ปิดเมือง ‘หลาดา’ พะยี่ห้อเนวิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปิดเมือง ‘หลาดา’ พะยี่ห้อเนวิน

18 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
นายชาดา ไทยเศรษฐ์,อุทัยธานี,ปิดอุทัย,ปิดบุรีรัมย์,โควิด-19,ปิดเมือง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์
เปิดอ่าน 1,566 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 18 มี.ค.63

**********************************

ปิดเมืองบุรีรัมย์ ปิดเมืองอุทัย ในความเป็นจริงก็คือปิดเมืองด้านสาธารณสุข ขั้นตอนการรับมือโรคระบาดระยะแพร่ จึงหยุดการสัญจร เพื่อหยุดเชื้อโรค

บังเอิญ “เนวิน ชิดชอบ” พ่อเมืองตัวจริง สนิทสนมกับ “พี่ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มายาวนาน ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จึงกล้าแหกขนบมหาดไทย

วันถัดมา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จึงให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเต็มที่ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ในการออกมาตรการปิดเมือง เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถทำได้โดยไม่ต้องปรึกษาใคร

ปิดเมืองอุทัยฯ

ข่าวปิดเมืองบุรีรัมย์ ในเพจลุงเนวิน ยังแชร์ไปไม่ถึงแสน เพจ Chada Thaised ก็อัพสเตตัสปิดเมืองอุทัยธานี ตามกันมาติดๆ

ผู้แสดงตัวจริงอย่างเป็นทางการชื่อ ณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี แต่พ่อเมืองอุทัยฯ ตัวจริง ก็ต้องยกให้คนนี้ หลาดา” หรือ ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี เขต 2

ผู้แทนของชาวบ้าน

“…พี่น้องชาวอุทัยธานีครับ เราต้องช่วยตัวเองก่อนครับ วันนี้เราหวังจากระบบไม่ได้ ด้วยรักและห่วงใยชาวอุทัยธานีทุกท่าน”

โพสต์นี้ของ “หลาดา” มีภาพประกอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และฝ่ายสาธารณสุข ตั้งด่านตรวจตรารถราที่วิ่งผ่านไปมา โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งคอยแจกแผ่นพับ และทักถามคนในรถ

ปานัดฌา ร่วมกับฝ่ายปกครองอุทัยธานี แจกหน้ากากอนามัย

เธอชื่อ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์” ลูกสาวคนสวยของหลาดา และเป็น ส.อบจ.อุทัยธานี เขต 1 วันเดียวกันนั้น เธอโพสต์ว่า “…เริ่ม Kick off มาตรการลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ..#อุทัยต้องรอด #ทำต่อไม่รอแล้วจ้า…”

ปราสาทสายฟ้ามี “เนวิน” ลุ่มสะแกกรังก็ต้องมี “หลาดา” นี่แหละการเมืองแบบไทยๆ

เมืองหลาดา

ดังที่รู้กัน หลาดา” เล่นการเมืองท้องถิ่นในนามกลุ่มคุณธรรม ผูกขาดตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี กระทั่ง ชาดาลงเล่นการเมืองระดับชาติ “เบแหม่ม” มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จึงสืบทอดเป็น “นายกเล็ก” เมืองอุทัยฯ

กระทั่ง “เบแหม่ม” จำต้องลาออกจากนายกเล็กเมืองอุทัยฯ ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ แทนพี่ชาย มิเพียงเท่านั้น “หลาดา” ยังหนุน เผด็จ นุ้ยปรี เป็นนายก อบจ.อุทัย แบบไร้คู่แข่งมา 2 สมัย

มนัญญาและหลานสาว ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์

ตระกูลไทยเศรษฐ์ มิได้ค้าเนื้อสัตว์อย่างเดียว ชาดายังเป็นนายกสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานี (ไทยเศรษฐ์) ที่นำพาชาวไร่ปลูกอ้อย ส่งโรงงานน้ำตาลของบริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ จำกัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

แม่บ้านสมาคมไร่อ้อยฯ ก็คือ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวชาดานั่นเอง และการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เจ้าพ่อสะแกกรัง ยังปั้นหลานชาย “ชาร์จ” เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ลูกชายมนัญญา) เป็น ส.ส.อุทัยธานี เขต 1

พ.ศ.นี้ “ไทยเศรษฐ์” แผ่บารมีเต็มพื้นที่เมืองอุทัยฯ ตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นยันระดับชาติ

บ้านดอนหมื่นแสน

ทุกวันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี ชาดา ไทยเศรษฐ์ จะเปิด “บ้านดอนหมื่นแสน” ต.ดอนขวาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ต้อนรับคนใกล้ชิดและหัวคะแนน ที่เข้ามาอวยพรวันเกิดเขา และคาดว่า ปีนี้ “หลาดา” ครบรอบ 59 ปี งานวันเกิดคงยิ่งใหญ่อลังการ

ชาดา ให้การต้อนรับประธานชวน

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 แฟนเพจ Chada Thaised ได้โพสต์ข้อความว่า “ช่วงเช้าวันนี้ ผมได้มีโอกาสต้อนรับ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บ้านดอนหมื่นแสน ผมและครอบครัวไทยเศรษฐ์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากครับ”


ประธานชวน เดินชมบ้านดอนหมื่นแสน

ประธานชวน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้เกียรติ “คนการเมือง” ทุกสีทุกค่าย โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็น ส.ส.มาหลายสมัย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 อดีตนายกฯ ชวน ก็ได้มาที่บ้านดอนหมื่นแสน เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับชาดา ซึ่งจัดงานแต่งงานลูกสาวคนสวย 2 คน วันนั้น ภายในงานมีแขกเหรื่อมาร่วมงานประมาณหมื่นคน

บุรีรัมย์มีบ้านชัย ชิดชอบ อุทัยธานีก็บ้านดอนหมื่นแสน เป็นที่พึ่งของชาวลุ่มน้ำสะแกกรัง

วัวพันหลัก “ประสิทธิ์ (ปทาน) ศรีสุวรรณ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422941?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัวพันหลัก “ประสิทธิ์ (ปทาน) ศรีสุวรรณ”

18 มีนาคม 2563 – 08:14 น.
ปทาน ศรีสุวรรณ,คิงส์ฟอร์ด,ผู้ถือหุ้น
เปิดอ่าน 159 ครั้ง

วัวพันหลัก “ประสิทธิ์ (ปทาน) ศรีสุวรรณ”

ฉบับก่อน เจ๊เมาธ์ไม่ได้เขียนแค่เอามันส์ เรื่องของท่าน “ปทาน ศรีสุวรรณ”  นะคะ ด้วยหลักฐานที่เจ๊เมาธ์ได้มาทั่วทุกทิศ ทั้งจากผู้เสียหาย หรืองบการเงินย้อนหลัง การถือหุ้นกลุ่มคิงส์ฟอร์ด ของ “ท่านปทาน” ก็ทำเอาคุณท่านนั่งก้นไม่ติดเหมือนกันค่ะ วิ่งพล่านหาคนเคลียร์ แล้วยังมาขู่เจ๊เมาธ์…ฟอดๆ เชอะ !!!! ให้รีบ ๆ เลยค่ะ อย่าให้เจ๊ต้องใช้รถแม็กโครขุดความฉาวมากไปกว่านี้เลยค่ะ…

ที่เจ๊เมาธ์ทำไป แค่สงสารนักลงทุน ที่นำเงินมาร่วมลงทุน บางคนเพิ่งเริ่ม อีกหลายๆ คนเริ่มมาหลายปีไม่น้อยกว่า 3 ปี คนมีชื่อเสียง แม้กระทั่งพนักงานของคิงส์ฟอร์ด ลูกน้องท่านปทานก็ไม่เว้นระดมเงินลงทุน ถามหน่อยเถอะผ่านไปหลายปี มีใครได้ผลตอบแทนบ้าง?

เจ๊เมาธ์บอกตรงๆ เลยค่ะ สงสารพนักงาน อุตส่าห์เก็บออมมาทั้งชีวิต หรือโครงการออมเงินเพื่อลูก สงสารเด็กน้อยตาดำ ๆ เถอะค่ะ

กลับมาที่เรื่องที่เจ๊เมาธ์ แอบได้ยินมาใน “บล.คิงส์ฟอร์ดฯ” เมาธ์กันให้แซดว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีการจัดประชุมกรรมการและมีการนำชายชุดดำมาผลักอกอดีตผู้บริหารและกีดกันไม่ให้เข้าห้อง..

      ไม่รู้กรรมการอย่าง     
พล.อ.อ.สามารถ โสดสถิตย์, นางบุษบา บุนนาค, นายสมสัก นนทกนก, นางสาวไพลิน กอวัฒนา, พล.ต.ชาคริต สวัสดี, นายวรากรณ์ กุนทีกาญจน์, นายประจวบ ศิริรัตน์บุญขจร, นายวิมุตติ สุขทิพยาโรจน์

   จะรู้เรื่องมั้ยกับการกระทำเยี่ยงนี้!! 
ฟังความอะไร ฟังสองฝั่งอย่าหูเบา… ควรรำลึกในใจเสมอว่า บริษัท คิงส์ฟอร์ดฯ (โฮลดิ้ง) มีผู้ถือหุ้นหลายร้อยรายที่ชีชํ้ากับผลขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี…

อีกทั้งเหล่ากรรมการควรระวังให้ดีกับการมีแนวคิดแอบนำเงินฝากลูกค้าที่วางเป็นหลักประกัน (NCR) ไปใช้นอกวัตถุประสงค์หรือวางคํ้าประกันใดๆ ที่ ก.ล.ต. ห้ามนะคะ!!

เงินลูกค้าฝากเพื่อซื้อขายหุ้นกว่าพันล้านเป็นเงินศักดิ์สิทธิ์… ก.ล.ต. ดูดีๆ เดี๋ยวลูกค้า บล. มีชื่อนี้อาจเสียหายอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว!

แค่เตือนหลังจากได้ฟังเทปเพลงเจ็บกระดองใจของแหวน-ธิติมา…

กลับสู่เรื่องภาพรวมตลาดหุ้น… สัญญาณยังไม่ค่อยจะดี หมี…หมี มาแล้วค่า เห็นตลาดหมีกันหรือเปล่าคะ ตอนนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่ภาวะตลาดหมีเต็มตัว ติดเชื้อ COVID-19 เต็มตัวแล้วค่ะ …ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) งัดเอาไม้ตายเรื่องลดดอกเบี้ย ตูมเดียวเสียวทั้งโลก 1% กดลงจนหมดเหลือ 0- 0.25 % รวมถึงการอัด QE เข้าไปในระบบอีก 7 แสนล้านดอลลาร์ เอาเป็นว่าตอนนี้หมีมาแล้วค่ะ อัดกันขนาดนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ 2 ครั้งแล้ว เหมือนตลาดหุ้นไทยเลยค่ะ …

เจ๊เมาธ์ไม่จำเป็นต้องบรรยายอะไรเยอะค่ะ เจ็บคอ ลำพังมาตรการที่คุณพี่ “ภากร” เอ็มดีตลาดหุ้นไทย กว่าจะงัดออกมาได้ ทำเอาเม่าน้อย เกือบตายหมู่ ห้ามทำชอร์ตเซล โน่นนี่นั่น เจ๊เมาธ์ถามคำเถอะ “ภากร” ห้ามโบรกเกอร์ต่างชาติทำเน็กเก็ตชอร์ต ได้ยัง บังคับได้มั้ยคะให้มีหุ้นในมือ หรือในศูนย์รับฝากก่อน ทำชอร์ตเซล …เน็กเก็ตชอร์ตนี่แหละค่ะตัวดี ทำตลาดหุ้น “เละ” เป็น“โจ๊ก”

หุ้นร่วงแรงๆ ที่เจ็บหนักที่สุด ก็คงจะไม่มีใครเกิน GULF BGRIM GPSC ซึ่งถือว่าเป็น 3 ทหารเสือโรงไฟฟ้าขาใหญ่ ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์คอยบอกคอยแซะไปหลายรอบ ว่าลูกพี่ใหญ่ทั้ง 3 มีอาการบวมจนอืดเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการเอาฝันระยะยาวอีก 4-6 ปีมาขาย หรือแม้แต่ค่าพี/อีระดับใกล้ๆ 100 ถ้าใครเผลอลงทุนด้วยก็ต้องทิ้งช่วงยาว ๆ ให้หลานหญิงหลานชายมาช่วยรับมรดกไปโน่นเลยถึงจะคุ้มทุนนะคะ พอเกิดวิกฤติ…ความจริงปรากฏนั้นละค่า แต่หนักขนาดนี้ก็แค่ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นใหญ่ลดลงนิดเดียวเองค่ะ

ไปที่หุ้นธนาคารอย่าง SBC, KBANK, BBL ทั้ง 3 ถือว่าเป็นหุ้นธนาคารใหญ่ระดับแนวหน้ากันบ้างค่ะ มีข่าวซุบซิบออกมาว่าวันที่ 25 มีนาคมนี้ กนง.อาจจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25-0.5% เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในการรับมือโรค COVID-19 ซึ่งมันก็แน่นอนว่าเรื่องนี้มันกลายเป็นกระแสกดดันให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารยังขยับไปไหนไม่ได้ แต่ถ้าไปดูไส้ในจริงๆ แล้ว จะเห็นว่าหุ้นกลุ่มธนาคารเหล่านี้ มีราคาหุ้นหน้ากระดานที่ลดลงมาจนตํ่ากว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีมากเกือบๆ เท่าตัว

เช่น SCB ปัจจุบันราคาหุ้นหน้ากระดานอยู่ที่ 60-62 บาท/หุ้น แต่มีมูลค่าหุ้นทางบัญชีอยู่ที่ 117.78 บาท/หุ้น ในขณะที่ KBANK ปัจจุบันราคาหุ้นหน้ากระดานอยู่ที่ 86-87 บาท/หุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชีราว 169.79 บาท/หุ้น

ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มธนาคารใหญ่เหล่านี้ พยายามรักษาเสถียรภาพราคาหุ้นด้วยการตั้งกองทุนในการซื้อหุ้นคืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนนั้นเอง

ดังนั้นถ้ามองให้ลึกลงไปจะเห็นได้ว่าหุ้นในกลุ่มธนาคารเหล่านี้ได้สะท้อนภาพของการปรับลดดอกเบี้ยของ กนง.เอาไว้ล่วงหน้ามาตั้งนานแล้ว​​​​​​​​​​​​​​

คอลัมน์…  เมาธ์ทุกอำเภอ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2558 หน้า 13 ระหว่างวันที่ 19-21 มี.ค.63   By…เจ๊เมาธ์

พญาเสือ แนะเว้นภาษีบุคคลธรรมดา เยียวยา’โควิด-19′ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422865?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พญาเสือ แนะเว้นภาษีบุคคลธรรมดา เยียวยา’โควิด-19′

18 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
พญาเสือ,แนะเว้นภาษีบุคคล
เปิดอ่าน 1,173 ครั้ง

พญาเสือ แนะเว้นภาษีบุคคลธรรมดา เยียวยาโควิด-19 คอลัมน์..คลุกวงใน โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000    ”พญาเสือ” รายงานตัวร่วมฝ่าวิกฤติประเทศกับไวรัสโควิด-19 ใครไม่ปิดไม่ป้องเราทำเองก่อนเลย

00000  ”พญาเสือ”สะเทือนใจ นายกฯลุงตู่ ประกาศไม่ปิดประเทศ แม้วันเดียวก็ไม่ปิด เพราะว่า คนป่วยน้อย เอาอยู่ หมอเยอะ มีโรงพยาบาลแยะ ฟังแล้วขนลุก

00000 ”พญาเสือ”วอนประชาชนอย่าด่าว่ารัฐบาลเลย เมื่อรัฐบาลมีวิธีคิดแบบนี้ บอกคำเดียวว่า เราต้องพึ่งตนเอง ช่วยตัวเอง หรือภาษานักเลงเขาเรียก “ตัวใครตัวมัน ตัวฮูตัวอิท”

00000เมื่อรัฐบาลไม่เห็นว่า มันมีความจำเป็นต้องปิดประเทศ เหมือนประเทศอื่นๆที่เขาประกาศ ปิด14วันบ้าง ปิด1เดือนบ้าง แต่เราติดอะไร มีอะไรติดในลำคอหรือลูกกระเดือกใครหรือเปล่า จึงลั่นวาจาว่า ไทยไม่ปิดประเทศ ฟังแล้วสะอึกเหมือนกัน

00000 อย่างไรก็ตาม “พญาเสือ” เข้าใจและเห็นใจเพราะ”หมอ”ที่คอยให้ข้อมูลนายกฯ อาจจะเป็นประเภท “จิตแข็ง” เห็นว่าโอ้ย แค่เนี้ย ไม่ถึง200 ราย ไปกลัวอะไร คือติดตรงไหนก็ปิดเฉพาะตรงนั้น อาทิ สนามมวย สนามม้า สนามกีฬา มหาวิทยาลัย โรงเรียน เป็นต้น ปิด14วัน ตั้งแต่18มีนาคมจนถึง31 มีนาคม00000 ส่วนที่”พญาเสือ”เห็นว่ามันลักลั่น ย้อนแย้งคือมติครม.ที่ให้เล่นสงกรานต์ได้ในปีนี้เพียงแต่วันที่13-14-15 เมษายน ไม่ให้เป็นวันหยุดราชการ เมื่อไม่หยุดราชการ ก็ลดคนเคลื่อนย้ายได้ เท่ากับว่า สงกรานต์คนที่ไม่เป็นข้าราชการเขายังเล่นสาดน้ำกันได้ เขายังเคลื่อนย้ายกันได้ ก็แสดงว่า สงกรานต์คนยังเล่นได้ 00000ที่เห็นว่ามันลักลั่นนั้น ก็เพราะว่า แทนที่จะเลื่อนสงกรานต์ไป จะหยุดคนตายได้ทั้งตายเพราะอุบัติเหตุ ตายทั้งติดเชื้อโควิด ก็กลายเป็นว่า ตายสงกรานต์ก็หยุดไม่ได้ ติดเชื้อโควิดก็หยุดไม่ได้

00000ส่วนประเด็นที่ห้ามคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ และห้ามคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ให้เดินทางกลับไทย มันก็เป็นมติครม.ที่ลักลั่นอีก คือห้ามคนไทยไปต่างประเทศอันนี้”พญาเสือ”เห็นด้วย แต่การห้ามคนไทยไม่ให้เดินทางเข้าประเทศเพราะกลัวจะนำเชื้อเข้ามา แต่ไม่ห้ามคนต่างชาติ มันหมายความว่าอย่างไร มีเฉพาะคนไทยหรือที่นำเชื้อ แต่เท่าที่ติดกันอยู่นี่ ติดมาจากต่างชาติทั้งนั้น ก็ไม่ทราบว่าทำไมครม.คิดแบบนี้

00000ฮัดเช้ย!!!เรื่องปิดประเทศ ต้องฟัง หมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แห่งจุฬาลงกรณ์ ที่ขอให้ปิดประเทศ21วัน เพราะจัดการกับคนที่ติดเชื้อเนื่องจากเชื้อฟักตัว14วัน ภายใน21วันจะได้รู้ว่าใครติดเชื้อใครรับเชื้อเพิ่ม พอจัดการเสร็จค่อยเปิดประเทศอีกครั้ง ดีกว่าปล่อยให้เชื้อคนประเทศทุกวัน แต่ว่ารัฐบาลไม่ได้ยิน กลัวเศรษฐกิจเสียหาย

00000ถามว่าเศรษฐกิจมันเกินเสียหายแล้ว เพราะหลายประเทศที่เขาปิดประเทศ เราจะทำธุรกิจกับเขาก็ทำไม่ได้ จะเดินทางเข้าประเทศเขาก็ทำไม่ได้เสมือนปิดประเทศโดยปริยายอยู่แล้ว ทำไมไม่ถือโอกาสที่เราติดต่อกับต่างชาติไม่ได้ปิดประเทศเราไปเลย ทุกประเทศทั่วโลกจะได้จัดการกับไวรัสโควิดให้อยู่หมัด

00000”พญาเสือ”เปิดอ่าน6มาตรการสู้โควิด-19ของรัฐบาลแล้ว บอกว่าละเอียดยิบ แต่สิ่งที่ขาดไปคือการเยียวยาคนธรรมดาทั่วไป คือมาตรการทางภาษี อย่าลืมว่า ภาษีบุคคลธรรมดา ที่สรรพากร กำลังเร่งถอนขนห่านอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่ประชาชน”ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ไหนจะเป็นหนี้เป็นสิน ขายของทำมาหากินไม่ได้ อาชีพอิสระต่างๆได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า พ่อค้าแม่ขายรายย่อย ขายของไม่ได้ เพราะคนไม่ออกบ้าน สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เว้นภาษีบุคคลธรรมดา ปีนี้ไปเลย แล้วหันไปเก็บภาษีจากบรรดาเจ้าสัว เจ้าของกิจการทั้งหลาย ที่เลี่ยงและหนีภาษีทุกปี ให้เจ้าหน้าที่สรรพากร ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาเก็บให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แค่นี้ก็ชดเชยภาษีบุคคลธรรมดาที่หายไปได้แล้ว ว่าแต่กล้าแตะหรือเปล่า พับผ่า00000

   พญาเสือ

“โควิด ก้าวไกล เพื่อไทย” กับศึกใหญ่ของรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422894?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โควิด ก้าวไกล เพื่อไทย” กับศึกใหญ่ของรัฐบาล

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ก้าวไกล,รัฐบาล,โควิด
เปิดอ่าน 623 ครั้ง

“โควิด ก้าวไกล เพื่อไทย และศึกใหญ่ของรัฐบาล” คอลัมน์ล่าความจริง โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร

ตั้งไข่และเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “พรรคก้าวไกล” ชายคาใหม่ของส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่ หลังพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ

ว่าที่หัวหน้าพรรคเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เจ้าของทฤษฎีกลัดกระดุม 5 เม็ดแก้ปัญหาการเกษตรไทย

ที่น่าสนใจคือ “ชัยธวัช ตุลาธน” ที่ขยับจากแกนนำแถว 2 ที่ไม่ค่อยเปิดตัวเปิดหน้ามากนัก ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำแถวหน้าในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่แทนแกนนำกลุ่มเดิมที่ถูกเบียดตกเวทีสภาไป

อ่านข่าว-(คลิป) โควิด-19หนักมาก”เพื่อไทย”ตื๊อเปิดวิสามัญแก้ปัญหา

ชัยธวัช หรือ “ต๋อม” คืออดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. ในปี 2541 ที่เป็นประหนึ่งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ “เอก” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยเป็นรองเลขาธิการ สนนท. ในปี 43

อีกคนหนึ่งคือ ศรายุทธ ใจหลัก หรือ “ติ่ง” อดีตเลขาธิการ สนนท. ในปีที่ ธนาธร เป็นรองเลขาฯ และยังเป็นอดีตผู้อำนวยการพรรคอนาคตใหม่ด้วย ทั้งสามเคยร่วมเคลื่อนไหวมวลชนบนท้องถนนมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุการณ์ประท้วงคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและวางท่อก๊าซธรรมชาติที่ อ.จะนะ จ.สงขลา และการชุมนุมใหญ่คนของคนเสื้อแดงในปี 2553

การวางตัว ชัยธวัช เป็นเลขาธิการพรรค ในจังหวะก้าวทางการเมืองยามนี้นับว่าน่าสนใจ เพราะ พิธา เองก็ประกาศแนวทางของพรรคก้าวไกลไว้แล้วว่าจะทำงานในสภาโดยผสานกับความเคลื่อนไหวนอกสภาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง

ขณะที่กิจกรรมนอกสภา โดยเฉพาะการเมืองบนท้องถนนมี “คณะอนาคตใหม่” นำโดย ธนาธร และปิยบุตร แสงกนกกุล ตลอดจนแกนนำเคลื่อนไหวอื่นๆ อุ่นเครื่องรออยู่แล้ว

ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองไม่เผชิญกับการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ต้องบอกว่าวันนี้ “แฟลชม็อบนักศึกษา” ที่มีฐานการจัดตั้งอย่างยาวนานของ “คณะอนาคตใหม่” ตั้งแต่ก่อนตั้งพรรค ผสานกับแกนนำคนเสื้อแดงที่สิ้นหวังกับพรรคเพื่อไทย น่าจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และเบ่งบานทั่วประเทศไทยไปแล้ว เรียกว่างานนี้ไวรัสโคโรนาช่วยเซฟรัฐบาลเอาไว้

แต่ในระหว่างรอเคลื่อนไหวใหญ่นอกสภา ก็มีเกมถล่มรัฐบาลโดยใช้เวทีสภาได้อยู่ ทว่าช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมจึงต้องล่าชื่อกันเพื่อขอเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 ติดอยู่แค่ว่าต้องใช้เสียงมากถึง 246 เสียง คือ 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (ปัจจุบัน ส.ส.มี 488 คน และ ส.ว.250 คน สมาชิกทั้งหมดของ 2 สภาจึงอยู่ที่ 738 คน เสียง 1 ใน 3 คือ 246 เสียง) แต่ส.ส.ฝ่ายค้านมีเสียงในมือแค่ 213 เสียงเท่านั้น (คิดบนฐานพรรคก้าวไกลเหลือ ส.ส. 54 คน จากเดิมคาดว่า 55 คน)

การเปิดสภาสมัยวิสามัญจึงไม่ง่าย ตอนนี้พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะเพื่อไทยจึงพยายามสร้างกระแสกดดันจากสังคมอยู่เพื่อหวังให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญให้ได้ จากนั้นก็จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะของสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาวิกฤติการณ์โควิด-19 ซึ่งรัฐบาลกำลังโดนถล่มจากสังคมจนเสียศูนย์อยู่ในปัจจุบัน

พลิกดูมาตรา 152 ใช้เสียง ส.ส.แค่ 1 ใน 10 หรือ 48-49 คนเท่านั้น ฉะนั้นเองถ้าฝ่ายค้านรวมเสียงกระทั่งสามารถเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญได้ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า การอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติจะเกิดขึ้นแน่นอน

ปัญหาก็คือจะสร้างความมั่นใจแก่รัฐบาลได้อย่างไรว่างานนี้ไม่มี “รายการหลอกด่า” เพราะรัฐบาลคุมเสียงทั้งสภาบน (วุฒิสภา) และสภาล่าง (ส.ส.) แทบจะเบ็ดเสร็จ!

อย่าตื่นตระหนก อย่าสนใจข่าวลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422896?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าตื่นตระหนก อย่าสนใจข่าวลวง

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบ,แห่ตุนสินค้า,โควิด19,กักตุนอาหาร
เปิดอ่าน 398 ครั้ง

ดับเครื่องชน…โดย อ๊อด เทอร์โบ เตือนคนไทยมีสติ !!!

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่สร้างความตื่นกลัวตื่นตระหนกถึงขั้นมีข่าวว่ามีการกักตุนอาหารหรืองดกิจกรรมต่างๆ

 ในฐานะคนไทยด้วยกันจึงขอให้ทุกท่านมีสติ มีจิตใจเข้มแข็ง อย่าตื่นตระหนกหรืออย่าเชื่อในข่าวลวงออนไลน์ที่ปล่อยออกมาถาโถมเขย่าโลกบ่อยๆ เป็นรายวัน

จึงขอให้อยู่กับตัวเองและเวลานี้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นประธานตั้งวอร์รูม ‘โควิด-19’ ที่ทำเนียบรัฐบาล และจะมีการประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกวันเวลา 19.00 น. เพื่อหาทางป้องกันแก้ไข-การดำเนินการหรือการออกข่าวให้เป็นไปในทางเดียวกัน

 ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด-ต่างคนต่างทำจนทะเลาะกันถึงขั้นปลด-โยกย้ายอย่างเวลานี้

จึงขอให้รัฐบาลได้ทำอะไร อย่าได้เกรงใจใครจนปิดประเทศหรืองด-เลื่อนกิจกรรมก็ไม่มีใครว่า !

จึงขอให้คนไทยปลอดภัยและอยู่ได้ในภาวะวิกฤติ

อ๊อด เทอร์โบ

00 ปรับวิธีบริการอาหารบุฟเฟ่ต์

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังเจ้าของร้านอาหาร)

ดิฉันได้เห็นคลิปประชาสัมพันธ์ของใบหยกบุฟเฟ่ต์ในเรื่องการป้องกันไวรัสแล้วขอบอกว่าแก้ปัญหาได้ตรงจุดมาก จากเดิมที่มีลูกค้าไปใช้บริการกันแน่นทุกวัน ทั้งคนจีน คนต่างชาติ คนไทย คุยไปตักอาหารไป ที่ตักอาหารก็ผ่านมือทุกคนอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ พอเห็นคลิปนี้แล้วรู้สึกปลอดภัยกล้าออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ใช้ชีวิตนอกบ้านบ้าง ดิฉันไม่ได้ติดโควิด-19 ก็เหมือนกักตัวเองอยู่แล้ว

สำหรับท่านที่ไม่เห็นคลิปขอสรุปให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ

1.แจกฟรีสเปรย์แอลกอฮอล์ขนาดพกพาท่านละ 1 ขวด

2.อาหารปรุงสด ปรุงร้าน จานต่อจาน

3.พนักงานบริการตักอาหารให้ทุกจุด

4.จัดที่นั่งแต่ละโต๊ะ เว้นระยะห่าง 1 เมตร

5.ลิฟต์พ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคทุก 30 นาที

6.มีพนักงานบริการกดลิฟต์

7.พนักงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัย

8.ติดต่อเจลแอลกอฮอล์ทุกจุดที่ให้บริการลูกค้า

9.ทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อทุกรอบบริการ

10.พ่นกำจัดไวรัสและจุลินทรีย์ด้วยเครื่อง Sanicom System โดยใช้น้ำยา Sterilizing Solution

KX เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ปลอดภัยมาตรฐานเดียวกับการฆ่าเชื้อทางการแพทย์ทุกวันก่อนเปิดห้องอาหาร

โรงแรมใบหยก แลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวระดับต้นของกรุงเทพฯ ทำถึงขนาดนี้เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ ดิฉันอยากให้ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์อื่นๆ ลองพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปอย่างน้อยก็คนไทยนี่แหละออกไปรับประทานอาหารกัน เลือกที่สะอาดปลอดภัย ไม่ต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านนานนับเดือน เศรษฐกิจยิ่งพังกันใหญ่

ซี (กรุงเทพฯ)

00 อย่าเชื่อข่าวลวงตามกระแส

คุณ ‘ขวัญชัย’ สีลม ได้ส่งเรื่องมาน่าสนใจมากและเป็นกระแสมาแรงที่ผู้คนไปซื้ออาหารและของใช้อื่นๆ

จึงขอให้ทุกคนมีสติ-อย่าตื่นตระหนกและคอยฟังประกาศจากรัฐบาลให้ดี

อ๊อด เทอร์โบ

00 เรื่อง อย่าตระหนก กักตุนอาหาร

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ท่ามกลางกระแสความหวาดหวั่นต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในหลากหลายพื้นที่ แห่กักตุนสินค้า เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร น้ำเปล่า ยังมีกระดาษชำระ ทิชชู่เปียก ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาด และอีกมากมาย จนทำให้หลายห้างสินค้าหมดไปจากชั้นวาง เนื่องจากมีการส่งต่อข้อความทางไลน์ ระบุว่า “พยาบาลศิริราชแจ้งหลังประชุมบอกให้ตุนอาหาร เพราะจะมีการปิดเมือง”

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ออกมายืนยันแล้วว่า เนื้อหาของข้อความดังกล่าวนั้นไม่มีมูลความจริง ขอให้ประชาชนทุกท่านอย่าเพิ่งแตกตื่น แนะนำว่าในระยะนี้ใครออกไปที่ต่างๆ ขอให้รีบตรงกลับบ้าน ถ้าทำงานที่บ้านได้ เรียนที่บ้านได้ ก็ควรทำ สถานที่ชุมชนต่างๆ สนามมวย สถานบันเทิง ห้างร้านต่างๆ ควรหลีกเลี่ยง และก่อนเข้าบ้านให้ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทันที เป็นการป้องกันการนำเชื้อเข้าไปในครอบครัว

ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น​ จะรุนแรงขั้นไหน​ ไม่ผิดที่ประชาชนจะออกมากักตุนอาหาร เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในการบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ทุกวันนี้ที่บ้านผมทำกับข้าวกินเอง อยู่บ้าน ไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น เซฟตัวเองและครอบครัว

แต่ผมอยากให้ทุกคนตุนอย่างมีสติ เลือกซื้ออย่างมีสติ กักตุนมากเกินไป สุดท้ายอุปโภคบริโภคไม่ทัน หมดอายุต้องทิ้ง ซื้อสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เช่น น้ำ ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทิชชู่ ผ้าอนามัย แชมพู สบู่ น้ำยาถูพื้น นม และอีกหลายๆ อย่าง มันต้องใช้อยู่แล้ว คำนวณให้ทันวันหมดอายุ อย่างน้อยให้เพียงพอ สัก 7-14 วัน จะได้ไม่ต้องทิ้ง ส่วนอาหารแช่แข็งอยู่ได้หายเดือน-หลายปี เลือกอันที่ชอบ

ผมว่าเชื้อโรคมันจะแพร่เชื้อก็ตอนคนแห่มาตุนอาหารกันเนี่ยแหละ ไอกันจามกันกระจาย บางคนปิดแมสก์บ้าง ไม่ปิดแมสก์บ้าง

การเตรียมความพร้อมไว้ก่อนถือว่าดี ไม่ประมาท แต่ต้องมีสติ ไม่ตื่นตระหนก

pandemic, panic : ผลกระทบโควิดไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

pandemic, panic : ผลกระทบโควิดไวรัส

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,pandemic,panic,ผลกระทบ
เปิดอ่าน 290 ครั้ง

pandemic, panic :ผลกระทบโควิดที่กำลังทำให้ประชากรโลกเกิดอาการตื่นตระหนก …โดยส.ว. พลเดช ปิ่นประทีป

การระบาดของโคโรนาไวรัสกำลังดำเนินไปอย่างกราดเกรี้ยว จากจุดเริ่มที่นครอู่ฮั่นในเดือนธันวาคม 2020 ณ วันที่ 11 มีนาคม 2020 มาบัดนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ของโลก (Pandemic) อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2020

ตามความหมายของ WHO โควิดไวรัสเป็นเชื้อโรคใหม่ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้จำนวนการป่วยและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยล่าสุดในขณะที่ประกาศนั้นได้แพร่ระบาดลุกลามไปแล้ว 118 ประเทศ มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 121,000 คน อีกทั้งยังคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียง 2 สัปดาห์ มีการ
แพร่ระบาดเพียง 30 ประเทศเท่านั้น

คลื่นการระบาดระลอกแรกเกิดขึ้นในแผ่นดินใหญ่จีน จากนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย แพร่กระจายไปเกือบทุกเมืองในทุกมณฑล มีคนจีนป่วยมากกว่า 80,000 คน รวมทั้งกระจายไปยังต่างประเทศ เข้าสู่ไทย ประเทศและทวีปต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก จากจุดนี้จึงเป็นเสมือนคลื่นการระบาดระลอกที่สองที่เกิดนอกประเทศจีน มีจำนวนผู้ป่วยรวมล่าสุด (16 มี.ค. 2020) มากกว่าในประเทศจีนแล้วและกำลังทวีจำนวนและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่ลูกคลื่นการระบาดของโคโรนาไวรัสกำลังขยายตัวออกไปตามธรรมชาติของโรคระบาดใหม่ ในสภาวะที่ประชากรโลกยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันต่อมันมาก่อน ป่วยและตายกันมาก เกิดอาการตื่นตระหนกและสติแตกของสังคมด้วยความหวาดกลัวต่อไวรัสตัวนี้ (panic) กลายเป็นผลกระทบทางสังคมจิตวิทยาที่รุนแรงอีกลูกคลื่นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย อันที่จริงคลื่นของความตื่นกลัวแบบนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ จะมากหรือน้อยย่อมแตกต่างกันไปตามพื้นความรู้ความเข้าใจ กระแสวัฒนธรรมความเชื่อ และวิถีในการจัดการปัญหาของแต่ละสังคม

สำหรับประเทศไทยนั้น การระบาดของโรคยังคงอยู่ในระยะที่ 2 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ ได้เตรียมมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อยันไว้ไม่ให้เข้าสู่ระยะที่ 3 หรือชะลอให้เข้าได้ช้าที่สุด

ทันทีที่องค์การอนามัยโลกประกาศการระบาดใหญ่ทั่วโลก ในวันรุ่งขึ้น (12 มี.ค. 2020) ประเทศจีนก็ได้ประกาศว่าการระบาดของโควิดไวรัสในประเทศจีนได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังลดระดับลงสู่ภาวะที่ควบคุมได้ โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงแค่ไม่กี่คนต่อวัน

รวมความแล้ว การระบาดในประเทศจีนเกิดขึ้นจากกลางเดือนธันวาคม 2019 ถึงกลางเดือนมีนาคม 2020 รวมระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งถ้านำแบบแผนการระบาดในประเทศจีนมาเป็นตัวเทียบเคียง เราอาจทำนายอย่างคร่าวๆ ได้ว่าการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่เริ่มต้นในเดือนมีนาคม (ตามที่ WHO ประกาศ) ก็อาจจะไปสิ้นสุดในราวเดือนมิถุนายน

แต่เราจะคิดเอาง่ายๆ แบบนี้ก็ไม่ได้เสียทีเดียว ต้องนำปัจจัยตัวแปรด้านการบริหารจัดการที่เฉียบขาดและมีประสิทธิภาพสูงของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งพลังความร่วมไม้ร่วมมือของชาวจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาบวกลบคูณหารเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย เพราะประเทศอื่นทั่วโลกเขาไม่ได้มี-ไม่ได้เป็นแบบจีน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สถานการณ์โคโรนาไวรัสทั่วโลกไม่รู้ว่าจะยุติลงเมื่อไร ที่แน่นอนคือการเดินทางท่องเที่ยวและกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งการกีฬา การติดต่อซื้อขายและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อันเป็นชีพจรเศรษฐกิจของทุกประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ มีอันต้องสะดุดหยุดกึกลงแบบฉบับพลัน เนื่องมาจากทุกประเทศต้องงัดเอามาตรการการเฝ้าระวัง การตรวจคัดกรองและการกักกันโรคอย่างเข้มงวดตามกติกาองค์การอนามัยโลก (2005) มาบังคับใช้

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินผลกระทบความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาว่าจะอยู่ระหว่าง 77,000–347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.1-0.4% ของจีดีพีโลก ซึ่งระดับความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่แน่นอน

ทั้งนี้ หากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงในระดับปานกลางโดยมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคระบาด อย่างเช่นการจำกัดการเดินทางติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน
อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกราว 156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของจีดีพีโลก

ด้านเศรษฐกิจจีนเองนั้นจะได้รับความเสียหายราว 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.8% ของจีดีพีจีน ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชียจะอยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.2% ของจีดีพีประเทศเหล่านั้น

สำหรับประเทศไทย เอดีบีคาดว่าจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.11% ของจีดีพีไทย ในเรื่องนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2563 มีทั้งผลทางตรงและทางอ้อม การลดการจ้างงาน-ปิดกิจการ ซ้ำเติมประเด็นด้านกำลังซื้อของครัวเรือนที่เปราะบางจากหลายปัจจัยลบอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีภัยแล้งที่รุนแรงเติมเข้ามาอีกด้วย

กกร.จึงทบทวนประมาณการเศรษฐกิจในปี 2563 ภายใต้สมมติฐานที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในจีนและนอกจีนผ่านจุดสูงสุดได้ภายในกลางปีนี้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2563 จะอยู่ที่ 1.5-2.0% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.0-2.5% ขณะที่ยังคงประมาณการการส่งออกและเงินเฟ้อไว้ตามเดิม

นี่เป็นลูกคลื่นอีกระลอกหนึ่งที่กำลังจะปรากฏตัว ทั้งใหญ่ ทั้งรุนแรงและอาจลากยาวข้ามปี อาจยังมาซึ่งภาวะความยากจน อดอยากหิวโหยและความฝืดเคืองของเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน.

การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
สสแบบบัญชีรายชื่อ,คำนวณ,โคทม
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

โดย…โคทม อารียา

การคำนวณ ส.ส.แบบ บัญชีรายชื่อ โดย กกต. สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ในเดือนมีนาคม 2562 มีความคลุมเครือ และขาดคำอธิบายที่ชัดเจน จึงควรมีการทบทวนและแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 128 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ขอใช้คณิตศาสตร์มาช่วยอธิบายการจัดทำข้อเสนอในที่นี้

โจทย์คือการจัดสรร ส.ส.ให้แก่พรรคต่างๆ ตามสัดส่วนของคะแนนที่พรรคนั้นๆ ได้รับ ขอเริ่มต้นด้วยการคำนวณ “เกณฑ์เฉลี่ย” ว่าคะแนนเสียงเท่าไรจึงเทียบเท่ากับ ส.ส.พึงมีเบื้องต้น 1 คน ศัพท์ที่ใช้เรียกเกณฑ์เฉลี่ยนี้คือ “โควตา” ในการคำนวณโควตา ให้เอาคะแนนทุกพรรคมารวมกัน แล้วหารเฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส.ทั้งหมด หรือ 500 คน ซึ่งเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

โควตา = ผลบวกคะแนนทุกพรรค 500 คน (1)

ในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อเดือนมีนาคม 2562 คำนวณได้โควตาประมาณเท่ากับ 7.1 หมื่นคะแนน พรรคใดมีคะแนนเสียงเป็นกี่เท่าของโควตา จะได้รับการจัดสรร ส.ส. ในเบื้องต้นเท่ากับจำนวนเท่าดังกล่าว เช่น ถ้าพรรคใดมีคะแนนเสียง 7.1 หมื่นคะแนน (แต่น้อยกว่า 14.2 คะแนน) พรรคนั้นจะได้รับการจัดสรร ส.ส.ไปก่อน 1 ที่นั่ง หรือมี ส.ส.พึงมีเบื้องต้น 1 คน พรรคใดมีคะแนนเสียง 14.2 หมื่นคะแนน (แต่น้อยกว่า 21.3 หมื่นคะแนน) พรรคนั้นจะได้รับการจัดสรร ส.ส.ไปก่อน 2 ที่นั่ง หรือมี ส.ส.พึงมีเบื้องต้น 2 คน ฯลฯ

ในการคำนวณ ส.ส.พึงมีเบื้องต้น ให้เอาโควตาไปหารคะแนนของแต่ละพรรค โดยผลการหารที่เป็นเลขจำนวนเต็มคือ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นของพรรคนั้นๆ ผลการหารเมื่อใช้สมการ (1) ในการหารเป็นดังนี้

ผลการหารของแต่ละพรรค = [คะแนนแต่ละพรรค 500 คน] ผลบวกคะแนนทุกพรรค (2)

= ตัวเลขจำนวนเต็มของพรรค + เศษทศนิยมของพรรค (3)

“จำนวนเต็ม” (แปลมาจากคำว่า integer) ของพรรค คือ “ส.ส.พึงมีเบื้องต้น” ของพรรคนั่นเอง และแต่ละพรรคยังมีคะแนนที่เหลือจากการจัดสรรเบื้องต้น ซึ่งตรงกับ “เศษทศนิยม” ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “เศษ”

เมื่อเอาผลการหารของทุกพรรคมาบวกกัน จากสมการ (2) จะได้

ผลบวกการหารของทุกพรรค = [ผลบวกคะแนนทุกพรรค 500 คน] ผลบวกคะแนนทุกพรรค

ผลบวกคะแนนทุกพรรคจะตัดกันไปดังนี้

ผลบวกการหารของทุกพรรค = 500 คน (4)

เมื่อแยกส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม (ส.ส.พึงมีเบื้องต้น) ออกจากเศษ จะเขียนสมการ (4) ได้ใหม่ดังนี้ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นทุกพรรค (คน) + เศษทุกพรรค = 500 คน (5)

สังเกตได้ว่า ทุกเทอมของสมการ (5) เป็นเลขจำนวนเต็ม และ “เศษทุกพรรค” ก็เป็นเลขจำนวนเต็มเช่นกัน และสังเกตได้อีกว่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้นยังไม่ครบ 500 คน ยังขาดอยู่เท่ากับ “เศษทุกพรรค” (คน) ความหมายของสมการ (5) คือ เราต้องการ ส.ส. 500 คน ในเบื้องต้นก็จัดสรร ส.ส. ให้แก่พรรคต่างๆ ตามจำนวนเต็มของโควตาไปก่อน แล้วเอาคะแนนที่เหลือที่แต่ละพรรคมีไม่ถึงโควตามาพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการจัดสรรต่อไป

โดยปกติ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรคคำนวณได้จากการหักลบ ส.ส.เขต ออกจาก ส.ส.พึงมีเบื้องต้นดังนี้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรค = ส.ส.พึงมีเบื้องต้นของพรรค – ส.ส.เขตของพรรค (6)

แต่สมการ (6) นี้ใช้ไม่ได้สำหรับพรรคที่มี ส.ส.ส่วนเกิน (overhang) คือมี ส.ส.เขตมากกว่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้น เพราะจะให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีค่าเป็นลบ ถ้าจะให้ใช้ได้ต้องแก้เป็นสมการ (8) โดยเติมเทอม “ส.ส.ส่วนเกินของพรรค” เข้าไปในสมการ (6) เพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พึงมีเบื้องต้นเป็นศูนย์ ในกรณีที่มี ส.ส.ส่วนเกิน ดังนี้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรค = ส.ส.พึงมีเบื้องต้นของพรรค – ส.ส.เขตของพรรค + ส.ส.ส่วนเกินของพรรค (8)

สมการ (8) ยังคงใช้ได้เมื่อไม่มี ส.ส.ส่วนเกิน เพราะจะเหมือนกับสมการ (6) เมื่อ ส.ส.ส่วนเกินเป็นศูนย์ จากสมการ (8) เมื่อเอา ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของทุกพรรคมาบวกกัน จะได้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรค = ส.ส.พึงมีเบื้องต้นทุกพรรค – ส.ส.เขตทุกพรรค + ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรค (9)

เมื่อแทนค่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้นทุกพรรคจากสมการ (5) ลงในสมการ (9) จะได้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรค = 500 คน – เศษทุกพรรค – ส.ส.เขตทุกพรรค + ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรค (10)

แทนค่า ส.ส.เขตทุกพรรคด้วยจำนวน 350 คน จะได้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรค (คน) = 150 คน – เศษทุกพรรค + ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรค (คน) (11)

สังเกตได้ว่าทุกเทอมของสมการ (11) เป็นเลขจำนวนเต็ม

สมการ (11) เป็นสมการหลักที่จะใช้ในการคำนวณต่อไป ความหมายของสมการ (11) คือ ในกรณีที่ไม่มี ส.ส.ส่วนเกิน เพื่อจัดสรรให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีทุกพรรคมีจำนวนเท่ากับ 150 คน จะต้องเพิ่มจำนวน ส.ส.ให้แก่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรคที่มีเศษมากกว่าพรรคละ 1 คน เป็นจำนวนรวมเท่ากับ “เศษทุกพรรค” (คน)

ในกรณีที่มี ส.ส.ส่วนเกิน จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเพิ่มให้แก่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้น มีจำนวนรวมลดลง เหลือเท่ากับ [“เศษทุกพรรค”- ส.ส. ส่วนเกินทุกพรรค] (คน) เมื่อจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มแก่พรรคที่มีเศษมากกว่าให้ครบ [“เศษทุกพรรค”- ส.ส. ส่วนเกินทุกพรรค] (พรรค) แล้ว ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีทุกพรรคเท่ากับ 150 คน

ถ้า ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรคมีมากกว่า “เศษทุกพรรค” จากสมการ (11) จะได้ว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคมีมากกว่า 150 คน ในกรณีนี้ จะต้องลด ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นสำหรับบางพรรคลงมา โดยใช้บัญญัติไตรยางศ์ตามมาตรา 128 (7) ให้เหลือเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมี 150 คนตามที่ต้องการ

ในการเลือกตั้ง ส.ส.ในเดือนมีนาคม 2562 เมื่อนำผลการเลือกตั้ง ส.ส. ตามประกาศในระยะแรกของ กกต. (ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม) มาคำนวณ ปรากฏว่า “เศษทุกพรรค” เท่ากับ 24 และ ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรคเท่ากับ 26 คน สมการ (11) ให้ค่า ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคเท่ากับ 152 คน ซึ่งจะต้องลดให้เหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเท่ากับ 150 คนต่อไป แต่ถ้าผลการเลือกตั้งใหม่หรือเลือกตั้งซ่อมในเวลาต่อมา (ไม่เกินหนึ่งปี) ทำให้ ส.ส.เขตของพรรคเพื่อไทยลดลง 2 คน ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรคจะลดลงเหลือ 24 คน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคเท่ากับ 150 คนพอดี จึงให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเท่ากับ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นได้เลย โดยไม่ต้องใช้บัญญัติไตรยางศ์ลดทอนลงแต่ประการใด

การคำนวณตามมาตรา 128 (7) เป็นเหมือนการใช้บัญญัติไตรยางศ์ คือกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคเกิน 150 คน ต้องจัดสรร (ทอนลง) ให้เหลือเป็น ส.ส.พึงมีทุกพรรคเท่ากับ 150 คน ในการนี้ ให้ปรับลดจำนวน (ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของแต่ละพรรค + เศษทศนิยม 4 ตำแหน่ง) โดยคูณจำนวนดังกล่าวด้วยตัวเลขตัวหนึ่ง (ขอเรียกว่าตัวคูณ) ที่เล็กกว่า 1 เล็กน้อย เหตุที่ต้องใช้เศษทศนิยมสำหรับ ส.ส.พึงมีเบื้องต้น และเลือกตัวคูณใกล้เคียง 1 ก็เพื่อคำนึงถึงทุกคะแนนของพรรค และให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคหลังการคูณ ลดลงใกล้เคียง 150 คน เท่าที่จะใกล้เคียงได้ ทั้งนี้ เป็นการเคารพผลการลงคะแนนที่ต้องการให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน เทียบคะแนนได้ใกล้เคียงที่สุดกับเกณฑ์โควตา ดังนั้น ตัวคูณ (ตามที่บัญญัติในมาตรา 128 (7)) น่าจะได้แก่

ตัวคูณ = 150 (150 คน + จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคที่เกิน 150 คน) (12)

เมื่อใช้สมการ (11) จะเปลี่ยนมาเป็นสมการ (12):

ตัวคูณ = 150 [150 คน – เศษทุกพรรค + ส.ส. ส่วนเกินทุกพรรค (คน)] (13)

สังเกตได้ว่าทุกเทอมของสมการ (13) เป็นจำนวนเต็ม ไม่ควรปะปนบางเทอมที่มีเศษส่วนเข้าไป

จากการใช้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในเดือนมีนาคม 2562 มาคำนวณ ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นเท่ากับ 152 คน ซึ่งจะต้องปรับลดลง 2 คน โดยใช้ตัวคูณตามสมการ (13) เท่ากับ (150 คน 152 คน) ไปคูณกับผลการหารของแต่ละพรรคตามสมการ (3) แล้วทำการปัดเศษขึ้น คล้ายกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นขาด ทั้งหมดเป็นการลด ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรคการเมืองจำนวนเพียง 2 พรรค พรรคละ 1 คน ก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมี เท่ากับ 150 คนตามที่ต้องการ โดยการปรับเช่นนี้ต้องไม่ใช่การปรับเป็นแผง คือต้องกระทบ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นที่ได้คะแนนเต็มโควตา ให้น้อยที่สุด

ฝ่าฟันไปด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าฟันไปด้วยกัน

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ยาแรง,โควิด-19,ความสามัคคี และความเสียสละ
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

บทบรรณาธิการ…ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2563

มาตรการล่าสุดที่คณะกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ค่อนข้างจะเป็น “ยาแรง” ขนานแรกๆ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย มาตรการเลื่อนเทศกาลสงกรานต์จากวันที่ 13-15 เมษายนออกไป เพื่อลดการเคลื่อนย้ายคนทั้งในและนอกประเทศ ให้ปิดมหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงเรียนนานาชาติ และสถาบันกวดวิชา พร้อมกันนี้ยังมีมติให้ปิดสนามมวย สนามชนไก่ ผับ โรงภาพยนตร์ งดกิจกรรมที่มีคนชุมนุมกันเกิน 50 คน ส่วนที่ให้เปิดดำเนินการต่อไปได้คือร้านค้า ร้านอาหาร แต่ต้องมีมาตรการป้องกัน ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่ออันตราย ซึ่งสามารถสั่งปิดได้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในเรื่องของการเหลื่อมเวลาทำงาน เหลื่อมเวลาอาหารกลางวันเพื่อลดความแออัดของคน ที่ควรจะนั่งห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร พร้อมกันนี้หน่วยงานราชการและเอกชนก็ควรพิจารณาเรื่องการทำงานที่บ้านของเจ้าหน้าที่หรือพนักงาน ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะเสนอมาตรการสั่งปิดสถานบันเทิงทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนดจนกว่าความปลอดภัยจะเกิดขึ้น โดยจะควบคุมให้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่ออันตราย ควบคู่กับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะว่าไปแล้ว มาตรการที่ออกมาก่อนหน้าในเรื่องของการเคลื่อนย้ายคนผ่านระบบขนส่งสาธารณะก็ควรถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นจริงจังด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บางหน่วยงานมีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ รอเพียงแต่การประกาศมาตรการที่่จะเดินหน้าไปในแนวทางเดียวกัน หลายพื้นที่ประกาศยกเลิกกิจกรรมสงกรานต์ไปก่อนหน้านี้หลายวันแล้วด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับสถานศึกษา ก็สั่งยกเลิกหลายๆ กิจกรรมไปบ้างแล้ว แต่กระนั้น ในทางปฏิบัติ จะต้องมีรายละเอียดอีกมาก อย่างเช่น ห้วงเวลาการสอบเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 4 ทั่วประเทศ ซึ่งจะอยู่ในห้วงเวลา 28-29 มีนาคมนี้ แต่ขณะนี้นักเรียนทั้งสองระดับก็มุ่งหน้าสู่โรงเรียนกวดวิชากันไม่น้อย ล้วนเป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องออกแผนรองรับที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานประกอบการต่างๆ ท่ี่อาจเข้าขั้นโกลาหลกันเลยทีเดียว

ถึงอย่างไร ชั่วโมงนี้ สังคมไทยทุกภาคส่วนย่อมเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีแล้วว่า คงไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว ที่จะสามารถหยุดยั้งไวรัสโควิด-19 ลงได้ หลายประเทศใช้ยาแรงมากกว่าด้วยซ้ำ เช่น การประกาศปิดประเทศ ห้ามการเดินทางออกนอกประเทศ ผู้เดินทางเข้าต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวัง ฯลฯ ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ความสามัคคี และความเสียสละจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็เชื่อว่าคนไทยพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่รอผู้นำการบริหารสถานการณ์ฟันธง เพื่อเดินหน้าไปพร้อมกัน อย่างเช่น ที่จีนประสบปัญหาสาหัสสากรรจ์ ยังสามารถคลี่คลายสถานการณ์จนเริ่มเป็นบวก และมีแนวโน้มว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยก็น่าจะผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้เช่นกัน

“ครูบาบุญชุ่ม” จากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน…สู่โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ครูบาบุญชุ่ม” จากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน…สู่โควิด-19

17 มีนาคม 2563 – 17:11 น.
พระครูบาบุญชุ่ม,ถ้าหลวงขุนน้ำนางนอน,13 หมูป่า,โควิด-19,COVID-19,ครูบาบุญชุ่ม
เปิดอ่าน 1,105 ครั้ง

จากถ้ำหลวง…สู่โควิด-19 เสียงเตือนจาก..”ครูบาบุญชุ่ม” เกจิชื่อดัง 3 แผ่นดิน ถึงภัยอันตรายกำลังคุกคามถึงคร่าชีวิตมนุษยชาติบนโลกในนี้..

คลิปที่ 1

 

ชื่อของ “ครูบาบุญชุ่ม” ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร   พระเกจิชื่อดัง กลับมาเป็นข่าวในกระแสความสนใจอีกครั้ง เมื่อการแพร่ระบาดของเจ้าวายร้าน ไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายไปทั่วโลก  ขณะที่ในประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ระยะที่3

อ่านข่าว :  หนังสือจากถ้ำ แปลภาษาเมียนมา พระครูบาบุญชุ่ม เตือนลูกศิษย์

ย้อนรอย…ครูบาบุญชุ่ม

เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม  2561    ครูบาบุญชุ่ม  ญาณสังวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ได้เดินทางมายังปากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ. แม่สาย จ.เชียงราย เป็นครั้งที่3 เพื่อค้นหาทีมหมูป่าทั้ง13 ชีวิตที่ติดถ้ำ

ปรากฏว่ากองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ มาเฝ้ารอกันอย่างหนาแน่น ซึ่งครูบาบุญชุ่มได้เดินทางมาพร้อมศิษย์ยานุศิษย์และคณะศรัทธาจำนวนหลาย 10 คน

ครูบาบุญชุ่ม เดินผ่านกองทัพสื่อมวลชน เข้าไปยังปากถ้ำหลวงฯ เพื่อทำพิธีแผ่เมตตา มีเพียงคณะศรัทธาและบรรดาญาติของทีมหมูป่าอะเคาเดมี่เดินตามเข้าไปเท่านั้น

        เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ครูบาบุญชุ่มและศิษยานุศิษย์ รวมทั้งบรรดาญาติของ 13 ชีวิตก็เดินออกมาจากปากถ้ำหลวงฯ 

  พระครูบาบุญชุ่ม 

พระครูบาบุญชุ่ม ไม่ได้กล่าววาจาใดๆ แต่ได้นำวัตถุมงคล เครื่องรางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบให้บรรดาสื่อมวลชนและญาติของทีม หมูป่า เท่านั้น

เมื่อครูบาบุญชุ่ม เดินกลับจากถ้ำหลวงฯ อ.แม่สาย แล้วได้บอกกับลูกศิษย์ว่า “ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวน” เพราะท่านต้องการปิดวาจาและนั่งสมาธิแผ่เมตตาให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำหลวงฯ เป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะเดินทางออกจากวัดตั้งแต่เช้า และเดินทางมาทำพิธีที่ถ้ำหลวง อีกครั้ง

ก่อนที่ทีมนักประดาน้ำ จะค้นหาจนพบทีมหมูป่า ครูบาบุญชุ่มได้นำพ่อแม่ผู้ปกครองของทีมหมูป่า ทั้ง 13 คน นั่งภาวนาแผ่เมตตาบริเวณหน้าถ้ำหลวง ถึง 2 ครั้ง พร้อมระบุว่า “เด็กๆ จะออกจากถ้ำใน 2 วัน”

ปาฏิหาร์ย์มีจริง

หลังจากครั้งล่าสุดที่ครูบาบุญชุ่มได้ทำพิธีทางศาสนา และกล่าวว่า “จะค้นพบทีมหมูป่าทั้ง13ชีวิต” 

           ต่อมา 2วัน ให้หลังทีมหน่วยซีล (ทหารเรือ)  และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจภายในถ้ำหลวงฯ ก็สามารถเจาะทะลวงโถงถ้ำจนพบทั้ง 13 ชีวิต ปลอดภัยดีอยู่ภายในถ้ำจริง

          ต่อมาครูบาบุญชุม ได้เข้านั่งสมาธิวิปัสนาภายในสำนักปฏิบัติดอยเวียงแก้ว บ้านเวียงแก้ว หมู่ 5 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ใกล้กับชายแดนไทย-สปป.ลาว-เมียนมา ตรงจุดสามเหลี่ยมทองคำติดแม่น้ำโขง-แม่น้ำรวก โดยไม่ได้ออกมาพบญาติโยมอีก…

13 หมูป่าอะคาเดมี่

หนังสือจากถ้ำ…พระครูบาบุญชุ่ม

พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ซึ่งเข้าไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน บำเพ็ญเพียร ในถ้ำที่เมืองแก๊ด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้เกือบ 1 ปี ส่งหนังสือออกมาจากถ้ำ ซึ่งพระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ วัดหนองปึ๋ง จ.เชียงใหม่ ได้นำคำเขียนคำเมือง (ภาษาไทยถิ่นเหนือ) ของพระครูบาบุญชุ่ม นำมาแปลเป็นภาษาไทย เผยแผ่ให้กับลูกศิษย์ ผ่านเฟซบุ๊กพระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ…

หนังสือ “พระครูบาบุญชุ่ม”  เตือนลูกศิษย์ใช้ชีวิตอย่างมีสติ  ระวังอันตราย 3 ประการจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

         1.คนทั้งหลายจะเป็นโรคทาฬะลงเมือง(ตายห่า)

         จะตายกันมาก

         2.โดยเฉพาะคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา 

         3.จะตายเป็นหมื่นเป็นล้าน 

     

ด้วยเหตุนี้ ให้มีสติ โรคภัยไข้เจ็บนี้ ไม่ใช่โลกนี้เกิดขึ้นมาเอง นอกโลกหรือโลกอื่นเขาเอามาปล่อยใส่ผู้อื่นทั้งหลายจะได้ตาย เป็นแล้วจะรักษาไม่ได้ มีธรรมะเท่านั้นรักษาได้

ขอให้มีสติ เกี่ยวกับการกินเนื้อปลา สิ่งจะนำเชื้อโรคมา ตอนนี้ในโลกตายนับหมื่นเป็นที่น่ากลัว ให้ทุกคนมีสติในการกินอยู่ ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ทำวัตรสวดมนต์ภาวนาส่งเมตตาให้มากๆ ให้แผ่ถึงในโลกในอนัตตจักรวาลสัตว์ทั้งหลายหาที่สุดไม่ได้

 ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีเวลาให้มีใจศรัทธา นับถือข้อธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ในจิตใจ เอาธรรมไว้ในจิตให้เหมือนธรรมเจดีย์ (เจดีย์ทองคำ) ให้สมกับเกิดมาพบพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าอยู่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านไป อย่าให้ตายไปโดยไม่มีบุญติดตัว..

   0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0 รายงาน

ถึงนายกฯลุงตู่ ไม่ต้องออกทีวี ขอแค่หน้ากาก กับเจลล้างมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงนายกฯลุงตู่ ไม่ต้องออกทีวี ขอแค่หน้ากาก กับเจลล้างมือ

17 มีนาคม 2563 – 12:45 น.
โควิด-19,นายกฯ,ลุงตู่,หน้ากากอนามัย,เจลล้างมือ
เปิดอ่าน 470 ครั้ง

ถึงนายกฯลุงตู่ ไม่ต้องออกทีวี ขอแค่หน้ากาก กับเจลล้างมือ คอลัมน์..  Editor Talk

ได้ฟังถ้อยแถลงของนายกฯเมื่อคืนนี้บอกตรงๆว่าผิดหวัง

ผิดหวังแรกคือ ก่อนหน้านายกฯจะแถลง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และคณะผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันแถลง

สาระสำคัญหลายอย่างบอกว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการไล่ปิดสถานที่อาจจะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 

อ่านข่าว…  “บิ๊กตู่” ลั่นประเทศไทยต้องชนะ “โควิด-19”
อาทิ เลื่อนงานสงกรานต์ ปิดสถานศึกษาให้เรียนออนไลน์แทน ปิดผับบาร์คาราโอเกะ ปิดสนามมวย ปิดสนามชนไก่ และอื่นๆ

จึงคิดว่าการที่สำนักเลขาธิการนายกฯแจ้งผ่านสื่อมวลชนว่า รอฟังนายกฯแถลงเวลา 19.00 น. พวกเราก็เข้าใจว่าจะมีข่าวใหญ่จากนายกฯ อันเป็นทิศทางของประเทศว่า เราจะเดินทางไหนกับภาวะโควิดที่ระบาดหนักขึ้นทุกวัน

ปรากฏว่า นายกฯออกทีวีแค่ 5 นาที ที่จับใจความได้คืออย่าตื่นตระหนก ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำประกาศสู้ๆ ประเทศไทยจะชนะ แล้วก็ชูกำปั้น ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรง

ผมงงครับ หลายคนงงว่านี่คืออะไร

นายกฯอยากจะสื่อฯถึงอะไร นายกฯออกทีวี 5 นาทีเพื่อให้กำลังใจ เพื่อสร้างกำลังใจให้คนไทย แต่นายกฯไม่ได้บอกเลยว่าวิธีการต่อสู้ของนายกฯเป็นอย่างไร มีแผนอย่างไร เราถึงจะชนะสงคราม

เหมือนนายกฯเป็นแม่ทัพ ที่จะไปสู้รบ แต่ว่าไพร่พลยังงงๆ ว่าจะไปสู้กับอะไร และเอาอะไรไปสู้ คนเขาตระหนกไปหมด และเมื่อนายกฯพูดจบคนยิ่งตระหนกไปใหญ่ว่า ให้นายกฯออกทีวี 5 นาที ไม่มีอะไร สู้ไม่ออกจะดีกว่า

ขอเรียนนายกฯว่า วันนี้ไม่ต้องมาปลุกขวัญและกำลังใจ ประชาชนเขาต้องการแค่ หน้ากาก กับเจลล้างมือ ไม่ต้องฟรีแต่ไม่ใช่หน้ากากอันละ 14 บาท เจลหาซื้อไม่ได้

และการตรวจรักษาโควิด-19ควรจะฟรี ไม่ใช่เสียเงิน คนจะไม่กล้าไปตรวจไปรักษา รังแต่จะแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ อีกนับพันนับล้านในอีกไม่กี่วัน

จัดหาสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชน เขาไม่ต้องการกำลังใจ กำลังใจเขาดี เพียงแต่รัฐ จัดหาสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนให้เพียงพอเท่านั้น

ที่เหลือเขากำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ต้องชนะ ไม่ต้องสู้ หรอก

ทำแค่เหมือนว่าประชาชนเขาไม่ถูกทอดทิ้งแค่นั้นพอ

ทำได้ไหมครับ.