ไหวมั้ย “กัปตันอู๊ดด้า” ฝ่าพายุโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไหวมั้ย “กัปตันอู๊ดด้า” ฝ่าพายุโควิด

17 มีนาคม 2563 – 09:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,จุรินทร์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์,อู๊ดด้า,พรรคประชาธิปัตย์,วิชัย โภชนกิจ,หน้ากากอนามัย,กรมการค้าภายใน,ท่อ,ยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,267 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17 มี.ค.63

**********************************

ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจโยก วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน จากปมร้อนการแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาด

ถัดมาอีกวันหนึ่ง “วิชัย” ได้แจ้งการลาออกจากราชการ เพราะต้องการพักผ่อน เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยอดีตอธิบดีวิชัย เหลือเวลาอีก 6 เดือน ก็จะเกษียณอายุข้าราชการแล้ว

น้ำตาอธิบดี

เช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2563 วิชัย โภชนกิจ” เดินทางไปยังห้องประชุมกรมการค้าภายใน ชั้น 6 กระทรวงพาณิชย์ เพื่ออำลาข้าราชการ โดยมีเจ้าหน้าที่ข้าราชการกรมการค้าภายในมาให้กำลังใจ และมอบดอกกุหลาบจำนวนมาก โดยบรรยากาศในการอำลา วิชัยและข้าราชการต่างก็มีน้ำตาคลอ และร้องไห้

วิชัย โภชนกิจ

วิชัยยอมรับว่า ภารกิจที่รับผิดชอบนั้นหนักหนาสาหัส “งานมันยาก หนทางที่จะประสบความสำเร็จ มันริบหรี่ เหมือนเอาตะเกียบคู่เดียวไปงัดไม้ซุง แต่ผมก็ภูมิใจกับทีมงานและขอชื่นชม”

สื่อมวลชนสายกระทรวงพาณิชย์ที่ใกล้ชิด “วิชัย” มาก่อน รู้ดีว่าเขาเป็นคนตรงไปตรงมา มีความมุ่งมั่นในการทำงาน เพราะมีพื้นฐานมาจากคนสู้ชีวิต

วิชัยมาจากครอบครัวชาวนา อ.สทิงพระ จ.สงขลา เรียนหนังสือในโรงเรียนวัด หลังจบมัธยมปลาย หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เข้าเรียนรามคำแหง ระหว่างนั้น เขาทำงานก่อสร้างหาเงินเรียนหนังสือ ก่อนเรียนจบปริญญาตรี และสอบเข้าทำงานที่กรมการค้าภายใน

ปี 2559 วิชัยเป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561

ภาวะกดดันจากประชาชนที่ต้องการหน้ากากอนามัย เหมือนหล่นโครมมาที่อธิบดีคนเดียว..แล้วคนอื่นหายไปไหน?

กัปตันหายไปไหน

หากสถานการณ์ปกติ นายกฯประยุทธ์ โยกอธิบดีกรมการค้าภายในข้ามหัว “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์ เชื่อว่า พลพรรค ปชป.คงไม่อยู่นิ่งเฉยแน่

ดังที่รู้กัน ส.ส.ประชาธิปัตย์กลุ่มหนึ่ง ทำตัวเป็น “รัฐอิสระ” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี และถึงขั้นออกปากไล่รัฐมนตรีบางคนออกจากตำแหน่ง แต่กรณีเด้งอธิบดีวิชัย กลุ่มรัฐอิสระปิดปากเงียบ

จุรินทร์ กัปตันเศรษฐกิจ ปชป.

พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ด้วยเงื่อนไขที่ดีมากคือ ได้ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” คุมกระทรวงพาณิชย์ และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” คุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ภาพที่เห็นจนชินตา บทบาท รมว.พาณิชย์

“จุรินทร์” ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ยินดีที่จะแบกรับภาระแก้ปัญหาเศรษฐกิจในรัฐบาล ตามนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคหาเสียงไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเรียลเซ็กเตอร์ เพื่อใช้เป็นต้นทุนต่อยอดทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดูเหมือนกัปตันอู๊ดด้า จะโชคร้ายที่ย่างเข้าสู่ปี 2563 ก็ต้องเจอไวรัสโควิด-19 และต้องรับศึกหนักแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน

สางปมกังขา

กรณีอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัย มามอบให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกักตุน และเกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกหน้ากากอนามัยจำนวนมาก

เมื่อนักข่าวนำประเด็นนี้ ไปถาม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า “ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่า ใครเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมาย“

มีชวน มีจุรินทร์

จนถึงชั่วโมงนี้ กัปตันอู๊ดด้า ก็ไม่ได้ใส่ใจการเคลื่อนไหวเชิงรุกของอัจฉริยะ มีแต่ เทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่ให้สัมภาษณ์ท้าอัจฉริยะ หากมีหลักฐานจริง ก็เปิดเผยออกมาเลย

จุรินทร์อาจคิดว่า ตนเองมีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีคดีทุจริต เป็นคนละเอียดรอบคอบ เหมือนชวน หลีกภัย จึงทำนิ่ง รอให้คลื่นลมสงบ

กัปตันอู๊ดด้า อาจลืมไปว่า บารมีของตัวเอง ไม่เท่า“นายหัวชวน” อย่าคิดว่า ตราบใดที่นายหัวยังอุ้มอยู่ก็ไม่มีใคร ทำอะไรได้

สู้โควิด “ปิดด่าน” บทเรียนลาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422723?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้โควิด “ปิดด่าน” บทเรียนลาว

17 มีนาคม 2563 – 08:51 น.
โควิด-19,ท่านทองลุน สีสุลิด,ปิดด่านประเพณี,สปปลาว,เฝ้าระวังป้องกัน
เปิดอ่าน 7,721 ครั้ง

สู้โควิด “ปิดด่าน” บทเรียนลาว คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางปะกง บางนา

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มิใช่ปัญหาการสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการรับมือ “วิกฤติโควิด” กล่าวเฉพาะทุกชาติในอาเซียนต่างเจอปัญหาที่ท้าทายแบบเดียวกันหมด

แม้ลาวและเมียนมาร์จะเป็นสองชาติในอาเซียนที่ยังไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อไว้รัสโควิด-19 แต่ก็มีคำถามจากประชาชนทำนองปกปิดข้อมูลหรือเปล่า? หากพบผู้ติดเชื้อโควิด การแพทย์ลาวหรือเมียนมาร์ จะมีศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยหรือไม่?

ข่าวปลอมระบาดหนักกว่าไวรัสโควิด กระทั่งรัฐมนตรีสาธารณสุขลาวออกปากว่า “ข่าวปลอมเลวร้ายกว่าโควิด” และเมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวลือว่าทางการลาวจะปิดด่านสากลสะพานมิตรภาพเพื่อสกัดกั้นแรงงานลาวในไทยที่จะกลับบ้านช่วงบุญปีใหม่ลาว

นายกฯทองลุน ประชุมเจ้าหน้าที่ด่านสากลลาว-ไทย 

เช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2563 ท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และคณะ จึงเคลื่อนไหวติดตามการเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุม และการแก้ไขการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดอยู่ที่ด่านสากลสะพานมิตรภาพลาว-ไทย 1 (นครหลวงเวียงจันทน์-หนองคาย)

สาเหตุที่ท่านทองลุนต้องรีบร้อนมาที่ด่านสะพานมิตรภาพก็เพราะตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อโควิดของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากด่านสากลแห่งนี้มีการเข้า-ออกของคนไทยและคนลาวเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

อีกด้านหนึ่งเป็นการดับข่าวลือปิดด่านไทย-ลาว สร้างความปั่นป่วนทั้งสองฝั่งโขง แต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ปิดด่านก็เหมือนปิด เพราะคนลาวกลัวโควิดไม่ข้ามโขงมาช็อปปิ้งที่ห้างใหญ่ในเมืองอุดรและขอนแก่นเหมือนเคย

ด่านสากลบ่อเต็น พรมแดนลาว-จีน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลลาวได้สั่ง “ปิดด่านประเพณี” ตามแนวพรมแดนลาว-เวียดนาม โดยแขวงหัวพัน สั่งปิด 10 ด่าน และแขวงอัตตะปือ 4 ด่าน ปิดด่านประเพณีตามแนวพรมแดนลาว-กัมพูชา แยกเป็นแขวงเซกอง 4 ด่าน และแขวงอัตตะปือ 4 ด่าน รวมทั้งหมด 22 ด่าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเวียดนามและกัมพูชา มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงมีมาตรการปิดด่านประเพณีห้ามการเข้า-ออก

ขณะที่ด่านสากลทุกแห่งยังเปิดให้เข้า-ออกตามปกติ ยกเว้นด่านสากลสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ที่ปิดชั่วคราวมาเกือบ 2 เดือนแล้ว สำหรับด่านสากลติดพรมแดนจีน ทางการลาวมีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศโดยเด็ดขาด

กรรมกรจีนที่มาทำงานก่อสร้างเขื่อนและทางรถไฟได้กลับบ้านไปช่วงตรุษจีน เมื่อโควิดระบาดทางการลาวได้ขอให้กรรมกรจีนเหล่านั้นหยุดการเดินทางกลับมาทำงานในลาวไว้ชั่วคราว

ส่วนมาตรการห้ามกิจกรรมที่มีคนมาชุมนุมกันไม่ว่าจะเป็นการประชุม อีเวนท์ของภาคเอกชน งานบุญประเพณี รวมไปถึงงานแต่งงาน และทุกแขวงได้งดจัดเทศกาลบุญปีใหม่ลาวหรือสงกรานต์

งานบุญปีใหม่ลาวที่นครหลวงพระบาง งานบุญประเพณีเก่าแก่ คงคู่กับอาณาจักรล้านช้างมานับร้อยปีและเป็นงานใหญ่ระดับชาติ ก็สั่งยกเลิกกิจกรรมก่อกองทราย ประกวดนางสังขาน แห่หว่อ และตลาดนัด เหลือแต่การจัดงานตามประเพณีดั้งเดิม

แหล่งข่าวในวงการสาธารณสุขลาวเปิดเผยกับสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งว่า “สมมุติว่ามีผู้ติดเชื้อจริงและมีการแพร่ระบาดในประเทศลาว พวกเฮาคุมได้ยาก เนื่องจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ และเศรษฐกิจก็ยังบ่แข็งแรง จึงต้องร่วมแรงร่วมใจป้องกันตัวเองไว้ก่อน บ่ให้มีผู้ติดเชื้อ”

อย่างกรณีนักศึกษาลาวที่กำลังศึกษาอยู่ในอู่ฮั่น 43 คน รัฐบาลลาวตัดสินใจไม่รับกลับมา โดยมอบให้ทางการจีนช่วยดูแล และทางการลาวได้ส่งเงินไปให้นักศึกษาลาว ใช้จ่ายระหว่างพักการเรียนอยู่

จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2563 สปป.ลาว มีผู้สงสัยติดเชื้อโควิด 78 กรณี เมื่อเก็บตัวอย่างไปตรวจหาเชื้อจากศูนย์วิเคราะห์ในประเทศและต่างประเทศ พบว่า 70 กรณีมีผลลบ และอีก 8 กรณีกำลังรอผลตรวจจากต่างประเทศ พร้อมกันนั้นทางการลาวได้เรียกร้องให้ประชาชนงดการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง

เริ่มจากปิดด่านประเพณี มาตรการปิดด่านสากลน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หาก สปป.ลาว เอาไม่อยู่ ก็จำต้องปิดประเทศ

สู้โรคร้ายในเชิงรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422684?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้โรคร้ายในเชิงรุก

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
บทบรรณาธิการ
เปิดอ่าน 379 ครั้ง

บทบรรณาธิการว่าด้วยอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ รับมือโควิด-19

 ตามรายละเอียดมาตรการป้องกันควบคุม โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของประชาชนแต่ละกลุ่มในร่างรายงานคาดการณ์การระบาดและมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้จัดทำเตรียมไว้ตามสมมติฐานในปัจจุบัน เป็นคำแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมการจัดกิจกรรมการรวมกันของคนหมู่มาก ระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ สถานประกอบการ สถานที่ทำงาน สถานศึกษา วัด โบสถ์ มัสยิด ศาลเจ้า ค่ายทหาร เรือนจำ และทัณฑสถาน นับได้ว่าเป็นมาตรการที่ลงลึกในรายละเอียด มีแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางแล้วว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 คือการแพร่ระบาดในหมู่คนในประเทศด้วยกันเองอย่างยากจะหลีกเลี่ยง หนทางที่พอจะทำได้ในขณะนี้คือชะลอเวลาให้อยู่ในมาตรการควบคุมระยะที่ 2 ต่อไปให้นานที่สุด นั่นก็หมายถึงการจำกัดขอบเขตหรือควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยการดำเนินอย่างเป็นกระบวนทัพ เพราะตามมาตรการที่ออกมานั้นจะต้องมีฝ่ายติดตามตรวจสอบอย่างทั่วถึงด้วย เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นแนวทางที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ อย่างเช่น การควบคุมการขนส่งสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารร่วมบริการ สองแถว มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ล้วนยากต่อการควบคุมทั้งสิ้น ลำพังเรื่องควันดำ ก็ยังแก้ไม่ตก

ประเทศไทย มีกรุงเทพมหานครเป็นแหล่งรวมของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ราชการ ศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางราง ทางเรือและอากาศ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความนิยม เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีประชากร ประชากรแฝง และนักท่องเที่ยวรวมกันจำนวนมหาศาล อันหมายถึงความหนาแน่นของประชากรสูงยิ่ง จึงไม่น่าแปลกที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น “ยาแรง” ที่กำลังจะคลอดออกมาเป็นระยะเพื่อชะลอการเข้าสู่ความรุนแรงขั้น 3 เป้าหมายใหญ่จึงน่าจะโฟกัสที่กรุงเทพฯ โดยการร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้มาตรการต่างๆ เป็นจริงและที่สุดจะเป็นต้นแบบได้

การออกมาตรการใดๆ หากไม่มีแรงผลักดันในเชิงรุกเพื่อให้ “สาร” เข้าถึงประชาชนทุกส่วนก็ไม่เป็นผล เพราะการควบคุมการแพร่ระบาดไม่ได้จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะผู้ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเท่านั้น หากแต่ประชาชนทุกๆ คนก็ล้วนเป็นทั้งผู้ช่วยหยุดยั้งการระบาด และก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน ผลวิจัยของซูเปอร์โพลล์ชี้ว่า ประชาชนทุกกลุ่มทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ฝ่ายไม่สนับสนุน และกลุ่มพลังเงียบกว่าร้อยละ 70 เห็นว่า ควรปรับปรุงเรื่องอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ใหม่ มีรถตรวจสอบโควิด-19 เคลื่อนที่ ตามจุดเสี่ยง มีนโยบายควบคุมที่เคร่งครัดจัดเต็ม จัดสถานที่ดูแลผู้สงสัยติดเชื้อแยกต่างหากจากโรงพยาบาล ควรมีสถานที่กักกันแยกออกจากโรงพยาบาล และจุดวัดไข้ คัดกรอง ไม่ควรทำที่โรงพยาบาลเพื่อลดความแออัด และภารกิจของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น คือตัวอย่างที่รัฐควรเร่งลงมือทำให้เป็นรูปธรรม

ความปลอดภัย ต้องมาก่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความปลอดภัย ต้องมาก่อน

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ดับเครื่องชน,ความปลอดภัย,สร้างรถไฟฟ้า,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 152 ครั้ง

ความปลอดภัย ต้องมาก่อน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

สยดสยองเหลือเกินเรื่องรถแบ็กโฮตกตึกชั้น 6 ละแวกห้วยขวางขณะรื้อโรงแรมเก่าทำให้คนขับตาย

คำถามที่มีอยู่เวลานี้คือเรามีความปลอดภัยอยู่แค่ไหน หรือพอชดใช้เงินหรือทำขวัญแล้วก็ลืมกันไปตามประสาคนไทยลืมง่าย

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอเรียกร้องให้คำนึงเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน และขอให้ทางการเข้มข้นเรื่องนี้และต้องมีผู้รับผิดชอบหากเกิดเหตุขึ้นมาไม่ใช่ต่างหนีเอาตัวรอด

เวลานี้ถ้าเรามองจากทางด่วนจะเห็นตึกสูงตึกระฟ้ามากมายที่สร้างเสร็จแล้วก็มาก ที่กำลังสร้างก็มี

หรือการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่มีมากจนเป็นสาเหตุให้เกิดจราจรติดขัดและฝุ่นพิษ ซึ่งเจ้าของบริษัทต้องแสดงน้ำใจความรับผิดชอบ

คนกรุงเทพมหานครอดทนและอดกลั้นมานานแล้ว บางคนบ้านอยู่ใกล้การก่อสร้างตึกสูงๆ หรือคอนโด พอมีผลกระทบเศษหินปูนทรายหล่นมาใส่หลังคาก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องหรือร้องเรียนใคร?

เวลานี้เราต้องมองความจริงและลองสมมุติว่าความปลอดภัยอยู่ที่ไหน เวลาไฟไหม้มีตึกสูงหรือเกิดเหตุร้ายขึ้นมา

คิดแล้วสยองขวัญจริงๆ

อ๊อด เทอร์โบ



 ลิงลพบุรีตีกัน

 อย่ามองเห็นเป็นเรื่องตลก

ผมเป็นคนลพบุรีและวันก่อนมีข่าวว่าลิงจากพระปรางค์สามยอดกับลิงตลาดนับพันตัวยกพวกตีกัน และขอสรุปข่าวให้ฟังก่อนจะตัดสินใจลงไปและมองเห็นเป็นเรื่องขำหรือตลก

โดยจ่าฝูงปรางค์สามยอดพร้อมพวกนับ 100 ตัว ได้ข้ามมาฝั่งตลาดเทศบาลเมืองลพบุรี เพื่อมาหากินอาหาร ลิงจ่าฝูงฝั่งตลาดเทศบาลไม่ยอมให้เข้ามากินอาหาร ได้รวบรวมพรรคพวกรุมกัดลิงฝั่งปรางค์สามยอดจนต้องล่าถอยกลับปรางค์สามยอด

ต่อมาลิงจ่าฝูงฝั่งปรางค์สามยอดได้ยกพวกจำนวนนับพันตัวข้ามฝั่งเปิดฉากตะลุมบอนกับลิงตลาดเทศบาลที่รอตั้งรับเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างกัดกันอย่างดุเดือด

ผมมองพิจารณาเหตุการณ์แล้วอยากเรียกว่าลิงลพบุรียกพวกตีกันนี้เกิดจากความหิวและความร้อนของอากาศ ไม่ใช่ลิงการเมืองที่ต้องคอยป้อนกล้วยอยู่ตลอด

มานะ (ลพบุรี)



 เรียนคุณ ‘มานะ’ ลพบุรี

ผมเองไม่ใช่คนลพบุรีแต่เคารพนับถือเจ้าพ่อศาลพระกาฬอย่างมาก สมัยเป็นเด็กนักเรียนนั่งรถไฟผ่านศาลพระกาฬก็ยกมือไหว้ขอพรมาตลอด และหากมีเวลาก็จะไปลพบุรีเป็นประจำ

เรื่องลิงลพบุรีก็ยกพวกตีกัน ผมมองว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดาหรือเห็นเป็นเรื่องตลกหรือเอาลิงไปเปรียบเทียบกับนักการเมือง (บางคน) ที่ต้องหากล้วยให้กินอยู่เรื่อง

ลิงลพบุรีตีกันนี้มองโดยธรรมชาติคือดี ลิงมีความรักพวกและเชื่อฟังผู้นำ อย่างลิงพระปรางค์สามยอดบริเวณศาลพระกาฬกับลิงตลาดดังจดหมายของคุณที่ส่งสรุปมา

เรื่องนี้เกิดจากความอยากและความร้อนแห้งแล้งของอากาศจนทำให้ลิงหิวและทนไม่ได้และเป็นสัญญาณเตือนว่า

อย่าว่าแต่ลิงลพบุรีเลย คนไทยก็แทบอดทนไม่ได้แล้ว

อ๊อด เทอร์โบ



 เตรียมรับแรงกระแทก

 จบมาว่างงานครึ่งล้าน

(ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นพ่อของบัณฑิตจบใหม่และติดตามข่าวสารต่างๆ อยู่เป็นประจำและขอแจ้งให้ทุกคนเตรียมตัวผลจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำจากหลายๆ ด้านโดยเฉพาะจากไวรัสโควิด-19

เวลานี้วงการธุรกิจอุตสาหกรรม ห้างร้านต่างๆ ซบเซาเป็นอันมาก มีแต่เอาคนออกแล้ว ต่อไปจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะจะมีคนเรียนจบปริญญาตรีราว 5 แสนคนในอีก 2 เดือนคือราวๆ พฤษภาคมนี้

ผมจึงรีบเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมรับมือไว้ถึงเรื่องคนว่างงาน และเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันเพราะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้น่ากลัวจริงๆ

ไหนจะเรื่องโควิค-19 ภัยแล้ง การเมือง ที่ส่อเค้าวุ่นวาย ฯลฯ และขอให้รัฐบาลเตรียมรับมือไว้ให้ดี-หนักจริงๆ และถ้าทนไม่ได้-ทำไม่ได้ก็ลาออกไปให้คนอื่น คนดีมีฝีมือมาแทน

กมลชัย (อยุธยา)



รัฐมึน ประชาชนงงกับ ไวรัสโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมึน ประชาชนงงกับ ไวรัสโควิด-19

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,ไวรัส,ประเทศกลุ่มเสี่ยง
เปิดอ่าน 1,641 ครั้ง

หลายๆ ประเทศทั่วโลกออกมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด ขณะที่รัฐบาลไทยยังมึนๆ งงๆ โดย..ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

จากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยที่น่ากลัวสุด ณ ตอนนี้เป็นประเทศในแถบยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิตาลี และล่าสุดคือสเปน ทำให้หลายๆ ประเทศทั่วโลกออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ปิดสถานศึกษา ปิดสถานที่ชุมชน การระงับการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง การบังคับกักตนเอง 14 วัน เป็นต้น

ในส่วนของประเทศไทยนั้น อย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับว่ารัฐบาลไทยและประชาชนไทยตื่นตัวในการเผชิญกับวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ได้อย่างน่าพอใจเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา แต่ภายใต้คำชมเชยนี้ ผู้คนจำนวนมากก็คงคิดว่ารัฐบาลไทยน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ถ้าไม่มึนกับการกำหนดมาตรการรายวัน มึนกับการเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณะและมึนกับความไม่เด็ดขาดของรัฐบาลเอง ในขณะที่ประชาชนชาวไทยน่าจะพร้อมรับมือกับปัญหาไวรัสโควิดได้มากกว่านี้ ถ้าไม่งงกับวิธีปฏิบัติตัวของตนเอง (ซึ่งเป็นผลมาจากความมึนของรัฐบาล)

ในประเด็นการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางนิด้าโพลได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อการแพร่ระบาดของไวรัส ปรากฏการณ์ทางสังคมและพฤติกรรมการป้องกัน โดยมีการถามประชาชนถึงความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 32.86 ระบุว่า มีความกังวลมาก ร้อยละ 35.32 ระบุว่า ค่อนข้างมีความกังวล ร้อยละ 18.33 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความกังวล และร้อยละ 13.49 ระบุว่า ไม่มีความกังวลเลย

ในขณะที่ด้านความกลัวที่จะติดเชื้อไวรัสนั้นพบว่า ร้อยละ 23.97 ระบุว่า มีความกลัวมาก ร้อยละ 36.67 ระบุว่า ค่อนข้างมีความกลัว ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความกลัว และร้อยละ 17.22 ระบุว่า ไม่มีความกลัวเลย

สำหรับพฤติกรรมในการป้องกันไวรัสด้วยการสวมหน้ากากของคนไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.54 ระบุว่า ใส่หน้ากากในทุกที่ ตลอดเวลา เมื่อออกจากบ้าน รองลงมา ร้อยละ 25.71 ระบุว่า ใส่หน้ากากเฉพาะเวลาอยู่ในที่ชุมชน ร้อยละ 20.56 ระบุว่า ไม่ใส่หน้ากากเลย ร้อยละ 13.02 ระบุว่า ใส่หน้ากากเป็นบางครั้ง ร้อยละ 7.14 ระบุว่า แทบจะไม่ได้ใส่หน้ากากเลย ร้อยละ 0.71 ระบุว่า ใส่หน้ากากเฉพาะเวลาที่ตนเองมีอาการเจ็บป่วย และร้อยละ 0.32 ระบุว่า ใส่หน้ากากเฉพาะเวลาที่ต้องมีการใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สำหรับโพลล์ในข้อสี่ถามถึงสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจมากเมื่ออ่านข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 31.43 ระบุว่า หงุดหงิดกับคนที่กลับจากประเทศเสี่ยงไม่กักตนเอง รองลงมา ร้อยละ 28.41 ระบุว่า การขาดแคลน และ/หรือ มีการกักตุนหน้ากากอนามัย ร้อยละ 21.75 ระบุว่า จำนวนคนติดไวรัสโควิด-19 ในไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 21.11 ระบุว่า ภาครัฐไม่ตัดสินใจเด็ดขาด มีแต่มาตรการรายวันในการแก้ไขปัญหาร้อยละ 17.14 ระบุว่า ภาครัฐไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ไม่ยอมกักตนเอง ร้อยละ 16.43 ระบุว่า ราคาหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจลล้างมือแพงเกินเหตุ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า ข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ร้อยละ 9.84 ระบุว่า การขาดแคลนแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ร้อยละ 9.21 ระบุว่า จำนวนคนติดไวรัสโควิดในโลกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.33 ระบุว่า ไม่หงุดหงิดใจเมื่ออ่านข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 ร้อยละ 8.25 ระบุว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 ที่สับสน ร้อยละ 7.70 ระบุว่า ประชาชนตื่นตระหนกเกินเหตุ ร้อยละ 6.11 ระบุว่า นักการเมืองบางคนนำโควิด-19 มาเป็นประเด็นทางการเมือง

จากผลโพลล์ ประเด็นแรกที่จะขอหยิบยกมาพูดถึงคือ โพลล์สามข้อแรกที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวมากกับปัญหานี้แต่ไม่ถึงกับตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และคนไทยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการป้องกันด้วยการสวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากตลอดเวลาหรือสวมเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีคนไทยหนึ่งในสามกังวลมากกับสถานการณ์และหนึ่งในสี่กลัวไวรัสนี้มาก แต่คนไทยส่วนใหญ่มีความกังวลและความกลัวไวรัสอยู่ในระดับกลางๆ (เช่น ค่อนข้างกังวล/กลัว และไม่ค่อยกังวล/กลัว) การมีสติของคนไทย (ในขณะนี้นะ) ทำให้เราไม่เห็นข่าวความวุ่นวาย การตบตีแย่งชิงข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภคในร้านค้าหรือในห้างสรรพสินค้า หรือข่าวสภาพถนนที่ว่าง เมืองที่ใกล้ร้างเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในอนาคตไม่สามารถบอกได้ ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามึนแค่ไหนในการกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาและแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19

 ประเด็นที่สองเกี่ยวกับการขาดจิตสำนึกสาธารณะของคนไทยบางคนที่กลับจากประเทศเสี่ยงแต่ไม่คิดจะกักตัวเอง 14 วัน ซึ่งคนในสังคมส่วนใหญ่จะต่อว่ากลุ่มผีน้อยจากเกาหลีใต้ แต่ในความเป็นจริงมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงอื่นๆ แต่ไม่ยอมกักบริเวณตัวเองและอาจจะน่ากลัวกว่ากลุ่มผีน้อยก็ได้ เช่นคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางมาจากยุโรป ญี่ปุ่น อิหร่าน เป็นต้น บางคน (เท่าที่เคยได้ฟังมา) กลัวการถูกกักตัวถึงกับกินยาแก้ไข้ก่อนขึ้นและลงจากเครื่อง เพื่อไม่ให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงผิดสังเกต เมื่อกลุ่มคนที่ขาดจิตสำนึกสาธารณะหลุดออกนอกเขตสนามบินแล้วก็วางแผนเที่ยวกินโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะมีคนจำได้ว่าคนคนนี้เพิ่งกลับมาจากประเทศเสี่ยงได้ไม่ถึง 14 วัน ก็เลยเป็นเรื่องให้ทุกๆ สถานที่ที่ไปต้องหยุดกิจการและทำบิ๊กคลีนนิ่ง ไม่ทราบว่าถึงวันนี้แล้ว คนกลุ่มนี้รู้สึกผิดหรือยัง ที่ทำให้ร้านอาหาร ร้านค้าที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจก็แย่ ขายไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ต้องมาหยุดกิจการชั่วคราวและเสียเงินทำความสะอาด

ประเด็นที่สามเรื่องการขาดแคลนและ/หรือ มีการกักตุนหน้ากากอนามัย ประเด็นนี้ต้องย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลและการแสดงความคิดเห็นของบุคลากรทางการแพทย์ (ทั้งไทยและต่างชาติ) ที่ทำให้สังคมสับสน โดยมีหัวข้อในการโต้เถียงกัน เช่น ทุกคนควรใส่หน้ากากหรือเฉพาะคนป่วยเท่านั้นที่ควรใส่หน้ากาก การใส่หน้ากากโดยที่เราไม่เป็นอะไรจะทำให้เกิดการสะสมเชื้อโรค จริงหรือไม่ เราทุกไม่ควรใส่หน้ากากชนิดอื่น แต่ควรใส่หน้ากากอนามัยเท่านั้นเพราะป้องกันโควิด-19 ได้ ใช่หรือไม่ ถ้าข้อมูลเกี่ยวกับหน้ากาก/หน้ากากอนามัยชัดเจน ก็จะไม่มีปัญหาขาดแคลน กักตุน หรือขายเกินราคาดั่งเช่นทุกวันนี้

ประเด็นที่สี่เกี่ยวกับข้อมูลที่สับสนในการปฏิบัติตัวของคนไทยเพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 เมื่อข้อมูลไม่ชัดเจนทำให้เกิดคนสองกลุ่มมีพฤติกรรมในสังคมที่ต่างกันแบบหน้ามือหลังมือ (แม้ว่าจะไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่สุดในสังคม) คนกลุ่มแรกคือคนที่กลัวมากหรือเกิดอาการจิตตก คนที่ไม่มั่นใจว่าควรไปหรือไม่ควรไปที่ใดและไม่มั่นใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในพื้นที่ชุมชน คนกลุ่มนี้จำนวนมากก็ตัดสินใจลดหรืองดการเดินทางออกนอกบ้าน (นอกจากการไปทำงานตามปกติ) ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นสนามบินที่มีภาพออกมาว่าร้างไม่ค่อยมีผู้โดยสาร (น่าจะบิ๊กคลีนนิ่งสนามบินเพื่อสร้างความมั่นใจสักที) ตลาดนัดและห้างสรรพสินค้าที่คนขายมากกว่าคนซื้อ ร้านอาหารที่แล้งลูกค้า กิจกรรมสาธารณะที่ไม่ค่อยมีคนไปร่วม (ยกเว้นโดนบังคับมา) เป็นต้น

ส่วนคนกลุ่มที่สองคือพวกที่ไม่กลัวอะไรเลย เพราะอาจคิดว่าพวกเขาคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น หรือพวกที่คิดว่าอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ยังไงชาตินี้ก็ตายอยู่ดี หรือพวกที่เห็นกิจกรรมอื่น (อาจรวมถึงการหาเงินเลี้ยงชีพในแต่ละวัน) สำคัญกว่าความกลัวที่จะติดไวรัสโควิด-19 เราจึงเห็นคนกลุ่มนี้ไปไหนมาไหนแบบไม่มีการป้องกันหรือแทบจะไม่ป้องกันเลย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อโรคจากผู้อื่น หรือป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาติดเชื้อโรคจากตนเอง

ประเด็นที่ห้าเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยในข้อแรกมีคำถามว่า ใครควรไปตรวจและใครไม่จำเป็นต้องไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้ที่ควรไปตรวจต้องมีอาการครบทุกข้อหรือไม่ เช่น มีอาการไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจเหนื่อยหอบ ถ่ายเหลวท้องเสีย เป็นต้น ผู้ที่ไม่ได้มีประวัติการเดินทางไปประเทศเสี่ยงหรือไม่ได้ใกล้ชิดกับคนที่เคยเดินทางไปประเทศเสี่ยง แต่มีอาการเจ็บป่วย ควรไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ประเด็นนี้มีความไม่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดพฤติกรรมไม่น่าเกิดขึ้นตามมา เช่นการตรวจหาไวรัสโควิด-19 จะกลายเป็นแฟชั่นที่ไม่ว่าตนเองจะมีความเสี่ยงหรือไม่หรือมีในระดับใด ก็ต้องการไปตรวจ (ทั้งที่อาจไม่จำเป็นเลย) เพื่อความสบายใจแก่ตนเองและผู้อื่น ข้อที่สองในประเด็นนี้คือทำอย่างไรให้ประชาชนทุกสถานะสามารถเข้าถึงการตรวจหาไวรัสโควิด-19 เนื่องจากในปัจจุบันค่าตรวจค่อนข้างแพงตั้งแต่ 3,000–10,000 บาท ยกเว้นผู้ที่เข้าข่ายอาการของโรคและมีประวัติเสี่ยงถึงจะได้ตรวจฟรีตามสิทธิที่ถืออยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชนควรเข้าใจถึงความจริงในสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาไปตรวจร่างกาย เวลาเจ็บป่วยจึงหายากินเอง หรือไม่อยากไปตรวจเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเข้าข่ายติดโควิด-19 หรือไม่ และหากไปตรวจแต่ตนเองไม่เข้าข่ายติดโควิด-19 ก็กลัวว่าจะต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถจ่ายค่าตรวจที่แพงขนาดนั้นได้

ประเด็นที่หกเกี่ยวกับการบริหารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลในสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งดูเหมือนว่าโฆษกรัฐบาลไม่สามารถให้ข้อมูลกับสาธารณะอย่างชัดเจน ไม่มีข้อเสนอแนะหรือกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ดีๆ ให้กับนายกรัฐมนตรีในการแถลงการณ์หรือการปฏิบัติตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลนี้เอาอยู่กับวิกฤตินี้ แต่โฆษกรัฐบาลกลับปล่อยให้มีคำถามมากมายจากสาธารณะที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

 ในเมื่อรัฐบาลแถลงข้อมูลแบบมึน ๆ ประชาชนก็จะปฏิบัติตัวแบบงงๆ

จำได้ว่าเคยแนะนำว่า ถ้าโฆษกรัฐบาลทำไม่ได้ ทำไมไม่ไปคุกเข่าขอร้อง ดร.เสรี วงษ์มณฑา มาให้คำแนะนำ (หรือให้ทำให้เลยก็ได้ อาจารย์ยินดีอยู่แล้ว) ล่าสุด จิตกร บุษบา แนะนำให้เอารถไปรับอาจารย์เสรีมาเขียนคำแถลงการณ์ให้นายกรัฐมนตรี จะได้เกิดความชัดเจนในความเข้าใจสาธารณะ ไม่รู้ว่าโฆษกรัฐบาลเคยอ่านหรือสนใจคำแนะนำนี้หรือไม่

 ประเด็นที่เจ็ดเกี่ยวกับการบริหารประเทศในสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งแม้ว่าอาจจะทำได้ดีกว่าหลายประเทศ แต่ค่อนข้างจะดูมึนๆ กับมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการป้องกัน แก้ไข หรือมาตรการในเชิงจิตวิทยา ในระยะแรกๆ ดูเหมือนจะมีพระเอก อย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่พอเวลาผ่านไปดูเหมือนท่านรองฯ ก็จะเริ่มมึนกับปัญหาและวิธีป้องกันและการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในขณะที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ได้แสดงบทบาทภาวะผู้นำในยามวิกฤติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้มีมาตรการใดๆ ที่เด็ดขาดแบบมีวิสัยทัศน์ (คือมองไปข้างหน้า) ในการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติ แต่กลับมีแต่มาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ารายวัน

ส่วนการบังคับใช้กฎหมายในกรณีโควิด-19 ก็ดูไม่เข้มแข็งเลย เช่น เกิดมีผีน้อยหลุดรอดจากการคัดกรองไปจำนวนหนึ่ง บางคนที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไม่กักตัวเองแต่ภาครัฐก็ไม่ทำอะไร เกิดข่าวลือ/เท็จเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 มากมาย แต่รัฐบาลก็ไม่บังคับใช้มาตรการที่จริงจังเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว จนทำให้คนจำนวนมากถามว่าทำไมท่านนายกฯ ไม่เด็ดขาดเข้มแข็งเหมือนตอนทำรัฐประหารปี 2557

 หรือเป็นเพราะว่าภาวะวิกฤติโรคระบาด นานๆ มาที เลยไม่เชี่ยวชาญในการควบคุม?

มารู้ทัน ‘โควิด-19’ เฟส 3 วัดอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422662?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มารู้ทัน ‘โควิด-19’ เฟส 3 วัดอย่างไร

16 มีนาคม 2563 – 21:00 น.
โควิด-19 เ,เฟส 3 วัดอย่างไร,เฟส 3 วัดอย่างไร x
เปิดอ่าน 510 ครั้ง

รัฐบาล ยังยืนยันว่า สถานการณ์ ‘โควิด-19’ ยังอยู่ในเฟส 2 ยังไม่ไปถึง เฟส 3 แต่ต่อไปเราจะรู้ได้อย่างไรว่าประเทศไทยเข้าสู่เฟส 3 แล้วหรือไม่ มีอะไรเป็นตัวชี้วัด อย่างไรก็ตามไม่สำคัญเท่า เราเตรียมพร้อมรับมือป้องกันดีแค่ไหน

ล่าสุด รัฐบาลยังยืนยันว่าสถานการณ์‘ โควิด-19’ ยังอยู่ ‘เฟส 2 ‘ ยังไม่ถึง ‘เฟส 3’ 

 ดร.นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์  กรรมการวิชาการโรคติดต่อ และนายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย  หรือเจ้าของฉายา“หมอกล้วยน้ำว้า “ อธิบายว่า การจะเข้าสู่การแพร่ระบาดเฟส 3 หรือไม่นั้น ไม่ได้ชี้วัดกันด้วยปริมาณแต่มีตัวชี้วัด ดังนี้

   1. มีการระบาดเกิดขึ้นในหลายจังหวัด หลายอำเภอและหลายตำบล

 2. มีการระบาดติดต่อกันเกิน 4 ทอด สำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ การติดต่อหยุดลงในทอดที่ 2 และมีประปรายในทอดที่ 3

 3. มีการระบาดติดต่ออย่างรวดเร็ว เพิ่มสูงขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น อย่างเช่นเกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรป ซึ่งการระบาดบานปลาย จนจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าใครติดจากใคร ซึ่งในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขสอบสวนโรคจนรู้ว่าติดมาจากใคร และจะไปติดที่ใคร ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำงานเกิน 100% โดยประชาชนมีส่วนในการช่วยหยุดยั้ง

           

อย่าตระหนกตกใจว่าถึงเฟสไหน.. แต่สิ่งที่ประชาชนและชุมชนต้องทำ คือ เตรียมความพร้อมป้องกันตนเองและคนในชุมชน และสิ่งที่ “หมอ” อยากขอร้อง

1. พื้นที่ในกรุงเทพ และทุกชุมชน ต้องมีกรรมการระดับพื้นที่ เรามี อสม.และ อสส. หากพื้นที่ใดยังไม่มีต้องจัดตั้ง”กรรมการระดับชุมชน” สำรวจภายในชุมชนของตนเอง กรณีหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมนิติบุคคล ต้องวัดไข้คนเข้าเพื่อช่วยกันตรวจสอบว่าใครป่วยเป็นการช่วยกันเฝ้าระวังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

2 .ยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมดอย่าไปเสียดายเงินเพราะกลับมาต้องกักตัว 14 วัน มันไม่คุ้ม

3 .เลิกจัดงานที่มีคนเข้าร่วมเกินกว่า 100 คนขึ้นไป

4.หน้ากากผ้าเพียงพอสำหรับประชาชน ใช้ผ้าคอตตอน ซักได้เป็น 100 ครั้ง

5. ล้างมือ แอลกอฮอล์เจลดีกว่าสบู่แน่นอนเพราะฆ่าเชื้อโรคตาย 100% ตายสนิทและยังออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ต่อเนื่องอีก 4 นาที

6. กิน ร้อน ช้อนกลาง โดยช้อนกลางในที่นี้คือช้อนกลางประจำตัว เราจับคนเดียว ไม่ใช่ช้อนกลางที่ทุกคนหยิบจับ

7 .ใครไปในพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาดต้องแยกตัวเอง ทุกคนต้องมีวินัยอย่างยิ่งยวด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น กินอาหารจานเดียว เพราะมิเช่นนั้นคนที่คุณรักที่สุดซึ่งก็คือพ่อแม่จะป่วย และจะตายง่ายที่สุด

เราผ่านมาแล้ว 2 เดือน ผ่านมาได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมาก เราต้องผ่านไปได้ แต่ถ้ามีคนป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลพร้อมกันมากๆ เราจะผ่านไปไม่ไหว เจ้าหน้าที่ที่มีจะไม่พอดูแล วันนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมทีมงานทุกเช้า จัดหาหน้ากากอนามัย ชุดป้องกัน และหน้ากากชนิด N95 ให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องตกใจเฟส 3 จนประสาทกิน ถ้ากลัวไม่ต้องเข้าลิฟต์ เดินขึ้นบันไดออกกำลังกาย พกแอลกอฮอล์เจล เรื่องการกักตัว 14 วัน จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เมื่อเผชิญเหตุเสี่ยงใหม่ทุกครั้ง

อย่าไปกลัวว่าจะมีคนไทยกลับเข้ามาอีก เราต้องเตรียมประเทศและชุมชนให้พร้อม ไม่ที่ไหนจะดูแลกันได้ดีเท่าบ้าน แนวคิดการปิดศูนย์กักกันโรคก็เพราะไม่ต้องการให้มีคนมาอยู่รวมกันมากๆ เพราะคนที่ไม่ติดก็อาจจะติดเหมือนที่เกิดขึ้นกับกรณีเรือสำราญ
คำถามคือชุมชนจะดูแลกันอย่างไร คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศมีเป็น 10,000 คน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องกลับมา เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องกักตัวไม่ให้ปะปนกับชุมชน ช่วงเวลานี้เราต้องเตรียมประชาชนให้พร้อม คนไทยกลับมาแน่ๆ เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะกลับบ้าน และเวลานี้ต่างประเทศไม่ดูแล เพราะเขาเองก็ยังดูแลคนของเขาไม่ได้ทั่วถึง

การป้องกันคนอื่นก็คือการป้องกันตัวเอง เพราะถ้าเราไม่ป้องกันคนอื่น สุดท้ายปัญหาจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง การแก้ปัญหาครั้งนี้ต้องไม่ใช่การกวาดขยะเพียงให้พ้นออกจากหน้าบ้านตัวเอง แล้วให้ไปเป็นขยะในพื้นที่อื่น. ประเทศจีนการจัดการกับปัญหาได้ เพราะเขาห้ามคนออกจากบ้าน ติดกล้องหน้าบ้านตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยแอพพลิเคชั่น ใครฝ่าฝืนถูกจับเข้าคุก ดังนั้นก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ชุมชนควรเข้าไปดูว่าบ้านหลังที่จะมีคนไทยจากต่างประเทศกลับมา บ้านของเขามีห้องแยกหรือไม่ ถ้าไม่มีต้องช่วยกันสร้าง ส่วนคนที่กลับมาก็ทำหน้าที่ของตัวเอง คือกักตัวไม่ไปสุงสิงกับชุมชน ถ้าทำได้กลไกกฏหมายก็ไม่ต้องใช้ เราคงไม่ต้องประกาศมาตรการอะไรเพิ่มเติม เพราะสามารถติดตามคนได้ 100%

สำหรับร้านอาหาร ควรควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างคนนั่ง อย่างน้อย 75 ซ.ม. ไม่ให้ที่นั่งเบียดชิดตัวติดกัน ก่อนเข้าร้านวัดอุณหภูมิ แจกแอลกอฮอล์เจลล้างมือ.ไม่ต้องไปสืบค้นว่าผู้ติดเชื้อเข้าไปร้านไหน เพราะเมื่อทำความสะอาดเชื้อโรคก็หมด ปัญหาคือประชาชน จะป้องกันตัวอย่างไร วันนี้การแพร่ระบาดของโรคมีใน 123 ประเทศ จาก 190 ประเทศทั่วโลก

ไทยจัดรวมอยู่กลุ่มประเทศที่จัดการกับปัญหาได้ ไม่มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่ม อยากให้มีประชาชนมีความหวังว่าเราไม่ได้เลวร้าย แต่จัดการกับนิสัยของคนในชาติไม่ได้ วันนี้ใครมีนัดงานเลี้ยงสังสรรค์เกิน 10 คน ขอให้ยกเลิก เลิกนัดประชุมต่างๆ ขอให้ประชุมกันใน LINE วันนี้ต่างประเทศเครื่องช่วยหายใจไม่พอ เขาต้องเลือกช่วยคนที่อายุต่ำกว่า 65 ปีเท่านั้น ประเทศไทยไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน เพราะกระทรวงสาธารณสุขเตรียมเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ไว้รองรับเหตุการณ์

“เรายืดมาได้หลายเดือนแล้ว นับจากนี้ช่วยกันดูคนข้างๆไม่ทำให้เขาเป็นตัวน่ารังเกียจ เพราะการผลักคนเข้าไปสู่มุมมืด จนติดตามไม่ได้ จะเกิดวิบัติร้ายแรง คนที่กลับมาก็ต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทแยกอาหาร กินอาหารจานเดียวไม่สุงสิงกับใคร ทุกพื้นที่ต่างก็มีความเสี่ยง ถามว่าถ้ามีคนติดเชื้ออยู่ข้างบ้านเรา เราจะย้ายบ้านหนีได้หรือไม่ สิ่งที่ทำได้คือต้องปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม”

ส้มใหม่ ‘ทิม-เท้ง’ ทุนก้าวไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มใหม่ ‘ทิม-เท้ง’ ทุนก้าวไกล

16 มีนาคม 2563 – 14:55 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคก้าวไกล,พรรคอนาคตใหม่,พิธา ลิ้มเจริญ,คณะก้าวหน้า,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 5,333 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 16 มี.ค.63

******************************

เป็นไปตามความคาดหมาย ที่ประชุมใหญ่พรรคก้าวไกลได้เลือก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล และเพื่อนรักธนาธรชื่อ “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นเลขาธิการพรรค

ที่น่าสนใจ “ชัยธวัช” ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้เสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งรองเลขาธิการพรรค 11 คน และหนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ..กทมเขต 28 (บางแค)

ในวันเสาร์ที่ผ่านมา “ณัฐพงษ์” เพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปินส์ และตัดสินใจกักตัวเอง 14 วัน เพื่อดูอาการและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงไม่ได้มาปรากฏตัวในที่ประชุมพรรค

ลูกเจ้าพ่ออสังหาฯ

สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ฝั่งธนบุรี ที่ถูกใช้เป็นสถานที่เปิดตัวและประชุมใหญ่ของพรรคก้าวไกลนั้น คืออาคารตึกไม้ไผ่ 22 ซอยเพชรเกษม 47/2 เขตบางแค กทมตรงข้ามเดอะมอลล์ บางแค เดิมเป็นออฟฟิศของ บจก.แอบโซลูท เมเนจเม้นท์​โซลูชั่นส์ ของ ส..ณัฐพงษ์

เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นลูกชายคนที่ ของ “สุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ” กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด

ส.ส.เท้ง ทายาทเจ้าพ่ออสังหาฯ ฝั่งธน

ในวงการอสังหาริมทรัพย์ “สุชาติ” คือเจ้าพ่ออสังหาฯ ฝั่งธนบุรี มีโครงการบ้านหรู คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮมของกลุ่มชนันธร ผุดขึ้นมากมาย

..เท้ง” วัย 30 ต้นๆ จบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ จบมาก็เปิดบริษัทชื่อแอบโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์บนคลาวด์ รายแรกของไทย

ออฟฟิศ ส.ส.เท้ง แปรสภาพเป็นที่ทำการพรรคก้าวไกล

ด้วยกระแสจะเอาธนาธรหรือประยุทธ์ ทำให้ “เท้ง” เฉือนเอาชนะผู้สมัคร ส..หน้าใหม่จากพลังประชารัฐไปแค่ร้อยกว่าคะแนน ทำเอาแชมป์เก่า อรอนงค์ คล้ายนก ปชปและขาใหญ่อย่าง วัฒนา เมืองสุข เพื่อไทย ถึงกับช็อกแพ้เด็กได้ไง

ที่แน่ๆ ส..เท้ง ไม่ใช่นักการเมืองสามล้อถูกหวยเพราะพ่อรวยเสียขนาดนี้ 

เงาธนาธร

พิธีกรรมแต่งตั้ง “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นทายาททางการเมืองของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คนทั้งประเทศได้เห็นกันแล้วในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจยุบพรรคอนาคตใหม่

 ทิม พิธา” วัย 38 ปี ส..บัญชีรายชื่อ เป็นลูกชาย พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ (เสียชีวิตแล้วและหลานชายของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ คนสนิทของทักษิณ ชินวัตร 

ทิม พิธา หัวหน้าพรรค

พงษ์ศักดิ์” ชอบเรื่องการเกษตรมาก จึงได้เป็นที่ปรึกษาให้กรรมการ อ..และที่ปรึกษากระทรวงเกษตรฯ (รัฐบาลชวลิตหลังพ่อเสียชีวิต ทิมจึงได้นั่งบริหารบริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด 

ยี่ห้อหลานชายเสี่ยผดุง “ทิม พิธา” จึงได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลทักษิณ และที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ต๋อม ชัยธวัช ได้ออกหน้าฉาก

พูดกันตรงๆ “ทิม” มีความเป็นนักการเมืองมากกว่า “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ของ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งคนในค่ายส้มหวานทราบดีว่า ต๋อมเป็นเสนาธิการหลังม่าน ผู้คิดกลยุทธ์การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

แม่ยกส้มใหม่ต้องประคองพระเอกทิมไม่ให้สะดุด “เงาธนาธร” จนล้มคว่ำคะมำหงาย

คณะก้าวหน้า?

ปลายสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวใหญ่แจ้งผ่านทางแฟนเพจธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2563 ธนาธรจะนำทีมเปิดตัว “คณะก้าวหน้า Progressive movement”

ในวันนั้นจะมีการเปิดตัวทีมคณะทำงาน เปิดแนวทางการทำงานเพื่อผลักดันสังคม และวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘ยุบ เลิก แก้’ สถานที่คือ อาคารไทยซัมมิท ชั้น ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

หลายคนก็งงๆ เพราะก่อนหน้านั้น ธนาธรประกาศจัดตั้ง “อนาคตใหม่” แล้วดันมีชื่อ “คณะก้าวหน้า” โผล่มา แต่ล่าสุดข่าวชิ้นนั้นถูกลบทิ้งไปแล้ว

ธนาธร หัวหน้าคณะก้าวหน้า

สำหรับแนวทาง “ยุบ เลิก แก้” เป็นข้อเสนอของปิยบุตร แสงกนกกุล คือ หนึ่งยุบ ส.. 250 คนตามบทเฉพาะกาล สองยุบศาลรัฐธรรมนูญ และตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว สามยุบคณะกรรมการการเลือกตั้ง และตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชั่วคราว

สี่เลิกมาตรา 279 เพื่อยกเลิกคำสั่ง คสชคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ห้าแก้มาตรา 256 เปลี่ยนแปลงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้นเหมือนกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550

ลึกๆ แล้ว “คณะก้าวหน้า” ก็คงจะตั้งขึ้นมาล้อไปกับ “พรรคก้าวไกล” ตามยุทธศาสตร์ ขาของธนาธร

เช็กจังหวะห้องเครื่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422573?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กจังหวะห้องเครื่อง

16 มีนาคม 2563 – 13:15 น.
วราเทพ รัตนากร,อนุชา นาคาศัย,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ลุงตู่,ครมประยุทธ์
เปิดอ่าน 609 ครั้ง

เช็กจังหวะห้องเครื่อง คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…   สถิตย์ ธรรม

กระแสการปรับ ครม.ประยุทธ์ ต้องพักไว้ชั่วคราวจากสถานการณ์ภัยร้ายแรงเข้าโหมกระหน่ำประชาชนจนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งแก้ปัญหาพัลวัน

อ่านข่าว…  ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก

กระนั้นหากวันข้างหน้าไวรัสมรณะอยู่ในสถานะควบคุมได้กิจกรรมภาคการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลจะเขย่ากันอีกครั้ง อย่างกรณีของ รมต.จากพรรค ภูมิใจไทย และ ประชาธิปัตย์ คงได้รับการประเมินผลงานจากการแก้ปัญหาโควิด-19 กันก่อนว่าเป็นไปในลักษณะประสานงานหรือประสานงา

ดังเห็นได้จากปัญหาหน้ากากอนามัย ถึงขั้นเมื่อวาน (15 มี.ค.) เกิดรายการ “เชือดต่อหน้าธารกำนัล” ด้วยการที่นายกฯ ลงนามเด้งอธิบดีกรมการค้าภายในเข้ากรุสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นคนในกระทรวงของรมต.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั่นเอง

เมื่อมองจังหวะสองพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เหลียวมองกำลังหลักอย่างเป็นทางการบ้าง..พลังประชารัฐ พรรคแกนนำในการคำบัลลังก์นายกฯ น่าจะใช้จังหวะช้างหน้าปรับภายในมากที่สุด โดยที่ “ลุงตู่” น่าอ่านออกใครจริงใจไม่จิงโจ้

ความจริงบนความจริงสาแหรกของหลายมุ้งใน พปชร. ใช่จะสมานสามัคคี แต่ละมุ้งพร้อมซ่อนดาบในรอยยิ้ม

แว่วว่าหลายมุ้งใน พปชร. มองเกมแล้วว่าหากไวรัสโควิด-19 ที่บานปลายไปทุกมิติคลายตัวเมื่อใด..การเสนอให้ปรับองคาพยพเสนาบดีโดยไวเพื่อเรียกศรัทธาสังคมให้เรือเหล็กฝ่าน่านน้ำไปอีกระยะก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะอยู่ในมุมบวกสุดเท่าที่จะดำเนินการได้

พปชร.นั้นหลายมุ้งมีแววว่าจะโดนตัดตอน (เว้นมุ้งลุงตู่และคณะที่ไม่น่าจะขยับปรับแต่ง) เริ่มจากมุ้งสี่กุมารของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มีสาม รมต. (คลัง, พลังงาน, อุดมศึกษาฯ) ไว้ครอง แม้เฮียกวงจะรับบทหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจแบบกลายๆ จากการส่งไม้ให้จากลุงตู่แล้ว เป็นไปได้ว่ามุ้งนี้ “เฮียกวง” ยังคาเก้าอี้แต่ลูกทีมอาจเหลือ 1 เก้าอี้ รมต.ต้องเกลี่ยออกให้คนนอกที่มีฝีมือกว่าคนปัจจุบัน และหนึ่งคนที่เคยกินแห้วจากการร่วมหอครั้งแรกอาจจะไปรับบท ผู้นำองค์กรฝ่ายการเงินการคลัง ที่ใหญ่โตไม่น้อยหน้าเก้าอี้ รมต.เสียด้วย

เมื่อมีกระแสข่าวนี้หลุดมา..อาการฟาดงวงฟาดงาออกมาจากกลุ่มสี่กุมารทันที…เพราะแต่ละคนไม่อยากลุกจากบัลลังก์ แต่มองแล้วโหวงเฮ้งของสี่กุมารคงจะลาขึ้นฝั่งค่อนข้างแน่…หลายคน อย่างดีที่สุดคือบางชีวิตของสี่กุมารจะย้ายกระทรวงแบบโดนลดเกรด

งานนี้ควรจับตาเสี่ยต๋อง “วราเทพ รัตนากร” อดีตเสนาบดียุคไทยรักไทยและเพื่อไทย ยามนี้วราเทพมายืนขั้ว พปชร. และทำหน้าที่แกนนำมุ้งชากังราวอาจไปนั่งทำงานที่ริมถนนพระรามหกเพราะดีกรีและการตอบโจทย์ตรงทุกข้อ!

มุ้งสามมิตรที่พยายามทวงคำมั่นให้ อนุชา นาคาศัย รองประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.จะคว้าคำแหน่งแน่และดีไม่ดี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสากรรม จะกลับไปได้ตำแหน่งที่เคยยอมกลืนน้ำลายว่าจะไม่รับตำแหน่ง รมต. ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง…หากสุริยะและเสี่ยแฮงก์เข้าวิน มุ้งสามมิตรราคาพุ่งชัวร์!

มุ้งสองลูกกรอก กปปส. ที่ยามนี้ได้แบ็กอัพดีอย่างเสี่ยตุ๋ย ที่ปรึกษา สร.1 มาคุ้มวิญญาณและชะตาชีวิต รมต.บี และรมต.ตั้น โดนข้อหาละเลยพรรคแต่วิ่งดูแลเอาใจผู้ใหญ่แบบมิขาดตอน ดังนั้นลุ้นกันว่าสองคนนี้ใครอยู่ใครไป “เสี่ยตุ๋ย” จะคว้าพุงมันไปกินแบบหวานสะดือไหม ลุ้นเอา

มุ้งโคราช มุ้งมะขามหวานและมุ้งเมืองชล โควตาละหนึ่ง รมต.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม แม้จะชิงเค้กมาให้พรรคได้เข้าเป้า แต่เมื่อมาทำงานตามโอกาสที่รับมา กลับแทบไม่พบผลงาน? ลุ้นกันเอาว่าใครได้ไปต่อ…

ส่วนมุ้งพะเยาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์นั้น ตอนนี้ยังลูกผีลูกคนเพราะฝ่ายแซะผู้กองตุ๋ยนั้นใช้หัวขุดขนานเอกแงะให้ผู้กองตุ๋ยพ้นไปให้ได้เพื่อเกลี่ยเก้าอี้ รมช.เกรด เอ

บวกกับการรื้อทีมกระบอกเสียงเพราะสอบตกแทบทุกวิชา

รอดูว่าข้อมูลที่แคะมาได้จะจริง_ลวง_เท็จ เมื่อคูณกับกระแสข่าวลาออก/ยุบสภา/รัฐบาลแห่งชาติ/การฉีกกติกาหลักของแผ่นดินที่เริ่มปูดมาแล้ว รอลุ้นว่ากลางปีนี้ หวยจะออกหน้าใด หรือจะมีฟ้าผ่ากลางแสงสุริยัน

ตามเกาะกระแสข่าวอายุรัฐบาล “ลุงตู่ 2” ได้ที่นี่…

ก้าวแรกของ”ก้าวไกล”ก้าวสำคัญในสนามการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวแรกของ”ก้าวไกล”ก้าวสำคัญในสนามการเมือง

16 มีนาคม 2563 – 11:15 น.
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,พรรคก้าวไกล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 324 ครั้ง

ก้าวแรกของ”ก้าวไกล”ก้าวสำคัญในสนามการเมือง

ก้าวแรกของ ‘พรรคก้าวไกล’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายหลังที่ประชุมพรรคมีมติให้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมให้ ชัยธวัช ตุลาธน เป็นเลขาธิการพรรค และ วิโรจร์ ลักขณาอดิศร เป็นโฆษกพรรค

อ่านข่าว…   “ก้าวไกล” สานต่อ เดินหน้านโยบาย “อนาคตใหม่”

สำหรับการจัดรูปและโครงสร้างของพรรคแทบจะถอดมาจากพรรคอนาคตใหม่เดิมไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการกำหนดโควตาของรองหัวหน้าพรรคที่ยังคงให้มีสัดส่วนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเหมือนที่เคยดำเนินการกันมา เพื่อต้องการคงไว้ซึ่งฐานเสียงของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เริ่มออกมาสนับสนุนอุดมการณ์แบบพรรคอนาคตใหม่เพิ่มขึ้น

ในแง่ของการทำงานการเมืองสำหรับพรรคก้าวไกลนั้นเรียกได้ว่าเริ่มปรากฏบทบาทการแบ่งกันเล่นอย่างชัดเจน

พิธา จะเน้นการทำงานในเชิงนโยบายทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจอย่าง ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ เข้ามาช่วยงานอย่างเต็มตัว จากเดิมที่ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังในนามผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น

ส่วนงานด้านการเมืองและมวลชนแน่นอนเมื่อเห็นชื่อ ‘ชัยธวัช’ แล้วนับว่าเป็นบุคคลที่ขึ้นมายืนแถวหน้าได้อย่างถูกฝาถูกตัว

ชัยธวัช หรือ “ต๋อม” เคยเป็นอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2541 ที่ทำงานด้านภาคประชาสังคมร่วมกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีการกล่าวขานกันในพรรคว่าแนวความคิดที่ธนาธรนำเสนอออกสู่สาธารณะนั้นส่วนหนึ่งมาจากมันสมองของผู้ชายคนนี้ โดยบางคนเปรียบเปรยเป็น “เสนาธิการใหญ่”

การจัดโครงสร้างพรรคก้าวไกลมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การกำหนดให้มี “คณะโฆษกพรรค” จำนวน 4 คน 1.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 2.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 3.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา และ 4.ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

ทั้งนี้ ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนักกับการให้คณะโฆษกเช่นนี้ เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่หรือแม้แต่พรรคอนาคตใหม่เดิมก็มีแต่เพียงโฆษกพรรคเท่านั้น ดังนั้น การจัดตั้งคณะโฆษกพรรคเช่นนี้ย่อมแสดงนัยทางการเมืองบางประการ

แน่นอนด้านหนึ่งเป็นเพราะการพยายามต้องการจัดลำดับของการสื่อสารในทางการเมืองจากพรรคสู่สาธารณะให้มีความสำคัญเท่ากัน โดยที่ผ่านมาการทำหน้าที่โฆษกพรรคของ ‘พรรณิการ์ วานิช’ จะไม่ได้บทบาทปะฉะดะตอบโต้ทางการเมืองมากนัก มีแต่เพียงการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการเสียมากกว่า

แต่มาครั้งนี้การจัดให้มีคณะโฆษกถึง 4 คนที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แสดงให้เห็นว่าเป้าประสงค์คือการพยายามเพิ่มปริมาณและความถี่ในการสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้มาซึ่งผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล
กลไกขับเคลื่อนหลักของคณะโฆษกพรรคอยู่ที่สองคน ‘วิโรจน์-ณัฐชา’ รายแรกแจ้งเกิดในฐานะดาวสภาอย่างเต็มตัวไปแล้วจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของกองทัพ ส่วนรายหลังเคยผ่านงานทำนองนี้มาแล้วเมื่อครั้งเป็นรองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ที่คอยทำหน้าที่ปะฉะดะทุกประเด็นในทางการเมืองที่มีการกล่าวพาดพิงพรรคในทางเสียหาย

ดังนั้นการทำงานของพรรคก้าวไกลในระยะยาวต่อจากนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

แต่ความน่าสนใจของพรรคก้าวไกลไม่ได้อยู่แต่ในพรรคเท่านั้น เพราะคนนอกพรรคอย่าง ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ก็มีการวางตัวที่แสดงออกถึงนัยทางการเมืองไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการเตรียมจัดตั้ง “คณะก้าวหน้า” (Progressive movement) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมนอกสภา
แม้ที่ผ่านมาต่างฝ่ายจะต่างปฏิเสธว่า “ก้าวไกล-ก้าวหน้า” ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในทางนิตินัย แต่ในเชิงพฤตินัยแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเชื่อมโยงในแง่อุดมการณ์อยู่ไม่น้อย เหมือนกับพรรคไทยรักไทยที่เคยมีการก่อตั้งมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เพียงแต่ว่าในกรณีของพรรคไทยรักไทยนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมนอกสภาอย่างจริงจังมากนัก ถ้าเทียบกับแนวทางของคณะก้าวหน้าที่กำลังดำเนินการ
พิจารณาตามกฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันกำหนดข้อห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองใดมิเช่นนั้นจะถูกยุบพรรค ในแง่นี้พรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าก็เตรียมการ์ดตั้งรับมาเป็นอย่างดีทั้งในแง่กายภาพที่สำนักงานของคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลต่างคนต่างอยู่คนละฝั่งของกรุงเทพฯ โดยคณะก้าวหน้าใช้ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่เดิมเป็นสำนักงาน ส่วนพรรคก้าวไกลใช้อาคารสำนักงานฝั่งธนบุรีเป็นสำนักงานพรรคชั่วคราว หรือแม้แต่ในเชิงการเมือง ‘พิธา’ ก็ประกาศยืนยันถึงความชัดเจนว่าการทำงานของพรรคก้าวไกลจะมาจากความคิดของคนในพรรคเท่านั้น
หากจะสรุปสถานการณ์ของพรรคก้าวไกลและการก่อรูปของคณะก้าวหน้า แม้จะมีรูปแบบต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ตรงกัน คือ การประกาศต่อสาธารณะว่าพร้อมแล้วกับการต่อสู้แบบมาราธอนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว อาศัยความได้เปรียบในแง่ของการเป็นคนรุ่นใหม่เพื่อต่อสู้ทางความคิดกับกลุ่มคนอนุรักษนิยมที่ไม่อาจเอาชนะสังขารและกาลเวลาไปได้
จากนี้จะเป็นการวัดกันว่าระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเดิมใครจะอดทนและอึดในสนามรบแห่งนี้มากกว่ากัน

พญาเสือ ถามนายกฯ ทำไมไม่ปิดประเทศ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พญาเสือ ถามนายกฯ ทำไมไม่ปิดประเทศ?

16 มีนาคม 2563 – 10:20 น.
คลุกวงใน,ปิดประเทศ,ไวรัส,โควิด-19,โคโรน่า
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

พญาเสือ ถามนายกฯ ทำไมไม่ปิดประเทศ? คอลัมน์… คลุกวงใน โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ขอรายงานตัว เข้าเวรหาข่าวเจาะข่าวลึก มาบรรณาการคนอ่านไม่ได้ขาด

00000 เรื่องการ “ปิดประเทศ” หรือ “ล็อกดาวน์” มีกันพูดหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลายประเทศใหญ่ๆ เขาทยอยนำร่องไปก่อนแล้ว ทั้ง อิตาลี เดนมาร์ก อินเดีย สเปน ฝรั่งเศส แต่บางประเทศไม่ได้ปิดแต่เสมือนปิดคือ ยกเลิกวีซ่า หรือห้ามคนที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเข้าประเทศ ล่าสุด สหรัฐ ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว

อ่านข่าว…  โควิด-19 ระบาดหนัก อินเดียสั่งปิดประเทศหลังติดเชื้อพุ่ง
00000 “พญาเสือ” ขอกระซิบถาม นายกฯ ลุงตู่ ว่าเราจะเอาอย่างไร เราจะรอให้สถานการณ์ของการระบาดของโควิด-19 อยู่ในขั้นไหน ถึงจะได้เวลาดำเนินการ หากเมื่อถึงเวลานั้นจะเอาอยู่หรือไม่ มันจะสายเกินไปหรือไม่ นายกฯ ช่วยตอบหน่อย

00000 วันนี้ประชาชนเขาสับสนเพราะประเทศใหญ่ๆ ที่เขามีระบบการบริหารจัดการที่ดีกว่าของเราเขายังปิดประเทศไปแล้ว แต่ของเรายังเป็นดินแดนเสรี ปล่อยให้เข้าออกได้แบบสะดวกโยธิน จึงมีคำถามย้อนกลับไปว่ากรณี “ผีน้อย” สะท้อนว่ารัฐล้มเหลว 2 เรื่องคือ ปล่อยกลับมาทำไม และสอง กลับมาแล้วไม่สามารถกักตัวไว้ได้อีก

00000 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่าเอาความเป็นความตายของคน เป็นเดิมพัน “พญาเสือ” ถามว่าการไม่อยากปิดประเทศนั้นเป็นเพราะห่วงใคร กลัวใครได้รับผลกระทบหรือ กลัวใครเสียผลประโยชน์หรือ ทำไมนายกฯ ไม่เอาชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญกว่าใครจะเสียประโยชน์จากการค้าการขาย

00000 ไม่ต้องไปห่วงเรื่องการท่องเที่ยวอะไรนั้นหรอก เพราะวันนี้ สนามบินทั่วโลก กลายเป็น สนามบินร้าง กันแล้ว ไม่มีใครเขาเดินทางกันหากไม่จำเป็นจริงๆ ดังนั้นเลิกคิดเรื่องท่องเที่ยว อย่างไรเศรษฐกิจก็ไม่มีทางที่จะกลับมาดีหรือฟื้นได้ ตรงข้ามหากบริหารจัดการ โควิด-19 พลาด เราจะยิ่งแย่กว่าเดิมเยอะ

00000 “พญาเสือ” อยากให้ศูนย์โควิด ที่รัฐบาลตั้งขึ้นได้อธิบายเป็นข้อๆ ว่า การตั้งรับของเราคืออะไร และมาตรการเชิงรุกของเรามีหรือไม่ อะไรจะเป็นปัจจัยหรือตัวชี้วัดสำคัญว่าเราจะใช้แผนหรือมาตรการที่วางเอาไว้ ประชาชนเขาจะได้มองไปข้างหน้าได้อย่างทันสถานการณ์ว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่าเงียบเหมือนมันมืดมนอนธการ จะไม่เป็นผลดี

00000 อย่าง นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จากจุฬาฯ พูดก็น่าคิด ว่าการแพร่ระบาดของโควิดวันนี้ไม่ได้มาจาก ชาวต่างชาติ แล้ว แต่มันจะ แพร่ไทยสู่ไทย ถึงเวลานั้นจะเอาไม่อยู่ “พญาเสือ” เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์

00000 วันนี้ข่าวสารต่างๆที่แพร่กระจายไปทั่วโลก มีทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริง โดยเฉพาะข่าวที่ออกมาจากประเทศจีน อย่าไปหลงเชื่อง่ายๆ ว่า รัฐบาลจีน คุมการแพร่ระบาดของโรคได้ อย่าลืมว่ารัฐบาลจีนคุมสื่อได้หมด ต้องการที่จะให้สื่อเป็นกระบอกเสียง นำเสนอข้อมูลอะไรได้หมด และ ข่าวที่ออกมาล้วนแต่เป็นบวกต่อประเทศจีนแทบทั้งสิ้น ขณะที่ความจริงอาจถูกปิดบัง

00000 “พญาเสือ” เชื่อว่า นายกฯ ลุงตู่ คงไม่ต้องการเอาประชาชนและประเทศเข้าเสี่ยง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่านี้ การออกมาตรการ ปิดผับบาร์ คือมาตรการตั้งรับ อาจได้ผลหรือไม่ได้ผล ต่างจากการปิดประเทศเพื่อกักตัวเองเนื่องจากโควิดคงไม่เลือกไปเฉพาะผับบาร์คาราโอเกะเท่านั้น แต่ไปทุกที่หากมีคนเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเข้าบ้านเรา หากเราไม่ปิดประเทศเท่ากับเราเปิดประตูรับไวรัส

00000 ฮัดเช้ย! มีเสียงกระซิบให้ “พญาเสือ” ฝากถามว่า วันนี้เรามีชุดป้องกันให้ หมอ พยาบาล เพียงพอหรือไม่ ในการสวมใส่เพื่อรักษาคนที่ติดไวรัสโควิด แล้วชุดเหล่านี้เราต้องซื้อจากต่างประเทศใช่หรือไม่ เราผลิตเองได้หรือไม่ หากเราผลิตเองไม่ได้ และต้องซื้อจากต่างประเทศ จะมีอะไรรับประกันว่าประเทศนั้นๆ จะขายให้เรา หากโควิดระบาดไปทั่วโลก ประเทศนั้นก็จำเป็นต้องมีชุดเอาไว้ให้หมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์เขาใช้เหมือนกัน

00000 ที่สงสัยถามกันเยอะก็คือ ไวรัสโควิด-19 หลุดมาจากไหน จากห้องแล็บทดลองที่อู่ฮั่น หรือเปล่า เพราะจนถึงวันนี้จีนยังไม่ให้ความกระจ่าง จีนยังตามหาคนที่ติดเชื้อโควิดที่ศูนย์ไม่ได้ นั่นหมายความว่า จีนยังหาต้นตอว่าไวรัส ตัวนี้หลุดออกมาจากห้องทดลองได้อย่างไร หรือใครมีเจตนานำออกมา “พญาเสือ” ไม่อยากคิดมาก แต่อดคิดไม่ได้เมื่อได้ดูหนังที่เกี่ยวกับ “อาวุธชีวภาพ” นึกแล้วสยองว่าหากเป็นจริง มนุษย์โลกคงไม่มีใครรอด

00000 เรื่องนี้อาจลามเป็น การเมืองภายในของจีน ตอนนี้กำลังเล่นกำลังภายในระหว่างฝ่ายที่ต้องการโค่นอำนาจของ “สี จิ้น ผิง” โดยเอาปัญหาโควิด-19 เป็นประเด็นใหญ่ “สี จิ้น ผิง” ต้องพิสูจน์ฝีมือว่าบริหารจัดการได้เพราะนอกจากชีวิตคนจีนที่ติดไวรัสและเสียชีวิตยังมีเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเสมือน “เดิมพัน” เก้าอี้ผู้นำของ “สี จิ้น ผิง” ด้วย 00000