“ธรรมนัส-สิระ” เทียบฟอร์มวีรกรรมแสบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421869?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธรรมนัส-สิระ” เทียบฟอร์มวีรกรรมแสบ

12 มีนาคม 2563 – 10:10 น.
สิระ เจนจาคะ,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

“ธรรมนัส-สิระ” เทียบฟอร์มวีรกรรมแสบ

โอ๊ยยยย กองเชียร์บอกเกิดอะไรขึ้น? กองเฉ่งบอกมันสะใจจริ๊ง !!

กับความระส่ำระสายที่คนในเล่นกันเอง จากปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐที่ สิระ เจนจาคะ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความรับผิดชอบจากกรณีปัญหาคนสนิทกักตุนหน้ากากอนามัยหรือไม่ ?

อ่านข่าว…  อย่าเพิกเฉยช่วยแจ้ง”กักตุน-หลอกขาย” หน้ากากอนามัย

คนคู่นี้ถึงไม่ปะฉะดะกันตรงๆ แบบเผชิญหน้า แต่หลายคนก็อดที่จะเอาสองคนนี้มาเทียบมวยกันไม่ได้ คือต่อให้ไม่รู้จะวัดตรงไหน เพราะรายหนึ่งออกแนวเชียร์ลีดเดอร์โป๊งชึ่ง แต่อีกฝ่ายก็ออกแนวเทพพลังยุทธ

แต่ถ้าจะเอาพอเป็นสีสันมันๆ ก็ต้องบอกว่าต่างคนต่างก็มีดีกรี-วีรกรรมและเส้นทางคนดังในแบบฉบับแซบๆ ของตนเองทั้งคู่

++

      สิระ-สายลุย
เชื่อว่าคนไทยได้รู้จักประวัติความเป็นมาของ ส.ส.กรุงเทพฯ ชื่อสิระมาบ้างแล้ว และที่ต้องบันทึกคือชายคนนี้ลุยงาน จับงานมาหลายแวดวงมาก

คร่าวๆ สิระเป็นชาวตาคลี จ.นครสวรรค์ เคยมีเส้นทางในแวดวงมวยไทย ในนาม “เสี่ยวอลโว่” ผู้นำเข้ารถจากต่างประเทศ ทั้งเบนซ์ และวอลโว่ นั่นแหละ

นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของค่ายมวย “ส.สิระดา” อันโด่งดัง จากนั้นวางมือ แล้วหันมาจับ “ธุรกิจบ้านทรงไทย” รุ่งเรืองร่ำรวยจนหลายคนต้องอ้าปากค้าง

ธรรมดาคนเราเมื่อมีเงินเส้นทางต่อไปคือ “อำนาจบารมี” สิระตัดสินใจลงการเมืองสนามใหญ่ราวปี 2554  สมัคร ส.ส.ในนาม “พรรครักษ์สันติ” ที่มี ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

แต่ชาวเขต 11 หลักสี่ ดอนเมือง (แขวงสนามบิน) ยังไม่ต้อนรับเขาเท่าไร เพราะใจเทไปให้พรรคค่ายแดงกระแสนารีขี่ม้าขาว

นารีทำงานไม่นานเจอกระแสขับไล่จากคนนับล้านปลายปี 2556 แต่ฟากสิระมีผลงานพิเศษจากการเปิดบ้านทรงไทยของตนเองริมถนนแจ้งวัฒนะให้อดีต “พระพุทธะอิสระ” ทำเป็นกองบัญชาการของเวที กปปส.ภาค 7 จนกลายเป็นศิษย์ท่านไปโดยปริยาย

ดังที่ทราบงานนี้ส่งผลให้หลังรัฐประหาร 2557 สิระได้รับแต่งตั้งเป็น สปช.สายสังคม มีผลงานคัดค้านการเปิดบ่อนกาสิโน ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเกิดไปแต่งตั้ง “วิภาวี เจนจาคะ” คนใกล้ชิดเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว

จริงๆ คนไทยวงกว้างยังไม่รู้จักเขามากนัก จนกระทั่งมาเห็นวีรกรรมครั้งที่ดุเด็ดเผ็ดมันที่สุดแล้วหลังเข้ามาเป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐช่วงปี 2562

ในพรรคคือวีรกรรมที่เขาเคยออกมาประกาศไล่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอนที่พรรคมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ ระหว่างรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

แน่นอนสิระทำในฐานะของ ส.ส. ที่มาจากกลุ่มสามมิตร เพราะเขาเป็นมือขวาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ทำหน้าที่ดูแลสมาชิกกลุ่มสามมิตร

สำหรับวีรกรรมนอกพรรคที่คนไทยไม่มีวันลืม คือไปปรากฏตัวในคลิปวิดีโอกำลังมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูเก็ต ระหว่างเดินทางไปตรวจสอบการก่อสร้างอาคารชุดซึ่งได้รับการร้องเรียนว่าเป็นที่พักอาศัยบนที่ดินที่ได้เอกสารสิทธิไม่ชอบตามกฎหมาย ทำให้คนไทยจดจำเขาว่าเป็น ส.ส. “กร่าง” นับแต่นั้น

กระทั่งมาโด่งดังแบบโป๊ะแตกอีกครั้ง เพราะเกิดไปควักกระเป๋าซื้อหน้ากากอนามัยไม่ได้มาตรฐานแจกชาวบ้าน เจ้าตัวบอกถูกหลอกแต่ทำด้วยหัวใจรักประชาชน

นี่ยังไม่นับวีรกรรมแท็กทีมกับ ส.ส.ปารีณา จน กมธ.ป.ป.ช. ป่วนไปหมด จนล่าสุดเมื่อได้จังหวะที่ ร.อ.ธรรมนัส เจอพิษหน้ากากกักตุน เจ้าตัวก็ได้ทีรีบผสมโรงขย่ม

งานนี้ไม่รู้เพราะจะได้กลบข่าวความหน้าแตกของตนเองงวดก่อน หรือเพราะเป็นภารกิจของก๊วนในพรรคกันแน่

++

   ธรรมนัส-สายเทพ
เกริ่นเลยว่านี่คือ “เทพประสานสิบทิศ” ที่มีกำลังภายในแรงกล้าของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวย่างของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงไม่ได้มาเล่นๆ

เอาแค่ชื่อแซ่ก็มากจนไม่รู้ว่าเจ้าตัวจำตัวเองได้หรือไม่ เช่น ยุทธภูมิ โบพรหม, พชร โบพรหม, พชร พรหมเผ่า และมนัส พรหมเผ่า หลายคนเรียกเขาสั้นๆ ว่า “ผู้กองตุ๋ย” แต่จริงๆ แล้วมีชื่อเล่นจากพ่อแม่ตั้งให้ว่า “นัส”

เส้นทางแรกเริ่มของหนุ่มพะเยา ผู้ซึ่งมีบิดา อินจันทร์ พรหมเผ่า เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา

เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 และจบนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 36 รุ่นเดียวกันกับ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ

ตามข้อมูลทุกแหล่งระบุตรงกันว่า ธรรมนัสเป็นที่รักของเพื่อนนักเรียนในรุ่น ยาวมาถึงชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยความเป็นคนใจกว้าง ใจนักเลง ช่วยเหลือผู้คนมากมี

แต่ก็น่าแปลกใจที่ในอีกด้านของเหรียญ ชีวิตของเขาพัวพันกับเรื่องราวมากมายที่พูดได้ว่าเป็น “วีรกรรมสีเทา” เมื่ออาชีพข้าราชการทหารของเขาต้องถึงทางตันราวปี 2542

เพราะเข้าไปมีเอี่ยวกับคดีฆาตกรรมหนุ่มนักเรียนนอก (กับพวกรวม 3 คน) ตอนนั้นเขาใช้ชื่อ ร.อ.พชร ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าบ้านที่เกิดเหตุ แต่ที่สุดในปี 2546 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องตัวเขากับลูกน้องที่เป็นทหารในคดีนั้น

เมื่อฝันในเส้นทางกระบี่ไขว้สายทหารม้าไม่ได้ไปต่อ ก็หันมาทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย บริษัท ธรรมนัส การ์ด (ปัจจุบันขายกิจการไปแล้ว) โดยจับมือกับผู้ใหญ่คนสนิทแนบแน่นอย่าง “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต

อย่างว่า คนที่โลดแล่นในเส้นทางธุรกิจที่ต้องอาศัยเส้นสายกำลังภายใน อย่างรถเมล์, อสังหาริมทรัพย์, ตลาด และยี่ปั๊วขายสลากฯ  หจก.ขวัญฤดี ซึ่งเคยเป็น 1 ใน 5 เสือกองสลาก ธรรมนัสจะนับว่าเป็นผู้กว้างขวางขนาดไหน

จนกระทั่งลมแห่งอำนาจพัดพาเขาเข้ามาสูดกลิ่นการเมือง บางคนอาจลืมไปว่า ร.อ.ธรรมนัส เข้าสู่เส้นทางการเมืองที่่พรรคไทยรักไทยราวปี 2542 และยังเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2557 ครั้งที่เจอประท้วงจนต้องเป็นโมฆะ

กระทั่งมาได้ยินอีกทีว่าเขาหันไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เป็นถึงประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือดูแลพื้นที่เลือกตั้ง แถมยังทำผลงานเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่อย่างจังจนได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ มากอด

แต่ชีวิตคนไม่จบง่ายเหมือนละคร ผู้กองนัสโดนขุดคุ้ยวีรกรรมสีเทาอื่นๆ ออกมาเผาซ้ำ คือการที่เคยถูกปลดออกจากราชการในปี 2534 เนื่องจากขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และในปี 2536 หนีราชการในเวลาประจำการ แต่เจ้าตัวก็ทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการใหม่ทั้งสองครั้ง

หากปะติดปะต่อดีๆ รอยต่อช่วงนั้นเองที่คาบเกี่ยวกับอีกวีรกรรมเด็ดที่เขาเคยทำไว้ในต่างประเทศ คือถูกจับเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2536 ที่โรงแรมพาลาจใกล้ชายหาดบอนได ประเทศออสเตรเลีย พร้อมพวกอีก 3 คน และเฮโรอีนของกลาง 3.2 กิโลกรัม โดยบันทึกของศาลระบุว่า “มนัส โบพรหม” รับสารภาพเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 ศาลตัดสินในปี 2537 จำคุก 6 ปี แต่จำคุก 4 ปีก่อนถูกเนรเทศกลับไทย

แต่เจ้าตัวปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุด เขาก็รอดมาได้ด้วยเสียงไว้วางใจมากกว่า

จนกระทั่งมาเจอวิบากล่าสุดเรื่องคนสนิทกักตุนหน้ากากอนามัย ที่หลายคนพูดตรงกันว่าดูๆ แล้ว เทพถิ่นเหนือของพรรคจะเป็นสนิมเนื้อในเรือเหล็กของรัฐบาลลุงเสียมากกว่าหรือไม่น่ะสิ

บางคนบอกได้กลิ่นว่าจะมีคนถูกโดดเดี่ยว ลาลาลอยแพด้วยซ้ำ รอดู

‘ไผ่’แรง ‘สิระ’ ลาม สงครามตัวแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ไผ่’แรง ‘สิระ’ ลาม สงครามตัวแทน

12 มีนาคม 2563 – 09:25 น.
หน้ากากอนามัย,พรรคพลังประชารัฐ,สิระ เจนจาคะ,ไผ่ ลิกค์,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,กลุ่มชากังราว,กลุ่มสามมิตร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 มี.ค.63

******************************

ไม่น่าเชื่อว่า ปัญหา “หน้ากากอนามัย” ขาดแคลน จะกลายเป็นประเด็นร้อน เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลประยุทธ์ เมื่อเกิดกรณีคณะทำงานรัฐมนตรีคนหนึ่ง ไปโผล่ในเฟซบุ๊กของบุคคลที่อ้างว่า มีหน้ากากอนามัยมากมายไว้ขาย

สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เมื่อ สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลาออกจากรัฐมนตรี

จากเรื่องนี้ ยังลามไปในไลน์กลุ่ม ส.ส.พลังประชารัฐ เมื่อ ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร เปิดศึกโต้ตอบ “สิระ” จนลามไปถึงเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร

กองหน้าสามมิตร?

ลีลาห้าวเป้งของสิระ เจนจาคะ เจ้าของเรือนไทยริมถนนแจ้งวัฒนะนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันนี้ เฉพาะช่วงที่เปิดตัวเป็นโฆษก “กลุ่มสามมิตร” เมื่อกลางปี 2561 ให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง ก็สร้างความฮือฮาให้แก่นักข่าวมานักต่อนัก

ถ้ายังจำกันได้ สิระเคยรับบทหัวหมู่ทะลวงฟันให้กลุ่มสามมิตร ขับไล่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แต่เคลียร์กันได้ เรื่องก็จบไป

สิระ ขาบู๊

พักหลัง สิระพยายามแสดงตัวว่าเป็น “สายตรง” บ้านป่ารอยต่อฯ อย่างกรณีวิวาทะกับ “ไผ่ ชากังราว” สิระอ้างถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่บอกให้ใจเย็นๆ กินข้าวมากๆ พักผ่อนบ้าง

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ระดม ส.ส.พลังประชารัฐ 40 คน รับประทานอาหารกลางวันที่ รร.สุโกศล สิระก็นั่งร่วมโต๊ะกับแกนนำสามมิตร

เช็กทุกสายข่าว สิระยังเป็นศูนย์ดาวเด่นของสามมิตร เอฟซี และมีภารกิจเขี่ยลูกบอลให้ “ลุงตู่” เตะเปลี่ยนเกม สู่รัฐนาวา “ตู่ 2/2” 

ซุ้มกำแพงเพชร

ดังที่รู้กัน กลุ่มการเมืองกำแพงเพชร ที่ยกก๊วนจากเพื่อไทย มาอยู่พลังประชารัฐ ยังไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันเสียทั้งหมด “ไผ่ ลิกค์” จึงส่งน้องชาย ภูผา ลิกค์ ไปเป็นเลขานุการ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ

ขณะที่ 2 ส.ส.กำแพงเพชร อย่างปริญญา ฤกษ์หร่าย และอนันต์ ผลอำนวย ไปสังกัดกลุ่มสามมิตรเต็มตัว ส่วนไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ก็ยังเกาะเกี่ยวกับกลุ่มสามมิตร และ “ผู้กองธรรมนัส”

ไผ่ ซุ้มชากังราว

ไผ่” ผงาดบนถนนการเมือง เพราะบารมีพ่อ เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร สมัย และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เรืองวิทย์เป็นเจ้าของ “กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา” ซึ่งในอดีต ไวพจน์ก็เติบโตมาจากซุ้มนี้

ธรรมนัสและ ไผ่ ลิกค์

บังเอิญช่วงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร ซีกไผ่ ลิกค์ หวังส่งจุลพันธ์ ทับทิม สายตรงเรืองวิทย์ ลงสมัคร แต่กลุ่มวราเทพ หนุน “เพชรภูมิ” ลูกชายไวพจน์

ระหว่างไลน์เดือด สิระจี้จุดแทงใจไผ่ว่า “คนไม่ช่วยลูกพี่ไวพจน์” ทำไมไม่ลาออก?

ซุ่มดัน‘วราเทพ’

ไม่นึกว่า ปมเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร ยังคาใจ สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่รับบทแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร

ย้อนไปดูภาพรวมเลือกตั้งซ่อม วราเทพ รัตนากร” พร้อม 2 ส.ส.เมืองชากังราว เดินเกมหาเสียงเต็มสูบ ร่วมกับทีม ส.ส.พิจิตร กลุ่มสามมิตร ที่ยกกำลังไปช่วยลูกไวพจน์

สิระไปหาเสียงช่วยลูกไวพจน์ ไม่เห็นไผ่โผล่มาเลย

อีกด้านหนึ่ง กลับมีภาพ จุลพันธ์ ทับทิม ผู้พลาดหวังจากการลงสนามเป็นตัวแทนพลังประชารัฐ ไปช่วยกัมพล ปัญกุล ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย โดยอ้างว่า รู้จักกันเป็นการส่วนตัว กัมพลเคยเป็นรองนายก อบจ. สมัยจุลพันธ์เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งซ่อมเป็นไปตามคาด เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ได้รับเลือกตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน และวราเทพ รัตนากร ยิ้มหน้าบาน

วราเทพ สมศักดิ์ อุ้มลูกไวพจน์เข้าสภาฯ สำเร็จ

พลันที่มีข่าว “ปรับ ครม.” หลังเสร็จศึกซักฟอก ภายในกลุ่มสามมิตร จึงวาดฝันจะดัน “วราเทพ” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยอาจจะขยับสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ซุ้มเพชรบูรณ์ ออกไปนั่งข้างสนามชั่วคราว

ลึกๆ แล้ว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ก็หวังสลับเก้าอี้กับสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน แต่ก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากสนธิรัตน์มีผลงานเข้าตานายกฯ ลุงตู่

สบโอกาส “สหายผู้กองพลาด” เพราะคนใกล้ตัว จึงถูกผีหน้ากากตามหลอน จนมีอาการมึนๆ คนกันเองจึงบรรเลงเพลงไล่ ดังลั่นบ้าน

ถ้าเก้าอี้ว่าง โอกาสที่หนุ่มใหญ่ คนกำแพงเพชรจะจอดป้ายทำเนียบ ก็มีความเป็นไปได้สูง

นักการเมืองทำอะไรบ้างในโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองทำอะไรบ้างในโควิด-19

12 มีนาคม 2563 – 09:13 น.
โควิด-19,นัการเมือง
เปิดอ่าน 77 ครั้ง

นักการเมืองทำอะไรบ้างในโควิด-19 คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… สถิตย์ ธรรม

“ใช่จังหวะหรือเปล่าออกมาไล่รัฐบาล “ลุงตู่” ในตอนนี้” ดูอาจเป็นคำถามลอยๆ จากผู้คนที่กำลังเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งถึงบรรดานักการเมือง ที่วันๆ ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการส่งเสียงปลุกระดมแต่หาได้มีข้อเสนอแนวคิดดีๆ ร่วมไม้ร่วมมือกับทุกฝ่ายในการผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปให้ได้

ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ กำลังกรำศึกอย่างหนัก หรือแม้แต่คนหน้าด่านอย่าง ตม. ต้องคอยคัดกรองผู้คนเดินทางเข้าออกประเทศ แทบไม่ได้พักผ่อน กระทั่งพบการติดเชื้อแล้วสองราย ซึ่งควรจะหันกลับมาตระหนักในการให้ความดูแลบุคลากรเหล่านี้ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ปรากฏว่าแทบไม่ได้ยินได้ฟัง “บรรดาผู้เคยมาบริหารบ้านเมือง” จะเสนอแนวทางไอเดียใหม่ หรือติดตามสถานการณ์โลกว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพราะไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรอกที่กำลังวุ่นวายกับปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเดียวกัน ต่างพยายามหาทางแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ

นักการเมืองที่ถนัดแหกปากเรียกร้องประชาธิปไตยสามเวลาหลังอาหาร ทราบบ้างหรือไม่ บรรดาประเทศที่เจริญแล้วกำลังเผชิญสถานการณ์อย่างไรบ้าง ญี่ปุ่น โดย ชินโซะ อาเบะ อาจต้องตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อิตาลีกำลังประสบวิกฤติเมื่อยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 631 ราย หรืออิหร่านที่มีบรรดานักการเมืองระดับสูงต้องเสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วงจากพิษโรคภัย
นักการเมืองแต่ละประเทศไม่มีเวลาออกมาพ่นวาทกรรมโจมตีกันในเวลานี้เลย มีแต่ประเทศไทยนี้ล่ะครับที่ นักการเมืองสัปปะรังเค ไม่ได้รู้สึกรู้สาหรือโรคร้ายยังไม่ถึงตัวกระมังจึงสนุกอยู่กับการโหนกระแสความโหดร้ายโรคภัยโยงให้เป็นเรื่องการล่มสลายของรัฐบาลให้ได้
“โควิด-19 กำลังเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาล หากผลปรากฏความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้มีอำนาจคงมิอาจหลีกเลี่ยงผลที่จะต้องเผชิญ และเชื่อว่าสิ่งที่จะได้รับจะเป็นผลตอบแทนที่ประชาชนจะมอบให้อย่างสาสมจากความไม่พึงพอใจของพี่น้องประชาชน ต้องเผชิญกับวิกฤติที่จะส่งผลอันไม่อาจคาดคิด ถ้าไร้ความสามารถก็ควรเปิดหนทางให้สังคมไทย และคนไทยมีโอกาสตัดสินใจเลือกอนาคตของเขาด้วยตัวเขาเองได้เวลานายกฯ และกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งหลายจะแสดงความกล้าหาญและแสดงความรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน….ฟางเส้นสุดท้ายของประชาชนใกล้จะขาดเต็มทีแล้วครับ” ภูมิธรรม เวชยชัย  ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเพื่อไทย กล่าวไว้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563

เป็นตัวอย่างตามที่กล่าวข้างต้นนั่นล่ะครับ นักการเมืองบ้านเรามีความสามารถเพียงแค่การสร้างวาทกรรมขับไล่ไปวันๆ เพื่อหวังจะกลับเข้ามาสู่อำนาจ โดยไม่ได้คิดถึงวันวานอันขมขื่นที่ตนเองเคยบริหารบ้านเมืองจนสร้างความวิบัติให้แผ่นดินมาอย่างไรบ้างจนทหารต้องเข้ามายึดอำนาจ
ก่อนหน้านั้นเคยมีคำเตือนของสังคมที่ยิงไปยังอดีตนายกรัฐมนตรีจากสาเเหรกชินวัตร ..พวกท่านรับฟังเสียงสะท้อนบ้างไหม..
มรดกบาปเช่น จำนำข้าว นิรโทษกรรมสุดซอย   แปลงสัญญาสัมปทานเอื้อชินคอร์ป ที่ดินอัลไพน์ ฯลฯ บังเกิดช่วงที่มี สร.1 ถึงห้าคน (ทักษิณ ชินวัตร สองสมัย, สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) จากการลุเเก่อำนาจในยามที่มีส.ส.หนุนให้เป็นรัฐบาล (ไทยรักไทยสองสมัย, พลังประชาชน, เพื่อไทย)
หากพลพรรคคนเชียร์ชินวัตรออกมาเเสดงความเห็นเชิงลบกับ “ลุงตู่” เยี่ยงนี้ จะเข้าตำรา “ว่าเเต่เขา อิเหนาเป็นเอง” หรือไม่ในวันนี้? เหตุเมื่อวันวานพวกท่านก็เคยสวมบทนี้เเละดื้อดึงไปไม่เเพ้กัน เเละยังสร้างวาทกรรมที่ทำให้คนไทยเคยเเบ่งสีเสื้อกันมาเเล้ว
เพราะยามนั้นพวกท่านทระนงกับ 19 ล้านเสียงเเละสิบห้าล้านเสียงที่เชื่อว่าเป็นกองหนุนเก้าอี้ สร.1 โดยวันนั้นพวกท่านเเยเเสเสียงอีกส่วนหนึ่งในสังคมบ้างไหม?

วิงวอนว่าการเเสดงความเห็นใดๆ ทางการเมืองนั้น พวกท่านพินิจสักนิดเถิดว่าวันนี้จะติชมใดๆ ขอให้ยืนบนหลักที่ถูกต้อง มิใช่ใช้วาทกรรมสร้างกลเกมการเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อทิ่มเเทงขั้วตรงข้ามโดยมิมองผลระยะยาวของบ้านแมือง
ขณะเดียวกันพลพรรคขั้ว “ลุงตู่” ควรฟังเสียงเเละข้อเสนอเเนะของสังคมไว้ด้วย

ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการทำงานของส.ส.เเละรมต.ชุดปัจจุบันเช่นกัน ดังนั้นวันที่ชาวประชาฝากความหวังไว้กับพวกท่าน ขอเพียงว่าพวกท่านในเพลานี้อย่าดื้อรั้นเเละประคองตัวอยู่บนฐานอำนาจเเบบมิฟังใคร

มิเช่นนั้นบทเรียนประวัติศาสตร์จะย้อนมาฉายภาพหลอนคนไทยอีกคราว

เราไม่ได้บอกว่าจะ”แก้” หรือ”ไม่แก้” รัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421865?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราไม่ได้บอกว่าจะ”แก้” หรือ”ไม่แก้” รัฐธรรมนูญ

12 มีนาคม 2563 – 08:37 น.
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,แก้รัฐธรรมนูญ,รธน
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” “เราไม่ได้บอกว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ คอลัมน์… Exclusive Talk

การเมืองว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ได้เป็นกระแสใหญ่ของสังคม แต่ในมุมหนึ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการนั้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจพอสมควรเลยทีเดียว

อ่านข่าว…   แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

ทั้งนี้ เป็นเพราะการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ใกล้สิ้นสุดลงในเดือนเมษายนนี้ ตามเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดเอาไว้ จึงเป็นจังหวะดีที่จะได้มีโอกาสสนทนากับประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นหรือไม่

พีระพันธุ์ เริ่มต้นอธิบายว่า “การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความคืบหน้าไปถึง 60% และมีคณะอนุกรรมาธิการอีกสองชุดที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป โดยคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มีท่านวัฒนา เมืองสุข เป็นประธาน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากประชาชนในกลุ่มต่างๆ ด้วยว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร และอีกคณะคือ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ที่มีท่านไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ซึ่งจะไปวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ในรัฐธรรมนูญและนำมาเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในแต่ละสัปดาห์”

กับคำถามที่ถามว่าเป้าประสงค์ต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า “ไม่ใช่ครับ เราต้องการให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้บังคับอยู่มีบทบัญญัติไหนที่ดีอยู่แล้ว หรือว่าถ้าจะดีกว่านี้หากมีการเพิ่มตรงนั้นตรงนี้เข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข หรือพิจารณาว่ามีบทบัญญัติอะไรบ้างที่ควรมีแต่ไม่มี เราจะสรุปเป็นรายงานและข้อเสนอแนะไปว่ารัฐธรรมนูญควรปรับปรุงแก้ไขส่วนไหนบ้างเป็นเรื่องๆ แต่เราจะไม่ได้บอกว่าจะแก้มาตรานั้นมาตรานี้ เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้”

“พยายามชี้แจงมาตลอดตั้งแต่ต้นว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้ไม่ได้จะมาบอกว่าต้องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่เราจะเสนอให้เห็นว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ส่วนจะมีการแก้ไขหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง”

ขณะเดียวกัน ในมุมหนึ่งพีระพันธุ์ ยอมรับว่าได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาพอสมควร และคิดว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับฉบับอื่นๆ ในภาพรวมมากนัก เว้นแต่ในเรื่องการเลือกตั้งและอำนาจหน้าที่ของส.ว.

“ผมอ่านแล้วจริงๆ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ มากมายเท่าใดนัก แต่ที่ต่างมากๆ คือ ระบบและวิธีการเลือกตั้ง โครงสร้างอำนาจหน้าที่ของส.ว.”

“ที่แตกต่างที่ผมเรียน เช่น รัฐธรรมนูญในอดีตไม่เคยมีการใช้เสียงของ ส.ว.มาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และวิธีการเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ส่งผลเรื่องการนับคะแนน ซึ่งนี่เป็นรูปแบบใหม่ แต่ในส่วนของสิทธิเสรีภาพก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าอาจต้องเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจ หรือการให้ประชาชนใช้สิทธิของตัวเองตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น”

“รูปแบบการเขียนรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จะมีการล้อวิธีการเขียนแบบเดียวกัน คือ การเขียนที่เมื่ออ่านแล้วต้องโยงไปโยงมา เช่น คุณสมบัติของส.ส.ได้กำหนดไว้อย่างหนึ่ง แต่พอถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีก็ไปโยงเอาคุณสมบัติของส.ส.แต่ยกเว้นข้อนั้นข้อนี้ เวลาเราอ่านไม่สามารถทำความเข้าใจได้ พอถึงตรงนี้ต้องกลับไปดูที่ผ่านมาอีก ใครมันจะจำได้หมด มันไม่ควรเป็นแบบนี้ ควรจะเขียนลงไปเลย ไม่ต้องโยนหน้าโยนหลัง”

สำหรับการเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมีวุฒิสภาเป็นอุปสรรคสำคัญนั้น พีระพันธุ์ มองว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธการวิสามัญชุดนี้โดยตรง เพราะคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีหน้าที่เพียงแค่ศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ผมมองคนละรูปแบบนะครับ ผมมองว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญแค่ทำหน้าที่ศึกษาเท่านั้น ยังไม่ได้มีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อเราทำรายงานเสร็จก็จะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและจะลงมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ส่งรัฐบาล ยังไม่ไปเกี่ยวข้องกับส.ว. การจะไปเกี่ยวข้องกับส.ว. คือ ขั้นตอนที่จะมีการแก้ไขจริง”

“อย่างในเรื่องบทเฉพาะกาลก็แล้วแต่มุมมองนะครับ มุมมองของคนร่างรัฐธรรมนูญก็คงคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่สามารถที่จะยืนยันเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศและประชาชน ก็ต้องมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้รัฐบาลทำงานเดินหน้าให้เกิดความสงบตามขั้นตอน จึงคิดว่าควรจะให้ส.ว.เข้ามามีส่วนร่วม แต่คนที่มองอีกด้านหนึ่งอาจมองว่าอย่างนี้พวกคุณเตรียมการไว้ให้เฉพาะคุณเท่านั้น เอาอำนาจส.ว.มาบวก ทั้งหมดก็แล้วแต่คนจะมอง แต่สิ่งสำคัญผมคิดว่าไม่ว่าจะมองอย่างไร ขอให้มองเหมือนกันว่าประเทศชาติได้หรือไม่ประโยชน์ในเรื่องตรงนี้”

ช่วงท้ายของการสนทนา แม้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่ออกตัวมาตลอดว่ามีหน้าที่แค่ศึกษาเท่านั้นโดยไม่เกี่ยวกับการแก้ไข แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้มีเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ประโยชน์และประเทศชาติมั่นคง

รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ประโยชน์และประเทศชาติมีความมั่นคง สังคมมีความสงบ มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม เวลาเกิดความไม่ถูกต้องและเกิดความไม่ยุติธรรม ประชาชนสามารถได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งนี่จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ในมุมมองผมไม่ใช่เรื่องเลือกตั้ง ไม่ใช่กระบวนการใช้อำนาจ นั่นเป็นแค่รูปแบบการบริหารราชการ แต่รัฐธรรมนูญจะดีที่สุดต่อเมื่อประชาชนใช้เป็นประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้” พีระพันธุ์ ทิ้งท้าย

งด”สงกรานต์”เพื่อความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421862?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งด”สงกรานต์”เพื่อความปลอดภัย

12 มีนาคม 2563 – 08:29 น.
โควิด-19,หน้ากากอนามัย,หน้ากากผ้า,สงกรานต์,งดกิจกรรม
เปิดอ่าน 105 ครั้ง

งด”สงกรานต์”เพื่อความปลอดภัย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมาย 2 ฉบับถึงเรื่องร้อนแรงและทุกคนพูดถึงกันอยู่เกี่ยวกับโควิด-19

คุณ ‘เดชา’ สีลม แจ้งเรื่องสงกรานต์ใน กทม.มา ซึ่งหลายแห่งได้งดจัดไปแล้วและโปรดติดตามข่าวว่าจังหวัดใดจะงดอีกหรือลดขนาดลงมา

อ่านข่าว…  พิษโควิด 19 เทศบาลเมืองพะเยางดกิจกรรมสงกรานต์กว๊านพะเยา

ต่อด้วยเรื่องของหน้ากากอนามัยจากคุณ ‘ศรชัย’ ซึ่งสนับสนุนแนะนำให้ทำเองซึ่งไม่ยากเกินความสามารถเราเลย

จึงขอเรียนมาให้ทราบและโปรดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรได้บ้างซึ่งขอให้ทุกคนมีสุขภาพดีและปลอดภัย
อ๊อด เทอร์โบ


ทำเองก็ได้-ไม่ยากเลย
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก มีประชาชนหลายสิบประเทศติดเชื้อและดูเหมือนว่ายอดติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศไทยของเราเองก็หนีไม่พ้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้

ส่งผลให้ช่วงเวลานี้หลายคนหาหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นไอเทมสำคัญสำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัสตัวร้ายมาตุนเก็บไว้กันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ขาดแคลนหรือถ้าหาซื้อได้ก็มีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน กระทรวงสาธารณสุขก็แนะนำว่าในช่วงที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนให้ใช้หน้ากากที่ทำจากผ้าเป็นทางเลือก

จากปัญหานี้เองทำให้หลายคนหันมาสนใจที่จะเรียนรู้การเย็บหน้ากากอนามัยชนิดผ้าใช้เอง ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นควันและเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากใช้เสร็จแล้วสามารถนำไปซักแล้วนำกลับมาใช้ได้อีก

อย่างล่าสุดเลยครับ เพจเฟซบุ๊กสกลนคร ซิตี้ ได้โพสต์ภาพและข้อความขณะพระภิกษุหลายรูปใน จ.สกลนคร กำลังช่วยตัดเย็บหน้ากากอนามัยแบบผ้าจากจีวร โดยระบุว่าพระภิกษุวัดป่าโนนขุมเงิน อ.โพนนาแก้ว เร่งตัดหน้ากากอนามัยจากผ้าจีวร เพื่อแจกจ่ายให้พระสงฆ์ในเขต จ.สกลนคร โดยมีพระราชวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ.) และพระวิทยา จันทร์ฉลอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เข้าเยี่ยมอนุโมทนา

ปรากฏว่าในสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่าการสวมหน้ากากแบบผ้าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีหรือไม่

ผมได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและพบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขออกมาให้ข้อมูลว่าหน้ากากผ้ายังเป็นทางเลือกของคนไม่ป่วยในการป้องกันไวรัสโควิด-19 แต่สิ่งสำคัญคือลดการสัมผัส ไปไหนมาไหนไม่จำเป็นต้องสัมผัสสิ่งของก็อย่าจับ แต่ก็เป็นไปยาก ดังนั้นจึงแนะนำว่าให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำหรือสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งการล้างมือช่วยได้ดีมาก

การประดิษฐ์หน้ากากกันเองนั้น แนะนำว่าผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าสาลู กลุ่มนี้สามารถนำมาผลิตเป็นหน้ากากผ้าได้ ยิ่งซักยิ่งเล็ก เพราะใยจะออกมาเหลือประมาณ 1 ไมครอน โดยไวรัสโควิด-19 ขนาดอยู่ที่ 5 ไมครอน ซึ่งไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ถึง 54-59% ถือว่าเพียงพอสำหรับคนทั่วไปที่ใช้ในพื้นที่แออัด โดยเรานำมาใช้และซักใหม่ได้

ผมอยากเชิญชวนทุกคนหันมาทำหน้ากากผ้ากันเองด้วยครับ จะเก็บไว้ใช้เองหรือแจกจ่าย เป็นจิตอาสาแบบนี้ก็ได้ครับ ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมากๆ ที่กรมอนามัยและสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ เขาเชิญชวนมา ตัวผมเองขอสนับสนุนครับ
ศรชัย (สกลนคร)


 เรื่อง กรุงเทพฯ งดจัดสงกรานต์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังชาว กทม.)

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายจังหวัดประกาศยกเลิกจัดสงกรานต์ ผมก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่กรุงเทพฯ จะประกาศสักที เพราะกรุงเทพฯ จัดเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

เพราะหากยังมีการจัดกิจกรรมตามเดิมคาดว่าจะเกิดการรวมตัวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ และยังอาจเป็นการแพร่เชื้อได้โดยตรงจากการสาดน้ำและกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย

ล่าสุด กทม.มีมติงดจัดงานสงกรานต์ประจำปีนี้ ลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ทั้งการสาดน้ำที่ถนนข้าวสาร สีลม ราชประสงค์ รวมทั้งการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระที่ลานคนเมือง งดจัดกิจกรรมอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์แห่ขบวนรอบกรุงให้ประชาชนสรงน้ำขอพร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื่อไวรัสโควิด-19

ขอความร่วมมือภาคเอกชน อาทิ เอเชียทีค เซ็นทรัลเวิลด์ งดจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเป็นจุดชุมนุมคนเป็นจำนวนมากเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย หากเอกชนหรือประชาชนจะเล่นน้ำสงกรานต์ กทม.ไม่มีสิทธิ์เข้าไปห้ามไม่ให้เล่นน้ำสงกรานต์ได้ แต่ขอให้ทบทวนให้รอบคอบเนื่องจากหากมีการแพร่ระบาดจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง และหากยังคงยืนยันที่จะจัดงานผู้จัดจะต้องเตรียมมาตรการป้องกันให้รัดกุม โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองผู้เข้าไปร่วมงาน

ผมว่าหากเป็นไปได้ควรสั่งงดเล่นน้ำสงกรานต์ทั่วประเทศ หรือมีมาตรการควบคุม เพราะเชื่อว่าจะมีบุคคลบางกลุ่มที่ดื้อรั้นออกมาเล่นกัน และตราบใดที่ประเทศไทยเรายังควบคุมการแพร่เชื้อไม่ได้โอกาสไปเป็นระดับ 3 ก็มีสูง เพราะการสาดน้ำจะเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ ถึงเวลานั้นควบคุมไม่อยู่แน่ๆ
เดชา (สีลม)


ดึงเชื่อมั่นศรัทธาฝ่าวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดึงเชื่อมั่นศรัทธาฝ่าวิกฤติ

12 มีนาคม 2563 – 08:21 น.
โควิด-19,หน้ากากอนามัย,เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

ดึงเชื่อมั่นศรัทธาฝ่าวิกฤติ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563

สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทั่วโลกกำลังเผชิญและยังไม่รู้ว่าในส่วนประเทศไทยจะสามารถสกัดการระบาดได้อย่างดีแค่ไหน แม้ปัจจุบันรัฐบาลย้ำว่าไทยยังอยู่ระยะที่ 2 ซึ่งหลายประเทศถึงขนาดต้องปิดประเทศ ขอให้พลเมืองอยู่แต่ในบ้านยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ และในหลายประเทศก็ประกาศสถานการณ์ขั้นฉุกเฉิน เชื้อไวรัสลามไปแล้วกว่า 113 ประเทศ โดยจะเห็นมาตรการต่างๆ ที่ผู้นำประเทศที่เผชิญวิกฤตินำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและมีระดับความสำคัญตั้งแต่ขอความร่วมมือไปจนถึงมาตรการเข้มทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้อย่างเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของผู้นำและคณะบริหารของรัฐบาลในแต่ละประเทศ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวัตถุประสงค์ในเรื่องความปลอดภัยของพลเมืองเป็นหลัก เพื่อยับยั้งการระบาดลดจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตให้น้อยที่สุด

อ่านข่าว…  วอนนักบุญช่วยด่วน!! พิษโควิด-19 “ศิริราช”ขาดเลือดขั้นวิกฤติ
ขณะที่สถานการณ์ในไทยก็วิกฤติในหลายด้าน ทั้งปัญหาอุปกรณ์ของใช้จำเป็นที่ต้องมีไว้เป็นเครื่องป้องกันซึ่งเกี่ยวกับสุขภาพความเป็นความตายทั้งเรื่องหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่ขาดแคลนหาซื้อยาก ที่หาได้มีขายก็โก่งราคาจนเข้าถึงยากเหลือเกิน ยิ่งเกิดเหตุกล่าวหาคนสนิทของรัฐมนตรีร่วมขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัยจำนวนมากส่งออกขายราคาแพงในต่างประเทศและในประเทศด้วยแล้ว จึงเกิดคำถามคาใจกับสังคมและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ ถัดมายังมีปัญหาเรื่องแรงงานทั้งถูกและผิดกฎหมายที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องมีมาตรการรัดกุมรอบคอบ แต่รัฐบาลกลับล่าช้าไม่ชัดเจน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศเสี่ยงก็เช่นกันซึ่งอาจมองอีกด้านในเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจ แต่สถานการณ์เช่นนี้ควรมุ่งปกป้องดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญมากคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ถือว่าเป็นด่านแรกในการต่อสู้กับไวรัสกลับต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดความเพียงพอ รวมไปถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องจัดหาให้มีอย่างเหมาะสม ไม่ควรอย่างยิ่งที่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปดิ้นรนจัดการกันเองตามยถากรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์วิกฤติที่นับวันมีแต่ถาโถมแรงขึ้นและเสียงสะท้อนหนาหูว่ารัฐบาลบริหารจัดการล่าช้า ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ไม่ตัดสินใจเด็ดขาด จนนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาเชื่อมั่นแทบจะติดลบแล้ว ดังนั้นในช่วงที่ประเทศอาจหลบเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่ระยะ 3 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ไปถึงโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์และสถานที่ต่างๆ ต้องพร้อมเต็มกำลัง

ท่ามกลางวิกฤติของประเทศและประชาชนทุกคน ต่างต้องการผู้นำและฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งเพื่อพาฝ่าภยันตรายครั้งนี้และพร้อมร่วมแรงร่วมใจในการต่อสู้ไวรัสมรณะ ซึ่งรัฐบาลต้องฉับไวรอบคอบกล้าตัดสินใจอย่าโลเลเปลี่ยนไปมา เพราะจะสร้างปัญหาให้ฝ่ายปฏิบัติตามนโยบายอย่างมาก และต้องเป็นผู้นำชี้ขาดและแก้ปัญหาทุกจุดอย่างโปร่งใส จะทำให้เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้และทำให้สังคมเกิดความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันร่วมฝ่าวิกฤติ หากยังเดินหน้าไปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คงมาถึงจุดที่หลีกไม่พ้นอย่างที่ฝ่ายค้านบอกไว้ “ฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาล” และนับเป็นเรื่องดีที่มีการขยับตัวก่อนสายเกินแก้เมื่อรัฐบาลมีมติให้ยกเลิก VOA 18 ประเทศ รวมทั้งฟรีวีซ่าของอิตาลี เกาหลีใต้ และฮ่องกง เป็นการบล็อกป้องกันการระบาดซึ่งเป็นการปกป้องประชาชนเพราะยามนี้ “เอาชีวิตให้รอดไว้อย่างอื่นกู้ฟื้นภายหลังได้”

นาซาเร่งสำรวจ “ดาวทองคำ Psyche 16 “..ขุมทรัพย์โลหะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นาซาเร่งสำรวจ “ดาวทองคำ Psyche 16 “..ขุมทรัพย์โลหะ

11 มีนาคม 2563 – 19:25 น.
นาซา,ขุมทรัพย์ทองคำ
เปิดอ่าน 1,494 ครั้ง

โดย ทีมข่าวรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แร่ธาตุบนโลกมนุษย์ลดน้อยลงทุกที โดยเฉพาะแร่โลหะที่นำมาใช้ผลิตสินค้าสำคัญต่าง ๆ ทำให้ “นาซา” เกิดไอเดียขอความร่วมมือกับมหาเศรษฐีพันล้าน “อีลอน มัสก์” ออกสำรวจดาวโลหะ “ไซคี 16 ” ที่คาดว่ามีแร่ธาตุสำคัญจำนวนมากรวมถึง “ทองคำ” หากนำกลับมาโลกมนุษย์ได้ อาจมีมูลค่าเป็นตัวเลขหลัก “ล้านล้านล้าน” !

ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2020 มีการปล่อยข่าวในหมู่นักสำรวจอวกาศว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ “นาซา”กำลังจัดทีมปฏิบัติการล่าแร่โลหะนอกโลกในอีก 2 -3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2023 โดยเป้าหมายคือ ดาวเคราะห์น้อย “ไซคี 16” (Psyche 16) อยู่ห่างจากดาวโลกไปประมาณ 500 – 700 ล้าน กม. เปรียบเทียบได้กับโลกที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์ 150 ล้านกม. แสดงว่าดาวนี้อยู่ห่างไปอีก 4 – 5 เท่าจากดวงอาทิตย์

ดาวนี้ถูกพบว่ามีลักษณะรูปร่างคล้าย “หัวมันฝรั่ง” (potato) ขณะที่โลกเป็นดาวเคราะห์มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 12,756 กม. “ไซคี 16” มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 200 กม. จึงถูกเรียกเป็น ดาวเคราะห์น้อย ส่วนพื้นผิวที่มองเห็นเบื้องต้นจากภาพถ่ายนั้น ประกอบด้วยแร่ธาตุ “โลหะ” มากกว่า ก๊าซ หิน ดิน ฝุ่น แบบดาวดวงอื่น ๆ

 โครงการสำรวจ “ไซคี 16” เพิ่มความน่าสนใจตรงที่ มหาเศรษฐีพันล้านชื่อดัง “อีลอน มัสก์” (Elon Musk) ตกลงเป็นหุ้นส่วนร่วมด้วยช่วยกัน “อีลอน” มีชื่อเสียงจากการตั้งบริษัท สเปซเอ็กซ์ ผลิตสินค้าและบริการเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งเรือดำน้ำ รถไฟฟ้า เครื่องบินไฟฟ้า ทัวร์อวกาศ รวมถึงการวางระบบขนส่งความเร็วสูง “ไฮเปอร์ลูป” แต่ที่คนไทยรู้จักดีก็ตอนที่เขาบินมาเชียงราย เพื่อช่วยปฏิบัติการกู้ภัยถ้ำหลวงค้นหา “ทีมหมูป่า” โดยบรรทุกเรือดำน้ำจิ๋วใส่เครื่องบินส่วนตัวมาด้วย หวังจะขนย้ายเด็ก ๆ ออกมาจากถ้ำ แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้อุปกรณ์ตัวนี้ แต่ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจมาก

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ “อีลอน” จะเข้าร่วมโครงการสำรวจดาว “ไซคี 16” หรือเรียกกันว่า “ดาวโลหะ” เนื่องจากแร่ธาตุต่าง ๆ ในโลกถูกมนุษย์ขุดขึ้นมาใช้แทบจะหมดแล้ว วินาทีนี้ยังไม่มีใครประเมินได้ว่าโลหะสำคัญบนดาวนี้นอกจาก “นิกเกิล”แล้วจะมีอะไรอีกบ้าง คาดว่าหากขนทั้งหมดกลับยังโลกได้ มูลค่าอาจสูงระดับ “ล้านล้านล้าน” เหรียญสหรัฐ หรือ ตัวเงินที่มีศูนย์อยู่ไม่ต่ำกว่า 18 ตัว

  “รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายให้คมชัดลึกฟังว่า ดาวไซคี 16 เป็นชื่อและตัวเลขจากการค้นพบดาวเคราะห์น้อย (Asteroids) ลำดับที่ 16 เนื่องจากดาวที่พบลำดับที่ 1 ก็จะถูกตั้งชื่อแล้วใส่ตัวเลขตามลำดับไปเรื่อย ๆ เช่น  เซเรส 1, พัลลาส 2, จูโน 3,  เวสตา 4 ฯลฯ

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบและตั้งชื่อไว้แล้วประมาณ 2 หมื่นดวง ส่วนใหญ่วงโคจรอยู่ที่ “บริเวณแถบดาวเคราะห์น้อย” (Asteroid Belt) ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส สำหรับความหมายของ “ไซคี” (Psyche) มาจากชื่อสาวงามภรรยา “เทพคิวปิด” คนไทยรู้จักกันดีเพราะชอบมาแผลงศรแห่งความรักในวันวาเลนไทน์  ลักษณะพิเศษของดาวดวงนี้ 16 คือมีส่วนผสมของโลหะจำนวนมาก เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนอาจเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เหมือนโลกมนุษย์ แต่โดนแรงดึงดูด แรงกระแทก แรงพุ่งชนต่าง ๆ ขณะที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ทำให้เปลือกนอกที่เป็นส่วนประกอบจำพวกหินฝุ่นทรายต่าง ๆ กะเทาะออกไป เหลือแต่ส่วนประกอบแกนกลางที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะเหล็กกับนิกเกิลที่คาดว่าจะมีจำนวนมหาศาล

“แกนกลางของโลกมนุษย์เราก็เป็นโลหะทั้งเหล็กและนิกเกิลเหมือนกัน ทำให้องค์การนาซาอยากไปสำรวจดาวไซคี 16 เพื่อใช้เครื่องมือทดสอบองค์ประกอบพื้นผิวอย่างละเอียด อยากรู้ว่ามีส่วนคล้ายแกนกลางของโลกเราแค่ไหน แต่การส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยนั้น มีต้นทุนแพง คาดว่าเงินลงทุนผลิตเบื้องต้นก็ไม่ต่ำกว่า 117 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.5 พันล้านบาทแล้ว ทำให้ต้องไปชวนกลุ่มนักธุรกิจที่สนใจมาร่วม อีลอน มัสก์ เป็นเจ้าของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทำธุรกิจผลิตจรวดส่งยานอวกาศออกไปนอกโลก ทำให้นาซาไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด คราวนี้ก็คงใช้ ฟัลคอน เฮฟวี (Falcon Heavy) เป็นยานปล่อยตัวผลิตโดยสเปซเอ็กซ์”

“รศ.บุญรักษา” กล่าวต่อว่า การสำรวจดาวไซคี 16 ครั้งแรกนี้ ทีมวิจัยนาซาประกาศว่ายังจะไม่มีการเก็บเอาโลหะอะไรกลับมาบนโลกมนุษย์ เน้นไปศึกษาพื้นผิวและสิ่งแวดล้อมต่าง  ๆ  โดยเฉพาะสำรวจแร่ธาตุว่ามีอะไรบ้าง มีปริมาณเท่าไร มีแร่อะไรเหมือนโลกของ มนุษย์จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะนอกจากแร่นิกเกิลและเหล็กแล้ว น่าจะมีทองคำ ทองเหลือง ทองแดง แพลตินัม อีกจำนวนไม่น้อย

“คาดว่าการส่งยานอวกาศครั้งแรก คงไม่มีมนุษย์ไปด้วย เพื่อความปลอดภัยและประหยัดงบประมาณ ที่ผ่านมาโครงการสำรวจอวกาศหลายประเทศไปไกลถึงนอกระบบสุริยะแล้ว เพราะฉะนั้นแค่พื้นที่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก ตอนนี้จะปรึกษากับทีมนักดาราศาสตร์ของไทยที่ดูแลหอดูดาวแห่งชาติว่า หากใช้กล้องโทรทรรศน์ถ่ายรูปดาวไซคี 16 จากประเทศไทยจะได้หรือไม่ ที่ผ่านมาพวกเราก็เคยถ่ายดาวที่อยู่บริเวณนั้นได้เหมือนกัน” รศ.บุญรักษา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ “นิกเกิล” แร่ธาตุส่วนประกอบสำคัญของดาวไซคี 16 นั้น มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของโลหะต่าง ๆ กว่า 3 พันชนิด เช่น สเตนเลส อัลลอยด์ หรือโลหะที่ไม่เป็นสนิม เนื่องจากนิกเกิลมีลักษณะเนื้อแข็ง สีเงินมันวาวมีความทนทานสูง ใช้ฉาบผิวโลหะสินค้าหลายประเภทได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเป็นโลหะที่ใช้ผลิตอาวุธและอุปกรณ์ไฮเทคหลายชนิด เช่น จรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ฯลฯ

  แผนการปล่อยจรวดออกไปสำรวจดาว “ไซคี 16” คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2023 ใช้เวลาเดินทางผ่านห้วงอวกาศไม่น้อยกว่า 3 ปี ถึงจะลงแตะดาวไซคี 16 ได้ในปี 2026  หมายความว่าอีก 6 ปีข้างหน้า มนุษย์ถึงจะยืนยันได้ว่า “ดาวโลหะ” นี้เป็น “ดาวทองคำ” จริงหรือไม่ ?

ปรับครม.กู้วิกฤติ โควิด-กักตุนหน้ากาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับครม.กู้วิกฤติ โควิด-กักตุนหน้ากาก

11 มีนาคม 2563 – 18:20 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,หน้ากากอนามัย,กักตุน,ผู้กองนัส,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 363 ครั้ง

ปรับครม.กู้วิกฤติ โควิด-กักตุนหน้ากาก คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ปัญหาการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซ้ำด้วยข้อกล่าวหาแรงๆ ว่าด้วยคนในรัฐบาลอาจจะเกี่ยวพันกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลและ “นายกฯ ลุงตู่” ดิ่งลงอย่างหนัก เรียกว่าเจอพิษ “โควิด” จนเข้าขั้น “โคม่า”

อ่านข่าว-โควิด-19″หนักกว่า”วิกฤติต้มยำกุ้ง

ถึงนาทีนี้กระแสปรับ ครม.มาแรงอย่างยิ่ง (จริงๆ มาแรงน้อยกว่ากระแสให้ลุงตู่ลาออก) โดยรัฐมนตรีอันดับ 1 ที่ถูกเรียกร้องให้ปรับออกคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ “ผู้กองนัส” รมช.เกษตรและสหกรณ์

จะว่าไป “ผู้กองธรรมนัส” ก็โดนกระแสกดดันให้ปรับพ้นครม.มาก่อนแล้ว หลังจากโดนรุมยำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนทำให้ได้คะแนนไว้วางใจต่ำสุดในจำนวน 6 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ขณะที่ “กลุ่ม 17 ส.ส.” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาประกาศไม่ไว้วางใจ “ผู้กองธรรมนัส” ด้วยเช่นกัน แต่อ้างว่าต้องจำยอมต้องโหวตไว้วางใจตามมติพรรค

ล่าสุด “สหายผู้กอง” ยังมาโดนกระแสพัวพันขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัยซ้ำอีก แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่กระแสเรียกร้องให้ลาออกก็หยุดไม่อยู่ มีทั้งจากในพรรค นอกพรรค โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ถึงขนาดใช้วาทกรรม “หยุดพายเรือให้โจรนั่ง”

งานนี้ต้องวัดใจนายกฯ ว่าจะเอาอย่างไร เพราะ “ผู้กองธรรมนัส” มีผลงานพา ส.ส.เหนือตอนบน ตอนล่าง และอีสานบางส่วน เข้าสภาให้พรรคพลังประชารัฐจำนวนมากจนสามารถตั้งรัฐบาลได้ ทั้งยังทำหน้าที่ “คนเลี้ยงลิง” คอยแจกกล้วยดูแลพรรคเล็กที่ออกมาเรียกร้องเขย่ารัฐบาลอยู่เนืองๆ ด้วย ถือว่ามีบทบาทสูงมากต่อเสถียรภาพรัฐบาล

และเจ้าตัวก็เพิ่งออกมายืนกรานแบบมั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ไม่ลาออก

การปรับ ครม.ดูจะเป็นจังหวะก้าวการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะ
1.นายดอน ปรมัตถ์วินัย น่าจะลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ค่อนข้างแน่ จึงต้องมีการปรับ ครม.

2.พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคต้องการปรับ ครม. เพื่อเพิ่มโควตาให้พรรคตัวเอง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ เพิ่มมา 9 คน และพรรคเล็ก 4 พรรคที่ไปรวมตัวกันเป็น “กลุ่มกิจสังคมใหม่” มีเสียงสนับสนุน 7 เสียง ถ้ารวมกับพรรคเล็กที่เหลือก็จะมีเสียงสนับสนุนสิบกว่าเสียง น่าจะได้รัฐมนตรี 1 เก้าอี้

3.กลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีราวๆ 6 กลุ่ม ก็มีกระแสเรียกร้องจากบางกลุ่มให้ปรับ ครม. โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร และกลุ่ม “สุชาติ-วิรัช”

แต่ปัญหาคือกลุ่มที่เหลือแม้ไม่ได้ขอตำแหน่งแต่ก็ไม่ยอมเสียเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ยากของ “นายกฯ ลุงตู่” ว่าจะปรับ ครม.อย่างไร เนื่องจากดูตอนนี้มีเก้าอี้รัฐมนตรีว่างแค่ 2 เก้าอี้ คือ นายดอนที่มีแนวโน้มลาออกแน่ๆ กับ “ผู้กองธรรมนัส” ถ้าถูกปรับออก

หากนำ 2 เก้าอี้นี้ไปเพิ่มให้พรรคภูมิใจไทย กับกลุ่มกิจสังคมใหม่ เก้าอี้ที่ว่างอยู่ก็จะหมดลง แล้วกลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐจะทำอย่างไร

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในพรรคพลังประชารัฐ ตำแหน่งรัฐมนตรีมีทั้งโควตากลาง คือโควตานายกฯ กับโควตาของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรค ปัจจุบันนับได้ 6 กลุ่มเป็นอย่างน้อย เริ่มจากกลุ่มสามมิตร, กลุ่ม “สุชาติ ชมกลิ่น-วิรัช รัตนเศรษฐ”, กลุ่มผู้กองธรรมนัส, กลุ่ม กทม., กลุ่มภาคใต้ หรือกลุ่มด้ามขวานไทย และกลุ่มสนธิรัตน์

จะเห็นได้ว่าแต่ละกลุ่มมีตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในครอบครอง ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ที่มี ส.ส.13 คน แต่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว ขณะที่กลุ่มสนธิรัตน์ ที่นำโดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีพลังงาน ไม่มี ส.ส.เลย แต่กลับมีเก้าอี้รัฐมนตรีถึง 3 เก้าอี้ (สนธิรัตน์, อุตตม, สุวิทย์) ทำให้ระยะหลังต้องดึง ส.ส.มาเป็นฐาน

นี่คือความยุ่งยากของการปรับครม. เพราะทั้ง 6 กลุ่ม มีทั้งที่ต้องการเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่ม หรือไม่ขอเพิ่มแต่ก็กางปีกรักษาเก้าอี้เดิมเอาไว้ ขณะที่บางกลุ่มที่ยังไม่เคยได้ ก็ต้องขอเก้าอี้บ้างในการปรับ ครม.หนนี้ เช่นกลุ่มภาคใต้ แต่เก้าอี้รัฐมนตรีทั้งหมดมีเท่าเดิม

คำถามคือใครจะต้องเป็นผู้เสียสละ?
ทางออกที่พอมองเห็นก็คือ นายกฯ อาจต้องสละ “โควตากลาง” นอกจากนายดอนที่จะลาออกอยู่แล้ว ก็ยังเหลือตำแหน่ง รมช.กลาโหม ของ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล

ทว่ากลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐที่รอเก้าอี้อยู่มีมากกว่าตำแหน่งว่าง และที่ผ่านมาก็เคลื่อนไหวแสดงพลังกันเป็นระยะ เช่น กลุ่มสามมิตร กับกลุ่ม “สุชาติ-วิรัช” ก็ผลักดัน “2 ฮ.” คือ “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย กับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี นี่ยังไม่นับเสียงเรียกร้องให้รื้อใหญ่ทีมเศรษฐกิจอีกด้วย

ทั้งหมดจึงเป็นโจทย์ยากที่จะวัดบารมี “นายกฯ ลุงตู่” ว่ายังมี “กำลังภายใน” มากพอที่จะจัดการทุกอย่างให้ลงตัว หรือจะเริ่มนับถอยหลังจมรัฐนาวา

หรืองานนี้จะมีขับบางพรรคออกจากการร่วมรัฐบาล แล้วดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาเสียบแทน ตามที่เคยมีสูตรการเมือง “รัฐบาลเสียงท่วมท้น” มาก่อนหน้านี้

เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421673?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา”

11 มีนาคม 2563 – 14:55 น.
ปรับครม,ยุบสภา,พลประยุทธ์ จันทร์โอชา,รอธรรมนัส,ร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 764 ครั้ง

เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา”

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จับดูอาการของรัฐบาลมานับแต่ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดยเฉพาะจำนวนมือจำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อย่างประชาธิปัตย์

เป็นพรรคการเมืองที่ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ระแวงที่สุด และระแวงมานับแต่ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป

ตอนที่ “ดีล” กับพรรคอื่นๆ ปัญหาทุกพรรคจบ รอเพียงประชาธิปัตย์ เพราะต้องรอกระบวนการการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลาออกเพราะแพ้เลือกตั้ง ในบรรดากลุ่มคนที่ลงสมัครชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มร่วมรัฐบาล กับ กลุ่มไม่ร่วมรัฐบาล

ตัวเต็งหัวหน้าพรรคอย่าง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คือกลุ่มที่ยังกั๊กๆ ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วม แต่กลุ่มที่ร่วมชัดเจนคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และกรณ์ จาติกวณิช โดยมี ส.ส.กลุ่มอภิสิทธิ์ ที่ไม่ร่วมรัฐบาลเป็น “ตัวแปร”

สุดท้ายคะแนนสวิงไปที่ จุรินทร์ ทำให้จุรินทร์ชนะเลือกตั้ง ท่ามกลางข้อครหาว่า มีพรรคการเมืองอื่น มีคนนอกเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกลุ่มอภิสิทธิ์เพ่งเล็งไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ

แต่หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์มีมติเข้าร่วมรัฐบาลแล้วแบ่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี กลุ่มอภิสิทธิ์ ที่ไม่เข้าร่วมแต่แรกไม่ได้รับโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้เกิดความไม่พอใจ

ปัญหาในพรรคประชาธิปัตย์ จึงลามมาเป็นปัญหาของรัฐบาลในเวลานี้

เป็นกลุ่มเดิมที่คอยบ่อนแซะและด้อยค่าการบริหารของ จุรินทร์ เนื่องจาก อภิสิทธิ์ ต้องการจะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก

คนในประชาธิปัตย์จึงเปิดเกมการเมือง เล่นทั้งในรัฐบาล ในสภา และในพรรคเอง โดยอาศัยจังหวะข่าวที่เกิดขึ้น เริ่มจากอาศัยการโหวตลงมติไว้วางใจรัฐมนตรี ที่มี ส.ส. 17 คนไม่เห็นด้วยกับการโหวตให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ถือว่าเป็น “จุดอ่อน” ที่สุด

ประชาธิปัตย์ นำเอาประเด็นคะแนนเสียงมาเป็นเหตุให้ปรับ ร.อ.ธรรมนัส ออก แต่มีวาระซ่อนเร้นคือหากกำจัด ร.อ.ธรรมนัส ออกไปได้ จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ สอบตกน้อยลง

ประการต่อมา พอมีเรื่องหน้ากากอนามัย ที่มีคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ความเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการขจัดจุรินทร์ และ ร.อ.ธรรมนัส อยู่แล้ว จึงโหนกระแสเรื่องนี้ทันที

แรงถึงขนาดให้ถอนตัวจากรัฐบาลและเปรียบเปรยว่า ไม่ควรพายเรือให้โจรนั่ง

เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบปัญหามาตั้งแต่ก่อนจะตั้งรัฐบาล จึงรู้กลเกมของพรรคประชาธิปัตย์ดี ว่าแต่ละเกมต้องการอย่างไร มันมีควันไฟมาตั้งแต่การที่ เทพไท เสนพงศ์ ไปโหวตร่วมกับฝ่ายค้านเรื่องญัตติสืบทอดอำนาจ

ถึงขนาด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 ทวงบุญคุณว่า ตอนปี 53 ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้อง อภิสิทธิ์ ตอนเป็นนายกฯ แต่วันนี้ประชาธิปัตย์ มาทำแบบนี้

ทำให้เมื่อนักข่าวไปถาม พล.อ.อนุพงษ์ เรื่องประชาธิปัตย์จะถอนตัวไม่อยากพายเรือให้โจรนั่ง จึงได้คำตอบจากบิ๊กป๊อกถึงคำว่า มารยาท ของการร่วมรัฐบาล

เช่นเดียวกับ ท่าทีอันแข็งกร้าวจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่สวนไปเลยว่า “ก็ถอนสิ”

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงขอถอดรหัสร้อนดังนี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ปัญหาในพรรคประชาธิปัตย์ดี และได้รับรายงานจาก จุรินทร์ และเฉลิมชัย ศรีอ่อน ตลอดเวลา แต่เสียงส่วนใหญ่ในประชาธิปัตย์ อยู่ฝ่ายจุรินทร์ คือยังร่วมรัฐบาล

หากรัฐบาลปรับครม.เพื่อเอา ร.อ.ธรรมนัส ออก อาจเอาใจพรรคประชาธิปัตย์ได้ชั่วคราว แต่ปัญหาจะไม่จบ เพราะว่ากลุ่ม ส.ส.อภิสิทธิ์ ไม่เอานายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่น่าจะใช่การแก้ปัญหา แถมจะเปิดจุดอ่อนให้ส.ส.กลุ่มอภิสิทธิ์ คอยเล่นเกมไม่จบสิ้น โดยเฉพาะเกมแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นเสมือนระเบิดเวลา

พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะงัดไม้แข็งคือการยุบสภา มาสยบการเคลื่อนไหวนี้ เนื่องจากในสภาวการณ์นี้ไม่มีใครอยากเลือกตั้ง

หรืออีกทาง ให้บรรดาพรรคร่วมไปรวบรวม ส.ส.เพื่อมาชดเชย 17 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์เองยอมรับว่า คุมเสียง ส.ส.กลุ่มนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ แต่ยังให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลต่อไป เพียงแต่จะต้องลดโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีลง เพื่อนำไปจัดสรรให้กลุ่มพรรคเล็กที่เข้ามาสนับสนุนรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่กล้าถอนตัวแน่ และไม่พร้อมเลือกตั้ง เทพไท จึงส่งสัญญาณเพียงว่าต้องการให้ปรับ ครม. ตัดเนื้อร้าย ซึ่งก็หมายถึง ร.อ.ธรรมนัส ออกเท่านั้น ทำให้ยิ่งเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า ประชาธิปัตย์ต้องการขจัดแม่ทัพภาคใต้ของพลังประชารัฐออกไป

หรือหากประชาธิปัตย์กล้าจริง ถอนตัวจากรัฐบาลโดยอ้างการแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยล้มเหลว เท่ากับปัดความรับผิดชอบ และจะไม่พ้นตัว เพราะประชาธิปัตย์รับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ จึงปัดสวะไม่พ้นตัว จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีก

แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีทางเลือก เพราะปรับประชาธิปัตย์ออกไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะต้องเจอกับสภาวะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ส่งผลให้เห็นว่า รัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ

มีคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำพรรคอื่นเข้าร่วม อาทิ เพื่อไทย หรือก้าวไกล หรือไม่ใช่สองพรรคนี้ แต่อาจจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย แต่พรรคเหล่านั้นก็เป็นสาขาของทักษิณ คงเป็นไปได้ยาก นี่ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติเลย

สุดท้ายสองทางเลือกหากปรับครม.แล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ นายกฯ คงเลือกทางสุดท้ายคือยุบสภาไปเลือกตั้งกันใหม่.

โควิด-19:ไวรัสป่วนโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โควิด-19:ไวรัสป่วนโลก

11 มีนาคม 2563 – 14:40 น.
ไวรัสร้ายโควิด-19,โควิด-19,COVID-19,คมชัดลึกออนไลน์,ไวรัสโควิด-19 ป่วยโลก,ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

โควิด-19:ไวรัสป่วนโลก …..โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

 ไวรัสโควิด-19 (วค.-19) เป็นไวรัสหวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ร้ายกาจมาก แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก ง่ายกว่าหวัดธรรมดาหลายเท่า ซึ่งก็ติดต่อกันได้ง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งยังทำสถิติผู้ป่วยตายได้ไม่น้อยกว่าสิบเท่าของไวรัสหวัดธรรมดา เราจึงน่าจะหันมารู้จักไวรัสอัปมงคลนี้ไว้ ในทำนอง “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”

วค.19 เริ่มเป็นข่าวเมื่อ 31 ธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น ประชากร 11 ล้านคน ประเทศจีน ต่อมา ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยมากมายอย่างคาดคิดไม่ถึงมาก่อน ผู้ชายมีสถิติตายเป็นสองเท่าของผู้หญิง อาจเพราะผู้ชายจีนส่วนใหญ่นิยมสูบบุหรี่ เข้าใจว่าวค.19 มาจากสายพันธุ์หนึ่งของไวรัสโคโรนาหลายสายพันธุ์ในค้างคาว ซึ่งกระโดดผ่านอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปกลายพันธุ์ในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยใช้เวลา 1-14 วันฟักตัวเงียบๆอยู่ในร่างกายเราก่อนที่จะสำแดงอาการป่วยและแพร่เชื้อออกมา

    เมื่อ 1 มีนาคม 2563 ทั่วโลก มีผู้ป่วย 89,077 ราย ตาย 3,053 ราย หายป่วยแล้ว 45,141ราย รับการเยียวยาอยู่ 40,883 ราย

ขณะนี้ ผู้ป่วยวค.19 ทั้งหมด มีอัตราการตายอยู่ที่ 1%- 2% ส่วนผู้ป่วยไวรัสหวัดธรรมดาทั้งหมดมีอัตราการตายอยู่ที่ 0.1% ทั่วโลกในหนึ่งปี แสดงว่าวค.19 มีอานุภาพพิฆาตผู้คนได้ไม่น้อยกว่า 10 เท่าของไวรัสหวัดธรรมดา ทั้งนี้ ยังมิอาจทำนายได้ว่าเจ้าไวรัสร้ายกาจนี้จะกลายพันธุ์ในเรือนร่างเราต่อไป จนมีเขี้ยวเล็บที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมอีกหรือไม่

เรารับเชื้อวค.19 ได้โดยตรงจากลมหายใจของผู้ป่วย โดยเฉพาะจากละอองน้ำฝอยในขณะพูดหรือไอออกมา ดังนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ป่วย เราต้องสวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ (ติดตามกระทรวงสาธารณะสุข) โดยเฉพาะต้องให้ขอบผ้าหน้ากากปิดทาบใบหน้ากับคออย่างแนบสนิท ไม่เปิดช่องว่างไว้ให้ละอองเชื้อรอดผ่านเข้าไปในจมูกขณะหายใจเข้าออก และให้อยู่ห่างผู้ป่วยอย่างน้อยหนึ่งเมตร ต่อนี้ไป เราควรฝึกตนให้หมั่นล้างมือด้วยสบู่กับน้ำหรือใช้เจลล้างมืออย่างทั่วถึงจริงๆบ่อยๆ หากต้องเข้าไปในบริเวณที่มีการระบาดหนัก ก็ต้องสวมถุงมือยางกับหน้ากากอนามัยไว้

          นอกจากนี้ ก็ให้ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ทานอาหารร้อนที่มีคุณค่าโภชนาการ รักษาการขับถ่ายหนักเบาให้ปกติไว้ หมั่นออกกำลังกาย และนอนหลับครบชั่วโมงตามวัย หากสูบบุหรี่อยู่ก็ควรลดละเลิกโดยด่วน

เบื้องต้น ผู้ป่วยวค.19 จะมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเจ็บตามร่างกาย เหนื่อยล้า อาเจียน ท้องร่วง หรือหายใจติดขัดจนแทบหายใจไม่ได้ ในกรณีป่วยหนัก ผู้ป่วยอาจมีโรคปอดบวมเข้าแทรก เมื่อไม่แน่ใจว่าป่วยหรือไม่ ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วนที่สุด เพื่อรับการรักษาตัวเองและปกป้องมิให้ผู้อื่นติดจากเราต่อไป

เมื่อได้ไปเยือนสถานที่ที่มีการระบาดวค.19 อยู่ ทุกคนต้องมีจิตสำนึกมงคลแจ้งให้แพทย์ทราบตามความเป็นจริงทั้งหมด ห้ามโกหกปิดบังเพียงเพื่อหลบหลีกความไม่สะดวกสบายจากการถูกกักกันเฝ้าดูอาการชั่วคราว 1-14 วัน อย่าลืมว่า เชื้อไวรัสร้ายกาจตัวนี้ เมื่อเข้าในร่างกายเราแล้ว จะแพร่กระจายออกสู่ผู้อื่นได้ง่ายกว่าไวรัสหวัดธรรมดามากๆ ดังนั้น ผู้ใดที่โกหกว่าไม่ได้แวะเยือนสถานที่ที่มีการระบาดอยู่ ผู้นั้นก็กำลังหยิบยื่นความตายให้กับตัวเองและผู้อื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกนับไม่ถ้วน

วค.19 อาจฉวยโอกาสใช้จุดอ่อนในระบบสาธารณะสุขของหลายประเทศในการแพร่กระจายเชื้อได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งน่าเป็นห่วงยิ่ง ตัวอย่าง เมียรมาร์มีชายแดนติดจีนยาว 2,240 กม. ประกอบด้วยด่านเข้าออกประเทศหลายแห่งที่มีผู้คนมากมายเข้าออกทุกวันอย่างเสรี ส่วนกัมพูชา อินโดนีเซีย ก็มีเครื่องบินพาณิชย์บินไป-กลับจากศูนย์ไวรัสอู่ฮั่นเป็นประจำ

โดยประเทศดังกล่าวยังขาดปัจจัยจำเป็นต่างๆอยู่มาก อาทิ ยาตรวจเชื้อวค.19 เครื่องมืออุปกรณ์เยียวยา ตลอดจนสมรรถภาพของแพทย์พยาบาลที่จะเยียวยาผู้ป่วย หากมีผู้ป่วยเผลอหลุดเข้าประเทศแม้เพียงหนึ่งราย ก็จะเกิดการระบาดที่รุนแรงรวดเร็วน่าสลดใจยิ่ง นี่คือระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้อีกไม่นานเกินรอ

  วค.19 จะพ่ายแพ้อันตรธานไปกับอากาศอุ่นที่กำลังย่างเข้ามาหรือไม่?

วค.19ไม่น่าจะหายไปไหน แม้ว่าอากาศอุ่นจะไม่เป็นมิตรต่อไวรัสตัวนี้ ในขณะที่จีน ยุโรป และสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ค่อนไปทางขั้วโลกเหนือ จะได้รับอากาศอุ่นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งกำลังเริ่มผลัดกันย่างเข้ามากลางเดือนมีนาคม 2563 แต่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้ ก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวและมีอากาศหนาวเย็นออกมาต้อนรับวค.19 ต่อไป ทั้งนี้ ส่งผลให้ไวรัสตัวนี้สามารถอยู่รอดต่อเนื่องและย้ายกลับไประบาดที่กลุ่มประเทศใกล้ขั้วโลกเหนือดังกล่าวได้อีก พูดง่ายๆ ไวรัสอัปมงคลนี้สามารถหมุนเวียนระบาดไปทั่วโลกได้ตลอดปี

  “ภาวะโลกร้อน” เป็นมิตรหรือศัตรูของวค.19?

แม้อากาศอุ่นจะไม่เอื้ออำนวยต่อวค.19 แต่ “ภาวะโลกร้อน” คือมิตรของไวรัสนี้

โดยปกติ เมื่อมีเชื้อโรคผ่านเข้ามาในร่างกาย ภูมิคุ้มกันเราจะออกมาต่อสู้กำจัดเชื้อที่บุกรุกเข้ามา ส่งผลให้ร่างกายมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ขึ้นมา ซึ่งจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของเราให้ทำงานอย่างมีผลดียิ่งขึ้นไปอีก ในที่สุด เชื้อโรคก็จะค่อยๆอ่อนกำลังลงจนอยู่รอดในร่างกายต่อไปอีกไม่ได้

โดยธรรมชาติ ค้างคาวมีเชื้อไวรัสโคโรนาอีกหลายสายพันธุ์อยู่ในตัว แต่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวสัตว์เอง เมื่อโลกร้อนขึ้น ค้างคาวจะปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นรอบตัว โดยจะอุ่นอยู่ราว 37 ํซ. – 41.1 ํซ. คือ อุ่นมากสุดขณะกำลังบิน ทั้งนี้ ส่งผลให้เชื้อไวรัสในตัวค้างคาวปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วย ในที่สุด วค.19 ในค้างคาวจะมีสมรรถภาพทนทานต่อความอุ่นในร่างกายเราที่ทรงตัวอยู่ที่ 37ํ ํซ. ผลก็คือ วค.19 ในภาวะโลกร้อนจะสามารถอยู่ในร่างกายเราได้สบายกว่าเดิม แถมยังสามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนไวรัสได้อย่างมีผลดีอีกด้วย พูดง่ายๆ “ภาวะโลกร้อน” จะตัดทอนสมรรถภาพภูมิคุ้มกันโรคของเราให้ถดถอยลงไปได้มากทีเดียว

ทั้งนี้ มิใช่เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎีเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ได้พบเชื้อราแคนดิดา ออริส ระบาดในบริเวณเอเซียใต้ เวเนซูเอลา และอาฟริกาใต้ ระหว่างปี 2555 – 2558 เนื่องจากภูมิอากาศในบริเวณดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์ของเชื้อราร้ายกาจตัวนี้ และไม่พบหลักฐานการแพร่กระจายเชื้อดังกล่าวจากคนสู่คนในภูมิภาคดังกล่าว เมื่อเชื้อราระบาดตามภาวะภูมิอากาศได้ เชื้อไวรัสก็น่าจะระบาดโดยเหตุสนับสนุนจากภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนตามภาวะโลกร้อนได้

ความอยู่รอดของมนุษยชาติจากวค.19 อยู่ที่การพัฒนายาวัคซีนปัองกันเชื้อไวรัสร้ายกาจตัวนี้ขึ้นมา โดยปกติ ตามขั้นตอนปกติของการผลิตวัคซีนที่ใช้เชื้อไวรัสหวัดธรรมดาปรุงแต่งกับสารมีชีวิต นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 1 ปี แต่อาจนานถึง 3 หรือ 6 ปี อย่างไรก็ตาม นับเป็นข่าวน่ายินดีที่นักวิทยาศาสตร์จีนสามารถถอดรหัสวค.19 ได้สำเร็จมาตั้งแต่มกราคม 2563 ขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน “วิทยาการบำบัดโรคทางหน่วยพันธุกรรม” ทั่วโลกกำลังเร่งรีบปรุงแต่งรหัสวค.19 กับดีเอ็นเอของสารมีชีวิตอยู่อย่างเร่งรีบ เพื่อให้ได้ผลออกมาเป็นยาที่ใช้กำหราบไวรัสตัวนี้ได้อยู่หมัด ทั้งนี้ เป็นวิถีทางผลิตยาวัคซีนแบบสมัยใหม่ล่าสุดที่มีขั้นตอนรวดเร็วกว่าการใช้เชื้อไวรัสมาปรุงแต่งกับสารมีชีวิต ดังเช่นที่ใช้ผลิตวัคซินป้องกันไวรัสหวัดธรรมดา

นอกจากยาวัคซีนแล้ว เรายังต้องหันมาพึ่งตัวเองด้วยการดูแลรักษาสุขภาพตนตามคำแนะนำที่ศึกษาได้จากผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบาดวิทยา ข้อสำคัญ เราต้องไม่วิตกกังวลเกินเหตุ จนทานอาหารไม่ได้/นอนไม่หลับ ซึ่งจะบั่นทอนสุขภาพ โดยเราอาจทำสมาธิให้จิตใจตั้งอยู่กับจุดศูนย์กลางหรือสายกลางระหว่างความเป็นกับความตาย (มรรคแปด) แสดงจิตอาสาเสริมสร้างสังคม และเสริมสร้างศรัทธาในสมรรถภาพของตัวเราเอง ให้สมกับที่นักมานุษวิทยาได้ตั้งชื่อมนุษย์อย่างเราท่านไว้ว่า “มนุษย์ฉลาด” (Homo sapiens) เนื่องจากเรามีสติปัญญาหลักแหลมสามารถเอาตัวรอดจากโรคภัยไข้เจ็บบนพิภพนี้มาได้นานถึง 6 ล้านปี

ในขณะเดียวกัน เราน่าจะทบทวนรำลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนให้เรามองเห็นธรรมะในธรรมชาติว่า โลกนี้เป็นโลกของ “เหตุ” และ “ผล” โดยผลย่อมมาจาก “เหตุ” อาทิ ผลของแผ่นดินไหวมาจากเหตุของแผ่นหินใต้เปลือกผิวโลกมีการเคลื่อนที่ และ “อุบัติเหตุ” ที่เกิดขึ้นเองไม่มี เพราะอุบัติเหตุเป็นผลที่เกิดจากเหตุ อาทิ ความประมาทของผู้เกี่ยวข้อง

โดยนัยนี้ วค.19 คือผลกรรมของเราที่ออกมาเตือนเราให้ตระหนักว่า เราจะต้องหันมาช่วยกันหยุดยั้งกิจกรรมพิศดารทั้งปวงที่เป็น “เหตุ” อาทิ การบริโภคอาหารแบบพิศดารสุดโต่ง (สัตว์ป่า) โดยเฉพาะการเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (แข่งรถวนรอบสนาม) แบบไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงอย่างคนสติเสีย เพราะการหันมาอนุรักษ์นิเวศวิทยาจะสามารถชะลอลด “ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้ชะลอลดการละลายของกำแพงน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ และชะลอลดการปลดปล่อยเชื้อโรคสารพัดจำพวกจากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับการแช่แข็งมานับล้านปี ให้ลงสู่ทะเลและเข้าสู่ตัวเราโดยผ่านทางอาหารสัตว์ทะเล

อย่าลืมว่า เมื่อเราทำเหตุมงคลไว้ ผลมงคลก็จะเกิดขึ้นตามมาสนองเรา ตาม “กฎแห่งกรรม” อย่างแน่นอน.

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลความรู้ต่อไปนี้
https://www.worldometers.info/coronavirus/
https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/events-as-they-happen
https://www.cdc.gov/media/dpk/diseases-and-conditions/coronavirus/coronavirus-2020.html
http://weekly.chinacdc.cn/en/article/id/e53946e2-c6c4-41e9-9a9b-fea8db1a8f51 https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/who-china-joint-mission-on-covid-19-final-report.pdf
https://time.com/5779156/wuhan-coronavirus-climate-change/?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=the-brief-pm&utm_content=20200207&xid=newsletter-brief
https://www.pri.org/file/2020-01-30/coronavirus-vaccine
https://time.com/5632961/candida-auris-global-warming/
https://www.theatlantic.com/health/archive/2020/02/covid-vaccine/607000/
https://www.theguardian.com/world/2020/feb/29/worse-than-flu-busting-coronavirus-myths