เทหน้าตัก ผู้ว่าฯ กทม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทหน้าตัก ผู้ว่าฯ กทม.

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:05 น.
ผู้ว่าฯ กทม,เลือกตั้ง,กรณ์ จาติกวณิช,ประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 4,022 ครั้ง

เทหน้าตัก ผู้ว่าฯ กทม. คอลัมน์… Special Report

จะเป็นสถานการณ์ชิงอำนาจจากหลายพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง ภายหลังคนกรุงเทพฯ ต้องเว้นวรรคการเลือกตั้งไปเกือบ 7 ปีเต็ม

หากย้อนผลเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 3 มีนาคม 2556 เสียงคนกรุงเทพฯ 1,256,349 คะแนน ส่งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ด้วยคะแนนมากที่สุดในประวัติการณ์ เหนือคู่แข่งจากเพื่อไทย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เพียง 1.7 แสนคะแนน ทำให้ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” เข้ามาต่ออายุการครองอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ในศาลาว่าการ กทม. ตั้งแต่ยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 30 สิงหาคม 2547

แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งใน กทม.ลดลงเหลือ 30 ที่นั่งจาก 33 เขต ในสภาพพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะตัวแปร “ผู้สมัครอิสระ” ที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ชื่อ “รสนา โตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภา จนถึง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เพื่อชู “จุดแข็ง” ขายภาพไม่มีการเมืองหนุนหลัง กลายเป็นโจทย์หินในการต่อสู้ของพรรคการเมืองใหญ่ทั้งพรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และอนาคตใหม่ มากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ “แชมป์เก่า” ประชาธิปัตย์ จะมีแต้มต่อจากประสบการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หลายสมัย แต่จากบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป รวมถึงผลเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 มีเพียงพรรคพลังประชารัฐ ได้เก้าอี้ ส.ส.กทม.มากถึง 12 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ 9 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย อีก 9 ที่นั่ง ทิ้งให้ “ประชาธิปัตย์” ไม่ได้เสียง ส.ส.กทม.แม้แต่เขตเดียว

ยิ่งสถานการณ์ไหลออกจากแกนนำระดับบิ๊กเนม จนถึงชื่อล่าสุด “กรณ์ จาติกวณิช” และ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ เป็นความท้าทายของพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่ความนิยมทางการเมืองกำลังถูกสั่นคลอน เพราะแต่ละพรรคยังยืนระยะในระดับการเลือกตั้งสนาม กทม. จากคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตที่ผ่านมา อยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ 804,272 คะแนน ตามมาที่พรรคพลังประชารัฐ 791,893 คะแนน และเพื่อไทย 604,699 คะแนน

ถึงแม้ขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกเหนือจากพรรคอนาคตใหม่ ยังมีพรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งในตัวเต็งยุคที่ถืออำนาจทางการเมืองภาพใหญ่ แต่ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐยังยืนอยู่ในเส้นทางเดียวกับหลายพรรคการเมืองที่ยังไม่เปิดตัวผู้สมัคร ปิดช่องถูกโจมตีจนช้ำก่อนถึงวันเลือกตั้งจริง แต่อีกด้านสถานการณ์ภายในกำลังเร่งสรรหา “ตัวแทน” มาลงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

เน้นสเปกไปที่ต้องใหม่ ทำงานจริงจัง มีวิสัยทัศน์ ทุกนโยบายต้องทำได้จริง เป็นมือประสาน ส.ก. ส.ข. สามารถบริหารองค์กรใหญ่ คุ้นเคยเข้าใจระบบการบริหารในศาลา กทม. ขีดเส้นใต้ 3 เส้นต้องทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ “วันแมนโชว์” เพื่อสร้างจุดแข็งไปวัดกับกระแส “ชัชชาติ” และผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่

จากเดิมที่ฐานเสียงคนกรุงเทพฯ มีตัวเลือกลงคะแนนแค่ “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” แต่การเลือกตั้งรอบนี้ชาว กทม.จะเต็มไปด้วย “ตัวเลือก” ทางการเมือง จะเปิดหน้าหาเสียงประกาศนโยบายสารพัด เพราะหากจับสัญญาณความตื่นตัวจากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 มีสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิมากถึง 72% หรือ 3,247,813 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,498,058 คน ถือเป็นตัวเลขสำคัญชี้ขาดตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม2562 สภา กทม.ได้เห็นชอบร่างข้อบัญญัติฯ ประจำปี 2563 ด้วยวงเงิน 83,398 ล้านบาท จนเป็นขุมกำลังก้อนใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองจะเททุกหน้าตักเพื่อเข้ายึดสนาม กทม.มาคุมงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ระฆังยกแรกกำลังดังขึ้นอีกไม่ช้าสำหรับการเลือกตั้งเวทีเมืองหลวง ชี้วัดคะแนนความนิยมจากแต่ละพรรค กรุยทางชิงอำนาจทางการเมืองตั้งแต่ระดับชาติไปถึงสนามท้องถิ่น โดยมีเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นเดิมพัน

เข่าทรุด ‘ซุ้มโกเกี๊ยะ’ ติดบ่วงเสียบบัตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข่าทรุด ‘ซุ้มโกเกี๊ยะ’ ติดบ่วงเสียบบัตร

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:10 น.
เสียบบัตรแทนกัน,นาที รัชกิจประการ,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,โกเกี๊ยะ,พรรคภูมิใจไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 6,463 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 ก.พ.63

*******************************

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่โมฆะ จึงมีคำถามตามมามากมาย เกี่ยวกับกรณีเสียบบัตรแทนกันจะไปต่ออย่างไร ?

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง ในฐานะคนต้นเรื่อง ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจกแจงว่า เรื่องนี้ไม่จบแค่ร่างงบประมาณ ไม่โมฆะ ต่อไปก็เป็นเรื่องความผิดทางอาญา ซึ่งมีการดำเนินได้ 2 ทาง

1.สภาผู้แทนฯ สอบกรณีเสียบบัตร หากพบว่า เจ้าของบัตรยอมให้คนอื่นกดแทน ก็ถือว่าเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรง ก็ส่งให้ ป.ป.ช. และศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา ลงโทษทางอาญา 2.ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบโดยตรง

บัตรเสียบ “ฉลอง”

ในเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้สรุปว่า ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับกระบวนการร่างงบประมาณ เป็นสำคัญ “ส่วนบุคคลใดจะต้องรับผิดรับโทษอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป”

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่เสียบบัตรทิ้งค้างไว้

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ส่วน “นริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร ที่เสียบบัตรแทน ส.ส.คนอื่น ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น ส.ส. ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย

ในชั้น ป.ป.ช. มีการชี้มูลความผิดนริศร และอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนริศร ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ฯ

กรณี ส.ส.ฉลอง ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ ต้องวัดใจที่ ป.ป.ช. จะเชือดแบบนริศรหรือไม่ ?

ปลัดปากพะยูน

ปลายเดือนมกราคม 2562 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ลาออกจากปลัดจังหวัดพัทลุง โดยก่อนหน้านั้น ปลัดฉลองถูกนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กล่าวหาว่า เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ในวันลาออกจากตำแหน่งปลัดจังหวัด เขาจึงบอกว่า เหตุที่ตัดสินใจสมัคร ส.ส. เพราะต้องการ “ล้มนิพิฏฐ์”

ตอนเปิดตัวลงสนามเลือกตั้งใหม่ๆ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ได้โพสต์ข้อความว่า “จากเด็กบ้านนอกบ้านนา ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก เพื่อความหวังของพ่อแม่ เพื่ออนาคตที่ดีและเพื่อรับใช้สังคม ไต่เต้ามาตามลำดับจากปลัดอำเภอ นายอำเภอ สู่ปลัดจังหวัด 30 ปี”

ปลัดฉลองในวันที่เดินหาเสียง

ฉลองเป็นชาวปากพะยูน จ.พัทลุง เมื่อเข้ารับราชการสายมหาดไทย ก็วนเวียนอยู่ในภาคใต้ ปี 2557 ฉลองถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง จากนั้น ฉลองขยับขึ้นเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัดพัทลุง

ช่วงรัฐบาล คสช. คนพัทลุงก็เห็น “นาที” เคียงคู่ “ปลัดฉลอง” ออกงานสานพลังประชารัฐอยู่บ่อยๆ เหมือนปูทางสู่ถนนเลือกตั้ง

อนาคตซุ้มพัทลุง

อดีต ส.ส.จอมเก๋าก่อการดับเครื่องชน “ซุ้มพัทลุง” ด้วยเรื่องเสียบบัตรแทนกัน สะท้านสะเทือนตั้งแต่ “เมืองลุง” ยัน “เมืองแป๊ะ”(บุรีรัมย์)

บังเอิญว่า แม่ทัพตัวจริงของซุ้มพัทลุงคือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา เป็นคนสุขุมลุ่มลึก กล้าได้กล้าเสีย ต่างจาก “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ที่มีบุคลิกแบบสาวใต้ใจถึง แต่ชั้นเชิงการเมืองอ่อนด้อย ขาดประสบการณ์ จึงพลาดในเรื่องง่ายๆ

อนุทินกับแกนนำซุ้มพัทลุง

“โกเกี๊ยะ” เป็นคนหาดใหญ่ แต่ไปทำธุรกิจน้ำมัน และเรือประมงที่สตูล จึงจับคู่ “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่แห่ง อ.ละงู จ.สตูล เจ้าของแพปลา และอื่นๆ จนยึดฝั่งอันดามันได้

มานิต วัฒนเสน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นคนที่พาโกเกี๊ยะกับโกเกียรติมาพบ “เนวิน ชิดชอบ” แต่สองคนนี้ ขอทำงานแถวหลัง เลยส่ง “นาที” เป็นตัวแทนในเวทีการเมือง

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ตัวจริงเสียงจริง

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จึงโพสต์เฟซบุ๊กบอกว่า คดีเสียบบัตรแทนกัน หากจะเอาผิดคนทำนั้นไม่ง่าย ลำพังเจ๊เปี๊ยะคนเดียว นิพิฏฐ์ไม่หวั่นหรอก

เหนือเจ๊เปี๊ยะยังมีโกเกี๊ยะ เหนือโกเกี๊ยะยังมีเนวิน หากปลัดฉลองจบชีวิตการเมือง ย่อมกระทบต่อซุ้มพัทลุงอย่างมิต้องสงสัย

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:18 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,งบประมาณปี 63,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 354 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563  โดย…   พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 000000 “พญาเสือ” เข้าเวรเช้ายันดึก เพื่อหาข่าวมาบรรณาการ คนอ่านเช่นเคย

00000 ก่อนอื่นต้องเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า ทำไมงบประมาณปี 63 จึงได้ล่าช้า เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะใส่ร้ายว่า งบ 63 ล่าช้าเพราะศาลรัฐธรรมนูญ และโจมตีว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแบบไม่มีมาตรฐาน

00000 แม้ว่าในคำแถลงของศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำวินิจฉัยมาเทียบเคียงให้เห็นว่า กรณีงบประมาณ แตกต่างกับการวินิจฉัยในอดีต ตรงที่ว่า การกระทำทุจริตของ งบประมาณ 63 คือการเสียบบัตรแทนกัน เป็นการกระทำที่เป็นแค่กระบวนการ ไม่ใช่สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

00000 ดังนั้น ร่างงบประมาณ จึงไม่ตกไปทั้งฉบับ เห็นชอบให้ส่งไปลงมติใหม่ในวาระ 2 และ 3 เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ แม้ว่า ความสำคัญของงบประมาณคือวาระ 1 วาระรับหลักการก็ตาม การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนี้ จึงชอบแล้ว

00000 “พญาเสือ” เชื่อว่ามีความเข้าใจผิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่โมฆะ 5 เสียง ส่วนอีก 4 เสียงเป็นโมฆะนั้น ไม่ใช่

00000 เนื่องจาก เสียงของตุลาการทั้ง 9 เห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่มีการเสียบบัตรแทนกันนั้น ไม่เป็นโมฆะ เมื่อไม่โมฆะแล้วจะทำอย่างไร

00000 ตุลาการ 4 เสียงเห็นว่า ให้ส่งกลับไปสภา เพื่อสภาจะได้นำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่อีก 5 เสียงเห็นว่า ไม่โมฆะ แต่อยากให้กลับไปโหวตในวาระ 2-3 ใหม่ มติจึงออกมา 5 ต่อ 4 อย่างที่เห็น

00000 อย่าเอาไปบิดเบือนว่า มีตุลาการถึง 4 ท่านเห็นว่า ร่างกฎหมายโมฆะ นั้นไม่เข้าใจข้อเท็จจริง 00000 ประการต่อมา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ทางออกให้แล้ว เป็นหน้าที่ของสภาที่จะดำเนินการ ซึ่ง ชวน หลีกภัย ประธานสภานัดประชุมแล้ววันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพื่อลงมติ และจะมี ส.ส.เสนอให้ลงมติรายมาตราโดยไม่มีการอภิปราย

00000 เรื่องยังไม่จบ เนื่องจาก ในเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชื่อ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ยอมรับว่ามีการกดบัตรแทนกัน ไม่ได้ระบุคนที่เหลือ นั่นแสดงว่า ความผิดปกติของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เกิดจากคนของพรรคภูมิใจไทย

00000 พรรคร่วมรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะคนของพรรคภูมิใจไทย เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศเสียเอง
00000 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะทำได้แค่ตักเตือน ส.ส.คงไม่พอ เพราะว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ แม้ว่าจะมีบทบัญญัติให้ชงเรื่องเอาผิด ส.ส.เป็นรายตัวได้ก็ตาม

00000 แต่ในฐานะพรรคการเมือง องค์กรที่ประชาชนฝากความหวังเอาไว้ จะต้องทำให้เป็นตัวอย่างและเป็นบรรทัดฐานว่า ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา จะต้องรู้จักหน้าที่ว่าต้องประชุมสภาและให้ความสำคัญกับกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ มากกว่าคะแนนเสียงจากการแจกของวันเด็ก

00000 “พญาเสือ” ว่า หากสามัญสำนึกของ ส.ส.ผู้แทนปวงชนมีแค่นี้ ประชาชนก็อย่าได้หวังว่าในอนาคตเราจะมีพรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบและทำเพื่อประชาชนจริงๆ

00000 อย่างดีก็ร่างนโยบายขึ้นมาหลอกลวงเพื่อหวังคะแนนเสียง พอได้คะแนนเสียงแล้ว ส.ส.กลับมาปฏิบัติหน้าที่ หรือพรรคการเมืองกลับเพิกเฉยต่อนโยบายที่หาเสียงเอาไว้

0000 เรื่องนี้นายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาลจะต้อบมีบทลงโทษพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคใดก็ตาม ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ

00000 “พญาเสือ” ขอย้ำ หากปล่อยไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อไปจะต้องมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เมื่อนั้น รัฐบาลอาจจะไม่โชคดีตลอดไป 00000​

คุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ” เขาว่าจะลงผู้ว่าฯเมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ” เขาว่าจะลงผู้ว่าฯเมืองหลวง

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:06 น.
ทยา ทีปสุวรรณ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ผู้ว่าฯ,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,326 ครั้ง

คุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ” เขาว่าจะลงผู้ว่าฯเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ซุ่มเงียบ ไม่ยอมเปิดปากว่าจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ เมืองกรุง เป็นสนามที่พรรคพลังประชารัฐ หมายมั่นกำชัยมาครอง หลังจากกวาด ส.ส.ได้มากสุดในเมืองหลวงมาแล้ว

          อ่านข่าว… สะพัด พปชร. ส่ง “ทยา” เมียณัฏฐพล ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.

“ทยา ทีปสุวรรณ” คู่ชีวิตของเสี่ยตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับเลือกให้ลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากเคยนั่งเป็นรองผู้ว่าฯ มาแล้ว และ กทม.หาใช่พื้นที่ของใครที่ไหน หากไม่ใช่ของเสี่ยตั้น กับเสี่ยบี “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รมว.ดีอี

“เนชั่นสุดสัปดาห์” พูดคุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ”

“ทยา” ออกตัวว่า ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเลย และก็ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเห็นว่าทางพรรคเอง คงต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน

ถามว่าถ้าถูกเสนอชื่อจะรับหรือไม่ “ทยา” ตอบอย่างถ่อมตัวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องรู้ก่อนว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรบ้าง ซึ่งการจะหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น จะต้องมีการทำงานหลายขั้นตอน ขณะเดียวกันอาจจะมีคนที่ดีกว่าตนก็เป็นได้

ในฐานะที่เคยนั่งเก้าอี้รองผู้ว่าฯ มาแล้ว “ทยา” เห็นว่า ผู้บริหารกรุงเทพมหานครในยุคนี้ จะต้องทำงานได้รอบด้าน พูดจริงทำจริง แก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เพราะกรุงเทพฯ นั้นมีปัญหาจำนวนมาก โดยปัญหาต่างๆ มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะต้องบริหารงานเป็นแล้ว ยังต้องมีความคล่องตัว แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น กทม.จึงต้องการคนจริงจัง ไม่ได้เข้ามาเพื่อฐานเสียงทางการเมือง แต่ต้องเข้ากันได้กับประชาชนทุกกลุ่ม จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้

“คิดว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาที่คนกรุงต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น การจราจรติดขัด ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 น้ำท่วม ขยะ โดยผู้ว่าฯ ต้องมีแผนในการแก้ไขปัญหา ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว เพราะบางปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันใจเสมอไป หลายปัญหาสะสมมานาน และเป็นปัญหาจากโครงสร้างพื้นฐาน จึงต้องมีแผนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่ามีการแก้ไขปัญหาเป็นระยะๆ”

สำหรับความนิยมของพรรคพลังประชารัฐต่อคนกรุงนั้น “ทยา” มองว่า พรรคพลังประชารัฐมีฐานเสียงหลากหลาย แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด เพราะทุกพรรคมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ โดยบางคนอาจจะมองว่าพรรคสามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่บางคนอาจมองว่ายังไม่ทันใจ นั่นจึงทำให้พรรคต้องปรับตัวให้ทันกับปัญหาต่างๆ

“คือทุกพรรคการเมืองมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ มีทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุน จึงเป็นหน้าที่ของพรรคที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การที่พรรคมี ส.ส.มากที่สุดในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นข้อดีและข้อได้เปรียบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ส.ส.จะทำงานช่วยเหลือประชาชนเต็มที่มากน้อยเพียงใด หาก ส.ส.ไม่ได้ลงพื้นที่อย่างจริงจัง ก็อาจจะเป็นจุดด้อยของพรรคได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำงานให้ประชาชนรู้สึกว่าแก้ไขปัญหาได้”

ถามว่าตอนนี้เสียงคนกรุงที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หันมาเทใจให้พรรคพลังประชารัฐแล้วหรือยัง “ทยา” กล่าวว่า ถ้าดูจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ก็เห็นว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าคนกรุงเทพฯ รับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และปัญหาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ความพึงพอใจที่ประชาชนมีต่อพรรคในวันนั้น จึงไม่สามารถนำมาเทียบในวันนี้ได้ เพราะพฤติกรรมความชอบของคนนั้น เปลี่ยนเร็วมาก

“ปัญหาเร่งด่วนของ กทม. มีตั้งแต่ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ไปจนถึง เรื่องการจราจร การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม คุณภาพชีวิตในภาพรวม ซึ่งผู้ว่าฯ จะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และมีมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างทันท่วงที เช่นเดียวกับไวรัสโคโรน่าที่แพร่ระบาดในขณะนี้ กรุงเทพมหานครมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในการรับมือ และเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่เลือกว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายใด เราต้องลดการโจมตีซึ่งกันและกัน มาช่วยกันเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ดีกว่า เมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ ก็ค่อยมาว่ากันใหม่”

“ทยา ทีปสุวรรณ” ทิ้งท้ายว่า สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เมืองหลวงครั้งนี้ อยากให้เป็นการแข่งขันที่สร้างสรรค์ ไม่มีการสาดโคลนใส่กัน ไม่เล่นการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ยิ่งมีผู้สมัครมากยิ่งดี เพื่อเป็นตัวเลือกให้คนกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงควรแข่งกันที่นโยบาย มาแข่งกันว่าเราจะทำอะไรให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องมีแผนชัดเจนว่า กรุงเทพฯ พัฒนาไปอย่างไร เพื่อให้ประชาชนมีความหวังว่า ผู้ว่าฯ จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริงๆ

จีนฟิวส์ขาดไวรัสการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนฟิวส์ขาดไวรัสการเมือง

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:42 น.
จีน,เศรษฐกิจ,โคโรน่า
เปิดอ่าน 2,474 ครั้ง

จีนฟิวส์ขาดไวรัสการเมือง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ตรงกับวันหยุดชดเชยเนื่องใน ‘วันมาฆบูชา’ แต่เหตุการณ์โลกยังไม่พ้นวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องไวรัสจากประเทศจีน ซึ่งล่าสุดลุกลามไปถึงการเมืองแล้ว

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่า จีนซึ่งจัดเป็นมหาอำนาจโลกทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร กำลังหัวร้อนหรือฟิวส์ขาดจากเหตุการณ์ที่ถูกตัดขาดจากโลกนานาชาติ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จีนเห็นว่าไม่ใช่มาตรการจำเป็นหรือทำเกินกว่าเหตุ

มีสื่อออนไลน์ส่งมามากมายเรื่องนี้จนไม่อาจจะเฉยอยู่ได้ เพราะทางการจีนได้ออกมาประณามและขอสรุปเหตุการณ์ให้ทราบโดยนำมาจากข่าว ดังนี้

นางหัว ชุนหยิง โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาระบุว่า สหรัฐได้ใช้มาตรการที่สร้างและแพร่กระจายความหวาดกลัวหลังเหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าระบาดในจีน แทนที่จะเสนอความช่วยเหลือแก่จีน และสหรัฐก็เป็นประเทศแรกที่เสนอให้ถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตบางส่วนออกจากจีน

นพ.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO แจ้งว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้มาตรการที่ไม่มีความจำเป็นในการแทรกแซงการเดินทางระหว่างประเทศและการค้าในความพยายามเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และขอเรียกร้องให้ทุกประเทศตัดสินใจโดยอิงจากหลักฐานที่ปรากฏ

หลายประเทศประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เช่น สหรัฐ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขห้ามชาวต่างชาติในสหรัฐซึ่งเดินทางไปจีนในห้วงอย่างน้อย 14 วัน กลับเข้าสหรัฐ ส่วนผู้ที่กลับมาจากมณฑลหูเป่ยของจีนแล้วภายใน 14 วันจะต้องถูกกักกันตัวเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอีก 14 วัน

นิวซีแลนด์ห้ามชาวต่างชาติทั้งหมดที่มีประวัติเยือนจีนในช่วง 14 วันที่ผ่านมาเข้าประเทศ รวมถึงผู้ที่เคยพักเปลี่ยนเครื่องที่จีน พร้อมกับยกระดับคำแนะนำการเดินทางเป็นขั้นสูงสุด, เกาหลีใต้ยกระดับมาตรการควบคุมชายแดนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน

โดยกำหนดให้ตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 จุดผ่านแดนทุกแห่งของเกาหลีใต้จะปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลผู้ถือหนังสือเดินทางของสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งมีประวัติพำนักและเดินทางมาจากมณฑลหูเป่ย ภายในระยะเวลา 14 วัน

ออสเตรเลียระงับการตรวจลงตราผู้ที่มีประวัติการพำนักในจีนและเดินทางออกมาภายในรอบ 14 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป และสิงคโปร์ห้ามผู้ถือหนังสือเดินทางจีน รวมถึงบุคคล ทุกสัญชาติที่มีประวัติการเดินทางไปจีนภายใน 14 วัน เข้าประเทศ และคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อเครื่องบินในสิงคโปร์

จึงขอยกตัวอย่างมาพอสังเขปและขอเรียนให้ทราบว่าสื่อมวลชนของจีนต่างยกย่องคนไทยและประเทศไทยที่ยังทำตัวเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอยู่

‘ดับเครื่องชน’ ขอออกความเห็นว่า ขอให้นึกถึงใจเขา-ใจเราด้วย เพราะเวลานี้จีนดูเหมือนจะโดนโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใคร-ประเทศไหนเป็นเพื่อนแท้

ผลกระทบต่างๆ นั้นต้องเกิดขึ้นแน่นอน และทำอย่างไรประเทศไทย-คนไทยจะบอบช้ำน้อยที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 คุมการใช้น้ำจริงจัง
 ให้ทหารมาช่วยดูแล

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อแจ้งให้ทราบถึงแนวทางหนึ่งที่จะต่อสู้รับมือภัยแล้ง โดยกรมชลประทานขอความร่วมมือกับทหารและกระทรวงมหาดไทยให้ช่วยกันเข้ามาดูแลการบริหารจัดการน้ำ

แนวทางต่อไปนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคนด้วย โดยการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งในปีนี้ของกรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก หากมีปริมาณน้ำเหลือถึงจะจัดสรรเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งรวมถึงการทำนาปรัง

พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานหลายพื้นที่จำเป็นต้องงดทำนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการทำนาต่อเนื่องหรือนาปรังทั้งหมด

แม้จะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากเกษตรกร แต่ยังมีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งได้ทำนาปรังขณะนี้ประมาณ 1.84 ล้านไร่ กรมชลประทานพยายามที่จะช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้เท่านั้นจะให้นำน้ำที่วางแผนจัดสรรไว้ให้ภาคส่วนอื่นๆ ไปช่วยเหลือทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้

แผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปีนี้ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งได้จัดทำแผนจัดสรรน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรองและวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่

การที่จะจัดสรรน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำนาปรังนอกแผนที่วางไว้จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ จะต้องไม่กระทบต่อกิจกรรมการใช้น้ำทำนาปรังส่วนใหญ่

ข้อสรุปที่แจ้งมานี้เพื่อทุกคนจะได้ทราบรับรู้ว่าภัยแล้งปีนี้ไม่ธรรมดาจะอยู่นิ่งเลยเป็นอันขาดและต้องรับมือแต่เวลานี้
สมศักดิ์ (ชัยนาท)


 เรียนคุณ ‘สมศักดิ์’ ชัยนาท
จดหมายของคุณแม้จะยังไม่เกิดขึ้นแต่เป็นเรื่องใกล้ตัวและกำลังจะมาถึงในเวลาอันใกล้ และอันที่จริงไม่เฉพาะให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยทหารเข้ามาช่วย แต่ทุกคนทุกหน่วยงานต้องช่วยอย่างเต็มที่

ขอบคุณที่แจ้งมาและมีแผนงานรองรับอย่างดีและเรื่องภัยแล้งนี้เกิดขึ้นแล้วหลายจังหวัดหลายพื้นที่ซึ่งต่อไปนี้จะส่งผลกระทบแน่นอน และวันเวลาผ่านไปเร็วมากจึงสมควรปฏิบัติโดยเร็ว

เรื่องภัยแล้ง-น้ำท่วมนี้เป็นปัญหาซ้ำซากที่มีมาทุกปีและทำอย่างไรจะแก้ปัญหานี้ได้ และเราได้ใช้เงินงบประมาณมากมายแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
อ๊อด เทอร์โบ


‘ซักฟอก’ จัดหนัก-จัดเต็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415591?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ซักฟอก’ จัดหนัก-จัดเต็ม

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ซักฟอก,ประยุทธ์,รัฐบาล
เปิดอ่าน 282 ครั้ง

‘ซักฟอก’ จัดหนัก-จัดเต็ม คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

วาระแห่งชาติของฝ่ายนิติบัญญัติชั่วโมงนี้คงไม่มีเรื่องไหนสำคัญและน่าสนใจไปกว่าการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายหลังฝ่ายค้านได้แสดงความจำนงขอซักฟอกรัฐมนตรีรวม 6 คน ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 3.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ 6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อ่านข่าว…  ศึกซักฟอกอลเวง
ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเหตุผลในการประกอบการเสนอญัตตินั้นนับว่าจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งฝ่ายค้านได้ระบุในญัตติว่า “เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง”
“เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของตนเองปล่อยให้มีการทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเอง บริวารและพวกพ้องเข้าข้างคนชั่วที่เป็นพวกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม”

ขนาดเนื้อหาในญัตติที่ว่ามานี้ยังร้อนแรงขนาดนี้ ไม่อยากนึกเลยว่าถึงวันอภิปรายจริงแล้วจะร้อนแรงขนาดไหน แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้นจะต้องมากำหนดร่วมกันก่อนว่าจะอภิปรายกันวันไหนและอภิปรายกันกี่วัน ฝ่ายค้านตั้งธงมาแล้วว่าขอเริ่มต้นตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ จนไปถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และลงมติ 28 กุมภาพันธ์ แต่รัฐบาลให้ได้แค่ 3 วัน คือ 25-27 กุมภาพันธ์ และลงมติ 28 กุมภาพันธ์ ตอนนี้การอภิปรายจริงยังไม่เริ่มก็ดูพลังฝีปากของรัฐบาลและฝ่ายค้านนอกสภาระหว่างนี้กันไปก่อนเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก็แล้วกัน

อย่าลืมว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีแต่เพียงสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะวุฒิสภาก็ยังทำงานกันอย่างแข็งขันด้วยแม้ว่าจะถูกค่อนขอดว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนก็ตาม   ล่าสุด พีระศักดิ์ พอจิต สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและกิจกรรมนันทนาการของวุฒิสภา พร้อมทีมงานได้เปิดตัว “ทีมรักเมืองไทย” เพื่อสนับสนุนและจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อสังคมพร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจผู้ประสบสาธารณภัยด้านต่างๆ

โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 รูปแบบคือ กิจกรรมรักเมืองไทย กิจกรรมสัมพันธ์ กิจกรรมตามสถานการณ์ และกิจกรรมอุบัติภัย โดยกิจกรรมแรกได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว คือการเข้าหารือกับนายหยาง ซิน อัครราชทูตที่ปรึกษาอุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาด
ด้าน ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา ก็ได้ให้การรับรอง นายอิสวาน ยาคอบ รองประธานรัฐสภาฮังการีและประธานสมาคมความร่วมมือเกษตรกรแห่งชาติฮังการี พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-9 กุมภาพันธ์ 2563 ในฐานะแขกของรัฐสภาไทย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับฮังการี ซึ่งความสัมพันธ์ในระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศนั้นอยู่ในระดับดี โดยรัฐสภาไทยได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฮังการี เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาในระดับทวิภาคี

กลุ่มคนชาติพันธุ์ปัญหาที่รอการแก้ไข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลุ่มคนชาติพันธุ์ปัญหาที่รอการแก้ไข

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กลุุ่มคนชาติพันธุ์,ชาวเขา,รัฐธรรมนูญ,ที่ดินทำกิน
เปิดอ่าน 193 ครั้ง

กลุ่มคนชาติพันธุ์ปัญหาที่รอการแก้ไข คอลัมน์… Special Weekend

ประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบันนับว่ามีปัญหาท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เริ่มปรากฏเห็นได้ชัดหลายด้านและประชาชนจำนวนมากก็ตื่นตระหนกและตระหนักมากขึ้น แต่อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานาน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขมากนัก คือ ปัญหาของกลุุ่มคนชาติพันธุ์

ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าเริ่มปรากฏรูปธรมแห่งปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินทำกินที่ภาครัฐมองว่าเป็นการรุกล้ำผิดกฎหมาย แต่อีกฝ่ายมองว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นการทำลายวิถีชีวิตของชุมชน รัฐธรรมนูญมาตรา 70 ได้บัญญัติหลักการที่ว่าด้วยการให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดํารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย แม้หลักการของรัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขถูกที่ถูกทางมากนัก

ด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร จึงจัดเวทีเสวนาศึกษาปัญหาของกลุ่มคนชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีกลุ่มคนชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการส่งเสริม และอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ แสดงความคิดเห็นกลางเวทีเสวนาว่า คณะกรรมาธิการได้ศึกษาและพบปัญหาอยู่ 2 ประการ 1.เราพบว่าวันนี้ยังไม่มีกฎหมายที่พูดถึงการรับรอง การยอมรับ การคุ้มครองสิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นการเฉพาะ 2.เราพบว่าเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการบังคับใช้กฎหมายอยู่ 3 ฉบับคือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ​ พ.ร.บ.​สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า​ และพ.ร.บ.​ป่าชุมชน ในอดีตกฎหมายแนวนี้จะต้องเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กฎหมายที่ออกมาในครั้งนี้กลับไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน

“เสียงสะท้อนที่ได้ยินมากที่สุดคือ กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ขาดการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน อีกทั้งกฎหมายที่ออกมาพบว่า ไม่มีการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เมื่อเสียงสะท้อนออกมาแบบนี้ กฎหมายที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะเป็นกฎหมายที่มีความยุติธรรมได้อย่างไร และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ผมอยากให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเข้าใจว่า เราเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ เป็นประเทศที่มีพหุวัฒนธรรม ดังนั้นการที่เราจะเติบโตขึ้นไปด้วยกัน คือการเคารพสิทธิของทุกคน และเราต้องไม่ทอดทิ้งใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่ปรึกษากรรมาธิการ ระบุว่า จากที่ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์อยู่กันแบบปกติสุขมาหลายชั่วอายุคน แต่ต่อจากนี้หากผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตป่า ในพื้นที่ที่รัฐขีดเส้นว่าเป็นป่าสงวนหรืออุทยาน หากไม่มาขึ้นทะเบียนยืนยันเขตที่อยู่อาศัยกับทางรัฐก็จะไม่มีสิทธิ์ใช้ที่ดินตรงนั้นเพื่ออยู่อาศัยหรือทำมาหากินได้เลยแม้จะอยู่มาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระยะเวลา 240 วันตามกฎหมายเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะทำให้ทุกครอบครัวที่อยู่ในเขตป่ามาลงทะเบียนได้ครบ ยังมีกลุ่มคน หรือชุมชนชายขอบติดชายแดนอีกมากมายที่การสื่อสารยังเข้าไม่ถึง

“นอกจากนั้นหากผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันที่ดินแล้วนั้นก็จะตกอยู่ในสถานะของผู้เช่าที่ดินไปตลอดกาลในชาตินี้ พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับนี้ กดทับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และพี่น้องคนที่ทั่วประเทศที่อาศัยอยู่ในเขตที่รัฐขีดเส้นว่าเป็นป่าสงวน กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น” นายณัฐพลกล่าว

ด้าน นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง แสดงความคิดเห็นว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ถึงข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นรัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจำเป็นที่จะต้องทำให้ชาวบ้านเข้าใจ จำเป็นจะต้องชี้แจงข้อกฎหมายต่อชาวบ้าน อาจสื่อสารในรูปแบบที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน อาจเป็นการทำคลิปวิดีโอเพื่อทำความเข้าใจกฎหมายไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านโดยตรง

เสี่ยหนูชิงตัดหน้า ขายหน้ากากบาทเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสี่ยหนูชิงตัดหน้า ขายหน้ากากบาทเดียว

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:05 น.
อนุทิน,หน้ากากอนามัย,กระทรวงสาธารณสุข,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์
เปิดอ่าน 1,659 ครั้ง

เสี่ยหนูชิงตัดหน้า ขายหน้ากากบาทเดียว คอลัมน์…  ลึกกว่าข่าว โดย…  นายหัว

เรื่องหน้ากากอนามัย “นายหัว” หัวจะแตก สงสัยว่ามันกลายเป็นเรื่องการเมืองได้ไง

รัฐบาลขาย 2.50 บาท ส่วน เสี่ยหนู ขายบาทเดียว

นี่มันรัฐบาลเดียวกันหรือเปล่า ทำไมไม่มีการประสานงานให้เรียบร้อย

และที่ อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล เอาไปยืนขายที่ทำเนียบฯ จนชาวบ้านสวดชยันโต

หนึ่งของน้อย ไม่เพียงพอ

สอง ราคาแพง

ใครคิด “นายหัว” ถามหน่อย ไอเดียใครที่ให้ไปขายทำเนียบฯ ตอบหน่อย อย่าบอกนะว่า ปลัดสำนักนายกฯเอามาขาย

อาจารย์แหม่มอยากได้หน้า เลยไปยืนขาย แต่โดนชาวบ้านด่า

ขณะที่ เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกุล กำกับดูแล กระทรวงสาธารณสุข กลับออกมาเยาะเย้ยว่า หน้ากากขององค์การเภสัชกรรม ขายถูกกว่าแค่บาทเดียว

นี่มันเกทับบลัฟแหลกกันเลย

เสมือนว่าฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน แต่”นายหัว” ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่านี่มันรัฐบาลเดียวกัน

“เสี่ยหนู” บอกให้ขายต้นทุนราคาส่ง เลยถูก ส่วน อู๊ดด้า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.พาณิชย์ ทางกรมค้าภายใน รับมาอีกต่อ จึงขาย 2.50 บาท เพราะมีต้นทุนค่าขนส่ง

แพงกว่าเสี่ยหนู เลยกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เปิดประเด็นให้ชาวบ้านและฝ่ายค้านด่ากันตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย

ทำไมคิดกันคนละทาง ทำกันคนละที ทำไมไม่ร้องเพลงเดียวกัน หรือว่าใครบางคนกำลังจะทำคะแนนนิยมหลังจากถูกเบรกเรื่องยกเลิก วีซ่า ชาวจีน จนคนด่าเปิงทั้งเมือง

เสี่ยหนู คิดแบบนี้หรือเปล่า “นายหัว” ไม่ทราบ

แต่ก่อนไฟนักการเมืองโหนหน้ากากจะลาม นายกฯลุงตู่ เลยสั่งกองทัพ เอากหน้ากากไปแจกที่ทำเนียบฯซะเลย

ปิดทางจอมสร้างภาพหาเสียง ไม่เว้นแม้แต่ยามที่คนตระหนกและยามวิกฤติจากไข้หวัดโคโรน่า

อิหยังวะ หัวใจทำด้วยอะไร

ย้อนลีลาขุนพลพลีชีพ นายกฯ ข้าใครอย่าแตะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนลีลาขุนพลพลีชีพ นายกฯ ข้าใครอย่าแตะ

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:32 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 1,139 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 8-9 ก.พ.2563

*************************

อดใจรอไม่ไหวแล้วกับศึกซักฟอกที่จะเกิดขึ้นวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ และลงมติวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

ยิ่งการจัดกองกำลังพิทักษ์รัฐบาลลุงที่จะโดนรุมยำในสภาเห็นแล้วครางฮือ โดยเฉพาะ 2 รายชื่อท้าย เดาล่วงหน้าได้เลยว่าสภาจะคึกคักครึกครื้นขนาดไหน

เริ่มด้วย วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลวิเชียร ชวลิต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ของพรรคนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรายชื่อคนหลังๆ ที่บอกว่าแซบก็คือ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี และ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414910

คนไทยนับวันคอยเพราะอั้นมานานจวนระเบิด เพราะนี่คือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรอบ 7 ปี ลุ้นบรรยากาศเก่าๆ ทั้งการเปิดฉากขยี้โดยฝ่ายค้าน และลีลาการปกป้องรัฐบาลโดยองครักษ์หลากหลายที่เคยลุยกันมา

วันนี้มาย้อนรอยภาคสองกับรัฐบาลไทยในยุคแม้ว-มาร์ค-ปู ว่าที่ผ่านมาพวกเขามีกองกำลังพิทักษ์เป็นใครบ้างที่ทำหน้าที่ชนิดสู้แค่ตาย ไว้ลายคนจริง

แม้วคนมีของ

ย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย ถ้าจะกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นในยุคนั้นต้องบอกว่า กี่ครั้งก็ชนะขาด!

ยุคแรกๆ ทักษิณยังไม่ได้มือดีมาร่วมงานอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาช่วย เพราะตอนนั้นยังอยู่ฝ่ายค้านเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน ทำงานประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ในศึกซักฟอกประเด็นสนามกอล์ฟอัลไพน์แบบดุเด็ดเผ็ดมัน

แต่ตอนนั้นในสภาช่วงโต้แย้งญัตติอภิปราย ฝ่ายเสี่ยแม้วตัวช่วยเพียบ ทั้งที่เน้นสีสันการประท้วง และที่เน้นสาระอย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, สามารถ แก้วมีชัย, วิทยา บุรณศิริ, พายัพ ปั้นเกตุ, อดิศร เพียงเกษ ฯลฯ

ส่วนในการบริหารนโยบายเสี่ยแม้วมีมือดีอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนานพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดชนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ภูมิธรรม เวชยชัย ฯลฯ

แต่ในสงครามการเมืองนอกสภาดุเดือดกว่ากันเยอะ โดยเฉพาะที่มีไว้ปกป้องบัลลังก์รัฐบาลนั้น คนไทยรู้ดีว่าในอดีตเสี่ยแม้วมีตัวพ่ออย่าง เนวิน ชิดชอบ และยงยุทธ ติยะไพรัช หรือ ยุทธ ตู้เย็น คอยเป็นไม้เป็นมือให้

ยิ่งเนวินนั้น ต้องบอกว่าเป็น “ขุนพลคนสำคัญ” ของไทยรักไทยช่วงปี 2544-2549 รู้กันว่าเขาได้รับมอบหมายจากนายให้ทำ “งานใหญ่-งานลับ” อยู่เนืองๆ

แอบกระซิบว่าช่วงนั้นคนไทยได้ยินฉายา หมอผีเขมร” ของเนวิน เพราะเชื่อว่าเป็นผู้แนะนำให้ทักษิณใช้ไสยศาสตร์ในการปกป้องคุ้มครองตัว อัยยะ!

เนวิน ชิดชอบ

จริงเท็จว่ากันไป แต่นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์เคยกล่าวถึงเนวินและยงยุทธว่าสมัยกระแสล้มทักษิณมาแรง เนวินจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ทักษิณด้วยการใช้กลุ่มแท็กซี่เป็นแกนนำ ตามมาด้วยกลุ่มคาราวานคนจนจากภาคอีสาน

ส่วนยงยุทธก็นำกำลังรากหญ้าจากเชียงรายในนามกองทัพประชาชนขี่รถอีแต๋นเข้ากรุง เสริมกองทัพป่าไม้หรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานฯ ที่ระดมมาจากทุกภาค และนำกำลังไปซ่องสุมไว้บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ยงยุทธ ติยะไพรัช

แต่แล้วกองกำลังแม้วก็พ่ายแพ้รัฐประหาร ปี 2549 นายใหญ่ต้องกระเจิงไปไกลในต่างแดนมาจนทุกวันนี้ เนวินเองคงไม่ต้องบอกว่าเจออะไรเข้าไป วลี “มันจบแล้วครับนาย” ถึงยังสะเทือนการเมืองไทยไม่รู้จบ

สุดท้ายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งหมอผีก็ไม่ช่วยอะไรและองครักษ์ก็มีหัวใจเหมือนกัน

มาร์คแอนด์เดอะแก๊ง

หลังการเมืองเปลี่ยนผ่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ สมใจนึก ระดับนายกฯ ‘เทพประทาน’ ทั้งที ก็ต้องมีองครักษ์คอยปกป้องกับเขาด้วย

อย่างที่เคยเล่าไปศึกอภิปรายครั้งแรกที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เจอคือช่วงเดือนมีนาคม 2552 ตอนนั้นฝ่ายค้านเพื่อไทยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันลุยไปหลายเรื่อง แต่แม้จะลากมาถึงปี 2553 โดย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่เผานั่งยางรัฐบาลมาร์คด้วยเพาเวอร์พอยท์ร้อยกว่าแผ่น แต่ผลมติก็จนแล้วจนรอดออกมาว่า “ไว้วางใจ”

แต่ถ้าจะพูดถึงองครักษ์พิทักษ์มาร์ค ต้องบอกว่ามีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับรุ่นใหญ่เขี้ยวฝังเพชร มาจนถึงรุ่นเล็กคอยอวย ตบ หยอด ที่ถูกเรียกว่า “แก๊งไอติม”

รุ่นใหญ่เอ่ยชื่อมาปุ๊บต้องขนลุกซู่ เขาคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ใครสงสัยไปหาคลิปการปราศรัยเลือกตั้ง 2562 ที่กำนันกลั่นใจพูดถึงความหลังในอดีตกับคนชื่อมาร์คก่อนจะทางใครทางมัน แล้วจะรู้

ย้อนกลับไปในวันที่ยังหวานชื่น สุเทพในฐานะของเลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ และรองนายกฯ คอยตอบคำถามเคลียร์ข้อข้องใจต่างๆ แทนนายกฯ ตัวจริงตลอด

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ช่วงรุ่งเรือง สุเทพรวบอำนาจบริหารพรรคเอาไว้ที่ตนเองเกิดเป็น แก๊งออฟโฟร์” เวอร์ชั่น ปชป. เก้าอี้รมต.ไปตกที่แกนนำใกล้ชิด เช่น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, วิทยา แก้วภารดัย, ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และ อัญชลี วานิชเทพบุตร

ความเก๋าเกมของส.ส.สุราษฎร์ 10 สมัย นับแต่ปี 2522 มีส่วนอย่างแรงที่ช่วยให้มาร์คฝ่าพายุการเมืองมาได้ อย่างศึกคนเสื้อแดงกับการประกาศใช้พ.ร.ก.แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งมาจากพิมพ์เขียวที่สุเทพได้วางไว้ให้

เทพไท เสนพงศ์

พอมาถึงแก๊งไอติม กลุ่มนี้ต้องบอกว่าไม่ได้เป็น “ขาโจ๊ะ” เชียร์นายอย่างเดียว แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญในสอด-แซะฝ่ายตรงข้ามให้เกมการเมืองพลิกเข้าข้างตนเองอยู่เนืองๆ

แก๊งนี้มี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, เทพไท เสนพงศ์, ศิริโชค โสภา, กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ, อิสรา สุนทรวัฒน์ และกรณ์ จาติกวณิช อดีตขุนคลังก็ติดแก๊งไปด้วย

ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต

ยิ่ง ศิริโชค และเทพไท นับเป็นสีสันสายยั่ว เพราะช่วงรัฐบาลมาร์คปิดฉาก สองคนนี้ร่วมกับ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต มาในนามสามเกลอจัดรายการ สายล่อฟ้า” ขย่มรัฐบาลปูจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต

แต่ที่สุดแล้วเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเพื่อลูกพี่แล้ว ลูกแก๊งที่ภักดีสามารถทำได้ทุกอย่าง

คอมมานโดปู

อย่างที่รู้หลังอภิสิทธิ์ตัดสินใจยุบสภาและเลือกตั้งใหม่วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 คนไทยได้นายกฯ หญิงคนแรก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ช่วงของนายกฯ ปู ก็มี “แก๊งไอติม” เหมือนกัน ไม่ให้น้อยหน้า ว่ากันว่าคราวนี้เป็นการเรียกโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คนในพรรคเดียวกัน ที่พอพ้นจากเก้าอี้รองนายกฯ ไปนั่งว่าการกระทรวงแรงงานแทนก็น้อยใจนิดๆ

วันหนึ่งเขาพูดขึ้นมาว่า “วันนี้มีแก๊งไอติมเต็มทำเนียบกล่าวหาว่าผมไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหาภาคใต้” และว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลชี้นำการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไม่มากก็น้อย

ปรากฏสื่อพากันวิเคราะห์ว่ากลุ่มนี้คือ สุรนันทน์ เวชชาชีวะกิตติรัตน์ ณ ระนองวราเทพ รัตนากรนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลธีรัตถ์ รัตนเสวีพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าจะพูดถึงองครักษ์พิทักษ์ปูตัวจริงเสียงจริง ก็ต้องวนกลับมาที่คนชื่อเหลิมนั่นแหละ เพราะรายนี้ออกตัวไม่แอ๊บเลยว่าจะขอเป็นโฆษกให้อดีตนายกฯ ทักษิณ

หลายครั้งเราเห็นเฉลิมออกมาโตแย้ง แก้ต่างประเด็นต่างๆ ให้คนแดนไกล ส่วนถามว่าเกี่ยวยังไงกับยิ่งลักษณ์ ตอบเลยเกี่ยวโดยตรงเห็นๆ

พอมาถึงศึกซักฟอกปี 2554 ตอนนั้นข่าวเม้าท์ว่าหญิงปูเตรียมขุนศึกไว้เพียบหลายสิบชีวิตตั้งเป็นชุด “คอมมานโด” แต่เป็ดเหลิมเจ้าเก่าก็ออกมาโต้ว่าไม่จริ๊ง! บอกที่ใช้คำว่าคอมมานโดเป็นเพียงการเปรียบเปรยเชิงสีสันเนื่องจากตนเคยอยู่กองปราบและฝึกคอมมานโดมาก่อน

“คุณยิ่งลักษณ์มีความรู้ความสามารถอยู่แล้วจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ บริหารธุรกิจเป็นแสนล้าน เพียงแต่วันนี้เปลี่ยนจากสนามธุรกิจมาเป็นภาคการเมือง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์คอยช่วยปกป้อง ขอให้พรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวทำหน้าที่ในสภา ส่วนนายกฯ ก็สบายๆ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว”

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

สอดคล้องกับข่าวช่วงนั้นที่ว่าแม้แต่ตัวสาวปูเองซึ่งจะเป็นผู้แถลงภาพรวมของนโยบายต่อรัฐสภา เธอลั่นวาจาว่าจะตอบข้อสงสัยของสมาชิกรัฐสภาในภาพรวมเอง ไม่ให้ใครทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ในสภาเด็ดขาด

สุดท้ายเป็นยังไง เราเห็นกันไปแล้วว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อถึงคราวเรือหาย นายก็ขอลา…

ครั้นมาถึงจุดนี้ก็ไม่รู้ว่าจากข้างต้นที่ว่ามา รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเก็บบทเรียนจากอดีตมาวางแผนการสู้ศึกซักฟอกและสงครามการเมืองงวดนี้ยังไง

แต่ที่แน่ๆ เห็นหน้าค่าตาหน่วยกล้าอาย เอ๊ย “กล้าตาย” แล้ว คนไทยคงมีช่วงเวลาเฮฮาสภาไทยปลายเดือนนี้แน่นอน

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415589?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2563

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:02 น.
ฝุ่นละออง,พีเอ็ม 25,โคโรน่า,งบประมาณรายจ่าย
เปิดอ่าน 464 ครั้ง

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2563 โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

คม เข้มทุกประเด็น ชัด เจนในเนื้อหา ลึก ถึงเบื้องหลัง ต้องอ่าน นสพ.คมชัดลึกฉบับประจำวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้วครับ …0…”ด้วยรักและห่วงใย” ขอให้ใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองให้เป็นไปตามหลักอนามัยที่ดี ด้วยการล้างมือให้สะอาด กินร้อนช้อนกลาง ที่สำคัญใช้ หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูก เพราะนอกจากป้องกันฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ฟุ้งกระจายทั่วกรุง ยังป้องกัน ละอองฝอย จากเชื้อ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่

0…ท่ามกลางสถานการณ์ ไวรัสอู่ฮั่น แพร่ระบาดในจีน มีทั้งเรื่องดีเมื่อ สธ.จีนแถลงความคืบหน้าเริ่มทดลองยาต้านไวรัส เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ในผู้ป่วยจริง 761 ราย ส่วนเรื่องเศร้าล่าสุดจีนต้องสูญเสีย บุคลากรทางการแพทย์ ในเมืองอู่ฮั่น คุณหมอหลี่ เหวินเลี่ยง เป็นหนึ่งในกลุ่มแพทย์พบการแพร่ระบาด ไวรัสโคโรนาและพยายามแจ้งเตือนตั้งแต่เริ่มแรก ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาดำเนินคดีด้วยการกล่าวหาว่าสร้างข่าวเท็จ ทั้งนี้ชาวจีนร่วมไว้อาลัยและสดุดีแด่ท่านคือ “ผู้พิทักษ์ความจริง”
0…แน่นอนการเสียชีวิตของคุณหมอทำให้ทางการจีนส่งเจ้าหน้าที่ไปอู่ฮั่นเพื่อสอบสวนปมดังกล่าวแต่อีกประเด็นควรใช้บทเรียนของ “คุณหมอหลี่” มาดูการทำงานของบ้านเราบ้าง ล่าสุด คุณหมอศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ ให้ข้อสังเกตว่า กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่าประเทศไทยเข้าสู่ ระยะที่สอง ของการแพร่ระบาดของเชื้อ โคโรน่าไวรัสอู่ฮั่น  หมายถึงจะมีการระบาดประปรายระหว่างคนไทยที่ติดเชื้อมาแพร่ให้คนไทยที่ไม่ได้สัมผัสกับคนไปอู่ฮั่นมาโดยตรง
0…คำถามจึงตามมา โรงพยาบาล ต่างๆ ทั่วประเทศจะใช้อะไรเป็น จุดแยก คัดกรองว่า ผู้ป่วย คนไหนจะเป็นผู้ ต้องสงสัย ต้องแยกดูแลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยอื่นๆ และ บุคลากรโรงพยาบาล ???
0…จะสงสัยอย่างไรว่า คนป่วย ปอดบวม ที่นอนปนเปกับคนไข้คนไหนเป็นไวรัสอู่อั่น??? ผู้รับผิดชอบ จะสร้างความพร้อมกว่านี้ของโรงพยาบาลท่านได้อย่างไร คุณหมอศุภชัยตบท้ายว่าขอให้บทเรียนจาก คุณหมอหลี่” ช่วยทำให้โรงพยาบาลปลอดภัย

0..อสนีบาต…หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสาธารณสุขไทยควรมีคำตอบโดยเร็ว แจกแจงกระบวนการวิธี ให้สาธารณชนเกิดความมั่นใจต่อการรับมือแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในไทยขณะนี้ รวมถึงสร้างความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ในโรงพยาบาลด้วย ไหนๆ สธ.ไทยได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์ระดับโลกว่าเป็นประเทศอันดับหนึ่งของเอเชียที่มีมาตรฐานการควบคุมโรคระบาด
0…รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กำลังฝ่าสารพัดมรสุมมิพักแค่การรับมือ โรคอุบัติใหม่เมื่อวานนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ออกคำวินิจฉัยให้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ลงมติใหม่ใน วาระ 2-3 หวังว่าการกลับไปลงมติใหม่จะไม่มีท่านผู้แทนอุตริเสียบบัตรแทนกันซ้ำซากอีกรอบ ที่ผ่านมาก็สร้าง ความน่าละอาย ให้สภามากเกินทน
0…แม้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณไม่ถึงขั้น โมฆะ แต่ใช่ว่าสถานการณ์จะสงบโดยคราวนี้เข็มทิศชี้ไปที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย จะลงดาบส.ส.พรรคทั้งสองรายที่เป็นต้นเหตุเสียบบัตรแทนกันอย่างไร ยิ่งตอนนี้ อนุทิน อยู่ในภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ไหนจะถูกจับจ้องการทำหน้าที่สกัดไวรัสอู่ฮั่น ยังต้องจัดการ ไวรัสการเมือง ในพรรคอีก

0…มรสุม ลูกต่อไปว่าด้วย ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือว่าหนักหรือไม่ ตอบได้เลยประเมินฝีมือฝ่ายค้านยังไม่มีเรื่องใดระคายผิว 6 รมต. ถึงขั้นนำไปสู่การ ทุจริตคอร์รัปชั่น แค่โชวลีลาหมัดแย็บใช้ วาทกรรม ทำลายความเชื่อมั่น อีกอย่างมีสัญญาใจจาก กลุ่มสามมิตร ถึง บิ๊กตู่ ขอปรับ ครม.หลังอภิปราย และชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดูท่ามาแรง ฉะนั้นขั้นลงมติจึงไม่น่าหนักใจ
0…สังคมคลุกวงใน เชิญร่วมรับฟังและอภิปรายเรื่อง “โรคปอดบวมอู่ฮั่น ตระหนัก ดีกว่า ตระหนก เรียนรู้ และป้องกัน” โดยมีวิทยากรระดับนายแพทย์ชั้นนำของประเทศ นำทีม โดย ศ.นพ.ยง ภูวรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ วันที่ 11 ก.พ. เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม ศ.กิตติคุณดวงเดือน พิศาลบุตร อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ งานนี้มีแจกหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ