีปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งนี้สังคมเข้มแข็งต้องมีรากฐานจากการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะทุนด้านจริยธรรมที่ต้องปลูกฝังแต่เด็ก

อย่างไรก็ตามแนวทางที่ต้องสนับสนุนส่งเสริมคือ การเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางแห่งครอบครัวและสังคม กุญแจสำคัญที่จะสนับสนุนส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในเด็กและเยาวชนมาจากการเป็นสังคมพลเมือง เป็นสังคมที่ทุกคนเป็นหุ้นส่วน

เอาใจใส่ ดูแล ช่วยกันพัฒนา สถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน

กรณีที่อาจารย์ให้ทัศนะมานี้เป็นเรื่องดีมากๆ และดิฉันได้นำมาเสนอโดยครบถ้วนเพราะมีความสำคัญมากๆ

ครอบครัวจึงเป็นสถาบันเบื้องต้นเริ่มต้นที่สำคัญจริงๆ
อัมพร (นครสวรรค์)


โชว์เก๋า ‘เพนกวิน’ วีรชนเอกชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โชว์เก๋า ‘เพนกวิน’ วีรชนเอกชน

2 มีนาคม 2563 – 09:43 น.
ม็อบนักศึกษา,ไล่ประยุทธ์,บอล ธนวัฒน์ วงศ์ไชย,พริษฐ์ ชิวารักษ์,ประท้วง,ไล่รัฐบาล,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,870 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2 มี.ค.63

*************************

ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง “แฟลชม็อบ” ที่ผุดขึ้นในรั้วสถาบันการศึกษา ทั้งมัธยมและอุดมศึกษา ทำเอา “เสนาธิการ” หลังม่านกุมขมับ เพราะหวั่นว่าจะเป็นไฟไหม้ฟาง แบบว่ามาวูบเดียวแล้วดับ และอีกด้านก็หวั่นการจุดกระแสที่เลยธง จะสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายกุมอำนาจเข้ามาจัดการด้วยความชอบธรรม

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคดิจิทัล ต่างจากยุคอะนาล็อก เพราะสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล ไปไกลไปเร็ว ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์วันข้างหน้าได้

การซ้อมชุมนุมใหญ่ที่ ม.เกษตรฯ บางเขน (ถนนพหลโยธินมีนักศึกษาจากหลายสถาบัน และประชาชนเข้าร่วมมากกว่า พันคน เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 หลังยุติการชุมนุม ปรากฏว่า ในโซเชียล มีทวิตเตอร์ ติดแฮชแท็ก #ไม่เอาเพนกวิน สวนกระแสพลังนักศึกษาจุดติดแล้ว

ไม่เอาเพนกวิน

พลันที่ตุลาการวินิจฉัยยุบพรรคอนาคใหม่ “พรรคโดมปฏิวัติ” ได้ประกาศชุมนุมแฟลชม็อบ “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม” วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และแกนนำพรรคโดมปฏิวัติ มีชื่อโดดเด่นขึ้นมาทันที

เพนกวิน ดาวไฮด์ปาร์ค

หลังจากนั้นแฟลชม็อบได้เบ่งบานไปทุกสถาบันการศึกษากลายเป็นกระแสต้านเผด็จการเหมือนไฟลามทุ่ง โดย “เพนกวิน” ได้เดินสายไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

แทบไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่สัปดาห์เดียวในทวิตเตอร์มีการติดแฮชแทก #ไม่เอาเพนกวินปราศรัย แสดงความไม่เห็นด้วยกรณีแกนนำพรรคโดมปฏิวัติขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุมของนิสิตนักศึกษา

– ไม่เห็นด้วยกับการใช้ hate speech และการปลุกปั่นในการปราศัย คนแบบเพนกวินเนี่ยแหละที่จะเป็นจุดอ่อนของเด็กรุ่นใหม่ การปราศรัยที่ดีควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง

– คิดว่าการแสดงพลังของนักศึกษาจะไม่มีเพนกวินแล้วนะ ที่ไหนได้มีซะงั้น?! คิดจะยกระดับเป็นชุมนุมใหญ่ ย้ายกำลังไปราชดำเนิน ถามใครบ้างหรือยังเพนกวิน ชอบตีกิน+อยากได้ซีนก็งี้แหละ

ทวิตข้อความสุดแสบสันที่สุดคือ “เอาเพนกวินเป็นแกนนำ ไม่ต่างกะรัฐบาลเอาธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี” 

ศึกในคลองหลวง

กลางปีที่แล้วเพนกวินและผองเพื่อนได้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ โดยตัวเพนกวินเสนอตัวเป็นนายก อมธในนามพรรคโดมปฏิวัติ แต่พ่ายคู่แข่งจากพรรคธรรมเพื่อโดม 

เดือนตุลาคม 2562 สมาชิกพรรคโดมปฏิวัติคนหนึ่งได้สร้างพฤติกรรมส่วนตัวสุดฉาวโฉ่จนมีกระแสต้าน ทำให้พรรคโดมปฏิวัติแสดงสปิริตไม่ส่งสมาชิกเข้ารับตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารสภานักศึกษา

เพนกวิน เคลื่อนไหวต้านคสช.มานานแล้ว

ปัจจุบันพรรคธรรมเพื่อโดมบริหาร อมธโดยมี “ภูผา ภูวดลอานนท์” นายก อมธได้ออกแถลงการณ์เรื่องพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบว่า “อมธ.ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกท่านอย่าหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และยังคงยึดมั่นในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างหนักแน่น”

นี่คือความแตกต่างทางความคิดในธรรมศาสตร์ แต่วันแสดงพลังแฟลชม็อบที่คลองหลวงชาว อมธ.ก็เข้าร่วมด้วย

สนท.ไม่ใช่ผู้นำ?

ปี 2561 “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ รวบรวมเพื่อนหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง “สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.)

บอล ธนวัฒน์ วงศ์ไชย

ทั้ง “บอลเพนกวิน” ได้ร่วมเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้าน คสชมาตั้งแต่ปี 2560 โดยเข้าร่วมกับรุ่นพี่อย่าง รังสิมันต์ โรมชลธิชา แจ้งเร็ว และทนายอานนท์ นำภา

บอล เพนกวิน คู่หูสนท.

บอล” สนิทกับ “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ คนที่ ต่างก็เป็นผู้นำนักศึกษารุ่นใหม่ไฟแรง โดยกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่ผ่านมา ก็เป็นผลงานของ “บอล” กับ “เฟลอ” ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาหลายสถาบัน

สิรินทร์ มุ่งเจริญ

เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2563 แฟลชม็อบ “จุฬาฯ รวมพล CU Assemble” ที่ลานข้างหอประชุมจุฬาฯ ฝั่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ “เฟลอ” ก็เป็นผู้นำการชุมนุม

วันนี้ “เพนกวิน” ยังเป็นประธาน สนทและ “บอล” ประธานยุทธศาสตร์ สนทแต่แอบสังเกตเห็นว่า บอลเริ่มเหินห่างจากเพนกวิน

เอกภาพของขบวนนักศึกษาไทยยุคดิจิทัลยังจำเป็น หากปล่อยให้โตตามธรรมชาติโอกาสจะเกิดภาวะอนาธิปไตยก็มีสูง

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล

2 มีนาคม 2563 – 09:35 น.
นิสิตนักศึกษา,แฟลชม็อบ,พรรคอนาคตใหม่,ฮ่องกงโมเดล
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล โดย…  ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

การที่นิสิตนักศึกษาจัดกิจกรรมแฟลชม็อบรวมถึงติดแฮชแท็กเพื่อต่อต้านรัฐบาล หลังจากผลการตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ดูเหมือนว่าจะเป็นประเด็นร้อนไม่แพ้การระบาดของไวรัสโควิด-19

อ่านข่าว…  นศ.-ผู้สูงวัย ร่วมแฟลชม็อบ ม.เกษตรฯ ไม่หวั่นโควิด-19
นักวิชาการ นักการเมืองและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเริ่มมีความกังวลว่าการจัดแฟลชม็อบของนักศึกษาจะบานปลายกลายเป็นความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นในฮ่องกง ในขณะที่บางกลุ่มบอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่านักศึกษาจะออกมาด้วยใจบริสุทธิ์หรือแค่ตามกระแสหรือหลงเชื่อในคำยุยงก็ตาม

โพลล์ของนิด้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตพรรคอนาคตใหม่ แต่ก็มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ โดยมีคำถามหลักที่อาจจะเป็นคำตอบต่อความกังวลของทุกๆ กลุ่มในสังคมแต่ในที่นี้จะขอนำเสนอเพียงแค่สองข้อ

คำถามแรกถามถึงสิ่งที่แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ ควรทำหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 10 ปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 33.41 ระบุว่า ยอมรับคไตัดสินของศาล รองลงมาร้อยละ 25.32 ระบุว่าใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ร้อยละ 11.35 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรค ควรรณรงค์ทางการเมืองทั่วประเทศ และให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรค แสดงบทบาททางการเมืองแทนในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 8.65 ระบุว่าให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ มีอิสระย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ ร้อยละ 8.33 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรค ควรหยุดบทบาททางการเมือง ร้อยละ 5.71 ระบุว่า ให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรคย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ที่เตรียมไว้ แต่ร้อยละ 4.29 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรคควรเป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน และร้อยละ 10.71 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

จากการวิเคราะห์ผลในข้อแรกอย่างน้อยก็สบายใจเกี่ยวกับทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงให้ความเคารพอย่างเต็มที่ต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีเพียงหนึ่งในสามของประชากรในประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่เหลือจะไม่ให้ความเคารพในคำตัดสิน พวกเขายังคงเคารพในคำตัดสินแต่ก็ขอสงวนสิทธิในการไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน จึงคิดว่าผู้คนรวมทั้งแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ควรสามารถใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต (ไม่ใช่บิดเบือนคำตัดสิน ใส่ร้ายและยุยงให้ผู้คนออกมาต่อต้าน) รวมความคิดเห็นในสองข้อนี้มีประมาณ 58% ในขณะที่คำตอบที่สำคัญอีกข้อที่อาจตีความได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยให้ความเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเท่าไรนัก คือการแนะนำให้

แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน อย่างไรก็ตามผลคือมีผู้เห็นด้วยเพียงประมาณ 4% ซึ่งไม่แตกต่างกับผลโพลล์เมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่มีเพียง 4% ที่สนใจชุมนุมทางการเมืองบนถนนหากมีผู้ชักชวน

เมื่อแตกข้อมูลในข้อหนึ่งออกดูในรายละเอียดก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ในช่วงอายุตั้งแต่ 36 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จะอยู่ในกลุ่มที่แนะนำให้อดีตแกนนาพรรคอนาคตใหม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในช่วงอายุ 18–35 แนะนาให้วิจารณ์คำตัดสินอย่างสุจริต นอกเหนือจากนั้นแล้วเมื่อดูว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มอายุเท่าไรที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองบนถนน พบว่าเป็นกลุ่มช่วงอายุ 18-25 ประมาณ 7% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่กลุ่มช่วงอายุอื่นๆ ให้การสนับสนุนต่ำกว่า 4% และเมื่อวิเคราะห์จากกลุ่มอาชีพ พบว่าเฉพาะพนักงานบริษัทเอกชนและนักเรียนนักศึกษาแนะนำให้แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่วิจารณ์คำตัดสินของศาลอย่างสุจริต แต่อีกหกกลุ่มอาชีพที่เหลือส่วนใหญ่บอกให้เคารพในคำตัดสินของศาล

ในส่วนของคำแนะนาให้ลงไปชุมนุมบนถนนนั้นพบว่ากลุ่มนักเรียนนักศึกษาคือกลุ่มใหญ่สุดที่พอใจในวิธีนี้ แต่ก็มีเพียง 10% ส่วนกลุ่มอาชีพอื่นๆ มีไม่ถึง 4% ที่สนับสนุนแนวทางความวุ่นวายนี้ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงเกิดแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยและมีผู้พยายามยุยงให้ลงไปชุมนุมบนถนน แต่ที่เราเห็นการชุมนุมของนักศึกษานั้นไม่ได้หมายถึงนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการชุมนุมนะครับ เพราะอีก 90% ไม่สนับสนุนการชุมนุมบนท้องถนน

อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาในคำถามข้อสอง พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เคารพในสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หากเป็นไปตามกฎหมาย แต่ประมาณหนึ่งในห้าของประชากรกังวลว่าประเทศกำลังจะเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง

ในข้อสองถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ ติดแฮชแท็กเพื่อต่อต้านรัฐบาลของนิสิตนักศึกษา หลังจากผลการตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 61.03 ระบุว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย รองลงมาร้อยละ 21.11 ระบุว่า เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง ร้อยละ 12.70 ระบุว่า กังวลว่านิสิตนักศึกษาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ร้อยละ 7.78 ระบุว่า กังวลว่าจะมีการยกระดับการชุมนุมจนกลายเป็นการจลาจลแบบในฮ่องกง ร้อยละ 6.35 ระบุว่า เป็นแค่กระแสชั่วคราว และร้อยละ 2.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ที่น่าแปลกใจคือประมาณครึ่งหนึ่ง (50%–52% ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ 61%) ของกลุ่มผู้มีอายุ 18–25 และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา มองว่าแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ประเด็นคือกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักเรียนนักศึกษาอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คิดอย่างไรเกี่ยวกับแฟลชม็อบใน

มหาวิทยาลัย พวกเขากำลังไม่เห็นด้วยหรือไม่สนใจในคำชวนเชิญของแกนนาแฟลชม็อบ ในขณะที่กลุ่มผู้มีอายุ 18–25 (ประมาณ 26%) และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา (ประมาณ 21%) เป็นกลุ่มที่มองเห็นสัญญาณว่าประเทศจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง โดยมีค่าร้อยละที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 21%

จากผลโพลล์ในข้อนี้และการแตกดูข้อมูลเชิงลึกทำให้สบายใจในระดับหนึ่งว่า คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนการดำเนินการตามแบบประชาธิปไตยภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช่แบบบางพวกที่ไม่เคารพกฎหมาย รวมถึงความพยายามก่อให้เกิดอนาธิปไตยในสังคมไทยเพื่อฉวยโอกาสทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษา น้องๆ เยาวชน ส่วนใหญ่ (ฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของอดีตพรรคอนาคตใหม่) ก็ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามกฎหมาย รวมถึงประมาณหนึ่งในสี่แสดงออกถึงความกังวลว่าประเทศจะบอบช้ำหากมีความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

การแสดงออกทางการเมืองด้วยแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิเสรีภาพที่กระทำได้ตราบใดที่ยังคงอยู่ในกรอบของกฎหมายและที่สำคัญต้องไม่ละเมิดสถาบัน อย่างไรก็ตามอยากให้นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ลองถามตัวเองว่ากิจกรรมทางการเมืองที่กำลังดาเนินการอยู่ทำไปเพื่ออะไร ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนหรือยังว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่สมเหตุสมผลแล้ว ได้เคยอ่านคำพิพากษาคดีอดีตพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินหรือยัง เคยลองเปิดใจกว้างมองเหรียญสองด้านแล้วพิจารณาอย่างไม่มีอคติ ว่าการกระทำของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

พวกท่านคนรุ่นใหม่ทั้งหลายเคยได้ก่ายหน้าผากคิดอย่างจริงจังหรือยังว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาในการเข้าร่วมแฟลชม็อบหรือการชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ (ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำโดยเจตนาของเราเองหรือถูกใครยุยงปลุกปั่นให้ทำ) ตัวเรา เพื่อนๆ ครอบครัว มหาวิทยาลัยและประเทศไทยจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงอะไรบ้าง อย่างไรและแค่ไหน และแน่ใจแค่ไหนว่าพวกต้นตอของการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองจะยืนหยัดเคียงข้างเราตลอดไป ไม่ใช่พอเกิดเรื่องก็หนีหายเป็นกลุ่มแรกเลย อย่าลืมนะพวกนี้ยังคงพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยหรือการชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ ฉะนั้นถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาพวกนี้ก็จะตีกรรเชียงหนีทันทีโดยอ้างว่าพูดมาตลอดว่าไม่เกี่ยวด้วย เป็นเรื่องของนักเรียนนักศึกษาเขาทำกันเอง

แน่นอนทุกๆ คน รวมถึงคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษาไม่ชอบให้ใครมองว่ากำลังเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มเพราะการมองเช่นนั้นเหมือนกับการดูถูกดูหมิ่นสติปัญญาและขวางอิสรภาพของพวกเขา แต่ในสังคมไทยเรามีความเชื่ออยู่สองอย่างว่าที่อยากจะนำมาเตือนสติคนรุ่นใหม่ นั่นคือ “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” และ “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

อนึ่ง พระสมชาย ฐานวุฑโฒ ให้ความหมายของคนพาลไว้ว่า คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร…ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมีความรู้ความสามารถก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถที่ถูกที่ควร…เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ำเย็น ชนชั้นปัญญาชนกันแล้วทั้งนั้น น่าจะเข้าใจนะครับ

อย่าหลงทิศผิดทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419766?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าหลงทิศผิดทาง

2 มีนาคม 2563 – 09:08 น.
อย่าหลงทิศผิดทาง,แฟลชม็อบ,นิสิตนักศึกษา
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

อย่าหลงทิศผิดทาง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2563

เริ่มมีการพูดและแสดงความคิดเห็นกันมาก รวมถึงการแสดงความห่วงใยกับการออกมาเคลื่อนไหวของเหล่าเยาวชน นิสิต นักศึกษา รวมถึงนักเรียน จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่พร้อมใจกันออกมาชุมนุมที่เรียกกันว่า แฟลชม็อบ เพื่อต่อสู้เผด็จการทวงถามหาประชาธิปไตยกันอีกครั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่จากคดีเงินกู้ 191 ล้านบาท กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี และดูเหมือนว่าไฟการเมืองจากฐานรากวงการศึกษานี้จะจุดติดขยายวงออกไปเรื่อยๆ เหมือนไฟไหม้ฟาง ส่งผลให้เกิดคำถามและจินตนาการย้อนกลับไปราว 40 ปีหากมีใครนำน้ำมันมาราดกองไฟกองนี้ และเมื่อเปลวเพลิงลุกโชนรุนแรงยากที่จะดับ นำไปสู่ความสูญเสียในเหตุการณ์วิปโยค 14 ตุลาคม 2516 สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและเป็นแผลอยู่ในใจของใครอีกหลายๆ คนกับความทรงจำอันเจ็บปวดครั้งนั้น

อ่านข่าว…  แฟลชม็อบ ราชประสงค์ เรียกร้อง ปชต. ตำรวจตรึงกำลังเข้ม

ไม่มีใครปฏิเสธถึงการเคลื่อนไหวดังกล่าว ที่เปรียบเหมือนพลังบริสุทธิ์อีก 1 บริบทในสังคมไทยที่ได้ร่วมสร้างสรรค์เรียนรู้การมีส่วนร่วมทางการเมือง ถือเป็นเบ้าหลอมให้สังคมมีความเข้มแข็งเมื่อพวกเขาเติบใหญ่สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติสังคมไทยในอนาคต แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขรากฐานความเป็นมาอย่างถูกต้อง มิใช่การหล่อหลอมที่ถูกปลูกฝังทางความคิดจากคนบางกลุ่มบางขั้วที่ใช้วาทกรรมบูดเบี้ยวหวังผลบางประการ มาปลุกปั่นเยาวชนใช้เป็นเกราะกำบังเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนหรือพรรคพวกตนเองโดยมิคำนึงถึงผลเสียอันใหญ่หลวงที่จะตามมา พร้อมทั้งฉกฉวยโอกาสนำภาพการชุมนุมมาโพสต์ปลุกระดมในโลกโซเชียลอวดอ้างสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยเรียกร้องให้เยาวชนเหล่านั้นออกมาใช้สิทธิอันชอบธรรมในฐานะเจ้าของประเทศ เพื่อต่อสู้กับความผิดปกติในสังคม

อันที่จริงแล้วการแสดงออกทางการเมืองถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่พึงกระทำ แต่ด้วยความที่เป็นเยาวชนพรรษาทางการเมืองยังไม่แข็งกล้าอาจโดนปลุกปั่นยั่วยุได้ง่าย และเมื่อสถานการณ์รุมเร้าทำให้อารมณ์อาจอยู่เหนือสติ ความยับยั้งชั่งใจจึงมีน้อย ทำให้บางคนอาจจะแสดงเกินขอบเขตไม่น่าเอ็นดูตามวัย ซึ่งตอนนี้ก็มีให้เห็นและได้ยินกันบ้างแล้วถึงเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร มีการใช้คำพูดหมิ่นเหม่มาตรา 112 ที่สำคัญนักศึกษาหลายร้อยคนที่ร่วมชุมนุมปรบมือเห็นด้วย สอดรับกับแนวทางของบางพรรคการเมืองที่เล่นใต้ดินสอดใช้เรื่องเหล่านี้ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลตระหนักและเป็นกังวลอย่างมาก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเตือนถึงการแสดงความคิดเห็นให้ระมัดระวังห้ามจาบจ้วงหรือพาดพิงสถาบันอย่างเด็ดขาด

สังคมเริ่มจับตาและพูดกันหนาหูถึงความพยายามของคนบางพวก ที่ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราอีกครั้ง โดยสร้างภาพผลักดันเยาวชนทั้งหมดให้เป็นพวกชังชาติ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรวมถึงหน่วยงานภาครัฐจะต้องเข้ามาตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เหตุการณ์บานปลายเข้าทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล่าสุด ส.ส.เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษา ตามสถานศึกษาต่างๆ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาต่อไป โดยการรับฟังความคิดเห็นเปิดกว้างทางออนไลน์ด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คนต่างรุ่นจะได้เรียนรู้วิถีสังคมการเมืองของกันและกัน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าความแตกแยก การไร้ความสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความถดถอย เสื่อมโทรมให้แก่ประเทศชาติ เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพในสังคมไทยต่อไป

7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!!

2 มีนาคม 2563 – 01:05 น.
ึโควิด-19,ไวรัสโคโรนา,COVID2019,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 6,368 ครั้ง

รู้ยัง 7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว มีอยู่รอบๆตัวเรา

เสียงของผู้มีอำนาจ ออกสื่อรายวันบอกว่า “คุมอยู่” แพทย์ไทยเก่ง  จริงอยู่ไม่มีใครโต้แย้งว่าแพทย์ไทยไม่เก่ง แต่มหันตภัยจากเจ้าวายร้าย โควิด-19  ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในประเทศไทยแล้ว เมื่อเวลา 18.25 น. ของวันที่ 29 ก.พ. 2563 และกระทรวงสาธารณสุขแถลงยอมรับเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563  เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ก็มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสร้ายตัวนี้

 อ่านข่าว :  ด่วน ผู้ป่วย ‘โควิด-19’ ในไทย เสียชีวิตรายแรก

การเสียชีวิตของชายไทย 35 ปีจากโควิด-19 เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนคนไทยทั้งประเทศ ที่พึงตระหนักว่า

1.ผู้ติดเชื้อโควิด -19 แม้อายุน้อย ไร้โรคประจำตัว ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคนี้ได้ ไม่ใช่มีความเสี่ยงเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเท่านั้น

2.ผู้เสียชีวิตรายนี้ไม่ได้ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวโดยตรง มีการให้ข้อมูลว่าทำงานขายสินค้า แต่ไม่มีรายละเอียดเลยว่า ทำงานที่ไหน การสัมผัสกับคนจีนที่อาจเป็นสาเหตุให้ติดเชื้อนั้นเกิดขึ้นวันใด สถานที่ใด ผู้คนแวดล้อมมีการสอบสวนโรคได้ครบถ้วนหรือไม่ เท่ากับเราไม่ควรนิ่งนอนใจว่าไทยคือพื้นที่ปลอดภัย เพราะจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าการแพร่เชื้อกลายเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม

3.พึงระลึกถึงอันตรายของโควิด -19 ที่ติดต่อกันได้ง่ายเหมือนไข้หวัด แต่เมื่อมีอาการแล้วใช้เวลารักษากว่าจะหาย และมีอัตราการตายเกือบ 3 %

เมื่อตระหนักแล้ว ไม่ควรตื่นตระหนก ควรรู้เท่าทันเจ้าวายร้าย“โควิด-19”ด้วยว่ายังมี “จุดอ่อน” ที่ไวรัสร้ายตัวนี้ไม่อาจเอาชนะได้

“คมชัดลึกออนไลน์” ได้รวบรวม7สิ่งที่โควิด-19 กลัวมีดังนี้

1.กลัวUV

2.กลัวอุณหภูมิสูง 56 องศาเซลเซียส

3.กลัวอากาศที่ถ่ายเท

4. กลัวยาฆ่าเชื้อ คลอรีน

5. กลัวแอลกอฮอลล์ 75%

6. กลัวการล้างมือบ่อยๆ

7. กลัวภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งของมนุษย์        

‘รัฐ’ ผวา มือที่3 ‘ม็อบปัญญาชน’ เล่น ประเด็นล่อแหลม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รัฐ’ ผวา มือที่3 ‘ม็อบปัญญาชน’ เล่น ประเด็นล่อแหลม

1 มีนาคม 2563 – 14:43 น.
รัฐ ผวา มือที่3,ม็อบปัญญาชน,เล่น ประเด็นล่อแหลม
เปิดอ่าน 2,007 ครั้ง

‘รัฐ’ -‘ม็อบ’ หากทั้งสองฝ่ายไม่ล้ำเส้นกัน หาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ไม่ใช้สายตาหวาดระแวง เกลียดกลัวใส่กัน บ้านเมืองก็ยังจะไปได้

ความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง ‘นิสิต นักศึกษา’ กับ’ผู้นำทางการเมือง’ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน   เหตุการณ์ในอดีต ทั้ง 14 ตุลาฯ 2519 , 6 ตุลาฯ 2519 หรือ พฤษาทมิฬ 2535

ส่วนการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด ของนิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งแบบต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ผู้คุมกฎจะปล่อยให้คลาดสายตาได้

การออกมาของปัญญาชนในพ.ศ.นี้ มีเป้าหมายคือแสดงออกว่าอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ต่อต้านการสืบทอดอำนาจคสช. รวมถึงผลพวงอื่นๆ ที่ตกทอดมา

ความได้เปรียบหนึ่งของยุคสมัยนี้ คือทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มีเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นไปทุกอย่างส่งถึงกันได้ในพริบตา

จึงทำให้การเคลื่อนไหวดูมีพลังมากกว่า การเคลื่อนไหวหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เราจึงได้เห็นปรากฎการณ์ไฟลามทุ่ง หรือ ปรากฎการณ์แบบโดมิโน ลามไปทุกหนแห่ง ขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ

   การออกมาในรูปแบบที่ไม่ต้องมีการจัดตั้ง ย่อมลดคำครหาได้มากกว่า มีคนหน้าเดิมๆ ที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านคสช. มาเป็นแกนนำ ซึ่งอาจเป็นที่จับตามากกว่าปกติ หรือทำให้บางฝ่ายหวาดระแวง 

ถึงอย่างนั้น สถานการณ์แบบนี้ยิ่งน่าวิตกกังวลสำหรับผู้มีอำนาจ การเคลื่อนไหวที่เป็นการสะท้อนภาวะความอึดอัด คับข้องใจกับการเมืองไทย ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และองคาพยพทั้งหลาย มานาน โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่เป็นหน่อเนื้อเดียวกับ “คสช.”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคง ก็ดูจะอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อบางส่วนที่เคลื่อนไหว ออกลูกกล้าดีเดือด พูดอะไรคาบลูกคาบดอกในประเด็นอ่อนไหวอยู่บ่อยครั้ง ถือว่าอันตราย!!!

อาจเป็นชนวนทำให้ทุกอย่างบานปลาย กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างคาดไม่ถึง

จริงอยู่ว่า รัฐธรรมนูญให้สิทธิในการแสดงออก ความคิดความเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำอะไรก็ได้แบบไร้ขีดจำกัด

บทเรียนทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมา มีให้เห็นมานักต่อนัก

การขยับในส่วนของผู้มีอำนาจเอง ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป หากกดมากไปก็จะระเบิด แต่หากปล่อยจนเลยเถิด ก็จะสั่นคลอนอำนาจรัฐ

แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาล เปิดเผยว่า ยอมรับได้ถึงการแสดงออกทางการเมืองตามสิทธิและเสรีภาพที่มีอยู่ เพียงแต่ขอให้อยู่กติกา อยู่ในที่ในทาง ใครก็ไปปิดกั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด ฝ่ายรัฐมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันมือที่สามฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ จนลุกลามบานปลาย จนยากจะควบคุม

ทั้งนี้ ไม่อยากจะคิดว่า ถ้ามีนักศึกษา ถูกลอบทำร้ายจนบาด หรือเสียชีวิตแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

ดังนั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่ล้ำเส้น นักศึกษา ไม่ยั่วยุ หยิบยกประเด็นอ่อนไหวมาเป็นธงนำ ใช้บทเรียนในอดีตเตือนสติ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา ส่วนฝ่ายคนคุมอำนาจ ถ้าอดทนอดกลั้น ไม่ผลีผลาม ไม่พยายามเร่งปิดเกม กดดันจนเกินไป ที่สำคัญไม่มองนักศึกษาเป็นปีศาจร้าย เปิดพื้นที่มีช่องทางรับฟังพวกเขา เชื่อว่า เหตุการณ์จะไม่เลวร้ายแบบที่ใครก็ไม่อยากให้เกิด

เว้นแต่ ทั้งสองฝ่าย ไม่เรียนรู้อดีต ฝ่ายหนึ่ง พยามเร่งเร้าด้วยประเด็นล่อแหลม อีกฝ่ายก็คงมองการเคลื่อนไหวเป็นภัยกับความมั่นคงของรัฐเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความเกลียดชังจะสุมไฟให้เกิดความแตกหักสูญเสียไม่ไม่ยาก

ที่ระบุเช่นนั้น ไม่ใช่ว่ามองเห็นอนาคต แต่เห็นอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ทั้งๆที่ ทุกฝ่ายต่างหวังดีกับชาติบ้านเมือง หากหาจุดร่วม สงวนจุดต่างได้ ไม่ใช้สายตาหวาดระแวง เกลียดกลัวใส่กัน บ้านเมืองก็ยังจะไปได้

  อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เริ่มเปิดไฟกระตุ้นม็อบ เพนกวิน ยัน ไม่มีใครปลุกปั่น

ฮ่องกงโมเดลในฝันของใคร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกงโมเดลในฝันของใคร?

1 มีนาคม 2563 – 11:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,ฮาวทูม็อบ,ฮ่องกงโมเดล,อนาคตใหม่,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 1,516 ครั้ง

ฮ่องกงโมเดลในฝันของใคร? : Special Report

หลายคนอาจจะกังวลว่า ม็อบนักศึกษาหรือแฟลชม็อบจะจบอย่างไร

แต่ก่อนอื่นต้องด้วยว่า แฟลชม็อบ ไม่ได้เกิดมาจากนักศึกษา แต่ แฟลชม็อบเกิดมาจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เรียกร้องให้ไปชุมนุมที่สกายวอล์คหลังศาลฯตัดสิทธิ์สส.ของเขา

นั้นคือจุดเริ่มต้นของ แฟลชม็อบ

หากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก็ตอบได้ว่า แฟลชม็อบคือเครื่องมือการเคลื่อนไหวของ พรรคอนาคตใหม่ จนครั้งนั้น ทั้งธนาธร ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วาณิช ยังเป็นคดีความอยู่เลย

และหากจะย้อนไปอีก จะทราบว่า การเคลื่อนไหวของ ธนาธร นั้นสอดประสานกับ โจ ชัว หว่อง ที่ฮ่องกง เรื่องนี้ต้องถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. จะทราบดี

เพราะทั้ง ธนาธร และโจ ชั่วหว่อง มีการติดต่อกันหลายครั้ง

ทางการไทยก็ทราบดีว่า ธนาธร อยากเห็นการชุมนุมบ้านเราเหมือน ฮ่องกงโมเดล

จนกระทั่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่นั้นแหละ ทั้งธนาธร ที่โดนตัดสิทธิ์ไปก่อน ก็มีกรรมการบริหารพรรค10คน ในนั้นมี ปิยบุตร และพรรณิการ์ รวมอยู่ด้วย

เสมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายของแกนนำพรรคอนาคตใหม่

ความจริงหากสืบค้นยุคสมัยที่ ธนาธร อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ต่อมาธนาธร ออกมาทำงาน ธนาธร ซื้อหุ้นสื่อสำนักหนึ่ง ธนาธร ยังเอื้อเฟื้อและสนับสนุนการชุมนุมของนักเคลื่อนไหวนอกสภาอยุ่ไม่ขาด

ไม่ว่าการสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และเอ็นจีโอบางกลุ่ม และบางครั้ง ธนาธร ก็ไปปรากฏตัวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงมิได้ขาด

จึงไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่อย่างใด

ฉะนั้นการที่นักเรียนนักศึกษานัดชุมนุมหรือที่เรียกว่า “แฟลชม็อบ” ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่านักศึกษาสนใจในการทำกิจกรรมทางการเมือง แต่เกิดขึ้นเพราะมีคนไปปลุกเร้า

เริ่มแรกจะเห็นว่า ในการชุมนุมมีการใช้คำว่า อนาคตใหม่ คืออนาคตของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสกับยุบพรรคอนาคตใหม่ หมายความว่า ยุบพรรคอนาคตใหม่คือการทำลายอนาคตของชาติ

แต่เมื่อมีการนำความสอดคล้องนี้ไปขยายผล เลยทำให้การเคลื่อนไหวของนักศึกษาไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ แกนนำของอนาคตใหม่เลยออกมาแก้เกี้ยวว่า อนาคตของชาติไม่เกี่ยวกับอนาคตใหม่

เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งการวิ่งไล่ลุง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แกนนำพรรคอนาตคตใหม่ก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่พอถึงเวลางาน เราจะเห็นว่าคนเหล่านี้คือแถวหน้าของกิจกรรมเหล่านี้ทั้งนั้น

วันนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟลชม็อบ ของนักศึกษา ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเกษตรศาสตร์ เป็นแฟลชม็อบที่มีการอุดหนุนและสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง

จะเห็นคนหน้าตาเดิมๆที่เคลื่อนไหวสอดรับกับอนาคตใหม่มาปรากฏตัวในทุกกิจกรรมเสมอ

ธนาธร เคยปฏิเสธว่า ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเหมือนฮ่องกง แต่ในการปฏิบัติในความคิดพวกเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นเพราะลำพังการใช้การพรรคการเมืองของธนาธร จะไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้ตามที่ต้องการ

แต่วันนี้โลกก้าวหน้า ประชาชนมีความรู้ โอกาสที่ไทยจะเหมือนฮ่องกง คงน้อยมากและแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะคนเขารู้ทันว่า สิ่งที่กำลังเกิดกับนักศึกษามีคนของอนาคตใหม่ ให้การสนับสนุน

“ฮ่องกงโมเดล” คงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น

“อนาคตใหม่” ตกที่นั่งลำบาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ตกที่นั่งลำบาก

1 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 5,387 ครั้ง

“อนาคตใหม่” ตกที่นั่งลำบาก คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารบนพื้นที่แห่งนี้ยังคงขอใช้คำว่า “พรรคอนาคตใหม่” ไปชั่วคราวก่อนจนกว่าจะมีการประกาศชื่อพรรคการเมืองภายใต้อุดมการณ์ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ และ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ จะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

สำหรับพรรคอนาคตใหม่เวลานี้นอกจากเผชิญกับภาวะเคว้งคว้างแล้ว ยังต้องเจอกับสถานการณ์ผึ้งแตกรังอีก หลังจาก ส.ส.ของพรรคที่ยังเหลืออยู่ 65 คนนั้นถูกจีบจากพรรคร่วมรัฐบาลวันละสามเวลา แน่นอนว่าเบื้องต้นจะมี ส.ส.ค่ายสีส้ม 9 คน ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย

ทั้ง 9 คนที่ว่านั้นประกอบด้วย 1.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 3.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ เขต 2 4.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 5.ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. เขต 10 6.นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3 7.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ เขต 1 8.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. เขต 23 และ 9.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เลือดไหลจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะย้ายไปพรรคร่วมรัฐบาลพรรคการเมืองอีก

การตกที่นั่งลำบากยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะพรรคอนาคตใหม่อาจถูกริบเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการสามัญคืนมาเป็นกองกลางสภาอีกครั้ง ภายหลังพรรคอนาคตใหม่มีแนวโน้มว่าจะมีส.ส.ลดลง จนกระทบสัดส่วนตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญของพรรค โดยเฉพาะตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการสิทธิมนุษยชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ส่วนประธานคณะกรรมาธิการคณะอื่นๆ ที่ยังมีส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ทำหน้าที่ได้ต่อไปนั้นจะยังคงไว้ตามเดิม แต่ทั้งหมดต้องมารอดูว่าเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลา 60 วันในการย้ายพรรคตามรัฐธรรมนูญแล้ว พรรคอนาคตใหม่จะมีส.ส.เหลือกี่คน

ขณะเดียวกัน ไฮไลท์การเมืองในสภาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวน 6 คนของฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญและเป็นครั้งแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างที่ทราบกันดีว่ารอบนี้รัฐบาลทำการบ้านรับมือฝ่ายค้านมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลยุทธ์ของ พล.อ.ประยุทธ์

โดยไม้เด็ดของนายกฯ ที่เตรียมมาและได้ผลอย่างเห็นได้ชัดหนีไม่พ้นการพูดเท่าที่จำเป็น เพราะพูดชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในภาพรวมเท่านั้น ส่วนในรายละเอียดจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแทน แม้ว่ารัฐมนตรีที่อภิปรายชี้แจงนั้นจะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็ตาม เรียกได้ว่าทำให้นายกฯ ไม่กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแต่เพียงผู้เดียว

ขณะที่การทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน แม้ด้านหนึ่งอาจจะมีหลายฝ่ายมองว่าเอาของเก่ามาปัดฝุ่นและพูดเรื่องเดิมๆ กลางสภา แต่มีหลายเรื่องที่ฝ่ายค้านนำมาเล่าใหม่พร้อมกับใส่รายละเอียดที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันเข้าไป ดังนั้น หากจะบอกว่าฝ่ายค้านอ่อนซ้อมหรือไม่มีข้อมูลกล่าวหารัฐบาลก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว

จากเรื่องการเมืองในสภาที่พาให้คนปวดหัวแล้ว โอกาสนี้ขอนำเสนอเรื่องราวดีๆ กันบ้าง ล่าสุด นายอนันต์ ผลอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพิธีเปิดห้องมุมนมแม่ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการพื้นที่เฉพาะในการให้นมบุตร ซึ่งห้องให้นมบุตรนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ปรากฏภาพ น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย ให้นมบุตรกลางห้องประชุมสภาเมื่อไม่นานมานี้