รวมพลคนสละเรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รวมพลคนสละเรือ

9 มีนาคม 2563 – 17:30 น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,รตอเฉลิม อยู่บำรุง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย,สละเรือ
เปิดอ่าน 2,345 ครั้ง

รวมพลคนสละเรือ  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย….  สถิตย์ ธรรม

ฝ่ากระแสเชื้อโรคร้ายโควิด-19 มาดูความเป็นไปของเหล่าคณะนักการเมืองไทยกันสักหน่อยครับ เพราะภายหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในรัฐบาล “ลุงตู่” ที่ผ่านมา ทำให้เห็นร่องรอยความอลหม่านของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

อย่างที่ สถิตย์ ธรรม เคยเล่าถึงความไม่พร้อมของการเตรียมข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังมีกรณี ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตีโพยตีพายด้วยความไม่พอใจพรรคเพื่อไทยเล่นไม่ซื่อ ดูดเวลาการอภิปรายของ ส.ส.อนาคตใหม่ จนต้องออกมาอภิปรายนอกสภา

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ต้องยอมรับล่ะครับ ความเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย มีความไม่พร้อมจริงๆ เป็นความไม่พร้อมนับตั้งแต่เสร็จศึกเลือกตั้งหรือเมื่อปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ จะเห็นถึงบรรดาคนเก่าคนแก่ คนที่มีความภักดีต่อพรรคนายใหญ่เริ่มถอนสมอไปทีละคนสองคน

รอยแยกในพรรคเพื่อไทยที่มีหลังพ่ายเก้าอี้ สร.1 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปนั้น แม้จะมีการยกเครื่องการทำงานในพรรคเพื่อแบ่งใหม่หลายคณะก็ตาม แต่ความจริงแล้ว รอยปริมันร้าวลึก ไม่เช่นนั้นจะมีคนทยอยไขก๊อกทำไม ?

เอาล่ะ…จะยกบางตัวอย่างที่พอเห็นรอยปริลึกของพรรคนี้ให้ยลเป็นกระสาย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทย คนนี้เคยเป็นรมช.และรมว.คมนาคม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแล้ว จึงไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอเลยว่าสังกัดขั้วใด แต่ชัชชาติก็เผยตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แบบอิสระ จนภาคกทม.ของพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพรรคก็จะส่งผู้สมัครพ่อเมืองหลวงเช่นกันและไม่มีการฮั้วทางการเมืองกับชัชชาติจนเป็นข่าวใหญ่ในตอนนั้น แต่เอาจริงๆ แล้วชัชชาติไปเพราะบทข่มของสตรีนางหนึ่งใน OAI Tower มากกว่า

สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงรายหลายสมัย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไขก๊อกรองหัวหน้าพรรคเพราะขัดกับมติพรรคในการเลือกผู้สมัครนายกอบจ.เชียงราย เพราะหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันส่งลูกสะใภ้ลงประชัน แต่สามารถหนุนตระกูลวันไชยธนวงศ์ ที่เป็นเครือข่ายพท.เช่นกัน งานนี้จึงแยกทางเดินกันชัด

  ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคที่ขอไปตั้งพรรคใหม่ แต่จับยามสามตาแล้ว แทบไม่มีผลใดๆ “เจ๊ต้อย” แม้มีดีกรีอดีตรมช.แรงงานและสวัสดิการสังคม รวมทั้งเคยเป็นแกนนำนปช.พะเยา แต่ปัจจุบัน “เจ๊ต้อย” แทบไร้ประวัติงานในยุคเพื่อไทยยามนี้ ดังนั้นแม้จะลาออกก็ไม่มีอะไรกระทบ เว้นแต่ข่าวว่าพท.ร้าวอีกรอยเท่านั้น

วันนี้เพื่อไทย พรรคที่มี ส.ส.มากสุด แบ่งกลุ่มอำนาจเป็นสามแท่งคือก๊วนหัวหน้าพรรคคนใหม่, กลุ่มเด็กเจ๊หน่อย, ขั้วน้าเหลิม บางบอน สามแท่งอำนาจที่อ้างอิงคนไกลบ้านในการทำงานบริหารพรรคที่ไม่ลงให้กันและกัน แค่นี้ก็ยุ่งเหมือนลิงแก้แหแล้ว

เพราะแกนนำทั้งสามแท่งอำนาจไม่มีใครยอมใคร จังหวะจึงกระตุกแบบงงๆ และเพิ่มรอยร้าวในใจคน

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและเคยเป็นแคนดิเดตชิงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้สวมบทผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมพงษ์ แม้ได้ลูกเก๋าการเมืองแต่ภาพจำของสังคมในเวทีการเมืองนั้น อดีตแกนนำกลุ่ม 16 คนนี้เรตราคาไม่ดีนัก

 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ ก็เข้ามาในบทเฉพาะกิจเช่นศึกซักฟอกและเหมือนมาคานอำนาจในบางจุด

แต่สองแท่งอำนาจข้างต้นจับมือกันได้สะดวกใจกว่าอีกหนึ่งแท่งที่คล้ายมีปัญหากับหลายคน

ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคที่ชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นั้น หลายกรณีที่คนในพรรคเพื่อไทยมินิยมบทบาทของ “เจ๊หน่อย” เพราะอะไรนั้น? ลองค้นหาข่าวเก่าๆ อ่านดูแล้วจะกระจ่างใจกันทั่ว

และบทของ “เจ๊หน่อย” นี่เอง..ที่หลายคนมิพอใจจนส่งเสียงไปยังคนไกลบ้านให้รู้เป็นระยะ แต่แว่วว่าคนไกลบ้านยังเกรงใจ “เจ๊หน่อย” เพราะอยู่กันมาตั้งแต่พรรคพลังธรรม แม้บางบทจะทำให้คนไกลบ้านมิแฮปปี้แต่ก็ยังต้องมอบบทให้ เพราะเอาจริงๆ แล้วคนไกลบ้านไม่มีขุนพลระดับแถวหน้าไว้ขายกับสังคมเท่าใดนัก

ไม่แน่นักว่าพรรคเพื่อไทยจะไปไกลแค่ไหน จากรอยร้าวข้างต้น เพราะยามไร้นปช., บางขุนพลแตกตัวไปก่อนในยุคพรรคไทยรักษาชาติกลับรัง, ไร้บุคคลชื่อดังมาร่วมงานด้วยนั้น เพื่อไทยจะวางหมากเช่นใด

ส่องประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” รับเผือกร้อน..อมหน้ากากฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” รับเผือกร้อน..อมหน้ากากฯ

9 มีนาคม 2563 – 14:35 น.
COVID19,โควิด19,ไวรัสโคโรน่า,คมชัดลึกออนไลน์,คนสนิท,ธรรมนัส,พิตตินันท์ รักเอียด่,พลังประชารัฐ,่ สุราษฏร์ธานี
เปิดอ่าน 4,267 ครั้ง

ส่องประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ เขต 6 จากสุราษฎร์ธานี อ้าง “คนสนิท รัฐมนตรี” รับเผือกร้อนๆ ข้อหาอมหน้ากากอนามัย

จากหน้ากากอนามัยกองโตเป็นภูเขา โผล่ขายทางโลกออนไลน์ว่อนโลกโซเชียล แต่ประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงไม่สามารถหาซื้อได้ นั่นก็โหดร้ายในความรู้สึกของคนไทยค่อนประเทศมากพอแล้ว

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   

      : กองปราบบุกด่วน ลุยค้นบ้าน “ศรสุวีย์” ปมหน้ากากฉาวขาย ตปท.

  :บอย ศรสุวีย์ยืดอกคนในคลิปผมเองอยากโชว์ออฟ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

หน้ากากอนามัย

เพจดังยังปูดข่าวต่อเนื่องมีขบวนการ “กักตุนหน้ากากอนามัย” มูลค่าหลักร้อยล้าน อุต๊ะ!! ไทยแลนด์กลายเป็นดินแดนสนธยาแล้วหรืออย่างไร??  งานนี้เล่นเอาผู้นำประเทศ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีถึงกับหน้าถอดสีเมื่อถูกสื่อซักถาม จำต้องสวมบทเตมีย์ใบ้  แบะๆๆ “พูดไม่ออก บอกไม่ถูก” เอาเลยจริงๆ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

โลกยุคดิจิทัจ ไม่ต้องรอนานข้ามวันกันอีกแล้ว เมื่อเพจดังออกมาแฉ มีคนใกล้ชิดรัฐมนตรีคนดัง มีเอี่ยวพันการกักตุนหน้ากากอนามัยด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขา...พิตตินันท์ รักเอียด

เปิดประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ เขต 6 จากสุราษฎร์ธานี คนสนิท “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ล่าสุด “ธรรมนัส” แจง 4 ข้อ ปัดปมเพจดังแฉ “คนสนิท รมต.” กักตุนหน้ากากอนามัย ยัน “ศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี” ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตนเอง มอบคนในทีมงานแจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว

   “ธรรมนัส” แจง4ข้อดังนี้

(1) จากการตรวจสอบพบว่าผู้กักตุนและขายหน้าหากอนามัย คือ นายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับข้าพเจ้า

(2) ส่วน นายพิตตินันท์ รักเอียด ซึ่งเป็นคณะทำงานของข้าพเจ้านั้น ได้ยืนยันกับข้าพเจ้าว่าตนได้ไปพบกับนายศรสุวีร์ ตามคำแนะนำของเพื่อน เพื่อพูดคุยเรื่องหน้ากากอนามัยจริง โดยได้ไปพบกันที่โรงแรมแมริออท (ประตูน้ำ) กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้มีการซื้อขายหน้ากากอนามัยกัน และไม่เคยรู้จักกันกับนายศรสุวีร์มาก่อน โดยเป็นการพบกันครั้งแรก

(3) เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ขอให้นายพิตตินันท์ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์ ในความผิดฐานกักตุนหน้ากากอนามัยและขายสินค้าเกินราคา และในความผิดที่ถูกนายศรสุวีร์แอบอ้างนำข้อความไปโพสต์ดังกล่าว พร้อมกับให้นำหลักฐานการแจ้งความมาแถลงข่าว เพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบอีกทางแล้วโดยนายพิตตินันท์จะดำเนินการในวันนี้

(4) อนึ่ง นายพิตตินันท์ รักเอียด เคยเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 6 จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคพลังประชารัฐ ได้ขอมาเป็นคณะทำงานของข้าพเจ้าจริง แต่หากพบว่านายพิตตินันท์ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายศรสุวีร์ดังกล่าว ข้าพเจ้าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือดำเนินคดีกับนายพิตตินันท์ทันที

ร.อ.ธรรมนัส

ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 09.50 น. ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีคนใกล้ชิดกักตุนหน้ากากอนามัย อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าจะดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี อย่างเด็ดขาด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากติดตามเฟซบุ๊กของคนๆ นี้ จะเห็นว่า ด่ารัฐบาลมาตลอด จึงไม่ทราบสาเหตุเบื้องลึกว่าคืออะไร

สำหรับประวัติของ  “นายพิตตินันท์ รักเอียด” หรือ เทพ อายุ 49 ปี บ้านเดิมอยู่ที่ ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา นายพิตตินันท์ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ได้ผลการลงคะแนนไปทั้งสิ้น 8,770 เสียง

โดยอันดับที่ 1 คือ นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 40,672 เสียง และอันดับที่ 2 คือ นายภูมิ เทือกสุบรรณ รวมพลังประชาชาติไทย ได้คะแนน 17,261 เสียง

ดูเหมือนว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์สื่อของ “พิตตินันท์ รักเอียด” ยังย้อนแย้งกันในหลายประเด็น จับตาเผือกร้อนๆ กับข้อกล่าวหาอมหน้ากากอนามัย  ใครพูดจริง ใครโกหก  บนความเดือดร้อนของประชาชน ในยามโควิด-19 ระบาดหนัก

น้ำใจคนไทย ไม่ทอดทิ้งกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำใจคนไทย ไม่ทอดทิ้งกัน

9 มีนาคม 2563 – 10:20 น.
น้ำใจคนไทย,โควิด-19,เลื่อนกิจกรรม
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

น้ำใจคนไทย ไม่ทอดทิ้งกัน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีความเชื่ออยู่เสมอว่าคนไทยมีน้ำใจและไม่ทอดทิ้งกัน ซึ่งแม้จะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้างแต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้

โอกาสนี้ขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบข่าวจาก ‘รศ.นพ.นริส กิจณรงค์’ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ รพ.ศิริราช เรื่องขอบริจาคเลือด

ประกอบกับได้รับจดหมายจากคุณ ‘สุรเดช’ ท่าพระจันทร์ มาในข่าวเดียวกัน จึงขอประชาสัมพันธ์มาให้ทราบ

เวลานี้ทุกอย่างที่เป็นกิจกรรมต่างๆ ได้เลื่อนหรือยกเลิกไป อย่างงาน ‘วันไหล’ ซึ่งมีมานานที่บางแสนก็ยกเลิกไป

โปรดคอยติดตามข่าวสารว่างานมหกรรมสงกรานต์วันปีใหม่ไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ กำลังขอปรึกษากับนายกรัฐมนตรี / กระทรวงสาธารณสุขอยู่

ขอให้ยึดหลัก ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ อย่างอื่นมาทีหลัง !
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง ศิริราชรับบริจาคเลือดด่วน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักในประเทศจีน และอีกหลายระเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ล่าสุดโรงพยาบาลศิริราช ออกจดหมายวอนขอประชาชนร่วมกันบริจาคเลือด หลังพบปริมาณเลือดสำรองของธนาคารเลือดไม่เพียงพอ จากสถานการณ์ “โควิด-19”

โดยเฉพาะเอ บี และ โอ ขณะที่กรุ๊ป AB มีเลือดสำรองเพียงพอ ดิฉันจึงอยากมากระจายข่าวให้ประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงร่วมบริจาคเลือด เพื่อให้มีเลือดเพียงพอที่จะรักษาผู้ป่วยค่ะ

ทั้งนี้ สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ตึก 72 ปี ชั้น 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2419-9808-1 ต่อ 123, 128

สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเลือดขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง น้ำหนัก 48 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อที่จะนำเลือดมาปั่นแยกเอาผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างอื่นร่วมด้วย และต้องไม่มีโรคประจำตัว

ทั้งนี้ สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งขอความร่วมมือหากท่านที่มีไข้ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หรือมีประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โปรดงดบริจาคเลือดในช่วงนี้
สุรเดช (ท่าพระจันทร์)


 เรื่อง 5 สิทธิพิเศษ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนมีนาคม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ยังคงเป็นโครงการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ที่ทางรัฐบาลยังคงมอบเงินอุดหนุนในด้านต่างๆ ล่าสุดเดือนมีนาคม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิพิเศษหลายรายการ ผมจะแจ้งให้ทราบคราวๆ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์กัน

วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน จะได้รับเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา จากร้านธงฟ้าประชารัฐ 200-300 บาทต่อเดือน (ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้) ผู้มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี และค่าเดินทาง โดยรถโดยสารสาธารณะ แบ่งเป็น รถเมล์ รถไฟฟ้า (รฟม.และ BTS) 500 บาท, รถ บขส. 500 บาท และรถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าเกิน 500 บาท ต้องออกเงินเพิ่มเติมเอง

วันที่ 15 มีนาคม เริ่มแจก คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% ให้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน เช่น ใช้จ่ายผ่านบัตรคนจน 100 บาท ได้คืนแวต 5% เงินจะเข้าบัตรคนจนเดือนถัดไป 5 บาท ใช้จ่ายผ่านบัตรคนจน 1,000 บาท ได้คืนแวต 5% เข้าบัตรคนจนเดือนถัดไป 50 บาท โดยโอนเข้ากระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) โดยสามารถนำบัตรฯ ไปกดเป็นเงินสดออกมาได้ หรือใช้รูดซื้อสินค้า-บริการกับร้านค้าที่ร่วมโครงการ

วันที่ 18 มีนาคม เริ่มแจก เงินช่วยเหลือ ค่าน้ำประปา ไม่เกินคนละ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และเงินช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าได้ ไม่เกินคนละ 230 บาทต่อครัวเรือน ผู้รับสิทธิ์นี้ได้ คือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เรียบร้อย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 รวมระยะเวลา 11 เดือน และครัวเรือนใช้ น้ำประปา –ไฟฟ้า ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกำหนดวันที่เงินเข้าบัญชีแน่นอน แต่เนื่องจากผู้มีสิทธิ์มีจำนวนมาก บางท่านอาจได้รับเงินหลังจากวันที่ระบุไว้ และหากใครอยากรู้สิทธิสวัสดิการปัจจุบันตนเองยังมีอะไรอยู่บ้าง

สามารถตรวจสอบสิทธิสวัสดิการสังคมได้ที่เว็บไซต์ govwelfare.cgd.go.th โดยกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน แล้วกดปุ่มตรวจสอบ
บุญมี (กทม.)

เรียนคุณ ‘บุญมี’ กทม.
ขอรีบนำเสนอจดหมายของคุณเป็นการด่วนเพราะมีรายละเอียดชัดเจน และเกรงว่าจะล่าช้าเกินไปเพราะบัตรคนจนมีประโยชน์มาก

บัตรคนจนนี้อย่าเห็นว่าเป็นการเมืองหรือหาเสียงเพราะที่ผ่านมาได้ประโยชน์มากๆ

เวลานี้การกินอยู่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองมีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าดังเป็นที่ทราบกันอยู่ – เราต้องช่วยกัน
อ๊อด เทอร์โบ


ก้าวไกล “นอมินี” ใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421294?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวไกล “นอมินี” ใคร

9 มีนาคม 2563 – 09:50 น.
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,พรคคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,นอมินี
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

เปิดตัวเข้าสังกัดพรรคใหม่ ชื่อก้าวไกล ทั้ง 55 คน

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะประธาน ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ ยืนยันว่า ส.ส. 65 คนของอดีตพรรคอนาคตใหม่ เข้าสังกัดพรรคก้าวไกล 55 คน

โดยทั้ง 55 คนจะสืบทอดอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมดคือ ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ

อ่านข่าว…  “พิธา”นำทัพ 55 ส.ส.สู่พรรคก้าวไกลเดินหน้าต้านสืบทอดอำนาจ

หากลองวิเคราะห์และถอดรหัสคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของพรรคอนาคตใหม่ ในสองช่วงเวลา จะเห็นนัยสำคัญแฝงเร้นอยู่

ช่วงแรก ธนาธร เขียนเฟซบุ๊กถึง ส.ส.ของอนาคตใหม่ ให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ด้วยประโยคดังต่อไปนี้

ผมขอฝากเพื่อน ส.ส. ที่เคยทำงานด้วยกันว่า คุณต้องทำมากกว่านั้น ต้องยืนยันหลักการ ต่อสู้ร่วมกับประชาชน สนับสนุนพวกเขา

อย่าให้ตำแหน่งที่คุณมีกลายเป็นโซ่ตรวน เป็นพันธนาการของตัวเอง จงใช้มันเพื่อรับใช้มวลชน

ส่วนตัวผมเอง ขอทำหน้าที่การรณรงค์ทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางสังคมนอกสภา ต่อสู้และต่อต้านระบอบรัฐประหารร่วมกับประชาชนให้ถึงที่สุด รณรงค์สนับสนุนพวกคุณ และเมื่อวันหนึ่งหากคุณได้เป็นรัฐบาล ผมหวังว่าคุณจะใช้อำนาจที่พี่น้องประชาชนให้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ผลักดันวาระก้าวหน้า และสร้างฝันของเราให้เป็นจริง

ธนาธร ยังบอกด้วยว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาของนิสิต นักศึกษาและประชาชน ดังนั้น ส.ส.ต้องไม่ทรยศต่อประชาชน

การที่ ธนาธร ประกาศไม่สามารถตามไปบ้านใหม่ คือพรรคก้าวไกลได้ แต่จะทำงานการเมืองระดับท้องถิ่น และเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

ย่อมแสดงให้เห็นว่า ธนาธร ไม่ทิ้งการเมือง ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ร่วมกับกรรมการบริหารคนอื่นๆ รวม 15 คน เช่นนี้แล้วจะให้ตีความการกระทำของ ธนาธร ว่าอย่างไร

ยังไม่พอ เพราะธนาธรยังโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมกับแนะนำหนังสือที่เขาเขียนคำนิยมให้ในหนังสือแปลเล่มนี้

วันนี้ผมจึงขอแนะนำหนังสือชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ “จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาและเขียนงานจำนวนมากเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง โดยผมถือว่าหากเราอยากอ่านหนังสือสักเล่ม หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นหนังสือเล่มแรกในรายการหนังสือบังคับอ่านของวิชา “ต่อสู้เผด็จการ101” สำหรับผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกที่ยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการและอยากเปลี่ยนแปลงสังคมตนเอง

ธนาธร ยังยึดมั่นในการที่จะต่อสู้โค่นล้มรัฐบาล ที่เขาเรียกว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ สืบทอดอำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย

ไล่เลี่ยกัน พิธา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัวเอาไว้ว่า

สานต่อภารกิจ “อนาคตใหม่”

ก้าวต่อไปยัง “สู้เหมือนเดิม”

อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพวกเรา ส.ส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการทำงานของ “พรรคใหม่” ที่เราจะก้าวไปด้วยกัน ซึ่งจะมีการแถลงข่าวให้ทราบอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคมนี้

ผมในฐานะตัวแทนของ ส.ส. ที่กำลังจะไป “พรรคใหม่” ด้วยกัน ขอยืนยันอีกครั้งตรงนี้ว่า ภารกิจของพวกเรา คือ “สานต่อภารกิจอนาคตใหม่”

“ด้านนโยบาย” ทั้ง 12 นโยบายนั้น ยังเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างให้สำเร็จ

ไม่ว่าจะยุติระบบราชการรวมศูนย์, สร้างสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร, ปฏิรูปกองทัพ, ปฏิวัติการศึกษา, ทลายเศรษฐกิจผูกขาด, ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน, เกษตรก้าวหน้า, เศรษฐกิจดิจิทัล, เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต, โอบรับความหลากหลาย, สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

และ “ปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน”

การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อทำให้คนไทยเท่าเทียมกันและประเทศไทยเท่าทันโลก ยังเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของพวกเรา ซึ่งจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อพวกเรา “อ่อนน้อม” ต่อประชาชน และ “ยืนตัวตรง” ต่ออำนาจอยุติธรรมที่กดทับสังคมไทยเอาไว้

ก้าวต่อไป “พรรคใหม่” ยัง “สู้เหมือนเดิม”

ความสอดคล้องต้องกันของ ธนาธร และพิธา ทั้งในแง่คิด อุดมการณ์ และการสานงานต่อของพรรคก้าวไกล ก็คือเนื้อเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ แตกต่างแค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น

และล่าสุดทั้ง พิธา และธนาธร ไปปรากฏตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่อาคารมณียา จุดที่ ธนาธร เคยประกาศเอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเขาให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง ที่ต่อมากลายเป็นจุดตายนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ได้นำคำพูดของธนาธร และพิธา มาลงเฟซบุ๊กของพรรค และลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของธนาธร โดยระบุหัวข้อว่า

“อุดมการณ์เดียวกัน แค่เดินคนละเส้นทาง”

ชัดเจนว่า วันนี้ การยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ธนาธรพูดตลอดว่า อนาคตใหม่มี ส.ส. 81 คน มีผู้สนับสนุน 6.3 ล้านเสียง แต่ถูกยุบเพราะคน 7 คน เป็นการพูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นองค์กรอิสระด้วยการเปรียบเทียบตัวเลขจำนวนคน แต่ไม่ได้อธิบายถึงอำนาจหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ธนาธร ได้ย้ำที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า “ในตอนนี้ผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใดๆ แล้ว ทำให้ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายอีกต่อไป แต่ด้านดีคือ ในขณะเดียวกันผมก็ได้ถูกปลดปล่อยจากกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดต่างๆ ของการเป็นพรรคการเมือง ตอนนี้ผมเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น”

ธนาธร ประกาศทำการเมืองนอกสภาด้วย 3 ภารกิจ ดังนี้ 1.การเลือกตั้งท้องถิ่น 2.เคลื่อนไหวนอกสภา 3.สร้างเครือข่าย 77 จังหวัด

โดยภารกิจแรกคือ สร้างการเมืองใหม่ให้กับการเมืองท้องถิ่น ภารกิจที่สองคือทำในสิ่งที่ธนาธร และอนาคตใหม่ถนัดคือ เปิดปฏิบัติการไอโอ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ ออนแอร์ และออนกราวน์ และภารกิจสุดท้ายคือ ปลุกประชาชนลุกขึ้นมาสู้กับพลังของทหาร

จะเห็นได้ว่าความเคลื่อนไหวผ่านแนวคิดของ ธนาธร และพิธา ในสองสามวันก่อนจะเปิดตัวพรรคก้าวไกล นั้นเป็นแนวคิดที่ยึดติดชนิดแยกไม่ออกระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกล ทั้งตัวตนคนนำและแนวทาง

และในวันที่ พิธา ประกาศเป็นผู้นำก้าวไกล สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เดินตามทางของอนาคตใหม่ที่ได้ทำเอาไว้แล้วด้วยการสานต่อภารกิจให้จบสิ้น

เมื่อก้าวไกล ประกาศสานต่อภารกิจของอนาคตใหม่ จึงไม่ต้องมีคำถามว่า ทั้งสองพรรคคือพรรคเดียวกันหรือไม่ แต่ที่คนถามมากที่สุดคือ พิธา และก้าวไกล จะเอาเงินมาจากไหนในการลงทุนทางการเมืองให้แก่พรรคตั้งใหม่

พิธา คือตัวตนของพิธา หรือแค่ตัวแสดงแทนธนาธร เท่านั้น ในวันที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศจัดขึ้น ก็เป็นเพียงการ “จัดฉาก” สร้างภาพให้ พิธา และธนาธร ของกลุ่มคนข่าวต่างประเทศที่นิยมในแนวคิดเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับอนาคตใหม่

เพราะเชื่อได้เลยว่า พรรคก้าวไกล จะไม่มีทางประสบความสำเร็จทั้งในทางการทำงานในสภา และจำนวนตัวเลข ส.ส. เนื่องจาก ส.ส. 55 คน ที่ย้ายมาสังกัด ทุกคนล้วนแต่ได้รับเลือกตั้งเพราะปัจจัยแค่ 2 อย่างคือ

ตัวธนาธร และพรรคอนาคตใหม่

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนเขาเลือกธนาธร คนเขาเลือกอนาคตใหม่ เพราะทั้งตัวธนาธรและอนาคตใหม่นี้แยกกันไม่ออก

ต่อมาเมื่อไม่มีธนาธร และไม่มีอนาคตใหม่แล้ว มีเพียง พิธากับก้าวไกล น่าจะยังไม่ถึงขั้นที่คนจะเชื่อคนจะศรัทธาในตัวพิธาและพรรคก้าวไกล เหมือนธนาธรกับอนาคตใหม่

มีอยู่หนทางเดียวที่จะให้คน 6.3 ล้านคนยังไปลงคะแนนให้แก่พิธา และพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คือให้คนเข้าใจว่า พิธา คือ ธนาธร และก้าวไกล ก็คือ อนาคตใหม่

เพียงแต่ทำการเมืองแบบ “อุดมการณ์เดียวกัน แค่เดินคนละเส้นทาง” เหมือนที่ประกาศเอาไว้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ เท่านั้น

การตั้ง “นอมินี” ในทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตเราได้เห็น ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคไทยรักไทย พลังประชารัฐ (สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์) และเพื่อไทย (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มาแล้ว

จึงไม่แปลกเลยหาก ก้าวไกล จะเป็น “นอมินี” ของ อนาคตใหม่ และพิธา จะเป็นร่างทรงของ ธนาธร

ไม่เปลี่ยนสี ‘แดงอีสาน’ กองหนุนนักศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่เปลี่ยนสี ‘แดงอีสาน’ กองหนุนนักศึกษา

9 มีนาคม 2563 – 09:45 น.
แดงอีสาน,คนเสื้อแดง,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,อาภรณ์ สาราคำ,ขวัญขัย ไพรพนา,สำนักยูดีดีนิวส์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 9 มี.ค.63

*****************************

หลัง “แรมโบอีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ จัดกิจกรรมคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดง โดยมีคนเสื้อแดง อีสาน 20 จังหวัด มารับป้าย “เรารักประเทศไทย” ตามนโยบายสลายสีเสื้อ ที่ชัยภูมิ

ถัดมาไม่นาน กลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน ได้นัดรวมพลที่ร้านอาหารแถวเมืองน้ำดำ ประกาศอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนสีแปรธาตุ ยังแดงทั้งตัวและหัวใจ พร้อมจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้านหนึ่งก็คงตอบโต้กิจกรรมเรารักประเทศไทย ของแรมโบ้อีสาน

ช่วงปี 2552-2557 เสื้อแดงทั่วไทย มีมากกว่า 200 กลุ่ม และทุกกลุ่มก็ไม่ได้ขึ้นต่อ นปช.ทั้งหมด อย่างกรณีของ “อพปช.” ของแรมโบ้อีสาน ก็มีแดงกลุ่มย่อยเป็นสมาชิก อพปช.ทั่วอีสาน

แดงไม่ตาย

วันที่ 7 มีนาคม 2563 สำนักยูดีดีนิวส์ รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสานมาจากหลายจังหวัด ประมาณ 250 คน ได้รวมตัวกันที่ร้านอาหารบ้านไม้ชายทุ่ง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เพื่ออ่านแถลงการณ์ คนเสื้อแดงภาคอีสาน อุดมการณ์ดังขุนเขา ไม่เอาเผด็จการ”

คนเสื้อแดงภาคอีสาน รวมตัวที่กาฬสินธุ์

ในข่าวชิ้นนั้น ไม่ระบุว่า ใครเป็นแกนนำบ้าง เพียงแต่มีการถ่ายภาพรวมหมู่ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และดูเหมือนว่า จะมีสำนักข่าวยูดีดีนิวส์เท่านั้น ที่ได้นำเสนอข่าวชิ้นนี้

“โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “เมื่อเสื้อแดงไม่มีแกนนำ (หลัก) และก่อรูป ก่อร่างขึ้นเองโดยประชาชนเหมือนกัน อันนี้น่าสนใจ”

อดีตแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ที่ลาออกจากพนักงานการไฟฟ้านครหลวงมาสมัคร ส.ส. ยังมองว่า การรวมตัวของเสื้อแดงอีสาน “..เป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลเผด็จการว่า กองหนุน ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน”

โตโต้เพื่อนรักของรังสิมันต์ โรม คงฝันเห็นการผนึกกำลังนักศึกษาและชาวนา โค่นเผด็จการ

สื่อสาย“ธิดา”

สำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์” กระบอกเสียงของ นปช. คำว่า “ยูดีดี” เป็นชื่อย่อภาษาอังกฤษของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. (United Front of Democracy Against Dictatorship – UDD)

ปลายปี 2561 แกนนำ นปช. กลุ่มที่แยกวงออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว  อย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง ได้เปิดสำนักข่าว ยูดีดีนิวส์” (UDD News) ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์ ถ.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี

สำนักข่าวเสื้อแดง

ธิดา ในฐานะที่ปรึกษา นปช. เป็นแกนหลักของปีกนี้ และมีหมอเหวง โตจิราการ เป็นคู่คิด ได้อาศัยสื่อออนไลน์ยูดีดีนิวส์ เป็นเครื่องมือเชื่อมร้อยกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

ป้าธิดา ขวัญใจเสื้อแดง

มาถึงวันนี้ องค์กร นปช. ก็แบ่งออกเป็น 2 สายคือ สายจตุพร กับสายธิดา ขณะที่มวลชนคนเสื้อแดงกระจัดกระจายไปตามสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมเหมือนในอดีต

พลันที่เห็นแฟลชม็อบผุดขึ้นทั่วไทย แดงรากหญ้าก็อดไม่ได้ที่จะแสดงพลัง โดยเฉพาะแดงสายป้า

ขวัญชัย”สบายดี

พูดถึงภาคอีสาน ก็ต้องถามหา ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร ซึ่งไม่ได้หายหน้าไปไหน ยังปักหลักอยู่ที่คลื่นมวลชนสัมพันธ์ FM 97.50 MHz. ชมรมคนรักอุดร หมู่ 11 บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี

ขวัญชัย ออกงานแทน ส.ส. อาภรณ์

หลายคนอาจไม่ทราบว่า ชมรมคนรักอุดร ก่อเกิดมาครั้งแรกจากการเป็น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร” ก่อนจะขยับเป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชน

เมื่อขวัญชัยวางมือ ถอดเสื้อแดงทิ้ง ก็มานั่งบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร พร้อมดูแลลูกน้องให้จัดรายการวิทยุออนไลน์ บอกข่าวเล่าความ เปิดเพลง และโฆษณาขายสมุนไพร

อาภรณ์ สาราคำ

สำหรับภรรยา อาภรณ์ สาราคำ” เป็น ส.ส.อุดรธานี เขต 4 (อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี) ดังนั้น ขวัญชัย และดีเจคลื่นมวลชนสัมพันธ์บางคน จึงทำหน้าที่ “ผู้ช่วย ส.ส.” ไปงานบุญ งานบวช งานศพ แทน ส.ส.อาภรณ์ ในช่วงมีสมัยประชุมสภา

ขวัญชัยหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน หลังรัฐประหาร 2557 แต่สุดท้ายเขาก็ข้ามพรมแดน กลับมามอบตัว และรับโทษทัณฑ์อยู่ปีเศษ

แดงมีหลายเฉดสี ขวัญชัยไม่ใช่แดงประเภทมีอุดมการณ์เปลี่ยนระบอบ จึงกลับมาสู้ในกติกา

ทำไงดี?? เมื่อ “ผีน้อย” อยากกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไงดี?? เมื่อ “ผีน้อย” อยากกลับบ้าน

8 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
กลุ่มผีน้อย,โควิด19,อยากกลับบ้านนา,พลเอกประยุทธ์,อนุทิน,่ เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 326 ครั้ง

ทำไงดี?? เมื่อ “ผีน้อย” อยากกลับบ้าน หลัง”โควิด-19″พ่นพิษ สถานการณ์ที่.. กลืนไม่เข้า!! คายไม่ออก !! โดย กมลทิพย์ ใบเงิน

คลิปที่ 1

กลายเป็นประเด็นร้อน ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ กรณีแรงงานไทยจากเกาหลีใต้ คาดมีประมาณ 5,000 คนจะเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ที่กำลังระบาดหนักมีผู้ติดเชื้อกว่า 4,000 คน และเสียชีวิต

 อ่านข่าว :  เคาะแล้ว..เยียวยาเศรษฐกิจแจกคนละ 2,000 บาท

ชาวทวิตเตอร์ติดแฮชแท็ก #ผีน้อย (ซึ่งเป็นคำที่กลุ่มแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในประเทศเกาหลีใต้ใช้เรียกตัวเอง) กรณีแรงงานไทยในประเทศเกาหลีใต้ ร้องขอเดินทางกลับไทยกว่า 5,000 คน หลังจากที่ โฆษกกระทรวงต่างประเทศบอกว่า #ผีน้อย จากเกาหลีที่จะลงชื่อกลับไทยไม่มีมาตรการกักตัว เนื่องจากเกาหลีใต้ไม่มีมาตรการปิดเมือง แต่ให้กักตัวเอง 14 วัน

กระแสทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ กังวลว่ากลุ่มแรงงานที่มาจากเกาหลีใต้ ไม่น่าจะกักตัวเองอยู่ที่บ้าน

โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะช่วยเหลือกรณีแรงงานไทยที่อยู่แบบผิดกฎหมายกลับมาไทย

 รู้จัก“ผีน้อย”

มีข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่มา ต่างก็นิยามคำว่า “ผีน้อย” ในความหมายที่ใกล้เคียงกัน เป็นต้นว่า..

“ผีน้อย”เป็นศัพท์เรียกแทนคนไทยที่โดดวีซ่าลักลอบเดินทางไปทำงานอย่างผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีใต้ มีข้อมูลจากกระทรวงแรงงานของไทย ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2562 มีคนไทยทำงานในเกาหลีใต้ประมาณ 160,000 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมี “ผีน้อย” มากถึง 140,000 คนเลยทีเดียว

กลุ่ม “ผีน้อย” ชาวไทยเริ่มลักลอบเข้าไปหางานทำในเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมายมาตั้งแต่ประมาณปี 2560 มีข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้พบว่า ในปี 2561 มีคนไทยในเกาหลีใต้จำนวน 168,711 คน ในจำนวนนี้รวมถึงนักท่องเที่ยวและคนที่อยู่เกินวีซ่า

พบเป็นแรงงานถูกกฎหมายเพียง 24,022 คนเท่านั้น หมายความว่า นอกจากนั้นอาจเป็นแรงงานผิดกฎหมายหรือที่เรียกว่า “ผีน้อย” ที่มีจำนวนมากถึง 140,000 คน ซึ่งแรงงาน “ผีน้อย” ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์จำนวนมาก รองมาคือแรงงานในภาคการเกษตร และถัดมาคือร้านนวด

ว่ากันว่า ผีน้อยเป็นคนไทยจากภาคอีสานมากที่สุด รองมาคือภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคกลาง ช่วงหนึ่งประมาณปี 2561-2562 ทางการเกาหลีใต้จับตานักท่องเที่ยวไทยอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่ม “ผีน้อย” ผ่าน ตม. เกาหลีใต้ไปได้ เพราะส่วนใหญ่มักจะแฝงตัวมาในฐานะนักท่องเที่ยว

ในครั้งนั้น ทางการเกาหลีตรวจจับ “ผีน้อย” ไทยได้หลายร้อยคนและดำเนินการส่งตัวกลับไทยทันที โดยส่วนใหญ่  “ผีน้อย” ชาวไทยมักจะปักหลักทำงานเก็บเงินอยู่นานถึง 5-6 ปี หากไม่ถูกจับ เมื่อเติมเต็มความต้องการได้แล้วก็จะกลับบ้านเกิด

อีกมุมหนึ่ง ในมิติทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเกาหลีใต้เอง ก็มีความต้องการแรงงานที่มีค่าจ้างราคาถูกอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีข้อมูลจาก “เพจลงทุนแมน” ระบุว่า ในปี 2019 GDP เกาหลีใต้ สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 51 ล้านล้านบาท หรือมี GDP ต่อหัวอยู่ที่ 986,000 บาทต่อปี

การมี GDP ต่อหัวที่สูง ทำให้แรงงานมีค่าแรงขั้นต่ำสูงตามไปด้วย ทำให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วประสบกันมาก ก็คือ แรงงานที่มีการศึกษาสูง ปฏิเสธที่จะทำงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น งานโรงงาน งานภาคเกษตรกรรม ฯลฯ ประกอบกับอัตราการเกิดของประชากรต่ำ จึงนำมาสู่การขาดแคลนแรงงานในด้านนี้ ก็ไม่แปลกที่ประเทศเกาหลีใต้จะต้องการแรงงานค่าแรงราคาถูกจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

“ผีน้อย”เดือด!!

               อยากกลับบ้าน

ปัจจุบัน เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ป่วยโควิด-19 มากที่สุด อยู่ที่กว่า 5,300 คน (นับถึงวันที่ 4 มี.ค.2563) เป็นรองเพียงจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีผู้ป่วยกว่า 80,000 คน ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า ผีน้อยจำนวนมากที่ทยอยเดินทางกลับไทย มีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อไวรัสมรณะกลับมาแพร่รระบาดในประเทศหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ (6มี.ค.2563) ไทยยืนยันจำนวนผู้ป่วยอยู่ที่ 48 คน

ล่าสุดมีคนไทยที่ลักลอบไปทำงานอย่างผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีใต้รายหนึ่ง ได้ออกมาอัดคลิปด่ากราดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีกระแสต่อต้านการนำผีน้อยเกาหลีใต้ กลับมายังประเทศไทย เนื่องจากเป็นกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19

ใจความตอนหนึ่งของคลิป คนไทยที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ กล่าวว่า เป็นอะไรนักหนา กับคนไทยที่ไม่รู้จักผีน้อยดี คนไปทำงานประเทศอะไรก็เป็นผีน้อย แต่เรามาทำงาน จะมาบอกว่า เราเห็นแก่ตัวทั้งไปหรือกลับ เรามาทำงานส่งเงินให้บ้าน ไม่ได้ส่งเงินให้คุณเหรอถึงมาวีน ซึ่งไม่ว่าเราจะเป็นโรคอะไรก็อยากกลับมาตายที่บ้าน ถ้าเป็นโคโรน่าจริงๆ ก็อยากกลับมาตายที่บ้าน

“คุณเป็นบ้าอะไร เราทำงานหนัก เหนื่อย เป็นอะไรมาแอนตี้ มายุ่งอะไร ประเทศฉันจะไปไหนก็ได้ โลกนี้เป็นของมนุษย์ทุกคนจะไปไหนก็ได้ เป็นคนเหมือนกัน จะไปไหนก็ได้บนโลกใบนี้ อิจฉาเหรอ เป็นผีน้อยแล้วหนักหัวใคร” คนไทยที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายในเกาหลีใต้รายหนึ่ง ระบุ

แตกตื่น“ผีน้อย”  

วันที่ 3-4 มี.ค.2563 ทางการไทยออกข่าว ถึงมาตรการคัดครองกลุ่มคนไทยลักลอบทำงานในประเทศเกลาหลี หรือ “ผีน้อย” เดินทางกลับไทย แต่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) “ไม่ตรงกัน” เมื่อสตม.ระบุพบเข้าข่ายต้องสงสัยและมีไข้ 17 ราย ขณะที่สธ.แถลงพบเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยและมีไข้ 19 ราย จากทั้งหมด 200 คน

ไม่เพียงเท่านัั้น บางกระแสรายงานว่า ผีน้อย จาก 5,000 คน ทยอยเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2563 จำนวน 4,700 คน แต่ทางรัฐบาลไทยยังไม่มีหน่วยงานไหนออมายืนยันในตัวเลขนี้

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา

กับมาตรการ“ล้อมคอก ”พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ระบุว่า กลุ่มคนไทยลักลอบทำงานในประเทศเกลาหลี ต้องถูกกักตัว กำลังพิจารณาว่าใช้พื้นที่ทหาร หรือโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา มีแพทย์เตรียมพร้อม ไม่ให้รักษาตัวที่บ้าน ยืนยันต้องรัดกุม ให้ประชาชนปลอดภัย สนามบิน ท่าเรือชายแดน ด่านตรวจต่างๆ ทั้งหมด มีการตรวจสอบไปแล้วจำนวนกว่า 3 ล้านคน ในช่วงที่มีการระบาด

“การเข้ามาคงจะไม่เข้ามาทีเดียว 4-5 พันคน เป็นการทยอยเข้ามา โดยผ่านมาตรการควบคุมของเกาหลีใต้ สายการบิน จนมาถึงการคัดกรองของไทย” นายกฯ ระบุ

สอดคล้องกับ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวถึงมาตรการรับมือแรงงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ที่จะเดินทางกลับไทยว่า แรงงานกลุ่มนี้ต้องขออนุญาตจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ก่อนจึงจะสามารถเดินทางออกมาได้ เนื่องจากมีการอาศัยอย่างผิดกฎหมาย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

กระบวนการพิจารณาของเกาหลีใต้จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ทาง สธ. จึงประสานกับกระทรวงการต่างประเทศให้เจรจากับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อขอให้ยืดเวลาของกระบวนการนี้ออกไปเป็น 14 วัน เพื่อให้แรงงานมีการกักตัวเองในที่พักเพื่อคัดกรองในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเครื่องบินจะมีการวัดไข้ หากพบว่ามีไข้จะไม่อนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินและต้องเข้ารับการรักษาจนหายเสียก่อน ขณะที่คนที่ไม่มีไข้ เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยจะถูกตรวจคัดกรองอีกรอบ หากมีไข้หรือต้องสงสัยก็จะส่งเข้าโรงพยาบาลตามระบบ แต่ไม่มีไข้จะต้องถูกกักกันเพื่อเฝ้าระวังโรค 14 วัน ในพื้นที่ที่รัฐจัดให้ รวมทั้งหมดแรงงานผิดกฎหมายที่จะเดินทางกลับมาจากเกาหลีใต้จะต้องถูกกักกันเป็นเวลา28 วัน

“การเดินทางกลับ จะเป็นลักษณะทยอยเดินทางกลับมา ไม่ได้กลับมาพร้อมกันจำนวนมาก ฉะนั้นเชื่อบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่จะสามารถรับมือได้”

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะมากมายถึงรัฐบาล ว่าไม่ควรนำกลับเข้ามาทีเดียวทั้งหมด เพราะเราไม่มีความสามารถในการรักษา/ควบคุมผู้ป่วยมากๆได้  รัฐบาลควรเอาเข้ามาเป็นชุดๆ เช่น ชุดละ 300 คน แล้วกักไว้ 14 วัน ณ.สถานที่รัฐบาลจัดเตรียม

อีกทั้ง ควรมีมาตรการลงโทษเช่นยึด passport ช่วงหนึ่ง เพื่อความมั่นใจว่าเค้าทำตามมาตรการที่ถูกต้อง  หรือ มีค่าใช้จ่ายบางส่วน ไม่ต้องเก็บเยอะแต่ควรเก็บ และควรให้โอกาสคนไทยที่เข้าเกาหลีโดยถูกกฎหมายก่อน

เราคนไทยควรช่วยกันคิดก่อนนะ..ค่อยตัดสินใจ ทำอย่างไรคนไทยจะปลอดภัยมากที่สุด และมีความเชื่อมั่น

    อย่างไรก็พี่น้องไทยด้วยกัน

ช็อตเด็ด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ‘งูเห่าหน้าใหม่-ส.ส.แจ้งเกิด’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช็อตเด็ด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ‘งูเห่าหน้าใหม่-ส.ส.แจ้งเกิด’

8 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ชวน หลีกภัย,สหายแสง,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,งูเห่า,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
เปิดอ่าน 2,273 ครั้ง

ช็อตเด็ด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ‘งูเห่าหน้าใหม่-ส.ส.แจ้งเกิด’ คอลัมน์…  Special Weekend

ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรียกได้ว่าตลอดเวลากว่า 4 วัน 4 คืน เกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ส.ส.หลายคนแจ้งเกิดในทางการเมืองผ่านเวที หรือแม้แต่ส.ส.บางคนที่เคยเป็นดาวสภา ก็ปรากฏว่ามีหลายคนดับสนิทเป็นที่เรียบร้อย เพราะนอกจากจะไม่มีข้อมูลอะไรแล้วยังเน้นแต่การขายฝีปากมากกว่าการขายฝีมือ

ดังนั้นในจังหวะนี้ขอรวบรวมและนำเสนอถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงที่ผ่านมาให้เห็นอีกครั้ง
 1. ‘ชวน หลีกภัย’ แมนออฟเดอะแมทช์
ตำแหน่งนี้คงต้องยกให้แก่ผู้อาวุโสทางการเมืองรายนี้ เพราะทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้แสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกมและบารมีให้เห็น จนสามารถเอาการประชุมได้อยู่มือหลายครั้ง

ช็อตเด็ดที่สุดเห็นจะเป็นจังหวะที่ส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.รัฐบาลกำลังตะลุมบอนกันในประเด็นที่ส.ส.ฝ่ายค้านผู้อภิปรายเอ่ยชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ เพียงแค่คำว่า “คุณประยุทธ์” ทำให้ส.ส.รัฐบาลไม่พอใจ เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติยศทางทหารของอดีต ผบ.ทบ. แต่ประธานสภาวินิจฉัยว่าสามารถกล่าวนามเช่นนั้นได้เพราะไม่ได้ใช้คำหยาบ

ต่อมา ‘ปารีณา ไกรคุปต์’ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เรียกประธานสภาว่า “คุณชวน หลีกภัย เรียกแบบนี้ได้ไหมคะ” ปรากฏว่าประธานตอบกลับแบบนิ่มว่า “ไม่เรียกว่าไอ้ ก็ใช้ได้ครับ” สะกดการประชุมสภาอยู่หมัด ไม่เพียงเท่านี้ในบางจังหวะที่ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนเอารูปภาพที่มีความล่อเแหลมขึ้นมาใช้ประกอบการอภิปราย ประธานสภาก็สั่งให้เอาลงทันที โดยไม่ปล่อยเป็นเรื่องใหญ่โตบานปลาย

จึงไม่แปลกที่หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสภาชุดนี้โชคดีที่มีประธานสภาชื่อ ชวน หลีกภัย

  2.‘สหายแสง’ แรงดีได้ใจแต่ตกม้าตาย
ครูแก้ว หรือ ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับเสียงชื่นชมจากสังคมภายนอก เพราะได้ให้เห็นถึงความเฉียบขาดในการทำหน้าที่จากการจัดการกับ ‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส’ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่กำลังพยายามอภิปรายในเรื่องการถวายสัตย์ ทั้งๆ ที่วิปฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีการอภิปรายในประเด็นนี้

รองประธานสภายืนยันที่จะไม่ให้มีการอภิปรายในประเด็นนี้ มิเช่นนั้นก็จะต้องออกจากห้องประชุม และยืนยันว่า “เอาจริงไม่ได้ขู่ ผมไม่กลัว หากมีคนบอกว่าท่านคือวีรบุรุษนาแก ผมก็เป็นสหายแสง” ที่สุดแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต้องยอมถอยให้กับสหายแสง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนที่ครูแก้วจะมาเป็นนักการเมืองชื่อดังเคยเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในนาม “สหายแสง” มาก่อน

แต่ปรากฏว่าสหายแสงผู้ดุดันดันมาตกม้าตายตรงที่ตัวเองไปลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทุกคน ซึ่งสวนทางกับแนวปฏิบัติของประธานและรองประธานสภาที่ผ่านมาที่จะต้องดำรงตนเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญด้วยใช้สิทธิ์งดออกเสียง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว

 3.‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ดาวสภาดวงใหม่
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาไม่มีใครโดดเด่นเท่ากับ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ภายหลังได้นำเสนอข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคง ถึงขนาดมีตัวเลขงบประมาณและแผนปฏิบัติที่ไม่ชอบมาพาพลมาแสดงให้เห็นกลางสภา จนกลายเป็นที่ฮือฮาของสื่อสังคมออนไลน์

จริงๆ แล้ว ส.ส.หนุ่มรายนี้ได้แสดงความสามารถให้เห็นมาแล้วจากการเป็น “ขาประจำ” ที่คอยตั้งกระทู้ถามและการอภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงกลาโหมและกองทัพจนทำให้ฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาตอบชี้แจงในสภาตอบตรงและไม่ตรงคำถามบ้างอยู่หลายครั้ง

ดังนั้นหากในระยะยาวยังยืนระยะได้เช่นนี้ตำแหน่งดาวเด่นสภาที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจะตัดสินในช่วงปลายปีนี้คงไม่ไปไหนอย่างแน่นอน

 4.งูเห่าหน้าใหม่จากอนาคตใหม่
เหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วกับการแจ้งเกิดของ ‘งูเห่า’ เพราะได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มาคราวนี้ถึงคิวของส.ส.ในกลุ่มอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่จะขอแจ้งเกิดบ้างภายหลังถูกยุบพรรค
โดยครั้งนี้มี ส.ส.ถึง 10 คนที่ตัดสินใจสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งหลายคนเป็นคนที่เดินเคียงข้างกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตหัวหน้าพรรค และ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ อดีตเลขาธิการพรรค ประกอบด้วย 1.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ 2.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา 3.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น 4.นายมณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. 5.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. 7.นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร 8.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 9.นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี และ 10.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่
ทั้ง 10 คนสร้างความเจ็บปวดใจให้แก่ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ เป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปพร้อมกับการสร้างวาทกรรมและนิยามพรรคอนาคตใหม่กลางสภาของส.ส.อนาคตใหม่ที่ยังยึดกับอุดมการณ์ของพรรคว่า “พรรคที่มีประชาชนเลือก 6 ล้านคนแต่ถูกยุบไป”
ทุกเหตุการณ์ผ่านไปแล้วตลอดหนึ่งปีของสภา อีกไม่นานสภาจะเริ่มต้นปีที่สองท่ามกลางความหวังว่าสภาจะยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชน

แผนหมื่นล้านใช้วัคซีน-ประมาณการรายได้ทางพลังงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนหมื่นล้านใช้วัคซีน-ประมาณการรายได้ทางพลังงาน

8 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงพลังงาน,วัคซีน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

แผนหมื่นล้านใช้วัคซีน-ประมาณการรายได้ทางพลังงาน คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

3 มีนาคม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม.เห็นชอบวาระสำคัญหลากหลาย อาทิ เห็นชอบร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2565 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ

มีสาระสำคัญ 1.เห็นชอบร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563-2565
2.รับทราบกรอบวงเงินงบประมาณที่ใช้ดำเนินการตามร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2563 รวมทั้งสิ้น 11,078,946,553 บาท

กระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่านโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2565 เป็นแผนที่นำไปสู่การพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างยั่งยืนโดยยึดหลักความสอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความสามารถในการแข่งขันในการจัดการวัคซีนให้มีความเพียงพอและต่อเนื่อง การวิจัยพัฒนาผลิตวัคซีนเพื่อต่อยอดสู่การผลิต การส่งออก และการบริหารจัดการทรัพยากรด้านวัคซีนของประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นที่ 4 อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต แผนย่อยอุตสาหกรรมและบริการการแพทย์ครบวงจร

อีกทั้งยังมีแนวคิดที่สอดรับกับนโยบายและแผนพัฒนาของชาติ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2560–2564 แผนยุทธศาสตร์ สธ. 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) (ร่าง) ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม 20 ปี (พ.ศ.2560–2579) และแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2565 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.พัฒนาระบบและบริหารจัดการงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้มีประสิทธิภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน 2.ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยพัฒนา และการผลิตวัคซีนรองรับความต้องการในการป้องกันโรคของประเทศ 3.ส่งเสริม สนับสนุนอุตสาหกรรมวัคซีนภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและส่งออกได้ 4.พัฒนาศักยภาพบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านวัคซีนของประเทศให้รองรับภารกิจความมั่นคงด้านวัคซีนได้อย่างเหมาะสม 5.เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรภาคีเครือข่ายด้านวัคซีนของประเทศ

ครม.ยังเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการกำกับกิจการพลังงาน ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2563-2565) และแผนการดำเนินงานงบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตามที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เสนอ

สาระสำคัญ 1.กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ (1) แผนปฏิบัติการด้านการกำกับกิจการพลังงาน ระยะที่ 4 (พ.ศ.2563–2565) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (2) ผลการดำเนินงานการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 และ (3) เห็นชอบแผนการดำเนินงาน งบประมาณรายจ่ายและประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงินงบประมาณรายจ่าย 948.42 ล้านบาท และประมาณการรายได้ 948.75 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามความนัยมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550

 กระทรวงพลังงานแจ้งว่าแผนปฏิบัติการด้านการกำกับกิจการพลังงาน ระยะที่ 4 (พ.ศ.2563–2565) มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันกับยุทธศาสตร์และแผนที่สำคัญต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลในการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการใช้พลังงานรูปแบบต่างๆ การส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้มีสัดส่วนมากขึ้นรวมทั้งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยสนับสนุนการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ทั้งนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว และกระทรวงพลังงานได้ปรับแก้ไขตามความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

ทำงานต่อเนื่องช่วงปิดสมัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421066?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำงานต่อเนื่องช่วงปิดสมัย

7 มีนาคม 2563 – 12:00 น.
พรเพชร วิชิตชลชัย,ประธานวุฒิสภา,ชวน หลีกภัย,ประธานสภา,รัฐสภา,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 341 ครั้ง

ทำงานต่อเนื่องช่วงปิดสมัย คอลัมน์.. เกาะขอบรั้วสภา

เวลาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านไปเร็วเหมือนติดจรวด เพราะเผลอแป๊บๆ ก็ครบหนึ่งปีของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถ้ารัฐบาลและสภายังสามารถประคองสถานการณ์ให้ผ่านความท้าทายและแรงเสียดทานนี้ไปตลอดอีก 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายชวน หลีกภัย จะเป็นรัฐบาลและสภาที่สองที่สามารถอยู่ครบ 4 ปี ต่อจากยุคของทักษิณ ชินวัตร

เดิมก่อนมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงเชื่อว่ารัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้น่าไปถึงจุดนั้นด้วยความลำบากเนื่องจากทราบดีว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำ อีกทั้งยังเคยโหวตแพ้ฝ่ายค้านกลางสภามาให้เห็นแล้ว ประกอบกับความง่อนแง่นภายในของรัฐบาลที่เกิดสถานการณ์เตะขัดขากันไปมาไม่เว้นแต่ละวัน

แต่เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจึงนำมาสู่สถานการณ์ผึ้งแตกรังต้องหาค่ายใหม่ จนในที่สุดก็มี ส.ส.ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึง 10 คนที่ได้ลงคะแนนเสียงโหวตไว้วางใจให้รัฐบาล โดย 10 คนนี้จะแบ่งกันไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคชาติพัฒนา แล้วแต่จิตศรัทธา ทำให้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนสูงถึง 277 เสียง ซึ่งเป็นคะแนนที่อ้างจากเสียงไว้วางใจที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้รับ ทั้งๆ ที่ถูกอภิปรายในสภาน้อยมาก

ดังนั้นที่เคยว่าไว้ว่ารัฐบาลจะไปไม่รอดนั้นอาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ สถานการณ์ภายในรัฐบาลเริ่มนิ่งแล้วก็เหลือแต่เพียงสถานการณ์นอกสภาที่รัฐบาลจะต้องหาทางผ่านไปให้ได้ ทางแก้อาจไม่ยากเพียงแค่ให้บรรดาลิ่วล้อและกองเชียร์รัฐบาลทั้งหลายหยุดการออกมาพูดแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องแฟลชม็อบเท่านั้นเอง เพราะในอดีตเคยมีให้เห็นมาแล้วว่าเจ้านายหลายคนต้องตกอับเพราะฝีปากของพวกขี้ข้า

เป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้รัฐสภาอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม แม้สภาจะปิดเทอมแต่การทำงานก็ไม่ได้ชะงักหยุดลงไปด้วย เพราะบรรดาคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญทั้งหลายก็ยังเดินหน้าประชุมกันตามปกติ ไฮไลท์สำคัญแน่นอนว่าต้องอยู่ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธาน

ทั้งนี้จากสถานการณ์นอกสภาที่เริ่มกดดันขึ้นเป็นระยะ มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่คณะกรรมาธิการจะเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา เช่น ระบบเลือกตั้ง เป็นต้น ไม่รู้เหมือนกันว่านายกฯ และวุฒิสภาจะยังตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะบางทีการยอมถอยสักสองก้าวอาจทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าไปอีกสามก้าวก็เป็นไปได้

ขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดขณะนี้ประธานสภาทั้งสอง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา และ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา มอบนโยบายให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาและวุฒิสภาชะลอการเดินทางไปต่างประเทศในระยะนี้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาด เว้นแต่คณะกรรมาธิการบางคณะที่มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามพันธกรณี โดยขอให้เน้นการศึกษาดูงานภายในประเทศแทน เพราะนอกจากจะเป็นการลดการระบาดแล้ว ยังจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย

ทันทีที่นโยบายนี้ออกไปคณะกรรมาธิการกิจการสภาและคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาก็แจ้งไปยังคณะกรรมาธิการของแต่ละสภา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะคณะกรรมาธิการหลายคนยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ทำดีและเป็นตัวอย่างแบบนี้ต้องปรบมือให้ แต่หวังว่าทั้งสองสภาจะดำรงตนเป็นแบบอย่างให้สังคมได้เห็นตลอดรอดฝั่ง

“แรมโบ้”กับ”เจ๊ต้อย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421050?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แรมโบ้”กับ”เจ๊ต้อย”

7 มีนาคม 2563 – 10:00 น.
ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,เจ๊ต้อย,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน,เพื่อไทย,รัฐบาล
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

“แรมโบ้”กับ”เจ๊ต้อย” คอลัมน์…  ดงงูเห่า   โดย…ประชาไท ธนณรงค์

เป็นข่าวดังขึ้นหน้า 1 ว่า ลดาวัลลิ์ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย

ข่าวตามมาคือ แรมโบ้ ตามจีบเข้าพลังประชารัฐ แต่ถูกปฏิเสธ

อ่านข่าว…  “ลดาวัลลิ์” ทิ้งเพื่อไทย “แรมโบ้” ตามจีบช่วยงานรัฐบาล

ข่าวที่เกิดขึ้นมีมิติหลายมิติ ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าข่าวที่ออกมา “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำตัวนายกฯ ไม่ได้แฮปปี้เสียทีเดียว

หนึ่งคือ จู่ๆ พอ “เจ๊ต้อย” ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ลาออกจากพรรคเพื่อไทยยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ แรมโบ้ จะไปชวนเข้าพรรค พปชร.เลยมันไม่งาม

ไม่เหมาะทั้งตัว แรมโบ้ คนชวน และไม่เหมาะทั้งเจ๊ต้อย คนถูกชวน

และที่สำคัญคือหากจะชวนใครเข้าพรรคน่าจะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแรมโบ้ น่าจะเป็นภาระหน้าที่ของหัวหน้าพรรคและหรือเลขาธิการพรรคเท่านั้น

แรมโบ้ แค่คนตัวเล็กๆ

ยังไม่พอหากแรมโบ้ไปทำภารกิจนี้จะยิ่งเป็นการข้ามหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประกอบกับ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเจ้าของพื้นที่ จ.พะเยา

พื้นที่เลือกตั้งเดียวกับเจ๊ต้อยด้วยยิ่งไม่เหมาะ และยิ่งแรมโบ้จะไม่ควรทำเป็นอันขาด นอกจากจะได้ไม่คุ้มเสียแล้วยังจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้ใหญ่ในพรรคอีกด้วย

แต่ว่าข่าวที่ออกมานั้นถามว่า แรมโบ้ ได้พูดจาปราศรัยกับเจ๊ต้อยไหม ตอบว่าได้คุยกันตลอดในฐานะส.ส.รุ่นพี่รุ่นน้องที่คลานตามกันมา

อย่าลืมว่าแรมโบ้คือศิษย์เก่าเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง งานล่าสุดคือรวบรวมเสื้อแดงกลับใจ มาช่วยกันทำงานให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

นี่คืองานที่ตรงกับหน้าที่ของแรมโบ้ ในฐานะตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำตัวนายกฯ จึงต้องการให้พรรคพวกทั้งหลายที่หลงผิดหรือแบ่งสีแบ่งเหล่า ได้หันกลับมาทำงานรับใช้ชาติ

เหมือนที่แรมโบ้ทำอยู่

ฉะนั้นการพบปะพูดคุยกันระหว่างแรมโบ้กับเจ๊ต้อย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือจึงไม่ใช่เรื่องลับแต่ประการใด

ส่วนการพูดคุยกันเพื่อชวนมาช่วยรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่แรมโบ้ทำเป็นประจำ เห็นใครมีความรู้ความสามารถก็ชวนเข้าพวก ดีกว่าเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน

การพูดคุยกับจ๊ต้อยก็คือการชวนมาช่วยทำงานให้รัฐบาล ส่วนจะถึงขั้นชวนเข้าพรรคหรือไม่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องในอนาคต

นี่คือข่าวจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังข่าวใหญ่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ อันเป็นภารกิจที่แรมโบ้ได้ปฏิบัติมาปกติ มิได้มีเจตนาจะไปก้าวล่วง หรือข้ามหัวการทำงานของผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคแต่อย่างใด

ทราบแล้วเปลี่ยน