ย้อนรอยพรรคสีฟ้า รักแท้แต่ชอบ”เท” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอยพรรคสีฟ้า รักแท้แต่ชอบ”เท”

11 มีนาคม 2563 – 13:10 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พลอเปรม ติณสูลานนท์,ชวน หลีกภัย,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 436 ครั้ง

และแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังทำให้คนไทยมองตากันปริบๆ อีกครั้งว่าจะเอายังไง หลังกระแสข่าวไลน์กลุ่มอันร้อนแรง กรณีการกักตุนหน้ากากอนามัยนับล้านชิ้นที่มีชื่อของรมต.ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เลยทำให้ต้องย้อนอดีตดูไทม์ไลน์เส้นทางพรรคที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้อีกครั้งว่าเคยร่วมสังฆกรรมเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลมากี่ครั้งกี่หน แล้วเคยทำอะไรไว้บ้างหลังจากนั้น

อย่างที่รู้หลังพรรคประชาธิปัตย์ถือกำเนิดขึ้นในปี 2489 และโลดแล่นในสนามการเมืองไทย อาจพูดได้ว่าบรรยากาศการเมืองไทยในรอยต่อก่อนและหลังปี 2500 ยังไม่ใช่เวลาของพรรคประชาธิปัตย์เท่าไหร่ แต่เป็นยุคสมัยของจอมพล.ป. พิบูลสงคราม อันยาวนาน จนหลายคนพูดตรงกันว่าเป็นยุคแห่งความอดอยากปากแห้ง (คือพูดเยอะไม่ได้) ของคนเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างยิ่ง

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์หากนับจากการก่อตั้งพรรคจนถึงปัจจุบันที่มีการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 25 ครั้ง รวมแล้วพรรคนี้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 7 ครั้งคือปี 2491, 2518, 2519 (2 ครั้ง), 2535, 2540 และ 2551 และยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 4 ครั้งเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกหลายครั้ง

โดยในที่นี้หากถามเฉพาะในหน้าที่พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไม่นับช่วงที่ได้เป็นรัฐบาลรับเชิญของคณะรัฐประหาร 2490 โดย ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกฯ รักษา ก็คงเป็น 3 ครั้งที่น่าจดจำ

++

        ชีวิตนี้ให้ป๋า
ตอนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยการซาวด์เสียงของทั้ง ส.ว. และส.ส. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 ในครั้งนั้นมีพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลเปรม 1 จำนวน 4 พรรค คือ กิจสังคม ชาติไทย สยามประชาธิปไตย และแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์

ว่ากันว่าช่วงนั้นบรรยากาศสะตอสามัคคีฉลองไปทั่วพรรคร่วมเพราะประชาธิปัตย์ทำหน้าที่หนุนค้ำบัลลังก์ป๋าชนิดทุ่มสุดตัว เพราะต้องไม่ลืมว่าป๋าเปรมคือบุตรแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาขวัญใจชาวปักษ์ใต้

สะตอสามัคคีใจเดียวให้ป๋าตั้งแต่เปรม 1 ถึงเปรม 5 จนกระทั่งสามัคคีต่อไปไม่ไหว เมื่อคนในพรรคเริ่มไม่เอาด้วยเกิดเป็นกลุ่ม 10 มกราขึ้น นำโดย “ไข่มุกดำ” วีระ มุสิกพงศ์ (หรือวีระกานต์ในปัจุจบัน) และคณะ

ก็อย่างที่รู้กลุ่ม 10 มกรา ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกลุ่มวาดะห์ โดยไม่ยกมือสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรจนทำให้ พล.อ.เปรม ต้องประกาศยุบสภาในปี 2531

++

    ร่วม(ล่ม)เรือน้าชาติ
จนเมื่อ พล.อ.เปรม ลงจากตำแหน่งในปี 2531 เมืองไทยมีการเลือกตั้งในปีนั้น คนไทยได้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ร่วมลงเรือเป็นรัฐบาลในครม.น้าชาติ สานฝันเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

แต่แล้วประชาธิปัตย์ในยุคที่มี สนั่น ขจรประศาสตน์ เป็นแม่บ้านพรรค ก็ออกลวดลาย กล่าวคือในวันที่ 12 ธันวาคม 2533 พรรคประชาธิปัตย์ได้ขอถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล โดยประกาศต่อสาธารณชนว่าเพราะไม่ต้องการให้เกิดสภาพเผด็จการรัฐสภา เนื่องจากส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านหลายเท่าตัว ทำให้ยากต่อการตรวจสอบรัฐบาลผ่านกระบวนการทางสภา

แม้ลีลาหนนี้ทำเอาน้าชาติต้องร้องเพลงอ่าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ แต่เรื่องนี้ก็ส่งผลให้พรรคสีฟ้าดูหล่อขึ้นหลายเท่าตัวที่ไม่มีภาพซ้อนทับกับ “บุฟเฟต์ คาบิเนต” ของรัฐบาลชาติชาย

เป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างทันท่วงที จนกระทั่งรัฐบาลชุดนั้นถูก คณะรสช.รัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และนำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” 2535 ในที่สุด

++

          ผงาดที่รังลุง
แน่นอนตลอดมาพรรคประชาธิปัตย์ฟุ้งว่าตนเองเป็นพรรคที่มีบทบาทต่อต้านเผด็จการเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนและทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแข็งขันมาตลอดหลายรัฐบาล

ถ้านับหลังปี 2535 พรรคนี้ก็อยู่ฟาดฟันรัฐบาลมาแล้วเพียบ ไล่ตั้งแต่รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา, ชวลิต ยงใจยุทธ, ทักษิณ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในห้วงขณะเดียวกันพรรคนี้ก็เคยมีนายกฯ ที่ไม่เอาเผด็จการทหารอย่าง นายหัวชวน หลีกภัย ที่ชนะเลือกตั้ง ปี 2535 มาด้วยคะแนนท่วมท้นมาแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันอีก พรรคนี้ก็เคยมีนายกฯ ที่ถูกชาวบ้านร้านตลาดสงสัยว่าไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหารมาแล้วอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปี 2551

นี่ยังไม่นับวีรกรรมพรรคประชาธิปัตย์ตอนที่ สนั่น ขจรประศาสน์ เจ้าเก่า สร้างตำนาน “งูเห่า” ขึ้นมา ด้วยการฉกลูกพรรคประชากรไทยของ สมัคร สุนทรเวช มาหลายคนหลายเสียงจนทำให้ชวนได้นั่งนายกฯ อีกครั้งในปี 2540

อย่างไรก็ดีมาถึงปี 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์มีวันที่แพ้เลือกตั้งราบคาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ก็ยังมีจำนวนส.ส.มากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จัดหนักไปหลายเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ

แต่ประวัติศาสตร์เป็นกงล้อ วันนี้ก็มาถึงวันที่คนไทยต้องจับตาดูพรรคนี้อีกครั้งว่าจะเอายังไงกับการร่วมเรือลุงในปรากฏการณ์พิษหน้ากากการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนมีคำตอบ

เกมวัดใจเขย่า ครม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมวัดใจเขย่า ครม.

11 มีนาคม 2563 – 11:30 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,หน้ากากอนามัย,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 343 ครั้ง

เกมวัดใจเขย่า ครม.

เป็นอีกครั้งที่ศึกในพรรคประชาธิปัตย์กลับมาปะทุ ในประเด็นที่พุ่งเป้าไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสมในการร่วมคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยเฉพาะคำชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปจนถึงบุคคลใกล้ชิดเข้าไปมีส่วนได้เสียหน้ากากอนามัย ไปขัดแย้งกับเงื่อนไขมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในการร่วมรัฐบาล

อ่านข่าว…  ธรรมนัส ยันภาพกักตุนหน้ากาก แค่ตัดต่อ จ่อเอาผิดสื่อออนไลน์

ทำให้เผือกร้อนขณะนี้ถูกส่งไปไปที่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค จะรับเรื่องที่ “อันวาร์ สาเเละ” ส.ส.ปัตตานี ในหมวกรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ภายหลังได้ยกเลิกกำหนดการเดิมเมื่อ 7 มีนาคม 2563 เพื่อเป็นเวทีกลางหารือถึงมติพรรคจะถอนตัวร่วมรัฐบาลหรือไม่

ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า ส.ส.และอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคน คัดค้านจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขัดแย้งกับคำประกาศอุดมการณ์ของพรรคในข้อ 4.จะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใด

ทำให้ตลอดการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ยังมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนคนละขากับแกนนำพรรคที่มีตำแหน่งในรัฐบาล เคลื่อนไหวแสดงจุดยืนมาโดยตลอด จนกระทั่งเป็นภาพชินตาไปถึงสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ตั้งฉายา “จุรินทร์” เป็นรัฐอิสระที่ไม่สามารถควบคุม ส.ส.ในพรรคได้ สร้างความหวาดระแวงภายในรัฐบาลตลอดเวลา ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐ

แต่เป็นสิ่งที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคนออกมาตอกย้ำว่า ความคิดเห็นทางการเมืองภายในพรรคทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นธรรมชาติของคนประชาธิปัตย์ จะเปิดประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดกันข้ามวันข้ามคืน ไม่ว่าจะมีเสียงเห็นด้วยหรือคัดค้าน แต่สุดท้ายจะไปจบลงที่มติพรรคทุกครั้ง

การจุดประเด็นถอนตัวร่วมรัฐบาลจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กำลังถูกส่งไปที่ “จุรินทร์” จะนัดเปิดประชุมเพื่อเคลียร์ประเด็นภายในพรรคหรือไม่ เพราะกลไกที่ประชาธิปัตย์วางไว้ หากมีการยื่นเรื่องเข้ามาที่เกี่ยวกับการบริหารพรรค เป็นสิ่งที่กรรมการบริหารพรรค ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา

โดยเฉพาะมติพรรคอื่นใดต้องมาจากการประชุมคณะกรรมการบริหาร และ ส.ส.รวม 81 คน จะเป็นผู้ชี้ขาดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาล ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ไวรัสโควิด-19 หรือคำชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็น “วาระ” สำคัญให้ประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันต่อหรือไม่

ถึงแม้การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 4 มิถุนายน 2562 ต่อเสียงการลงมติ 61 เสียงร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ จะพาให้ประชาธิปัตย์หันหัวร่วมลงเรือแป๊ะ แต่จากหลักฐานในแชทกลุ่มไลน์ “อดีตส.ส.ปชป.ปี 62” ซึ่งมีสมาชิกรวม 169 คน เป็นแรงกระเพื่อมสำคัญไปถึงมือโหวตตัดสินใจถอนตัว ที่มาจากกลุ่มเห็นด้วยและคัดค้าน

ประเด็นสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะตัดสินใจ จะถูกโฟกัสไปที่ 3 เรื่องตามเงื่อนไขร่วมรัฐบาล 1.รับนโยบายประกันรายได้ 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.มีการทุจริตคอร์รัปชั่น หากแยกให้ชัดว่าประชาธิปัตย์ให้น้ำหนักกับเงื่อนไขใดเป็นเรื่องแรก เพราะทุกเงื่อนไขมีความสำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของประชาธิปัตย์ ตั้งแต่การเดินหน้านโยบายประกันรายได้พืชผลการเกษตร ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ได้เร่งออกนโยบายหลายมาตรการ และเป็นผลงานสำคัญที่ประชาธิปัตย์นำไปต่อยอดหาเสียงในอนาคต

เงื่อนไขที่ 2 การแก้รัฐธรรนูญ ขณะนี้อยู่ระหว่างที่สภาประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เป็นอีกเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์ต้องการเดินหน้าเพื่อเข้าไป “ปลดล็อก” รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับเปลี่ยนกติกาที่มีผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง

หรือกระทั่งเงื่อนไขที่ 3 เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังถูก “ตีความ” ในกรณีของ ร.อ.ธรรมนัสอย่างไร เมื่อรมช.เกษตรฯ ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย คงเหลือเพียงคำชี้แจงในประเด็นที่ฝ่ายค้านตรวจสอบประวัติที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัสออกมาปฏิเสธเช่นกัน

สุดท้ายแล้วแรงกระเพื่อมในประชาธิปัตย์ กำลังถูกท้าทายในเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาลทั้ง 3 ข้อ จะได้ข้อสรุปเช่นเดียวกับมติวันที่ 4 มิถุนายน หรือไม่ เพราะทุกการตัดสินใจหลังจากนี้ มีผลต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทั้งสิ้น.

ถอดหน้ากาก ‘ภราดรภาพ” เด็กเก่าวังน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421668?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดหน้ากาก ‘ภราดรภาพ” เด็กเก่าวังน้ำยม

11 มีนาคม 2563 – 10:13 น.
หน้ากากอนามัย,พรรคมัชฌิมาธิปไตย,ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี,พรรคภราดรภาพ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 944 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 มี.ค.63

*************************

เย็นวันที่ มีนาคม 2563 ตำรวจ สน.หนองแขม เข้าตรวจค้นอาคารไทยเฮลท์ ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพฯ เพราะอาคารดังกล่าว ปรากฏในคลิปที่เผยแพร่ในโซเชียล ที่มีผู้ชายลักษณะคล้าย “บอย” ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี พูดว่า “พร้อมจำหน่ายหน้ากากอนามัย มีสินค้าประมาณ 200 ล้านชิ้น”

อาคารพาณิชย์ คูหา สูง ชั้นครึ่ง เนื้อที่กว่า ไร่ ยังเป็นที่ตั้งที่ทำการพรรคภราดรภาพสมาพันธ์นักธุรกิจหนองแขม และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยจีน

เจ้าของอาคารนี้คือ “พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งบริษัทไทยเฮลท์ จำกัด ขณะนี้ได้ปิดกิจการไปแล้ว 

พันธ์ยศ” ยอมรับว่ารู้จักกับศรสุวีร์ ที่มาประสานขอให้ตนหาหน้ากากอนามัย เพื่อจะนำมาบริจาค ล้านชิ้น โดยเขาเป็นแค่ตัวกลางในการติดต่อหาหน้ากากอนามัยให้หน่วยงานภาครัฐของประเทศจีน

คนหนองแขม

10 กว่าปีมานี้ คนหนองแขมรู้จัก “พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” ประธานชมรมผู้ประกอบการหนองแขม ในฐานะนักธุรกิจหนุ่ม ผู้ประสบความสำเร็จมาจากไทยเฮลท์ กรุ๊ป ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ

พันธ์ยศ  นักธุรกิจหนุ่ม

ปี 2550-2556 “พันธุ์ยศ” ดำเนินธุรกิจรูปแบบขายตรง โดยมีช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภค ผ่านเครือข่ายวิทยุหลักและวิทยุชุมชนกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ พร้อมทีวีดาวเทียม

นอกจากนั้น พันธุ์ยศยังเป็นประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยจีน ผู้อยู่เบื้องหลังส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย ทั้งเป็นที่ปรึกษาให้แก่กลุ่มนักธุรกิจไทยและจีน

คนหนุ่มแห่งหนองแขมต้องเผชิญศึกหน้ากากการเมือง โดยไม่ได้ทันตั้งตัว

พรรคขายตรง

ย้อนไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 พรรคภราดรภาพได้จัดประชุมใหญ่สามัญ และเปิดตัวผู้สมัคร ส..ที่ศูนย์ประสานงานพรรคภราดรภาพ อาคารไทยเฮลท์ หนองแขม กรุงเทพฯ

อาคารไทยเฮลท์ หนองแขม เป็นที่ทำการพรรค

พรรคภราดรภาพ เริ่มก่อการเตรียมเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง ช่วงกลางปี 2561 ที่ประชุมใหญ่เลือก “ม...ดำรงดิศ ดิศกุล” อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นหัวหน้าพรรค และ “พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” เป็นเลขาธิการพรรค

ตัวละครคนสำคัญของพรรคภราดรภาพคือ “ร..รชฏ พิสิษฐบรรณกร” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1

...ดำรงดิศ อดีตหัวหน้าพรรค

รชฏ” เป็นคนชักชวนพันธ์ยศให้เข้าสู่วงการเมือง และรับบทแม่บ้านพรรค แต่พรรคภราดรภาพไปไม่ถึงฝั่งฝัน ได้คะแนนรวมทั้งประเทศ 27,799 คะแนน

ปลายปี 2562 พรรคภราดรภาพ ปรับทัพอีกครั้ง ที่ประชุมใหญ่เลือก ร..รชฏ พิสิษฐบรรณกร เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ม...ดำรงดิศ ดิศกุล ประธานที่ปรึกษาพรรค และพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค

ภารกิจพิเศษบางอย่าง ทำให้พรรคภราดรภาพ ต้องเปลี่ยน “หัว” ในช่วงที่มีกระแสข่าวยุบอนาคตใหม่

เด็กเก่าวังน้ำยม

สำหรับ “..รชฏ พิสิษฐบรรณกร” เตรียมทหาร 34 และ จปร.45 เคยรับราชการที่กองทัพภาคที่ จากนัั้นได้ลาออกจากราชการมาทำงานการเมือง

เลือกตั้งปี 2548 “..รชฏ” ชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส..กรุงเทพฯ เขต พรรคไทยรักไทย และนายทหารหนุ่มคนนี้ ได้เข้าสังกัด “กลุ่มวังน้ำยม” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้ที่บารมีเบ่งบานในยุคนั้น

เมื่อประมุขวังน้ำยมไปก่อตั้ง “พรรคมัชฌิมาธิปไตย” ลงสู้ศึกเลือกตั้งปี 2550 สมาชิกวังน้ำยมจำนวนหนึ่งยกทีมไปร่วมงานด้วย โดยอดีต ส..อย่าง ร..รชฏ นำทีมลงสมัคร ส..กรุงเทพฯ แต่สอบตกยกพรรค

รชฏ อดีต ส.ส.กทม.และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม พรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เข้าร่วมรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย ร..รชฏ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีพาณิชย์ (...บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.พาณิชย์

หลังจากนั้น ร..รชฏ ยุติบทบาททางการเมืองเป็นระยะเวลา ปี เนื่องจากพรรคเก่าถูกยุบ ตอนนั้น เขาเป็นรองเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย

ช่วงเว้นวรรคการเมือง ร..รชฏไปทำธุรกิจสายการบิน และประธานสโมสรฟุตบอลเลยซิตี้ รวมถึงเป็นโปรโมเตอร์มวยไทยของสนามมวยเวทีลุมพินี 

เมื่อปี่กลองดัง ร..รชฏ จึงไปนำพรรคเก่าที่จดทะเบียนกับ กกต.ไว้แล้วอย่างพรรคภราดรภาพ มาปัดฝุ่นใหม่

คนวงในรู้ดีว่า “ร..รชฏ” ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ “สมศักดิ์” ประมุขวังน้ำยม(เก่ามิต่างจาก “เสี่ยจ๊ะ” อดีตมือขวาเจ้าพ่อไก่ชน 

อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421666?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำ

11 มีนาคม 2563 – 08:42 น.
โควิด-19,ไวรัส,โคโรน่า,งดกิจกรรม
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 11 มีนาคม 2563

โลกของเรา หลังจากเผชิญวิกฤติโควิด-19 เข้าเดือนที่ 4 กำลังก้าวสู่ความโกลาหลอย่างเหลือคณา แม้ว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และเสียชีวิตในจีนจะเริ่มอยู่ในอัตราที่ลดลง แต่ในบางประเทศกลับส่อแสดงว่า ไวรัสมรณะตัวนี้จะเขย่าโลกต่อไปอีกพอสมควร โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม จูเซปเป คอนเต นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ประกาศปิดประเทศ โดยที่ก่อนหน้านั้นจำกัดขอบเขตเอาไว้เพียงปิดบางเมือง ทั้งนี้เพราะ ณ วันที่ 9 มีนาคม อิตาลี มีสถิติผู้เสียชีวิตรองจากจีนที่จำนวนใกล้แตะระดับ 500 คน การตัดสินใจปิดประเทศครั้งนี้ ทำให้ทุกพื้นที่เป็นเขตควบคุม รัฐบาลสั่งห้ามผู้คนเดินทางยกเว้นไปทำงานหรือเหตุฉุกเฉินในครอบครัว พร้อมสั่งเลิกกิจกรรมต่างๆ เช่น การชุมนุม การแข่งขันฟุตบอล และท่องเที่ยวยามค่ำคืน

อ่านข่าว…  เจาะลึกทีมแพทย์…”เปิด 11 สูตรยา” รักษาโควิด-19

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขยืนยัน สถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 3 คน เป็นหญิงไทยอายุ 41 ปี 1 คน และอีก 2 คน เป็นคู่สามี-ภรรยา ซึ่งภรรยาเดินทางกลับมาจากประเทศอิตาลี รวมผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยล่าสุด 53 คน รักษาตัวในโรงพยาบาล 19 คน หายดีกลับบ้านได้แล้ว 33 คน ส่วนผู้เสียชีวิตยังเป็นรายเดิมจำนวน 1 คน กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นย้ำอีกครั้งขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่ที่เชื้อโรคนี้ระบาดอยู่ โดยเฉพาะในยุโรป หากจำเป็นต้องเดินทางควรระมัดระวังอย่างเต็มที่ ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ฝรั่งเศสก็ยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าเป็นห่วง โดยสรุปก็คือ ที่ต้องระวังกันมากที่สุดขณะนี้ก็คือ กิจกรรมชุมนุม และ/หรือการเดินทาง

ในด้านกิจกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องใช้มาตรการที่เข้มข้น อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ประกาศงดกิจกรรมสงกรานต์ประจำปี 2563 ที่ถนนสีลม ถนนข้าวสาร และบริเวณราชประสงค์ งดจัดกิจกรรมอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์แห่ขบวนรอบกรุง รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือภาคเอกชนให้งดกิจกรรมลักษณะเดียวกัน สำหรับในต่างจังหวัด หลายๆ ภาคส่วนก็พร้อมใจยกเลิกกิจกรรมที่เป็นการชุมนุมหรือการรวมตัวของคนหมู่มากเช่นกัน เหล่านี้ต้องยอมรับว่า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับรายได้จากการท่องเที่ยว แต่เดิมคาดว่าจะหดหายไปประมาณกว่า 3 แสนล้านบาทจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง 6 ล้านคน ก็พุ่งทะยานเป็น 5 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว

มาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น เที่ยวเมืองรอง ท่องเที่ยวชุมชน จับจ่ายในตลาดน้ำประชารัฐ สนับสนุนสินค้าโอท็อป ฯลฯ นับเป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้อย่างเลวร้ายสุดๆ แต่กระนั้น รัฐบาลเองก็ต้องมีแผนงานทั้งระยะสั้น และระยะยาวเพื่อเป็นโมเดลให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ยกตัวอย่าง การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการระงับการแพร่เชื้อ ก็ต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวในแบบที่ปลอดภัย และพยุงรายได้ให้ผู้ประกอบการในทุกๆ ส่วน ด้านการขนส่งคมนาคม ก็ต้องมีแผนงานเป็นระบบ เช่นเดียวกับด้านการศึกษาที่อยู่ในช่วงสอบเข้า ม.4 หรือกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก ล้วนแต่ต้องมีแนวทาง และมี “ผู้นำ” ควบคุมสถานการณ์ ปล่อยไปแบบต่างคนต่างทำไม่ได้แน่

ไหวมั้ย ‘แฟลชม็อบ’ ฤาแค่วิบวับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421485?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไหวมั้ย ‘แฟลชม็อบ’ ฤาแค่วิบวับ

10 มีนาคม 2563 – 10:05 น.
ม็อบ นศ,ไล่ประยุทธ์,เพนกวิน,พริษฐ์ ชิวารักษ์,โบว์ ณัฎฐา มหัทธนา,วิ่งไล่ลุง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 318 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 มี.ค.63

********************************

เย็นวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย จัดกิจกรรมรำลึกและไว้อาลัยผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ และความยุติธรรมที่หายไป ที่ลานประติมากรรม 6 ตุลา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้คนบางตา จึงมีคำถามว่า แฟลชม็อบยังไปต่อไหวมั้ย? เพราะกิจกรรมนี้จัดโดยแม่งานใหญ่แฟลชม็อบ

สัปดาห์ที่ผ่านมานักศึกษาแต่ละสถาบันกำลังสอบกลางภาคเลยทำให้แฟลชม็อบหลายแห่งมีคนร่วมชุมนุมน้อยและส่วนหนึ่งอาจไม่มาเพราะเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ด้วยเหตุนี้กลุ่มลูกพ่อขุนฯ โค่นล้มเผด็จการ จึงจัดกิจกรรม “ปิดเทอมใหญ่ ซ้อมไล่เผด็จการ​” music fest วันที่ 10 มีนาคมนี้ ที่ลานพ่อขุน รามคำแหง หัวหมาก ขอทดสอบกำลังนักศึกษาอีกครั้ง

อ่านข่าว-‘พีระพันธุ์’ มอบ ‘วัฒนา’ ไปรับฟังความเห็น ‘แฟลชม็อบ’

เสียงจาก“โบว์”

อันเนื่องจาก “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด และอดีตแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ไปพูดในรายการขยี้ข่าวทอล์ก เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วในประเด็นพลังนักศึกษาถึงไหนแล้ว

“โบว์” ไม่ใช่นักกิจกรรมจากรั้วมหาวิทยาลัยแบบรังสิมันต์ โรม แต่เธอเป็นคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผ่านการทำกิจกรรมต้าน คสช.มาหลายปี

โบว์วางมือ

เมื่อผู้ดำเนินรายการขยี้ข่าวทอล์ก ถามว่าพลังนักศึกษาที่จัดแฟลชม็อบ “จุดติด” หรือไม่? โบว์ตอบว่า “จุดยังไม่ติด ในระดับที่เราคิดจะเปลี่ยนแปลงได้”

โบว์ประเมินจากกิจกรรมซ้อมชุมนุมใหญ่หน้าหอประชุมใหญ่ เกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นการชุมนุมเปิดที่ให้คนนอกเข้าร่วม ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่เกิน 2 พันคน

“ถ้าจุดติดคนเข้าร่วมต้องหลักหมื่น” โบว์กล่าว หากเปรียบเทียบกับกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่มีคนเข้าร่วมมากกว่า 2 หมื่นคน

วิ่งไล่ลุง คนมากกว่าแฟลชม็อบ

อย่างไรก็ตามวิ่งไล่ลุงเป็นกิจกรรมที่ไม่ชัดว่าเป็นม็อบบนท้องถนน ผู้คนจึงมองว่าปลอดภัย นี่คือทัศนคติของคนไทยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพตัวเอง

โบว์สรุปตรงไปตรงมา พลังประชาชนยังไม่มากพอ..ลุงตู่จึงอยู่ต่อได้

บอล”หายไปไหน

นักกิจกรรมจากรั้วจุฬาฯ ที่มีชื่อเสียงจากกิจกรรมวิ่งไล่ลุงคือ “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่ร่วมกับ “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ จัดวิ่งไล่ลุงที่สวนรถไฟ มีคนเข้าร่วมมากกว่าหมื่นคน

ขณะที่บทบาทของ “บอล” ในกิจกรรมแฟลชม็อบกลับเงียบไป และเพิ่งไปโผล่ที่กิจกรรมแฟลชม็อบที่ลานศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บอลวิ่งไล่ลุง

จะว่าไปแล้ว “บอล” กับ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ก่อตั้งสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) มาด้วยกัน แต่ช่วงหลังบอลกับเพนกวินมีระยะห่างจากกันนับแต่มีกิจกรรมวิ่งไล่ลุง

ในแฟนเพจธนวัฒน์ วงค์ไชย – Tanawat Wongchai บอลยังไลฟ์วิจารณ์รัฐบาลลุงตู่และแสวงหาแนวร่วมจากทุกเสื้อสี “..อดีตอาจจะเคยคิดอีกอย่างหนึ่ง หากวันนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ยินดีต้อนรับทุกคนครับ”

บอลคงคิดเหมือนโบว์ ปล่อยให้คนไทยเกิดอาการ “ตาสว่าง” เอง..แล้วลุงตู่ก็อยู่ไม่ได้

เพนกวิน”มีปัญหา

แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ หลังเจอเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากการปราศรัยที่ ม.เกษตรฯ ก็เงียบไปเหมือนกัน

อันเนื่องจากการติดแฮชแท็ก #ไม่เอาเพนกวินปราศรัย และพาดพิงไปถึงเรื่องฉาวโฉ่ของนักศึกษาคนหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

เพนกวิน ดาวไฮด์ปาร์ค

บังเอิญว่าเพนกวินสวมหัวโขนแกนนำพรรคโดมปฏิวัติ และนักศึกษาผู้ก่อเหตุฉาวเป็นสมาชิกพรรคโดมปฏิวัติ เมื่อวันก่อนเพนกวินจึงได้ชี้แจงผ่านแฟนเพจ เนื่องจากมีคนกล่าวหาว่า ตัวเขาปกป้องอดีตสมาชิกที่มีข่าวว่าไปข่มขืนคนอื่น

“ผมเป็นคนประสานอาจารย์จากกองกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้ดำเนินการทางวินัยต่อไป ซึ่งตามวินัยนักศึกษาแล้ว เพื่อให้พิสูจน์ความผิดและหากผิดจริงจะมีโทษถึงขั้นพักการให้ปริญญา ก็คือจะส่งผลให้เรียนไม่จบตามกำหนดครับ”

เพนกวินยังแจกแจงยาวยืดเพื่อให้ประชาคมธรรมศาสตร์ได้เข้าใจและไม่เคยปกป้องคนกระทำผิด ซึ่งทางพรรคโดมปฏิวัติได้ขับนักศึกษาคนนั้นออกจากพรรคแล้ว

“ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้เรียกร้องมหาวิทยาลัยบ้างครับ ว่าขอให้จริงจังกับเรื่องนี้บ้าง ขอให้เดินเรื่องได้เร็วเหมือนที่ฝ่าย รปภ. ไปปลดป้ายประท้วงออกบ้าง..”

ต้องรอดูแฟลชม็อบรามคำแหง เพนกวินจะไปโผล่ปราศรัยหรือไม่?

ชาวนาเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชาวนาเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ

10 มีนาคม 2563 – 09:50 น.
ชาวนา,ราคาข้าว,ภัยแล้ง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ชาวนาเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน’ เราได้ยินคำกล่าวนี้ตลอดมาและเวลานี้ชาวนาดูเหมือนจะถูกลืมไปเสียแล้ว

ไหนจะเรื่องการเมืองที่มีแต่จะสร้างความเสื่อมศรัทธา หรือไวรัส ‘โควิด-19’ ซึ่งทำให้คนไทยและทั่วโลกตื่นตระหนก ส่งผลกระทบ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างเหลือคณานับ และเวลานี้ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร ?

อ่านข่าว…  “ช่างชาวนา”ปรับวิถีตามยุคสมัยลดต้นทุนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนข่าวที่ว่ารัฐบาลเตรียมช่วยเหลือชาวนาโดยเฉพาะเรื่องราคาข้าว และปัญหาภัยแล้ง

ขอเตือนแจ้งมายังทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข้าวและชาวนาว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และหลายรัฐมนตรีที่ผ่านมาเจอคดีเกี่ยวกับประกันราคาข้าว – จำนำข้าว – ฯลฯ จนเป็นคดีดังทราบกันอยู่

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ มีแผนการนโยบายช่วยเหลือชาวนา 100% ดังเป็นข่าวทราบกันอยู่

แต่ผู้ปฏิบัติระดับล่างๆ รองลงไปจะทำได้หรือเปล่าเพราะอันตรายมากๆ!

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคการเมืองที่ดูแลเรื่องข้าวคือกระทรวงเกษตรฯ และราคาข้าวคือกระทรวงพาณิชย์ มาจากพรรคประชาธิปัตย์ !

นายกรัฐมนตรีจะสั่งการได้แค่ไหนถึงจะมีการสนองตอบ-น่าคิด!
อ๊อด เทอร์โบ


 การบินไทยจะล้มละลาย?
จดหมายจากคุณ ‘ไพเราะ’ ลาดพร้าวต่อไปนี้ มีข้อมูลต่างๆ เรื่องการบินไทยและมีคำถามส่งผ่านไปยังผู้บริหารว่าขาดทุนขนาดนี้จะอยู่รอดหรือไม่ ?

หลายๆ คนบอกว่าถ้าเป็นบริษัทเอกชนแล้วการบินไทยจะต้องปิดหรือล้มละลายไปแล้ว เพราะในอดีตกาลที่ผ่านมามีการเมืองและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างมากจนการบินไทยเป็นบ่อเงินบ่อทองดังทราบกันอยู่

2563 ทั่วโลกมีแต่ปัญหาแล้วการบินไทยจะขาดทุนมากแค่ไหน?
อ๊อด เทอร์โบ


 การบินไทยขาดทุน
 2563 กว่า 1.2 หมื่นล้าน
(ผ่านไปยัง ‘การบินไทย’)

ผมเป็นคนไทยที่อาศัยบริการของการบินไทยมาตลอดเพราะเห็นว่าเป็นสายการบินแห่งชาติหรือรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของ และมีหนทางเดียวที่จะช่วยได้คือช่วยซื้อตั๋วโดยสารการบินไทยเป็นการอุดหนุนกัน

แม้ว่าจะมีเรื่องราว-เส้นสายหรืออะไรก็ตามก็ขัดอารมณ์บ้างก็ให้อภัยเพราะมีสติว่านานาจิตตัง อายุก็มากแล้วแต่ที่เขียนจดหมายมานี้ไม่สบายใจอย่างยิ่ง พูดตรงๆ ว่ากลัวการบินไทยจะล้มละลาย เพราะ พ.ศ.2563 มีข่าวว่าขาดทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

ขอสรุปข่าวมาดังนี้ จากหลายๆ สำนักข่าวว่า ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา การบินไทยมีผลขาดทุน 12,042 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันปี 2561 ที่ขาดทุน 11,625 ล้านบาท เพราะบริษัทต้องเผชิญผลกระทบจากปัจจัยลบ ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี ภัยธรรมชาติ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการรับรู้ค่าชดเชยตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้รวม 184,046 ล้านบาท ตํ่ากว่าปี 2561

ผมเป็นคนธรรมดาๆ ไม่รู้เรื่องธุรกิจการบิน แต่คิดว่า พ.ศ. 2563 นี้จะขาดทุนมากกว่าเดิมเพราะคนโดยสารน้อย จากผลโควิด-19 ที่หลายประเทศปิดการเข้า-ออก โดยเฉพาะคนไม่ไปเที่ยว

ข่าวว่าผู้บริหารมีการลดเงินเดือนหรือมีการเอาคนออก จะช่วยได้หรือไม่ ช่วยบอกต่อที
ไพเราะ (ลาดพร้าว)


น้ำใจเหนือมาตรการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำใจเหนือมาตรการ

10 มีนาคม 2563 – 09:09 น.
ผีน้อย,โควิด-19,นักท่องเที่ยว,ประเทศเสี่ยง
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

น้ำใจเหนือมาตรการ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2563

ลำพังมาตรการอันเข้มข้นจากหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐ เห็นทีว่า อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควรกับการสร้างเกราะปราการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในประเทศไทย หลังจากที่มีข่าวว่า กลุ่มแรงงานผู้ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายในประเทศเกาหลีใต้ หรือผีน้อย เดินทางกลับประเทศก่อนประเทศไทยจะใช้มาตรการกักกันตัว ได้หลบหนีการกักตัวไปหลายสิบคน นั่นยิ่งทำให้น่าวิตกว่า บรรดาผู้เดินทางกลับจากประเทศสุ่มเสี่ยง 4 ประเทศ คือ จีนรวมทั้งมาเก๊าและฮ่องกง เกาหลีใต้ อิตาลี และอิหร่าน ซึ่งตามกติกาแล้วจะต้องลงทะเบียน และรายงานตัวแจ้งอาการตามความเป็นจริงทุกวันตลอด 14 วัน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากประเทศดังกล่าวจะหลบหนีมาตรการนี้ด้วยหรือไม่

อ่านข่าว…  หนุ่มควักเงินส่วนตัวบวกถูกหวยซื้อหน้ากากอนามัยแจกกว่า 22 รพ.

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องยาก แม้ว่ารัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาย้ำเตือนว่า ควรร่วมกันระมัดระวังและป้องกันดีกว่า ความตื่นตระหนก ซึ่งจะสร้างความเสียหายได้มากกว่า ดังเช่นกรณีการปิดโรงเรียน 5 วัน ที่ อ.บ่อพลอย กาญจนบุรี พร้อมกับรวมพลังองค์กรท้องถิ่น บุคลากรครูผู้ช่วย ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวจำนวนหลายสิบคน ช่วยกันฉีดน้ำล้างโรงอาหาร ห้องเรียน ฯลฯ เพราะก่อนหน้านี้มีผู้ปกครองของนักเรียน 2 คนเพิ่งเดินทางกลับจากบาห์เรนและมาส่งลูกที่โรงเรียน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ นี่คือความหวาดผวา หรือเป็นความละเอียดรอบคอบ หรือว่า กลัวไว้ก่อนปลอดภัยกว่า

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ก็ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องรัฐร่วมราษฎร์ข้ามปัญหาโควิด-19 ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า ข่าวคราวเกี่ยวกับโควิด-19 สร้างความวิตกกังวลในหลากหลายมิติด้วยกัน อย่างเช่น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 90 ติดตามข่าวไวรัสโควิด-19 และร้อยละ 75.2 กังวลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มผีน้อย คนมาจากประเทศเสี่ยงสูง ว่าจะขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ร้อยละ 67.9 กังวลผลกระทบต่อสุขภาพและสาธารณสุข ร้อยละ 63.2 กังวลเรื่องผลกระทบธุรกิจการท่องเที่ยว ร้อยละ 46.4กังวลธุรกิจขาดทุน คนตกงาน ร้อยละ 44.5 กังวลเรื่องจะเกิดความกลัวในหมู่ผู้คน รวมทั้งยังสนับสนุนให้กักตัวผู้มาจากประเทศแพร่ระบาดสูงจาก 14 วัน เป็นเวลา 27 วัน

อีกหนึ่งความวิตกกังวลก็คือ มาตรการเข้มข้นเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจาก 4 ประเทศเสี่ยง ล่าสุดสำนักงานการบินพลเรือนได้ออกประกาศให้นักท่องเที่ยวต้องผ่านการตรวจจากประเทศตนเองก่อนออกบอร์ดดิ้งพาส ถ้าตรวจไม่ผ่านก็ห้ามขึ้นเครื่องมาไทย แม้ประกาศนี้จะมีขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม หลังมีข่าวผีน้อยหลบหนีก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังถือว่า เป็นมาตรการที่ดีเพื่อระงับยับยั้งชาวต่างชาติที่สุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาใหญ่ขณะนี้ จึงน่าจะอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและยอมเสียสละ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ ซึ่งที่สุดก็จะเป็นความปลอดภัยของคนไทยทั้งชาติ

เรื่องเล่า”6 ตุลา”ฉบับใต้เตียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421477?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องเล่า”6 ตุลา”ฉบับใต้เตียง

10 มีนาคม 2563 – 08:22 น.
6ตุลา,เรื่องเล่า6 ตุลาฉบับใต้เตียง,รัฐธรรมนูญ,พลอฉลาด หิรัญศิริ
เปิดอ่าน 438 ครั้ง

เรื่องเล่า”6 ตุลา”ฉบับใต้เตียง  คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… บางนา บางปะกง

วันมหาปีตินำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง แต่ศูนย์อำนาจใหม่ “พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา” ผู้บัญชาการทหารบก  “พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ ก็ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองหลายสิบพรรค

พรรคการเมืองหลักๆ ในเครือข่าย “กฤษณ์” และพวก นำโดย ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ พรรคสังคมชาตินิยม (พล.อ.กฤษณ์) และทวิช กลิ่นประทุม พรรคธรรมสังคม (พล.อ.อ.ทวี)

ศูนย์อำนาจใหม่ปั้น “หม่อมคึกฤทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยร่วมมือกับ “กลุ่มซอยราชครู” นายทหารนอกราชการ ตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค

กลุ่มทหารสายอำนาจเก่าได้ฟื้นคืนชีพเพราะ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้นถ่วงดุลอำนาจ “กฤษณ์” โดยดัน พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พล.อ.กฤษณ์ สมัยเป็น รมว.กลาโหม รัฐบาลเสนีย์

พล.อ.ฉลาด เริ่มโดดเด่นขึ้นมาจากการได้เข้าไปคุมสนามม้านางเลิ้ง ซึ่งหลังยุคถนอม-ประภาส แกนนำพรรคชาติไทยได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือสนามม้านางเลิ้งจึงมอบให้ “เสธ.ฉลาด” เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ ร่วมกับ พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แม่ทัพภาคที่ 1 สมัยนั้น

สถานการณ์ด้านความมั่นคงช่วงปี 2518 แม้กลุ่มกฤษณ์จะยึดกองทัพบกไว้แต่มี “อำนาจแฝง” หนุนนายทหารอย่าง พล.ต.สุตสาย หัสดิน แอบไปจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง เปิดศึกข้างถนนกับขบวนการนักศึกษา

กลางปี 2518 พล.อ.ฉลาด วางแผนก่อการรัฐประหาร ด้วยการร่วมมือกับ “พรรคขนาดเล็ก” ที่มีเครือข่ายนักศึกษา กรรมกรและชาวนา จัดตั้ง “กองกำลังใต้ดิน” เพื่อปฏิบัติการป่วนเมือง สร้างเงื่อนไขให้กองทัพต้องเข้ามายึดอำนาจ

พล.อ.ฉลาด ใช้ “ทหารหนุ่ม” จากกองพล 9 กาญจนบุรี ไปฝึกการรบพิเศษให้นักศึกษา-ชาวนา ที่ค่ายฝึกทับลาน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี แต่ฝึกได้เพียง 1 รุ่น กลุ่มกฤษณ์ได้กลิ่นปฏิวัติ พล.ต.อ.ประมาณ จึงสั่ง พล.อ.ฉลาด ให้เบรกเกมใต้ดิน

พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ

การเปลี่ยนถ่ายอำนาจ 1 ตุลาคม 2518 พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ส่งไม้ต่อให้ พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ เป็น ผบ.ทบ. เวลาเดียวกัน “กฤษณ์” วางแผนยึดอำนาจเงียบ “ปลดหม่อมคึกฤทธิ์” ตั้งรัฐบาลใหม่ แต่หม่อมซอยสวนพลูไม่ยอม ตัดสินใจยุบสภา

หลังเลือกตั้งปี 2519 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก กลุ่มกฤษณ์จึงเจรจากับ “ปีกซ้ายประชาธิปัตย์” จัดตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรคคือ ปชป., ชาติไทย (กลุ่มซอยราชครู), สังคมชาตินิยม (กลุ่มกฤษณ์) และธรรมสังคม (กลุ่มทวี) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 โดย “หม่อมเสนีย์” เป็นนายกรัฐมนตรี

พล.อ.กฤษณ์ เป็นรัฐมนตรีกลาโหมได้ 2 วัน ก็เสียชีวิตอย่างลึกลับ และเวลานั้นถือว่าเป็นช่วงปลอดอำนาจ ระหว่างการจัดแถวในกองทัพ มีรายการเด้งฟ้าผ่า พล.อ.ฉลาด ถูกย้ายจากกองทัพบกไปประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด

เดือนมิถุนายน 2519 “ทหารหนุ่ม” กลุ่มหนึ่งประมาณ 20 กว่าคน ก็เข้าพบนายกฯ เสนีย์ ที่บ้านพัก หนึ่งนายทหารที่เข้าพบครั้งนี้คือหัวหน้าหน่วยฝึกกองกำลังใต้ดินของ พล.อ.ฉลาด

สถานการณ์ในกองทัพบกแตกเป็นเสี่ยง นายทหารกุมกำลังเริ่มแยกขั้ว ฝ่ายหนึ่งอยู่กับ พล.อ.ฉลาด และอีกฝ่ายหนึ่งยังอยู่ซีกรัฐบาล

กลุ่มชนชั้นนำที่ต้องการก่อรัฐประหารได้สร้างสถานการณ์การเผชิญหน้าของคนไทย 2 ขั้ว จนนำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาภายในธรรมศาสตร์ เมื่อรุ่งเช้า 6 ตุลาคม 2519 ตกค่ำ คณะปฏิรูปการปกครองได้ยึดอำนาจ

รัฐบาลผสม 4 พรรค ก่อน 6 ตุลา

คณะปฏิรูปมีคำสั่งให้นายทหารไปรายงานตัวต่อคณะปฏิรูป พล.อ.ฉลาด ไม่ไปรายงานตัว และวันถัดมา พล.อ.ฉลาด เรียกนายทหารคุมกำลังไปประชุมที่บ้านลาดพร้าว แต่คณะปฏิรูปไม่ปล่อยให้นายทหารคนดังเคลื่อนไหว จึงสั่งปลด พล.อ.ฉลาดออกจากราชการทหาร

ปี 2520 พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกส่งไปจองจำร่วมกับ “นักโทษการเมือง 6 ตุลา” ที่คุกบางขวาง ปิดตำนานนายทหารใหญ่ที่คิดก่อการยึดอำนาจ 2 ครั้งไม่สำเร็จ

คำถาม พันธกิจคณะอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421473?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำถาม พันธกิจคณะอนาคตใหม่

10 มีนาคม 2563 – 08:17 น.
คณะอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

คำถาม พันธกิจคณะอนาคตใหม่ โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

วันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวบรรยายพิเศษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เรื่อง “เมื่ออนาคตใหม่เป็นอดีต อะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายค้านต่อไป” เมื่อได้อ่านสิ่งที่นายธนาธรพูดและตอบคำถามผู้สื่อข่าว ก็เกิดคำถาม ข้อสังเกต ความรู้สึกทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามพันธกิจของคณะอนาคตใหม่

ประเด็นแรก นายธนาธรบอกว่า คณะอนาคตใหม่ต้องการต่อต้านเผด็จการและสนับสนุนความเท่าเทียมและความเป็นประชาธิปไตยในสังคม ในประเด็นนี้จะไม่ขอโต้แย้งเรื่องการต่อต้านเผด็จการเพราะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ในตอนนี้ไม่ต้องการเผด็จการ แต่คำถามในประเด็นนี้คือ อะไรคือความเท่าเทียมกันในความหมายของคณะอนาคตใหม่ เป็นความเท่าเทียมกันที่ผลลัพธ์หรือโอกาส หากเป็นการเท่าเทียมกันของผลลัพธ์ (Equality of Outcome) นั้น ขอไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะหากมีคนกลุ่มหนึ่งขยันทำมาหากิน มีความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่คนอีกกลุ่มเป็นพวก Free-Rider วันๆ ไม่ทำอะไร รอแต่แบมือขอจากรัฐ แต่ผลลัพธ์กลับเป็น ทุกๆ คนในสังคมกลับได้รับผลประโยชน์ที่เท่ากัน อย่างนี้เรียกว่าไม่ยุติธรรม แต่จะขอสนับสนุนหากเป็นความเท่าเทียมกันของโอกาส (Equality of Opportunity) ที่รัฐและสังคมให้ทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม โดยผลลัพธ์อาจจะไม่เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันของแต่ละคน (แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายนะ)

ประเด็นที่สอง พันธกิจการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นของคณะอนาคตใหม่ โดยนายธนาธรพูดถึงปัญหาการผูกขาดการเมืองท้องถิ่นโดยบางครอบครัว และการประกาศต้องการยืนอยู่ตรงข้ามกับการซื้อเสียง

1.ในประเด็นนี้ต้องขอเตือนก่อนว่าการตัดสินใจสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในการเมืองท้องถิ่นจะทำให้พรรคก้าวไกลที่คณะอนาคตใหม่สนับสนุนเกิดปัญหาในการเลือกตั้งระดับชาติเพราะผู้พ่ายแพ้หรือชนะแบบเหนื่อยมากในการเมืองท้องถิ่นจะผูกใจเจ็บและรอแก้แค้นในเวทีระดับชาติ ในการเมืองแบบไทยๆ นักการเมืองระดับชาติจำนวนมากจะไม่ยุ่งกับการเมืองท้องถิ่นเพราะคู่แข่งขันในการเมืองท้องถิ่นทั้งหมดอาจเป็นฐานทางการเมืองของนักการเมืองระดับชาติผู้นั้น การเลือกข้างเท่ากับการทำลายหม้อข้าวตัวเอง

2.นายธนาธรควรทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นแบบไทยๆ ให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะสังคมอุปถัมภ์ของไทย บอกได้เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่ล้วนผ่านการเป็นผู้ถูกอุปถัมภ์หรือ/และผู้อุปถัมภ์มาแล้วทั้งนั้น นายธนาธรก็มาจากภาคธุรกิจก็น่าจะเข้าใจคำว่า คอนเนกชั่น ที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและ/หรือการอุปถัมภ์ในทางธุรกิจ การที่บางครอบครัวผูกขาดชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นๆ มาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนรวมหรือเรื่องส่วนตัว เช่น ลูกเข้าโรงเรียน พ่อแม่เข้าโรงพยาบาล พี่น้องถูกจับ เงินทองติดขัด หรือจะจัดงานบวช งานแต่ง งานศพ เป็นต้น พฤติกรรมทางการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องปกติในท้องถิ่นชนบทที่สมาชิกคณะอนาคตใหม่ต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าไปแบ่งแยกชนชั้นอย่างที่อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เคยกล่าวหานักการเมืองที่ไปงานศพ งานบวชว่าเป็นนักการเมืองตลาดล่าง

3.เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการต่อต้านการซื้อเสียงที่ทำให้การเมืองไทยไปไม่พ้นวงจรอุบาทว์ แต่ก็ขอตั้งคำถามว่าจะแก้ไขอย่างไรในเมื่อพฤติกรรมทางการเมืองแบบนี้เกือบจะเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไปแล้ว นายธนาธรเคยได้ยินคำว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” หรือเปล่า และที่สำคัญเงิน 300–1,000 บาท อาจดูไม่มากสำหรับคนเมือง แต่มีความหมายมากกับคนชนบทที่ยากจน ขอทิ้งข้อนี้ไว้ให้เป็นการบ้านไปคิดเวลาว่าง

ประเด็นที่สามเกี่ยวกับพันธกิจที่สองของคณะอนาคตใหม่ที่ต้องการสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมและแนวคิดแบบประชาธิปไตย
1.แนวคิดแบบเสรีนิยมของนายธนาธรและคณะอนาคตใหม่มีลักษณะอย่างไร การที่คนเห็นต่างจากนายธนาธรและคณะอนาคตใหม่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในโซเชียลมีเดีย การที่มีผู้ออกมาแสดงการไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล การที่นักศึกษาต้องการชักธงดำขึ้นแทนธงชาติไทย ความพยายามปลุกแฟลชม็อบให้ออกไปชุมนุมประท้วงบนท้องถนน รวมถึงการมองฮ่องกงโมเดล เป็นแนวทางในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และการที่มีบุคคลบางกลุ่มแสดงออกระหว่างการชุมนุมหรือนอกที่ชุมนุมในทำนองล่วงละเมิดสถาบัน พฤติกรรมเหล่านี้คือเสรีนิยมแบบของนายธนาธรและคณะอนาคตใหม่ต้องการ ใช่หรือไม่

2.คนไทยส่วนใหญ่ในสังคมต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบไปที่ละขั้นละตอน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงในแค่ค่ำคืนหรือเปลี่ยนแบบพลิกกลับด้าน วิธีเปลี่ยนแปลงต้องไม่ก้าวร้าว แต่ที่สำคัญต้องไม่ทำลายฐานความคิดหลักของสังคมที่ได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเคารพในสถาบัน ฉะนั้นจะเป็นเสรีนิยมยังไงก็ตาม ต้องไม่ทำลายสถาบันและไม่ลดความสำคัญของสถาบันลง

ประเด็นที่สี่ในการเดินสายของนายธนาธรเพื่อสร้างเครือข่ายประชาชนทั้ง 77 จังหวัดในการปกป้องประชาธิปไตย ในกรณีนี้อยากทำ ทำไปเลย ตราบใดที่ไม่มีการละเมิดสถาบันหรือปล่อยให้มีบางกลุ่มถือโอกาสกระทำการหรือปลุกปั่นให้ละเมิดสถาบัน ตราบใดที่ไม่มีการปลุกปั่นให้เกิดภาวะอนาธิปไตยในสังคม และตราบใดที่การกระทำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย

ประเด็นที่สี่เรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม ที่มีการกล่าวหาว่ารัฐสนับสนุนให้ทำ คำถามคือแน่ใจหรือว่าฝ่ายต่อต้านรัฐไม่ได้ทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่จงใจสร้างความเกลียดชังในสังคม พวกที่ชอบตั้งและติดแฮชแท็กประชดประชันหรือด่าฝ่ายรัฐบาลหรือบางแฮชแท็กเลยเถิดเป็นกึ่งๆ ละเมิดสถาบัน การกระทำเหล่านี้เป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไม่และใครทำ

ประเด็นที่ห้านายธนาธรยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแฟลชม็อบของนักศึกษาและมั่นใจว่าการชุมนุมจะไม่บานปลายเหมือนฮ่องกง ในประเด็นนี้ขอภาวนาให้จริงเถอะ จะได้เชื่อว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ของเยาวชนจริง ๆ แต่อย่าให้เห็นนะว่ามีแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่หรือคณะอนาคตใหม่หรือเครือข่าย รวมถึงแกนนำพรรคก้าวไกลเข้าไปผสมโรงกับแฟลชม็อบ และหากเกิดการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามสันติวิธี นายธนาธรต้องแสดงความจริงใจด้วยการออกมายุติการชุมนุมนั้น เพราะไม่เช่นนั้นคนในสังคมอาจตั้งคำถามว่านายธนาธรและคณะอนาคตใหม่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมหรือเปล่า

ประเด็นที่หกคือนายธนาธรเชื่อว่านักศึกษาต้องการให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ รวมถึงเชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาคน 47% มีจุดยืนไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเพียง 25% ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และอีก 27% เลือกพรรคที่ไม่แสดงจุดยืนชัดเจน ทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน

1.คำถามคือใน 47% ที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ พวกเขาสนับสนุนนายธนาธรอย่างนั้นหรือ และหากพรรคที่ไม่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนกลับข้างและตัดสินใจไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แล้วไปอยู่ข้างนายธนาธร ในกรณีนี้จะสะท้อนความต้องการของประชาชนหรือไม่

2.พลพรรคอดีตพรรคอนาคตใหม่อย่าหลงดีใจกับ 6 ล้านเสียงที่เคยได้และใช้เป็นข้ออ้างความชอบธรรมของพรรค ลองคิดให้ดีสิว่าหากพรรคไทยรักษาชาติไม่ถูกยุบไปก่อนการเลือกตั้ง ในความเป็นจริงอดีตพรรคอนาคตใหม่ควรได้คะแนนเท่าไรกันแน่

3.หากมีการเลือกตั้งใหม่วันนี้แล้วพรรคที่ชนะการเลือกตั้งคือพรรคที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือสนับสนุนใครก็ตามที่เป็นกลุ่มเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายธนาธรกับคณะอนาคตใหม่จะว่าอย่างไร

ประเด็นสุดท้ายที่นายธนาธรบอกว่าได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวดว่าการหักหลังเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมืองนั้น ยินดีด้วยที่เข้าใจได้สักที ในตรรกะทางการเมืองนั้น อมตวาจาคือ “ไม่มีมิตรแท้และศรัตรูที่ถาวร” “มีแต่อำนาจและผลประโยชน์เท่านั้นที่เที่ยงแท้” เมื่อเข้าใจดีแล้วก็อย่าโกรธนะ หากมื้อเย็นที่ซอยทองหล่อจะไม่เป็นอย่างที่คุยกันไว้ หรือหากในอนาคต พรรคก้าวไกลจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไป

…การเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้

ควบคุมการระบาดของโควิด-19ด้วยองค์ความรู้แบบบูรณาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ควบคุมการระบาดของโควิด-19ด้วยองค์ความรู้แบบบูรณาการ

9 มีนาคม 2563 – 18:30 น.
ควบคุม,ระบาด,โควิด-19,ไวรัส
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

ควบคุมการระบาดของโควิด-19ด้วยองค์ความรู้แบบบูรณาการ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในหลายประเทศ แถมยังมีข่าวจากฮ่องกงที่สร้างความตกอกตกใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะคนเลี้ยงสัตว์ ที่ว่าสุนัขของครอบครัวผู้ป่วยโควิด-19 มีการติดเชื้อในระดับต่ำ ถือเป็นรายงานครั้งแรกของโควิด-19 ที่มีการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์

 ศ.นสพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า โรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คนเรียกว่า Zoonosis ที่ผ่านมาในอดีตพบว่าต้นตอของเชื้อไวรัสเกิดจากสัตว์ เช่น ค้างคาว และแพร่สู่สัตว์ตัวกลาง ก่อนจะส่งผ่านมายังมนุษย์เป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ โคโรนาไวรัสสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ อัลฟ่า เบต้า แกมม่า และเดลต้า ซึ่งแต่ละชนิดพัฒนาในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างกัน สำหรับโควิด-19 จัดเป็นโคโรนาไวรัสกลุ่มเบต้า อยู่ในตระกูลเดียวกับโคโรนาไวรัสที่เป็นต้นกำเนิดโรค SARS-COV และ MERS-COV เช่นในอดีต

“ในอดีตที่ผ่านมามีโรค MERS-COV ที่มีต้นกำเนิดจากค้างคาวและแพร่ไปอูฐ ก่อนมายังมนุษย์ รวมถึงโรค SARS-COV เกิดจากค้างคาวไปสู่ชะมดก่อนมาสู่คน ถามว่าเพราะเหตุใดค้างคาวมักเป็นตัวเก็บเชื้อหลัก สาเหตุเป็นเพราะร่างกายของค้างคาวมีอุณหภูมิสูง ไวรัสอยู่ได้แต่ไม่เพิ่มจำนวนมาก และภูมิคุ้มกันของค้างคาวมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา มีการทำงานร่วมกับเชื้อไวรัสทำให้อยู่ร่วมกันได้ไม่ก่อโรคมากนัก แต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่มีความเครียด เชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากและสามารถขับออกมาสู่สิ่งแวดล้อมได้”

อาจารย์รุ่งโรจน์ชี้ว่า การทำงานเพื่อค้นหาต้นตอของการระบาดของไวรัสที่มีศักยภาพในการก่อโรคอุบัติใหม่ ต้องอาศัยความร่วมมือและองค์ความรู้แบบบูรณาการกันจากหลายภาคส่วนตามหลักการของ สุขภาพหนึ่งเดียว เพราะเมื่อเป็นโรคที่มีต้นตอมาจากสัตว์ป่า ก็ต้องอาศัยการร่วมมือกันของหน่วยงานหลายฝ่ายเช่น นักธรรมชาติวิทยา กรมอุทยานแห่งชาติฯ สัตวแพทย์ และแพทย์ รวมถึงบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

เหล่านี้จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันของ Thailand One Health University Network หรือเครือข่ายความร่วมมือกันของสหสาขาวิชาการเพื่อรับมือและตั้งรับสถานการณ์โรคระบาดปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในเมื่อมันเป็นโรคที่มาจากสัตว์ป่า เราก็ต้องเข้าไปดูว่าเพราะอะไรมันถึงเกิดการระบาด เราเข้าไปดูว่ามีเชื้ออะไรที่เป็นความเสี่ยงหรือมีอะไรที่จะเป็นพาหะได้ เพราะจากประสบการณ์ในอดีตมีโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดสู่หมูและสัตว์ปีกและสามารถก่อโรคในคนได้ ซึ่งเมื่อถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสดูและศึกษาทางพยาธิวิทยาและระบาดวิทยา ก็สามารถเข้าใจการก่อโรคและวางแผนควบคุมและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ อาจารย์รุ่งโรจน์อธิบายว่า การติดเชื้อโคโรนาไวรัสในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด จะติดได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับตัวรับในเซลล์ หรือ Receptor ที่มีชื่อว่า ACE2 และจากการวิจัยพบว่าสัตว์ตระกูลลิง รวมถึงมนุษย์มีลักษณะตัวรับที่ใกล้เคียงกัน ก็น่าจะติดเชื้อได้ ขณะเดียวกัน สุนัขและสัตว์อื่นๆ ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมที่แตกต่าง อาจมีตัวรับบางตำแหน่งที่สามารถจับกับไวรัสได้บ้าง

“กรณีสุนัขเราพบว่ามีตัวรับที่สามารถจับได้ 1 ตำแหน่งจาก 3 ตำแหน่ง และจากการตามข่าวพบว่า สุนัขตัวที่ติดเชื้อในระดับต่ำ อาจมีการปนเปื้อนไวรัสในช่องจมูก ช่องปาก แต่ไม่พบในระบบทางเดินอาหารหรือทวารหนัก แสดงว่าสุนัขมีความน่าจะเป็นที่จะมีการปนเปื้อนไวรัส แต่ก็ต้องตามดูอาการต่อว่าจะสามารถตรวจพบไวรัสได้นานแค่ไหนและมีปริมาณไวรัสสูงในระดับไหน หากต้องการทดสอบว่าเป็นการติดเชื้อจริง ต้องมีการแยกไวรัสและนำไวรัสไปใส่ในสัตว์ทดลอง หากสัตว์ทดลองมีอาการทางคลินิกและสามารถแยกเชื้อออกมาได้อีก ก็สามารถสรุปได้ว่าไวรัสดังกล่าวก่อโรคในสัตว์จริง”

ทั้งนี้อาจารย์รุ่งโรจน์แนะนำว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยง หรือปศุสัตว์ ควรหลีกเลี่ยงและกักกันโรคตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

“สภาวะติดเชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์ หรือ Reverse Zoonosis (Anthroponosis) เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนปี 2009 หรือไข้หวัดใหญ่ H1N12009 ระบาด เกิดจากคนเลี้ยงสัตว์ไปจามใส่หมู หมูติดเชื้อ” อาจารย์รุ่งโรจน์กล่าว พร้อมย้ำว่าเมื่อไม่มีการยืนยันที่แน่นอนว่าสัตว์เลี้ยงจะสามารถติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้มากน้อยแค่ไหน และยังไม่ทราบว่าหากสัตว์ติดไวรัส ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์หรือไม่ จึงควรป้องกันการติดเชื้อไปมาระหว่างกันไว้จึงจะดีที่สุด

อาจารย์รุ่งโรจน์ยังเพิ่มเติมอีกว่าเนื่องจากโควิด-19 มีระยะการฟักตัวที่ยาวนานกว่า และมีระยะเวลาการแพร่เชื้อในขณะที่ไม่มีอาการ รวมทั้งอัตราการตายของผู้ติดเชื้อน้อยกว่าโรค SARS-COV และ MERS-COV ที่เคยระบาดในอดีต ก็อาจจะอนุมานได้ว่า จะมีจำนวนประชากรป่วยมากขึ้น และหากเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการติดเชื้อ ก็จะมีผู้เสียชีวิตสูงขึ้นทั่วโลก แต่หากไวรัสไม่มีการกลายพันธุ์ ประชากรมนุษย์ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ เสมือนเป็นโรคประจำถิ่น เพราะมีภูมิคุ้มกันในประชากรบ้างแล้ว

“ต้องย้ำว่า เราต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม และหมั่นป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ เพราะเชื้อมันอยู่ในป่า ถ้าเราไม่รุกรานป่า ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่กินเนึ้อสัตว์ป่า ไม่ทำลายระบบนิเวศ ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้ามีการสัมผัสระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ (Human animal interface) รวมถึงการมีการป่วยหรือมีอาการผิดปกติหลังจากสัมผัสสัตว์ หรือหากติดเชื้อแล้วก็ให้แยกตัวเองเพื่อกักกันโรคจากคนและสัตว์ และให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสอย่างละเอียดเพื่อประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและรักษา ถือเป็นการรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมที่ดี” อาจารย์รุ่งโรจน์สรุปและให้คำแนะนำอย่างสมบูรณ์