ลูกหนังสีเทา ‘สามมิตร’ หวังน็อก ‘บิ๊กอ๊อด’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415571?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกหนังสีเทา ‘สามมิตร’ หวังน็อก ‘บิ๊กอ๊อด’

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:25 น.
บิ๊กอ๊อด,สามมิตร,บังยี,สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,873 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 8-9 ก.พ.63

***************************

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อการเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายก และกรรมการกลางชุดใหม่ ในวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

วงการลูกหนังไทยต่างลุ้นว่าทีมไหนจะเป็นฝ่ายกำชัย ฉะนั้นสโมสรสมาชิกที่จะสามารถลงคะแนนได้ทั้งหมด 69 เสียง ประกอบด้วยไทยลีก 1 ไทยลีก 2 ไทยลีก 3 ไทยลีก 4 แชมป์อเมเจอร์ลีก (ไทยลีก 5) และแชมป์กับรองแชมป์ฟุตบอลลีกหญิง 2 ทีม จึงตกเป็นเป้าหมาย

บิ๊กอู๊ด” สู้ไม่ถอย

สรุปการชิงตำแหน่งประมุขลูกหนังไทยก็มีอยู่ 2 ทีม ประกอบด้วย บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แชมป์เก่า และ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ ผู้ท้าชิง

ส่วน บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอล ลงสมัครไม่ได้ เพราะเคยถูกสมาคมฟ้องร้องและเคยถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลจากฟีฟ่า ซึ่งประเด็นนี้ บังยีระบุว่า เป็นข้อบังคับที่ไม่ยุติธรรม และจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

บังยี ดอดสมัคร

หลังตรวจคุณสมบัตินายกสมาคม อุปนายกและสภากรรมการทั้ง 2 ทีม ปรากฏว่า “ทีมบิ๊กอ๊อด” ผ่านครบ 19 คน ส่วน “ทีมบิ๊กอู๊ด” เหลือ 14 คน ไม่ผ่านคุณสมบัติ 5 คน ซึ่งในนั้น วิชัย ล้ำสุทธิ” อดีต ส.ส.ระยอง และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

หากพิจารณารายชื่อทีมงานของ “บิ๊กอ๊อด” กับ “บิ๊กอู๊ด” คนวงในก็บอกว่า ฝ่ายแชมป์เก่าได้เปรียบ แต่ผู้ท้าชิงคือ “บิ๊กอู๊ด” ก็ไม่ธรรมดา แม้รายชื่อส่วนใหญ่จะเป็นทีมงานเก่าสมัยบังยี นั่งเก้าอี้นายกฯ

บิ๊กอ๊อดเหมือนจะนอนมา

วันนี้ “บิ๊กอู๊ด” เป็น ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และมีความใกล้ชิดแกนนำกลุ่มสามมิตร อย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน

บิ๊กอู๊ด ไปไหนไปกันกับสุริยะ

บิ๊กเนมสามมิตรนี่แหละ..ทำให้คนในวงการลูกหนังเชื่อลึกๆ ว่า “บิ๊กอู๊ด” มีสิทธิ์พลิกเอาชนะได้

การเมืองห้ามยุ่ง

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งยิ่งมีเกมหักเหลี่ยมเฉือนคมในกลุ่มผู้สมัครชิงนายกลูกหนัง ดูทุกฝ่ายเล่นกันแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องตามกระบวนยุติธรรม

“บังยี” รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ร้องเรียนถึง ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อขออุทธรณ์คำสั่งตัดสิทธิ์ลงชิงตำแหน่งนายกสมาคม รวมถึงขอให้ตัดสิทธิ์ พล.ต.อ.สมยศ จากการชิงตำแหน่งด้วย

บิ๊กอู๊ด สมศักดิ์ สุริยะ ในวันรวมพลสามมิตร

ตามมาด้วย “บิ๊กอู๊ด” ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการ กกท. ขอให้ กกท. ตั้งกรรมการกลางมาดำเนินการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอล เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความเป็นธรรม

ด้าน ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กำลังพิจารณาดูระเบียบของสมาคมกีฬาฟุตบอล และพ.ร.บ.การกีฬาฯ ของกกท. ไปพร้อมกันว่า มีข้อที่ขัดแย้งกันหรือไม่ และอาจจะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ต้องเลื่อนออกไปก่อน

เรื่องนี้ทำให้ฟีฟ่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ขอให้ดำเนินจัดการเลือกตั้งตามกำหนดอย่างเป็นอิสระ ตัวแทนฟีฟ่า และเอเอฟซีจะเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

พูดง่ายๆ ฟีฟ่าเตือนไทยว่าหากมีฝ่ายการเมืองแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง ฟีฟ่าอาจ “แบน” ลูกหนังไทย

ทนายอ๊อด”มาแล้ว

ที่น่าจับตา ทนายอ๊อด” ภีมเดช อมรสุคนธ์ หนึ่งในผู้สมัครกรรมการกลางของทีมบิ๊กอู๊ด ในฐานะได้รับมอบอำนาจจากบริษัท ลูกอีสานพัทยาฟุตบอลคลับ (พัทยา 8) จำกัด แถลงข่าวว่า ได้ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กับพรรคพวก ด้วยข้อหาจัดการทรัพย์สินผู้อื่นที่ได้รับมอบหมายโดยทุจริต

ทนายอ๊อด มาแล้ว

ทนายอ๊อดคือใครในวงการฟุตบอลไทยรู้จักทนายอ๊อดเป็นอย่างดี เมื่อเขาเปิดศึกฟ้อง “บังยี” และรวบรวมสโมสรลูกหนัง 108 ทีม โค่นอำนาจบังยีสำเร็จ

เมื่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2563 ภีมเดช อมรสุคนธ์ ได้ลงสมัคร ส.ส.ระยอง เขต 1 ในสีเสื้อพรรคไทยรักษาชาติ และไม่นานมานี้ ทนายอ๊อดได้เสนอตัวเป็นนายก อบจ.ระยอง ในนามพรรคอนาคตใหม่ แต่ไม่ผ่านกรรมการบริหารอนาคตใหม่

ทนายอ๊อด เป็นคนรักลูกหนัง เคยควักทุนทำทีมระยองราชพฤกษ์ และเป็นประธานสโมสรจังหวัดระยอง แชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ข ปี 2539

บิ๊กอู๊ดจัดทีมลงชนทีมบิ๊กอ๊อด วิชัย ล้ำสุทธิ อดีต ส.ส.ระยอง จึงมาชวนทนายอ๊อดให้มาร่วมทีมด้วย

ลูกน้องฟ้องนาย”ใจถึง” แต่นายฟ้องลูกน้อง”ใจ…อะไร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกน้องฟ้องนาย”ใจถึง” แต่นายฟ้องลูกน้อง”ใจ…อะไร”

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:16 น.
พตอไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์,พลตอสุชาติ ธีระสวัสดิ์,พงส,พนักงานสอบสวน
เปิดอ่าน 4,597 ครั้ง

ลูกน้องฟ้องนาย”ใจถึง” แต่นายฟ้องลูกน้อง”ใจ…อะไร” คอลัมน์… ดงงูเห่า โดย…ประชาไท ธนณรงค์

รองไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ มีหนังสือถึง ผกก.สน.ปทุมวัน บอกเป็นนัยว่า ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนออกหมายเรียก หลังจากเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ สน. ปทุมวัน อดีตผู้การจเร ข้าราชการบำนาญ ผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับพ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ กรณีเผยแพร่คลิปเสียง เป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

อ่านข่าว…  ‘ไพรัตน์’ทำหนังสือถึง อ.ก.ตร.ฯ มีมติ จเรตำรวจ ทำมิชอบกฎหมาย

แต่ปรากฏว่าผู้รับมอบอำนาจได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนขัดแย้งกันคือ มาแจ้งความว่า รองไพรัตน์ หมิ่นประมาทเพราะเผยแพร่คลิปเสียงเมื่อสาธารชนได้ฟังแล้วทำให้ พล.ต.อ.สุชาติ เกิดความเสียหาย แต่พูดไปพูดมาบอกว่า คลิปเสียงดังกล่าว เมื่อสาธารณชนได้ฟัง จะเห็นได้ว่าคลิปดังกล่าว พล.ต.อ.สุชาติ เป็นการโทรมาสอบถามข้อเท็จจริง กำชับให้รองไพรัตน์ ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย

รองไพรัตน์ ก็เลยทำหนังสือถึง ผกก.สน.ปทุมวัน เรื่องขอความเป็นธรรมและให้คำนึงถึงหนังสือสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมส่งหนังสือดังกล่าวแนบมาประกอบการขอความเป็นธรรมจึงทำให้สาธารณชนได้รู้ถึงหลักการออกหมายเรียกหรือการเรียกผู้ที่ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อหา โดยสาระสำคัญของหนังสือสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีใจความสำคัญว่า

“ปรากฏว่ามี พงส. จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจเจตนารมณ์ของ ป. วิ อาญา มาตรา 52 และ 134 ไม่ถูกต้องเข้าใจว่าเป็นอำนาจของ พงส. ที่จะเรียกผู้ต้องหาไปพบได้ตามอำเภอใจซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้นจึงขอซักซ้อมทำความเข้าใจ… การมีคำร้องทุกข์เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน พงส. ยังไม่มีอำนาจที่จะเรียกผู้ต้องหาไปพบได้”

การที่รองไพรัตน์ ถูก พล.ต.อ.สุชาติ แจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน คือทำให้สังคม ประชาชนตาดำๆ ได้รู้ว่าเมื่อมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว พงส.ยังไม่มีอำนาจออกหมายเรียกตามอำเภอใจ ต้องมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนคำร้องทุกข์ให้น่าเชื่อพอสมควรว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้วจึงออกหมายเรียกหรือเรียกผู้ต้องหามา

การให้สัมภาษณ์ของอดีตผู้การจเรที่รับมอบอำนาจมานั้น ยังมีการยืนยันว่า ทราบว่ารองไพรัตน์ถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่หลายคดี ซึ่งความจริงรองไพรัตน์ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนตามที่ผู้รับมอบอำนาจกล่าวแต่อย่างใด ในส่วนนี้รองไพรัตน์ ได้มอบหมายทีมทนายไปพิจารณาฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากับผู้รับมอบอำนาจภายในอายุความต่อไป

“หัวใจในการที่จะปกป้องสิทธิในการถูกรังแกทุกคนควรมี และต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกที่ควร แต่จิตใจที่คอยคิดจะไปกลั่นแกล้งผู้อื่นนั้น ไม่ควรมีอยู่ในหัวใจ”

สรุปหนังเรื่องนี้ตอนจบต้องคอยติดตามว่าเละกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอนและสังคมจะได้รู้ว่าใครแกล้งใคร ระหว่างลูกน้องกับนาย

ขออย่ามีแต่เรื่องชวนวิตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขออย่ามีแต่เรื่องชวนวิตก

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,โคโรน่า,ดอกเบี้ย,กนง
เปิดอ่าน 338 ครั้ง

ขออย่ามีแต่เรื่องชวนวิตก บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันวันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% คือจากเดิม 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้เพราะ กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น จากปัญหาไวรัสโคโรน่าระบาด ความล่าช้าของงบประมาณประจำปี 2563 และภัยแล้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างมาก ขณะเดียวกันในด้านการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิม ส่วนการส่งออกยังมีแนวโน้มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคด้วย

ปัจจัยลบสำหรับเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีเพียงเท่านั้น กนง.ยังชี้ด้วยว่าด้านอุปสงค์ในประเทศก็เป็นปัญหา อย่างการใช้จ่ายภาครัฐที่จะขยายตัวต่ำลงเนื่องจากความล่าช้าของงบประมาณ และยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนกลับได้รับแรงกดดันจากรายได้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้น ทั้งครัวเรือนในภาคบริการ เกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งหนี้ครัวเรือนก็อยู่ในระดับสูงด้วย อย่างไรก็ตาม กนง.ได้โฟกัสไปที่ 3 เรื่องหลักคือ ผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งอาจจะรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ การกีดกันทางการค้า สุดท้ายคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ด้านกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องปรับลดลงจากเดิมจีดีพี 2.8% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ด้วยวงเงิน 1.7 แสนล้านบาท เพื่อดูแลภาคเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อย เอสเอ็มอี และผู้มีรายได้ระดับกลาง พร้อมสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมนโยบายไทยเที่ยวไทยและดึงต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งนั่นก็เป็นอีกทางออกหนึ่งเพื่อรองรับปัญหาของภาคการท่องเที่ยวหลังจากที่เคยพึ่งพิงทัวร์จีนมาตลอด โดยที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบและผู้ได้รับผลกระทบหลายด้าน เช่นพักหนี้ ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ ลดภาษี ฯลฯ แต่ก็คงไม่เพียงพอ

ต้องยอมรับว่านับแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 มีปัจจัยลบเข้ามาจำนวนมากในอันที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจให้ดำดิ่งลงไปอีก จากที่คาดการณ์ก่อนหน้าว่าจะเผชิญกับปัญหาอันเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง สงครามการค้า ค่าเงินบาท การส่งออก การจับจ่ายใช้สอยในประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 กระนั้นก็ตามกลับมีอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็น “ตัวยืน” สำคัญไม่เปลี่ยนแปลงคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง หรือที่เรียกว่าภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ห้วงยามของการอภิปรายไม่ไว้วางใจกับการตัดสินยุบ-ไม่ยุบบางพรรค ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นอ่อนไหวที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนได้เหมือนกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หากทุกอย่างเดินไปตามกติกาประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ควรจะได้ยินคำว่า การเมืองบนท้องถนนให้หวาดวิตก

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415371?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:00 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,อู่ฮั่น
เปิดอ่าน 534 ครั้ง

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ประเด็นปัญหาที่ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกในขณะนี้คงหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ยของจีน โดยล่าสุดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าบนจีนแผ่นดินใหญ่รวมอยู่ที่ 24,324 ราย มีผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 490 ราย และมีผู้ป่วยที่หายดีแล้ว 892 ราย ส่วนในประเทศไทยถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อขณะนี้นอนในโรงพยาบาล 11 ราย กลับบ้านแล้ว 8 ราย รวมสะสม 19 ราย

อ่านข่าว…   WHO ชี้ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แพร่ยังไม่ถึงขั้น pandemic

นอกเหนือจากความพยายามทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ได้กลายเป็นบทพิสูจน์สังคมไทยในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องทัศนคติ พฤติกรรม สมรรถนะ และจริยธรรม

ประเด็นแรก ทัศนคติและพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าและคนจีนในประเทศไทย เรื่องแรกจากข่าวจะพบว่าคนไทยตื่นตัวในเรื่องนี้พอสมควรโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ แหล่งชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยว คนไทยจำนวนหนึ่งมีการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรค อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย อาจจะเนื่องจากไม่มีเงินซื้อหรือหาซื้อไม่ได้หรือไม่กลัว ในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐให้ประชาชนตื่นตัวแต่ไม่หวาดกลัวจนเกินเหตุ ในขณะเดียวกันภาครัฐต้องแสดงสมรรถนะในการจัดการกระจายหน้ากากอนามัยรวมถึงเจลล้างมือให้ประชาชนโดยทั่วถึงในราคาที่เหมาะสม (ให้ฟรีเลยได้ยิ่งดี)

เรื่องที่สอง จากการสังเกตและสำรวจข่าวพบว่าพฤติกรรมของคนไทยต่อคนจีนในประเทศไทยมีการสะดุดบ้างเล็กน้อย เช่น การตั้งคำถามเชิงหยอกเมื่อเจอคนจีนว่า มาจากเมืองอู่ฮั่นหรือเปล่า หรือการอนุญาตให้นักศึกษาจีนในไทยที่กลับมาจากประเทศจีนหยุดเรียนได้ 2 อาทิตย์ รวมถึงการตรวจและติดตามสุขภาพของคนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนคนจีนเองก็คงจะเข้าใจว่าคนไทยมีความหวาดระแวงพอสมควรจึงนิยมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเพื่อไม่ให้คนไทยกลัว ในขณะที่คนจีนบางคนเมื่อต้องพูดคุยกับคนไทยจะเริ่มด้วยการบอกก่อนเลยว่าไม่ได้มาจากเมืองอู่ฮั่นเพื่อให้เพื่อนคนไทยเกิดความสบายใจในระดับหนึ่ง

เรื่องที่สาม เกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของคนไทยกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่แสดงอาการไม่ต้อนรับคนจีนเพราะกลัวเชื้อไวรัสโคโรน่า อย่างเบาสุดก็คือเมื่อเจอคนจีนก็จะถอยห่างออกมา แต่ที่ร้ายแรงคือการปิดป้ายหน้าร้านว่าไม่ต้อนรับคนจีน หรือการหยุดคบหาสมาคมกับคนจีน การกระทำเช่นนี้ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ในภาวะปกติคนกลุ่มนี้ต้องการรายได้และผลประโยชน์จากคนจีนที่เข้ามาเที่ยวหรือลงทุนในไทย แต่ในภาวะวิกฤติกลับผลักไสไล่ส่งคนจีน การกระทำเช่นนี้อาจบ่งบอกว่าที่ผ่านมาการต้อนรับคนจีนไม่ได้เกิดจากความจริงใจแต่เกิดจากความต้องการผลประโยชน์เท่านั้น พฤติกรรมของคนกลุ่มเล็กๆ นี้ อาจจะสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ในระดับประชาชนต่อประชาชนได้ อย่าลืมว่าการโพสต์ข้อความหรือรูปถ่ายที่แสดงการรังเกียจคนจีนในโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่นาทีอาจจะถูกแชร์ไปเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าคลี่คลายลงคนจีนบางส่วนอาจจะมองว่าคนไทยไม่มีความจริงใจและอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนในไทยได้ รวมถึงเมื่อคนไทยไปประเทศจีนไม่รู้ว่าจะถูกตอบโต้กลับอย่างไรบ้าง หากการกระทำของคนไทยกลุ่มเล็กๆ นี้ สร้างผลกระทบในเชิงจิตใจต่อคนจีนมากขึ้น

ในภาวะวิกฤตินั้นเราควรแสดงออกถึงความเห็นใจและความจริงใจต่อเพื่อน ด้วยการให้ความร่วมมือช่วยเหลือสุดความสามารถเท่าที่เรามี จำไว้การคบเพื่อนในภาวะวิกฤติต้องแสดงความจริงใจมากยิ่งกว่าในภาวะปกติจึงจะเรียกว่าเพื่อนแท้

ประเด็นที่สอง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นบทพิสูจน์ว่าสังคมไทยยังคงเป็นสังคมกระต่ายตื่นตูมด้วยการแชร์ข่าวโดยไม่ตรวจสอบหรือวิเคราะห์ให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตื่นตระหนกจากข่าวเท็จทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่ไร้จิตสำนึกหรือมีคนที่มีเจตนาในการทำลายสังคมหรือรัฐบาล กลุ่มคนที่สร้างและ แชร์ข่าวเท็จในภาวะวิกฤติสมควรได้รับการลงโทษอย่างแรง ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จของกระทรวงดีอีต้องทำงานให้หนักกว่านี้ในการตอบโต้ข่าวเท็จ แต่สิ่งที่คนไทยต้องการเห็นมากที่สุดตอนนี้คือการเชือดไก่ให้ลิงดู ด้วยการจับและลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้กระทำผิดในการแพร่ข่าวเท็จและอาจรวมถึงการออกกฎหมายบังคับให้ผู้แชร์ข่าวเท็จต้องแก้ข่าว ไม่เช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีแบบเดียวกับผู้สร้างข่าวเท็จ

ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับการไร้จริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองบางพวกที่อาศัยช่วงวิกฤติออกมาสร้างข่าวปั่นกระแสเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆ ที่ในภาวะวิกฤติทุกฝ่ายควรจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ นักการเมืองประเภทนี้บอกได้คำเดียวว่าในภาวะวิกฤติที่มากกว่านี้ มันจะหนี (ประชาชนและประเทศ) เป็นกลุ่มแรกเลยและเมื่อพวกมันปลอดภัยแล้วมันก็จะหันหน้ามาด่าฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ช่วยเหลือประชาชน

ประเด็นที่สี่ ภาวะวิกฤติจะสร้างวีรบุรุษที่สามารถแสดงสมรรถนะและแนวคิดที่เป็นรูปธรรมและเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่าเราจะยังไม่เจอวีรบุรุษผู้นั้น นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กว่าจะแสดงภาวะผู้นำในยามวิกฤติออกมาได้ก็ต้องรอให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ระยะหนึ่งก่อนจึงจะคิดได้ อย่างไรก็ตามก็ถือคติว่า มาช้าดีกว่าไม่มา อย่างน้อยที่สุดก็ออกมาแสดงภาวะผู้นำในยามวิกฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต่างจากนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแสดงสมรรถนะหรือสติปัญญาใดๆ ออกมาให้เห็นว่าเข้าใจปัญหาและมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา

อย่ามาบอกนะว่าเพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยถึงมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในประเทศไทย

เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ กับพรรคนี้…

p3

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเวชภัณฑ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเวชภัณฑ์

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:35 น.
หน้ากากอนามัย,โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่
เปิดอ่าน 608 ครั้ง

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเวชภัณฑ์ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเวชภัณฑ์และเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ให้ชาวจีน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง

อ่านข่าว…   รัฐแจกหน้ากากสกัดไวรัสโคโรน่าลาม

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมาย 2 ฉบับต่อไปนี้ ซึ่งคงไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรมากมายแต่แสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน ขออย่าได้ตื่นตระหนกโปรดมีสติในข่าวสารต่างๆ

สำหรับจีนซึ่งเป็นมหามิตรของประเทศไทยและคนจีนได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ในการสร้างโรงพยาบาลเสร็จอย่างรวดเร็ว

ขอชื่นชมทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันนำคนไทยกลับมาและความเข้มแข็งสามัคคีนี้จะต่อสู้กับไวรัสได้ในที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน
 อย่าตื่นตระหนกเกินไป

ภารกิจรับคนไทย 138 คนจากเมืองอู่ฮั่นครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 3 คน จากกรุงปักกิ่งไปนครอู่ฮั่น เพื่อประสานงาน อำนวยความสะดวก และบริการจัดการในการเตรียมนำคนไทยออกจากพื้นที่แล้ว

กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบด้านการรักษา ป้องกันควบคุมโรค ได้จัดทีมแพทย์จากสถาบันบำราศนราดูร ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์ระบาดวิทยา จิตแพทย์ พร้อมพยาบาลและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น คอยดูแลสุขภาพให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดและคนไทยที่จะเดินทางกลับจากอู่ฮั่น ด้วยมาตรการคัดกรอง ระบบป้องกันควบคุมโรคตามมาตรฐานสูงสุด

นอกจากนี้ยังมีทีมแพทย์จากเหล่าทัพ รพ.พระมงกุฎฯ ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลและทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับคนไทยที่กลับมา ซึ่งได้รับการตรวจสุขภาพจากจีน เพื่อให้มีความมั่นใจว่ามีความปลอดภัยในการเดินทางตามมาตรฐานการควบคุมเฝ้าระวังโรค

ก่อนนำคนไทยขึ้นเครื่อง ทีมแพทย์จีนจะตรวจสุขภาพทุกคนทั้งหมด หากพบว่าถ้ามีรายใดมีไข้ ไอ ป่วย ไม่สบาย หรือมีอาการน่าสงสัย ทางการจีนจะไม่ให้ขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยเด็ดขาด และคงกลับไปรับอีกรอบ หากคนไทยทั้งหมดตรวจสุขภาพแล้วปกติดีหลังตรวจผลแล็บเป็นลบก็จะให้ขึ้นเครื่องเดินทางกลับไทยได้

คนไทยที่เดินทางกลับคือ “คนปกติ” ไม่ใช่ “คนป่วย” การนั่งโดยสารจึงเป็นปกติโดยทั่วไป แต่จำเป็นต้องมีสิ่งเพิ่มเติมคือ ทุกคนที่เดินทางในไฟลต์นี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสายการบินทั้งแอร์ สจ๊วต กัปตัน ต้องใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นมาตรการที่สายการบินอื่นๆ ของแต่ละประเทศใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ต้องเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง

ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันให้เกิดภารกิจสำคัญนี้ในการนำคนไทยกลับสู่บ้านโดยปลอดภัย สำหรับประชาชนควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำและติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข อย่าเชื่อข่าวลือจากทุกแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่หลายจนเกิดความตระหนก และมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ 24 ชม.
อ๊อด เทอร์โบ


ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้!
จีนสร้างโรงพยาบาลใหม่ใน 10 วัน

ท่ามกลางการระบาดอย่างหนักของไวรัส จีนตัดสินใจก่อสร้างโรงพยาบาลพิเศษชั่วคราวขึ้น ผมมองว่าจีนกำลังทำ “ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้” ให้เป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ ด้วยศักยภาพในหลายๆ ด้าน ทั้งเครื่องมือ กำลังคนต่างๆ จีนพร้อมมาก ซึ่งผมเองก็ไม่มีข้อกังขาใดๆ

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เป็นโอกาสให้จีนได้โชว์ศักยภาพของเทคโนโลยี “จีนว่องไว” อีกครั้ง เมื่อต้องระดมสรรพกำลังทั้งหมดสร้างโรงพยาบาลขนาด 1,000 เตียง บนพื้นที่ใช้สอย 26,900 ตารางฟุต ภายในเวลา 7 วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะจีนเคยสร้างโรงพยาบาลในขนาดเดียวกันนี้ขึ้นที่ปักกิ่งมาแล้ว เมื่อครั้งที่ไข้หวัดซาร์สระบาดในปี 2546

แต่การรับมือครั้งนี้ ดูจะหนักหนากว่ามาก จีนจึงสร้างถึง 2 โรงพยาบาลด้วยกัน แห่งแรก รพ.หั่วเสินซาน (แปลว่า ขุนเขาเทพอัคนี) เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 โดยตัวอาคารทั้งหมดใช้เวลาสร้างไม่เกิน 7 วัน ใช้เวลาติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์อีก 2-3 วัน จึงเปิดให้บริการได้ ส่วนโรงพยาบาลอีกแห่งใช้ชื่อว่า รพ.เหลยเสินซาน (แปลว่า ขุนเขาเทพอัศนี) มีขนาดใหญ่กว่าคือรองรับได้ 1,300 เตียง บนพื้นที่ใช้สอย 323,000 ตารางฟุต คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการถัดมาอีก 2 วัน

การก่อสร้างที่รวดเร็วไม่ได้หมายความว่ามาตรฐานคุณภาพจะไม่ดี เพราะช่วง 10-15 ปีให้หลัง จีนให้ความสำคัญกับคุณภาพมาก เห็นได้จากการเป็นผู้นำในการสร้างตึกระฟ้า โดยเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา จีน

สร้างตึกระฟ้า (สูง 650 ฟุตขึ้นไป) เสร็จทั้งสิ้น 84 ตึก โดยเฉพาะตึก 57 ชั้น ที่มณฑลหูหนาน ใช้เวลาสร้างเพียง 19 วัน ในปีเดียวกัน อเมริกาสร้างได้ 7 ตึก

ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความกระหายในนวัตกรรม เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป คนจีนเปิดกว้างและยอมรับเทคโนโลยีการก่อสร้างในรูปแบบใหม่ๆ มากกว่า ในฐานะวิศวกร เขาพบว่าคนจีนไม่ค่อยยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ที่เคยทำมาก่อน แต่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เสมอ

ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจทั้งรัฐบาล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและแรงงานที่มีส่วนในการก่อสร้างโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งในครั้งนี้ ผมเอาใจช่วยให้จีนผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้โดยเร็วเพราะหลายประเทศตอนนี้รวมถึงไทยเองก็ได้ส่งสิ่งของจำเป็นเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอครับ
ทวีศักดิ์ (ประชาชื่น)


ถอดรหัสร้อน “ปิยบุตร” โต้ศาลรธน.ปลุกสาวกสู้นอกสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415369?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัสร้อน “ปิยบุตร” โต้ศาลรธน.ปลุกสาวกสู้นอกสภา

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:09 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 530 ครั้ง

ถอดรหัสร้อน “ปิยบุตร” โต้ศาลรธน.ปลุกสาวกสู้นอกสภา

หมายเหตุ:
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยจะไม่เปิดให้มีการไต่สวนตามคำร้องของพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…   “ปิยบุตร” พ้อศาลปิดทางสู้ยุบ อนค. ขู่เดินสายป่วน

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวานนี้ไม่อนุญาตให้มีการไต่สวนพยานในคดีที่พรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และให้ส่งเอกสารบันทึกถ้อยคำพยานบุคคล 17 รายแทน พวกเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เนื่องจากในกรณีนี้ความปรากฏขึ้นมาแล้วว่า มีเอกสารของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลุดอกมา ยืนยันว่า กกต.ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและระเบียบของ กกต.เอง เนื่องจาก กกต.ได้ส่งเรื่องไปที่อนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนถึง 2 คณะและมีการยกคำร้องทั้ง 2 คณะ ตามกฎหมายเรื่องต้องยุติลงทันที แต่ กกต.กลับยังเดินหน้ากระบวนพิจารณาต่อไป

“นอกจากนี้ กกต.ยังอ้างฐานความผิด คือการได้เงินมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้มีการยุบพรรค ทั้งๆ ที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ไม่เคยเปิดโอกาสให้พรรคได้ต่อสู้คดีแต่อย่างไร เราตั้งใจว่าจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกระบวนการไต่สวนเพื่อให้มีการเรียกเอาเอกสารชิ้นนี้ออกมาจาก กกต.และนำมาพิสูจน์กันในศาล ซึ่ง กกต.ก็ยังไม่ยอมรับชัดแจ้งว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ไม่เคยบอกว่ากระบวนพิจารณาทำอย่างไร มีการข้ามขั้นตอนหรือไม่ เราจึงต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกระบวนการไต่สวน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดโอกาสนี้ไป”

ในพยานบุคคล 17 รายที่พรรคอนาคตใหม่ขอให้มีการไต่สวนนั้น หลายรายเป็นเจ้าหน้าที่ของกกต.เอง ที่มีความเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด สามารถกู้เงินได้ หลายรายเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.ที่ยกคำร้องว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด เราจึงต้องการให้พยานบุคคลเหล่านี้มาให้การในศาล จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้มีการสู้กันในศาล

นอกจากนี้หากดูตามจังหวะเวลาแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำรินัดพรรคร่วมฝ่ายค้านกับพรรคร่วมรัฐบาลมาตกลงกันว่าเราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มต้นในวันไหน พรรคฝ่ายค้านเสนอไปว่าให้เริ่มวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ในช่วงบ่ายฝ่ายรัฐบาลตอบกลับมาว่าพร้อม ทำให้การกำหนดวันอภิปรายมีความชัดเจนแล้วว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่ในเวลาช่วงเย็นวันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีจดหมายข่าวออกมา ซึ่งตารางเวลาที่ตนพูดมาทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนมากวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา ว่าพรรคอนาคตใหม่มีโอกาสถูกยุบก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่มีชื่อพรรคอนาคตใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้ ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ ส.ส.บางส่วนย้ายไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ทำให้เสียงพรรคร่วมฝ่ายค้านหายไป ทำให้สภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำหมดไป จะทำให้รัฐมนตรีทั้ง 6 รอดไปได้

“ภาพยนตร์ที่ชื่อยุบพรรคดำเนินการมาหลายครั้งในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการใช้การยุบพรรคเพื่อต้องการดึงส.ส. ตัดสินแกนนำไม่ให้มีบทบาททางการเมือง ทำลายอุดการณ์ความคิดของพรรค และวัตถุประสงค์ใหม่ล่าสุดอีกข้อหนึ่งคือต้องการให้เราไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อเรารู้ว่าวัตถุประสงค์เป็นเช่นนี้ วิธีการที่ดีที่่สุดคือทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้ไม่สำเร็จให้ได้”

เรายังคงเชื่อมั่นในความยุติธรรม พวกเราพรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าจะทำให้วัตถุประสงค์ของการยุบพรรคในครั้งนี้ไม่สำเร็จให้จงได้ เรามั่นใจว่าส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่จะได้อภิปรายไม่ไว้เป็นครั้งแรก และแม้ว่าพรรคจะถูกยุบ ส.ส.ของพรรคก็จะคงเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรีอย่างเอางานเอาการแข็งขันต่อไป การอภิปรายครั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ได้เตรียมข้อมูลที่ไม่เคยปรากฏในสื่อใดมาก่อน มีประเด็นที่หนักและชี้ขาดสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลเสียความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เราขอยืนยันว่าแม้จะยุบพรรคหรือไม่ เราจะนำเรื่องนี้มาอภิปรายในสภาอย่างแน่นอน และถ้าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจริงๆ นายธนาธรและตนจะเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 6 คนนอกสภา เพื่อประสานกับเพื่อน ส.ส.ของเราในสภาต่อไป

ตนยังคงยืนยันเช่นเดียวกับคดีก่อนหน้านี้ เรามั่นใจว่าพรรคอนาคตใหม่จะไม่ถูกยุบ การให้กรรมการบริหารลาออกจากส.ส.เพื่อดันส.ส.อื่นให้ขึ้นมาแทน แสดงให้เห็นถึงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เราจะไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เราจะต่อสู้จนถึงที่สุด

“ถ้าไม่ได้เป็นส.ส.เราก็ทำงานการเมืองต่อไป ถ้าเราหยุดก็เท่ากับเรากำลังเข้าทางผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องยุบพรรคนี้ แต่เรายืนยันว่าเราไม่หยุด เรายังคงมั่นใจในเพื่อน ส.ส.เราว่าเดินหน้าสู้ต่อแน่นอน และพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่เป็นแค่ร่างกายในรูปของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่เรากำลังทำให้พรรคอนาคตใหม่เป็นจิตวิญญาณ เป็นอุดมการณ์ เป็นความคิดด้วย แม้ร่างกายจะตายไป แต่จิตวิญญาณ อุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่จะยังคงอยู่ต่อไป”

 “เราจะไม่ยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม”

การเมืองไวรัส ‘ฮุนเซน’ อัดฝ่ายค้านร่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415360?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองไวรัส ‘ฮุนเซน’ อัดฝ่ายค้านร่วง

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:49 น.
ฮุนเซน,สม รังสี,สี จิ้นผิง,หน้ากากอนามัย
เปิดอ่าน 908 ครั้ง

การเมืองไวรัส ‘ฮุนเซน’ อัดฝ่ายค้านร่วง คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

เมื่อไวรัสโคโรน่าแพร่เชื้อกระจายไปทั่วโลก ความตื่นตระหนกของผู้คนก็ตามมา และหลายประเทศปัญหาโรคระบาด ก็กลายเป็น “ไวรัสการเมือง”

อ่านข่าว-นายกแพทยสมาคมฯวิเคราะห์ “ไวรัสโคโรน่า” ระบาดอีกนาน

รัฐบาลมักจะตกเป็นจำเลย ในการบริหารจัดการแก้ไขวิกฤติโรคระบาด ขณะที่ฝ่ายค้านก็จะแสดงตัวเป็นผู้ปกป้องประชาชน ด้วยการวิจารณ์การแก้ไขวิกฤติการณ์ไวรัสโคโรน่า ยิ่งยุคสมัยสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียครองเมือง ทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม สับสนปนเป

สำหรับ “สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็มีวิธีการบริหารวิกฤติไวรัสอู่ฮั่น ที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้ อาจเป็นเพราะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 35 ปี มีประสบการณ์สูง จึงกล้าเล่นกับ “กระแสความกลัวไวรัสมรณะ” ของชาวกัมพูชาได้

สมเด็จฮุน เซน ประกาศเสียงดัง กัมพูชาขอร่วมชะตากรรมกับจีนในการต่อสู้ไวรัสโคโรน่า จะไม่ระงับการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้คนจีน และจะไม่รับนักศึกษาเขมรที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น กลับบ้าน

ตามสไตล์ฮุนเซน จึงบอกว่า ขอประชาชนอย่าได้หวาดกลัวไวรัสจนเกินเหตุ ดูแต่นายกรัฐมนตรีสิ ยังไม่คาดหน้ากากอนามัย

เท่านั้นแหละ อดีตพรรคฝ่ายค้านอย่างกลุ่มสม รังสี ก็โจมตีนายกฯ ฮุน เซน อย่างรุนแรงว่า เป็นคนป่วย คนบ้า บางคนก็ว่า กัมพูชาเป็นเมืองขึ้นจีน จึงไม่มีปากมีเสียง

เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองนักศึกษาเขมรที่อยู่ในอู่ฮั่น เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ สมเด็จฮุน เซน ที่เดินทางไปประชุมเวิลด์ซัมมิท ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ จึงใช้แฟนเพจสมเด็จฮุนเซนแจ้งข่าวว่า ตนเองจะเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น เพื่อเยี่ยมนักศึกษาเขมร ตนเป็นนักรบ เคยผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่กลัวไวรัสอู่ฮั่น

ถัดมา กระทรวงการต่างประเทศจีน แจ้งกลับมาว่า ไม่สะดวกที่จะให้สมเด็จฮุน เซน เดินทางไปเมืองอู่ฮั่น สื่อตะวันตกรู้ข่าว ก็พาดหัวข่าวทำนองเย้ยหยันนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า “จีนเบรกฮุนเซน”

ลึกๆ แล้ว หารู้ไม่ว่า การออกข่าวไปเมืองอู่ฮั่นของสมเด็จฮุน เซน ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและบรรเทาความห่วงหาลูกๆ ของผู้ปกครองนักศึกษาเขมรกลุ่มนั้น

สมเด็จฮุน เซน มีแผนการจะเดินทางจากกรุงโซล ต่อไปกรุงปักกิ่งเพื่อพบผู้นำจีนอยู่แล้ว มิทันที่สื่อตะวันตกจะเปลี่ยนข่าว “จีนเบรกฮุนเซน” เครื่องบินเช่าเหมาลำก็พานายกรัฐมนตรีฮุน เซน ถึงกรุงปักกิ่ง

ภาพ หวัง อี้ รมต.ต่างประเทศจีน มาต้อนรับนายกฯ กัมพูชา อย่างอบอุ่น ทำเอาฝ่ายค้านเขมรที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐและยุโรปตกตะลึง นี่คือ การทูตไวรัสอู่ฮั่นชัดๆ

จากนั้น สมเด็จฮุนเซน ได้เข้าพบ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่หอประชุมสภาประชาชน โดยทันทีที่พบกันผู้นำจีนได้ยกบทกวีโรมัน “A friend in need is a friend in deed” (เพื่อนแท้ในยามยาก) ทักทายผู้มาเยือน ซึ่งกวีบทนี้ สมเด็จฮุน เซน ได้โพสต์ไว้ในแฟนเพจส่วนตัวตั้งแต่วันแรกๆ เพื่อแสดงความเป็นมิตรแท้ต่อจีน และจะไม่ทิ้งจีนในยามยากลำบากอย่างนี้

ประธานสี ยังบอกนายกฯ ฮุนเซนว่า เรื่องนักศึกษาเขมรในเมืองอู่ฮั่น ไม่ต้องกังวล จีนจะดูแลนักศึกษาเขมร เหมือนพวกเขาเป็นลูกหลานคนจีน

คิวต่อไป สมเด็จฮุน เซน ได้ประชุมปรึกษาหารือกับ หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เมื่อเจอหน้านายกฯ หลี่ ที่เพิ่งกลับจากอู่ฮั่น นายกฯ ฮุน เซน พูดว่า ถ้ามาเมืองจีน เขาจะไม่สวมหน้ากากอนามัย แม้เพื่อนชาวจีนจะเตรียมหน้ากากอนามัยไว้ให้เขาก็ตาม

มิเพียงเท่านั้น สมเด็จฮุน เซน ยังถ่ายภาพจับมือนายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ให้แอดมินเพจสมเด็จฮุนเซน โพสต์ เพื่อจะบอกว่า ไวรัสอู่ฮั่นไม่น่ากล้ว ตัวเขายังกล้าจับมือนายกฯ จีน

สำนักข่าวใหญ่ในจีน ต่างยกย่องว่า สมเด็จฮุน เซน ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรก ที่ไปเยือนจีน ในสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่นแพร่ระบาด นี่คือความกล้าหาญกล้าทำ เป็นจุดแข็งของสมเด็จฮุน เซน ทำให้เขารบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มายาวนานกว่า 35 ปี

การทูตพิเศษสไตล์ฮุน เซน ทำให้ฝ่ายต่อต้านเขาในกัมพูชาปิดปากเงียบ สม รังสี ยังงุนงง จับทิศทางไม่ถูก ไม่นึกว่านายกฯ ฮุน เซน จะเล่นเกมนี้

แม้วจบ ‘ส้มยุโรป’ ลุยโลกล้อมไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415347?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม้วจบ ‘ส้มยุโรป’ ลุยโลกล้อมไทย

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:48 น.
ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,คนเสื้อแดง,แดงฮาร์ดคอร์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,888 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7 ก.พ.63

**************************

กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่ฝรั่งเศส จัดโดยกลุ่มคนไทยในยุโรป ที่มีทั้งแนวร่วมพรรคอนาคตใหม่ และกลุ่มแดงนอก (บางกลุ่มสะท้อนว่า “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ของเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ปิดฉากแล้ว

องค์กรเสรีไทยที่มี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณสุนัย จุลพงศธรจักรภพ เพ็ญแข และจรัล ดิษฐาอภิชัย พยายามจะเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในต่างประเทศเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล คสชทำอยู่ ปี แต่ไปไม่รอด

ส้มหวานแถวยุโรป

..นี้ การปรากฏตัวของแนวร่วม “ส้มหวาน” และ “แดงนอกเปลี่ยนสี” ในกิจกรรมการเมืองหนแรกใจกลางกรุงปารีส บอกได้ว่า นี่คือโลกล้อมไทยภาคใหม่

ส้มยุโรปออกโรง

เมื่อวันที่ กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.00 ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มคนไทยเรียกตัวเองว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตยจากหลายประเทศทั่วทวีปยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก เนเธอแลนด์ สวีเดน และฝรั่งเศส ประมาณ 100 คน ได้รวมตัวกันที่ลานปลาซ เดอ ลา เรพุบลิค (Place de la République) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อจัดงาน “วิ่งไล่อยุติธรรม”

มาดูรายชื่อองค์กรที่ร่วมจัดงานครั้งนี้ ประกอบด้วย เครือข่ายแรงงานไทยในยุโรปเครือข่ายชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยในยุโรปกลุ่ม Thailand Human Rights Campaign (UK), กลุ่ม Konthai UK และสถาบัน Stiftung Asienhaus (Germany)

นอกจากกลุ่ม Konthai UK แล้ว กลุ่มอื่นๆ เป็นกลุ่มคนที่น่าจะเข้ามาร่วมชุมนุมการเมืองครั้งแรก และสังเกตได้ว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายคนสวมหมวก เสื้อ และถือธงที่มีสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ชัดเจน 

วิ่งไล่ลุงที่ปารีส

ใบหน้ากลุ่มผู้ประท้วงชาวไทยแตกต่างจากสมัยองค์กรเสรีไทยเคลื่อนไหว ดูแล้วผู้เข้าร่วมเป็นคนชั้นกลาง และเอ็นจีโอสายแรงงานในยุโรป

จังหวะก้าวของเครือข่ายส้มยุโรปอาจขยับถี่ขึ้นหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ

ป้าอุ๊เปลี่ยนสี

กลุ่ม Konthai UK ก็เป็นแกนหลักของการวิ่งไล่ลุงที่ปารีส เพราะเป็นกลุ่มการเมืองที่ก่อตั้งมาแต่ปี 2552 โดยคนไทยชื่อ “วัฒนา เอ็บเบจช์”  หรือ “ป้าอุ๊ ไทยไทเกอร์” ที่อาศัยอยู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ป้าวัฒนา เอ็บเบจช์ เปิดเว็บไซต์ Konthai UK หลังการแตกพ่ายของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 ป้าอุ๊ต้องการให้เว็บไซต์นี้เป็นช่องทางการสื่อสารของคนเสื้อแดงที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้นป้าอุ๊ยังสนับสนุนเรื่องเงินทองให้กลุ่มแดงอิสระหลายกลุ่ม จึงเป็นที่มาของชื่อ “ป้าอุ๊ ไทยไทเกอร์” ขวัญใจคนเสื้อแดง

ตอนที่ “จารุพงศ์” ก่อตั้งองค์กรเสรีไทย องค์กร Konthai UK ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก แต่ภายหลัง ป้าอุ๊ก็หันหลังให้จารุพงศ์ เพราะสู้ไม่จริง

ป้าอุ๊จึงหันมาหาพลพรรคส้ม..ตัดความสัมพันธ์แดงไร้สังกัดในเมืองไทย

แดงเดนตายไม่ร่วม

การเคลื่อนไหวของ “ส้มยุโรป” ที่ปารีส กลับไม่มี จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยในฟินแลนด์ และกลุ่มไฟเย็นที่อยู่ในฝรั่งเศสเข้าร่วม เหมือนเป็นคนละพวก

มีแต่ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ได้แวะไปสังเกตการณ์การทำกิจกรรมของส้มยุโรป 

จรรยาก็ไม่ได้เข้าร่วม เพราะคนละสาย

ตอนที่กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ประกอบด้วย รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล (แยม ไฟเย็น), ไตรรงค์ สินสืบผล (ขุนทอง ไฟเย็น), นิธิวัต วรรณศิริ (จอม ไฟเย็น), ปริญญา ชีวินกุลปฐม (พอร์ท ไฟเย็นและวรวุฒิ เทือกชัยภูมิ (ดีเจตีโต้มาถึงกรุงปารีสกลางปีที่แล้ว ก็พยายามจัดกิจกรรมที่ลานอนุสาวรีย์แห่งนี้ แต่ไม่มีคนไทยเข้าร่วมเลย

กลุ่มไฟเย็นก็ไม่ได้เข้าร่วม

จริงๆ แล้ว พวกเขาก็อยู่ในฝรั่งเศส  แต่กลับไม่ได้ถูกเชิญให้ยกวงดนตรีไปแสดงในกิจกรรมดังกล่าว จึงสันนิษฐานว่ากลุ่มส้มยุโรป คงไม่อยากมีภาพของ “แดงฮาร์ดคอร์” มาแปดเปื้อนกลุ่มตัวเอง

จรัลมาสังเกตการณ์

ลึกๆ แล้ว แดงฮาร์ดคอร์กลุ่มนี้ก็ไม่ได้ชื่นชอบพรรคอนาคตใหม่ไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นแหลมคมที่ส้มหวานไม่กล้าฟันธง

ภาพการจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่ปารีส จึงไม่ต่างจากภาพการวิ่งไล่ลุงในสวนรถไฟ มีแต่คนชั้นกลาง หน้าใสๆ ต่างจากคนเสื้อแดง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415341?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่  7 กุมภาพันธ์ 2563

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:04 น.
สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน,ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 392 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่  7 กุมภาพันธ์ 2563  โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร ทั้งเวรเช้าเวรดึก ไม่คึกให้รู้ไป จัดข่าวแบบลึกๆมา บรรณาการคนอ่านทุกวัน

00000 ศึกสายเลือดระหว่าง รัฐบาล และ ฝ่ายค้าน มีกำหนดการ “รบแตกหัก” ในวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งสองฝ่ายจัดทัพจัดแถวกันเต็มพิกัด

00000 “พญาเสือ” เห็นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายค้านแล้ว บอกคำเดียวว่า งานนี้ถึงตาย ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต เพราะบังอาจไป กระตุกหนวด 3ป. โดยเฉพาะ ป.ประวิตร ที่ติดโผล้างตากันเป็นคนสุดท้าย

00000 ดังนั้น พลพรรคของลุงป้อม ย่อมอยู่เฉยไม่ได้ นอกจากองครักษ์ในสภาที่เป็น ส.ส. ที่คอยทำหน้าที่ตัดแข้งตัดขาฝ่ายค้าน อาทิ สิระ เจนจาคะปารีณา ไกรคุปต์ ใครจะช่วงชิงเป็นดาวประท้วงและดาวอภิปราย ให้รอฟัง นี่แค่หนังตัวอย่าง

00000 ในสภาว่า ดุเดือด แล้ว “พญาเสือ” ว่านอกสภาจะเดือดกว่า เนื่องจาก “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ ที่ปกติก็คอยทำหน้าที่ “โทรโข่ง” โต้ฝ่ายค้านแทนนายกฯ และรัฐบาล แต่ครั้งนี้ จัดตั้งกองกำลังพิเศษ เรียกว่า องครักษ์พิทักษ์นอกสภา ตอนนี้รวบรวมอดีต ส.ส. เป็นการรวมดาวกระจุย ได้แล้ว 20 คน ประกอบด้วย จำลอง ครุฑขุนทด, สุรพร ดนัยตั้งตระกูล, อำนวย คลังผา, ธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา, ทวี สุระบาล, บุญจง วงศ์ไตรรัตน์, สิทธิชัย จรูญเนตร, ฉลอง เรี่ยวแรง, เวียง วรเชษฐ์, พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ, ภิรมย์ พลวิเศษ, ธีระยุทธ วานิชชัง, นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ, พิกิฏ ศรีชนะ, ทศพล เพ็งส้ม, เอกภาพ พลซื่อ, สมเกียรติ ศรลัมพ์, รณฤทธิชัย คานเขต และ ประนอม โพธิ์คำ

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมาว่าจะมีการประชุมนัดแรก 15 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ เพื่อนำข้อมูลของฝ่ายค้าน ในยุคที่เป็นรัฐบาล มากางมาแชร์ว่า ฝ่ายค้านยุคโน้น ทั้งรัฐบาลทักษิณ และ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำอะไรไว้บ้าง

00000 เพราะเท่าที่เห็น 20 อรหันต์พิทักษ์ลุงตู่ แล้ว บอกคำเดียวว่า ฝ่ายค้านตาเหลือกแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้คืออดีต ส.ส.ของฝ่ายค้าน ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้ไส้รู้พุง พรรคเพื่อไทย ทุกขด หลับตาลงจะเห็นภาพการลากไส้กันอย่างเมามัน

00000 “พญาเสือ” อยากให้ไปดูเฟซบุ๊ก “สมชาย แสวงการ” ที่โพสต์ระบุว่า มีอะไรบ้างที่หากรัฐบาลจะซักฟอกกลับฝ่ายค้าน รับรองว่า 3 วันไม่น่าจะพอ เพราะมันเยอะ อาทิ จำนำข้าว บ้านเอื้ออาทร ธนาคารกรุงไทย เอ็กซิมแบงก์ รถคันแรก น้ำท่วม 2554 ชายชุดดำ จำนำลำไย ปั่นหุ้น นี่ไม่นับรวมขายดาวเทียมให้ต่างชาติไม่เสียภาษี

00000 อย่างที่บอก “พญาเสือ” รู้ข่าววงในว่า หลังการอภิปราย นายกฯ ลุงตู่ จะถือโอกาส ปรับครม. โดยเอาผลงานของการอภิปรายเป็นหลักคิด หากข้าราชการเจ้าหน้าที่หน่วยไหน จัดทำข้อมูลตอบโต้ฝ่ายค้านไม่ทันการณ์ โอกาสจะถูกย้ายมี

00000 ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล จะต้องแสดงออกอย่างเป็น “เอกภาพ” ในการลงมติให้รัฐมนตรีทั้ง 6 คน เพื่อโชว์กายเปิดใจกันว่า จะอยู่ร่วมกันต่อไป หาก รัฐมนตรีทั้ง 6 คนได้คะแนนไว้วางใจไม่เท่ากัน จะตามไล่เบี้ยกันทีหลัง จะหาว่า ลุงตู่ ไม่เตือน 00000

ความงดงามที่สมบูรณ์แบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความงดงามที่สมบูรณ์แบบ

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:31 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่,น้ำใจ,คนไทย,ชาวจีน
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

ความงดงามที่สมบูรณ์แบบ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563

ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระในวันที่โลกกำลังกับเผชิญกับไวรัสร้าย “โคโรน่า” …ขอนอกเรื่องสักนิดเพื่อบอกเล่าถึงความดีงามมีน้ำใจของหญิงไทยคนหนึ่ง ด้วยใจคารวะ..ก่อนจะเขียนบทความนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นน้องที่ไม่พบพานกันมานานกว่า 30 ปีตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เมื่อพูดคุยกันเธอเริ่มเล่าเรื่องราวที่ประสบด้วยความสุขใจว่า “พี่วันนี้หนูช่วยชีวิตคนบนเครื่องบิน” จากนั้นเธอเริ่มแบ่งปันเรื่องราวดีๆ เป็นฉากๆ ว่า ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ อ.หาดใหญ่ ด้วยสายการบินในประเทศ แอร์สาวบนเครื่องบินประกาศขอความช่วยเหลือเนื่องจากผู้โดยสารในเครื่องมีอาการหน้ามืดใจสั่น ความดันลดเหมือนจะช็อก ท่ามกลางความแตกตื่นนั้น เธออาสาเข้าช่วยเหลือโดยใช้ประสบการณ์จากการเป็นพยาบาลกองทัพอากาศ จนสามารถกู้ชีวิตผู้โดยสารคนนั้นให้รอดปลอดภัย

อ่านข่าว…   นายกแพทยสมาคมฯวิเคราะห์ “ไวรัสโคโรน่า” ระบาดอีกนานแค่ไหน

ระหว่างที่เล่าเรื่องราวนั้น…ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงความสุขใจที่เธอสามารถช่วยชีวิตผู้โดยสารคนนั้นได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันในฐานะผู้รับฟังก็รู้สึกดีใจและชื่นชมไปกับความดีงามที่เธอได้มอบให้เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่แหละความสวยงามของ “น้ำใจ” พรอันงดงามที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์บนโลกสีฟ้าตั้งแต่ถือกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำใจของ “คนไทย” ที่กำลังส่งตรงไปถึงคนจีนและคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส “โคโรน่า” ถือเป็นเรื่องราวที่น่าชื่นใจสุดๆ ในขณะนี้ เพราะนอกเหนือการรักษา การสกัดกั้นการแพร่กระจายของไวรัสร้ายที่ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วแล้ว “น้ำใจ” ยังเป็นน้ำทิพย์สุดวิเศษที่ช่วยให้เพื่อนบ้านของเรามีพลังใจในการต่อสู้กับสถานการณ์อันโหดร้าย ณ เวลานี้

ภาพคนไทยทั่วทุกหนแห่งบนแผ่นดินสยามอัดคลิปเสียงเป็นภาษไทยและภาษาจีน ถือป้ายข้อความให้กำลังใจไปถึงพี่น้องชาวจีนด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เป็นอะไรที่สุดจะบรรยายด้วยคำพูดใดๆ ขณะเดียวกันยังมีความซาบซึ้งส่งกลับมาถึงคนไทย เมื่อในโลกโซเชียลปรากฏภาพ “ชาวจีน” ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเดินชูแผ่นกระดาษเขียนด้วยลายมือ ความว่า “ขอโทษคนไทยที่เราเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายอันเกิดมาจาก ไวรัสร้ายโคโรน่า” ด้วยความถ่อมตนและสำนึกเสียใจ

เหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้น กลายเป็น “ไวรัล” ในโลกโซเชียลมีเดียที่มีผู้คนทั่วโลกตามกดไลค์กดแชร์ด้วยความซาบซึ้งต่อการกระทำอันเป็นน้ำมิตรของคน 2 ประเทศ แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ “น้ำใจ” อันเลิศล้ำที่คน 2 ชาติส่งต่อให้กันด้วยจิตบริสุทธิ์…ตรงนี้ต่างหากที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่น่าเชิดชูอย่างยิ่ง เพราะในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ การจะมานั่งจับผิด ให้ร้าย ปิดกั้นหรือแสดงความรังเกียจผู้คนที่กำลังเผชิญทุกข์ยาก เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะการบูลลี่ เล่าความเท็จ สร้างข่าวลวงเพื่อซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย ถือเป็นสิ่งไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

ผลแห่งความเป็นมิตรแท้ของพี่น้องไทย-จีน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและจดจำไปตลอด แต่ในความมี “น้ำใจ” ที่เกิดขึ้นใช่ว่าเราจะตั้งอยู่ในความประมาทได้…เพราะไวรัส “โคโรน่า” ถือเป็นมหันตภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลก ดังนั้นมาตรการรักษา สกัดกั้นต่างๆ ที่สร้างความมั่นใจให้แก่คนในชาติและนานาประเทศ ต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น รัดกุม พร้อมกับการให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับน้ำใจอันแสนดีงามที่คนไทยรวมใจส่งพลังไปถึงชาวจีนทุกคน…นี่ต่างหากคือ “ความงดงามที่สุดแสนจะสมบูรณ์แบบ”