รู้ทันเทคโนโลยี “ดูดข้อมูลเวบ” กรมสรรพกรใช้หาคนเลี่ยงภาษี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ทันเทคโนโลยี “ดูดข้อมูลเวบ” กรมสรรพกรใช้หาคนเลี่ยงภาษี

4 มีนาคม 2563 – 21:28 น.
ดูข้อมูลเวบ,สรรพากร,รู้ทันเทคโนโลยี
เปิดอ่าน 245 ครั้ง

โดยทีมข่าวรายงานพิเศษ หนังสือพิมพฺคมชัดลึก

ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้รวบรวมข้อมูลหรือ “ดูดดาตา” กันทั่วโลก ซึ่งข้อมูลที่ดูดจากโลกออนไลน์มานั้น กลายเป็นปัญหาว่า ใครคือเจ้าของตัวจริง และการรวบรวมข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะแม้แต่กรมสรรพากรก็ใช้วิธีนี้กวาดหาคนเลี่ยงภาษี !?!…

การค้าขายสินค้าและบริการผ่านทาง “โลกออนไลน์”  มักหลีกเลี่ยงการเสียภาษีได้ง่าย ทั้งรายใหญ่หรือรายย่อย ล่าสุดกรมสรรพากรประกาศว่าจะกวาดหา “กลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์เลี่ยงภาษี” ด้วยระบบโปรแกรม “เว็บ สแครปปิ้ง” ที่สามารถดึงข้อมูลจากหน้าเพจเฟซบุ๊ค หรือหน้าร้านขายของในเวบไซด์ รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบว่ามีใครพยายามหลีกหนีไม่ยอมจ่ายภาษีบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นเก็บเงินปลายทางเพราะไม่สามารถตรวจสอบได้จากบัญชีเงินฝาก

      กลายเป็นคำถามยอดฮิตว่า กรมสรรพากรใช้เทคโนโลยีแบบไหนมาดูดข้อมูล ?

      เว็บ สแครปปิ้ง (web scraping) คือ วิธีการเข้าถึง “ดาต้า data ” หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ในเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะจากเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ที่เก็บฐานข้อมูลบันทึกไว้ในไฟล์แบบ document, txt, spreadsheet, excel, sql, csv ฯลฯ ซึ่งเดี๋ยวนี้มือสมัครเล่นทั่วไปก็ไปดาวน์โหลดโปรแกรมสำเร็จรูปที่ให้ฟรีในเวบไซต์ต่าง ๆ มาใช้ดูดข้อมูลเหล่านี้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องจ้างนักเขียนโปรแกรม

การรวบรวมข้อมูลบน “โลกออนไลน์” ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลนั้น หากใครรู้เทคนิคหรือเป็นเซียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ก็สามารถกวาดสกัดข้อมูลและประมวลผล วิเคราะห์ออกมาได้ไม่ยาก  เช่น บริษัทที่ให้คำปรึกษาตลาดออนไลน์หลายแห่ง ก็ใช้วิธีกวาดดูดข้อมูลสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าต้องการ แล้วเอามาวิเคราะห์ให้ลูกค้าฟังว่า กลุ่มเป้าหมาย สินค้ายอดนิยม การจัดซื้อจัดขายควรบริหารจัดการอย่างไร บางคนก็เรียกสั้น ๆ ว่า “ซอฟต์แวร์รวบรวมข้อมูล”

วันนี้หน่วยงานราชการอย่าง “กรมสรรพากร” ก็พลิกแพลงเอาระบบ “เว็บ สแครปปิ้ง”  มาดูดข้อมูลว่า คนไหนขายของออนไลน์ได้เยอะแยะ มีลูกค้าติดต่อเข้ามามากมาย มีการโอนเงินหรือให้ส่งของมากน้อยแค่ไหน อยู่ในพื้นที่ใด หากพบว่ารายได้น่าจะเข้าข่ายต้องเสียภาษี ก็ให้สรรพการพื้นที่นั้นเข้าไปตรวจสอบ และเรียกมาจ่ายภาษีการค้าหรือภาษีรายได้ส่วนบุคคลให้ถูกต้อง

ที่น่าสนใจคือ ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังตั้งคำถามว่า การใช้วิธีข้างต้นเข้าไปแอบเก็บกวาดรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการพูดคุยติดต่อสั่งซื้อสินค้า การขนส่ง การโอนเงินหรือ การทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ดูดเอาข้อความ บทสนทนาหรือภาพถ่ายในเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม เพื่อนำไปใช้นั้นเป็นการทำผิดจริยธรรมหรือผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะแม้เป็นข้อมูลที่ไม่ได้ตั้งค่าส่วนตัว หรือตั้งใจเปิดเผยต่อสาธารณะ (public) ก็ตาม

เช่น คดีฟ้องร้อง “บริษัท hiQ Labs”  ที่ทำธุรกิจวิเคราะห์ฐานข้อมูลการจ้างงาน โดยใช้ข้อมูลจาก “LinkedIn” ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มโซเชียลมีเดีย เน้นเชื่อมต่อเครือข่ายด้านการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจ อธิบายง่าย ๆ คือเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มคนหรือบริษัทที่ต้องการ “จ้างงาน กับ หางาน” ตอนนี้มีสมาชิกทั่วโลก 675 ล้านคน เฉพาะในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 2.8 ล้านคน ทำให้ข้อมูลใน “LinkedIn” มีทั้งประวัติการศึกษา ข้อมูลส่วนตัว สถานที่ทำงาน แหล่งที่อยู่อาศัย ความเชี่ยวชาญ งานอดิเรก ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเปิดเผยสู่สาธารณะ ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ไม่ถูกจำกัดเฉพาะเพื่อนหรือคนรู้จักเท่านั้น

จึงเป็นโอกาสให้ บริษัท hiQ Labs ใช้โปรแกรม “เว็บ สแครปปิ้ง” เข้าไปดูดข้อมูลเหล่านั้นออกมาวิเคราะห์แล้วขายให้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการ  LinkedIn จึงฟ้องร้องเมื่อปี 2017 ว่าเป็นการแอบนำข้อมูลไปใช้ ถือว่าทำผิดกฎหมายการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ของสหรัฐอเมริกา แต่ศาลตัดสินเมื่อปี 2019 ว่าการใช้ “เว็บ สแครปปิ้ง” ไม่ผิดเพราะเป็นการดาวน์โหลดหรือคัดลอก “ข้อมูลสาธารณะ” ที่สมาชิกผู้เป็นเจ้าของประวัติเหล่านี้อนุญาติให้ทุกคนเข้าถึงได้อยู่แล้ว เพียงแต่บริษัทนี้ไปรวบรวมของหลายคนเข้ามาไว้ด้วยกันก็เท่านั้นเอง

จากคดีตัวอย่างข้างต้น ทำให้นักกฎหมายหลายประเทศต้องรีบพลิกตำราดูว่า “บุคคลที่ 3” จะไปดักดูดข้อมูลชาวบ้านไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ต่างจากที่กรมสรรพากรของไทยประกาศจะดูดข้อมูลหล่านี้เพื่อตามหาแม่ค้า-พ่อค้าจอมเบี้ยวภาษี หากในอนาคตตัวแทนผู้บริโภคไปฟ้องร้องจะทำอย่างไร

ทั้งนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของไทยในมาตรา 8 ระบุไว้เพียงว่า  ผู้ที่ใช้วิธีการ “ดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น” ที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้  มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่นบาท และถ้าผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 8 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2หมื่นบาท

คงต้องตีความต่อไปว่า “ข้อมูลที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้” คืออะไรบ้าง

บริษัทข้ามชาติหลายแห่ง เริ่มใช้วิธีการเขียนนโยบายป้องกันไม่ให้ถูก “ดูดข้อมูล” เช่น เวบไซต์ Huawei ประกาศชัดเจนเลยว่า

“ข้อความ ภาพ เพลง วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว เครื่องหมายการค้า รูปแบบ แผนภูมิ ส่วนติดต่อที่เป็นภาพ และรหัสทั้งหมด…ถือเป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดย Huawei ใครจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการค้าใดๆ ไม่ได้หากไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า และห้ามใช้อุปกรณ์ โปรแกรมหรือขั้นตอนวิธีรูปแบบใด มาดึงข้อมูลจากหน้าเว็บมาเป็นข้อมูลของตัวเอง (Page-scrape)

องค์กรไหนสนใจก็นำไปเขียนเป็นนโยบายป้องกัน “โดนดูดด้าต้า” ไว้เบื้องต้นก่อน แต่จะได้ผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ คงต้องรอมีใครไปฟ้องร้องให้เป็น “คดีตัวอย่าง”  !?!

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420517?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้

4 มีนาคม 2563 – 14:15 น.
ปรับ ครม,พลอประยุทธ์,แฟลชม็อบ
เปิดอ่าน 513 ครั้ง

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว

ความเคลื่อนไหวการเมืองช่วงนี้ นอกจาก “แฟลชม็อบ” ของบรรดานิสิต นักศึกษา นักเรียน ที่ฮือฮาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ล่าสุดยังมีความเคลื่อนไหวในรัฐบาล เป็นสัญญาณค่อนข้างชัดว่าจะมีการ “ปรับครม.” ด้วย

อ่านข่าว…   “บิ๊กตู่”เผย”ปรับครม.”ขอตัดสินใจเองเมื่อถึงเวลา

บรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเช้าวานนี้ นักข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับ ครม. ปรากฏว่าแกนนำกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐยังคงสงวนท่าที ทั้งกลุ่มสามมิตร โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ซึ่งได้ตั้งกลุ่มสร้างก๊วนของตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน แต่ทุกกลุ่มโยนเผือกร้อนให้นายกฯ ตัดสินใจ

คนที่ออกปากว่าน่าจะมีการปรับแน่ กลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ก็ออกตัวว่าไม่รู้จะปรับเมื่อไร เพราะรัฐมนตรีในโควตาของพรรคทั้ง 2 คน คือตนเอง และ นายประภัตร โพธิสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ มัวแต่มุ่งมั่นทำงาน…พูดแบบนี้เรียกว่า “ตีกัน” แบบอ้อมๆ

สาเหตุที่มีแนวโน้มปรับ ครม.ค่อนข้างแน่ เพราะจะมีตำแหน่งว่างจากการลาออกของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ก่อนศึกซักฟอก ซึ่งจริงๆ มีข่าวนายดอนไม่ต้องการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลลุงตู่ 2/1 อยู่แล้ว (หลังสิ้นสุดรัฐบาล คสช.) เพราะต้องการพักผ่อนและใช้เวลากับครอบครัว แต่ติดที่ภารกิจการเป็นประธานอาเซียนของไทย และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทำให้ต้องรับตำแหน่งเพื่อสานต่องานไม่ให้ขาดช่วง

ทว่าตอนนี้งานสำคัญจบลงแล้ว นายดอนจึงเตรียมไขก๊อก โดยมีข่าวว่าอาจมีการโยก “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย มานั่งว่าการกระทรวงบัวแก้วแทน

ถ้าเป็นไปตามสูตรนี้ เก้าอี้ รมว.แรงงาน ก็จะว่างลง และมี 2 คนจาก 2 กลุ่มชิงดำกัน คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น หรือ “เสี่ยเฮ้ง” ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กับ “เสี่ยแฮงก์” นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท แกนนำกลุ่มสามมิตร

จะว่าไป “เสี่ยเฮ้ง” เคยมีชื่อตีตราจอง รมว.แรงงาน มาก่อนแล้วช่วงตั้งรัฐบาล แต่ชื่อหลุดในนาทีสุดท้าย ส่วน “เสี่ยแฮงก์” ด้วยชื่อชั้นและผลงานมือประสานสิบทิศ ก็น่าจะได้เวลานั่งเก้าอี้เสนาบดีบ้างแล้วเช่นกัน

แต่ปัญหาก็คือ หากมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้ใครคนใดคนหนึ่ง จะตอบคำถามเรื่อง “โควตา” กันอย่างไร เพราะสัดส่วน ส.ส.กับเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละกลุ่มก็ลงตัวอยู่แล้ว เช่น กลุ่มชลบุรี นายอิทธิพล คุณปลื้ม ก็ได้เก้าอี้รัฐมนตรีวัฒนธรรมอยู่แล้ว หากนายสุชาติได้อีก 1 เก้าอี้ จะอ้างโควตาจากไหน หรือจะอ้างโควตาภาคกลาง

ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดกับกลุ่มสามมิตรด้วย เพราะรัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มก็มีอยู่หลายคน ยกเว้นว่ามีรัฐมนตรีในกลุ่มยอมสลับออก แต่ใครจะยอม ? เหตุนี้เองช่วงที่ผ่านมาจึงมีการนัดประชุม ส.ส.เพื่อแสดงพลังว่ากลุ่มของตนมีเสียงสนับสนุนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโควตาและความชอบธรรมในการได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั่นเอง

สถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐขณะนี้มี “กลุ่ม-ก๊วน-มุ้ง” มากยิ่งกว่าสมัยพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยเสียอีก นับนิ้วดูแล้วมีมากกว่า 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ “กลุ่มสามมิตร” ที่สังคมรู้จักกันดี เป็นกลุ่มอดีต ส.ส.ที่เคยร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยมารวมตัวกัน มี ส.ส.ในมือราวๆ 30 เสียงขึ้นไป กลุ่มนี้แตะมือกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย (ชื่อกลุ่มสามมิตร มาจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)

กลุ่มที่สอง คือ “กลุ่มเสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งผสานมือกับ ประธานวิปรัฐบาล นายวิรัช รัตนเศรษฐ กลุ่มนี้พยายามสร้างพลัง โชว์เพาเวอร์ว่ามี ส.ส.ในมือเกือบร้อยคน ด้วยการจัดงานเลี้ยง ส.ส. และพาไปชมที่ทำการพรรคใหม่ช่วงก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นาน

แถมล่าสุดยังโชว์ผลงานดึงงูเห่าจากหลายพรรคให้มาร่วมเปิดหน้ากับพรรคพลังประชารัฐ (เช่น นายอนุมัติ ซูสารอ จากพรรคประชาชาติ) และโหวตให้ “บิ๊กป้อม” ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุดในศึกซักฟอกที่เพิ่งจบไปอีกต่างหาก

กลุ่มที่สาม คือ “กลุ่มผู้กอง” นำโดย ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กลุ่มนี้ก็มี ส.ส.เหนือ ทั้งตอนบนตอนล่าง เป็นกอบเป็นกำอยู่เหมือนกัน และมี ส.ส.กลุ่มอื่นบ้างประปราย เช่น นายเอกราช ช่างเหลา คนโตเมืองขอนแก่น

กลุ่มที่ 4 คือ “กลุ่ม กทม.” ที่เป็นรัฐมนตรีถึง 2 คน ได้แก่ “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดีอี กับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กลุ่มนี้มีอิทธิพลค่อนข้างสูงกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล และโชว์ผลงานพา ส.ส.กทม.เข้าสภาได้ไม่น้อย หักเหลี่ยมประชาธิปัตย์จนสูญพันธุ์

กลุ่มที่ 5 “ก๊วนสนธิรัตน์” มีสมาชิกน้อย จนบางคนไม่เรียกว่าเป็น “กลุ่ม” แต่มีความพยายามดึง ส.ส.ไปเป็นฐาน (แม้จะดึงไปปรากฏตัว แต่ ส.ส.เหล่านั้นก็มีกลุ่มอื่นสังกัดอยู่ด้วย จึงไม่ชัดว่าอยู่กับก๊วนนี้หรือไม่)

สำหรับก๊วนใหม่นี้ ผู้ที่มีบทบาทคือ นายสนธิรัตน์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จับมือกับ “กลุ่มสี่กุมารเดิม” (สนธิรัตน์, อุตตม, สุวิทย์, กอบศักดิ์) กลุ่มนี้ไม่มี ส.ส.ในมือ และตัวเองก็ไม่ได้เป็น ส.ส. จึงพยายามสร้างฐาน สร้างเครือข่าย ด้วยการดึง ส.ส.จากกลุ่มต่างๆ มาดูแล

ที่น่าพิจารณาก็คือ แต่ละกลุ่มที่ไล่เลียงมาล้วนมีเป้าหมายเฉพาะตัว เพื่อรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีอยู่เดิมเอาไว้ และสอยเก้าอี้มาเพิ่ม แต่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล ฉะนั้นจึงมีโอกาสสูงที่หากนายกฯ เลือกเส้นทางปรับ ครม. จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรง

นอกจากนั้นยังมีปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะพรรคภูมิใจไทยจะมี ส.ส.เพิ่มจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึงเกือบ 10 เก้าอี้ น่าคิดว่าต้องเพิ่มโควตารัฐมนตรีให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และถ้าเพิ่มให้ จะไปริบเก้าอี้จากพรรคไหนมา

ทั้งหมดนี้คือสภาพปัญหาที่รอลุ้นฝีมือของ “3ป.” โดยเฉพาะ “ป.ประวิตร” ที่นั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค เล่นบท “พี่ใหญ่” หรือ “บิ๊กบราเธอร์” อยู่ในปัจจุบัน

แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นก็คือ การปรับ ครม. หากเป็นการปรับเล็ก และไม่รื้อโครงสร้างอะไรเลย โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ การปรับก็แทบไม่เกิดประโยชน์อะไร และไม่ลดแรงกดดันจากสังคม…

ที่เรียกร้องให้นายกฯ ลุงตู่ลาออก !

เชียงใหม่ – นำร่อง ลดราคา 50% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชียงใหม่ – นำร่อง ลดราคา 50%

4 มีนาคม 2563 – 14:05 น.
การบินไทย,เชียงใหม่,โควิด-19,We Love Chiang Mai Best Deals
เปิดอ่าน 2,430 ครั้ง

เชียงใหม่ – นำร่อง ลดราคา 50%

ขอยกย่อง ‘เชียงใหม่’ เป็นจังหวัดนำร่อง โดยจัดกิจกรรมลดราคา 50% เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงแห่งวิกฤติดังเป็นที่ทราบกันอยู่

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้ทุกจังหวัดยึดถือเป็นเชียงใหม่โมเดล เพราะเราต้องอยู่รอดให้ได้ในสถานการณ์แบบนี้

ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน และขอยกตัวอย่างการร่วมมือ-ร่วมใจกันให้ทราบเป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า

We Love Chiang Mai จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงใหม่ มีกิจกรรมนำร่องคือ โครงการ Refreshing Chiang Mai เชียงใหม่ สดใส สุขภาพปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

โปรโมชั่นพิเศษ “We Love Chiang Mai Best Deals”  มอบส่วนลดกว่า 50% ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สปา รถตู้ รถเช่า และแหล่งท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยว

อีกอย่างที่ขอร้องมายังรัฐบาลและทุกภาคส่วนว่าให้ออกกฎเหล็ก ห้ามข้าราชการไปดูงานหรือไปต่างประเทศ ยกเว้นที่จำเป็นจริง

เราต้องช่วยกันและขอให้อย่าให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้นเลย และการชุมนุมต่างๆ ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย

อย่าให้เกิดความรุนแรง !
อ๊อด เทอร์โบ

‘การบินไทย’ เข้มมาตรการ
ผมได้รับเอกสารจากพนักงานการบินไทย และขอเผยแพร่มาตรการเข้มข้นในการป้องกันโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจทุกประการ

‘การบินไทย’ เป็นสายการบินแห่งชาติที่จะต้องบริการผู้โดยสารทั้งใน-ต่างประเทศ จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ

การบินไทยมีมาตรการในการป้องกันโควิด-19 มา 1 เดือนกว่าแล้ว เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงลูกเรือที่ไปทำงาน โดยมี

1.มาตรการในการให้บริการบนเครื่องบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือในการบริการบนเที่ยวบินที่มีความเสี่ยง, ให้บริการโดยไม่ให้ผู้โดยสารจับต้องเครื่องมืออุปกรณ์บริการอาหาร,  เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดภายในห้องน้ำระหว่างเที่ยวบิน,  จัดเตรียมหน้ากากอนามัยสำหรับผู้โดยสารที่มีอาการ สวมใส่บนเครื่อง และสังเกตอาการผู้โดยสารระหว่างเดินทาง หากมีอาการต้องสงสัย ให้แยกผู้โดยสาร และแจ้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศก่อนเครื่องลง

2.มาตรการจัดเตรียมอากาศยาน และฆ่าเชื้อโรค การอบพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคในอากาศยาน ทั้งในบริเวณห้องผู้โดยสาร และห้องนักบินในทุกเที่ยวบินที่ทำการบินกลับมาจากประเทศจีนทั้งหมด และประเทศกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยง, ระยะเวลาในการพ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน โดยเริ่มจากลูกเรือคนสุดท้ายลงจากเครื่อง ใช้เวลาทั้งหมด 45 นาที โดยเป็นการพ่นยา 15 นาที และอีก 30 นาที เป็นการปิดเครื่องบินเพื่อทำการอบฆ่าเชื้อ, การกรองอากาศในเครื่องบินด้วย High Efficiency Particulate Air Filter (HEPA) ผสมกันปริมาณ 50:50 ดำเนินการเช่นนี้ทุก 2-3 นาทีถูกปล่อยทิ้ง 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% จะนำมาผสมกับอากาศจากภายนอกเครื่องบิน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการเริ่มต้นป้อนอากาศเข้าไปในห้องโดยสารใหม่อีกครั้ง

ตัวกรอง HEPA Filter นี้สามารถกรองอนุภาคเล็กๆ ได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน สามารถกรอง ไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ ทำให้อากาศในห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น “ดีกว่าเครื่องกรองอากาศยี่ห้อต่างๆ ที่ขายอยู่บนพื้นดินมาก”

 3.มาตรการทำความสะอาดภายในอากาศยาน ทำความสะอาด Deep Cleaning และทำความสะอาด 36 จุดสัมผัสร่วม ได้แก่ กระเป๋าหน้าที่นั่งผู้โดยสาร, บริเวณภายในเครื่องบินทั่วไป, ที่นั่งผู้โดยสาร, ครัว และห้องน้ำ

สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไปทำงานในพื้นที่ประเทศกลุ่มเสี่ยงและในเส้นทางบินที่บริษัทกำหนดเพิ่มเติมดังนี้
1.เที่ยวบินที่บินเข้าประเทศเสี่ยง ลูกเรือจะต้องอยู่บนเครื่องตลอดเวลา ไม่มีการลงจากเครื่องบินเด็ดขาด และเครื่องบินจะรับผู้โดยสารบินกลับทันที 2.ลูกเรือทุกคนต้องถูกวัดอุณหภูมิทั้งก่อนออกไปบินและหลังจากลงจากเครื่องขากลับ 3.ถ้าก่อนไปบินพบว่าลูกเรือมีอุณหภูมิ >37.5 องศาเซลเซียส จะไม่ให้ทำงานในเที่ยวบินนั้น พร้อมส่งไปตรวจกับแพทย์ทันที และ 4.ถ้ากลับมาจากบินพบมีอุณหภูมิ >37.5 องศาเซลเซียส จะส่งตัวไปตรวจคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทันที

จะเห็นว่า “การบินไทย” มีมาตรการป้องกันโควิด-19 มากมาย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น บินกับ “การบินไทย” มั่นใจและสบายใจได้เลยครับ #TGBecauseWeCare #THAI #TG #รักคุณเท่าฟ้า

นายกฯ ออกคำสั่งด่วนรับมือโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420532?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯ ออกคำสั่งด่วนรับมือโควิด-19

4 มีนาคม 2563 – 13:00 น.
นายกฯ,พลอประยุทธ์,โควิด-19,มาตรการป้องกัน,เลื่อนกิจกรรม,โคโรน่า
เปิดอ่าน 646 ครั้ง

นายกฯ เข้ม ออกข้อสั่งการด่วน รับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 เลื่อน งด กิจกรรม

สถานการณ์ภัยการเมืองที่ว่าร้ายอาจจะร้ายกว่าภัยไวรัสโควิด-19 ไม่น่าจะจริงเสียแล้ว เมื่อ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกข้อสั่งการด่วนเพื่อรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19

อ่านข่าว… ศธ.ยกระดับ ป้องกันโควิด -19 จริงจัง

โดยในการนี้ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานรัฐภาคเอกชน เรื่องกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนเสี่ยงการแพร่ระบาด ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมพิจารณาเลื่อนกิจกรรม โดยเน้นสุขภาพประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการมาตรการระยะเร่งด่วนสำหรับการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพ และด้านการบรรเทาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง

++

   ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพ
1.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหากมีความจำเป็นให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการกำหนดมาตรการเป็นการภายในต่อไป

2.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ระงับหรือเลื่อนการเดินทางไปศึกษา ดูงาน อบรมหลักสูตร หรือประชุม ในประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประเทศเฝ้าระวัง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

โดยในส่วนของการดูงานหรืออบรมหลักสูตรขอให้พิจารณาเปลี่ยนแปลงงบประมาณเป็นการดูงาน หรือจัดอบรมหลักสูตรภายในประเทศแทนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีผลระทบต่อเอกชนคู่สัญญาน้อยที่สุด

3.ให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เดินทางกลับมาจาก หรือเดินทางผ่าน หรือมีเส้นทางแวะผ่าน (Transit/Tansfer) ประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และจำเป็นต้องสังเกตอาการ ปฏิบัติงานภายในที่พัก 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา

ทั้งนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จัดทำหลักเกณฑ์สำหรับให้ข้าราชการปฏิบัติงานภายในที่พัก โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่เดินทางกลับมาจาก หรือเดินทางผ่าน หรือมีเส้นทางแวะผ่านประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการคัดกรองอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ในกรณีที่มีความจำเป็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการขนส่งประชาชนกลุ่มดังกล่าวกลับภูมิลำเนาหรือไปยังสถานพยาบาลอย่างเหมาะสม รวมถึงการกำกับดูแล การกักกันตนเอง ณ ที่พักอาศัย โดยให้มีการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างชุมชน จิตอาสาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และสถานพยาบาลในพื้นที่ ในการติดตาม เฝ้าระวังตรวจสอบ และป้องกันอย่างใกล้ชิด

4.จัดให้มีศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนราชการ รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติ

รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงทุกกลุ่ม เพื่อสร้างการรับรู้ ตระหนัก และขอความร่มมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะขั้นตอนการเฝ้าระวังและการป้องกัน

5.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันพิจารณาปริมาณความต้องการของสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัย และน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเจลฆ่าเชื้อ และจัดหาให้เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าวในแต่ละช่วงเวลา โดยควรจัดลำดับความสำคัญในการกระจายสินค้าจำเป็นตามระดับความเสี่ยงของบุคคล หน่วยงานและสถานที่ เช่น สถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประชาชนทั่วไป

6.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการป้องกันการกักตุนและควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัยและน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเจลฆ่าเชื้อ อย่างเคร่งครัด โดยครอบคลุมถึงช่องทางการขายสินค้าออนไลน์

7.มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่งผู้โดยสารและท่ารถ อย่างเคร่งครัด

8.ให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน ติดตามและดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประเทศเฝ้าระวังตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างใกล้ชิด

9.มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม จัดเตรียมสถานที่/พื้นที่สำหรับสังเกตอาการในกรณีที่พบว่าผู้เดินทางเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย โรคระบาด หรือพาหะนำโรคตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

10.ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นเพิ่มเติมให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้มีเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับดำเนินการอย่างเพียงพอ

11.ให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ รวมถึงร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา

12.ให้กระทรวงสาธารณสุข ดูแลบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม และจัดให้มีสวัสดิการพิเศษเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และครอบครัว

13.ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อรองรับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 หากมีความจำเป็น

14.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชนให้หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก และอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโดยไม่จำเป็น เช่น การแข่งขันกีฬา การจัดคอนเสิร์ต และการจัดมหรสพ เว้นแต่เป็นกิจกรรมที่เป็นการดำเนินการของสถานประกอบการค้าตามปกติ ให้ดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกัน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่กิจกรรมที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ให้ผู้มีอำนาจอนุญาตพิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความเสี่ยงต่อสาธารณชนโดยรวมต่อการแพร่ระบาดของโรคเป็นสำคัญ

++

   ด้านการบรรเทาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนของการบรรเทาผลกระทบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มอบหมาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาโดยเร็ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

รวมทั้งให้ข้อมูลและสื่อสารแก่สาธารณชนเพื่อให้เกิดเอกภาพและสร้างความมั่นใจผ่านศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้ มาตรการทางภาษี มาตรการด้านสินเชื่อและพักชำระหนี้มาตรการด้านงบประมาณ มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน มาตรการการจ้างงานและพัฒนาทักษะ และมาตรการด้านสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นในชุมชน

อย่างไรก็ดียังมีประเด็นอื่นเพิมเติม เช่นในส่วนของปัญหาหน้ากากอนามัยได้มีการหารือร่วมกับ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรงงาน ซึ่งมีกำลังผลิต 30 ล้านชิ้นต่อเดือน เฉลี่ยวันละล้านกว่าชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้ต้องจัดสรรปันส่วนให้กระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์ 350,000 ชิ้นต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 700,000 ชิ้น จะต้องมีการกระจายจำหน่ายไปยังประชาชนทุกพื้นที่ ทั้งร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านประชารัฐ

นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จะให้ท้องถิ่นผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าจำนวน 50,000,000 ชิ้น ภายใน 10 วัน เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกและเพียงพอต่อความต้องการมากที่สุด ทั้งนี้หากพบมีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยที่อาจเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็ขอให้แจ้งข้อมูลเข้ามาที่หน่วยงานรัฐ

ส่วนแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีนั้น จะมีการประชุมหารือต่อไปเพื่อให้ได้ความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเกาหลีมีมาตรการในการควบคุมอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เท่ากับถูกกักตัวอยู่แล้ว 14 วัน ถึงไทยก็ต้องกักตัวอีก 14 วัน หรือหากตรวจพบเชื้อจะหาวิธีการที่เหมาะสมต่อไป

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังฝากถึงกลุ่มคนที่จะไปรวมตัวกันจำนวนมาก ระบุว่าถ้าเลื่อนได้ก็ขอให้เลื่อน เป็นการขอความร่วมมือ หากมีการจัดงานขอให้สถานที่จัดงานมีมาตรการ ดูแลตัวเอง เว้นแต่สิ่งที่รัฐบาลห้าม ปัญหาคือมีคนหลายกลุ่มหลายกิจกรรม ดังนั้นต้องดูผลดีผลเสียด้วย โดยต้องให้ความสำคัญสุขภาพของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

“มาตรการที่ออกมาจะครอบคลุมเรื่องการศึกษาดูงาน การสังเกตอาการเมื่อมีการกักตัว ถ้าพบเชื้อต้องทำอย่างไร ไม่มีอะไรทำได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การจัดกิจกรรมที่จะมีคนจำนวนมากไปร่วม ทั้งการขายสินค้าต่างๆ การประชุม การท่องเที่ยว และการกีฬาขอให้เลื่อนทั้งหมด ขอฝากทุกคนที่จะไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากๆ อะไรเลี่ยงได้ขอให้เลี่ยงไปก่อน หรือถ้าจำเป็นต้องจัดงาน เจ้าของงานก็ต้องมีมาตรการดูแลสถานที่ ปัญหาของประเทศคือเรามีคนหลายกลุ่ม หลายกิจกรรมที่ต้องดู บางอย่างรัฐบาลเข้าไปควบคุมไม่ได้ สิ่งสำคัญคือสุขภาพของคนไทยต้องเป็นหลัก”

บทเรียน ‘ธงดำ’ ตำนาน ’14 ตุลา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน ‘ธงดำ’ ตำนาน ’14 ตุลา’

4 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
ธงดำ,สิรินทร์ มุ่งเจริญ,นิสิตจุฬา,นักศึกษาชุมนุม,ไล่ประยุทธ์,6 ตุลา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,14 ตุลา
เปิดอ่าน 1,236 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 4 มี.ค.63

***********************

ในที่สุด คลิปนิสิตจุฬาฯ พยายามจะชักธงดำครึ่งเสา ก็ถูกขยายผล ขยายแผล จนกลุ่มจุฬาฯ รวมพล ต้องออกแถลงการณ์ด่วนชี้แจง

สรุปว่า เนื่องจากหลัง 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เชิญธงชาติลง และนำธงไปเก็บแล้ว เมื่อเห็นเสาธงไม่มีธงชาติ ผู้จัดกิจกรรมก็จะชักธงดำขึ้นแทน

“การชักธงสีดำขึ้นครึ่งเสานั้น เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อไว้อาลัยให้แก่กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ธงสีดำครึ่งเสาเคยถูกหยิบยกมาใช้ในการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มาก่อนแล้วในประเทศไทยเช่นในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516..”

47 ปีที่แล้ว มีการชักธงดำเหนือยอดโดมจริง แต่นิสิตจุฬาฯ คนนั้น คงอ่านประวัติศาสตร์ไม่จบ เลยพลาดท่าเสียที ถูกขยี้จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

อ่านข่าว-ถล่มยับชักธงดำ ศิษย์เก่า-นักวิชาการจี้ “จุฬาฯ” จัดการ

ธงดำท่าพระจันทร์

จุดเริ่มต้นของ 14 ตุลามหาปีติ คือวันที่ 5 ตุลาคม 2516 เมื่อสมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 20 คน เดินแจกใบปลิวเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ต่อมา ตำรวจได้จับกุมผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญชุดแรก 11 คน และตามจับได้ในภายหลังอีก 2 คน รวมเป็น 13 คน

ชุมนุมลานโพธิ์ ปี 2516

การจับกุม 13 ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ทำให้นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว และเร่งร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ

สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ปี 2516

8 ตุลาคม 2516 องค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ (อมธ.) ประชุมลับ และมีมติให้เลื่อนการสอบไล่ นักศึกษาสังกัด กลุ่มอิสระ มธ.” แยกย้ายกันเอาโซ่ล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบ ตัดสายไฟฟ้าเพื่อให้ลิฟต์ใช้การไม่ได้

9 ตุลาคม 2516 เช้าตรู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการชักธงดําครึ่งเสา เหนือยอดโดม ประตูทางเข้ามีประกาศงดสอบ ด้านท่าพระจันทร์ มีผ้าผืนใหญ่ข้อความว่า “เอาประชาชนคืนมา”

ภาพวาดการชักธงดำ เมื่อรุ่งสาง 9 ต.ค.2516

ตอนหลัง ศ.ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการสมัยนั้น ได้เจรจากับกลุ่มอิสระ มธ. ขอให้ปลดธงดำ และชักธงชาติขึ้นอย่างเดิม นักศึกษาก็ทำตามคำขอ และปลดผ้าดำออกจากป้ายชื่อมหาวิทยาลัยด้วย

จากนั้น การชุมนุมก็เริ่มต้นที่ลานโพธิ์ ก่อนจะย้ายไปสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ก่อนจะเคลื่อนขบวนออกสู่ราชดำเนิน ตอนเที่ยงวันที่ 13 ตุลาคม 2516

อยากทราบว่า ใครเป็นคนชักธงดำขึ้นยอดโดม..ลองไปถามคนตุลาสาย มธ.  ที่นั่งอยู่ในค่ายอนาคตใหม่(เดิม) ดูก็ได้

โบว์เห็นใจน้อง

กรณีชักธงดำที่จุฬาฯ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด ได้อธิบายผ่านทางแฟนเพจเสียยาวเหยียด โดยย้ำว่า “น้องๆไม่ได้แตะต้องธงชาติ..พวกเขาเพียงต้องการใช้ธงดำเป็นสัญลักษณ์ถึงความอยุติธรรมปิดท้ายกิจกรรม”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะรุ่นพี่ “โบว์” เตือนว่า การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์นั้น หากเราไม่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจอย่างทั่วถึงได้จริง ในกรณีที่มีความอ่อนไหวสูง ก็อาจนำมาซึ่งผลอันไม่พึงประสงค์

โบว์ และเฟลอ ร่วมกันเล่าเรื่องแฟลชม็อบ

ต่อให้สามารถชักธงดำขึ้นเสาและอธิบายกันในงานได้ หากภาพเผยแพร่ออกไป ก็จะมีคนจำนวนมากไม่พอใจจากการตีความที่เพี้ยนไปได้หลายทิศทาง ทั้งโดยจงใจและไม่ตั้งใจ เกิดบรรยากาศที่เป็นอันตราย..”

นิสิตจุฬาฯ คงไม่ทราบว่า การชักธงดำขึ้นยอดโดมนั้น กระทำในช่วงเวลาสั้นๆช่วงเช้าตรู่ ช่างภาพหนังสือ พิมพ์ ยังไม่ได้มาถึงลานโพธิ์ จึงไม่มีภาพชักธงดำเหนือยอดโดมเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์

นี่คือบทเรียนแรก หากนิสิตนักศึกษายังเดินหน้าทวงถามอนาคต คงต้องมีสติ และรอบคอบกว่านี้

น้องใหม่ไฟแรง

กรณีชักธงดำในรั้วจามจุรี “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ คนที่ 2 และแกนนำแฟลชม็อบ “จุฬาฯรวมพล CU Assemble” ตกเป็นเป้าโจมตีจากบางฝ่าย

“เฟลอ” นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่รู้จักของสื่อมากขึ้น จากกิจกรรม Thai Student Stand with Hong Kong ให้กำลังใจผู้ชุมนุมที่ฮ่องกง เมื่อ 4 กันยายน 2562 ในนาม “กลุ่มพื้นที่เสรี” ราว 20 คน

บอลและเฟลอ สมัยร่วมกันทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุง

ก่อนหน้านัั้น “เฟลอ” ได้ร่วมกับกิจกรรมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ร่วมกับ “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ต้นปีนี้ “เฟลอ” จับมือ “บอล”  จัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่โด่งดัง จนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสนใจตัวเธอมากขึ้น

ใช่เพียงแค่วาทกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420513?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช่เพียงแค่วาทกรรม

4 มีนาคม 2563 – 08:57 น.
ความเหลื่อมล้ำ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ด้านรายได้,ด้านการศึกษา
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

ใช่เพียงแค่วาทกรรม บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 4 มีนาคม 2563

ประเด็นสำคัญ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทย มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวาระแห่งการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปประเทศ เช่นที่กำลังเป็นกระแสกดดันรัฐบาล โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในขณะนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพทางการเมืองภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่ถูกเรียกขานจากฟากตรงข้ามกลุ่มอำนาจทหารว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ผ่านกระบวนการต่างๆ นับเนื่องตั้งแต่ ประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ การร่างรัฐธรรมนูญ การเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎกติกาต่างๆ แม้กระทั่งการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด ก็ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเป็นรากเหง้าหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำ

อ่านข่าว…   ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง

นิยามของความเหลื่อมล้ำนั้น มีมากมายหลายหลากมิติ ที่สามารถแลเห็นเป็นรูปธรรม และจับต้องได้ ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้ ซึ่งในทางวิชาการได้เขียนเอาไว้ว่า เป็นการเปรียบเทียบความไม่เท่าเทียมกันในเชิงรูปธรรม ซึ่งเป็นการถือครองสินทรัพย์ที่จับต้องได้ โดยมีข้อมูลอ้างอิงจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งแสดงเอาไว้ว่า แม้รายได้เฉลี่ยของคนไทยปรับตัวสูงขึ้น จากประมาณคนละ 1,100 บาทต่อเดือน ในปี 2531 เป็นคนละ 3,400 บาทต่อเดือน ในปี 2543 และเพิ่มเป็นคนละ 9,600 บาทต่อเดือน ในปี 2560 แต่ค่าสัมประสิทธิ์ที่บ่งบอกถึงความไม่เสมอภาคนั้นแทบจะไม่ดีขึ้นเลย

นอกจากเรื่องรายได้แล้ว สังคมไทยยังต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำในด้านสังคมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงความยุติธรรมโดยเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร คำพูดที่ว่า คุกมีเอาไว้ขังคนจน ถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบระหว่างกรณีการดำเนินคดีกับชาวบ้านในข้อหาบุกรุกป่า จนถูกตัดสินจองจำ กับกรณีนักการเมือง บุคคลชั้นนำของสังคม นายทุนผู้มีอิทธิพลซึ่งเข้าครอบครองพื้นที่ป่าโดยที่กระบวนการยุติธรรมมักจะเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง หรือว่า ในบางกรณีก็เกิดการกระทำที่รู้จักกันดีว่าเป็นการหลับตาข้างหนึ่ง

การพูดถึงความเหลื่อมล้ำครั้งล่าสุดนี้ มาพร้อมๆ กับแรงกดดันที่กำลังถาโถมสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ซึ่งถูกมองว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเดินเครื่องจักรถักทอความเหลื่อมล้ำในหลายๆ ด้าน เช่นที่ได้พูดถึงกลุ่มทุนผูดขาดเพียงไม่กี่ตระกูล ซึ่งข้อมูลของสำนักวิจัยแห่งหนึ่งระบุเอาไว้ว่า ปี 2561 คนไทยที่รวยที่สุด 5% ของประเทศ ถือครองทรัพย์สินที่มีทั้งหมดในประเทศถึง 80% ส่วนที่เหลืออีก 20% ก็แบ่งกันถือในกลุ่มคนไทยที่เหลืออีก 95% โดยที่คนจำนวนหนึ่งไม่มีทรัพย์สินให้ถือครองเลย ดังนี้แล้ว ข้อเรียกร้องให้เกิดกระบวนการปฏิรูปประเทศ จึงพึงลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ มิเพียงเฉพาะเป็นวาทกรรมการเมืองเท่านั้น ทั้งนี้เพราะทุกๆ ความเหลื่อมล้ำ ล้วนนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่ต้องเร่งแก้ไขทั้งสิ้น

ชุมนุมต้าน ‘บิ๊กตู่’ มีเบื้องหลัง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 มีนาคม 2563 – 21:07 น.
ชุมนุมต้าน,บิ๊กตู่,มีเบื้องหลัง
เปิดอ่าน 1,561 ครั้ง

นักศึกษาตั้งคำถาม เบื้องหลังการชุมนุมต้าน “บิ๊กตู่” มีเบื้องหลัง? ด้าน ผอ.สถาบันทิศทางไทย ขอให้นักศึกษาตระหนักว่ามีคนต้องการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ

คลิปที่ 1
              สถาบันทิศทางไทย -3 มี.ค.63  เวทีเสวนาหัวข้อ เบื้องหลังพลังบริสุทธิ์ รับใช้เมกา? หลอกเด็กมาชุมนุม? สร้างกระแสรุนแรง พร้อมประกาศสงครามประชาชน  โดยนายเวทิน ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย ผู้ดำเนินรายการ เรียกร้องให้นักศึกษาค้นคว้าข้อมูลในอดีตก่อนออกมาร่วมชุมนุม พร้อมนำภาพแกนนำฮาร์ดคอร์ นปช.เสื้อแดง อยู่ร่วมการชุมนุมของนักศึกษาด้วย  ขอให้นักศึกษาตระหนักว่ามีคนต้องการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ  

 น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี ศิลปินนักร้อง กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ที่ถูกมนุษย์อวตารในโลกโซเซียล สร้างแรงกระเพื่อมปลอมๆ บูลลี่ให้ถูกเกลียดชัง ขณะนี้เรามีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรวจสอบที่ทำงานโดยกลไกรัฐสภา หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจนเป็นที่ประจักษ์ว่ารัฐบาลทุจริต ประชาชนก็ต้องเอาด้วย  การต่อสู้ของพรรคที่ถูกยุบ พ่ายแพ้เพราะมีทีมกฎหมายที่อ่อนด้อย ขณะที่การทำงานหน้าที่ฝ่ายค้านก็อ่อนด้อย ไม่มีข้อมูลการโกง ทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล การที่นักศึกษาออกมาด่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเผด็จการ เพราะติดภาพที่พล.อ.ประยุทธ์ทำรัฐประหารรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักศึกษาควรมองย้อนไปในอดีตว่าเกิดอะไรในบ้านเมืองบ้าง ในประเทศไทยเกิด”เผด็จการอุบัติใหม่ “นายทุนเข้าครอบงำ คนไทยจึงยอมให้กองทัพปฏิวัติรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์  ประชาชนถูกกองทัพชายชุดดำทำร้ายจนเป็นเหตุให้ทหารต้องออกมาควบคุมสลายขั้วทางการเมือง นำนักการเมืองทุจริต

“การย่ำยีหัวใจคนไทยอาจเป็นยุทธศาสตร์ของคนบางกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความแตกสามัคคีในหมู่คนไทย การชุมนุมของนักศึกษาในปี 2516 ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนออกมาเป็นแนวร่วม จนได้รับชัยชนะ ส่วนการล้อมปราบนักศึกษาในปี 2519 ซึ่งมีบรรยากาศของการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจของโลก คือแนวคิดประชาธิปไตยกับสังคมเท่าเทียมไม่เหลื่อมล้ำ แล้วมีการโยนบาปให้สถาบันฯมานานกว่า 40 ปี เป็นชุดความคิดของคนไม่กี่คนแล้วถูกปลูกฝังให้คนหลายเจนเนอเรชั่น ทั้งที่สถาบันฯคือความมั่นคงชองประเทศชาติ”น.ส.หฤทัยกล่าว

นายภูมินทร์ โล้เจริญรัตน์ นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรจน์ (มศว.) กล่าวว่า ตนไม่รู้จักกับนักศึกษาที่แสดงออกพาดพิงสถาบันฯ แต่จากการติดตามการเคลื่อนไหวพบว่า เนื้อหาเป็นการปลุกระดมให้ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ช่วงเวลาที่จัดชุมนุมเป็นช่วงที่บุคคลภายนอกเข้ามาใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งเข้ามาวิ่งออกกำลังกาย  ใช้โซเซียลมีเดียเชิญชวนนัดหมายชุมนุม นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นลูกคนมีเงิน เล่นโซเซียลมีเดีย คนที่สร้างชุดความเชื่อปล่อยข่าวในโซเซียลทำงานแบบเรียลไทม์ สร้างภาพจำให้อยู่ในความคิดของผู้คนจนผู้รับข่าวสารเชื่อว่าเป็นความจริง ในฐานะที่ตนถูกเรียกว่าเป็นสลิ่ม ขอให้ต่อสู้กันด้วยข้อมูล

 นายชาญณรงค์ ครุฑโต นิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าในปี 2556 นักศึกษาและอาจารย์ม.จุฬา ออกมาชุมนุมต่อต้านพ.ร.บ.ลักหลับ นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย โดยเป็นการแสดงออกอย่างสันติ หลังปฏิวัติไม่มีการชุมนุมแสดงออกทางการเมืองอีก ถ้าเราจะเอาประชาธิปไตยทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีคนตายจริง ไม่มีสลิงไม่มีสตั๊น ถ้าเป็นชีวิตของเราพ่อแม่พี่น้องเรามันใช่หรือไม่ ความสูญเสียทดแทนกันไม่ได้  เราตายไป 1 คน มวลชนก็ยังเคลื่อนไหวต่อไปได้ แต่สำหรับการสูญเสียในครอบครัวเรียกกลับคืนมาไม่ได้   ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับชาติ ศาสนา ประเพณี และสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างไรกับการไม่เอารัฐบาล หรือกรณีการชักธงดำถ้าไม่เห็นด้วยก็แค่เอาไม้มาติดธงดำ แสดงออกก็เพียงพอแล้ว ไม่ควรต้องไปชักธงดำ หรือกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องอะไรจึงต้องมาขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์          นายเกียรติวงศ์ สงบ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า อยากให้เพื่อนนักศึกษาเคารพหลักประชาธิปไตย ให้เกียรติความเห็นที่แตกต่าง แทนการแบ่งแยกหรือยัดเยียดคนที่มีความเห็นต่างเป็นสลิ่ม ม.รามฯเป็นแนวหน้าของกลุ่มปัญญาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง วางรากฐานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้นักศึกษาเลือกตั้งองค์กรนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นประชาธิปไตยจำลอง ในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์มีกลุ่ม นปช.มาชุมนุมสนับสนุนการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่สนามราชมังคลาฯ นักศึกษาพยายามออกมาต่อต้านการชุมนุมใกล้สถานที่สอบ ทำให้นักศึกษาถูกกลุ่มผู้ชุมนุมล้อมปิดและ มีนักศึกษาเสียชีวิต จนทหารต้องเข้ามาช่วยเหลือคุ้มกันนักศึกษาออกจากพื้นที่ปิดล้อม ปัจจุบันนักศึกษาไม่เหลือความทรงจำในปี 2557 ส่วนตัวมองการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในปัจจุบันเป็นการออกมาเรียกร้องแบบเลื่อนลอย ไม่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง จับต้นชนปลายไม่ถูก  เชิญ”เพนกวิน และจ่านิว” ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมานำการชุมนุม จนทำให้เกิดแฮทแท็กไม่เอาเพนกวิน และเป็นคำถามว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่

 “ส่วนตัวมองการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งนี้เป็นหนทางที่ผิด เพราะตัดสินคนคิดต่างเป็นเผด็จการไปทั้งหมด นักศึกษาบอกว่าประชาธิปไตยคือสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ได้บอกว่านอกจากสิทธิเสรีภาพแล้วยังมีหน้าที่พลเมืองและการเคารพกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแก้ไขได้ ไม่ใช่เอามวลชนมากดดัน เราต้องรับฟังเสียงข้างมาก เคารพเสียงข้างน้อย ผมไม่ได้นิยมรัฐบาลชุดนี้ แต่พยายามมองด้วยความเป็นกลาง ขณะที่การเหยียดคนรุ่นพ่อแม่ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของทุกคนว่าเป็นกะลา ไดโนเสาร์ ระวังวันข้างหน้าจะถูกกรรมตามสนอง อายุ 40 ปี โดนเด็กรุ่นใหม่ยัดเยียดเป็นไดโนเสาร์บ้าง“นศ.ม.รามคำแหงกล่าว

‘เสรี’สะอื้น น้ำตาหรือจะสู้น้ำตาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสรี’สะอื้น น้ำตาหรือจะสู้น้ำตาล

3 มีนาคม 2563 – 09:25 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลตอเสรีพิศุทธ์,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย,พรรคเสรีรวมไทย,กดไว้วางใจ,งูเห่า,อภิปราย,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,775 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3 มี.ค.63

***************************

ศึกซักฟอกรัฐบาลประยุทธ์ที่เพิ่งจบไป หากไม่มีกรณี 3 ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย เสียบบัตรโหวตไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็จะไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าตื่นเต้นเลย

ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย วัชรา ณ วังขนาย โรงงานน้ำตาลส่งเข้าประกวดอำไพ กองมณี กำนันดังแห่งคลองรั้ง ปราจีนบุรี และ นภาพร เพ็ชร์จินดา คนใกล้ตัวนายตำรวจใหญ่เมืองกาญจน์

เสรีพิศุทธ์ แถลงผ่านแฟนเพจกรณี 3 ส.ส. โหวตไว้วางใจบิ๊กป้อม

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ไลฟ์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กแจกแจงกรณี 3 ส.ส.ของพรรคไปโหวตไว้วางใจบิ๊กป้อมนั้นว่า เป็นมติพรรค ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

อ่านข่าว-หล่อเลย เสรีพิศุทธ์ แย้มเป็นกาวใจเพื่อไทย-เด็กอนาคตใหม่

น้ำตาลไม่เหมือนใคร

ถ้อยแถลงของวีรบุรุษนาแก ดูจะแตกต่างจาก วัชรา ณ วังขนาย” ที่ตอบคำถามนักข่าวว่า ตนลงมติตามความคิดของตัวเอง ไม่ใช่งูเห่า ไม่เคยได้รับเงินหรือกล้วยใดๆ ทั้งสิ้น

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2561 “วัชรา ณ วังขนาย” ปรากฏตัวที่พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะเลขาธิการพรรค ทำเอาวงการเมืองสะเทือนเลื่อนลั่น  เนื่องจาก “กลุ่มวังขนาย” คืออาณาจักรธุรกิจน้ำตาลรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย

วัชรา ณ วังขนาย เลขาธิการพรรค

กลุ่มวังขนาย เริ่มจาก “อารีย์ ชุ้นฟุ้ง” ชักชวนชาวไร่แถวเมืองกาญจนบุรี 40-50 คน ร่วมกันลงทุนเปิดโรงงานผลิตน้ำตาลจากอ้อย โดยใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารเป็นหลัก

เรวัต ศิรินุกูล” อดีต ส.ส.กาญจนบุรี หลายสมัย เวลานั้นเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ สาขา อ.ท่าเรือ จ.กาญจนบุรี ได้ให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อโรงงานน้ำตาลที่ ต.วังขนาย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เมื่อพรรคกิจสังคมของหม่อมคึกฤทธิ์ ส่งเรวัตลงสมัคร ส.ส.เมืองกาญจน์ อารีย์ ชุ้นฟุ้ง และเครือข่ายไร่อ้อยก็ช่วยเหลือทุกครั้ง

หมดยุคเรวัต วังขนายก็มี “วัชรา” เข้าไปนั่งในสภา

น้ำตาลกับการเมือง

กลุ่มวังขนายขยายฐานการผลิตจากเมืองกาญจน์ไป อ.อู่ทอง ส.สุพรรณบุรี และปี 2533 ได้สร้างโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ชื่อโรงงานน้ำตาลราชสีมา (บริษัท อุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด) อยู่ที่ ต.แก้งสนามนาง อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา

เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย “วัชรา” รองประธานกรรมการกลุ่มวังขนาย จึงตัดสินใจเล่นการเมืองโดยสวมเสื้อ ทรท. ลงสนามที่เขต นครราชสีมา อาศัยฐานมวลชนไร่อ้อย ได้เป็น ส.ส. สมัยติดต่อกัน

วัชรา พาเสรีพิศุทธ์บุกถิ่นเก่า เมืองโคราช

เลือกตั้งปี 2550 และ 2554 “วัชรา” ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา แต่พ่ายแพ้แก่ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

พ่ายคู่แข่งจากเครือข่ายชินวัตรถึง 2 รอบ วัชราจึงผันตัวเองมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย เพราะพรรคนี้ “ไม่เอา คสช.” คงโดนใจรากหญ้า และเที่ยวนี้เสรีรวมไทยได้ ส.ส.มา 10 ที่นั่ง

วีรบุรุษนาแกถึงกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมื่อต้องแถลงว่า ส.ส.โหวตอุ้มบิ๊กป้อมเป็นมติพรรค

กำนันดังแดนบูรพา

นักข่าวแถวสภาเกียกกาย อาจไม่คุ้นหูคุ้นชื่อ ส.ส.อำไพ กองมณี ถ้าไปแถวถนนสาย 304 คลองรั้ง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เอ่ยชื่อ กำนันอำไพ กองมณี” ก็สะดุ้งทั้งอำเภอ

กำนันอำไพ จึงบอกนักข่าวว่า “..บอกให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค รับทราบแล้วว่าจะขอฟรีโหวต ผมไม่ใช่งูเห่า ไม่มีเรื่องกล้วยแน่นอน เพราะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”

อำไพ กองมณี กำนันดังเมืองปราจีนบุรี

ระดับอำไพ อดีตกำนันตำบลหัวหว้าและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด กองมณี ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องศักดิ์ศรีคนจริง “คำไหน คำนั้น” ในยุทธจักรผู้มากบารมีสำคัญยิ่งนัก

กำนันอำไพโด่งดังมาแต่ปี 2538-2540 สมัยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังรับราชการอยู่ที่กองพลทหารราบที่ รักษาพระองค์ (พล.ร.รอ.) จอมยุทธ์ทั้งในปราจีนบุรี-สระแก้ว ไม่มีใครไม่รู้จัก “พี่ป้อม”

สมัยก่อนกำนันอำไพช่วยสมาน ภุมมะกาญจนะ จนมาถึงลูกชาย-ชยุต ภุมมะกาญจนะ ชยุตก็ย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทยตามคำขอพี่ป้อม

แค่โหวตไว้วางใจ จะให้พี่ป้อมไม่ได้หรือสำหรับคนจริงคลองรั้ง

เรื่องเล่า “14 ตุลา” ฉบับใต้ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420284?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องเล่า “14 ตุลา” ฉบับใต้ดิน

3 มีนาคม 2563 – 09:16 น.
14 ตุลา,จอมพลประภาส จารุเสถียร,จอมพลถนอม กิตติขจร,พลตอวิฑูรย์ ยะสวัสดิ์,ฉบับใต้ดิน
เปิดอ่าน 1,056 ครั้ง

เรื่องเล่า “14 ตุลา” ฉบับใต้ดิน คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

จริงๆ แล้ว ผู้ที่จะเล่าเรื่อง 14 ตุลา ฉบับใต้ดิน ได้ดีที่สุดคือ “พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์” อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา) เจ้าของวลีที่ว่า “ความลับเหตุการณ์เดือนตุลาจะตายไปกับตัว” แต่อดีตนายตำรวจใหญ่เสียชีวิตไปเกือบ 10 ปีแล้ว

อ่านข่าว-หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2

ก่อนปี 2516 ไม่ค่อยมีใครรู้จัก พล.ต.อ.วิฑูรย์ หรือ พล.ท.วิฑูรย์ ที่มีชื่อรหัสว่า “นายพลเทพ” หรือ “เทพ 333” ผู้นำกองกำลัง “อาสาสมัครนิรนาม” ปฏิบัติการลับในลาว 9 ปี ด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พล.ท.วิฑูรย์ ได้กลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

“วิฑูรย์” หัวหน้าใหญ่ทหารรับจ้าง กลับมาผงาดในกรมตำรวจยุค “เจ้าพ่อเกียกกาย” พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ที่ส่งไม้ต่อให้ “พล.ต.อ.ประจวบ” ตัวแทนของกลุ่มเกียกกาย

ดังที่รู้กันวันมหาวิปโยคหรือวันมหาปีติ ได้นำซึ่งการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในกองทัพ โดย จอมพลถนอม กิตติขจร กับ จอมพลประภาส จารุเสถียร ต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน

ศูนย์อำนาจใหม่ในทางการเมือง-การทหารช่วงเวลานั้น จึงประกอบด้วย “พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา” ผู้บัญชาการทหารบก “พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ “พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์” อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ

พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็นขุนศึกอยู่ในสายเดียวกันกับ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” แต่ พล.อ.กฤษณ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบกมาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงเดือนตุลาคม 2516 จึงได้เป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ประมาณ 2 สัปดาห์

ถ้าพลิกไปดูแฟ้มข่าวการเมืองในอดีตจะพบว่า พล.อ.กฤษณ์ มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองมาแต่สมัยพรรคเสรีมนังคศิลา จนมาถึงพรรคสหประชาไทย แถมยังได้ดูแล “กลุ่ม ส.ส.อิสระ” ด้วย

พล.อ.กฤษณ์ และ พล.ต.อ.ประเสริฐ สนิทชิดเชืิ้อกับนักการเมืองอีสานรายหนึ่ง คอยให้การสนับสนุนลับๆ ทั้งที่รู้ว่าสำนักงานทนายความของนักการเมืองคนนั้นเป็นที่พักพิงของนักศึกษาหัวก้าวหน้า แต่นักการเมืองคนนั้นก็ไม่ปิดบังเรื่องความสัมพันธ์กับนายทหารใหญ่

นักศึกษากลุ่มนี้แหละที่เป็นต้นคิดในการแจกใบปลิวรณรงค์ให้รัฐบาลถนอมเร่งร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

กิจกรรมแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2516 กลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อจอมพลประภาสสั่งการให้จับกุมนักศึกษาที่แจกใบปลิวกลุ่มนั้น รวมถึงนักการเมืองอีสานคนนั้นด้วย

ปริศนาคาใจของผู้คนสมัยโน้น เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 14 ตุลา มี 2 เหตุการณ์คือการปะทะหน้าสวนจิตรลดา เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และกรณี “กลุ่มคนแปลกหน้า” บนหลังคาตึกกองสลากกินแบ่งในตอนสายวันเดียวกัน

ช่วงระหว่างการชุมนุมของนักศึกษา ตั้งแต่ 7-13 ตุลาคม 2516 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ประกาศเป็นผู้นำการชุมนุม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมจำนวน 13 คน พล.อ.กฤษณ์ ได้รับมอบจากจอมพลถนอม กิตติขจร ให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับทุกฝ่าย

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ขณะที่นักศึกษาและประชาชนกำลังจะสลายตัวก็เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จนกลายเป็นการจลาจล และ “พล.อ.กฤษณ์” ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้ถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาลจอมพลถนอม บ้างก็ว่า พล.อ.กฤษณ์ ทำรัฐประหารเงียบ

10 กว่าปีที่แล้ว พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้มอบให้นักวิชาการบางคนมาเขียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฉบับใหม่ และพยายามจะคลี่ปมปริศนา “สลายม็อบ” ตอนรุ่งสาง แต่อดีตผู้นำนักศึกษาสมัยโน้นได้ออกมาตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลของฝ่าย พ.อ.ณรงค์

น้ำผึ้งหยดเดียวในช่วงรุ่งสางวันนั้น ใครสั่งการให้ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาที่กำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน เนื่องจากรัฐบาลปล่อยตัว 13 นักศึกษาและนักการเมืองแล้ว พร้อมรับปากจะร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ผู้ที่รู้ความจริงอีกด้านของ 14 ตุลา ต่างก็จากโลกนี้ไปหมดแล้ว เรื่องลับๆ จึงต้องเป็นความลับต่อไป

เจาะลึก “5 เชื้อไวรัสดัง” แผลงฤทธิ์ได้นานกี่วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก “5 เชื้อไวรัสดัง” แผลงฤทธิ์ได้นานกี่วัน

2 มีนาคม 2563 – 14:30 น.
โควิด19,แผลงฤทธิ์,ไวรัส
เปิดอ่าน 2,319 ครั้ง

โดย..ทีมรายงานพิเศษ คมชัดลึก

หลังทีมนักวิจัยวิเคราะห์ว่า “ไวรัสตระกูลโคโรน่า” อาจอยู่บนพื้นผิวนานสุดเกือบ 9 วัน หมายความว่า ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “โควิด-19” หากติดมือหรือกระเด็นออกมาจากผู้ป่วยที่ไอหรือจาม ก็อาจไปติดหรือตกหล่นบนพื้นผิวทั้งลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ จานชาม ช้อน แก้ว พื้น อุปกรณ์ต่างๆ ได้นานกว่าอาทิตย์ โดยไม่ตายและแพร่เชื้อต่อไปเรื่อยๆ ...ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วไวรัสยอดนิยมตัวอื่นที่มักทำให้คนเจ็บป่วยนั้นอยู่ได้นานแค่ไหน? 

อ่านข่าว-7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!!

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของจีนสั่งให้ธนาคารทั่วประเทศจัดการ “ฆ่าเชื้อในธนบัตร” หรือเงินที่ประชาชนนำมาจับจ่ายใช้สอยให้หมด และต้องเก็บไว้ไม่ต่ำกว่า 7 วันเพื่อให้แห้งและปราศจากเชื้อโรคจริง ถือเป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาลจีนที่ใช้ควบคุมไม่ให้ไวรัสร้ายสายพันธุ์ใหม่ระบาดไปมากกว่านี้

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของทีมนักวิจัยชาวเยอรมัน นำโดย “ศ.ดร.Günter Kampf” ที่เอาตัวอย่าง “เชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา” โดยเฉพาะ “ไวรัสซาร์ส” (SARS-Cov) โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันที่ระบาดปี 2002 และ “ไวรัสเมอร์ส” (MERS- Cov) โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางที่ระบาดปี 2012 มาศึกษาจำนวน 22 ครั้ง จนพบว่าไวรัสตระกูลนี้สามารถมีชีวิตต่อเนื้องบนพื้นผิวทั่วไปนานถึงตั้งแต่ 48 ชั่วโมงจนถึง 9 วัน โดยเฉพาะ “ไวรัสซาร์ส” สามารถทนอยู่บนวัสดุโลหะกับแก้วอยู่ได้ถึง 5 วัน หากเป็นวัสดุพลาสติกมีชีวิตต่อเนื่องได้นานสุดถึง 219 ชั่วโมงหรือ 9 วัน

ทำให้ประเมินเบื้องต้นได้ว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “SARS-CoV-2” เนื่องจากรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับ “ไวรัสซาร์ส” (SARS-Cov) ตัวเดิมนั้นก็อาจอยู่ได้ประมาณ 24-219 ชั่วโมง หรือ 1-9 วันด้วยเช่นกัน

หลายคนกำลังสงสัยว่า “ไวรัส” ร้ายตัวอื่นๆ ที่ทำให้มนุษย์ป่วยบ่อยนั้นอยู่ได้นานกี่วัน?

“คมชัดลึก” นำข้อมูลจาก “NHS” (National Health Service) เครือข่ายด้านสุขภาพของประเทศอังกฤษ (www.nhs.uk) และข้อมูลจากเว็บไซต์วิชาการแพทย์อื่นๆ มาเปรียบเพื่อให้เห็นว่าเชื้อไวรัสชื่อดังสายพันธุ์ต่างๆ ที่มักเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยนั้น พวกมันสามารถอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือ “มีชีวิตอยู่นอกร่างกายมนุษย์” ได้ยาวนานแตกต่างกันกี่วัน?

เริ่มจาก “1.ไวรัสไข้หวัดธรรมดา” ฝรั่งเรียกกันว่า “Cold viruses” หรือ Common Cold เป็นเชื้อโรคพบได้บ่อยสุดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยไวรัสตระกูลไข้หวัดนั้นมีอยู่ประมาณ 200 ชนิดด้วยกัน ทำให้หลายคนติดไวรัสตัวนี้จนป่วยปีละหลายครั้ง มีงานวิจัยศึกษาว่าเด็กเล็กช่วงที่เริ่มไปโรงเรียนในปีแรกนั้น มักติดไวรัสตัวนี้เฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ขณะที่ “NHS” ระบุว่าไวรัสหวัดหลากหลายชนิดนี้สามารถอยู่รอดได้บนพื้นผิวในอาคาร นานกว่า 7 วัน โดยเฉพาะในพื้นผิวที่ “กันน้ำ” เช่น โลหะ พลาสติก ฯลฯ อยู่ได้นานกว่าพื้นผิวประเภทผ้าหรือเนื้อเยื่อต่างๆ แต่โชคดีที่ไวรัสหวัดนี้อยู่ได้นานหลายวันก็จริง แต่จะแข็งแรงพอที่จะทำให้คนติดหวัดได้นั้นมักจะไม่เกิน 24 ชั่วโมง

2.ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดแต่อาจอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้ โดยเฉพาะในทารกหรือเด็กเล็ก เพราะทำให้มีเสมหะออกมามาก รวมถึงทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมส่งผลต่อระบบหายใจ ผู้ป่วยเด็กมีอาการหอบและหายใจลำบาก “NHS” ระบุว่าไวรัสนี้หากไปติดอยู่ตามลูกบิดประตูมีชีวิตนานถึง 6 ชั่วโมงแต่หากเป็นบนเสื้อผ้าหรือเนื้อเยื่อจะอยู่ได้ไม่เกิน 45 นาที และติดบนผิวหนังคนได้ประมาณ 20 นาที

3.ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) บางครั้งเรียกย่อว่า “ฟลูไวรัส” (Flu viruses) พบบ่อย 3 สายพันธุ์ ได้แก่ “เอ บี และซี” อาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัดแต่รุนแรงกว่า ทำให้เกิดปอดอักเสบและเสียชีวิตได้ มักแพร่ผ่านทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย เมื่อกระเด็นออกจากร่างกายคนสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวแข็งได้ 1 วัน แต่ว่าความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการทำให้เกิดโรคมีไม่เกิน 5 นาที หากเป็นอาศัยอยู่ในหยดละอองฝอยอาจมีประสิทธิภาพนานหลายชั่วโมง โดยเฉพาะบนโทรศัพท์มือถือมีการวิจัยว่าอาจอยู่ได้นานถึง 2–8 ชั่วโมง

4.ไวรัสโนโร (Norovirus) ทำให้เกิดโรคในส่วนของกระเพาะอาหาร (Stomach bugs) เวลาคนมีอาการ “ท้องเสีย” อาจเกิดได้จากเชื้อโรคหลายตัว ทั้งแบคทีเรียและไวรัสชนิดต่างๆ เช่น แบคทีเรียอีโคไล (E. coli) ซาลโมเนลล่า (Salmonella) แต่ถ้าสาเหตุเกิดจากไวรัสมักจะเป็น “โนโรไวรัส” ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่ม อาหาร จาน ชาม ช้อน ทำให้อาเจียน ปวดท้องและท้องเสีย ภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อตัวนี้เข้าไป “NHS” ระบุว่า โนโรไวรัสสามารถอยู่รอด ได้หลายวันหรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์บนพื้นผิวแข็ง โดยเฉพาะที่ติดมากับละอองฝอยหรืออาเจียนของผู้ป่วย จึงแนะนำให้ล้างมือและห้องน้ำที่ผู้ป่วยเข้าไปทุกครั้ง

5.ไวรัสเริม (Herpes) หรือชื่อเต็มว่าไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus) ทำให้เกิดอาการแผลที่ปากและอวัยวะเพศ ปกติจะแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนผ่านการสัมผัสแบบใกล้ชิด เช่น น้ำลาย น้ำเหลือง หรือทางเพศสัมพันธ์นักวิจัยมหาวิทยาลัยลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าไวรัสเริมเป็นหนึ่งในสาเหตุของการแพร่ระบาด “กามโรค” จากการทดลองพบว่าพวกมันสามารถมีชีวิตรอดได้ในห้องน้ำ 2–4 ชั่วโมง ในอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ตรวจ 18 ชั่วโมง ในผ้าฝ้าย และยิ่งเป็นเนื้อเยื่อของผ้าชนิดต่าง ๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ผ้าพันแผล ฯลฯ อยู่ได้นานถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน

เมื่อเหล่าไวรัสร้ายสามารถมีชีวิตแผลงฤทธิ์ได้หลายวัน วิธีป้องกันดีที่สุดคือท่องจำไว้ว่า “ล้างมือให้สะอาด” ก่อนสัมผัสใบหน้า และก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก!