ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก

16 มีนาคม 2563 – 09:34 น.
ปรับ ครม,ยุบสภา,ลาออก,โควิด-19,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 658 ครั้ง

ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ยามนี้ประเทศไทยของเรากำลังเครียดจากหลายๆ เรื่อง ยิ่งกว่าอากาศร้อนที่กำลังรุนแรงทุกขณะ

 นายกฯ เหนื่อยจากฝุ่นพิษมาจนถึงโควิค-19 ที่ไม่รู้ว่าจะจบลงแบบใด-เมื่อไร และล่าสุดสถานการณ์การเมืองก็เหมือนคลื่นใต้น้ำหรือไฟสุมขอนรอการปะทุทุกนาที

อ่านข่าว…  เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา”

ไปที่ไหนมีแต่คนถามและได้ยินบ่อยๆ ว่ารัฐบาลจะไปรอดหรือไม่ และจะต้องหาทางออกด้วยการปรับ ครม. หรือยุบสภา หรือให้รัฐมนตรี (บางคน) ลาออก

นอกจากการเมืองในสภาหรือพรรคร่วมรัฐบาลประกาศว่าจะไม่พายเรือให้โจรนั่งแล้วต่อไปรัฐบาลผสมที่เหมือนแก้วร้าวยากที่ประสานให้ดีดังเดิมได้

มองให้ทะลุแล้วจะเห็นว่ารัฐมนตรีบางคนหาแต่เรื่องและเป็นตำบลกระสุนตกหรือเป็นจุดอ่อนให้โจมตี

บรรดาม็อบต่างๆ ที่รอวันจุดประกายให้เป็นลูกไฟและก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดได้

ใครอย่าคิดว่าภายใต้พื้นน้ำที่ราบเรียบนั้นจะมีสัตว์ประหลาดแฝงตัวอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าปล่อยให้ถูกกินเปล่า
คุณ ‘ไพบูลย์’ เยาวราช มีคำแนะนำที่ดีมากๆ ในสถานการณ์แห่งความสับสนและมีหลายๆ ประเทศปิดประตูเข้า-ออก

ขอให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายอย่าปล่อยให้เงินของท่านสูญเปล่าเพราะยกเลิกทัวร์

โปรดดำเนินการด่วนเพราะล่าช้าไปจะเสียโอกาส
อ๊อด เทอร์โบ


 ยกเลิกทัวร์ยังไงให้ได้เงินคืน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค–19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างมีความต้องการขอยกเลิกการเดินทางโดยเฉพาะซื้อบริการนำเที่ยวจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

วันนี้ผมมีคำแนะนำจากกรมการท่องเที่ยว โดย นายทวีศักดิ์ วาณิชย์เจริญ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เผย 3 วิธียกเลิกทัวร์อย่างไรให้ได้เงินคืน หนีไวรัสโควิด-19 ระบาด

แจ้งยกเลิกการเดินทางก่อนการเดินทาง 30 วัน นักท่องเที่ยวจะได้รับคืนเงินเต็มจำนวน หากแจ้งยกเลิกการเดินทางก่อนการเดินทาง 15 วัน นักท่องเที่ยวจะได้รับคืนเงินครึ่งราคา และหากแจ้งยกเลิกการเดินทางน้อยกว่า 15 วัน จะไม่ได้รับการคืนเงิน

ทั้งนี้การจ่ายค่าบริการนำเที่ยวคืนให้แก่นักท่องเที่ยวดังกล่าวหากบริษัททัวร์มีค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายจริงเพื่อเตรียมการจัดนำเที่ยว ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ค่ามัดจำของบัตรโดยสารเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ให้นำมาหักจากเงินค่าบริการนำเที่ยวที่ต้องจ่ายคืนให้นักท่องเที่ยวได้

โดยให้บริษัททัวร์แสดงหลักฐานให้นักท่องเที่ยวทราบ แต่หากค่าใช้จ่ายของบริษัททัวร์สูงกว่าเงินค่าบริการนำเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ชำระไว้ บริษัททัวร์จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเพิ่มจากนักท่องเที่ยวได้

นอกจากนี้สายการบินการบินไทยยังผ่อนผันให้เลื่อนกำหนดการบินได้ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2563 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากนักท่องเที่ยวหรือบริษัททัวร์มีความจำเป็นต้องเลื่อนต่อไปอีก จะเลื่อนได้ไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคม 2563 และจะต้องพิจารณาว่าเป็นการเลื่อนในเส้นทางเดียวกันหรือไม่ หากเปลี่ยนเส้นทางอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างเพิ่ม

ด้านสายการบินนกแอร์ ได้แบ่งกลุ่มบัตรโดยสารเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบัตรโดยสารแบบซีรีส์ ซึ่งบริษัททัวร์ได้วางมัดจำบัตรโดยสารเครื่องบินตลอดทั้งปีในเส้นทางญี่ปุ่น ทางสายการบินจะยกเลิกค่าธรรมเนียมให้ แต่ยังคงเก็บค่าส่วนต่างที่เกิดขึ้น และกลุ่มบัตรโดยสารแบบกลุ่ม สามารถนำไปใช้ในภายหลังได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้บริษัททัวร์มีระยะเวลาและความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจ รวมถึงนักท่องเที่ยวจะได้มีทางเลือกในการเดินทางและได้รับเงินคืนจากบริษัททัวร์มากที่สุด

ส่วนของกรมท่าอากาศยานจะเสนอปรับลดค่าบริการในการขึ้นลงของอากาศยานแก่สายการบินในช่วงภาวะวิกฤตินี้ รวมถึงจะเสนอให้ปรับลดค่าเช่าของผู้ประกอบการรถเช่าที่ใช้พื้นที่ของสนามบินเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ
ไพบูลย์ (เยาวราช)


 โรงงานอุตสาหกรรม
 ต้องร่วมมือป้องกันไวรัส

ผมไม่ต้องการคำตอบแต่ขอความร่วมมือโดยข่าวที่รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ แจ้งว่า

ขอความร่วมมืออุตสาหกรรม 80,000 แห่งทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเฝ้าระวังและลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ให้ติดต่อไปยังบุคคลอื่นที่อยู่ใน หรือนอกโรงงาน

โดยให้ผู้อยู่ในโรงงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อทำความสะอาดมือด้วยการล้างด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ และจัดให้มีการเฝ้าระวังและคัดกรองโดยการวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อในโรงงาน

ดูแลอนามัยในโรงงานเพิ่มความถี่การทำความสะอาดพื้นที่เดินเข้าออกอาคาร ลิฟต์ ห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ตรวจเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัสสาธารณะต่างๆ

ผู้ที่ปฏิบัติในโรงงานงดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไป หรือแวะผ่านประเทศที่เสี่ยง อาทิ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อิตาลี อิหร่าน หรือฮ่องกงจนถึงเดือนเมษายนนี้

หากมีผู้ต้องเดินทางไปต่างประเทศหรือพื้นที่เสี่ยงขอให้พิจารณาความจำเป็นของการเดินทาง หากจำเป็นให้ระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยให้เฝ้าระวัง 14 วันโดยให้หยุดงานเพื่อแยกตัวเองออกไป

ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดให้แจ้งเจ้าของโรงงาน และให้มีการเฝ้าระวัง 14 วัน ให้ติดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

จึงขอให้ช่วยเป็นสื่อกลาง ขอให้ทราบและเวลานี้ต้องช่วยกันทุกวิถีทาง
ชัยยศ (ปากน้ำ)


ต้องตรวจฟรี Covid-19!! กับสิ่งที่รัฐบาลและสธ.ละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องตรวจฟรี Covid-19!! กับสิ่งที่รัฐบาลและสธ.ละเลย

16 มีนาคม 2563 – 08:55 น.
หน้ากากอนามัย,รัฐบาล,กระทรวงสาธารณสุข,Covid-19,โควิด-19
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

ไม่ขอเกริ่นนำเยอะ ให้เสียเวลาการอ่านนะครับ กับสถานการณ์วิกฤติที่ลามไปทั่วโลก จากภัยโรคร้าย Covid-19…

ขอเข้าสู่ประเด็นเลยนะครับ ด้วยความอึดอัดกับสิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขละเลยอยู่… ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเอาใจช่วยและพร้อมสนับสนุนทุกคน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ให้ผ่านพ้นสถานการณ์อันคับขันนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

อ่านข่าว-“โควิด-19″หลุมดำรัฐบาล วัดกึ๋นมาตรการเศรษฐกิจ

ผมขอร่วมระดมและเสนอความคิดในการเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังนี้

จากความจริงที่… เราอยู่ในสังคมที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน (ปี พ.ศ. 2562) เท่ากับ 26,371 บาท

และมีรายจ่ายเท่ากับ 21,236 บาท ต่อเดือน

โดยครอบครัวที่มีหนี้สิน คือ 46.3% กับมูลหนี้เฉลี่ย 167,913 บาทต่อครัวเรือน

ในขณะนี้ที่เรากำลังประสบปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 นี้… ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงว่า ค่าตรวจหา Covid-19 มีราคาสูงถึง 3,000 บาท ถึง 10,000 บาท ต่อครั้ง

จริงอยู่… แม้ใครติดไวรัสร้ายตัวนี้ รัฐจะจ่ายค่าตรวจและรักษาพยาบาลให้ แต่หากไม่พบไวรัสตัวนี้ ผู้ป่วยที่ในกลุ่มเสี่ยงต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าตรวจรวมถึงค่าบริการของแพทย์และค่าตรวจเชื้อในห้องแล็บ

ลองคิดดูนะครับว่าหากหนึ่งครอบครัว (เฉลี่ย 4 คน) ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต้องไปตรวจด้วยความกลัวการติดไวรัสร้ายตัวนี้ ต้องจ่ายเงินสูงถึง 12,000 บาท ถึง 40,000 บาท… เค้าเหล่านั้นคงต้องกังวลกับการเป็นหนี้หรือไม่มีเงินจ่ายไม่น้อยกว่ากับการติดไวรัส… ?!?

นี่คืออุปสรรคที่ทำให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่ไม่กล้าไปตรวจ… ซึ่งทำให้เค้าเหล่านั้นไม่ได้รับการรักษาตามสมควรโดยทันท่วงที และทำให้ชุมชนของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

รัฐบาลควรรู้นะครับว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 47 วรรคสาม… ได้ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ดังนั้น การตรวจหาเชื้อในการป้องกันและรักษาต้องฟรีทั้งหมดด้วย

รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ควรต้องเร่งวางมาตรการให้สถานพยาบาลของรัฐทุกประเภทระงับการเรียกเก็บเงินจากการตรวจรักษาโรคโควิด-19 โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

ประชาชนทั่วประเทศและรัฐบาล ต้องอยากรู้หรือไม่ว่าใครติดโรค Covid-19…

แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่กล่าวมา… คงมีแต่คนรวยที่มีความพร้อมเข้ารับการตรวจและรักษาพยาบาลทันที!

เรื่องนี้เลวร้ายยิ่งกว่าการกักตุนหน้ากากอนามัย… เพราะในสถานการณ์ปกติ เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ก็เกือบผูกขาดจากการไล่ซื้อโรงพยาบาลทั้งประเทศเพื่อกำหนดราคาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลกว่า 45% Gross Margin จนทำให้รวยล้นฟ้าอยู่แล้ว

ทั้งๆ ที่ธุรกิจนี้ คืออาชีพที่หากินกับความเป็น… ความตาย… ความเจ็บไข้ขั้นพื้นฐานของมนุษย์

          ผมขอเป็นอีกแรงที่เรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายกำหนด ภายใต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ให้ประชาชนทุกคน (แม้มีหรือไม่มีประกัน) ได้รับการตรวจ… ได้รับการรักษา… ได้ทดสอบ… ได้กักตัว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อความปลอดภัยของชุมชนและประชาชนทุกคนในประเทศของเรา

ขอบคุณครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธูรกิจ  คอลัมน์  แสงเทียนกลางพายุ

ตารางชีวิต “เทพไท” 4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตารางชีวิต “เทพไท” 4.0

15 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 1,716 ครั้ง

ตารางชีวิต “เทพไท” 4.0 คอลัมน์ Special Weekend

เป็นอีกหนึ่งนักการเมืองที่ชื่อว่าใช้การสื่อสาร “โซเชียลมีเดีย” ในการทำงานมานานหลายปี สำหรับ “เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่ความคิดเห็นส่วนตัวและข้อเสนอ ต่อประเด็นสำคัญในสถานการณ์ทางการเมือง และส่งต่อในกลุ่มไลน์สื่อมวลชนประจำพรรคประชาธิปัตย์ไม่เว้นแต่ละวัน

“เทพไท” เล่าถึงที่มาที่ไปการใช้โซเชียลมีเดียว่า ที่ใช้มานานแล้วคือทวิตเตอร์ (ยอดติดตามในทวิตเตอร์ @Theptai นับถึงวันที่ 10 มี.ค.2563 อยู่ที่ 37,130 แอคเคานท์) ซึ่งรสนิยมของผู้นำทั่วโลกส่วนใหญ่จะใช้ทวิตเตอร์ในการสื่อสารเป็นหลัก อาทิ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถือเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความรวดเร็ว จึงมีไว้สำหรับการติดตามข่าวในทวิตเตอร์เพราะส่วนใหญ่ผู้สื่อข่าวมีกันทุกคน ทำให้ในทวิตเตอร์เป็นช่องทางรายงานข่าวได้รวดเร็วกว่าช่องทางอื่น สามารถดูได้ง่าย ไม่ยาว ไม่เยิ่นเย้อ

“เทพไท” บอกว่า หลังจากนั้นก็หันมาใช้เฟซบุ๊กในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง (ยอดติดตามในเฟซบุ๊ก 7,996 แอคเคานท์) โดยเฉพาะการใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ในช่วงการลงพื้นที่พบประชาชน โดยเฟซบุ๊กไลฟ์จะมีประโยชน์ตรงที่หากเราปราศรัยจะมีคนมาฟังเต็มที่ได้ประมาณ 1,000 คน แต่หากมีการเพิ่มช่องทางเฟซบุ๊กไลฟ์เข้าไปด้วย จะมีผู้เข้ามาติดตามได้ไม่จำกัด บ้างครั้งมีผู้มาติดตามเป็นหมื่นๆ คน

“ในพื้นที่ผมจะใช้เฟซบุ๊กเป็นส่วนใหญ่ โดยตั้งแต่เช้าเดินตลาดนัดเราก็ไลฟ์ได้ในช่วงพบแม่ค้าต่างๆ จากนั้นช่วงสายจะขยับมาที่สภากาแฟ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ โดยสื่อมวลชนจะจับประเด็นในการไลฟ์ตรงนี้นำไปเขียนข่าวต่อไป หรือช่วงสายอีกหน่อย หากมีงานผ้าป่าหรืองานภาคบันเทิง ก็จะเฟซบุ๊กไลฟ์เช่นกัน หากในช่วงเดินทางไปร่วมงานศพในภาคใต้สามารถปราศรัยได้ ก็จะเฟซบุ๊กไลฟ์อีกครั้ง ส่วนตอนค่ำหากเป็นงานแต่งงานหรือขึ้นบ้านใหม่ ก็ร้องเพลงบนเวที ก็ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์อีกเช่น”

ไม่ใช่แค่นั้นหากวันใดที่ภารกิจ “เทพไท” รัดตัว เขาจะใช้ช่วงเวลาเดินทางหยิบโทรศัพท์มาเฟซบุ๊กไลฟ์ได้อีก ส่วน “อินสตาแกรม” หรือไอจี เป็นอีกช่องทางที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้งาน ก็เป็นอีกช่องทางที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้ เข้าไปใช้งานเช่นกัน ถึงจะไม่บ่อยครั้งเมื่อเปรียบเทียบกับ “ทวิตเตอร์-เฟซบุ๊ก” โดยกิจกรรมที่จะเข้าใช้งานใน “ไอจี” ส่วนใหญ่จะเข้าไปดูภาพแฟชั่นต่างๆ ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ถือเป็นช่องทางบันเทิงที่เทพไทมีไว้ติดตามเช่นกัน

ตั้งแต่ “เทพไท” ผันตัวเข้าสู่วงการการเมือง จนมาเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์สมัยแรกเมื่อปี 2548 ได้ใช้รูปแบบการสื่อสารทั้งการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ยิ่งในช่วงที่เป็นโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาจะแถลงข่าวต้องเดินทางมาที่ห้องแถลงข่าวของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วต้องมาแถลงข่าวด้วยตัวเองทุกวัน โดยก่อนแถลงข่าวต้องมอนิเตอร์ข่าวสารจากแหล่งต่างๆ แต่ขณะนี้ไม่ต้องแล้วเพราะโทรศัพท์อยู่ในมือ สามารถมอนิเตอร์ได้เลย หรือมีเพจเฟซบุ๊กจำนวนมากที่ติดตามข่าวสารได้ตลอด

“เทพไท” ยอมรับว่าการปรับมาใช้สังคมออนไลน์ ทำให้เป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชนได้รวดเร็วมากขึ้นสามารถอัดคลิปวิดีโอหรือเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ทันที โดยเฉพาะการทำหน้าที่ ส.ส.ในสภา ทำได้สะดวกเช่นกัน เพราะขณะนี้ในสภาถือว่ามี 2 กลุ่ม ภายหลังสภาเว้นวรรคมา 4-5 ปีทำให้บริบทเปลี่ยนไปมากมาย อาทิ พบว่าเวลา ส.ส.รุ่นเก่าอภิปรายจะมีแผ่นข้อมูลประกอบการอภิปราย แต่ ส.ส.สมัยใหม่หลายคนมีเพียงโน้ตบุ๊กตัวเดียวก็อภิปรายได้เลย ถือเป็นความเปลี่ยนไปอย่างมาก

“ถึงเราจะไม่ใช่ ส.ส.รุ่นเก่า แต่ก็ไม่ใช่เป็น ส.ส.รุ่นใหม่ซะทีเดียว ยังเป็นรุ่นกลางๆ ก็ต้องพยายามประยุกต์ใช้โซเชียลมีเดีย ถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญ แต่ก็พยายามทำให้ได้ไม่ตกขบวน”

ส่วนเสียงสะท้อนในสังคมออนไลน์จากเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านที่มาคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กนั้น “เทพไท” ยอมรับว่า ได้อ่านคอมเมนต์เหล่านั้นบ้างเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ในเฟซบุ๊กของตัวเองจะเป็นแฟนคลับที่เป็นขาเชียร์มากกว่า แต่บางครั้งจะไปดูคอมเมนต์จากเพจข่าวอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซีเรียสเพราะถือว่าโดยธรรมชาติของคนไทยแล้ว จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “นักเลงคีย์บอร์ด” เป็นกลุ่มที่ไม่ว่าใครพูดอะไรก็ด่าอย่างเดียว

“ส่วนใหญ่ผมก็อ่านแล้วเฉยๆ ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เต้นตามหรือหลงกระแส เพียงเราต้องกำหนดจุดยืนของเราว่า สิ่งใดถูกต้องก็เดินหน้าต่อไป”

“เทพไท” ยังกล่าวถึงเรื่องที่มีการพูดถึงขบวนการ “ไอโอ” ขึ้นมานั้น ถ้าไปเต้นตามคอมเมนต์เหล่านี้ ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะถ้ามีไอโอในเฟซบุ๊กของตัวเอง ก็ถือว่ามีน้อยมาก ส่วนไอโอในข่าวตามเพจสื่อออนไลน์ต่างๆ จะมาถล่มก็ไม่ว่าอะไร เพราะไม่ได้อ่านอะไรมากอยู่แล้ว

สุดท้ายการวางบทบาทของตัวเองในสังคมโซเชียลมีเดียหลังจากนี้ “เทพไท” บอกว่ามีคนเสนอให้ทำรายการทอล์กอีกครั้ง แต่ทำผ่านทางมือถือโดยมีห้องส่ง แต่ขณะนี้ยังไม่คิด เพราะไม่มีเวลาขนาดนั้น เนื่องจากต้องใช้ทีมงานและอุปกรณ์หลายส่วน ทำให้ยังไม่อยากจะทำตรงนี้ แต่หากถึงเวลาจริงๆ อาจจะต้องทำ เพราะอีกด้านมีคนเรียกร้องอยากให้กลับมาจัดรายการทีวี เหมือนการจัดรายการ “สายล่อฟ้า” ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่สื่อสารกับประชาชนได้

“แต่การจัดรายการประเภทนี้ต้องใช้เวลาอย่างมาก แล้วเราเป็น ส.ส.ด้วยทำให้ไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังเก็บไว้คิดก่อนว่าจะทำอย่างไร จะพยายามหาช่องทางไว้สื่อสารกับประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็จะทำต่อไป”

“พระสุริยัน” อลังการงานสร้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พระสุริยัน” อลังการงานสร้าง

15 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ห้องพระสุริยัน
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

“พระสุริยัน” อลังการงานสร้าง คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมของรัฐสภา แต่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ปิดเทอมตามไปด้วย เพราะภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะกรรมาธิการวิสามัญแต่ละคณะยังแน่นเหมือนเดิม

อย่างวันก่อนประธานสภาไปตรวจดูการก่อสร้างห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ “ห้องพระสุริยัน” ภาพรวมต้องถือว่ามีความคืบหน้าไปพอสมควร ระบบเครื่องและการลงคะแนนใกล้สมบูรณ์ 100% เหลือแต่เพียงรายละเอียดอีกเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ ในระหว่างการไปตรวจงาน ประธานสภาได้ทดลองกดปุ่มเพื่อทดสอบระบบเสียงภายในห้องประชุม และปุ่มให้สัญญาณเปิดและปิดประชุม ปรากฏว่าประธานสภาพูดทีเล่นทีจริงกับผู้สื่อข่าวว่า “เหมือนเสียงจะดังไปหน่อย”

สำหรับห้องประชุมสภา มีที่นั่งจำนวน 1,209 ที่นั่ง โดยแบ่งออกเป็นที่นั่งสำหรับ ส.ส. จำนวน 800 ที่นั่ง และส่วนของคณะรัฐมนตรี 59 ที่นั่ง ส่วนชั้นลอยซึ่งเป็นที่สำหรับประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมสภา อีก 350 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ส.ส.ยังสามารถเสริมเพิ่มได้อีก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในห้องพระสุริยันมีความหรูหราและยิ่งใหญ่สมกับชื่อจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามไป คือ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่จะตามมาอย่างมหาศาล โดยในประเด็นนี้ เลขาธิการสภาเปิดเผยว่าเมื่อใช้เต็มรูปแบบสภาต้องมีค่าใช่จ่ายในเรื่องไฟฟ้าประมาณ 400 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ทำให้สภาต้องหาแนวทางในหารายได้เพิ่มเติม เช่น การเก็บค่าเข้าชม หรือการจัดให้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานต่างๆ อย่างการจัดสัมมนาหรืองานแต่งงาน แต่ทั้งหมดคงต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน

ข่าวคราวแวดวงงานสภาที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การตื่นตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุดทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างประกาศชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการจะงดเดินทางไปต่างประเทศในช่วงของการแพร่ระบาด เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งประธานสภา ระบุว่า “อาจถูกใจไม่ถูกใจบ้าง งบประมาณส่วนที่ไม่ได้ต่างประเทศก็ต้องส่งคืนคลัง จะเอาเงินไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามระเบียบ ผมเชื่อในเรื่องความสามารถและบุคลากรของสาธารณสุขของไทยว่าระบบของเราดีกว่าหลายประเทศ และผมแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตามที่กระทรวงแนะนำดีที่สุด เพราะมีมาตรฐานสูง แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน”

อีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มมีความชัดเจนแล้วเห็นจะเป็นพรรคใหม่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย ส.ส. 55 คน ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล พร้อมกับตั้งให้พิธาว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่เป็นประธาน ส.ส.ชั่วคราวไปก่อน เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวเรือในการกำหนดทิศทางการทำงานในระยะนี้จนกว่าการสมัครสมาชิกพรรคจะสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ต้องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ สัดส่วนประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาของพรรค ซึ่งจะต้องลดลงตามจำนวน ส.ส.ที่ลดลงเหลือ 55 คน เมื่อคิดจากตัวเลข 55 คนแล้ว โควตาประธานคณะกรรมาธิการสามัญของพรรคจะเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น

ในเรื่องนี้เมื่อมีการจัดรูปพรรคก้าวไกลเสร็จแล้วจะมีประสานงานกับวิปฝ่ายค้านเพื่อขอให้ประธานคณะกรรมาธิการจำนวน 4 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้วจะเป็นอย่างที่พรรคก้าวไกลหวังหรือไม่ เพราะฝ่ายวิปรัฐบาลเองก็จ้องจะเสนอให้เขย่าตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทั้งสภาใหม่ทั้งหมด ไม่ต่างอะไรกับการปรับคณะรัฐมนตรี

ส้มก้าวไถล ‘พิธา’ บารมีไม่ถึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มก้าวไถล ‘พิธา’ บารมีไม่ถึง

14 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
พรรคก้าวไกล,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,ทิม พิธา,พรรคอนาคตใหม่,ย้ายพรรค,ทนายคารม,คารม,พรรคไทยรักไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,662 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14-15 มี.ค.63

********************************

“สานต่อภารกิจอนาคตใหม่ สู้เหมือนเดิม มาร่วมกันสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เชิญชวนเอฟซีสีส้มให้เดินทางไปสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ศูนย์ประสานงานพรรคชั่วคราว ตรงข้ามเดอะมอลล์ บางแค ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563

พิธา ผู้นำพรรคก้าวไกล

เชื่อว่า สื่อทุกสำนักจะจับจ้องไปที่ ส.ส. 55 คน ที่เหลืออยู่ จะไปแสดงตัวกันครบหรือไม่ ? ที่แน่ๆ ขาดไป 1 คน คือ คารม พรพลกลาง อดีตทนายเสื้อแดง และแว่วว่า มี 10 ส.ส.ที่อยู่ระหว่างการต่อรอง “ตำแหน่ง” ในพรรค และการสนับสนุนจากหัวหน้าพรรคคนใหม่

หากได้คำตอบไม่ชัด เวลาที่เหลืออีก 30 วัน ตามกฎหมายการย้ายพรรค ก็อาจเห็น ส.ส.ก้าวไกล ไถลออกไปอยู่พรรคใหม่อีกหลายคน

คารมคือใคร ?

ช่วงที่มีการย้ายพรรคลอตใหญ่ 9 คน ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย คนวงในค่ายสีส้มก็พอจะทราบข่าวมาบ้างว่า ทนายคารม” จะย้ายพรรค จึงมีบางกลุ่มพยายามเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้อยู่ต่อ แต่หลังจากมีการเปิดเผยโครงสร้างพรรคใหม่ ไม่มีชื่อทนายคารมอยู่ด้วย

วันที่ 12 มีนาคมนี้ ทนายคารมยอมรับว่า ตัวเองไม่ไปต่อกับก้าวไกล และได้ย้ายไปอยู่พรรคใหม่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาเป็น “นักล่าฝัน” ทางการเมืองมาแต่ปี 2539

ทนายคารม อำลาสีส้ม

คารมเป็นชาวบ้านคำบอน ต.หัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ชื่อ-นามสกุลเดิมคือ ชิตธิพงษ์ พลทะกลาง เมื่อจบนิติศาสตร์ รามคำแหง คารมได้ตั้งบริษัทสำนักกฎหมายอยู่แถว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อปี 2538

เลือกตั้งปี 2539 คารมลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต พรรคพลังธรรม ยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค แต่บังเอิญเป็นช่วงพลังธรรมขาลง คารมได้แค่ 8,520 คะแนน

ปี 2544 ทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย คารมก็ตามมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค หวังอยากลงสมัคร ส.ส.อีกหน แต่ก็ไม่ที่ทางให้เขา ทั้งสนามนนทบุรี และบ้านเกิด-ร้อยเอ็ด

ทนายคารม กับเพื่อนเก่าที่บ้านคำบอน อ.สุวรรณภูมิ

หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 คารมเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เมื่อเขาอาสาเป็นทนายความให้ความช่วยเหลือแกนนำ และสมาชิกกลุ่ม นปช.

สถานการณ์การเมืองเหลือง-แดง สร้าง “ทนายคารม” ให้โด่งดัง และวันข้างหน้า เขาก็เลือกที่จะเป็นนักเลือกตั้งเต็มตัว

แดงอีสาน

จริงๆ แล้ว พรรคอนาคตใหม่ ร้อยเอ็ด ไม่ได้มีแค่ “ทนายคารม” ที่เป็นแกนนำระดับจังหวัด วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” อดีตประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชาย นิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ก็เป็นแม่ทัพอีกคนหนึ่ง แต่เขาโชคร้าย ถูกตัดสิทธิลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

กลางปี 2561 “วิเชียรชนินทร์-คารม” ลาพรรคเพื่อไทย มาสังกัดค่ายสีส้ม เพราะพื้นที่ร้อยเอ็ด ส.ส.เพื่อไทย ตรึงทุกพื้นที่ ไม่มีที่ว่าง ทั้งคู่เลยมาสร้างบ้านหลังใหม่

วิเชียรชนินทร์ แกนนำแดงร้อยเอ็ด

เวลานี้ วิเชียรชนินทร์ เป็นที่ปรึกษาทีมอนาคตใหม่ ร้อยเอ็ด ที่ได้วางตัว “สถาพร ว่องสัธนพงษ์” ลงสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ซึ่งสถาพรมาจากตระกูลการเมือง “ว่องสัธนพงษ์” ที่มีฐานการเมืองท้องถิ่นอยู่ใน อ.เมืองร้อยเอ็ด และ อ.ศรีสมเด็จ

การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร…นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าแดง หรือน้ำเงิน ก็กินลาบก้อยวงเดียวกันได้

ส้มเอ็นจีโอ

พลันที่ทนายเสื้อแดงทิ้งเพื่อน ไม่ไปต่อกับก้าวไกล “อภิชาติ ศิริสุนทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม่ทัพอีสานสายสีส้ม ได้ออกมาบอกว่า “…น่าเศร้าเสียดายที่คนเป็นผู้แทนประชาชน จะมาใช้ประโยชน์กับโครงสร้างทางการเมืองที่ผุพัง และกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่สู้จะส่งเสริมประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ และช่องทางให้ตัวเองไหลลื่นไปตามผลโยชน์ส่วนตน”

ส่วนผสมของอนาคตใหม่อีสานคือ คนเสื้อแดงกับเอ็นจีโอ แต่ที่ผ่านมา “ธนาธร-ปิยบุตร” ให้ความสำคัญกับเอ็นจีโอหรือผู้นำภาคประชาชนมากกว่า เพราะเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์มั่นคง ไม่วอกแวกแบบนักเลือกตั้ง

อภิชาติ และคำพอง สองแม่ทัพอีสาน

ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็คือ “อภิชาติ ศิริสุนทร” อดีตปลัด อบต.จระเข้ จ.ขอนแก่น และ “คำพอง เทพาคำ” อดีต ผอ.กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองวารินชำราบ ผู้ก่อตั้งวงสะเลเต ที่รับใช้ชาวสมัชชาคนจนมานับสิบๆ ปี จะเป็นแกนหลักในโครงสร้างพรรคก้าวไกล

ว่ากันตามจริง แกนนำเสื้อแดงในอีสาน ส่วนใหญ่คือ “หัวคะแนน” หรือทายาทของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย จึงมีจุดยืนและวิธีคิดต่างจากกลุ่มเอ็นจีโอ

ฉะนั้น ทนายเสื้อแดงเห็นวี่แววว่า พรรคใหม่แต่ยัง “รวมศูนย์” อยู่กับคนกลุ่มเดิม ก็เลยเผ่นไปบุรีรัมย์

ขอให้17ส.ส.ปชป.ลาออกแล้วไปตั้งพรรคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422215?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอให้17ส.ส.ปชป.ลาออกแล้วไปตั้งพรรคใหม่

14 มีนาคม 2563 – 08:25 น.
สส,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

ขอให้17ส.ส.ปชป.ลาออกแล้วไปตั้งพรรคใหม่ คอลัมน์…  ลึกกว่าข่าว

ตอนนี้คนส่วนใหญ่มัวพะวงกับโควิด-19 ทั้งรัฐบาล หมอ พยาบาล และอาสาสมัคร ต่างคนต่างช่วยกัน ไม่มีเวลามาเล่นการเมือง

ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดมาเพื่อเล่นการเมืองอย่างเดียว

โดยเฉพาะ 17 ส.ส.ที่ประกาศว่าจะไม่ “พายเรือให้โจรนั่ง” ก็ไม่เข้าใจว่า 17 ส.ส.สายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเอาอย่างไร

เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ มีมติเข้าร่วมรัฐบาล มีเพียง ส.ส.กลุ่มนี้ไม่อยากเข้าร่วม แต่ต้องทำตามมติพรรค ครั้นร่วมรัฐบาลไปสักระยะ ก็เริ่มมีปฏิกิริยาจาก ส.ส.กลุ่มที่ไม่อยากร่วมนี้ออกมาป่วนรัฐบาลเป็นระลอก

คนกลุ่มนี้ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ ส.ส. คนกลุ่มนี้ไม่เข้าใจการเมืองหรืออย่างไร ว่าเมื่อตกลงร่วมรัฐบาลได้จัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี เลขาฯ ที่ปรึกษา และผู้ช่วยรัฐมนตรี ไปจนถึงโควตาเก้าอี้ต่างๆ ในสภาแล้ว ก็ถือว่าจบ

เป็น ส.ส. หากไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ก็ทำหน้าที่ในสภา นำความเดือดร้อนของประชาชนมาตั้งเป็นกระทู้ถามรัฐมนตรี หรืออภิปราย เสนอกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

คือให้คุ้มกับเงินเดือนที่รับมาจากประชาชนเดือนละแสนกว่าบาท และสิทธิประโยชน์อย่างอื่นอีก…

หากไม่ชอบรัฐบาลนี้ ทำไงได้เมื่อพรรคมีมติร่วมรัฐบาลแล้ว ไม่ใช่พอจะใช้สิทธิ์ใช้เสียงในสภา อาศัยจุดอ่อนที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ก็มีเงื่อนไขอย่างโน้นอย่างนี้ถึงจะช่วยโหวต

แบบนี้เขาเรียกว่าเล่นการเมืองแบบตีรวน

พอฝ่ายค้านเขาเสนอญัตติอะไรที่ต้องการประณามหยามเหยียดรัฐบาล ก็ไปเอากะฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล หรือที่เรียกว่า หอกข้างแคร่

เข้าใจและเห็นใจเพราะหลายคนที่ไม่พอใจพรรคก็ลาออกไปแล้ว อย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลาออกไปอยู่กับพรรคกำนันสุเทพ, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ และกรณ์ จาติกวณิช ลาออกไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ กล้า

คนเหล่านี้เขามีจุดยืน เมื่อไม่สามารถร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ก็ลาออกจาก ส.ส. ลาออกจากพรรคไปสังกัดพรรคใหม่ หรือไปตั้งพรรคใหม่ อันนี้สิถือว่าแน่

ตรงข้ามกับ 17 ส.ส.ที่ประกาศว่า จะไม่พายเรือให้โจรนั่ง ทำไมถึงทำอย่างนี้ หากไม่ประสงค์จะร่วมรัฐบาลหรือคิดว่าเรือที่พายอยู่เป็นเรือโจร ทั้ง 17 ส.ส.ควรจะลาออกจากพรรค ลาออกจาก ส.ส. ไปตั้งพรรคใหม่ แน่นอนว่าไม่มีใครบังคับแน่นอน

แทนที่จะมาประกาศ มาข่มขู่ หรือมายื่นเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ มันเพื่ออะไร เพราะในเมื่ออาศัยชายคาพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคประชาธิปัตย์ยังร่วมรัฐบาลอยู่ แล้ว 17 ส.ส.ไม่พอใจ ไม่อยากร่วมรัฐบาล

ก็ต้องลาออกจาก ส.ส.และลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ จะได้พ้นพันธนาการว่าเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะได้พ้นพันธนาการว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ดีกว่าให้เขาด่าว่า “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ”

เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422198?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร”

14 มีนาคม 2563 – 08:10 น.
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,คารม พลพรกลาง
เปิดอ่าน 647 ครั้ง

เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร” คอลัมน์… Excusive Talk

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคก้าวไกล เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างมาก ภายหลังมี ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปพร้อมเข้าสังกัดถึง 55 คน และกำลังจะได้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็นผู้นำพรรคคนใหม่

พรรคก้าวไกล ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมสานงานและอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่อย่างต่อเนื่องแต่ก่อนจะไปถึงภารกิจนั้น ปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งภายในเรื่องการจัดโครงสร้างพรรคถึงขนาดที่ ‘คารม พลพรกลาง’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่กำลังตัดสินใจเข้าพรรคก้าวไกล ต้องทบทวนจุดยืนตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าพรรคไม่ได้เน้นการทำงานการเมืองในภาคอีสานมากนัก

ในเรื่องเหล่านี้ ‘คารม’ เปิดใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจว่า การออกมาตั้งข้อสังเกตของโครงสร้างพรรคนั้น ผมพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจที่เห็นว่าพรรคควรจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร โดยไม่ได้ไปแตะบุคคลใดเลย หากผมพูดตรงนี้ไม่ได้ มันจะเป็นพรรคการเมืองที่ประชาธิปไตยได้อย่างไร เราต้องพูดได้ เพราะเราเข้ามาในพรรคด้วยอุดมการณ์ การที่ผมพูดถึงภาคอีสานเพราะเป็นพื้นที่บ้านผม”

“ผมต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ตอบโจทย์จริงๆ รองหัวหน้าพรรคที่กำหนดไว้ไม่มีภาคอีสานเลยนะครับ ผมพูดอย่างนี้แล้วไม่ต้องมาตั้งผมเป็นรองหัวหน้าพรรคนะ”

สำหรับกระแสโต้กลับของคนในพรรคที่ออกมาแสดงความไม่พอใจกับท่าทีของ ‘คารม’ โดยเฉพาะจาก ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. และ อภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ทำให้คารมยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า “เสียความรู้สึก”

“ไม่ว่าใครอยู่เบื้องหลังคุณณัฐชา คุณอภิชาติ มาต่อว่าผมเหมือนผมไม่มีราคา เป็นการดูถูกผมเป็นการส่วนตัว ทั้งๆ ที่ผมพูดถึงภาพรวมของพรรคเท่านั้น เมื่อพูดอย่างนี้แทนที่ผมจะไม่ไปไหนเลย ทำให้ผมคิดกลับไปเลยนะครับ ผมยอมรับว่าผมได้เป็น ส.ส.เพราะพรรคอนาคตใหม่ แต่ผมก็ช่วยพรรคอนาคตใหม่เต็มที่ ในร้อยเอ็ดผมก็ทำทุกอย่าง จนได้คะแนนมาจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เขตของนักศึกษา”

“ผมอายุตอนนี้จะ 60 ปีแล้ว คุณณัฐชาเป็นเด็กมากต้องมีคนกำกับข้างหลังแน่นอน เมื่อออกมาต่อว่ากันอย่างนี้ ผมก็รู้สึกไม่ดีเลย ผมก็ดูเหมือนกันว่าถ้าก้าวล่วงผมแบบนี้ ผมก็เป็นทนายความนะก็ดูอยู่เหมือนกัน ส่วนคุณอภิชาติก็ดูแคลนผมมาก ผมเล่นการเมืองมาตั้งแต่ปี 2539 จึงเป็นคำพูดที่แย่มากและเสียความรู้สึก ผมกำลังตรวจสอบทุกอย่างเพื่อจะได้รู้ว่าวางตัวอย่างไรดี”

ขณะเดียวกัน ‘คารม’ ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าแม้จะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันกับพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล แต่ก็ไม่เคยเป็นงูเห่า อีกทั้งยังเคารพในการทำงานของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ และ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’

“ผมไม่ใช่งูเห่านะครับ เพราะเวลาพรรคอนาคตใหม่มีมติอย่างไร แม้ผมจะเห็นต่างแต่ก็ทำตามมติพรรค ผมมีมารยาทและรู้กฎหมายและประเพณีการปกครองประชาธิปไตย แต่พอบ้านถูกพายุไปแล้ว เวลาเราจะไปบ้านใหม่ก็ต้องสร้างด้วยความสามารถของคนในบ้าน ผมพูดก็ตามหลักการเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าเมื่อพูดหลักการไปแล้วกลับมาด่ากันในเรื่องส่วนตัว เรื่องนี้เรื่องใหญ่ แสดงว่าพรรคนี้ไม่มีเด็กไม่มีผู้ใหญ่ ถ้าเห็นต่างด่ากันได้หมด”

“ถ้าผมจะไปจากพรรคนี้ทำไมผมไม่ไปตั้งแต่แรกครับถูกไหม ผมมีเหตุมีผล แต่เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การตัดสินใจมันง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับว่าจะอยู่หรือจะไป การมาใส่ความเรื่องส่วนตัวดูหมิ่นดูแคลนส่วนตัว มันเป็นการบอกอย่างหนึ่งว่าคนบางกลุ่มบางพวกมันไม่ได้เห็นความเป็นคนเหมือนกันไง เราเป็นส.ส.ก็มีอาวุโส คำพูดนี้มันอันตรายมากสำหรับคนทำงานการเมือง การพูดอย่างนี้เป็นการพูดของนักการเมืองเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีสัมมาคารวะ แต่ผมยังเคารพทั้งคุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรเหมือนเดิม”

ถึงที่สุดแล้ว ‘คารม’ ย้ำชัดเจนว่าการทำงานการเมืองในภาคอีสานควรมีการกำหนดให้ส.ส.รับผิดชอบอย่างชัดเจน เพราะจะเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคได้เปิดพื้นที่และมีสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้น

“ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าสมัครสมาชิกพรรคการเมืองใดทิ้งสิ้น เพียงแต่คำพูดจากณัฐชาและอภิชาติทำให้การตัดสินใจของผมง่ายขึ้นเยอะเลย ผมถามจริงๆ ว่าภาคอีสานภาคใหญ่ขนาดนั้น จะมอบให้ส.ส.ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อเอาสมาชิกเข้าพรรค และให้เขาทำหน้าที่บ้างมันจะเป็นอะไรนักหนา” ทนายคารม ทิ้งท้าย

ล่าหน้ากาก ‘พันธ์ยศ’ ปริศนา’ภราดรภาพ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล่าหน้ากาก ‘พันธ์ยศ’ ปริศนา’ภราดรภาพ’

13 มีนาคม 2563 – 10:23 น.
พรรคภราดรภาพ,ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี,แหม่มโพธิ์ดำ,บอย ไนท์มาร์เก็ต,กักตุนหน้ากาก,เจาะประเด็นร้อน,รชฏ พิสิษฐบรรณกร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 996 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 มี.ค.63

******************************

หลังตั้งหลักได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชม “แหม่มโพธิ์ดำ” เป็นเพจน้ำดีที่นำเสนอข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัย และส่งออกไปขายต่างประเทศ พร้อมกันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. กำกับหน่วยพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อติดตาม สืบสวนสอบสวน จับกุม ดำเนินคดีการกักตุนหน้ากากอนามัย และขายเกินราคา

ผู้ที่ต้องลุ้นระทึก น่าจะเป็นประธานยุทธศาสตร์ พรรคภราดรภาพ เจ้าของอาคารไทยเฮลท์ ย่านหนองแขม เพราะ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” ได้ทำการถ่ายทำคลิป “หน้ากาก 200 ล้านชิ้น” ภายในตึกหลังนี้

อ่านข่าว-“พันธ์ยศ” ยันบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยว “เสี่ยบอย” กักตุนหน้ากาก

อายุน้อยร้อยล้าน

ด้วยเหตุที่ “ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี” หรือ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” ได้ใช้สถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน (สพท.) ถ่ายคลิป ทำให้คนดูเข้าใจว่า เป็นจุดกระจายสินค้าหน้ากากอนามัย ซึ่งสำนักข่าวอิศรา ได้โทรศัพท์ติดต่อไปสอบถามข้อมูล ตามหมายเลข 0-2807-7434 แต่ไม่สามารถติดต่อได้

คลิปกล่องหน้ากากของบอย

เมื่อสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลเบอร์โทรศัพท์หมายเลข 0-2807-7434 จากบริการ 1133 พบว่า จดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ในนาม บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด

พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ยังมีตำแหน่งเป็นประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน

พันธ์ยศ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ

10 ปีที่แล้ว พันธ์ยศ เป็นนักธุรกิจดาวรุ่ง ที่เติบโตมาจากธุรกิจขายตรง ขายเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ โดยอาศัยวิทยุออนไลน์ พ่วงวิทยุชุมชน และทีวีดาวเทียม เป็นเครื่องมือขายสินค้า ในนาม “เรดิโอโอเค” ที่มีคลื่นโอเคฮุกโอเคเลิฟ และโอเคลูกทุ่ง

ควบคู่กับการทำธุรกิจขายตรง พันธ์ยศได้ก่อตั้งประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน เป็นสะพานเชื่อมไปทำมาค้าขายกับคนจีน

2 ปีมานี้ ธุรกิจขายตรงเบ่งบานในทีวีดิจิทัล ส่งผลกระทบถึงการขายตรงผ่านทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชน อีกด้านหนึ่ง วิทยุออนไลน์ของพันธ์ยศ เหมือนเกิดก่อนกาล เรดิโอโอเคจึงหายไป

พันธ์ยศจึงมุ่งหน้าสู่ตลาดการเมือง ตามคำชักชวนของ “เด็กเก่าวังน้ำยม” ผู้มีประสบการณ์โชกโชน

บอย” ซุ้มใคร?

2 ตัวละครที่ถูกอ้างถึงในละครสั้นเรื่อง ตามล่าหาหน้ากาก คือ พิตตินันท์ รักเอียด คณะทำงาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันถูกปลดแล้ว

อีกรายหนึ่งคือ “ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี” เจ้าของบริษัท ภาอภิภา จำกัด และเป็น กต.ตร. สถานีตำรวจภูธรหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ภายหลังเกิดเหตุหน้ากาก 200 ล้านชิ้น กต.ตร.สภ.หนองปรือ มีมติถอด “บอย ศรสุวีร์” ออกจากตำแหน่งแล้ว

ข้อมูลจากเมืองชล เล่าว่า “บอย” นั้นพื้นเพเป็นคนตลาดหัวกุญแจ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีอาชีพเป็นผู้จัดตลาดนัด ให้พ่อค้าแม่ค้าได้มาขายของ มีอุปนิสัยเป็นคนช่างคุย ชอบคบหาคนดัง ถ่ายรูปเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก

บอย กับทนายความ

ต่อมา มีความขัดแย้งกับเจ้าพ่อตลาดนัดคนดังย่านเมืองชลบุรี จึงย้ายถิ่นฐานไปหากินในเมืองพัทยา ทำธุรกิจเปิดร้านอาหาร และเปิดตลาดนัดกลางคืน

หลายคนว่า บอยสังกัดซุ้มบ้านใหญ่ จริงๆ แล้ว คนทำมาหากินแถวพัทยาก็ต้องอ้างว่า เป็นเด็กบ้านใหญ่ทุกคน

ต้นทาง“พรรคมุสลิม”

แรกเริ่มเดิมที พรรคภราดรภาพ” มีโฉมหน้าที่เป็นอิสลามบางส่วน แต่ก็ไม่ทิ้งวิถีวัฒนธรรม จึงเน้นวิถีศาสนา วิถีธรรม วิถีไทย ก่อตั้งโดยชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่ง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 4 ซ.สุภาพงษ์ 1 แยก 7 ถ.ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม.

กลางเดือนตุลาคม 2561 มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ภายในพรรคภราดรภาพ เมื่อ บุญญา หลีเหลด อดีต ส.ว.สงขลา และอดีตที่ปรึกษาพรรค ได้นำกรรมการบริหารพรรคบางส่วน ไปร่วมงานกับพรรคประชาชาติ

นอกจากมีจุดร่วมเป็นพรรคอิสลาม อดีตพรรคภราดรภาพ ก็มีจุดยืนที่ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองของ คสช. ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคประชาชาติ

รชฏ หัวหน้าพรรคภราดรภาพ

วันที่ 23 ตุลาคม 2561 พรรคภราดรภาพ จึงมีการเปลี่ยนโลโก้ และย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ 539/6 ถ.ลาดพร้าว 71 ถ.สังคมสงเคราะห์ 11 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กทม.

จากนั้น พรรคภราดรภาพ ก็เข้าสู่ยุค “พรรคพ่อค้า” มี ม.ร.ว.ดำรงดิศ ดิศกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นหัวหน้าพรรค, พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ เลขาธิการพรรค และ ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค

ชั่วโมงนี้ “รชฏ” อดีตคนการเมืองสังกัดวังน้ำยม กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จึงถูก “หวยผู้กอง” แบบไม่ทันตั้งตัว

‘แดงพัทยา’ กับทนาย ‘บอย หน้ากาก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422058?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แดงพัทยา’ กับทนาย ‘บอย หน้ากาก’

13 มีนาคม 2563 – 10:20 น.
ชูธงทวนกระแส,พตอศุภชัย ผุยแก้วคำ,ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี,บอย หน้ากาก,กักตุนหน้ากาก,พรานข่าว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 2,600 ครั้ง

‘แดงพัทยา’ กับทนาย ‘บอย หน้ากาก’ คอลัมน์… ชูธงกระแสทวน โดย… พรานข่าว

********************************

ข่าวหน้ากากอนามัยกับนักการเมืองโด่งดังทั้งแผ่นดิน เมื่อ บอย ไนท์มาร์เก็ต” หรือศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี ชาวหัวกุญแจ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ถ่ายคลิปขายหน้ากากอนามัย แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 ต.หนองข้างคอก อ.เมือง จ.ชลบุรี “บอย ไนท์มาร์เก็ต” พร้อมด้วย “วันเฉลิม กุนเสน” หัวหน้าสำนักงานทนายความ สำนักงานกฎหมายซื่อตรง ได้เดินทางมาพบ พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ภ.2 เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการโพสต์ขายหน้ากากอนามัยจำนวนเป็นล้านชิ้น

เรื่องราวของ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” หรือ “บอย หน้ากาก” คงมีข่าวสารความคืบหน้าให้อ่านกันไปเยอะแล้ว แต่หลายคนสะดุดตา สะดุดชื่อทนายความของเสี่ยบอย

วันเฉลิม กุนเสน” หัวหน้าสำนักงานกฎหมายซื่อตรง ซึ่งชื่อนี้ติดหราอยู่ในทำเนียบ “แดงพัทยา” สายบู๊ เมื่อปี 2551-2553 

ทนายวันเฉลิม

นปช.แดงพัทยา เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายมวลชนเข้มแข็งที่สุดในกลุ่มแดงภาคตะวันออก โดยมีผู้นำชื่อ จุรีพร สินธุไพร” น้องสาวของนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน นปช.

“จุรีพร” มีความสัมพันธ์อันดีกับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงตัว ทักษิณ ระหว่างการพบปะทั้งในและต่างประเทศ

ช่วงการชุมนุมใหญ่ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ปี 2552-2553 จุรีพรได้รับมอบหมายให้นำทัพจัดขบวนคนเสื้อแดงภาคตะวันออก เข้ามาชุมนุมร่วมกันในกรุงเทพฯ “วันเฉลิม” เวลานั้น อายุ 21 ปี ได้เป็นหน่วยหน้ากล้าตายของแดงพัทยา

ปี 2552 ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่พัทยา กลุ่มแดงพัทยาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยบุกทะลวง นำทัพหลวง นปช.บุกล้มการประชุมอาเซียน ตอนนั้น วันเฉลิมยังไม่เป็นทนายความ มีฉายาว่า “ดีเจบอย” แกนนำแดงพัทยาสายบู๊

สมัยทำกิจกรรมคนอยากเลือกตั้ง

กล่าวสำหรับ จุรีพร สินธุไพร เป็นใจถึงพึ่งได้ และรักพวกพ้อง ถึงไหนถึงกัน ด้วยพื้นฐานครอบครัว มีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง เปิดร้าน “ตำนานคนอีสาน” 2 สาขา รวมไปถึงธุรกิจที่ดิน ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจส่วนตัวอีกมากมาย

สมัยนั้น จุรีพรจึงเป็นแกนนำเสื้อแดงที่ค่อนข้างมีฐานะ เป็นที่รู้จักของคนในภาคตะวันออก ช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแลคนในพื้นที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ที่สำคัญ จุรีพรเป็นภรรยาของ พ.ต.อ.ศุภชัย ผุยแก้วคำ” อดีต ผกก.สภ.เมืองพัทยา และ สภ.บางละมุง ซึ่งนายตำรวจคนนี้อยู่ในพื้นที่พัทยามายาวนาน จึงมีกลุ่มเพื่อนผุย 48 และวันเฉลิมก็อยู่ในกลุ่มนี้

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 หน้าเฟซบุ๊ก วันเฉลิม กุนเสน มีข้อความว่า “แสดงความยินดีกับ พ.ต.อ.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย (ศุภชัย ผุยแก้วคำ) รอง ผบก.ยศ. กับตำแหน่งใหม่ ด้วยนะครับ”

แม้วันเฉลิมจะรู้ว่า จุรีพร อดีตรองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด จะสร้างปรากฏการณ์ “แดงช็อกโลก” ไปสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ และเดินสายหาเสียงทั่วไทย แต่แดงพัทยาส่วนใหญ่ก็เข้าใจสภาวะที่จำเป็นต้องเลือกของอดีตแม่ทัพใหญ่แดงตะวันออก

หลังเลือกตั้ง 2562 จุรีพรก็เหมือนจบสิ้นภารกิจ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ และไม่ได้รับตำแหน่งทางการเมือง เหมือนสุภรณ์ อัตถาวงศ์

จุรีพร สินธุไพร และสามี-นายตำรวจใหญ่

สำหรับอดีตแกนนำแดงพัทยาสายบู๊ ก็ยังคงเดินแนวทางสายเดิม จึงได้ไปร่วมทำกิจกรรมการเมือง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา

ตอนเลือกตั้งทั่วไป ทนายวันเฉลิมได้ช่วยพรรคไทยรักษาชาติหาเสียง ในเขตเลือกตั้งแถวพัทยา แต่เมื่อไทยรักษาชาติถูกยุบ กองเชียร์แดงพัทยาก็เทคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่

เมื่อ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.เขต 7 ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ โหวตสวนมติฝ่ายค้าน และมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาล ทนายวันเฉลิม ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จึงเปิดเวทีที่ลานชายหาดพัทยากลาง ล่ารายชื่อกดดันให้กวินนาถ ลาออกจาก ส.ส.

ในเฟซบุ๊กของทนายวันเฉลิม มักจะรายงานกิจกรรมของเขาอยู่สม่ำเสมอ แต่การรับหน้าที่เป็นทนายให้ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” กลับไม่ได้รับการเผยแพร่ผลงาน

ทนายวันเฉลิม คงเข้าใจหัวอกจุรีพร อดีตแดงตัวแม่แห่งพัทยา ที่จำเป็นต้องไปเล่นบทคนพลังประชารัฐ ด้วยเงื่อนไขบางอย่างของครอบครัว

ความล้มเหลวของรัฐบาลสู้ ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความล้มเหลวของรัฐบาลสู้ ‘โควิด-19’

12 มีนาคม 2563 – 12:13 น.
ความล้มเหลว,รัฐบาล,สู้ โควิด-19
เปิดอ่าน 1,145 ครั้ง

‘วิกฤตโควิด-19’  ทำให้รัฐบาลต้องตกอยู่ใน ‘ภาวะวิกฤต’ตามไปด้วย เพราะมีหลายเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ‘โควิด-19’  ทั้งเรื่อง หน้ากากอนามัย-ผีน้อย-ขาดมาตรการเชิงรุกเอาแต่ตั้งรับ-ล่าช้ากว่าสถานการณ์

“วิกฤตโควิด-19”  ทำให้รัฐบาลต้องตกอยู่ใน “ภาวะวิกฤต”ตามไปด้วย แม้ว่าจะเพิ่งสอบผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจไปอย่างง่ายดาย แต่แทบไม่มีความหมายเมื่อมาเจอกับ “โควิด-19”  ที่ไม่เพียง เป็นแค่’เชื้อโรค’ที่คุกคามมนุษย์โลก รวมทั้งคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลฉุดรั้งให้เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ทรุดหนักลงไปอีก  ห้างสรรพสินค้า  ร้านอาหาร  แทบร้าง เช่นเดียวกับถนนหนทางแทบโล่งรถเบาบางไปเยอะมาก อาจเป็นเพราะพิษภัยจาก’ โควิด- 19′ และภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
ที่ผ่านมาการควบคุมการระบาดของ ‘โควิด -19’  ยังทำได้ดีในระดับหนึ่ง มีผู้เสียชีวิต 1 คน  และอาการหนักอีก 1คน  ด้วยการทำหน้าที่อย่างดีของบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข  แต่ไม่ใช่ฝีมือของ”รัฐบาล” อย่างแท้จริง

 แต่ล่าสุด( 12 มี.ค. 63 )สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 11 ราย เป็นการติดเชื้อแบบ”กลุ่มก้อน”ครั้งแรก  และขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมรวม 70 ราย
หากประมวลความล้มเหลวที่ผ่านมาของรัฐบาลในการแก้ปัญหา’ โควิด – 19′  มีอยู่หลายเรื่อง 
 1.การบริหารจัดการหน้ากากอนามัย ไม่มีประสิทธิภาพ
-เกิดภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัย ซึ่งรวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ที่ไม่มีหน้ากากอนามัยที่เพียงพอต้องมีความเสี่ยงสูงกับการติดเชื้อจากโรคนี้, ในส่วนของประชาชนก็ไม่สามารถเข้าถึงการ
จำหน่ายหน้ากากอนามัยอย่างเท่าเทียมกัน ทั่วถึง ด้วยราคาที่เป็นธรรม และไม่มีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้กับคนยากจนที่ไม่มีเงินซื้อ
– หน้ากากไม่พอใช้เพราะเหตุใด หน้ากากหายไปไหน  ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนถึงทุกวันนี้
-เกิดการกักตุน ฉวยโอกาส แสวงหากำไร จากการขายหน้ากากอนามัย มีการประกาศขายหน้ากากอนามัยตามเพจต่างๆ เกินราคาที่ทางการควบคุมมานานแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการจากทางการ ปล่อยปละละเลย เพิ่งมาตื่นดูแลเรื่องนี้ ก็ช่วงหลังๆแล้ว
-เกิดข่าวฉาวพันไปถึงคนติดตามรัฐมนตรี ว่ามีเอี่ยวเกี่ยวกับการกักตุนหน้ากากอนามัย ฉวยโอกาสขาย ฟันกำไร
– ครม.อนุมัติงบกลาง 225 ล้านบาท ให้ผลิตหน้ากากผ้าจำนวน 50 ล้านชิ้น โดยให้ประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับการอบรมจากเจ้าหน้าที่เป็นผู้ผลิต ทำให้มีคำถามว่า หน้ากากผ้าที่ผลิตออกมาจะได้มาตรฐานป้องกัน โควิด-19 ได้หรือไม่


2. การตรวจสอบ-คัดกรอง แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายที่เดินทางกลับไทย หรือที่เรียกว่า” ผีน้อย”ล้มเหลว  
-ปล่อยให้มีการหลุดรอด “การกักตัว”  14 วันจากทางการไว้รอดูอาการก่อน   ปรากฏจากข่าวที่ ” ผีน้อย”  ที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็แยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา บางคน เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ไปเที่ยวตามจังหวัดซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ไปกินอาหาร ดื่มกาแฟ จนทำให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่   ต้องถึงกับปิดร้าน “บิ๊กคลีนนิ่ง ”  กันยกใหญ่
-นอกจากนั้นเมื่อ “ผีน้อย” ล็อตใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงจำนวน 200 คน  กลับมาถึงเมืองไทย ก็มีการหลุดรอดการกักตัวจากทางการอีกประมาณ 70-80 คน
-ตัวเลข ” ผีน้อย ” ที่หลุดรอดการกักตัวจากทางการเมื่อกลับถึงไทย จนถึงขณะนี้ยอดจำนวนของ “ผีน้อย”  เป็นจำนวนเท่าไหร่ ยังไม่มีการสรุปออกมา และคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ทางการได้ตามหาตัวครบหมดหรือยัง และได้มีการกักตัวครบกำหนดแล้วหรือไม่

   3. มีแต่ “ตั้งรับ”ขาดมาตรการ ‘เชิงรุก ‘ ในการป้องกัน

ไม่มีการ’สุ่มตรวจ’ ประชาชนทั่วไป แต่รอให้’คนที่มีอาการไข้’ เดินเข้าหาหมอ

  4. มาตรการของรัฐบาลที่ออกมามักจะช้ากว่าสถานการณ์ก้าวหนึ่งเสมอ
อย่างกรณีชาวต่างชาติ ที่เดินทางจากต่างประเทศเข้าในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยว และคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่ผ่านมาเข้าได้โดยง่าย ไม่มีการกักตัว หรือคัดกรอง หรือ จำกัดเที่ยวบิน หรือจำกัดวีซ่าในการเข้าประเทศ ทางการเพิ่งมาไหวตัวออกมาตรการต่างๆที่เข้มงวดเหล่านี้กับชาวต่างชาติในช่วงระยะหลังนี้ ซึ่งชาวต่างชาติที่ปล่อยเข้ามาได้โดยง่ายก่อนหน้านี้ มีจำนวนมากที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นตัวแพร่เชื้อสู่คนไทยได้

 5.การให้ข้อมูลข่าวสารของทางการ ยังไม่ตรงกัน อาทิ ข้อมูลจากศูนย์ฯของกระทรวงสาธารณสุข กับข้อมูลของศูนย์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น บางครั้งก็ไม่ตรงกัน เข้าลักษณะต่างคนต่างทำ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่คนในชาติต้องช่วยกันให้กำลังใจกัน ในการสู้กับภัยต่อมนุษยชาติครั้งใหญ่นี้ แต่ในส่วนของ ‘รัฐบาล’ แนวร่วมกองเชียร์ที่เคยมี ก็หายหน้ากันไปเยอะเพราะผิดหวังและเข้าทำนอง ‘เชียร์ไม่ขึ้น’ กับความล่าช้าของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้

ช่วงค่ำของวันที่ 11 มีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด 19 เป็น’แพนเดมิก’ (pandemic) หรือ’ระบาดทั้งโลก’ไปเรียบร้อยแล้ว
ต่อสถานการณ์ ‘แพนเดมิก’ของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่เกิดขึ้นแล้ว จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ และกำหนดยุทธศาสตร์ภาพรวมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามโรคระบาดครั้งนี้ใหม่ เพื่อให้สังคมไทยทั้งสังคมตื่นตัวในการรับมือวิกฤตนี้ทั้งกรณีฉุกเฉินและกรณียืดเยื้อร่วมกัน