“คุณฉลองควรแฟร์กับผม” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คุณฉลองควรแฟร์กับผม” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:05 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,ฉลอง เทอดวีระพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์,งบประมาณ63
เปิดอ่าน 10,861 ครั้ง

“คุณฉลองควรแฟร์กับผม” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คอลัมน์… Exclusive Talk

กลายเป็นคนเปิดประเด็นใหญ่จาก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดหลักฐานช่วงการโหวตร่างพ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท พบการเสียบบัตรแทนกันจาก 2 ส.ส.พรรคภูมิใจไทย “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” และ “นาที รัชกิจประการ”

กลายเป็นประเด็นนำไปเปรียบเทียบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 12 มีนาคม 2557 กรณี “นริศร ทองธิราช” ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เสียบบัตรแทนกันช่วงพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ…หรือ “ร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้าน” ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษิณ ชินวัตร เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2556 จนที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

“คม ชัด ลึก” ได้พูดคุยกับ “นิพิฏฐ์” คล้อยหลังไม่กี่ชั่วโมงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ส.รัฐบาล เข้าชื่อผ่านประธานสภา ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า “ร่างงบปี 2563” ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

เริ่มที่ “นิพิฏฐ์” บอกถึงความรู้ในฐานะผู้เปิดประเด็นไปจนถึงศาลรับคำร้อง ไม่ได้รู้สึกอะไรพิเศษเพราะเคยมีกรณีตัวอย่างเรื่องแบบนี้ ถึงเป็นข้อเท็จจริงไม่เหมือนกันแต่ใกล้เคียงกัน เราเป็นนักกฎหมายข้อเท็จจริงแบบนี้ศาลก็ต้องรับ ไม่ได้แปลกใจที่ศาลรับ แต่หากศาลไม่รับจะน่าแปลกใจมากกว่า ส่วนรายชื่อที่ศาลให้เรียกมาชี้แจงภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กลับไม่มีชื่อคุณนาที ขอพูดตรงๆ ว่า ส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ไม่ทำการบ้าน เพราะการตรวจสอบไม่เข้มข้นและหย่อนยาน โดยคำร้องของส.ส.รัฐบาลนำข้อมูลที่ผมแถลงข่าวไปเรียบเรียงใหม่แล้วยื่นประธานสภา ก่อนฝ่ายค้าน จึงไปร่างแล้วเซ็นกันในวิปรัฐบาล แต่ในช่วงที่ผมแถลงประเด็นคุณนาที เขายังไม่มีข้อมูล มีเพียงข้อมูลที่แถลงเรื่องคุณฉลอง (เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย) ก็เลยตกชื่อคุณนาทีไป

“ส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านก็คล้ายกันคือตัดแปะไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย เอาข่าวจากที่ผมแถลงจากหนังสือพิมพ์มาเรียบเรียง ก็มีการแย่งเวลากันทำให้ตกชื่อคุณนาที ผมเข้าใจว่าฝ่ายค้านรู้ว่าตกชื่อคุณนาที ก็ยื่นไปใหม่โดยเป็นคำร้องของคุณเสรีพิศุทธ์ (เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย) แต่คำร้องของคุณเสรีพิศุทธ์ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ มีการเซ็นชื่อซ้อนกัน เมื่อชื่อไม่ครบคำร้องนั้นก็ตกไป ซึ่งการลงชื่ออีกนั้นทำได้ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ ต้องพูดถึงคุณนาทีเลย”

“นิพิฏฐ์” อธิบายถึงระบบการไต่สวนของศาลสามารถหาข้อเท็จจริงได้กว้างขวางมาก ถ้าตัวเองไปยื่นชื่อเพิ่มเติมก็ทำได้แต่จะกลายเป็นว่าผมเป็นคู่กรณีมากเกินไป ดังนั้นดีที่สุดอยู่ที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องเตรียมข้อมูลไปให้ครบตั้งแต่ข้อมูลคุณฉลองและคุณนาที เพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ ส่วนที่บางพรรคอาจมองว่าการตรวจสอบครั้งนี้เป็นความแค้นทางการเมืองในการเลือกตั้งที่พัทลุง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 “นิพิฏฐ์” ยืนยันไม่มีความแค้นอะไรเพราะถ้าแค้นส่วนตัวคงมีบางเรื่องทำไปนานแล้ว

“ยกตัวอย่างประเทศสารขัณฑ์แห่งหนึ่งมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งจะสมัครเลือกตั้งส.ส. แต่บังเอิญวันหนึ่งข้าราชการคนนี้เมาแล้วขับรถไปชนเด็กอายุประมาณ 6-7 ขวบ เด็กบาดเจ็บแต่เขาก็ไปกราบอ้อนวอนแม่ของเด็กว่าเขากำลังจะลาออกจากข้าราชการมาสมัครส.ส. ข้าราชการคนนี้ก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนซึ่งเป็นผู้ใต้บัญชาให้มารับเป็นคนขับให้หน่อย สุดท้ายตกลงเงินค่าเสียหายให้แม่ของเด็ก 6 แสนบาท จบกันไป แต่ผมมีคลิป มีภาพ มีทะเบียนรถเรียบร้อย แต่ผมจะบอกว่าถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวผมทำแล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นการตรวจสอบ”

  “นิพิฏฐ์” ยอมรับตัวเองมีจุดอ่อนจากความรักใน 2 อาชีพทนายความและนักการเมือง จะเห็นว่าที่ผ่านมาปกป้องนักการเมืองตลอด จะมีศักยภาพมากบ้างน้อยบ้างไม่เป็นไรขอให้ทำงาน แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่ไว้วางใจไปแล้วไม่ทำงานไม่ว่าเป็นฝ่ายไหนจะร้องทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นสำนึกความรับผิดชอบของแต่ละคน เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีแบบนี้อีก (หัวเราะ)

ในฐานะนักกฎหมาย หากพิจารณาถึงปรากฏข้อเท็จจริงของคุณฉลอง จะมีผลต่อสถานะส.ส.อย่างไร “นิพิฏฐ์” บอกว่า การกดบัตรแทนกันมีความผิดอยู่ 2 ลักษณะเมื่อนำบัตรของคนอื่นไปกด หรือเรายินยอมให้บัตรของเราไปกด เรียกง่ายๆ การกดบัตรแทนกันมีความผิดเกิดขึ้น 2 ลักษณะ 1.ความสมบูรณ์ของกฎหมายที่ตราขึ้น หน่วยงานที่วินิจฉัยได้คือศาลรัฐธรรมนูญ 2.ความผิดทางอาญาของเจ้าของบัตรรวมถึงคนที่กดบัตรแทนให้ จะไปช่องทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งขณะนี้มีผู้ไปร้องป.ป.ช.แล้ว ดังนั้นถ้าเจ้าของบัตรบอกว่าเสียบบัตรไว้แต่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย แต่มีคนอื่นมากดแทนให้เจ้าของบัตรก็ไม่มีความผิด

“เปรียบเทียบผมเป็นส.ส.ในสภา ไปเข้าห้องน้ำ 5 นาที แต่คนนั่งข้างๆ ไปกดคะแนนให้ผม เจ้าของบัตรถือว่าไม่ผิดเพราะไม่มีเจตนา แต่คนกดแทนให้มีความผิด ดังนั้นกรณีคุณฉลองจะมีความผิดทางอาญาหรือไม่อยู่ที่คุณฉลองรู้เห็นเป็นใจให้คนอื่นเอาบัตรไปกดแทนหรือไม่ แต่ถ้าในกรณีคุณฉลองหากใช้สามัญสำนึกของคนทั่วไป มันยากที่คุณฉลองจะปฏิเสธ เพราะมันข้ามคืนเจ้าหน้าที่สภาก็ต้องยืนยันว่าเวลาใครเสียบบัตรลืมไว้ต้องดึงออกแล้วไปเก็บไว้ในกล่อง วันรุ่งขึ้นหากมีการประชุมส.ส.คนนั้นก็ไปขอเบิกบัตรกับเจ้าหน้าที่”

ถามถึงการตรวจสอบความรับผิดชอบของส.ส. แต่อีกด้านเป็นงบประมาณของประเทศ จะมีทางออกอย่างไร “นิพิฏฐ์” ย้ำว่าข้อเท็จจริงการเสียบบัตรแทนครั้งนี้แตกต่างกับในอดีต เพราะครั้งนี้คุณฉลองก็ยอมรับว่าเขาไม่ได้กด แต่มีส.ส.คนอื่นไปกดให้แทน ถ้าคุณฉลองไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ เขาบอกเสียว่าไม่ได้กดตั้งแต่มาตรา 10 ถึงมาตรา 20 ในกรณีแบบนี้ทำให้มาตรา 10 ถึงมาตรา 20 ไม่สมบูรณ์ ส่วนจะเป็นโมฆะหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ศาลก็อาจมีทางออกโดยทำให้สมบูรณ์ 2 ลักษณะ 1.ศาลอาจจะหักคะแนนคุณฉลอง 1 คะแนนแต่ละมาตรา 2.ให้โหวตใหม่ในมาตราที่ไม่สมบูรณ์ก็ได้ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังคาดการณ์ไม่ได้

คาดหวังอะไรจากการเปิดประเด็นและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ “นิพิฏฐ์” ถ้าจะพูดความรู้สึกคนกลางๆ ก่อนคิดว่าคงไม่โอเคถ้าส.ส.จะกดบัตรแทนกัน ส่วนการคาดหวังผลจะไปถึงไหนก็ไม่รู้จะไปถึงไหน แต่เรื่องนี้ต้องยุติอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อคดีขึ้นศาลไปแล้ว แต่เชื่อว่าจากนี้ ส.ส.จะตระหนักในการทำหน้าที่มากขึ้น แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะยังมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก หากมีข้อมูลจะตรวจสอบต่อไป แต่ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะต้องมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนถึงจะมาแถลงไม่งั้นจะถูกฟ้องได้ ส่วนในจังหวัดอื่นก็ไปไม่ถึงข้อมูล แต่เมื่อตัวเองอยู่ในพื้นที่จึงมีข้อมูลตรงนี้

“ที่ยากต่อไปคือข้อมูลบางเรื่องอยู่ในความครอบครองของส่วนราชการ เช่น คุณนาทีผ่านด่านตม.เวลาเท่าไหร่มันไม่ง่ายนะ แต่บังเอิญผมเป็นผู้แทนมานานก็พอมีข้อมูลพวกนี้อยู่บ้าง และต้องมีความรู้ในการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ด้วย”

สุดท้ายถามถึงพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ส่งแรงกระเพื่อมความเป็นพรรคร่วมด้วยกันแค่ไหน “นิพิฏฐ์” เชื่อว่าในระดับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 พรรคคงเข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้นตัวเองได้จำกัดวงการต่อสู้ไว้เป็นเรื่องของผม เป็นเรื่องคุณฉลอง และเป็นเรื่องของคุณนาที ผมตรวจสอบ 2 คนนี้เพราะเป็นส.ส.พัทลุง ไม่ใช่เรื่องพรรคมาประจันหน้ากัน อยากให้ทุกคนเข้าใจการทำหน้าที่

“เอาเป็นว่าถ้าสมมุติผมเป็นส.ส. แต่คุณฉลองไม่ได้เป็นส.ส.แล้วผมทำแบบนี้ คุณฉลองจะตรวจสอบผมหรือไม่ เขาก็ตรวจสอบผมนั่นแหละ แล้วผมก็ไม่ว่าถ้าผมทำผิด คุณฉลองก็ควรแฟร์กับผม”

“นิพิฏฐ์” ยังเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญว่า ได้คุยกับผู้ใหญ่เรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ผมบอกไปว่าถ้าเป็นอุปสรรคในการร่วมรัฐบาลแล้วมีปัญหาว่าไปทะเลาะกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผมบอกว่าผมจะลาออกไปจากรองหัวหน้าภาคใต้และกรรมการบริหารพรรคให้เลย เหลือเพียงสมาชิกอย่างเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพรรคและไม่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นเรื่องระหว่างผมกับคุณฉลอง ผมแสดงเจตนารมณ์จะลาออกให้อย่านำเรื่องนี้ไปผูกแล้วมีปัญหากับรัฐบาล

“แต่หัวหน้าพรรค จุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) ท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หรือท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) แต่ทุกคนบอกว่ายังไม่ต้องทำขนาดนั้น เขาเข้าใจอย่าเพิ่งลาออก”

การย้ายไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การย้ายไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:00 น.
ตำรวจ,วงการสีกากี,ประยุทธ์
เปิดอ่าน 2,982 ครั้ง

การย้ายไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว โดย…  พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. หลังจากนั้นท่านได้ให้สัมภาษณ์ว่า

“เป็นการประชุมเรื่องการบริหารกิจการภายในของตำรวจ ทั้งเรื่องการลงโทษและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งมีการพิจารณาลงโทษไล่ออกปลดออกกันเยอะแยะไปหมด คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป  ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน”

ได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิรูปตำรวจไปด้วย จะได้ชี้แจงทำความเข้าใจกันว่าเราทำอะไรไปบ้างและเกิดประโยชน์อย่างไร หลายอย่างต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา และก็ต้องรับฟังความคิดเห็นทั้งสองทาง ทั้งจากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจและเอากฎหมายมาดูด้วย มีทั้งองค์กร บุคลากร และเครื่องมือเครื่องไม้

ที่สำคัญต้องดูว่าที่ทำมาได้อะไรมาแล้วบ้างที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเจ้าหน้าที่จะทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน อยากฝากว่าวันนี้ ประเทศชาติต้องการความรัก ความสามัคคี”
ประชาชนฟังแล้ว “แสนเหนื่อยใจ” กับคำพูดของท่านเกี่ยวกับ การแก้ปัญหาตำรวจและการปฏิรูป ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งความหวังไว้ มานานกว่าห้าปี

คือนับแต่วันที่ยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงปัจจุบัน

ขอเรียนว่าในการตรวจสอบควบคุมการทำงานของตำรวจ รวมทั้งการปฏิรูป เพื่อขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบของตำรวจผู้ใหญ่มิให้มีพฤติกรรม “รับส่วยสินบน”  ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีแหล่งอบายมุขทั้งตู้ม้า บ่อนการพนัน และสถานบันเทิงเถื่อน หรือเปิดเกินเวลา 01.00 น.
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของอุบัติเหตุจราจรและปัญหาอาชญากรรม “ทำลายเด็กและเยาวชน” จนบ้านเมืองไร้ความปลอดภัยอย่างร้ายแรงอยู่ขณะนี้!

รวมทั้งกรณีตำรวจผู้น้อยใช้อำนาจโดยมิชอบ “ตามคำสั่งของตำรวจผู้ใหญ่ที่ไม่รู้กฎหมาย”  ในการนำสิ่งของต่างๆ มาขวางถนน ตั้งด่านขอตรวจค้นประชาชนผู้สัญจรไปมา หรือ ยัดข้อหา จับกุมส่งพนักงานสอบสวน

หรือแม้กระทั่ง “การไม่ยอมรับคำร้องทุกข์จากประชาชนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมายส่งให้อัยการสั่งคดี”

เป็นการกระทำเพื่อ “ลดสถิติอาชญากรรม”  ที่สร้างความเดือดร้อนและ
“ความอยุติธรรม” ให้ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างแสนสาหัสในปัจจุบันนั้น

การประชุม ก.ตร.แต่ละครั้ง ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่สำคัญและร้ายแรงเหล่านี้ให้ประชาชนอย่างแท้จริงเลย!

เพราะประเด็นที่ถูกกำหนดไว้ในวาระการประชุม “โดยตำรวจผู้ใหญ่ผู้รับผิดชอบ” นอกจากส่วนมากถ้าไม่ใช่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ “ตำรวจผู้มีส่วนได้เสียและสื่อบางกลุ่ม” จะให้ความสนใจกัน อย่างจดจ่อ ปีละครั้งหรือสองครั้งแล้ว ในแต่ละเดือนก็ล้วนมีแต่เรื่อง “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง”

เช่น เสนอให้เห็นชอบการลงโทษทางวินัย วินิจฉัยคำอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ของตำรวจเรื่องที่ถูกผู้บังบัญชากลั่นแกล้งแต่งตั้งโยกย้าย หรือลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งมีอยู่มากมาย

เป็นเรื่องการบริหารงานภายในองค์กรตำรวจที่ประชาชนไม่ได้สนใจหรือมีใครอยากรู้เลยว่าตำรวจคนใดร้องทุกข์หรืออุทธรณ์เรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายหรือลงโทษทางวินัยในกรณีใดบ้าง และผลการพิจารณาของก.ตร.ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานอยู่ เห็นอย่างไร?

ซ้ำผลการวินิจฉัยส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามที่ตำรวจผู้รับผิดชอบเสนอแทบทั้งสิ้น!
ที่สำคัญก็คือทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น “ผู้นำฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศ” ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งรับฟังและรับรู้การพิจารณาเรื่องเหล่านี้หลายชั่วโมงในแต่ละครั้งโดยไม่จำเป็น

เป็น “วิธีหนึ่ง” ที่ทำให้ท่านมึนงง  ไม่มีสมองและเวลาในการพิจารณาเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญและร้ายแรงต่างๆ อีกมากมาย!

นอกจากนั้นการที่ท่านบอกว่า “คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป”

ก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าท่านหมายถึงอะไร? เป็นการขจัดตำรวจประเภทใด? ด้วยวิธีใด?

เพราะถ้าท่านหมายถึงตำรวจที่กระทำความผิดทางวินัยและผู้บังคับบัญชาได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนลงโทษไล่ออกปลดออกไปในกรณีต่างๆ ที่ท่านมีส่วนพิจารณา ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งในหนึ่งปีอาจมีรวมกันหลายร้อยคน

ขอเรียนว่า ในบรรดาตำรวจที่ถูกไล่ออกจากราชการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการขาดราชการเกินกว่า 15 วัน หรือมีการกระทำผิดอาญาถูกดำเนินคดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกแล้วแทบทั้งสิ้น

เป็นกรณีที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาไม่ว่าระดับใดไม่สามารถ “ยื้อ” หรือ “ซื้อเวลา” ในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงไล่ออกปลดออกได้อีกต่อไป

ส่วนการกระทำอาญาและวินัยร้ายแรงที่สำคัญของตำรวจผู้ใหญ่ในการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่

มีพฤติกรรม “รับส่วยสินบน” จากผู้กระทำผิดกฎหมายหรือผู้ใต้บังคับบัญชา

ซึ่งแต่ละหน่วยหรือสถานี “มีหน้าที่” เก็บรวมมาจากแหล่งอบายมุขทั้งบ่อนการพนัน ตู้ม้า สถานบันเทิงเถื่อน หรือเปิดเกินเวลา 01.00 น. และการกระทำผิดกฎหมายอาญาและจราจรอีกสารพัด

ท่านจะไม่ได้เห็นการลงโทษทางวินัยไล่ออกปลดออกหรือแม้แต่ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือนตำรวจที่มีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบเหล่านี้เลย แม้แต่คนเดียว!

แม้กระทั่ง หัวหน้าสถานีและรองผู้รับผิดชอบหลายสิบแห่งรวมหลายร้อยคน ที่ถูก ผบ.ตร. ผู้บัญชาการหรือผู้บังคับการสั่ง “เด้ง” ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. ระดับต่างๆ หลังทหารหรือฝ่ายปกครองได้ไปจับบ่อนการพนัน หรือสถานบันเทิงผิดกฎหมายในพื้นที่

ก็ไม่มีใครปรากฏในรายชื่อว่าเป็นผู้ถูกสั่งลงโทษไล่ออกปลดออก หรือแม้กระทั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อหาผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงด้วยการ “กักยาม” หรือ “กักขัง” เช่นที่กระทำกับตำรวจที่ถูกเรียกว่าเป็น “ชั้นประทวน” เช่นกัน

สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าใจกันว่า “การสั่งเด้ง” ตำรวจ คือให้พ้นจากตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราวหรืออาจตลอดไปให้ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก. หรือศูนย์ปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น บก. บช. ตร.

เป็นการลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดเนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตรับส่วยสินบนจากแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายทำให้ประชาชนและสังคมได้รับความเสียหาย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนจนฝ่ายปกครองหรือทหารต้องไปทำหน้าที่แทน

แต่แท้จริงแล้วตำรวจผู้ใหญ่ผู้มี “พฤติกรรมที่สังคมรังเกียจ” เช่นนี้
ไม่เคยมีใครถูกขจัดออกจากวงการตำรวจแม้แต่คนเดียว?

ทุกคนล้วนรับราชการกันอย่างสุขสบาย

หลายคนมีฐานะ “ร่ำรวยเป็นเศรษฐี” และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าตำรวจที่สุจริตอยู่ในครรลองคลองธรรมชนิดเทียบกันไม่เห็นฝุ่น

ซ้ำสื่อยังเรียกว่าเป็น “ตำรวจยอดนักสืบ” “มือปราบ” หรือ “มือสอบสวน”  อีกด้วย!

ตระหนัก เรียนรู้ ป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414451?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตระหนัก เรียนรู้ ป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:32 น.
โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่,อู่ฮั่น,ประเทศจีน,แพร่ระบาด
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

ตระหนัก เรียนรู้ ป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

การระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCov) เป็นวิกฤติที่นานาประเทศให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตัวและความหวาดกลัวให้คนทั่วโลกหลังจากมีการรายงานการพบผู้ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบหลายรายในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อปลายปี 2562 และขณะนี้ยังคงปรากฏการแพร่กระจายในหลายประเทศทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อในวงกว้างที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกระทั่งองค์การอนามัยโลกประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก” เพราะเชื้อไวรัสนี้กำลังแพร่ระบาดไปอย่างน้อย 20 ประเทศ และทำให้ผู้เสียชีวิตกว่า 250 รายในจีน

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย กล่าวในงานเสวนา “เกาะติดสถานการณ์ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่: แนวทางการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันตนเอง” โดยให้ข้อมูลว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดและจะมีการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด แต่จะลดระดับลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการแพร่กระจายของโรคระบาด

ข้อมูลบ่งชี้ว่าในระยะแรกการระบาดมีสาเหตุมาจากสัตว์สู่คน เชื้อไวรัสโคโรน่าที่เคยระบาดทั้งในอดีตและปัจจุบันมีต้นตอของเชื้อที่เหมือนกันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ ค้างคาว และอูฐ แต่เมื่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ทำให้ทนทานต่อภูมิคุ้มกันของคนและสามารถพัฒนาตัวกลายเป็นเชื้อที่ติดต่อจากคนสู่คนได้

จากองค์ความรู้เกี่ยวกับเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าพบว่าเป็นเชื้อโรคที่เคยระบาดหรือติดต่อในคนมาแล้ว เช่น โรคซาร์ส (SARS: Severe Acute Respiratory Syndrome) ที่ระบาดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปี 2545-2546 ซึ่งมีสาเหตุจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ SARS-CoV ที่เป็นไวรัสโคโรน่าจากชะมดมาติดในคน โดยเริ่มระบาดจากประเทศจีนและกระจายไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่าแปดพันคน อัตราการตายร้อยละ 10 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ส่วนโรคเมอร์ส (MERS: Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus) ซึ่งระบาดในภูมิภาคตะวันออกลาง ระหว่างปี 2555-2557 เป็นไวรัสโคโรน่าผ่านอูฐมาติดเชื้อในคน เริ่มจากผู้ป่วยในประเทศซาอุดีอาระเบีย มีผู้ติดเชื้อประมาณ 1,700 คน อัตราการตายร้อยละ 34

นพ.โอภาส ยืนยันว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ไม่ทำให้เสียชีวิตทุกคน หากติดเชื้อก็สามารถรักษาหายได้ ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่โดยเฉลี่ยคือ 3-5% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคซาร์สซึ่งควบคุมการระบาดได้แล้ว และโรคเมอร์สที่ยังพบการระบาดอยู่เนื่องจากไม่สามารถคุมสัตว์ที่เป็นต้นตอของโรคได้

สำหรับการรักษาเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้ เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการของผู้ป่วย ถ้าภูมิคุ้มกันดีพอ มีหลายคนสามารถหายได้เอง แต่กลุ่มเสี่ยงคือกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว โดยอาจจะเสียชีวิตจากระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือไวรัสกระจายในกระแสเลือด เป็นต้น โดยปกติสามารถสังเกตอาการของผู้ที่ติดเชื้อโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เช่น มีอาการไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล จาม หายใจเหนื่อยหอบ และท้องเสีย เป็นต้น ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีอาการที่คล้ายกับการติดเชื้อก็ควรรีบติดต่อแพทย์

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงและได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ซึ่งหลายหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยมีการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลเพื่อรับมือและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์มีความสุ่มเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เพราะอยู่ในพื่นที่เสี่ยงกับผู้ป่วยและมีการใกล้ชิดกับผู้ที่ไอ จามโดยตรง

ดังนั้นการหาความรู้และความเข้าใจต่อการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่จึงมีความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อและเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินไปจนเกิดกระแสการต่อต้านผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อโดยเฉพาะชาวจีนและผู้ที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเชื้อไวรัสดังกล่าว ทั้งนี้การป้องกันตนเองเช่นการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสวมใส่หน้ากากอนามัยก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ และติดอาวุธทางความคิดเพื่อสร้างความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกในสถานการณ์ปัจจุบันจึงมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

‘เดอะตู่’ ฝันใหญ่ ‘พรรคข้ามแม้ว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414383?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เดอะตู่’ ฝันใหญ่ ‘พรรคข้ามแม้ว’

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:25 น.
จตุพร พรหมพันธ์ุ,แกนนำ นปช,พรรคเพื่อชาติ,สงคราม กิจเลิศไพโรจน์,ตู่ จตุพร,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 8,152 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ก.พ.63

***************************

ไวรัสอู่ฮั่นแปรสภาพเป็นไวรัสการเมืองไทย แบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ทะเลาะเบาะแว้ง ทำเอาการยื่นซักฟอกของฝ่ายค้านกร่อยลงไปไม่น้อย มินับคนกลุ่มหนึ่งแถลงข่าวตั้งพรรคการเมืองชื่อ “สามัคคีไทย” ตามแนวทาง “สมานฉันท์ ก้าวมั่น ทันโลกพูดคุยกับทุกฝ่าย นโยบายจากล่างสู่บน”

ดูรายนามคณะผู้ก่อการอย่าง รยุศด์ บุญทัน อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อชาติ และธนชาติ ไชยทองพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อคนไทย ก็หาคำตอบได้ไม่ยากว่า พรรคนี้เป็นคนการเมืองกลุ่มใด

เพื่อชาติ-เพื่อแม้ว

พรรคเพื่อชาติ ที่เริ่มต้นจากร้านกาแฟพีซ คอฟฟี่ แอนด์ไลบรารี่ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยผู้ชายสามคนคือ จตุพร พรหมพันธุ์, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และยงยุทธ ติยะไพรัช มาถึงวันนี้กลายเป็น “พรรค 2 ร่าง”

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อชาติ 5 คน ประกอบด้วย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, ลินดา เชิดชัย, เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล, ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (ลูกสาวของยงยุทธ) และอารี ไกรนรา

พรรคเพื่อชาติ เหลือแค่สงครามและยงยุทธ

ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อชาติ คนอยู่ในกำมือ “ยงยุทธ” เหลือเพียงหน่อเดียวคือ “อารี ไกรนรา” อดีตหัวหน้าการ์ด นปช.ที่ยังยืนเคียงข้างจตุพร

ยงยุทธ เคลื่อนไหวมวลชนในภาคเหนือ

ชั่วโมงนี้ ยงยุทธ เคลื่อนไหวจัดตั้งมวลชน “ชายขอบ” ในนาม “กลุ่มพลเมืองร่วมใจ” พร้อมหาเสียงช่วย “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์ ว่าที่ผู้สมัครชิงนายก อบจ.เชียงราย ซึ่งจัดทัพใหญ่เปิดตัวไปแล้ว สมราคาลูกสะใภ้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ยงยุทธยังรับบทเสนาธิการหลังม่าน และรับใช้ทักษิณสุดหัวสุดตัว

เพื่อตู่และเพื่อนพ้อง

ถึงวันนี้ “เดอะตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ยังคงนัดพบแฟนคลับในกิจกรรมสังสรรค์ “ลมหายใจพีซทีวีเวทีทัศน์” ทุกวันอาทิตย์ พร้อมขอระดมทุนจากคนเสื้อแดง เพื่อจัดสร้างสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ให้แก่ช่องพีซ ทีวี

จตุพร พรหมพันธุ์

เมื่อตรวจเช็กกำลังแกนนำ นปช.ที่เหลืออยู่นอกคุกก็จะมีแต่ ยศวริศ ชูกล่อมอารี ไกรนราวิโชติ วัณโน และศักดิ์ระพี พรหมชาติ ที่เดินตามจตุพรอยู่ ส่วนที่เหลือก็ไปกับ นปช.สายป้าธิดา

ระยะหลัง จตุพรได้พบปะ เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ยุคหลังพฤษภาทมิฬบ่อยครั้ง แม้ช่วง “สงครามเสื้อสี” จะเหินห่างกันไป บางช่วงถึงขั้นต้องเป็นศัตรูกัน เมื่อวันเวลาผ่านไป สถานการณ์คลี่คลาย ความเป็นเพื่อนก็ยังดำรงอยู่ จึงปรับจูนความคิดกันไม่ยาก

พูดง่ายๆ “เดอะตู่” กำลังถอยออกจากอาณาจักร “ชินวัตร” อย่างมีจังหวะก้าว

แจ๊คเพื่อนตู่

ตัวละครที่สำคัญของพรรคสามัคคีไทย น่าจะโฟกัสไปที่ “แจ๊ค” ธนชาติ ไชยทองพันธ์ นักการเมืองท้องถิ่นจากสกลนคร ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว “แจ๊ค ธนชาติ” เป็นนักกิจกรรมการเมืองในรั้วรามคำแหง จึงรู้จักมักคุ้นกับจตุพร พรหมพันธุ์

ธนชาติ ไชยทองพันธ์

“แจ๊ค” เป็นลูกชายอดีต กอ.รมน.ใหญ่-ประสิทธิ์ ไชยทองพันธ์ เขาเคยเป็น ส.อบจ.สกลนคร เขต อ.สว่างแดนดิน และปัจจุบันแจ๊คเป็นเจ้าของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลเทคนิค อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

สมัยแดงทั้งแผ่นดิน แจ๊คเคลื่อนไหวมวลชนในนาม นปช.สกลนคร และอยู่เบื้องหลังการจัดทีม นปช. หรือ “ทีมเพื่อนจตุพร” ลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.สกลนคร ปี 2555 

เลือกตั้งปี 2554 แจ๊ค ลงสมัคร ส.ส.สกลนคร สังกัดพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และเลือกตั้งหนล่าสุดเขาเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อคนไทย ที่มีเพื่อนนักกิจกรรมรามฯ อย่าง ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

ลูกชายอดีต กอ.รมน.คนดัง อธิบายโลโก้พรรคสามัคคีไทย ที่มีสีธงชาติคือ สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวคือ ศาสนา สีน้ำเงินคือสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับรูปนกพิราบสีขาว เปรียบเสมือนความคิดที่เป็นอิสระ

สรุปพรรคสามัคคีไทย ก็คือพรรคของ “เดอะตู่” ที่เตรียมไว้รองรับ “อารี ไกรนรา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

ประธาน นปช.ยังไม่หยุดฝัน แค่พรรคสามัคคีไทย..พรรคการเมืองในฝัน กำลังร่างพิมพ์เขียวกันอยู่ในกลุ่มคนเดือนพฤษภา 2535

เชื้อบ้าทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชื้อบ้าทางการเมือง

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:10 น.
ประยุทธ์,ทักษิณ,โคโรน่า
เปิดอ่าน 1,030 ครั้ง

เชื้อบ้าทางการเมือง คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  สถิตย์ ธรรม

ผ่านมาเกือบสัปดาห์ สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในจีนมีพัฒนาการขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากจำนวนผู้ติดเชื้อไปทั่วเมืองจีนแตะระดับหมื่นคนขึ้นไป ในส่วนของประเทศต่างๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิตเหมือนประเทศจีน

อ่านข่าว… สื่อนอกกระพือข่าว”หมอไทยเก่งมาก”คิดสูตรพิฆาตไวรัสโคโรน่า
พัฒนาการตามมาเมื่อองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ตัดสินใจประกาศให้เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ส่งสัญญาณไปถึงทั่วโลกให้ยกระดับการรับมือต่อโรคอุบัติใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับน้อยถึงปานกลาง องค์กรอนามัยโลกให้ความสำคัญเป็นพิเศษและยังเป็นการแจ้งไปถึงการแพทย์สาธารณสุขในการหาองค์ความรู้ใหม่ต่อการพิชิตโรคร้ายชนิดนี้

ในขณะที่สาธารณสุขจีนกำลังคิดค้นวัคซีนกำราบไวรัสอู่ฮั่น ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด รมต.เกษตรฯ ของจีนออกมารายงานว่า พบการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่มณฑลหูหนาน

ครั้นสื่อต่างประเทศกระพือเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้บรรดาผู้นำชาติต่างๆ หันกลับเพ่งเล็งจีนอีกรอบ เนื่องจากไม่อาจไว้วางใจการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะประเทศในเอเชียต้องเตรียมการรับมือเช่นเดียวกัน ไหนจะสถานการณ์ไวรัสอูฮั่นตามมาด้วยไข้หวัดนกคืนชีพอีก
อย่าลืมนะครับ ไข้หวัดนกเคยเกิดการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปี 2547 ยุครัฐบาลทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ติดจากสัตว์สู่คนมีสถิติบันทึกไว้ลองหาข้อมูลย้อนหลังพบการเสียชีวิตของเด็กและผู้ใหญ่ในไทย ถ้าจำไม่ผิดมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญออกมาเปิดโปงด้วยว่า รัฐบาลปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดทำให้ขาดมาตรการรับมือได้อย่างทันท่วงที ทำให้รัฐบาลทักษิณขณะนั้นเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ในที่สุด “เฮียแม้ว” ต้องพาคณะรัฐมนตรีออกมาโชว์ลีลารับประทานไก่ เรียกความเชื่อมั่นให้ผู้คนในประเทศและสื่อต่างประเทศว่าไก่ไทยปลอดภัยกันเลยทีเดียว

โรคอุบัติใหม่แต่ละโรคล้วนมีตำนานเกี่ยวโยงมาถึงฝ่ายบริหารบ้านเมืองในการกำหนดแนวทางแก้ไข เกี่ยวโยงในแง่พิสูจน์การทำงานผู้นำประเทศในสถานการณ์วิกฤติ
กล่าวแบบนี้เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองมีมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนก่นด่าทางโลกโซเชียลมีเดียชนิดไม่บันยะบันยัง ไม่ได้ลืมหูลืมตาหาข้อเท็จจริงกันก่อนต่อการแก้ปัญหาไวรัสโคโรนา ที่เพิ่มเติมเข้ามาปล่อยข่าวเท็จทำลาย
เป็นเรื่องน่าเสียใจครับ ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่สกัดกั้นเชื้อร้าย โดยเฉพาะทีมแพทย์สาธารณสุข ต่างทำหน้าที่ตรวจคัดกรอง ทำการดูแลรักษาผู้ป่วยเพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดขยายวงกว้าง ก็ยังถูกตำหนิติเตียน จากผู้ไม่รู้ข้อเท็จจริง
เสียงสะท้อนจาก นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นตัวแทนคณะแพทย์ในการทำหน้าที่ต่อสู้ไวรัสโคโรนา จึงถูกส่งออกมา “ผมกราบขอร้องพี่น้องประชาชน (เช่น โซเชียลมีเดีย) อย่ามุ่งแต่จะตำหนิพวกเราเลยครับ น้องๆ เราเหนื่อยมาก อดนอนข้าวไม่ได้กิน เราไม่ได้ขออะไรมาก ขอรอยยิ้มและกำลังใจเท่านั้นครับ”
ได้ยินได้ฟังถึงกับจุกแทน… สถิตย์ ธรรม… ขอเป็นสื่อกลางไปถึงกลุ่มคนในสังคมที่ติดเชื้อบ้าทางการเมือง ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรม มองอะไรเป็นการเมืองไปหมด หาทางโจมตีดิสเครดิต สร้างความขัดแย้ง ด้วยการตั้งคำถามเชิงขอร้อง “ให้รอยยิ้มและกำลังใจต่อผู้ทำงานที่กำลังรับศึกใหญ่เหล่านี้ได้ไหมครับ”
อยากให้มองสังคมชาติที่พัฒนา ยามที่เผชิญสถานการณ์วิกฤติ ทุกฝ่ายต่างร่วมแรงร่วมใจ ทั้งกองทัพ แพทย์พยาบาลเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อไปต่อสู้ไวรัสมรณะที่อู่ฮั่น มีการร่วมบริจาคสมทบทุน เรียกได้ว่ามีวิธีไหนที่สนับสนุนให้กำลังใจก็ทำอย่างเต็มที่ ไม่มีหรอกที่จะเอาเวลามาชวนทะเลาะกันในยามประเทศชาติวุ่นวาย

ตัดภาพกลับมาประเทศไทย นี่ยังไม่ถึงขั้นการแพร่ระบาดขยายวงกว้างระดับหมื่นคนแบบจีน แทบไม่เห็นหัวนักการเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยออกมาเสนอความคิดความเห็นในทางเป็นสารประโยชน์ ทางตรงกันข้ามแกว่งปากขับไล่รัฐบาลทุกสามเวลาหลังอาหาร หน้ามืดตามัวเห็นวิกฤติเป็นโอกาส นำประเด็นไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดยัดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจซะนี่

ดูแล้วช่างน่าสมเพชเวทนาเสียเหลือเกิน

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414387?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์  2563

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:42 น.
จักรทิพย์,คลุกวงใน,ประยุทธ์,ประวิตร,อนุพงษ์
เปิดอ่าน 1,375 ครั้ง

คลุกวงใน  วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์  2563  โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” อาสาขุดคุ้ยข่าวลึกที่ฉบับอื่นไม่มี มาบรรณาการคนอ่านเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือความมัน

00000 ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติแล้วสรุปเหลือ 6 จาก 9 คนที่รอดจากรายชื่อเดิม “พญาเสือ” บอกตรงๆทำบุญด้วยอะไร 00000 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อุตตม สาวนายน, อนุทิน ชาญวีรกุล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ

00000ไปๆ มาๆ การอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่เขาเรียกว่า ฝ่ายแค้น มันก็ หนังม้วนเก่า พุ่งเป้าไปที่ คสช. โดยเฉพาะ 3 ป. ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เท่าที่ “พญาเสือ” ถอดรหัสญัตติที่เขียนโดย สารวัตรเหลิมและ ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้ความว่า จะอภิปราย คสช. ไม่ใช่รัฐบาลประยุทธ์ 2

00000 หากเป็นเช่นนี้การบ้านที่ บิ๊กตู่ และ บิ๊กป้อม จะต้องเตรียมมาตอบคือเรื่องใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเรื่องใน กระทรวงกลาโหม “พญาเสือ” บอกโจทย์ให้เอาบุญว่าเนื้อๆ จะไม่เกินนี้

00000 เนื่องจากทั้ง บิ๊กตู่ และ บิ๊กป้อม รับผิดชอบงานซ้ำกันคือ ก่อนนี้ บิ๊กป้อม คุมกลาโหม และ ตำรวจ มาตอนหลัง บิ๊กตู่ มาคุมกลาโหม และ ตำรวจ ฝ่ายค้านจึงอภิปรายง่าย

00000 เรื่องกระทรวงกลาโหม น่าจะมีแค่เรื่อง การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ ก็เชื่อว่า บิ๊กป้อม น่าจะตอบได้ แต่เมื่อ บิ๊กป้อม ไม่ได้คุมกลาโหมแล้ว งานหนัก จึงอยู่ที่ บิ๊กตู่ ครั้นฝ่ายค้านอภิปราย บิ๊กตู่ แล้ว บิ๊กป้อม ไปช่วยตอบ คงไม่ได้ ขืนตอบจะถูกประท้วง

00000 ส่วนเรื่อง ตำรวจ “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า “สารวัตรเหลิม” อดีตตำรวจกองปราบเก่า จองกฐิน ตุนข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้เพียบ ทั้งไบโอเมทริกซ์ รถบีเอ็มอัจฉริยะ เรือตรวจการณ์ เป็นต้น เสียดาย ที่ “สารวัตรเหลิม” ไม่ได้อภิปรายเอง

00000 ข่าวว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ตัดข่าวจาก “คมชัดลึก” แต่ “พญาเสือ” ไม่เห็นด้วยหากจะมีการอภิปรายเรื่อง ส่วนตัว หรือเรื่อง ชู้สาว ของใครบางคน เพราะ ญัตติไม่ไว้วางใจต้องเรื่องงานเท่านั้น

00000 งานนี้บอกตรงๆ เขย่าเก้าอี้ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา สะเทือนถึงเก้าอี้บิ๊กตู่ แน่นอน มีหลายเรื่องหลายโครงการที่คาบเกี่ยวกัน และมี การแต่งตั้งโยกย้ายบางตำแหน่งที่นำเข้าที่ประชุมครม. สุ่มเสี่ยงต่อการขัดจริยธรรมและคุณธรรมของประธาน ก.ตร. ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และผบ.ตร.ที่ชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์

00000 ข่าววงใน คณะกรรมการกิจการพิเศษ ที่มี “สารวัตรเหลิม” เป็นประธาน พุ่งเป้าไปที่ นายกฯ โดยตรง ข้อมูลของ ฝ่ายค้าน มั่นอกมั่นใจว่า นายกฯทำผิดกฎหมาย อภิปรายจบบอกคำเดียวว่า อยู่ยาก หรืออยู่ไปก็อยู่ลำบาก แต่จะเป็นเรื่องอะไร “ฝ่ายค้าน” อุบไว้ก่อน

00000 “พญาเสือ” ไม่แน่ใจว่า “สารวัตรเหลิม” มีข้อมูลเรื่อง น้ำมันเถื่อน หรือไม่ เรื่อง โจ้ น้ำมันเถื่อน ถ้ามีไม่รู้ว่าลึกขนาดไหน คือเรื่อง ปราบปรามน้ำมันเถื่อน นายตำรวจที่รับผิดชอบดูแลคือ “บิ๊กช้าง” พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร. ที่ถูกคำสั่งฟ้าฝ่าจาก บิ๊กแป๊ะ ย้ายเข้ากรุแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ความจริงภารกิจ การปราบปรามน้ำมันเถื่อน ของ บิ๊กช้าง นั้น บิ๊กแป๊ะ เป็นผู้มอบหมายเอง

00000 เห็นว่าแม้นจะย้าย บิ๊กช้าง เข้ากรุ ศปก.ตร. แต่ภารกิจที่ดูการปราบปรามน้ำมันเถื่อนยังมอบหมายให้ บิ๊กช้าง ดูเหมือนเดิม เลยทำให้ “พญาเสือ” สงสัยว่าแล้วย้าย บิ๊กช้าง ด้วยเรื่องอะไร

00000 เรื่องย้ายตำรวจ ฝ่ายค้าน มีข้อมูลหรือไม่ แต่ “พญาเสือ” ว่ามันเป็นข้อมูลพื้นๆ ที่หาได้จาก มติครม. คือเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 มีการเสนอแต่งตั้งตำรวจเข้าที่ประชุมครม. ทั้งสิ้น 4 ราย เหตุที่ต้องเสนอครม.ก็ เพื่อจะขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการแต่งตั้งตำรวจ ที่ ให้ยึดอาวุโส เป็นหลัก เพื่อความยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจ ปรากฏว่า รายที่ 4 เป็นลูกชายบิ๊กตำรวจ คนหนึ่งเป็นรองสารวัตร 3 ปี แต่อยากขึ้น สารวัตร ขึ้นไม่ได้เพราะ กฎก.ตร.ปี 2561 ระบุว่ารองสว.ต้องครบ 7 ปี ถึงจะขึ้นสว.ได้

00000 “พญาเสือ” ไปเปิดอ่าน กฎก.ตร. แล้วเจ็บปวดในหัวใจ คนลงนามคือ พล.อ.ประวิตร ประธาน ก.ตร.ขณะนั้น แต่คนที่เห็นชอบตามมติครม.คือ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ประธานการประชุม ครม.วันที่ 30 เมษายน 2562 คือ ลุงป้อม ออกกฎมา แต่ ลุงตู่ มายกเว้นกฎ มันหมายความว่าอย่างไร กฎที่ออกมาเพื่อ การปฏิรูปตำรวจ ให้ความยุติธรรมกับ ตำรวจที่ไม่มีเส้นสาย แบบนี้เหมือนปากว่าตาขยิบ “สารวัตรเหลิม” ทราบแล้วเปลี่ยน หากจะอภิปรายเรื่องนี้จะได้ใจ ตำรวจทั่วประเทศ 00000

เร่งรับมือปัจจัยเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414382?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งรับมือปัจจัยเสี่ยง

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:43 น.
งบประมาณปี63,โคโรน่า,ท่องเที่ยว,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 359 ครั้ง

เร่งรับมือปัจจัยเสี่ยง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563

แม้ผลกระทบของสงครามทางการค้าจีน-สหรัฐจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประเมินโดยรวมยังคงชะลอตัวจากปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และการขยายวงของวิกฤติการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายประเทศจึงต้องปรับตัวกับปัญหาที่รุมเร้าเหล่านี้ ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังแถลงประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ปี 2563 ลงจากเดิมคาดเติบโต 3.3% เหลือเติบโตที่ 2.8% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเหลือ 1% จากเดิมคาดโต 2.6% ขณะที่การบริโภคเอกชนลดจาก 3.5% เหลือ 3.2% ด้านการนำเข้าในปีนี้จะขยายตัว 1.7% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.8% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.7% โดยการปรับตัวเลขครั้งนี้ถือเป็นการปรับสะท้อนตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่แท้จริง

แต่กลับมีปัจจัยใหม่ซึ่งมีแนวโน้มทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจปี 63 ยิ่งดิ่งต่ำลง โดยเฉพาะผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าที่แพร่ไปทั่วโลกในขณะนี้ และมีการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะยาวต่อเนื่องไปถึง 3 เดือน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงไป 2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 8 แสนคนต่อเดือน ยอดใช้เงิน 50,000 บาทต่อคน กระทบถึงรายได้จากการท่องเที่ยวเม็ดเงินสูงถึง 1 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ ซึ่งรัฐบาลเร่งศึกษาหาทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศรวมถึงนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ มาทดแทน นอกจากนี้ยังมีปมปัญหาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการใช้เงินแม้รัฐบาลจะสามารถนำงบประมาณของปี 2562 มาใช้ไปพลางๆ ก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่บูมการลงทุนใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้

กระทรวงการคลังคาดการณ์ก่อนหน้านี้ เมื่อกฎหมายงบประมาณปี 2563 มีผลบังคับใช้​ภายใน​ไตรมาสแรกของปีนี้ คงจะสามารถผลักดันงบลงทุนของรัฐบาลได้ประมาณ ​1​ แสนล้านบาท​ เนื่องจากส่วนราชการได้เตรียมเอกสารและขั้นตอนการประมูลไว้ล่วงหน้า และเมื่อกฎหมายงบประมาณมีผลบังคับใช้ก็สามารถเปิดประมูลได้ทันที แต่เมื่อยังไม่สามารถนำงบประมาณปี 2563 มาใช้ได้ ส่วนราชการเองก็ไม่สามารถลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ และหากกฎหมายงบประมาณปี 2563 ยังล่าช้าออกไปอีกก็จะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างแน่นอน​ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็คงกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เพราะงบประมาณตอนนี้ก็ถือว่าล่าช้าอยู่แล้ว ถ้าเลื่อนออกไปอีกก็จะยิ่งช้ากว่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ล่าช้าน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนในระบบ

นอกเหนือจาก 2 ปัญหาใหญ่ทั้งเรื่องงบประมาณปี 2563 ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจากจีนสู่ประเทศต่างๆ ขณะนี้ ยังมีปัจจัยลบอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น ภัยแล้ง หนี้สินครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ และความระมัดระวังในการปล่อยกู้ของธนาคาร เนื่องจากในช่วงหลังเอ็นพีแอลมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน รัฐบาลจะต้องงัดกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเสริมความเข้มแข็งรองรับปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถและความพยายามในการประคับประคองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมด้วยปัจจัยภาครัฐที่อยู่ในภาวะจำกัดจำเขี่ยแบบนี้

ระวัง.. เฟคนิวส์ ต้องมีสติพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง.. เฟคนิวส์ ต้องมีสติพิจารณา

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:39 น.
เฟคนิวส์,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 882 ครั้ง

ระวัง.. เฟคนิวส์ ต้องมีสติพิจารณา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเริ่มด้วยข่าวปล่อย–ข่าวลวง หรือเรียกว่าเฟคนิวส์ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดเร็วไวกว่าไวรัสโคโรน่าจากเมืองอู่ฮั่น

จึงขอให้ทุกท่านมีสติในการรู้-การรับฟังข่าวสาร ฯลฯ ที่มาจากโลกโซเชียลทุกนาทีจนบางครั้งสร้างความสับสนไปหมดและขอเรียกให้ทราบว่าผู้ปล่อยหรือแชร์เฟคนิวส์นี้มีความผิดตามกฎหมาย

เวลานี้ขอให้พวกเราจงให้กำลังใจชาวจีนที่กำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะอยู่กับไวรัสนี้ให้ได้ และจากการติดตามข่าวหลายสายบินหลายประเทศทั่วโลกตัดขาดการติดต่อกับจีนแล้ว

จีนมีจำนวนประชาชนมากที่สุดในโลกจะทำอะไรก็ย่อมกระทบกระเทือนไปหมด และวิกฤติไวรัสนี้ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร

ให้เตรียมรับมือกับสึนามิเศรษฐกิจที่จะติดตามมา 100% อีกหลายระลอกแรมปี!
อ๊อด เทอร์โบ


 ควรสวมหน้ากากอนามัย
 ป้องกันไวรัสมรณะ
(ผ่านไปยังคนไทยทุกคน)

ดิฉันเป็นห่วงสุขภาพอนามัยของประชาชนคนไทย จึงค้นคว้าหาวิธีและข้อแนะนำมาให้ปฏิบัติในเบื้องต้นเพื่อจะได้ป้องกันไว้ก่อนเพราะไวรัสโคโรนานี้อันตรายจริงๆ

ไม่มีใครรักตัวเราเท่ากับตัวเราเองและข้อความต่อไปนี้อาจจะทราบมาบ้างแล้ว แต่ขอย้ำเตือนว่ามี 10 ข้อแนะนำจากองค์การอนามัยโลก และกรมควบคุมโรค

1.ถ้ามีแผนไปประเทศที่โรคระบาดอยู่ ถ้าไม่จำเป็นให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อน 2.หลีกเลี่ยงสัมผัสสัตว์ ตลาดค้าสัตว์ หรือสินค้าจากสัตว์ เพราะการพบผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกมาจากสัตว์สู่คน ที่ตลาดค้าอาหารทะเล และค้าสัตว์ที่เมืองอู่ฮั่น 3.ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น 4.ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ หรือมีอาการเป็นหวัด

5.หากกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าเริ่มมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง 6.โทรแจ้งสายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422 เพื่อให้รถจากสถานพยาบาลมารับทันที 7.อยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจาม 180 เซนติเมตร เพื่อให้พ้นจากรัศมีน้ำลาย และน้ำมูกที่จะกระจายออกมา

8.ล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลล้างมือหรือแอลกอฮอล์ 9.กินร้อน ช้อนกลาง อาหารปรุงสุก พักผ่อนให้เพียงพอ 10.แม้จะเป็นข้อสุดท้าย แต่สำคัญมาก คือสวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชนคนหนาแน่นไว้ก่อน

ขอแจ้งวิธีป้องกันตัวเอง โอกาสเสี่ยงก็ลดลง ส่วนใครมองว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นแค่หวัดก็ช่างเขาเพราะสุขภาพเป็นของเราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดไว้ก่อน อย่าประมาทเพราะเชื้อไวรัสนี้ไม่เห็นตัว
ศศิธร (เชียงราย)


 ปล่อยให้ช้างป่าอยู่กับธรรมชาติ
จดหมายจากคุณ ‘บุญพบ’ เมืองกาญจน์ ต่อไปนี้น่าสนใจมากๆ และ ‘ดับเครื่องชน’ รีบเป็นสื่อกลางนำเสนอให้ทราบเพราะแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าทองผาภูมิ จึงมีโขลงป่าขนาดใหญ่เช่นนี้

ขอบคุณที่สรุปเรื่องช้างป่าทองผาภูมินี้มาให้ทราบและมีข้อเสนอแนะนี้เป็นประโยชน์และเห็นด้วยอย่างมากที่จะปล่อยให้ช้างป่าอยู่กับธรรมชาติเป็นดีที่สุด

ช้างป่าไม่ใช่มีเฉพาะทองผาภูมิเท่านั้น แต่มีหลายๆ โขลงทั่วประเทศและถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ช้างป่าให้ดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ช้างป่าทองผาภูมิ
 กว่า 30 ตัวไม่ธรรมดา

ปกติผมเป็นคนรักช้างเพราะนอกจากเป็นสัตว์ใหญ่คู่บ้านคู่เมืองของเราแล้ว เวลานี้ยังบ่งบอกอะไรอีกหลายอย่างโดยเฉพาะช้างป่าที่เวลานี้เหลือน้อยมาก แต่ป่าไหนมีแสดงว่าป่ายังอุดมสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง

ผมติดตามข่าวช้างป่าตลอดมาและรู้สึกเป็นห่วงแม้จะมีอันตรายต่อผู้คน แต่อยากให้พวกเราคนไทยช่วยกันดูแลช้างป่าให้มากเพราะช้างบ้านที่มีอยู่ตามปางช้างที่ลำปาง เชียงใหม่ อยุธยา พัทยา ฯลฯ แสนรู้มากๆ จึงเอาตัวรอดและเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวหรือผู้คนที่เข้าชมและเป็นการแสดง

เพื่อนผมคนหนึ่งเพิ่งกลับจากเมืองกาญจน์ที่ป่าทองผาภูมิและถ่ายภาพโขลงช้างป่าทองผาภูมิมาหลายวันแล้ว และต่อมาก็มีคนเผยแพร่โลกโซเชียลที่มีคนเข้าชมเป็นจำนวนมาก และขอสรุปเรื่องนี้มาให้ทราบว่าที่ป่าทองผาภูมิมีโขลงช้างป่าที่ต้องอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกโลกเลยทีเดียว

ตามปกติช้างป่าโขลงนี้จะลงมาเล่นน้ำในแม่น้ำแควน้อยแทบทุกวัน เนื่องจากแหล่งน้ำในธรรมชาติเริ่มแห้งขอด และเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง ปกติช้างจะลงมาเล่นช่วงกลางคืน แต่ที่บันทึกภาพได้ช้างลงมาเล่นน้ำตอนบ่าย มีการถ่ายภาพโขลงช้างป่าทองผาภูมิ ทั้งช้างใหญ่และลูกช้ากว่า 30 ตัว ลงเล่นน้ำในแม่น้ำแควน้อยท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว โดยมีช้างพี่เลี้ยงคอยทำหน้าที่ดูแล

ทั้งนี้จะป้องกันลูกช้างไม่ให้ถูกกระแสน้ำพัดลอยไปด้วยการไปยืนรอด้านล่างและคอยใช้งวงและเอาตัวเข้าไปให้ลูกช้างที่ลอยมาเกาะยึดเพื่อขึ้นจากน้ำ พร้อมนำเผยแพร่ในโลกโซเชียลจนมีผู้สนใจเข้าในชมจำนวนมาก

ผมจึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อสรุปเรื่องราวให้ทราบและขอร้องว่าอย่าไปกวนช้างป่าทองผาภูมิหรือพากันไปชมจนช้างป่าตกใจ ปล่อยให้ช้างป่าอยู่อย่างสงบตามธรรมชาติเถิดครับ โลกภายนอกทุกวันนี้สับสนวุ่นวายเหลือเกิน
บุญพบ (เมืองกาญจน์)


โซ่ข้อกลาง “ปริญญ์” เรียนจบ (ไม่)ตกงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โซ่ข้อกลาง “ปริญญ์” เรียนจบ (ไม่)ตกงาน

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ปริญญ์ พานิชภักดิ์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคประชาธิปัตย์,โซ่ข้อกลาง,เรียนจบไม่ตกงาน
เปิดอ่าน 1,217 ครั้ง

โซ่ข้อกลาง “ปริญญ์” เรียนจบ (ไม่)ตกงาน คอลัมน์… Special Weekend

เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคอเวนเจอร์ส ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” นั่งแท่นหัวหน้าพรรค สำหรับโครงการ “Democrat เรียนจบ พบงาน” จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบจำนวนผู้ว่างงานในไทยมากกว่า 4 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี จากปัญหาของตลาดงานยุคเก่าที่ประสบผลกระทบจากยุคของ Digital Transformation

อ่านข่าว…  “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” เชื่อโครงการ “Democrat เรียนจบ พบงาน”

ด้วยวิธีคิด “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการได้มองจุดเริ่มต้นปัญหานี้ ก่อนก่อตั้งโครงการเพื่อตอบโจทย์สังคมจากภาวะนักศึกษาที่เรียนจบแต่ตกงาน มากกว่าพบงานหรือหางานทำได้ จากปัจจัยการตกงานที่มาจากหลายเรื่อง อาทิ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มีหุ่นยนต์มาแย่งงานคน โดยเฉพาะงานยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ส่วนนายจ้างมีวิธีการจ้างคนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ถึงแม้จะมีนักศึกษาที่เรียนจบมามีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมด้านวิชาการ แต่หากไม่มีการเรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่มีประสบการณ์จากการฝึกงานจริง ก็จะหางานไม่ได้

“เรียนจบพบงานตั้งใจจะให้พื้นที่นักศึกษาที่ขวนขวายสนใจฝึกงานในช่วงเรียน หรือในช่วงปิดเทอม อาจมีเวลาทำงานพาร์ทไทม์ได้ หรือคนที่เรียนจบไปแล้วแต่ยังเตะฝุ่นหรือหางานอยู่ ก็สามารถสมัครมาร่วมโครงการนี้ เพื่อนำนักศึกษาที่กำลังหาพื้นที่ฝึกงานกับทางบริษัทเอกชน หรือบริษัทภาครัฐวิสาหกิจที่พร้อมจะรับเด็กๆ เหล่านี้ไปเพิ่มทักษะช่วยฝึกฝน โดยกระบวนการฝึกงานจะมีผู้มาช่วยสอนด้านทักษะสมรรถนะที่โลกยุคใหม่ต้องการ อาทิ ภาษาอังกฤษ การทำการตลาด แขนงงานด้านกฎหมาย เพื่อสร้างระบบนิเวศของตลาดแรงงานไทยให้เดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง”

   “ปริญญ์” วิเคราะห์แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจในปี 2563 คสดว่าจะยากและฝืด แต่งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข เมื่อปัญหาปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์คงผลักดันโครงการนี้เป็นหนึ่งในตัวช่วยขับเคลื่อนให้ปัญหาปากท้องคลี่คลายลงบ้าง ส่วนเป้าหมายของโครงการจะสร้างงานไว้ที่ 1 แสนตำแหน่ง ภายหลังได้พูดคุยกับเอกชนหลายพันบริษัทที่เข้ามาร่วมโครงการ ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ไปจนถึงบริษัทเอสเอ็มอี คนตัวเล็กๆ อย่างบล็อกเชน บิทคัพ โดยบริษัทเหล่านี้ให้นักศึกษาไปฝึกงานได้ หรือกระทั่งงานยุคใหม่จากที่มีหลายคนพูดเสมอว่า เมื่อมีหุ่นยนต์มาแล้ว จะมีงานด้านใดที่เหลืออยู่ที่หุ่นยนต์จะแย่งงานจากมนุษย์ไปไม่ได้ ก็เป็นงานที่ต้องใช้ “หัวใจ” มากกว่าใช้สมอง

“งานเหล่านี้ได้ดึงคนสร้างแรงบัลดาลใจไม่ว่าจะเป็น พี่อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กํากับหนังพันล้าน มาเล่าให้ฟังถึงโครงการมีเดียและวงการหนังว่าเลือกคนแบบไหน หรือมีคนอย่างกลุ่ม BNK48 นำโดยน้องเฌอปราง น้องแก้ว น้องตาหวาน มาช่วยพูดสร้างแรงบัลดาลใจให้คนรุ่นใหม่ว่า ทำไมคนในวงการบันเทิงต้องการคนมีคุณภาพและขวนขวายลงมือทำอย่างไร หรือคุณเมย์ ผู้ก่อตั้ง AfterU ร้านขนมชื่อดัง ได้พูดถึงการทำร้านขนมหวานให้ติดตลาดอย่างไร ยังมีพี่ตู่ ภพธร นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง ได้เล่าให้ฟังถึงการฝึกงานมามากมายจนเจองานที่ชอบ จนสามารถสร้างตัวเองได้ทุกวันนี้ รวมถึงมี โด่ง พีรพงศ์ ผู้ก่อตั้ง Origin Property และหลายๆ บริษัทที่มาแสดงให้นักศึกษาเห็นว่าถ้าคุณมีความกระตือรือร้นในการหางาน เราจะไม่ตกงาน”

สำหรับอนาคตโครงการเรียนจบพบงานที่วางไว้ “ปริญญ์” ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป หากใครสนใจโครงการนี้สามารถแอด LINE ID ได้ที่ @DemTum เพื่อแอดเป็นเฟรนด์แล้วกรอกข้อมูลเพื่อเข้าร่วมโครงการได้เลย ก้าวต่อไปจะมีการโรดโชว์ไปหลายมหาวิทยาลัย และในต่างจังหวัด เพื่อนำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแขนงนั้นๆ เข้าไปในพื้นที่ด้วย ส่วนในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 09.00 น. ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ จัดอีกหนึ่งกิจกรรมในงานติดอาวุธให้กับนักธุรกิจยุคใหม สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ที่มูลนิธิควง อภัยวงศ์ ในวันนั้นจะมีนักธุรกิจชื่อดังมาสอนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การระดมทุน กฎหมาย การตลาด ประชาสัมพันธ์ ด้านออนไลน์ จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษา อาทิ คุณเต้ ภิรมย์ภักดี เจ้าของสิงห์เวนเจอร์ ทายาทเบียร์สิงห์ เจ้าของร้านอาหาร โอ้กับจู๋ คุณอู๋เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมถึงติดตลาดขายดี หรือเจ้าของซูเปอร์ริช เจ้าของตลาดค้าเงินตรา ที่มีการแข่งขันสูงมาก เขาแก้ปัญหาอย่างไร

“การตกงานจะมีเกิดขึ้นอีกหลายวงการ ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเร่งแก้ที่สุดเป็นเรื่องคน ทำอย่างไรต้องสร้างคนยุคใหม่ที่มีงานทำและมีรายได้ดีขึ้น เราต้องคิดโมเดลง่ายๆ ว่า ทำไมคนตกงาน เพราะหากไปพูดคุยกับบริษัทใหญ่ๆ เขาขาดคนที่มีฝีมือที่ต้องการ ดังนั้นเราเห็นกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ ไปสู่มหาวิทยาลัยไม่ต้องเด่นต้องดัง แต่ให้โอกาสเด็กๆ เหล่านี้ได้ในแอพพลิเคชั่น @DemTum ซึ่งเปิดให้ผู้สูงวัยมาร่วมได้”

 “ปริญญ์” ตอกย้ำหน้าที่ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ พยายามคิดหาทางแก้ปัญหาว่างงานให้เป็นรูปธรรมโดยไม่มีกรอบการเมือง ไม่ต้องติดกรอบภาครัฐหรือเอกชนอย่างเดียว เพราะหน้าที่ “สร้างคน” ให้ประเทศเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ดังนั้นจากเครือข่ายที่เรามีอยู่ในมือ จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความตั้งใจหางานกับกลุ่มบริษัทเหล่านี้ต่อไป.

รำลึกถึง ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รำลึกถึง ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ชัย ชิดชอบ,เนวิน ชิดชอบ,อดีตประธานสภา,เสียบบัตรแทนกัน
เปิดอ่าน 673 ครั้ง

รำลึกถึง ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’ อดีตประธานรัฐสภา ประธานชัย นับเป็นอีกตำนานหน้าหนึ่งของการเมือง

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวคราวแวดวงฝ่ายนิติบัญญัติเรื่องไหนจะสำคัญไปกว่าการถึงแก่อนิจกรรมในวัย 92 ปี ของ ‘ชัย ชิดชอบ’ อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นบิดาของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประธานชัยนับเป็นอีกตำนานหน้าหนึ่งของการเมือง เพราะมีเส้นทางการเมืองที่โชกโชนพอสมควร

อ่านข่าว…  วิษณุ ยกย่อง ปู่ชัย เก่งไม่เฉพาะบทบาทการเมือง
 ปู่ชัยเป็น ส.ส.ตั้งแต่ปี 2512 เข้าสภามาพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน แม้ถนนสายการเมืองของปู่ชัยอาจจะไม่ได้เข้าสภาต่อเนื่องเหมือนกับนายหัวเมืองตรัง แต่อย่างน้อยที่สุดพ่อใหญ่เมืองบุรีรัมย์ก็เคยเป็นถึงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้ว

ย้อนกลับไปที่การเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของปู่ชัยนั้น ต้องถือว่าเป็นตัวละครหนึ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เลยทีเดียว กล่าวคือ ภายหลังการรัฐประหารและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 จนนำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน และมี ‘ยงยุทธ ติยะไพรัช’ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภาอย่างเหนือความคาดหมาย แต่ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง เนื่องจาก ‘ยงยุทธ’ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในเวลาต่อมา ทำให้พรรคพลังประชาชนที่กำลังควานหาคนที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองสูงพอจะมาเป็นประธานสภาต่อกรกับฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจึงไปลงล็อกที่ ‘ชัย ชิดชอบ’

แม้การขึ้นมาเป็นประธานสภาในเวลานั้นจะมีอายุเลขแปดนำหน้า แต่ไม่ได้โรยราไปตามวัย เพราะสามารถรับมือกับฝ่ายค้านได้อย่างสูสี ไม่เพียงเท่านี้ ผลของการยุบพรรคพลังประชาชนปลายปี 2551 ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทว่า ชัย ชิดชอบ ก็ยังคงยืนเด่นในตำแหน่งประธานสภาต่อไปได้ตลอดยุคของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเส้นทางการเมืองของคนใหญ่แห่งเมืองบุรีรัมย์เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าคนในแวดวงนิติบัญญัติจะจดจำการทำงานของอดีตประธานสภาคนนี้ตลอดไป

นอกเหนือไปจากข่าวการถึงแก่อนิจกรรมของประธานชัยแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าระยะนี้สภามีเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาอีกครั้งของปรากฏการณ์เสียบบัตรแทนกันของส.ส.ในระหว่างการพิจารณากฎหมายสำคัญอย่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จนเป็นศัพท์ทางการเมืองที่บัญญัติโดย ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ว่า “ช่วยกันลงคะแนน”

เหตุการณ์กดบัตรแทนกันที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดกับร่างกฎหมายอื่นๆ ก็คงไม่เดือดร้อนเท่าไร แต่ดันมาเกิดกับร่างกฎหมายงบประมาณ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการบริหารประเทศ ที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าการเสียบบัตรแทนกันเป็นการกระทำที่ทำให้การออกเสียงทุจริตไปโดยปริยาย เรียกได้ว่างานนี้เดือดร้อนทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารกันเลยทีเดียว

ส่งท้ายด้วยการทำงานของวุฒิสภากันบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา พร้อม พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี ในนาม โครงการ ส.ว.พบประชาชน ทั้งนี้ คณะ ส.ว.ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชน ซึ่งสะท้อนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตอบประเด็นปัญหาในเชิงพื้นที่และในเชิงนโยบายซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ โดยประธานวุฒิสภายืนยันจะนำข้อมูลที่จะได้มานั้นมาทำการวิเคราะห์และดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในครั้งหน้าจะเดินสายไปพบประชาชนที่ จ.หนองคาย เป็นจังหวัดต่อไป