ปิ๊กบ้านเฮา ‘สาวไทลื้อ’ ตั้งพรรคเสียงสตรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421056?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปิ๊กบ้านเฮา ‘สาวไทลื้อ’ ตั้งพรรคเสียงสตรี

7 มีนาคม 2563 – 09:55 น.
ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ,พรรคเสียงสตรี,ลาออก,เจาะประเด็นร้อน,พรรคไทยรักไทย เป็น,ชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 7-8 มี.ค.63

*********************************

ค่ายเพื่อไทยมีเรื่องฮือฮา เมื่อสาวไทลื้อเชียงคำ “ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์” ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานรับเรื่องราวร้องทุกข์อ้างเหตุไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนตามที่ควรจะเป็น

ที่น่าสังเกต จดหมายลาออกของ “เจ๊ต้อย” ลงที่อยู่หมู่ 8 บ้านสบแวน ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งเป็นชุมชนไทลื้อหรือไตลื้อ ที่มีภาษาและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทุกวันนี้ เจ๊ต้อยยังเป็นนายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ถอยออกจากเพื่อไทย ไม่ถึงสัปดาห์ “เจ๊ต้อย” ก็แถลงเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ที่มีเธอเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ มีนาคม 2563 ที่โรงแรมเอส.ดี. อเวนิว ปิ่นเกล้า

สาวพะเยาไม่ถอย

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อดีตผู้ประกาศข่าวทีวี ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ได้ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ที่บ้านเกิด จ.พะเยา และเป็น ส.ส.สมัยแรก ในสีเสื้อประชาธิปัตย์เวลานั้น เธอกลายดาวรุ่งที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่เมืองพะเยา จนได้เป็น ส.ส.ต่อมาอีก 2 สมัย

เจ๊ต้อย ประธานชมรมเสียงสตรี

เลือกตั้งปี 2544 “เจ๊ต้อย” มาอยู่พรรคไทยรักไทย เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และได้เป็น รมช.แรงงานและสวัสดิการสังคมปี 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี แต่นับจากวันนั้น เธอก็ทำงานการเมืองนอกสภาฯ ไม่มีหยุด

“เจ๊ต้อย” สวมหัวโขนประธานมูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือฯ, ประธานชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย

ชมรมเสียงสตรีทางจอแดง ปี 2554-2557

โดยเฉพาะช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เจ๊ต้อยนำ “ชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย” ออกมาเคลื่อนไหวนอกสภา ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มเสื้อแดง

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประธานชมรมเสียงสตรี จัดกิจกรรมบ่อย

ชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย ก็คือฐานการเมืองอันสำคัญของเจ๊ต้อย เป็นที่มาของพรรคการเมืองใหม่ป้ายแดงนั่นเอง

นายกไทลื้อ

สถานการณ์พรรคเพื่อไทย ยุค “แม้วหมอบ” แตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่มีผู้นำทรงบารมีพอที่จะเป็นศูนย์รวมใจคนทั้งพรรคได้ ลดาวัลลิ์จึงลงพื้นที่เมืองพะเยาบ่อยครั้ง แต่เมืองกว๊านก็เปลี่ยนไปเยอะ

ผลเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา อรุณี ชำนาญยา (เขต 1) และ ไพโรจน์ ตันบรรจง(เขต 3) สอบตกทั้งคู่ ทั้งที่มีฐานคะแนนเสียงเป็นกลุ่มแม่บ้าน สตรีผู้สูงอายุ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยังคงภักดีต่อนายใหญ่ดูไบ

นายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย

อรุณีโตมากับกระแสทักษิณ ข้อเสียของ ส.ส.เพื่อไทย ที่พึ่ง “กระแส” เป็นหลัก มักไม่สร้างฐาน สร้างบารมี ส่วนไพโรจน์ ต้องยอมรับว่า เป็นช่วงขาลงของตระกูลตันบรรจง

เหลือเพียงเขตเลือกตั้งบ้านเกิดของ “เจ๊ต้อย” ที่นักการเมืองจอมเก๋า “เสี่ยมี่” วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ค่ายเพื่อไทย ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แต่จุดแข็งจุดขายของเจ๊ต้อยคือ เป็นขวัญใจไทลื้อ

ตำแหน่งนายกสมาคมชาวไทลื้อแห่งประเทศไทย ทำให้สาวเชียงคำคนนี้ มีความมั่นใจในการสร้างพรรคใหม่

สหายผู้กอง

แม้ในศึกซักฟอกจะโดนหนักว่าใครเพื่อน แต่วงในพลังประชารัฐ ยังเชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มีคนคุ้มครองระดับเบอร์ใหญ่ ให้อยู่รอดปลอดภัย

อันที่จริง อรุณี ชำนาญยา คิดว่า “ผู้กองธรรมนัส” ที่มาสร้างฐานมวลชน ในนามประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล, นายกสมาคมชาวพะเยา และนายกสมาคมกีฬาพะเยา จะยังสวมเสื้อเพื่อไทย

เจ๊ต้อย เจ๊หน่อย และอรุณี ชำนาญยา บนเวทีปราศรัยที่เมืองพะเยา

เหตุการณ์พลิกผัน “สหายผู้กอง” เลือกพรรคพลังประชารัฐ นักการเมืองเพื่อไทยในพะเยาก็รู้ว่า ตกเป็นรอง เพราะผู้กองคนดังช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสต่อเนื่องและยาวนาน จนมีฐานการเมืองเป็นของตัวเอง

ไม่แปลกหรอกที่คนเมืองกว๊านถือว่า มองเขาเป็นพ่อพระ โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือเจือจานคนจน คนด้อยโอกาส เข้าถึงง่าย ปฏิเสธชาวบ้านไม่เป็น รวมถึงคอนเนกชั่นใจถึงใจกับกลุ่ม อปท. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

ผู้กองธรรมนัส เดินงานมวลชนมานานนับ 10 ปี

การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่ไม่นอน มิตรกลายเป็นศัตรู ศัตรูกลายเป็นมิตร คิดอะไรมากไม่ได้ เพราะเส้นทางการเมืองไทย มันแคบ

หากวันข้างหน้า สาวไทลื้อเชียงคำ จะหันมาสร้างความปรองกับสหายผู้กอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

‘มหายุทธศาสตร์อินเดีย- ญี่ปุ่น และรัสเซีย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘มหายุทธศาสตร์อินเดีย- ญี่ปุ่น และรัสเซีย’

6 มีนาคม 2563 – 18:54 น.
มหายุทธศาสตร์อินเดีย,- ญี่ปุ่น,และรัสเซีย
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’ รองอธิการบดี ม.รังสิต กับบทความ ‘มหายุทธศาสตร์อินเดีย- ญี่ปุ่น และรัสเซีย’

  นาย เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา รองอธิการบดี ม รังสิต ได้เขียนบทความ”มหายุทธศาสตร์ของอินเดีย ญี่ปุ่น และรัสเซีย”

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ช่วงที่ทั้งประเทศตื่นเต้นกับข่าวไวรัสและแฟลชม็อบ สถาบันคลังปัญญาฯซึ่งติดตามยุทธศาสตร์ของชาติมาร่วมเก้าปี จัดเสวนา: ยุทธศาสตร์ของ อินเดีย ญี่ปุ่น และรัสเซีย โดยมีอาจารย์รุ่นใหม่เก่งๆ ที่จบการศึกษาจากสามประเทศนั้น มาบรรยายนำ มีเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ระดับกลางในอดีต-ปัจจุบันร่วมสนทนา และยังมีนายทหารระดับสูงที่เป็นนักวิชาการมาร่วมคิดร่วมถกด้วย

ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ไม่ใช่รายงานการประชุม ถ้าใครต้องการ ติดต่อขอมาได้นะครับ แต่ผมจะสะท้อนอะไรที่ได้ฟัง ได้สนทนาในวันนั้น ที่จะเสนอในที่นี้  เป็นความคิดผมเป็นหลัก คงจะมีทั้งที่เหมือน และที่ต่างไปจากท่านอื่นๆ

โลกทุกวันนี้ มีหลายขั้วอำนาจ โดยมีสหรัฐเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ซึ่งทั้งร่วมมือ ทั้งแข่งขัน และ ขับเคี่ยว ชิงดีชิงเด่นกับจีน มหาอำนาจอันดับ 2 ไปพร้อมๆ กัน โดยจีน มหาอำนาจใหม่นั้นรุกประชิดสหรัฐเข้าไปทุกที แต่โลกขณะนี้ยังมี ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นมหาอำนาจที่สำคัญรองลงมาจากจีน แต่ทั้งญี่ปุ่นและยุโรปนั้นล้วนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดสหรัฐ  และก็ยังมีรัสเซีย เป็นอีกมหาอำนาจหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีกำลังทางเศรษฐกิจและมีจำนวนประชากรที่ไม่เพียงพอนัก แต่กำลังทหารนั้นไม่ได้ห่างจากสหรัฐเลย ในระยะหลังมานี้รัสเซียถูกสหรัฐและยุโรปบีบให้อยู่ใกล้จีน อยู่ข้างจีน 

ล่าสุด อินเดีย ก็ขยับเป็นมหาอำนาจใหม่อีกชาติหนึ่ง มีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นที่ห้าของโลก และมีแรงงานที่ยังเป็นหนุ่มสาวเยอะ ย่อมจะเติบโตสูงได้อีกนาน และขนาดของประชากรก็ใหญ่เท่ากับจีนไปแล้ว ในระยะหลังนี้ อินเดีย ที่เคยเป็นกลาง ถูกสหรัฐและญี่ปุ่นพยายามดึงเข้าไปร่วมกันทัดทานจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรอินเดียและในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ในเอเชีย ตามแนวคิดที่จะพยายามสร้างมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกที่เสรี ขึ้นมาถ่วงดุล หรือมาคานอำนาจกับจีนที่ถูกมองว่ากำลังรุกทะเลหรือแผ่เข้าไปสู่มหาสมุทรแถบนี้ ด้วย “ยุทธศาสตร์” ที่เรียกว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”

แม้ไทยจะถูกชักชวนหรือกดดันให้เลือกฝ่าย แต่อาเซียนและไทยก็คงไม่อาจคล้อยตามได้มากนัก แม้จะยินดี เต็มใจร่วมมือกับสหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย แต่ก็คงจะไม่เขยิบห่างจากจีนมากนัก เพราะผลประโยชน์จากจีนในทางเศรษฐกิจนั้นสูงกว่ามาก อันที่จริง ประเทศอาเซียนทั้งหมดล้วนดีใจ ล้วนเชื้อเชิญ และเปิดให้สหรัฐ และฝ่ายญี่ปุ่น-อินเดีย-ตะวันตก ทั้งหมดมาค้าขาย ลงทุน ร่วมมือ มากขึ้น ไม่มีใครหรอกที่ปล่อยให้จีนผูกขาดหรือครอบงำความสัมพันธ์ต่างประเทศไว้หมด ปัญหาที่จริง คือ สหรัฐ และพรรคพวก ไม่มาเอง หรือ อ่อนกำลังลงในทางเศรษฐกิจจนไม่ค่อยเข้ามาสู่เอเชียอาคเนย์เอง

แม้สหรัฐและญี่ปุ่นจะมองว่าจีนและรัสเซียพยายาม “รื้อปรับ” ระเบียบโลก-ทางการเมืองและเศรษฐกิจ-แต่จริงๆ แล้ว จีนพอใจในระเบียบโลกนี้ ไทยและอาเซียนเชื่อว่าจีนนั้นน่าจะพอใจที่เป็นมหาอำนาจอันดับสองไปอีกนาน จีนไม่ปรารถนาจะไปแทนที่สหรัฐ  การเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกแบบที่สหรัฐเป็นนั้น ไม่ใช่ “ความฝัน” ของจีน ในทางกลับกันสหรัฐและบรรดาพันธมิตรทั้งหลายก็ไม่พร้อมที่จะขัดแย้งรุนแรงหรือเข้าทำสงครามกับจีน

พูดง่ายๆ ตราบใดที่จีนทำให้เห็นว่าพอใจที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขสองไปอีกนาน แสดงให้ประจักษ์ว่าจีนนั้นไม่กระตือรือล้นที่จะเป็นหมายเลขหนึ่ง และ ถ้าจีนจะเป็น ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เห็นว่ายินดีทำงานอย่างเสมอภาคเป็นมิตรกับมหาอำนาจหลากหลายขั้วได้ โลกเราก็จะหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ได้ เช่นนี้แล้วการบีบคั้นให้ไทยและอาเซียนเลือกฝ่ายใดฝ่ายเดียวคงทำได้ยาก

ที่จริงแม้ขณะนี้ สหรัฐและตะวันตก จะเพ่งเล็งเอาอาเซียนโดยเฉพาะเอาไทยเป็นสันปันน้ำ แยกเขตอิทธิพลสหรัฐ-ตะวันตก และ เขตจีน-รัสเซีย ให้ออกจากกันอย่างชัดเจน แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นคงจะยากมาก ผมเชื่อว่าไทย-อาเซียนอย่างมาก ก็จะเอนเอียงมาทางสหรัฐให้เห็นบ้าง หรือเอียงมาทางทหารและยุทธศาสตร์ แต่ที่จะให้ไปปิดกั้นจีนในทางเศรษฐกิจ หรือให้สลัดจีนสิ้นเชิงในทางทหารและยุทธศาสตร์ รวมทั้งไม่เปิดให้รัสเซียเข้ามาเลยนั้น คงเป็นไปได้ยาก

สรุป เราจะต้องติดตามสถานการณ์โลกต่อไปอย่างใกล้ชิด ไม่เลือกฝ่าย  คบหาทุกฝ่าย ไม่เลือก ไม่ชี้ ง่ายๆ ว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก หรือ เห็นอะไรเป็นสองสี ขาวดำ ชัดเจน เกินไป ตรงข้ามต้องพยายามทำให้ฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกันอยู่ได้เข้าใจกันมากขึ้น ประนีประนอมมากขึ้น แบ่งปันผลประโยชน์มากขึ้น และขจัดความแตกต่าง หันมาเป็นมิตรกันให้มากขึ้น

ตีปีก ‘ผู้ลี้ภัย 112′ ฝัน’ฟ้าสีทอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตีปีก ‘ผู้ลี้ภัย 112′ ฝัน’ฟ้าสีทอง’

6 มีนาคม 2563 – 10:05 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,จอม เพชรประดับ,จรัล ดิษฐาอภิชัย,แฟลชม็อบ,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พคท
เปิดอ่าน 2,214 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 6 มี.ค.63

**********************************

ความสิ้นหวังมลายหายสิ้นไปทันที เมื่อ “แดงลี้ภัย 112” ในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เห็นปรากฏการณ์ “ดอกไม้บาน” ทั้งแผ่นดิน

นัยว่า จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ถึงกับหลั่งน้ำตา ปลื้มปีติเป็นที่สุด เพราะก่อนหน้านั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า คงไม่ได้กลับไปตายที่บ้านเกิดอย่างแน่นอน

จรัล ร้องไห้ที่เห็นนักศึกษารุ่นลูกออกมาประท้วง

“จรัล” มีประสบการณ์จุดกระแสประชาธิปไตยในนามกลุ่มอิสระ มธ. ผู้ก่อปฏิบัติการยึดธรรมศาสตร์ และจัดเวทีปราศรัยที่ลานโพธิ์ จรัลรู้เห็น รู้ลึก เรื่องราวต่างๆ ในขบวนการนักศึกษา แต่เขาจะบอกความจริงแก่ลูกหลานหรือเปล่าเท่านั้นเอง

จอมกลับมาแล้ว

ปีที่แล้ว “จอม เพชรประดับ” เพิ่งประกาศ “ถึงเวลาโยนผ้า เพื่ออำลาสังเวียนแล้วครับ 5 ปีที่ต่อสู้มา บอกกับตัวเองว่าทำเต็มที่ ตามศักยภาพที่มี และทำดีที่สุดแล้ว..ครับ”

หลังจาก “จอม” ตัดสินใจเลิกทำสำนักข่าวออนไลน์ เพื่อการต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะรู้สึกผิดหวังกับทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย

จอมเกาะติดแฟลชม็อบ

จอมทุ่มเทสติปัญญาและกำลังกาย สร้างสื่อทางเลือก โดยหวังจะให้เกิดประชาธิปไตยสมบูรณ์บนแผ่นดินไทย และเขาคงได้กลับมากราบมาตุภูมิ แต่เจอกลเกม “แม้วหมอบ” ถึงกับไปไม่เป็น

พลันที่มี “แฟลชม็อบ” จอมก็หยุดทำร้านอาหาร และขับอูเบอร์ หันมาทำสื่อออนไลน์อีกครั้ง สัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ข้ามประเทศ

“นักศึกษาพูดแต่ละเวที แต่ละสถาบัน หรือการสัมภาษณ์นักศึกษาแต่ละคน แต่ละความคิด โหย…คนรุ่นใหม่วัยนักเรียน นักศึกษา ความคิดความอ่าน ไปไกลกว่าที่คาดคิดเอาไว้เยอะจริงๆ”

47 ปีที่ผ่านมา ขบวนการนักศึกษาไทย ไม่เคยตื่นตัวทางการเมืองเท่าครั้งนี้ และคำว่า ไปไกลกว่าที่คิด” นั้น จอมรู้ดีว่า เด็กๆ คิดอะไรอยู่

เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน…จอมฝันอย่างนี้จริงๆ

เพ้อข้ามทวีป

นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานนานาชาติ จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ที่พำนักอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ ก็มีอาการลิงโลดดีใจไม่ต่างจากจรัล หรือจอม

จรรยาพยายามดักคอคนหวังดีที่แสดงความคิดเห็นว่า การชุมนุมใหญ่ของนักศึกษา โดยชูธงการเปลี่ยนแปลงขั้นสูงสุด อาจเกิด “6 ตุลา โมเดล” นั้น เป็นการนำเหตุการณ์ในอดีตมาข่มขู่นักศึกษา

จรรยา กับวงไฟเย็น วางแผนจัดรายการสดผ่านยูทูบ และเฟซบุ๊ก

แถมจรรยาส่งเสียงขู่กลับว่า “ไม่มีทางที่ไทยและโลก จะปล่อยพวกเขาให้หลุดพ้นจากการเป็นอาชญากร เหมือนเช่นในปี 2519 ถ้าเขาลุกขึ้นมาทำร้ายผู้ประท้วงแม้เพียงคนเดียวก็ตาม”

จรรยาคงไม่ได้อ่านข้อคิดความเห็นของอดีตนักจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) สาย จ.พาณิชย์ ซึ่งเป็นสายจัดตั้งใหญ่ในเมืองหลวง ที่เตือนคนรุ่นใหม่ว่า ต้องศึกษาบทเรียนความผิดพลาดในอดีต โดยเฉพาะประเด็นอิทธิพลซ้ายจัด ที่ครอบงำขบวนการนักศึกษาก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ถ้าคนเดือนตุลา ไม่หลอกตัวเอง คงรู้ว่า นักฉวยโอกาสเอียงซ้ายบางกลุ่มที่เสนอยุทธศาสตร์ “ต้านการล้อมปราบ” และนำไปสู่การชุมนุมในธรรมศาสตร์ ขณะที่ฝ่ายขวาจัดปลุกระดมมวลชนให้ออกมาจัดการพวกหนักแผ่นดิน

การต่อสู้ของโกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ก็คือการย้ำรอยเดิมนักฉวยโอกาสเอียงซ้าย จึงเดินเข้าสู่กับดักมรณะ

ซ้ายสุดโต่งไม่สิ้น

สำหรับรายนี้ “อาจารย์หวาน” สุดา รังกุพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ขวัญใจชาวเสื้อแดง ที่เคยเคลื่อนไหวใต้ดินร่วมกับ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” กวีเสื้อแดงผู้ล่วงลับ หลังปี 2557 อาจารย์หวานหนีไปลี้ภัยในต่างแดน ช่วงหนึ่งจัดรายการร่วมกับสุรชัย แซ่ด่าน

แฟลชม็อบที่เบ่งบานปานดอกไม้หน้าฝน ต่างจัดกิจกรรมโดยเอกเทศ ฉะนั้นการเขียนโปสเตอร์ และการปราศรัย จึงมีเนื้อหาหมิ่นเหม่ ผู้อาวุโสที่รักประชาธิปไตย จึงออกมาเตือนเด็กๆ ให้ระมัดระวังประเด็นสุ่มเสี่ยง

อาจารย์หวานปลุกนักศึกษาสู้ตาย

อาจารย์หวานก็สวนกลับ “…เราควรจะเลิกเทศนาพวกเขาว่า ควรแสดงออกอย่างไรได้แล้ว..เราก็ควรเคารพการตัดสินใจของเขา แล้วก็เหมือนเดิม คือ หากพลาดพลั้งมา เราก็มีหน้าที่รักษาเยียวยานักรบของเรา”

ความคิดอาจารย์หวานอันตรายมาก หากพลาดพลั้งมา เราก็มีหน้าที่รักษาเยียวยานักรบของเรา“ เหมือนจงใจยุนักศึกษาไปสู่หุบเหวความตาย เหมือนปี 2553 แดงฮาร์ดคอร์กลุ่มหนึ่งใช้ยุทธวิธี “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เมื่อถูกล้อมปราบ แดงรากหญ้าบาดเจ็บล้มตาย

แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ หนีไปเสวยสุขอยู่แถวเกาะกง และพนมเปญ

เปิดปูม “วรวิทย์ กังศศิเทียม” ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดปูม “วรวิทย์ กังศศิเทียม” ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

6 มีนาคม 2563 – 10:05 น.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ,นุรักษ์ มาประณีต,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

เปิดปูม “วรวิทย์ กังศศิเทียม” ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ในที่สุดสิ่งที่คนไทยรอคอยก็มาถึง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมเพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนที่ของ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนปัจจุบัน ที่จะหมดวาระลงพร้อมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 4 คน

โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรกระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเดิม กับว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่อีก 4 คน

ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 206 คือให้ผู้ได้รับความเห็นชอบเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลือกกันเอง ให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ เพื่อนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 204

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คนในชุดปัจจุบัน ประกอบไปด้วย วรวิทย์ กังศศิเทียม, ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และปัญญา อุดชาชน

4 คนข้างต้นได้ประชุมร่วมกับว่าที่ 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ใหม่) คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม อดีตประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตในศาลฎีกา, วิรุฬห์ แสงเทียน อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาและอดีตรองประธานศาลฎีกา, จิรนิติ หะวานนท์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ นภดล เทพพิทักษ์ อดีตเอกอัครราชทูต

ทั้งหมดประชุมเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แทน นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันที่หมดวาระและพ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งคสช.ที่ 24/2560 ลงวันที่ 20 เมษายน 2560 พร้อมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 4 คน

ที่สุดแล้ว ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเลือก วรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเสียงข้างมาก โดยมีผู้เสนอชื่อ 3 คน คือ วรวิทย์, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ โดยมีผลการลงคะแนน วรวิทย์ได้ 5 คะแนน และส่วนตุลาการคนอื่นได้คนละ 1 คะแนน

00000

สำหรับวรวิทย์ กังศศิเทียม เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2495 อายุ 68 ปี ดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (กฎหมายมหาชน)

เส้นทางการทำงาน มีดังนี้ อัยการจังหวัดสกลนคร วันที่ 13 พฤษภาคม 2535, อัยการจังหวัดอุดรธานี วันที่ 1 พฤษภาคม 2536, อัยการพิเศษฝ่ายแผนงานฝึกอบรม วันที่ 1 ธันวาคม 2543, สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด, ตุลาการศาลปกครองกลาง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544, รองอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่ วันที่ 30 กรกฎาคม 2544, อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก วันที่ 1 ตุลาคม 2545, ตุลาการศาลปกครองสูงสุด วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 ก่อนได้รับเลือกมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน ปี 2557

ส่วนตำแหน่งอื่นนอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ศป.) 2 สมัย เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ในประเทศไทย

อย่างที่รู้ จากข้างต้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญใหม่ท่านนี้ จะเรียกว่าใหม่เสียทีเดียวก็คงไม่ได้ จะว่าเก่าสุดๆ ก็ยังไม่ใช่ เพราะในกลุ่มเก่าสุดคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่นั่งทุบโต๊ะมาแล้วหลายปีดีดักนั้นมี 5 คนที่ได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ปี 2551 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดวาระไว้ 9 ปี

ส่วน  5 คน ได้ครบวาระในปี 2560 คือ นุรักษ์ มาประณีต, จรัญ ภักดีธนากุล, ชัช ชลวร, บุญส่ง กุลบุปผา และอุดมศักดิ์ นิติมนตรี แต่คสช.ได้มีประกาศ คสช.ที่ 24/2560 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ใช้บังคับ จนกระทั่งหมดวาระจริงๆ แล้วในตอนนี้

ส่วน วรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนล่าสุดนี้ ได้รับเลือกมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน ปี 2557 หรือหลังคสช.มายึดอำนาจ โดยมาตามรัฐธรรมนูญ 2550

แต่ดังที่บอกว่า วรวิทย์นั้นก็ไม่ใหม่เอี่ยม ได้ร่วมงานกับทีมเก่ายุบพรรคไทยรักษาชาติแบบเป็นเอกฉันท์ กรณีที่เสนอชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค

จากนั้นก็มาทำหน้าที่เก็บงานสุดท้ายก่อนเลือกศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาแทนชุดเก่ากึ๊กที่กำลังจะหมดวาระไป คือการวินิจฉัยคดียุบพรรคส้มเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดย วรวิทย์เป็น 1 ใน 7 เสียงข้างมากที่มติยุบพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกับ นุรักษ์ มาประณีต (ประธานศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้น), จรัญ ภักดีธนากุล, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บุญส่ง กุลบุปผา, ปัญญา อุดชาชน และอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ส่วน 2 เสียงข้างน้อย ประกอบด้วย ชัช ชลวร และ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

ก็เป็นไปตามคาดหมายว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หัวขบวนองค์กรแห่งนี้ก็ยังคงต้องเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านวิบากยุบพรรคซึ่งอยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากนั่นเอง

เส้นทางศาล รธน.ยุคเปลี่ยนผ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420908?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทางศาล รธน.ยุคเปลี่ยนผ่าน

6 มีนาคม 2563 – 09:55 น.
วรวิทย์ กังศศิเทียม,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

เส้นทางศาล รธน.ยุคเปลี่ยนผ่าน คอลัมน์…  Special Report

ที่สุดแล้วที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก มีมติคัดเลือกให้นายวรวิทย์ กังศศิเทียม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนที่นายนุรักษ์ มาปราณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน ที่จะพ้นวาระภายหลังดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 21 พฤษภาคม 2557

อ่านข่าว…  เปิดประวัติ’ วรวิทย์ กังศศิเทียม’ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ชื่อนายวรวิทย์ สำหรับตำแหน่งว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามที่มีการคาดหมายว่าเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตที่จะได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ชื่อ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน และนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ จากวุฒิสภาลงมติโหวตลับ เห็นชอบรายชื่อว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 ราย

การดำรงตำแหน่งของนายวรวิทย์ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คนในชุดปัจจุบัน ตามบทเฉพาะกาลในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 79 ได้บัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดำรงตำแหน่งยังไม่ครบวาระตามรัฐธรรมนูญ 2550 และดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบวาระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550

หมายความว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คนในชุดปัจจุบัน จะดำรงอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 9 ปีนับแต่ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในช่วงปี 2556-2558 โดยเฉพาะนายวรวิทย์จะดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนที่ 10 จนครบวาระ 9 ปีในช่วงปี 2566

จากนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะแจ้งผลให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ประธานวุฒิสภานําความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 204

แน่นอนว่าภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ และกำลังถูกเฝ้ามองในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่นายวรวิทย์ดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2566 จะมีทิศทางอย่างไร โดยเฉพาะคดีทางการเมืองหลายคดีที่ถูกส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะอยู่ในอำนาจขั้นตอนการพิจารณาที่กำหนดไว้ตามกระบวนการ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561

โดยคดีสำคัญล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีหลายฝ่ายกดดันกลับไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ภายหลัง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นให้ตรวจสอบ 32 พรรคการเมือง มีการกระทำใกล้เคียงกับการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ จากสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีบรรทัดฐานคำวินิจฉัยในครั้งนี้

นอกจากนี้ยังมีคำร้องอดีตพรรคอนาคตใหม่ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ของ 41 ส.ส.ฝั่งรัฐบาลว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้วินิจฉัยเหลือ 32 คน แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยพบว่า 32 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมาจากพรรคพลังประชารัฐ 21 คน ประชาธิปัตย์ 8 คน ประชาภิวัฒน์ 1 คน รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน และชาติพัฒนา 1 คน

ขณะเดียวกันฝั่ง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เคยยื่นคำร้องต่อประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็น ส.ส.ของ 32 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เข้าข่ายถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนกำหนดวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสื่อหรือไม่เช่นกัน ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่ 20 คน เพื่อไทย 4 คน เพื่อชาติ 4 คน เสรีรวมไทย 3 คน และประชาชาติ 1 คน โดยคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องไปเมื่อ 4 กันยายน 2562

การเปลี่ยนผ่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างชุดปัจจุบันและว่าที่ตุลาการชุดใหม่ จะเป็นช่วงรอยต่อสำคัญในการทำหน้าที่องค์คณะตุลาการ เพื่อพิจารณาคดีที่เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ซึ่งคำร้องในคดีทางการเมือง ล้วนแล้วส่งผลต่อสถานภาพ “ผู้ถูกร้อง” ทำให้ทุกคำวินิจฉัยภายหลังจากนี้ ย่อมมีผลไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่น่าจับตามอง ตลอดการทำหน้าที่ขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมในยุคผลัดใบ

จาก’หมู่บ้านเสื้อแดง’ สู่ ‘หมู่บ้านกัญชา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จาก’หมู่บ้านเสื้อแดง’ สู่ ‘หมู่บ้านกัญชา’

6 มีนาคม 2563 – 09:30 น.
สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน,หมุ่บ้านเสื้อแดง,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 306 ครั้ง

จาก’หมู่บ้านเสื้อแดง’ สู่ ‘หมู่บ้านกัญชา’ คอลัมน์…  ชูธงกระแสทวน  โดย…  พรานข่าว

สุดสัปดาห์ที่แล้ว “แรมโบ้อีสาน” ผู้กลับใจได้เดินทางไปพบมิตรสหายเสื้อแดงที่ขอนแก่น วันนี้ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ไม่ใช่ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) หากมีตำแหน่ง “ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี” พ่วงท้าย

อ่านข่าว…  ‘ลดาวัลลิ์’ ทิ้ง ‘เพื่อไทย’- ‘แรมโบ้อีสาน’ ทาบร่วมงานรัฐบาล

ปี 2556 แรมโบ้อีสานได้จัดงานสวนสนาม อพปช.ที่โคราช อย่างยิ่งใหญ่ มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมนับหมื่น นักข่าวท้องถิ่นยังตกตะลึงกับกองทัพเสื้อแดงสาย อพปช.

มาถึง พ.ศ.นี้ “แรมโบอีสาน” ได้ระดมอดีตแกนนำเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน มาร่วมพิธีคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดง พร้อมรับป้าย “เรารักประเทศไทย” ตามนโยบายสลายสีเสื้อให้หมด ไม่มีสี ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

แรมโบ้อีสาน รับมอบป้านคนเสื้อแดง

อันที่จริง ช่วงเวลาทองของแดงทั้งแผ่นดิน มีการจัดตั้งองค์กรคนเสื้อแดงเยอะมาก เพราะเจ้าพ่อเสื้อแดงอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” เปิดโอกาสให้ “ผู้นำท้องถิ่น” รวมตัวกันตั้งองค์กรเสื้อแดง และไม่ได้ผูกขาดการนำอยู่ที่ นปช.เท่านั้น

ปลายปี 2553 “อานนท์ แสนน่าน” นักข่าวท้องถิ่นเมืองอุดรฯ จึงเปิดตัวหมู่บ้านเสื้อแดง ที่บ้านหนองหูลิง อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมเปิดตัวองค์กร “หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย”

ลักษณะการเคลื่อนไหวของหมู่บ้านเสื้อแดง เหมือนการทำอีเวนท์เปิดป้ายหมู่บ้านธรรมดาๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนในหมู่บ้านจะเป็นคนเสื้อแดงทั้งหมด ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงจะคล้ายป้ายหาเสียง มีรูปของทักษิณยิ้มร่า

จากนั้น อีเวนท์หมู่บ้านเสื้อแดงได้ขยายตัวออกไปทั่วภาคอีสานอย่างครึกโครม โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้าเลือกตั้ง 2554 อานนท์ได้จับมืออดีต ส.ส.เพื่อไทย ตั้งสหพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงฯ สร้างเครือข่ายในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

แรมโบ้อีกสาน ในวันที่เป็นผู้นำ อพปช.

เมื่อคณะทหารยึดอำนาจ ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงก็ปลิวหายไป แกนนำคนเสื้อถูกเรียกตัวเข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร อานนท์ก็ไปนอนอยู่ในค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี เป็นเวลา 7 วัน

ออกจากค่ายทหาร อานนท์หันไปเพาะเห็ดขาย และเกิดไอเดียเปิดศูนย์เรียนรู้ฟาร์มหมู่บ้านเห็ด ที่ชุมชนพรสวรรค์ อ.เมือง จ.อุดรธานี อานนท์สร้างแบรนด์ “หมู่บ้านเห็ด” ให้ติดตลาดในชั่วเวลาไม่นานนัก

22 พฤศจิกายน 2561 ทักษิณ ชินวัตร บินตรงจากดูไบมาสิงคโปร์ นัดหมายให้อานนท์ แสนน่าน ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง บินไปพบที่โรงแรมแห่งหนึ่งในสิงคโปร์

กลับจากสิงคโปร์ อานนท์กลับมาคึกคักอีกครั้ง และรวบรวมไพร่พลคนเสื้อแดง ประกาศจะเปิด “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และเป็นเครื่องมือหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยทางอ้อม

อานนท์เคลื่อนไหวเปิดหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตยได้ไม่กี่หมู่บ้าน ทหารก็เชิญตัวเข้าค่าย ขอร้องให้ยุติกิจกรรมดังกล่าว อานนท์ก็เชื่อฟัง เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไป และ “นายใหญ่ดูไบ” ก็ไม่ได้สู้จริง

มีข้อน่าสังเกตว่า การขายไอเดียหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย ฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่ขานรับ และมองว่า อานนท์ทำงานให้แก่บางพรรคการเมือง

ก่อนหน้าจะถึงวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ไม่นาน อานนท์ แสนน่าน มามาดใหม่มีตำแหน่ง “ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย” แต่ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย

อานนท์ แสนน่าน ในวันบุกเบิกเมืองสมุนไพร

อานนท์ลุยเรื่องกัญชาอย่างหนัก โดยร่วมกับนักธุรกิจในท้องถิ่น ก่อตั้งบริษัทฟาร์มสุขใจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด(มหาชน) เขาไปไกลกว่า “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้เมืองสมุนไพรฟาร์มสุขใจบ้านอ่างหิน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

อานนท์เดินทางไกล ขึ้นเหนือล่องใต้ เหมือนสมัยหมู่บ้านเสื้อแดงเฟื่องฟู แต่วันนี้ อานนท์ไปขายความฝัน “กัญชาเพื่อการแพทย์” หวังปักป้ายเมืองสมุนไพร​ทั่วทุกภาค

แรมโบ้อีสานเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ไปไหนมาไหน มีคนห้อมล้อม อานนท์ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม ยืนถ่ายภาพตัวเองกับป้าย เพียงแต่เปลี่ยนจากหมู่บ้านเสื่้อแดงเป็นเมืองสมุนไพร

ล่วงละเมิดทางเพศข้อหาหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420902?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล่วงละเมิดทางเพศข้อหาหนัก

6 มีนาคม 2563 – 08:43 น.
โมโตจีพี 2020,ไวรัส,โคโรน่า,โควิด-19,ล่วงละเมิด
เปิดอ่าน 96 ครั้ง

ล่วงละเมิดทางเพศข้อหาหนัก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีความเชื่อว่าคนดีมีมากกว่าคนเลวจึงทำให้ประเทศไทย-สังคมไทยดำรงคงอยู่ได้

เช่นเดียวกับครูซึ่งมีข่าวอยู่บ่อยๆ อย่างผู้อำนวยการโรงเรียนที่ลพบุรีปล้นทองและฆ่าคนตายอย่างโหดร้าย

นี่มาอีกแล้วเรื่องครูที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนชายเพื่อแลกเกรด

เรื่องการแลกเกรดโดยเอาตัวเข้าแลกนี้มีข่าวอยู่เรื่อยๆ และต่อมาได้หายไป ซึ่งขอให้ทางโรงเรียนสอบสวนลงโทษให้หนักทั้งทางกฎหมายและทางวินัย

จึงขอให้มีการลงโทษให้สาสมกับความผิดเป็นไปตามกฎหมายและวินัยเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ทราบจากข่าวว่ามีเด็กชายถูกล่วงละเมิดและถูกกระทำถึง 17 คน! กรณีนี้จะต้องเจอข้อหาอนาจารอีกด้วย

ขอให้ทุกโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาช่วยตรวจสอบเรื่อง ‘การแลกเกรด’ ด้วยเถิด
อ๊อด เทอร์โบ


ต้องช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด
จดหมาย 2 ฉบับต่อไปนี้มีความชัดเจนมากอยู่แล้วอันสืบเนื่องมาจาก ‘โควิด-19’ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วไม่เฉพาะบ้านเราแต่อีกหลายประเทศทั่วโลก

จึงขอให้ตรวจสอบชัดเจนดังโปรแกรมต่างๆ ที่คุณ ‘ไม้เมือง’ กรุงเทพฯ แจ้งมาให้ทราบหลายงานและจดหมายจากคุณ ‘สามารถ’ ดินแดง เรื่องผีน้อยจากเกาหลีใต้

รัฐบาลต้องเตรียมรับมือให้ดีและอย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


เลื่อนและเลิกงานกิจกรรม
โปรดตรวจสอบให้ดี

วงการออร์แกไนซ์สั่นสะเทือนกันไปหมดแล้วครับจากผลกระทบของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ดูท่าแล้วจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมมีเพื่อนที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอีเวนท์เล่าให้ผมฟังว่าภาพรวมการจัดงานอีเวนท์ถูกเลื่อน และยกเลิกจัดงานไปแล้ว 90% โดยส่วนใหญ่เป็นงานที่เกี่ยวกับการประชุมสัมมนา หรือคอนเสิร์ต ที่จัดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563

ตลาดผู้จัดอีเวนท์น่าจะได้รับผลกระทบในไตรมาสแรก มูลค่ากว่า 3,000-4,000 ล้านบาท จากตลาดรวมปัจจุบันมูลค่า 12,000-13,000 ล้านบาท และน่าจะมีบริษัทออร์แกไนซ์ต้องปิดตัวกว่า 100 ราย จากทั้งหมดประมาณ 500 ราย ฟังจบแล้วผมเข้ากอดเพื่อนทันทีครับเพราะคงต้องให้กำลังใจกันไป

งานใหญ่ๆ ที่มีคนให้ความสนใจก็มิวายโดนไฟลามทุ่งอย่าง กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ได้ประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก Bangkok International Motor Show ว่า ถึงแม้ทางคณะผู้จัดงานฯ จะมีการเตรียมมาตรการการป้องกันที่รัดกุมและเข้มงวดแล้วก็ตาม แต่เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาล จำเป็นต้องเลื่อนวันจัดงานจาก 25 มีนาคม-5 เมษายน ที่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ไปเป็น 22 เมษายน-3 พฤษภาคม เนื่องจากการระบาดของโควิด-19

กีฬาระดับโลกหลายรายการ อย่างศึก โมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 หรือ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020” ก็ได้มีการประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้หัวใจสลายเลยก็ว่าได้ครับเพราะผมเองเป็นแฟนตัวยงของรายการนี้ และเห็นความทุ่มเทและตั้งใจของผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้เตรียมงานและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันจนแล้วเสร็จ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เราเองก็ต่างไว้วางใจกันไม่ได้แบบนี้ ผมเองก็ทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับและรอคอยกันต่อไปครับ

ขยับเข้ามาใกล้ตัวหน่อย คอบอลในบ้านเราก็คงต้องผิดหวังกันไปตามๆ กันแหละครับ เพราะไม่นานมานี้เอง ผมทราบข่าวจากกลุ่มเพื่อนว่าทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยมีมติเลื่อนการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศออกไปอย่างน้อย 45 วัน ทั้งรายการไทยลีก 1-4 และการแข่งขันฟุตบอลถ้วยระดับสโมสร กลับมาเตะกันอีกทีก็หลังสงกรานต์เลยครับ 18 เมษายน คราวนี้ทั้งโค้ชและนักเตะคงมีเวลาซ้อมกันอีกยาวๆ

ผมขอเป็นกำลังใจให้แก่ทุกวงการและทุกๆ คนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ นับว่าเป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ตั้งแต่เกิดวงการอีเวนท์ขึ้นมา นอกเหนือจากออร์แกไนซ์ที่สู้ไม่ไหวปิดตัวไปแล้ว ส่วนที่เหลืออาจต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถสู้ต่อได้ เพื่อรอสถานการณ์กลับมาปกติอีกครั้ง
ไม้เมือง (กรุงเทพฯ)


 ผีน้อยกลัวโควิด-19 ขอกลับไทย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

กลายเป็นที่วิจารณ์เป็นอย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อ “ผีน้อย” แรงงานไทยลักลอบเข้าประเทศเกาหลีใต้ผิดกฎหมาย ยื่น 4 ข้อเสนอต่อภาครัฐ ขอกลับไทย หลังเกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในเกาหลีใต้ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ดังนี้
1.ตอนนี้ไวรัสระบาดที่เกาหลีใต้ เลยไม่มีงานทำ เงินก็หมด เลยอยากขอกลับไทย
2.กลัวว่ากลับไทยแล้วจะไม่มีงานทำ ขอให้รัฐบาลไทยหางานให้ทำด้วยตอนกลับถึงไทยแล้ว
3.ระหว่างนี้ช่วยส่งหน้ากากอนามัยมาให้ด้วยเพราะที่นี่หาหน้ากากอนามัยยากมาก
4.ส่วนเรื่องกลับไทย ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องค่าตั๋วกลับไทยด้วย

ผมรู้สึกว่าข้อเสนอที่ขอมานั้นเห็นแก่ตัวสุดๆ และเป็นภาระต่อภาครัฐของไทย เพราะตอนที่ไปคนกลุ่มนี้ก็ลักลอบเข้าประเทศเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย แต่เมื่อจะกลับไทยกลับยื่นข้อเสนอชนิดที่อำนวยความสะดวกแก่ตัวเองสุดๆ เวลาคนไทยจะไปเที่ยวก็โดนเหมารวมว่าจะไปเป็นผีน้อย จนสร้างความลำบากให้คนไทยด้วยกันไม่ใช่น้อย

แม้เกาหลีใต้ยังไม่ปิดประเทศเหมือนจีน และประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมตัว เหมือนคนไทยที่เดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่นของจีนก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลพาทั้งหมดไปกักตัวที่ฐานทัพเรือสัตหีบ

ถ้าเขาอยากกลับก็กลับได้ ภาครัฐมีมาตรการการป้องกันอย่างไร บุคลากรทางการแพทย์ที่ประเทศไทยมีและการเตรียมการรองรับทั้งหลายจะพร้อมสักแค่ไหน นอกจากขอการความร่วมมือในการกักตัวเอง 14 วัน ถ้าหลุดไป 1 คน อาจแพร่เป็นร้อยๆ คนก็ได้ โรคนี้แสดงอาการช้าด้วย

ถามว่าพวกเขาจะยอมกักตัวเองอยู่บ้านจริงหรือ ขนาดกฎหมายระหว่างประเทศเขายังไม่เคารพ แล้วคำสั่งกักตัวให้อยู่ที่บ้านเขาจะเคารพไหม จะมาหาความรับผิดชอบต่อสังคมกับคนเห็นแก่ตัวหรือครับ

ทางการไทยต้องรับผีน้อยกลุ่มนี้กลับบ้านด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกักตัวคนกลุ่มนี้เพื่อเฝ้าดูอาการด้วยมาตรการเดียวกับกลุ่มคนไทยที่กลับมาจากเมืองอู่ฮั่นนะครับ รวมทั้งต้องมีมาตรการลงโทษ เอาผิด ไม่ให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่วงจรผีน้อยซ้ำ
สามารถ (ดินแดง)


ยาแรงปราบผีน้อยเร่ร่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยาแรงปราบผีน้อยเร่ร่อน

6 มีนาคม 2563 – 08:33 น.
โควิด-19,ผีน้อย,ไวรัส
เปิดอ่าน 220 ครั้ง

ยาแรงปราบผีน้อยเร่ร่อน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือนสถานการณ์ไวรัสร้ายโควิด-19 ที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมือง ณ เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน จะลุกลามแพร่ระบาดออกไปอย่างรวดเร็วได้ถึงขนาดนี้ วันนี้ทั่วโลกต่างหวาดผวาไปกับภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนล้มหายตายจากเหมือนผักปลาไม่เว้นวัน แม้ประเทศเหล่านั้นจะมีมาตรการคัดกรองที่เข้มข้นเพียงใดแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งมัจจุราชตัวพ่อให้สงบลงไปได้

อ่านข่าว…  ผีน้อยอัดคลิปด่าเดือดสุดหยาบ เป็นผีน้อยแล้วหนักหัวใคร

ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังหาทางต่อสู้เพื่อป้องกันเจ้าโควิด-19 อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ทำไมนะ “ประเทศไทย” กลับต้องมาประสบพบเจอพฤติกรรมกากๆ ของผู้คนในประเทศบางคนที่ขาดจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม โดยเฉพาะบรรดา “ผีน้อย” (เเรงงานไทยข้ามชาติที่ไปทำงานเเบบผิดกฎหมายในต่างเเดน) บางคนที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแต่ยังทำตัวโชว์โง่ละเลยมาตรการกักกันตัวเอง 14 วันด้วยการออกไปลั้นลาโพสต์ภาพตนเองตามสถานที่ต่างๆ อย่างมีความสุข

ภาพญิงสาวคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กในทำนองว่า บินกลับจากสนามบินอินชอนประเทศเกาหลีใต้และมานั่งกินหม่าล่าร้านดังในตัวเมืองเชียงใหม่ จากนั้นเติมความสุขแบบรัวๆ ด้วยการไปเที่ยวผับ หรือภาพสาวไทยกลับจากเมืองแทกูแต่ดันโผล่ไปเที่ยวภูเก็ตโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจตามมา ส่งผลให้ผู้คนในประเทศวิตกกังวลและวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสองสาวมหาภัยอย่างเผ็ดร้อน พร้อมถามหาความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

มาถึงตรงนี้คงต้องตั้งคำถามกลับไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่า เราจะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร..เฮ้อนี่มันแค่ผีน้อยกองกอยสาวไม่กี่ตัวก็ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนกันได้ขนาดนี้ แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีบรรดาผีน้อยนับหมื่นชีวิตทยอยเดินทางกลับไทย และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลจะมีมาตรการรับมืออย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมอันตรายซ้ำซากเยี่ยงนี้อีก..แค่คิดก็เสียววาบไปกับสถานการณ์ “จับปูใส่กระด้ง” ที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า…วันนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นกันได้อีก ดังนั้นรัฐบาลจะละเลย หรือวางเฉยไปในสิ่งที่เกิดไม่ได้อีกแล้ว

การทำตัวเป็น “ระเบิดเวลา” ของบรรดาผีน้อยที่พาตัวไปวิบวับวิบวับตามสถานที่ต่างๆ อย่างไม่ยี่หระต่อสังคมส่วนรวมถือเป็นความหละหลวมอย่างร้ายแรงของทางการไทยหรือไม่ ตรงนี้คงทิ้งเป็นคำถามไว้ให้ตอบ แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่าหากเรายังละเลยเพิกเฉยกับสิ่งที่เป็นอยู่เชื่อว่า “ประเทศไทย” อาจหนีไม่พ้นวิกฤติร้ายของการแพร่ระบาดภายในประเทศอย่างแน่นอน ทั้งนี้รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศควรใช้บทเรียนดังกล่าวเข้าไปจัดระเบียบใหม่ทั้งระบบ เพราะหากยังไม่สะสางความอลหม่านจะตามมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้ยาเเรง และกฎหมายที่เข้มข้นอย่างไม่อ่อนข้ออาจเป็นหนทางเดียวที่ทำให้คนในชาติรอดพ้นจากมหันตภัยไวรัสทมิฬไปได้…..ถึงเวลาปราบผีน้อยเร่ร่อนกันแล้ว

“สิทธิหญิงไทย”…สอบตก “F” เข้าไม่ถึงเงินยุติธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สิทธิหญิงไทย”…สอบตก “F” เข้าไม่ถึงเงินยุติธรรม

5 มีนาคม 2563 – 18:36 น.
สิทธิหญิงไทย,เงินยุติธรรม
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้อยกว่าปีมาแล้วที่ผู้หญิงพยายามร้องขอ “สิทธิ” ในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม มีการกำหนดให้ “8 มีนาคม” ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล “International Women’s Day” รัฐบาลไทยที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้เกิด “สิทธิมนุษยชน” หลายด้าน สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง…แต่รัฐบาลยุค 4.0 นั้น กำลังโดนให้คะแนน “สอบตก” !

วันที่ 4  มีนาคม 2563  ตัวแทนเครือข่ายนักสิทธิสตรีจัดเวทีแถลงข่าวหัวข้อ “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯตัดเกรดรัฐไทยอยู่หรือไปในมาตรฐานโลกด้านการปกป้องสิทธิผู้หญิง” หลังจากปี 2560  ที่กรรมการอนุสัญญาการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ “ซีดอว์” (CEDAW) เสนอให้รัฐบาลไทยใช้มาตราการจริงจัง “คุ้มครองผู้หญิงที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน” เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเธอถูกข่มขู่ คุกคามและเมิดสิทธิอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ข่มขู่ทางวาจา แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมานี้ มีการใช้ความรุนแรงทางร่างกายและการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งฟ้องร้องคดีมากถึง 440  ราย

ในเวทีข้างต้น ได้นำเสนอ “ผลการประเมินรัฐบาลไทย” โดยตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ 15 เครือข่าย ร่วมกันให้คะแนนใน 8 ประเด็นสิทธิสำคัญของผู้หญิง

“ปรานม สมวงศ์” ตัวแทนองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยรับปากว่าจะปรับปรุง “สิทธิผู้หญิง” ต่อหน้าคณะกรรมการซีดอว์ที่กรุงเจนีวา แต่ในวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า พวกเราจึงต้องประเมินให้คะแนนเองใน “สิทธิ” สำคัญ 8 ด้านว่า รัฐไทยสอบผ่านหรือสอบตก โดยแบ่งคะแนนเป็น 5 เกรด “เกรด เอ” คือปฏิบัติตามอนุสัญญาฯอย่างน่าพึงพอใจ “เกรด บี” พอสมควร “เกรด ซี” ต้องปรับปรุง “เกรด ดี”ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง และ “เกรด เอฟ” (F) ไม่ทำตามข้อเสนอแนะ หรือ ละเมิดอนุสัญญาฯ

โดยข้อเสนอ 8 ประเด็นสำคัญนั้นได้ “คะแนน เอฟ” หรือสอบตก  6 ประเด็นดังนี้  1 การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา 2 ประสิทธิภาพและความเป็นอิสระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 3 ผู้หญิง สันติภาพและความมั่นคง 4 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 5 ผู้หญิงชนบท 6 ความยากจน ส่วนอีก 2 ประเด็นได้ “เกรดดีลบ” หรือ สมควรต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือ 7 กรอบแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และ 8 การแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณี

ที่น่าสนใจคือ “กองทุนยุติธรรม” ที่รัฐบาลบิ๊กตู่พยายามโปรโมทไปทั่วโลกว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ เพื่อลดช่องว่างและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น ในแต่ละปีมีเงินช่วยเหลือให้กองทุนนี้ปีละ 800 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่าได้คะแนนสอบตก เพราะความซับซ้อนยุ่งยากของระเบียบกองทุนฯ มีอุปสรรคและข้ออ้างมากมายทำให้เหยื่อความอยุติธรรมไม่สามารถเข้าถึงกองทุนได้ทุกคน ตัวอย่างจาก “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิจากชุมชน” โดนฟ้องร้อง 440 คนนั้น มีเพียง 25 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนนี้ นั่นคือเหตุผลที่ “สอบตก”

ทั้งนี้สำหรับ “หญิงชาวบ้าน” ทั่วไปนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเธอรู้สึกคับแค้นทุกข์ทรมานสุดคือ การถูกกีดกันจากผืนดินเกิดของตัวเอง หรือการกระทำที่บีบบังคับให้ “ผู้หญิง” อยู่ในสภาพไร้สิทธิ-ไร้เสียง ไม่มีส่วนร่วมบริหารจัดการ “สิทธิในที่ดิน – ทรัพยากรธรรมชาติ” ของชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ !

  “ชูศรี โอฬาร์กิจ” ตัวแทนจาก “สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้” พื้นที่สุราษฎร์ธานี เปิดเผยความรู้สึกให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า กลุ่มตัวเองเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว เป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านที่อยากเรียกร้องความยุติธรรมใน “ปัญหาที่ดินทำกิน” และ “ปัญหาการทวงคืนผืนป่า” ช่วงรัฐประหารปี 2557 มีสมาชิกหลายคนถูกเรียกไป “รายงานตัว” ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในนั้น

แม้เคยถูกข่มขู่จากนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหลายครั้ง แต่ชาวบ้านไม่ยอมแพ้ ช่วยกันเรียกร้องสิทธิต่อไป จนกระทั่งมีสมาชิกในกลุ่มไม่ต่ำกว่า 4 คน ถูกยิงเสียชีวิตโดยไม่สามารถจับตัวผู้ทำผิดมาลงโทษได้ แต่ “ชูศรี” ก็ไม่หวั่นไหว ประกาศขอต่อสู้อย่างสันติต่อไป

“สิ่งที่พวกเราอยากทำคือ ทวงคืนผืนป่า เราต้องการให้มีโฉนดชุมชนเป็นผืนดินส่วนกลาง ชาวบ้านมาร่วมกันทำประโยชน์ แต่รัฐไม่สนใจ เราให้รัฐสอบตก เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีที่ทำกิน ถูกขับไล่ออกจากผืนดินของตัวเอง เอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือพวกทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ หญิงชาวบ้านถูกกดทับ ถูกละเมิดสิทธิมาตลอด ตอนนี้ผู้หญิงในหมู่บ้านเริ่มเข้าใจกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของพวกเรามากขึ้น อยากเข้ามามีส่วนร่วม ตรงนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากสิบปีที่แล้ว สิ่งที่พวกเราอยากชวนให้ทำต่อไปนี้คือ ผู้หญิงควรเข้าไปมีส่วนร่วมเลือกตั้งท้องถิ่น เชื่อว่าถ้าเริ่มจากเข้าไปทำงานใน อบต. อบจ. จะได้ผลมากขึ้น ต้องเริ่มจากออกกฎระเบียบต่าง ๆ ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ที่ดินทำกินในท้องถิ่น จากนั้นก็ขับเคลื่อนไปแก้ไขกฎหมายสำคัญหรือรัฐธรรมนูญ ทวงคืนสิทธิและความยุติธรรมให้ชาวบ้าน” ชูศรี กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

สำหรับการให้คะแนนทั้ง 8 ประเด็นนั้น เรื่องที่รัฐบาลควรอายมากสุด คือ การให้คะแนนเอฟ สอบตกกับ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”  (กสม.) เพราะยังทำงานไม่ชัดเจน ขาดความโปร่งใส กระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง “กสม.”ไม่ได้คำนึงถึงการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม” ให้มาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนไทยอย่างแท้จริง

เป็นเรื่องน่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง เมื่อรับรู้ว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”  ซึ่งเคยเป็นองค์กรช่วยเหลือชาวบ้านจนมีชื่อเสียงโด่งดังได้รับการยอมรับจากนานาชาติเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว กลายเป็น “องค์กรปัญหาหรือตัวถ่วง” โดนโจมตีว่า “ใช้อำนาจปกป้องรัฐบาล มากกว่า ปกป้องสิทธิมนุษยชน”

หากรัฐบาลไทยยุค 4.0 อยากส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่าง “จริงจัง” คงต้องเริ่มจากแสดงความ “จริงใจ” ในการปฎิรูป “กรรมการสิทธิฯ”  !

สู้แบบไหน ‘ทอน’ สอนน้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420706?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้แบบไหน ‘ทอน’ สอนน้อง

5 มีนาคม 2563 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,ม็อบนักศึกษา,ชุมนุม,ไล่ประยุทธ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ยีน ชาร์ป
เปิดอ่าน 1,521 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 5 มี.ค.63

***************************

ช่วงนี้นักศึกษากำลังสอบกลางภาค สถานการณ์แฟลชม็อบ จึงดูเบาบางลงไปนิด แต่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำพรรคโดมปฏิวัติ ยังมุ่งมั่นในการชุมนุมใหญ่

“หากเราต้องการยกระดับการชุมนุมไปสู่การชุมนุมใหญ่ขับไล่ประยุทธ์ เราจำเป็นต้องมีข้อเรียกร้องที่เป็นเอกภาพ สำหรับเป็นธงร่วมกันระหว่างกลุ่มต่างๆ” เพนกวินพยายามสื่อสารถึงเพื่อนต่างสถาบัน

ปัญหาใหญ่ของขบวนนักศึกษายุคดิจิทัลคือความเป็นเอกภาพ หากแต่ละสถาบันยังเคลื่อนไหวโดยเสรี โอกาสถูก “คลื่นแทรก” มีสูง

ให้จบในยุคเรา

จากการเฝ้าสังเกตการณ์ “แฟลชม็อบ” ยังมีแค่ติดแฮชแท็กในโซเชียล และมีเว็บไซต์กลางประสานงานเผยแพร่ปฏิทินการชุมนุมของแต่ละวัน แต่ละแห่ง จึงมีเสียงเรียกร้องหาผู้นำการชุมนุมแบบมืออาชีพที่เข้ามาช่วยจัดตั้งการชุมนุมอย่างเป็นระบบ และทุนสนับสนุนการชุมนุม หากต้องยืดเยื้อ

การชุมนุมใหญ่ 14 ตุลาคม 2516 มี “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (ศนท.) เป็นแกนกลาง มีการบริหารจัดการม็อบรายวันอย่างเป็นระบบ แต่เมื่อ 47 ปีที่แล้ว ต่างจากปี 2563

ภาพการซ้อมชุมนุมใหญ่ที่ ม.เกษตร

ฟางเส้นสุดท้ายที่กระตุกให้นักศึกษาทั่วประเทศออกมาทำกิจกรรมแฟลชม็อบคือ การยุบพรรคอนาคตใหม่ คล้ายกรณีของคนรากหญ้า(เสื้อแดง)กับการยุบพรรคไทยรักไทย

อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชน กลับมีข้อสังเกตว่า “ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางคน นี่ยังไม่เข้าใจคำว่าเสรีภาพในการชุมนุมแม้แต่น้อย มีทัศนคติไม่ดีกับการชุมนุม ลดเพดานนิสิตนักศึกษาลง พยายามบอกว่าต้องชุมนุมเฉพาะในมหาวิทยาลัย น่าเสียดายจริงๆ”

อาการเลยธง ล้ำเส้น เคยเกิดขึ้นกับขบวนการนักศึกษาไทยในอดีต และนำพาขบวนการเสียหายมาแล้ว

มีกลุ่มนักศึกษาที่คิดแบบอานนท์อยู่ไม่น้อย..พวกเขาเชื่อว่าศึกนี้ไม่จบแค่ประยุทธ์

ชุมนุมใหญ่?

แฟลชม็อบจุดติดแล้ว การที่มีผู้นำที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดทิศทางของผู้ชุมนุมได้ และทำให้การชุมนุมมีประสิทธิภาพสูงสุด กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (Democracy Restoration Group – DRG) จะแบกรับภารกิจนี้ได้ไหม?

พ.ศ.นี้ ผู้นำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยคือ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตแกนนำ “กลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย“ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และหนึ่งในผู้นำนักศึกษาในนาม ”ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย” (ศนปท.)

ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว

“ลูกเกด” เปิดเผยว่า ช่วงนักศึกษาสอบกลางภาคจะเร่งสร้างเครือข่ายเพื่อกำหนดศูนย์การนำในแต่ละภาค หลังสอบเสร็จอาจจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยเพิ่มเวลาการชุมนุมจาก 3-4 ชั่วโมง เป็น 1 วันเต็ม เพื่อทดสอบการชุมนุมยืดเยื้อ

เพนกวิน ดาวไฮด์ปาร์ค

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนชุมนุมใหญ่ก็ต้องฟังท่าที “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) จะปรับตัวอย่างไร? เมื่อมีเสียงวิจารณ์จากเพื่อนฝูงมากขึ้น

ใจเพนกวินเอง คงอยากลุยราชดำเนินเสียแต่วันนี้-พรุ่งนี้ เพราะต่อสู้กับ คสช.มาหลายปีแล้ว

เรียนกับ‘พี่เอก’

วันที่ 3 มีนาคม 2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำ “คณะอนาคตใหม่” ได้ใช้แฟนเพจสื่อสารถึงน้องๆ นักศึกษาทั่วประเทศ บอกว่า การโค่นล้มเผด็จการ​ที่ฝังรากในสังคมไทยมายาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย​

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเปิดหลักสูตร ต่อสู้เผด็จการ 101” เพื่อร่วมกันศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เครื่องมือ เทคนิควิธีการ ในการต่อกรกับเผด็จการ และเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ธนาธรเปิดหลักสูตรสู้เผด็จการ

เบื้องต้นธนาธรได้แนะนำหนังสือเล่มแรกชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

หนังสือที่ธนาธรแนะนำให้กลุ่มแฟลชม็อบอ่าน

ยีน ชาร์ป รวบรวมวิธีการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง​เอาไว้ถึง​ 198​ วิธี​ “ธนาธร” เหมือนจะส่งสัญญาณถึงคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มแฟลชม็อบ ต้องไม่ใจร้อน สุ่มเสี่ยง

ยีน ชาร์ป บิดาแห่งการต่อสู้เผด็จการ

ธนาธรเคยเป็นผู้นำนักศึกษายุคประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่ก็มาเจอ “อำนาจนิยม” หวนกลับสมัยทำธุรกิจ และได้เข้าร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดง จึงมีบทเรียนอยู่บ้าง

สรุปจาก “ทอน” หากประเมินสถานการณ์พลาด โอกาสพ่ายแพ้ก็มีสูง