ศึกซักฟอกอลเวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกซักฟอกอลเวง

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:30 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
เปิดอ่าน 2,371 ครั้ง

ศึกซักฟอกอลเวง โดย สถิตย์ ธรรม

ต่างบ้านต่างเมืองกำลังเผชิญสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาด ทำให้เห็นทุกฝ่ายผนึกกำลังความร่วมมือในการคิดค้นวิจัยหาสูตรยา สร้างภูมิคุ้มกันให้พี่น้องประชาชนได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ มีการแสดงถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกันปรารถนาให้เหตุร้ายผ่านพ้นไปด้วยดี

อ่านข่าว… เป้าถูกซักฟอก นายกฯเตรียมข้อมูลสู้ศึกอภิปราย

ทว่า ตัดภาพกลับมาบ้านเราสิครับ โดยเฉพาะฟาก “นักการเมืองไทย” คงสาละวนอยู่กับ “ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำอยู่เลย เพราะนับตั้งแต่เปิดสภาเมื่อปีที่แล้ว ระหว่างการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จนมีการลงมติเป็นที่เรียบร้อย

ตอนนั้น ประธานวิปฝ่ายค้านไปจนถึงท่านผู้แทนค่ายส้มหวาน ทิ้งท้ายในสภาคนละหมัดสองหมัด บอกว่า การอภิปรายในสภาที่ผ่านมาแค่วอร์มอัพ โดยหมัดน็อกของจริงขอให้รอการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยจะฉายหนังซ้ำว่าด้วยท่านผู้นำในร่างหัวหน้า คสช. ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโดยมิชอบอีกรอบ

ดูเป็นอะไรที่ป่าวประกาศกันไว้ตั้งแต่ปีกระโน้น แต่ไหงเกิดรายการชักเข้าชักออก เอาแน่เอานอนไม่ได้สักที จากปลายปีที่แล้วลากมาถึงวานนี้ ต้องมานั่งถกวันอภิปรายกันอีกรอบ มีผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปรัฐบาล ตัวแทนครม. โดยมีท่านประธานสภา ชวน หลีกภัย นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

ผลการหารือ ก็ยังเป็นการยื่นเงื่อนไขต่อรองกันอยู่ หะแรกฝ่ายค้านขอกำหนดวันอภิปรายระหว่างวันที่ 19–21 กุมภาพันธ์ ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีรัฐมนตรีติดภารกิจราชการ เช่น ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ หนึ่งในบัญชีดำของฝ่ายค้าน ท่านก็ติดราชการต่างประเทศในช่วงวันเวลาดังกล่าว จึงเสนอให้เลื่อนไปอภิปรายระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ ฝ่ายค้านก็ยังไม่ยอมอีก ขอขยายเพิ่มเป็นวันที่ 24 -27 กุมภาพันธ์ แล้วไปลงมติไม่ไว้วางใจในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยให้เหตุผลว่ามีผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อคิวขออภิปรายยาวเป็นหางว่าว เลยต้องขอวันอภิปรายมากหน่อย

การกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไปถึงวันไหน

แม้อยากได้คืบจะเอาศอก อยากได้ศอกจะเอาวา ยังไงต้องหาทางจบได้แล้วนะครับ เพราะอย่าลืมว่า พระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2 กำหนดออกมาแล้วเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ฉะนั้นโปรโมชั่นตามเทศกาล “เปิดวาล์วน้ำลายให้ออกมาพ่นๆ จนท่วมสภา” จัดให้ท่านผู้แทนได้ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น จากนั้นปิดเทอมยาวลงพบปะประชาชน

แค่การเคาะวันอภิปรายยังมึนตึ้บ มิพักกล่าวถึงการตั้งญัตติอภิปราย แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมมาก่อนแล้ว มีการหารือครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนจะมีแค่พรรคเพื่อไทยที่ดูเป็นตัวตั้งตัวตีอยู่พรรคเดียว มิใช่พรรคอื่นเกรงใจในความเป็นพรรคแกนนำหรอกครับ แต่ปรากฏว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดไม่มีความเป็นเอกภาพ

นอกจากพรรคการเมืองที่อยู่ในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อย่างพรรคเศรษฐกิจใหม่ สมาชิกส่วนใหญ่ประกาศจุดยืนไม่เป็นฝ่ายค้าน ปล่อยให้ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เล่นเกมแทงกั๊กเหยียบเรือสองแคมอยู่คนเดียว

ยังมีพรรคที่มีหัวหน้าเป็น ผู้แทนนอกสภา ถนัดเล่นเกมการเมืองข้างถนนปลุกระดมมวลชนไปวันๆ อีกเป็นไปตามสไตล์พรรคอีโก้สูง สรรหาเรื่องหาเรื่องราวร้องทุกข์จากเครือข่ายมวลชนเคลื่อนไหวสร้างประเด็นมายัดใส่ในที่ประชุมกรรมาธิการแต่ละคณะที่พรรคตนมีโควตาอยู่ ด้วยการใช้เป็นเวทีสร้างข่าวถล่มโจมตีรัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งดูเป็นวิธีอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ต้องไปรอหารือร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านอื่นๆ

ไม่แปลกหรอก ที่เนื้อหาญัตติอภิปราย 6 รมต. ซึ่งถูกกำหนดจาก “คนเกาะรั้วสภา” มีส่วนเข้ามายกร่างสรรหาวาทกรรมระดับเฮทสปีชตราหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม “เป็นผู้ไม่ยึดมั่นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู…” (เนื้อหาส่วนหนึ่งในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ) นี่แค่ยังไม่ถึงวันอภิปราย ก็มีการเรียกร้องให้ปรับแก้ไขเนื้อหาญัตติกันแล้ว เพราะมองว่ามีถ้อยคำเป็นเท็จ เหมือนญัตติหลอกด่าของนักเลงหัวไม้ข้างถนน

ถึงวันอภิปรายในสภาคงประท้วงกันน่าดู แล้วประชาชีอย่างเราท่าน จะหาสาระข้อเท็จจริงผ่านการตรวจสอบพฤติกรรมรมต.โดยท่านผู้แทนฝ่ายค้านได้อย่างไรเล่า

นัยแสดงพลังพิทักษ์ “นาย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นัยแสดงพลังพิทักษ์ “นาย”

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:50 น.
สมคิด จาตุศรีทักษ์,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ลุงตู่
เปิดอ่าน 736 ครั้ง

นัยแสดงพลังพิทักษ์ “นาย”

นายสมคิด จาตุศรีทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นัดหมายอย่างปัจจุบันทันด่วนเพื่อพบปะหารือกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อนที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์นี้ นายสมคิด จึงได้นัดพบปะกันที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กลางใจเมือง กทม.

อ่านข่าว…. สมคิด ดิ้นควงสุริยะ-สมศักดิ์กินข้าว ต่ออายุ สุวิทย์ นั่งรมต.

งานนี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำบิ๊กเนมก๊วน “สามมิตร” กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง โดยสามมิตรเข้าร่วมหารืออย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลานรักของนายสุริยะ

การพบปะดังกล่าวมี ส.ส.มาปรากฏตัวประมาณ 40 คน เช่น นายภิญโญ นิโรธ ส.ส.นครสวรรค์ นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชร นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี นายพยม พรมเพชร ส.ส.สงขลา นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส

ส.ส.กทม. 5 คน ประกอบด้วย นางกรณิศ งามสุคนรัตนา น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ น.ส.ภาดา วรกานนท์ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ นายศิริพงษ์ รัสมี

โต๊ะอาหารบิ๊กเนม ประกอบด้วย นายสมคิด นายอุตตม นายสุริยะ นายสมศักดิ์ นายอนุชา นอกจากนี้ยังมีรุ่นเล็กอย่าง นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลูกชาย “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 2 จ.กำแพงเพชร โดยนายสมคิด พูดกับนักการเมืองรุ่นหลานว่ากำแพงเพชรจะต้องเอาให้ได้ ขณะที่นายอุตตม เสริมว่า พวกเราจะต้องลงไปช่วยด้วย

สำหรับการพบกันครั้งนี้เดิมทีคิดว่าจะเป็นการพูดคุยกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทว่ากลับไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะเป็นเพียงการมาร่วมโต๊ะอาหารกันเท่านั้น ซึ่งจุดประสงค์หลักของการเจอกันครั้งนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงการแสดงพลังให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาล เห็นถึงความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นั่นเพราะ “บิ๊กตู่” กำชับนายสมคิด กลางวงประชุม ครม.เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ให้ช่วยตอบการอภิปรายจากฝ่ายค้านในประเด็นด้านเศรษฐกิจ แม้จะยืนยันว่าไม่รู้สึกหนักใจที่ถูกอภิปรายก็ตาม และนั่นเป็นเหตุผลที่นายสมคิด จะต้องแสดงออกเพื่อสร้างความมั่นใจกันให้ “บิ๊กตู่”

นายสมคิด กล่าวระหว่างร่วมโต๊ะอาหารว่า ได้รับปาก “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าต้องการอะไรให้บอก “สมคิด” ดังนั้นนายสมคิดจะเป็นผู้จัดให้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนข้อมูล บุคลากร องครักษ์ และอื่นๆ และการนัดพบปะครั้งนี้ นายสมคิดก็ต้องการสื่อให้เห็นว่าคนในพรรคพลังประชารัฐ มีความตื่นตัวต่อการอภิปรายครั้งนี้อย่างมาก

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมการอภิปรายต่ออย่างเนื่อง โดยจัดให้มีคนประท้วงเมื่อฝ่ายค้านเล่นนอกบท หรือโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก นอกจากนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จะจัดสัมมนา ส.ส.เพื่อซักซ้อมก่อนการอภิปรายด้วย

สำหรับการรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ อีกนัยสำคัญคือ ผลที่จะเกิดขึ้นหลังการอภิปราย นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรี นั่นจึงทำให้ “กลุ่มสามมิตร” ตื่นตัวเป็นพิเศษ จึงได้ขนกันมาตั้งแต่บิ๊กเนมไปจนถึงส.ส.ในสังกัด เพื่อแสดงออกให้ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” เห็นว่า “สามมิตร” มีทั้งขุนพลและความพร้อมที่ช่วย พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร อย่างเต็มที่

วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:45 น.
วันพิพากษา,พลอเปรม ติณสูลานนท์,วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ,นปก,นปช
เปิดอ่าน 912 ครั้ง

วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ คอลัมน์… Special Report

ภายหลังที่ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550

อ่านข่าว…  ชี้ชะตา 4 นปช. บุกบ้านป๋า

จำเลยในคดีนี้ มีชื่อแกนนำ นปช.คนสำคัญ ตั้งแต่ นายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แต่เมื่อถึงเวลานัด นายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นพ.เหวง นายวิภูแถลง ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยต่อสู้คดี พร้อมยื่นคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ทำให้ศาลพิจารณาส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพื่อพิจารณามีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอีกครั้ง

หากย้อนไปในเหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 โดยแกนนำ นปช. ที่ใช้ชื่อในขณะนั้นว่า “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” หรือ “นปก.” จำนวน 15 คน พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมหลายพันคน ได้เคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวง ไปปิดล้อมบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ภายหลังกลุ่ม นปก.เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

สถานการณ์ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแกนนำ นปก.ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งไว้บนรถบรรทุก ปราศรัยโจมตีผู้เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารในครั้งนั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามกดดันให้แกนนำยุติการชุมนุมทั้งหมด ตั้งแต่มาตรการขั้นเบาไปหาหนัก เพื่อเข้าไปจับแกนนำผู้ชุมนุมที่อยู่บนรถปราศรัย จนกระทั่งมีการใช้แก๊สน้ำตา แต่ไม่ทำให้สถานการณ์การชุมนุมยุติลงได้

เหตุการณ์เริ่มบานปลายจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายนพรุจ หรือนายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้สำเร็จ ส่วนแกนนำ นปก.คนอื่นได้ให้ผู้ชุมนุมล่าถอยกลับไปที่ตั้งเดิมที่ท้องสนามหลวงอีกครั้ง เหตุการณ์ปะทะในครั้งนั้นมีเจ้าหน้าที้ตำรวจและผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บไปหลายราย ขณะเดียวกันพื้นที่ใกล้เคียงรอบบ้านบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้รับความเสียหายเช่นกัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งข้อหาซ่องสุมเกินกว่า 10 คน ต่อแกนนำ นปก. ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ซึ่งทั้งหมดได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา

แต่ขณะนั้นอัยการได้พิจารณาสำนวนคดี และสั่งไม่ฟ้องแกนนำ นปช. เนื่องจากผู้ต้องหาได้ยื่นหลักฐานเอกสารร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการพิจารณา จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง และส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้ว แต่แล้ว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น กลับความเห็นแย้งให้ฟ้องผู้ต้องหา และส่งความเห็นแย้งให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด

กระทั่งอัยการสูงสุด มีความเห็น “ชี้ขาด” สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นตามความเห็นแย้งของ ผบ.ตร. โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องแกนนำ นปช. 10 คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นประกอบด้วย

1.นายวีระ มุสิกพงศ์ 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายจักรภพ เพ็ญแข 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 5.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 6.นพ.เหวง โตจิราการ 7.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย 8.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย 9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ และ 10.นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

พร้อมส่งฟ้องผู้ร่วมชุมนุมก่อความวุ่นวายอีก 5 คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ประกอบด้วย 1.นายบรรจง สมคำ 2.ม.ล.วีระยุทธ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา 3.นายศราวุธ หลงเส็ง 4.นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน และ 5.นายวันชัย นาพุทธา

กระทั่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 ศาลอุทธรณ์ได้สั่งจำคุก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 2 ปี 8 เดือน โดยจำเลยประกันตัวออกไปยื่นต่อศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำ อ.3531/2552

จนมาถึงวันสำคัญ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา คดีดำเลขที่ 3531/2552 ในคดีแกนนำ นปช.ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ภายหลังจากเลื่อนการอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 23 กันยายน 2562 เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นแกนนำ นปช. 4 คน ยื่นคำร้องขอ “กลับคำให้การ” ใหม่เป็นรับสารภาพ

เป็นอีกหนึ่งคดีชุมนุมทางการเมืองที่รอผลพิพากษาจากศาล จากเหตุการณ์ชุมนุมกลุ่ม นปช.เมื่อ 12 ปีที่แล้วจะได้รับผลแห่งการกระทำเช่นไร

กล้วยไข่หวาน ‘สมศักดิ์’ เคี้ยว เด็กเก่าค่าย ‘พท’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กล้วยไข่หวาน ‘สมศักดิ์’ เคี้ยว เด็กเก่าค่าย ‘พท’

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:15 น.
สมศักดิ์ เทพสุทิน,ทีมชากังราว,เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
เปิดอ่าน 2,113 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ก.พ.63

**************************

ในที่สุด “กลุ่มสามมิตร” ได้นัดรวมพลกันอีกครั้ง เพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มี ส..พลังประชารัฐ สายสามมิตรเข้าร่วม 40 คน พร้อม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย

สุริยะ” บอกว่า การรวมตัวของ ส..กลุ่มสามมิตร ไม่เกี่ยวกับการแสดงพลังในการปรับ ครมหลังศึกซักฟอก แต่มารวมตัวเพื่อช่วยเหลือลุงตู่ ลุงป้อม และรัฐมนตรีตอบโต้ฝ่ายค้าน เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจจบลง กลุ่มสามมิตรก็จะสลายตัว

ก่อนจะถึงศึกซักฟอก กลุ่มสามมิตรยังมีภารกิจช่วยหาเสียงให้แก่ผู้สมัคร ส..พลังประชารัฐ ในสนามเลือกตั้งซ่อม กำแพงเพชร เขต 2

เด็กเก่าสมศักดิ์

วันก่อน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แจ้งว่า พรรคพลังประชารัฐได้ตั้ง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมเขต กำแพงเพชร

ถัดมา “สมศักดิ์” ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ข้อมูลเบื้องต้น ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ ได้หมายเลข ส่วนเบอร์ เป็นพรรคเล็กที่อาจไม่มีความแข็งแรงเท่าไรนัก ขณะที่เบอร์ คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยจะเป็นผู้สมัครเก่าของตน

สมศักดิ์ เทพสุทิน

คำว่า “เบอร์ คือพรรคเพื่อไทย” หมายถึง “กัมพล ปัญกุล” อดีตรองนายก อบจ.กำแพงเพชร โดยช่วงกลางปี 2561 สมศักดิ์ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร ได้เดินทางไปเสาะหาผู้ร่วมอุดมการณ์มาสังกัดกลุ่มตัวเอง

ที่กำแพงเพชร สมศักดิ์คัดเลือกทีมผู้สมัคร ส..ไว้ คนคือ ศิริสิทธิ์ พันธ์นรา อดีตนายอำเภอเมืองกำแพงเพชรกัมพล ปัญกุล และธานันท์ หล่าวเจริญ อดีตผู้สมัคร ส..กำแพงเพชร สำหรับกัมพลนั้น รู้จักสมศักดิ์มาแต่สมัยที่ “กลุ่มมัชฌิชา” สังกัดพรรคภูมิใจไทย

เมื่อ วราเทพ รัตนากร นำทีมชากังราว มาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ทีมผู้สมัคร ส..กำแพงเพชร ของกลุ่มสามมิตร จึงต้องถอยทัพ โดยกัมพลและธานันท์ ต้องผิดหวังอย่างแรง และหันไปสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ เพราะตัั้งใจจะลงสมัครผู้แทนให้ได้

จึงไม่น่าแปลกที่พลังประชารัฐ มอบให้ “สมศักดิ์” เป็นแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม..เพราะรู้ไส้รู้พุง “เบอร์ เพื่อไทย” เป็นอย่างดี

มวยรองต้องสู้

พลันที่ กัมพล ปัญกุล นายกสมาคมพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร และรองนายก อบจ.กำแพงเพชร สมัยที่ จุลพันธ์ ทับทิม เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร หัวคะแนนเมืองชากังราวบางกลุ่ม ก็โพสต์เฟซบุ๊กเชียร์ “รองจอม สู้ๆๆ” แต่ก็มีบางกลุ่มโพสต์ว่า “ไม่น่าเลย คนละพรรคแต่พวกเดียวกัน”

อย่างว่าแหละ พื้นที่เลือกตั้งกำแพงเพชรมี เขต และ ส..ก็ผูกขาดอยู่ใน “กลุ่มชากังราว” เลยทำให้นักการเมืองท้องถิ่นบางกลุ่ม ก็อยากโต จึงต้องหาทางไป

กัมพล ปัญกุล

ตอนเลือกตั้ง 2562 เมื่อไม่มีที่ยืนในพลังประชารัฐ กัมพล ปัญกุล และธานันท์ หล่าวเจริญ ก็ย้ายไปพรรคไทยรักษาชาติ โดยธานันท์​ ลงสมัคร ส..เขต และกัมพลไปอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 69 เมื่อพรรค ทษช.ถูกยุบ ฝันก็สลาย

จังหวะโอกาสมาถึง เพื่อไทยไม่มีตัวผู้สมัคร ส.. “รองจอม” ก็เลยขอลองสู้ศึกสักครั้ง แพ้ก็ไม่เสียหาย

แม่พาลูกหาเสียง

เหมือนรู้ตัวล่วงหน้า ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ พาลูกชาย “พูม” เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ออกงาน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เรียกว่า ไวพจน์ไปงานไหน ก็หนีบลูกชายไปแนะนำตัวด้วย เพราะรู้ดีว่า ลูกชายอายุยังน้อย ประสบการณ์การเมืองไม่มาก เป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งโจมตีได้

อุดมรัตน์ พาลูกชายหาเสียง

เมื่อสุดท้ายตัวเขาไม่อยู่ในเมืองไทย จึงเป็นหน้าที่ของคู่ชีวิต “อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์” ผู้ยืนเคียงข้างไวพจน์มาตลอด ตั้งแต่สมัยการเมืองท้องถิ่น จนถึงเวทีผู้แทน เมื่อเลือกตั้งปี 2554 ไวพจน์ส่งอุดมรัตน์ เป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทนตัวเขาที่มีคดีความการเมืองติดตัว

เพชรภูมิ ลุยแทนพ่อ

วันนี้ อุดมรัตน์ได้พาลูกชาย “พูม” ออกเคาะประตูบ้าน ร่วมกับลูกสาวคนโต “พรีส” พิชญา อาภรณ์รัตน์ ซึ่งพรีสช่วยงานหาเสียงให้พ่อไวพจน์มาหลายสมัย อุดมรัตน์เชื่อมั่นว่า คนกำแพงเพชรเขต จะรักลูกชายของเธอ เหมือนรักไวพจน์

ทีีมชากังราว พร้อมหนุนลูกไวพจน์

ส่วนทีมชากังราว ทั้งวราเทพ รัตนากรปริญญา ฤกษ์หร่าย ส..กำแพงเพชร เขต และอนันต์ ผลอำนวย ส..กำแพงเพชร เขต พร้อมด้วย สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส..ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมหนุนลูกไวพจน์

อย่างที่ทราบกัน ศึกนี้มีเรื่องกินใจใน “พวกเดียวกัน” จึงให้แม่ทัพไก่ชนอย่างสมศักดิ์มาดูแลแทนกลุ่มชากังราว 

ตั้ง “ทีมองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ”วัฒนธรรมการเมืองคู่ศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้ง “ทีมองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ”วัฒนธรรมการเมืองคู่ศึกซักฟอก

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:30 น.
องครักษ์พิทักษ์นายกฯ,ลุงตู่,ซักฟอก
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

ตั้ง “ทีมองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ”วัฒนธรรมการเมืองคู่ศึกซักฟอก คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ , ปกรณ์ พึ่งเนตร

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นควบคู่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแทบทุกยุคทุกสมัย ก็คือการตั้ง “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” หรือพิทักษ์แกนนำรัฐบาลคนอื่นๆ ที่โดนฝ่ายค้านยื่นอภิปราย

อ่านข่าว… ส่ององครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล
ศึกซักฟอกหนนี้ก็เช่นกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ​ ประกาศตัวระดม ส.ส. เพื่อจัดทีมคอยลุกขึ้นประท้วง ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบโต้ฝ่ายค้าน กรณีอภิปรายนอกประเด็น เพื่อตัดบทให้การอภิปรายเข้าสู่สาระสำคัญและสร้างสรรค์จริงๆ โดยเน้นปกป้องนายกฯ และรองนายกฯ ซึ่งหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สองแกนนำสำคัญของรัฐบาล เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านใช้เวทีสภาตีกินรัฐบาลได้

นายสุชาติ ถึงกับบอกว่าถ้าฝ่ายค้านอภิปรายล่วงล้ำก้ำเกินถึงผู้ใหญ่ 2 ท่านนี้ จะลุกขึ้นประท้วงด้วยตัวเอง แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยลุกขึ้นต่อว่าใครในสภาเลยก็ตาม

ทีมงานส.ส.ที่นายสุชาติพูดถึงในทางการเมืองเรียกว่า “องครักษ์” ทำหน้าที่พิทักษ์แกนนำรัฐบาลบางคน ถ้าเป็นนายกฯ ก็จะเรียกว่า “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” บางทีก็ใช้ชื่อเลย เช่น “องครักษ์พิทักษ์ชวน” หมายถึงทีมส.ส.ที่ทำหน้าที่ลุกขึ้นประท้วงปกป้อง นายชวน หลีกภัย ในสภา สมัยที่ทำหน้าที่นายกฯ เป็นต้น

การจัดทีมส.ส.เอาไว้แบบนี้มีในศึกซักฟอกแทบทุกยุคทุกสมัย และส่วนใหญ่จะเป็นการจัดทีม “องครักษ์” เอาไว้ “พิทักษ์นายกฯ” เป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้าน เนื่องจากหากนายกฯ ลาออก หรือแพ้โหวต ก็จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ต้องพ้นไปทั้งคณะทันที

ฉะนั้นนายกฯ จึงกลายเป็น “กล่องดวงใจ” ของรัฐบาล และต้องจัดทีม “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” กันตลอด จนบางครั้งเหมือน “ไข่ในหิน”

การจัด “ทีมองครักษ์” เฟื่องฟูเป็นพิเศษในยุครัฐบาลเลือกตั้ง เพราะถ้าเป็นรัฐบาลทหาร หรือผู้นำเป็นทหารในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ส.ส.มักไม่กล้าอภิปรายโจมตีนายกฯ มากนัก ผิดกับในยุคเลือกตั้งที่ ส.ส.มักจัดหนักผู้นำรัฐบาล จนต้องตั้ง “องครักษ์” ขึ้นมาพิทักษ์กัน และลุกลามไปถึงการอภิปรายงบประมาณ รวมทั้งการแถลงนโยบายด้วย ไม่ใช่แค่ศึกซักฟอกเท่านั้น

“ทีมองครักษ์” ที่ทำงานเข้าเป้าจนเป็นที่กล่าวขานก็คือ “องครักษ์พิทักษ์ชวน” ในยุคที่นายชวนเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 สมัย ทีมองครักษ์ส่วนใหญ่ก็เป็นส.ส.ใต้ด้วยกัน หรือแม้แต่ ส.ส.บ้านเดียวกันก็มี

สำหรับนายชวน ถือเป็นนักการเมืองมากบารมี จึงมีองครักษ์เยอะ และปัจจุบันแม้จะทำหน้าที่ประธานสภาก็ยังมี “องค์รักษ์พิทักษ์ประธานชวน” ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการทำหน้าที่ของทีมเลขานุการประธานสภาที่คอยออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ทางการเมืองแทนประธานชวน

ความสำเร็จของ “ทีมองครักษ์” คือการเตะตัดขาสกัดไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้สะดวก แต่ความสำเร็จนี้มักต้องแลกกับการถูกด่าโดยประชาชน โดยเฉพาะคอการเมืองที่ต้องการฟังการอภิปรายอย่างราบรื่นแต่กลับต้องมาสะดุดเพราะทีมองครักษ์

นอกจากนั้นในระยะหลังๆ อย่างในยุคนายทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจ รวมไปถึงยุคนายทักษิณหมดอำนาจไปแล้ว การทำหน้าที่ “ประท้วงแทนคนแดนไกล” ยังถูกแซวว่าเป็นการ “ประท้วงเพื่อวางบิล” หมายถึงการทำหน้าที่แบบมีผลประโยชน์แอบแฝงนั่นเอง

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า การตั้งทีมองครักษ์ไม่ใช่เรื่องแปลก ถือเป็นเทคนิคทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ใช่เทคนิคแปลกใหม่อะไรด้วย เพราะการตั้ง “องครักษ์พิทักษ์รัฐบาล” มีมาตั้งแต่ปี 2475 หรือตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองกันเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร และส.ส.ไม่มีบทบาทมากนัก การตั้งองครักษ์ก็จะไม่ค่อยเข้มข้น ไม่เหมือนสภาเลือกตั้ง

หากมองย้อนกลับไปการต่อสู้ในสภามีความเข้มข้นมากขึ้นตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา หลังหมดยุคประชาธิปไตยครึ่งใบที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้นำประเทศ แม้หลังจากนั้นจะยังมีการรัฐประหารซ้ำอีกหลายครั้งแต่ก็ถือว่ามีสภาเลือกตั้งวนมาเรื่่อยๆ เกมในสภาจึงเข้มข้น

ในความเห็นของอาจารย์ยุทธพร อาจารย์บอกว่าการตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลถือว่ามีความจำเป็น และเป็นส่วนสำคัญในการแก้เกมในสภา เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายค้านพูดเพียงฝ่ายเดียวก็อาจนำทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จมาปะปนกล่าวหารัฐบาล ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะการประชุมสภามีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ฉะนั้นจึงต้องมีทีม ส.ส.ที่ทำหน้าที่หยุดอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่อาจารย์ยุทธพรก็เสนอว่าทีมองครักษ์ที่ตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นส.ส.ฝ่ายไหน ควรถ่วงดุลให้เกิดความเหมาะสม ที่สำคัญการทำงานต้องคำนึงถึงความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย ไม่ใช่มุ่งแต่ปกป้องกันเอง นอกจากนั้นฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่ควรกลัวการอภิปรายมากเกินเหตุ เพราะฝ่ายตนก็มีโอกาสชี้แจง ฉะนั้นควรปล่อยให้พูดในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ขณะที่ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า มองคล้ายๆ กันว่า การตั้ง “องครักษ์” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นสีสันทางการเมือง แต่คนที่จะมาทำหน้าที่ “องครักษ์” จำเป็นต้องรู้ข้อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับการประชุมด้วย ไม่ใช่ลุกขึ้นประท้วงอย่างเดียว เพราะนอกจากจะส่งผลเสียต่อตัวเองแล้วยังอาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาด้วย

อาจารย์สติธร ยังมองว่า การตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลมีความจำเป็นเพื่อเบรกผู้อภิปรายที่กำลังนอกประเด็น หรือลามไปเรื่องส่วนตัว หรือพูดไม่เข้าเนื้อหาสาระ เน้นเพียงวาทกรรม แต่องครักษ์ก็ต้องทำหน้าที่อย่างถูกช่วง ถูกเวลาด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการประท้วงแบบสะเปะสะปะ แล้วทำให้คนที่ติดตามการอภิปรายรู้สึกรำคาญมากกว่าจะชื่นชม

ที่สำคัญการมีองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะสุดท้ายคนที่ต้องตอบคำถามในสภาก็ยังเป็นตัวรัฐมนตรีอยู่ดี

มีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าแปลกก็คือบรรดาผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่ได้รับการพิทักษ์จากองครักษ์มักไม่ค่อยจะยอมรับว่ามีการจัดทีมองครักษ์เอาไว้พิทักษ์ตนเอง เช่น ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกล็อกเป้าอภิปรายก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องที่มีการจัดทีม “องครักษ์” พิทักษ์ตนเอง ทั้งๆ ที่คนออกมาประกาศคือ นายสุชาติ ประธาน ส.ส.พลังประชารัฐ ซึ่ง “บิ๊กป้อม” เองก็เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค

ก็ต้องรอดูว่า “องครักษ์พิทักษ์ตู่-ป้อม” จะทำงานสำเร็จ ปกป้อง “นาย” จากการถูกโจมตีได้เหมือนองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ในอดีตหรือไม่ โดยเฉพาะในยุคที่บ้านเมืองมีสื่อกระแสแรงมากมาย ใครๆ ก็สามารถอภิปรายซักฟอกนอกสภาได้ และอาจจะแรงกว่าในสภาเสียด้วยซ้ำ

คลุกวง วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวง วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์  2563

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:13 น.
สามมิตร,ลุงตู่,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 311 ครั้ง

คลุกวง วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์  2563  โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร หาข่าวคม ข่าวชัด ข่าวลึก มาบรรณาการคนอ่าน ไม่มีเฟคนิวส์ล้านเปอร์เซ็นต์

อ่านข่าว…  “สามมิตร” เรียก 40 ส.ส. รับมืออภิปราย

00000 ใกล้เข้ามาอีกนิด ชิดเข้ามาอีกหน่อย ศึกซักฟอกรัฐบาลจะระเบิดขึ้น “พญาเสือ” จับยามสามตา แว่วว่าน่าจะได้ฤกษ์ กะซวก กัน วันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ก่อนจะปิดสมัยประชุม 28 กุมภาพันธ์

00000 หากเป็นไปตามนี้ เท่ากับว่า ศึกซักฟอก เกิดหลังการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ คดีเงินกู้ 191 ล้าน ที่ กกต.มีมติยุบพรรคแล้วชงให้ศาลวินิจฉัยต่อ ที่เคาะวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้

00000 หวยจะออกทางไหน “พญาเสือ” ไม่อยากคาดเดา แต่ผู้สันทัดกรณีบอกว่าเดาทางศาลรัฐธรรมนูญไม่ถูก อาจออกได้ทุกทางที่มีทางออก ทั้งยุบและไม่ยุบ หรือยุบและตัดสิทธิ์ หรือไม่ยุบแต่ตัดสิทธิ์ ได้ทั้งนั้น

00000 “พญาเสือ” มองตามข้อกฎหมายไม่ว่าออกทางไหนล้วนกระทบต่อการอภิปรายของพรรค อนาคตใหม่ เพราะหากตัดสิทธิ์ ส.ส. เท่ากับ ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะไม่สามารถอภิปรายได้ โดยเฉพาะ “ดาวสภา” อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช เป็นต้น

00000 ประเด็นต่อมา หากมีการ ยุบอนาคตใหม่ หมายความว่า ส.ส.อนาคตใหม่ จะต้องหาพรรคใหม่สังกัด ช่วงชุลมุนแบบนี้เราอาจได้เห็นเสียงโหวตหนุนรัฐมนตรี โหวตไว้วางใจท่วมท้นกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องนี้อาจอึ้งกันไปเลย

00000 “พญาเสือ” เห็นบรรยากาศงานเลี้ยงที่โรงแรมสุโกศลของ พรรคพลังประชารัฐ แล้ว นักข่าวตกใจว่า “สามมิตร” จับมือ พปชร. แต่ความจริงคือเขาจับมือกันมานานแล้ว วันนี้ใน พปชร. มีการสลายแล้วรวมกัน

00000 เพราะที่ผ่านมาการให้ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ “ผู้กองธรรมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คุมส.ส.นั้น คุมเกมในสภาไม่อยู่ สภาล่ม 2 ครั้งติด

00000 นายกฯ ลุงตู่ เลยไหว้วาน “ลุงกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไปเคลียร์ใจกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน จนกลายเป็นที่มาของการรวมกันในครั้งนี้ คือ สมศักดิ์ กับ สุริยะ เหมือน รัก-ยม สุริยะ ถนัดธุรการ ส่วน สมศักดิ์ ถนัดงานการเมือง เมื่อรวมกันทำให้เกมในสภาไหลลื่น พิสูจน์ได้จากองค์ประชุมกรณีลงมติญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษา มาตรา 44 ล่ม

00000 ฉะนั้นที่เห็นภาพ พปชร.และสามมิตร ไปกินข้าวกันนั้นมีภารกิจเพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถามว่าหลังอภิปรายอะไรจะเกิดขึ้นตอบคือ ปรับ ครม.

00000 เชื่อกันว่า นายกฯ ลุงตู่ กำลังดูใจพรรคร่วมรัฐบาล รอดูว่าเสียงของพรรคร่วมจะยกมือให้ รัฐมนตรี 6 คนเท่ากันหรือไม่ หากไม่เท่ากันมีหวังได้ปรับครม. ทวงคืนเก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ ที่สำคัญไม่ว่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ที่ว่า นายกฯ ลุงตู่ จะใจแข็งขนาดไหน

00000 แต่ “พญาเสือ” ฟันธงเลยว่า หลังการอภิปรายมีการปรับครม.แน่นอน ไม่ใช่เพราะว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านมีน้ำหนัก แต่นายกฯ จะถือเอาการอภิปรายเป็นเหตุผลในการ เขย่าเก้าอี้ใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลสอบตกเรื่องเศรษฐกิจ ฉะนั้น สมคิด จะกลับมาผงาดเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง

00000 ส่วน สุริยะ และสมศักดิ์ จะจองเก้าอี้กระทรวงไหน งานนี้ขึ้นกับว่า สามมิตร ทำผลงานช่วงอภิปรายได้ดีหรือไม่ หากทำผลงานได้ดี ประกอบกับมี ส.ส.งูเห่า ที่แตกมาจากอนาคตใหม่เพิ่ม เมื่อนั้นแหละ “สามมิตร” จะกลับมาใหญ่ แถมมีเก้าอี้ปลอบใจ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ด้วย 00000

เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:06 น.
เสียบบัตรแทนกัน,รัฐสภา,โคโรน่า
เปิดอ่าน 717 ครั้ง

เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้มีเรื่องถกเถียงกันอยู่มากมายเกี่ยวกับเรื่อง ส.ส. บางคนเสียบบัตรแทนกันว่าจะเอาอย่างไรกันดี ซึ่งล่าสุดมีรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่คนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
อ่านข่าว… จี้ ส.ส.ยืดอกรับผิดเสียบบัตรแทน แสดงสปิริต

กรณีนี้ ‘นิด้าโพล’ ออกมาฟันธงสำรวจประชามติแล้วว่า ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกันต้องมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบและถึงขั้นให้นายกรัฐมนตรีลาออกไปเลยเพราะ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลกดบัตรแทน

‘ดับเครื่องชน’ ขอเรียนให้ทราบว่าขอให้ ส.ส. สร้างศรัทธาให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาและอยู่ที่คุณธรรมความประพฤติ อย่าให้พวกมากหรือเสียงข้างมากจะทำอย่างไรก็ได้

การกระทำแบบนั้นเป็นการย่ำยีความรู้สึกของประชาชนอย่าตะแบงไปหรือแก้ตัวไปเอาตัวรอด

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลหรือทุกคนที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติสำนึกอยู่เสมอนั้นคือเป็นตัวแทนของชาวไทยทุกคน แล้วเป็นตัวอย่างที่ดีในจิตสำนึก มีคุณธรรมและความรับผิดชอบความประพฤติทุกประการ
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลช่วยเหลือ
 ท่องเที่ยวเจออ่วม

ผมติดตามข่าวเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และได้พบกับพรรคพวกหลายคนที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวกับชาวจีน ทั้งร้านอาหาร นวดแผนโบราณ โรงแรม ระบบขนส่ง ฯลฯ แล้วรู้สึกสงสารมากและยังไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่จึงจะฟื้นตัว เพราะเวลานี้ทุกอย่างเงียบเชียบซบเซาไปหมด

มาวันก่อนได้เห็นว่าคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจึงจะช่วยกันตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนเมษายน
แนวทาง คือ
1.สื่อสารทำความเข้าใจแก่คนไทยและนักท่องเที่ยวด้วย โดยให้ความสำคัญกับคนไทยเป็นลำดับแรก และแสดงความเห็นใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบ
2.เฝ้าระวัง และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว โดยยกระดับศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นวันสต็อปเซอร์วิส
3.เยียวยาธุรกิจท่องเที่ยว โดยกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ยืดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน เลื่อนการยื่นภาษีประจำของธุรกิจท่องเที่ยวและส่งเสริมให้เอกชนจัดสัมมนาในประเทศจะนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 2 เท่า
กระทรวงคมนาคมจะเสนอลดค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงอากาศยาน และด้านกระทรวงแรงงานรับไปพิจารณาเลื่อนการจ่ายเงินประกันสังคมด้วย

4.ททท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธุรกิจโรงแรมและบริษัททัวร์ให้นักท่องเที่ยวสามารถแจ้งเลื่อนการเดินทางโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและทำแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งหาตลาดต่างประเทศใหม่มาทดแทนจีนรวมทั้งการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

ผมจึงสรุปแนวทางมาให้ทราบจากข่าวที่ออกมาก็ยังดีกว่าที่รัฐบาลจะนิ่งเฉย และว่ากันตามจริงแล้วเดือนเมษายนอาจจะยังไม่เข้าที่เพราะต้องใช้เวลามากกว่านี้กว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาพปกติ

เวลานี้ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าไวรัสนี้จะจบลงแบบใด
ไตรภพ (ภูเก็ต)

 ตอบคุณ ‘ไตรภพ’ ภูเก็ต
ผมเข้าใจว่าคุณคงอยู่วงการธุรกิจท่องเที่ยวกับชาวจีนที่มีเข้ามาที่ภูเก็ตมาก จึงได้ให้รายละเอียดมาขนาดนี้และก็ยังดีที่รัฐบาลเข้าใจถึงผลกระทบจึงได้มีมาตรการเยียวยาเช่นนี้

จากการติดตามข่าวน่ากลัวมากและคิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทำให้ไวรัสนี้หายไป แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะไปในทางที่ดี เพราะไม่มีครั้งไหนที่ชาวโลกจะทำกันถึงขนาดนี้

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและเชื่อว่าไวรัสโคโรน่านี้จะระบาดน้อยลงและหายไปจากโลก เพราะทุกประเทศให้ความสำคัญและช่วยกัน 100%
อ๊อด เทอร์โบ


ช่วยท่องเที่ยวไทยฝ่าวิกฤติไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415061?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วยท่องเที่ยวไทยฝ่าวิกฤติไวรัส

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:53 น.
เศรษฐกิจ,ท่องเที่ยว,โคโรน่า
เปิดอ่าน 305 ครั้ง

ช่วยท่องเที่ยวไทยฝ่าวิกฤติไวรัส

จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่กระทบเศรษฐกิจของประเทศ ทางคณะรัฐมนตรีได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น สนับสนุนกระตุ้นให้ไทยเที่ยวไทยและมาตรการผ่อนปรนทางการเงินและภาษีสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อาทิ สายการบิน บริษัททัวร์ โรงแรมและที่พัก เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งก็มีทั้งโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงสนับสนุนจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ และสนับสนุนปรับปรุงกิจการโรงแรม และการขยายเวลายื่นแบบแสดงชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจนถึงเดือนมิถุนายน และลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน อีกทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากเดิมอยู่ที่ 1.25% มาอยู่ที่ 1% นับว่าลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาไวรัสโคโรน่า

อ่านข่าว…  ตำรวจท่องเที่ยวส่งคลิปให้กำลังใจชาวอู่ฮั่นสู้ไวรัสโคโรน่า

ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ถือเป็นส่วนสำคัญหลักในการขับเคลื่อนจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งผลกระทบของไวรัสโคโรน่ามีการคาดการณ์จากคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) โดยตั้งสมมติฐานเบื้องต้นกรณีจีนห้ามเดินทางตั้งแต่มกราคม-มีนาคม จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 1.47-1.98 ล้านคน รายได้จะหายไป 6.7-9.1 หมื่นล้านบาท จนถึงกรณีจีนห้ามเดินทางตั้งแต่มกราคม-กันยายน จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 5.21-7.07 ล้านคน รายได้จะหายไป 2.4-3.25 แสนล้านบาท นั่นคือโจทย์ใหญ่หลังจากนี้ของรัฐบาลและหน่วยงานต้องทำการบ้านอย่างหนักว่าจะฝ่าฟันวิกฤติอย่างไร ขณะเดียวกันการหานักท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นทดแทนนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่ง่ายนัก เพราะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการระบาดไวรัสหลายประเทศ

ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยจากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมประชุมกัน โดยเห็นว่าผลกระทบครั้งนี้ในภาคการท่องเที่ยวถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เจอผลกระทบจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ส โรคเมอร์ส หรือภาวะภัยพิบัติธรรมชาติ เนื่องจากรอบนี้การท่องเที่ยวลดวูบดิ่งลงแบบกะทันหันและกระทบไปทุกภาคส่วนของการท่องเที่ยว รวมถึงแรงงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สำหรับมาตรการภาครัฐที่ช่วยเหลือด้านภาษีและเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ มองว่าตอบโจทย์ความต้องการได้เพียงบางส่วนแต่ยังไม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องการมากสุดคือ ขอให้มีการพักการชำระดอกเบี้ยด้วยอีกทั้งเห็นว่าต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นการควบคุมสถานการณ์ของไทยจากกรณีสาวเกาหลีติดเชื้อหลังจากมาเที่ยวเมืองไทย อาจทำให้จำนวนของนักท่องเที่ยวลดน้อยลงไปอีก

แบงก์ ออฟ อเมริกา สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐ คาดการณ์ผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย เพราะการไม่เดินทางของชาวจีนทั้งประเทศย่อมฉุดรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ อาทิ ฮ่องกง ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมทั้งยังคาดการณ์ว่าอัตราการบริโภคในประเทศของทุกประเทศในเอเชียช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 จะปรับตัวลง เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าจะฉุดการใช้จ่ายของผู้บริโภค และมองว่าหากการระบาดยืดเยื้อถึงสองเดือนจะฉุดอัตราการเติบโตจีดีพีของไทยประมาณ 0.3% ในปีนี้ ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงคนไทยทุกคนต้องมีส่วนร่วมกันในการฝ่าวิกฤติและกระตุ้นการใช้จ่ายและระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้ ซึ่งการคาดหวังจากต่างประเทศคงคาดหวังไม่ได้มาก จึงถึงเวลาที่ไทยต้องช่วยไทย

กราบอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414843?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กราบอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราช

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:40 น.
สมเด็จพระสังฆราช,ไวรัส,โคโรน่า
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

กราบอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราช คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประสานทุนช่วยวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมือง จ.ลพบุรี 1,300,000 บาท

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกราบอนุโมทนาพระเมตตาในครั้งนี้ด้วยเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวัดพระบาทน้ำพุมีค่าใช้จ่ายมาก เดือนละราว 4 ล้านบาท ทำให้วัดมีเงินไม่เพียงพอ

‘หลวงพ่อมรกต’ พระราชวิสุทธิประชานาถ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ต้องออกบิณฑบาตหาปัจจัยจากผู้ใจบุญกุศลมาเพิ่มเติม

ขอเชิญชวนร่วมบริจาคได้โดยขอทราบและติดต่อสอบถามได้ที่ 06-2751-8800 / 06-6151-0440 และโปรดระวังมิจฉาชีพซึ่งมีการแอบอ้างต่างๆ

จึงขอเรียนมาเพื่อทราบและโปรดร่วมทำบุญ ณ ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ โดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ฝุ่นพิษวิกฤติ
 กทม.ต้องแก้ไขด่วน

เมื่อวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีงานต้องไปเมืองชลและตอนขากลับเมื่อบ่ายๆ วันอาทิตย์ได้ใช้เส้นทางบูรพาวิถีเพราะสะดวกสบายสุด และมีเรื่องอยากเรียนให้ทราบคิดว่าหลายๆ ท่านคงได้เห็นเช่นเดียวกัน นั่นคือมองจากรถจะเห็นว่า กทม.ของเรามีสภาพเหมือนมีหมอกควันหุ้มอยู่ เหมือนแดนสนธยา ทีแรกคิดว่าสายตาไม่ดีแต่สอบถามคนที่ขับมาด้วยก็เห็นเช่นเดียวกันว่าสายตาไม่หลอก

ต่อมาเมื่อได้ติดตามข่าวแล้วถึงกับตกใจมากเพราะฝุ่นพิษในกทม.อยู่ในขั้นวิกฤติถึง 33 เขต แสดงว่ากว่าครึ่งอันตรายมากและหันไปต่างจังหวัดอย่าง แพร่ เชียงใหม่ ลำปาง ฯลฯ ที่เริ่มเจอปัญหาภัยแล้งและไฟป่าซึ่งได้แต่รอฝนตกลงมาบรรเทาปัญหาเหล่านี้

อยากจะสรุปให้ทราบว่าคุณภาพอากาศของสถานีตรวจวัดของกทม.ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขอให้ประชาชนทั่วไปในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานเฝ้าระวังสุขภาพ

หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กและผู้ป่วยทางเดินหายใจ และใช้อุปกรณ์ป้องกันเป็นการดีที่สุด

ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มาเพราะเกรงว่าพวกเราจะลืมเรื่องฝุ่นพิษนี้ไปเพราะเวลานี้เป็นอันตรายอย่างมาก จะได้หาทางป้องกันไว้
วิเชียร(กทม.)

 เรียนคุณ ‘วิเชียร’ กทม.
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่แจ้งมาด้วยความปรารถดีและห่วงใบในสุขภาพของทุกคน ซึ่งเวลานี้อากาศบ้านเราโดยเฉพาะในกทม.และบางจังหวัดเลวร้ายมากขั้นวิกฤติ จึงต้องหาทางป้องกันแก้ไขโดยเร็ว

ผมเองก็มีประสบการณ์เดียวกันคือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจจากผลกระทบเรื่องฝุ่นพิษ ซึ่งต้องระวังสุขภาพอย่างหนัก

เวลานี้โรคภัยไข้เจ็บอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน ขอให้ทุกคนหาทางระวังป้องกันแต่อย่าตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ขอให้มีสติและอย่าไปเชื่อข่าวหลอก-ข่าวลวง ทำให้เสียขวัญ
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘อู่ฮั่น’ สู้สู้
 ให้กำลังใจชาวจีน

ดิฉันขอส่งข้อความในจดหมายฉบับนี้ไปยังทุกคน โดยขอให้เป็นสื่อกลางช่วยให้กำลังใจชาวจีนที่ดูเหมือนว่ากำลังโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก โดยเห็นข่าวว่าหลายๆประเทศขนคนกลับประเทศและสายการบินอีกมากที่งดบินไปอู่ฮั่นหรือจีนเพื่อป้องกันการติดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่

หลายวันที่ผ่านมาได้ทราบว่าเยาวชราชเงียบมากหรืออย่างแถวห้วยขวางที่มีคนจีนมากจนได้รับสมญาว่า ‘ไชน่าทาวน์ 2’ ก็เงียบไปเลย

หรือร้านอาหาร-ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งที่มีคนจีนก็คนน้อยจนเหงาซึ่งน่าสงสารมากๆ เพราะใครๆ ก็ไม่อยากเสี่ยง

วันก่อนได้ดูคลิปที่ชาวอู่ฮั่นร้องตะโกนจากตึกว่า ‘อู่ฮั่นสู้ๆ’ แล้วเข้าใจถึงหัวอกว่าเป็นอย่างไรเพราะอย่างน้อยก็เรียกขวัญ-ปลอบขวัญและให้กำลังใจกัน

ขอมองโลกในด้านดีว่าเราสามารถจะฝ่าฝันวิกฤติภัยไวรัสมรณะนี้ได้แม้จะเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์และเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะหาทางผลิตยาหรือวัคซีนสู้-รักษาไวรัสนี้ได้
เพ็ญนภา (อยุธยา)


จับตา”ชวน”จะออกอย่างไร กับ”ญัตติฝ่ายค้าน”เจ้าปัญหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตา”ชวน”จะออกอย่างไร กับ”ญัตติฝ่ายค้าน”เจ้าปัญหา

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:43 น.
ประธานสภา,ชวน หลีกภัย,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 1,654 ครั้ง

จับตา”ชวน”จะออกอย่างไร กับ”ญัตติฝ่ายค้าน”เจ้าปัญหา

กลายเป็นประเด็นเดือดก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที ภายหลัง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ได้ส่งหนังสือถึง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ดำเนินการสั่งให้ ‘สมพงษ์ อมรวิวัฒน์’ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา แก้ไขเนื้อหาในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเห็นว่ามีการกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ด้วยข้อความอันเป็นเท็จถึงสองกรณี

อ่านข่าว…  “ชวน” ระบุฝ่ายรบ.-ค้าน จัดคิวซักฟอกไม่ได้ จะเคาะเอง

กรณีที่ 1 ในการเสนอญัตติปรากฏข้อความว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลัมล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง”
พิจารณาแล้วเห็นได้ว่าเป็นการใช้ข้อความอันเป็นเท็จอันจะก่อให้เกิดความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและส่งผลให้เกิดความสับสนต่อประชาชน โดยเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็มิได้กระทำการอันใดอันจะส่งผลเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เนื่องจากในปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังมีผลบังคับใช้ เป็นการนำข้อมูลที่ไม่เป็นจริงสู่สาธารณะด้วยความอคติ
กรณีที่ 2 ในการเสนอญัตติดังกล่าวปรากฏข้อความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม” ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นได้ว่าญัตติที่เสนอดังกล่าวมีข้อบกพร่องในเรื่องการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ไม่สุภาพ มีลักษณะเป็นการเสียดสี อันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ทั้งนี้ใน ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 176 ได้บัญญัติให้อำนาจประธานสภาทำการตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ โดยหากพบข้อบกพร่อง ประธานสภาต้องแจงผู้เสนอญัตติให้ทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

อำนาจของประธานสภาในการตรวจสอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเพียงแค่ตามที่ข้อ 176 กำหนดไว้เป็นหลักการเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าการตรวจสอบของประธานสภาจะลงลึกได้ในระดับใดซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณากันตามบรรทัดฐานที่ประธานสภาเคยปฏิบัติกันมา
ในประเด็นนี้ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นว่าตามหลักการในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประธานสภาจะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว แต่การตรวจสอบที่ว่านี้เป็นเพียงการตรวจสอบความถูกต้องในแง่ของกระบวนการเสนอญัตติมากกว่าที่จะไปตรวจสอบเรื่องความถูกต้องของเนื้อหาในญัตติ

“หมายความว่าประธานสภาจะดำเนินการตรวจสอบว่าญัตติที่เสนอเข้ามามีจำนวนส.ส.เข้าชื่อครบตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ รวมไปถึงมีผู้รับรองครบตามข้อบังคับการประชุมหรือไม่ หากมีปัญหาจุดใดก็จะสั่งให้ผู้เสนอญัตติไปทำการแก้ไข ส่วนเรื่องเนื้อหานั้นที่ผ่านมาไม่ว่าสมัยใดประธานสภาจะไม่เคยให้ความเห็นและไม่สั่งให้ผู้เสนอญัตติแก้ไขเนื้อหาแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่จะถือหลักการว่าผู้ถูกกล่าวหาในญัตติสามารถใช้สิทธิ์ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในญัตติของฝ่ายค้านต่อที่ประชุมสภาได้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาเปิดเผยกลางสภาเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสิน” นพ.สุกิจ กล่าว
นพ.สุกิจ กล่าวอีกว่า สำหรับญัตติการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ฝ่ายค้านได้ดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลให้สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่เนื้อหาในญัตติที่ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายค้านก็ต้องนำเสนอเนื้อหาในลักษณะที่แรงและเป็นการตั้งข้อกล่าวหา เพราะต้องการให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด อย่างไรก็ตามการกล่าวหาแบบนี้ไม่ได้เป็นการกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายในฐานะผู้ถูกกล่าวหาสามารถใช้เวทีของสภาชี้แจงต่อสาธารณะได้ด้วย ด้วยเหตุนี้แนวปฏิบัติของประธานสภาที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีการให้ผู้เสนอญัตติแก้ไขเนื้อหาในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่อย่างใด
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากสภาจะเป็นผู้ตัดสินแล้ว อีกด้านหนึ่งประชาชนจะเข้าร่วมเป็นผู้ตัดสินด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องได้รับโอกาสในการนำเสนอข้อมูลและชี้แจงให้มากที่สุด” นพ.สุกิจ กล่าวสรุป
ทั้งหมดนี้พอจะเป็นการแสดงให้เห็นได้แล้วว่าต่อให้ประธานสภาจะใหญ่แค่ไหน แต่สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ทำหน้าที่ได้เพียงเป็นผู้เปิดเวทีเท่านั้น