แผนลับโปเชนตง”อุ๊งอิ๊ง”แสร้งไม่รู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413862?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนลับโปเชนตง”อุ๊งอิ๊ง”แสร้งไม่รู้

31 มกราคม 2563 – 08:44 น.
อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร,ชินวัตร,พลอวิชิต ยาทิพย์,ทักษิณ
เปิดอ่าน 2,287 ครั้ง

แผนลับโปเชนตง”อุ๊งอิ๊ง”แสร้งไม่รู้ คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ไวรัสการเมืองระบาดไปทั่วสังคมไทย นับแต่เกิดการระบาดของไวรัสอู่ฮั่น โดยเฉพาะประเด็นการช่วยเหลือคนไทย 60 กว่าคน ที่ตกค้างอยู่ในเมืองอู่ฮั่น ให้เดินทางออกจากแหล่งระบาดเชื้อไวรัสมรณะ แต่รัฐบาลไทยก็ต้องรอคอยให้รัฐบาลจีนไฟเขียวเสียก่อน

อ่านข่าว…  เทียบไม่ได้ ผบ.ทอ.สอน อุ๊งอิ๊ง จีนเข้มงวดความมั่นคง

คนกลุ่มหนึ่งเลยลากเรื่องนี้เข้าสู่การเมืองทันที เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร โพสต์ไอจี Ing Shinawatra นำรูปภาพบิดา ทักษิณ ชินวัตร พร้อมโค้ดคำพูดของทักษิณ ครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขเหตุการณ์ชาวกัมพูชาประท้วง บุกเผาสถานทูตไทยในพนมเปญ โดยอดีตนายกฯ ทักษิณได้สั่งการให้นำเครื่องบิน C 130 ไปรับคนไทยประมาณ 700 คน ออกจากพนมเปญกลับไทยอย่างทันท่วงที

ก่อนหน้านี้ มีกองเชียร์เสื้อแดงได้นำประเด็นทักษิณส่งเครื่องบินไปรับคนไทยในกัมพูชา มาเปรียบเทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยังรีรอไม่รีบส่งเครื่องบินไปรับคนไทยที่เมืองอู่ฮั่น

จริงๆ แล้ว สองเรื่องนี้มันเปรียบเทียบกันยาก เพราะคนละบริบท ต่างสถานการณ์ และต่างประเทศปลายทาง ลำพังกรณีช่วยคนไทยหนีเหตุจลาจลในกัมพูชา ก็มีรายละเอียดมากมาย

“อุ๊งอิ๊ง” หยิบเอาคำพูดตอนปลายๆ ของทักษิณ มาตอกย้ำความรู้สึกกองเชียร์ฝ่ายตัวเอง โดยละเลยที่จะเล่าความจริงทั้งหมด

ขอสรุปความสั้นๆ ว่า ต้นเหตุของการปลุกระดมให้เกลียดชังคนไทย มาจากความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชา ระหว่างฮุน เซน, เจ้านโรดม รณฤทธิ์ และสม รังสี หลังการเลือกตั้งปี 2546 ที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก

สื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุกัมพูชา ได้ปลุกความรู้สึกชาตินิยม เอาไทยเป็นเหยื่อ ทำให้เกิดการจลาจลในพนมเปญ เมื่อ 29 มกราคม 2546 ซึ่งสถานทูตไทยถูกเผาและมีการปล้นสะดมทรัพย์สินของธุรกิจไทยในกัมพูชา

4 ทุ่ม วันที่ 29 มกราคม ปีโน้น ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติคนไทยในพนมเปญ

ตัวละครที่สำคัญในปีนั้นคือ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ“ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ “พล.อ.วิชิต ยาทิพย์” ประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. เนื่องจากอดีตนายทหารสองคนนี้ เคยเข้าไปปฏิบัติราชการลับแถวชายแดนไทย-กัมพูชา สมัยสงครามเขมร 4 ฝ่าย

พล.อ.วิชิต ยาทิพย์

พล.อ.วิชิตเคยช่วยเหลือ พล.อ.เตีย บัน รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ระหว่างที่หลบหนีการไล่ล่าของเขมรแดงเข้ามาอยู่แถวจันทบุรี และตราด นอกจากนั้น พล.อ.วิชิตยังทำหน้าที่ประสานงานให้กลุ่ม พล.อ.เตีย บัน ได้พบกับกลุ่มฮุน เซน ไปขอการช่วยเหลือจากเวียดนาม จนนำไปสู่การโค่นล้มเขมรแดงสำเร็จ

ความสัมพันธ์ของ พล.อ.วิชิต กับ พล.อ.เตีย บัน ลึกซึ้งยาวนาน เป็นเหตุให้แผนปฏิบัติการ “โปเชนตง 1” อพยพคนไทยออกจากพนมเปญ ด้วยเครื่องบินลำเลียง C 130 เป็นไปด้วยความราบรื่น

เรียกว่าตลอดทั้งวัน พล.อ.วิชิต ได้โทรศัพท์ประสานกับ พล.อ.เตีย บัน อยู่ตลอดเวลา และก่อนที่เครื่องบินกองทัพอากาศจะไปบินกัมพูชา พล.อ.วิชิตได้ขอให้รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา นำกำลังทหารมาดูแล โดยรอบสนามบินโปเชนตงเอาไว้ เพื่อป้องกันม็อบคนเขมรมาปิดล้อม

เช้าวันที่ 30 มกราคม 2546 เครื่องบิน C 130 ลำสุดท้ายกลับมาลงจอดที่สนามบินกองทัพอากาศดอนเมือง เวลา 09.30 น. เสียงปรบมือก็ดังกระหึ่ม พร้อมด้วยการจับมือแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่นำคนไทย 511 คนกลับบ้าน ชุดแรกโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้คะแนนนิยมของทักษิณ พุ่งสูงขึ้นในฐานะผู้นำในภาวะวิกฤติ ข่าวสารที่มีการนำเสนอตอนนั้น ก็รายงานว่า ทักษิณยกหูโทรศัพท์เจรจากับนายกฯ ฮุน เซน ก่อนสั่งเปิดปฏิบัติการโปเชนตง พร้อมมอบหมายให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนั้น เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

อีกหลายปีต่อมา จึงมีการพูดถึงผู้ปิดทองหลังพระคือ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตนายทหารที่เคยเข้าไปช่วยกลุ่มเขมรเกาะกงต่อสู้กับเขมรแดง จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครทราบมากนัก เพราะสมัยโน้นเป็นการทำงานราชการลับ

เรื่องแผนโปเชนตงช่วยคนไทยออกจากกัมพูชา จึงมิได้มีแค่ “ทักษิณ” คนเดียว หากยังมีตัวละครลับแบบ พล.อ.วิชิต จนปฏิบัติการครั้งนั้นจบลงด้วยดี

หยุดเถอะ..พอได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดเถอะ..พอได้แล้ว

31 มกราคม 2563 – 08:14 น.
งบประมาณปี63,ศาลรัฐธรรมนูญ,เสียบบัตรแทนกัน
เปิดอ่าน 897 ครั้ง

หยุดเถอะ..พอได้แล้ว บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ฉับพลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องเพื่อวินิจฉัยปมร้อนกรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน จะทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลกำหนดให้ผู้ร้องทราบและให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ภริม พูลเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำชี้แจงภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์

อ่านข่าว…  งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

จากนี้ไปคงต้องมานั่งลุ้นด้วยหัวใจที่เต้นในจังหวะตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่า “องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” จะหาทางออกให้แก่ประเทศชาติในรูปแบบใด แต่เชื่อเถอะว่า “ทุกทางออก” ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร…ทุกประเด็นจะถูกฝ่ายการเมืองนำไปตีความจนทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายตามมาไม่มากก็น้อย หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทำให้ฝ่ายหนึ่งใดเสียประโยชน์

ผิดถูก ดำขาว ชั่วดี ล้วนเกิดขึ้นจากการ “กระทำ” ที่เป็นเครื่องชี้ “เจตนา” ตรงนี้อยากให้คิดตามกันว่า “ผลพวงทุกอย่าง” ที่อาจส่งผลร้ายต่อประเทศชาติในวันข้างหน้านั้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หาก ส.ส.ทั้ง 3 คนมีความรู้ดี รู้ชอบ…วันนี้ทุกอย่างต้องสะดุดหยุดลงเพียงเพราะการกระทำที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อหน้าที่สำคัญอันพึงมีในฐานะผู้แทนราษฎร แต่ที่น่าอายสุดๆ คือ หลังเกิดเรื่อง ส.ส.กลุ่มนี้กลับตั้งโต๊ะแถลงข่าวใช้ข้ออ้างชนิดเด็กอมมือต้องร้อง “เจี๊ยก” เช่น “ผมลืมนำบัตรออกจากเครื่อง”, “ดิฉันดึงบัตรของ ส.ส.ท่านอื่นออกเพื่อทดสอบว่าเครื่องมันใช้ได้หรือไม่”

เฮ้อ…แทนที่จะสำนึกผิดออกมาขอโทษประชาชนแบบแมนๆ ว่า ณ ช่วงเวลานั้น “มันเกิดอะไรขึ้น” แต่คนเหล่านี้ยังเฮโลตะแบงด้วยข้อแก้ตัวกากๆ แต่ที่ร้ายเหลือไปกว่านั้น คือแทนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องจะออกว่ากล่าวมาตักเตือนให้ได้คิด แต่คนใหญ่โตในบ้านเมืองบางคนยังเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการแก้ตัวให้ ส.ส.กลุ่มนี้ว่า สภามีปัญหาเรื่องเครื่องเสียบบัตรที่มีน้อยไม่เพียงพอกับจำนวน ส.ส.หลายร้อยคนที่ต้องยืนรอต่อคิว ดังนั้น จึงอาจมีการไหว้วานให้ ส.ส.คนอื่นเสียบบัตรแทนเพื่อความรวดเร็ว…

อืม…คิดกันได้เนอะ “คนไทยกินข้าวไม่ได้กินหญ้ากันทั้งประเทศนะ” วันนี้งบประมาณปี 63 ไม่สามารถนำมาเบิกจ่ายใช้สอยได้จนถึงขนาดที่รัฐบาลต้องหาทางออกในทางกฎหมายเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และที่สำคัญคนไทยต้องเดือดร้อนจากความล่าช้าในการนำเงินงบประมาณมาช่วยขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ทั้งเรื่องภัยแล้ง ฝุ่นพิษ ปากท้อง และปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก “การเสียบบัตรแทนกัน” ถือเป็น “ความผิด” ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นใครที่มีส่วนร่วมกับการกระทำผิด สมควรจะสำนึกเสียใจออกมาขอโทษสังคมเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา..ไม่ใช่ออกมาแก้ตัวด้วยเหตุผลหน่อมแน้มเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ หยุดเถอะกับพฤติกรรมแบบนี้…หยุดเถอะ…พอได้แล้ว…

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413665?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563

30 มกราคม 2563 – 10:18 น.
ไบโอเมทริกซ์,ลุงตู่,ประยุทธ,ทนายตั้ม
เปิดอ่าน 792 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ประจำการที่นี่ทุกวัน ไม่หวั่นสารพัดคำขู่ของผู้มีอิทธิพลมีสีทั้งหลาย เพื่อคนอ่าน ไม่กลัวใคร

00000 โดนซะแล้ว “ทนายตั้ม” สิทธา เบี้ยบังเกิด ทนายความเพื่อประชาชน คนร้อง ป.ป.ช. กรณี จัดซื้อไบโอเมทริกซ์ ของ สตม.แพงเว่อร์ เกินจริง ข่าววงในที่ “พญาเสือ” ได้ยินมาคือ “ทนายตั้ม” โดนขู่ จะเอาตำรวจ “มีนบุรี” ไปจับข้อหาใช้เอกสารราชการเท็จ

00000 อุต๊ะ! ขออุทานเป็นภาษาวัยสะรุ่นหน่อย เล่นแรงเล่นกันเอาถึง “ตาย” เลยไหม ทั่นบิ๊กแป๊ะ จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ความจริงเมื่อมีการร้องป.ป.ช. หน้าที่ของ สตช.และสตม. คือชี้แจงความจริง มีเอกสารหลักฐานอะไรต้องส่งให้ป.ป.ช. เพื่อความบริสุทธิ์ของ สตช. และตัวคนจัดซื้อจัดจ้างเอง

00000 แต่การที่จะใช้ “อำนาจ” ไปรังแกประชาชน ไม่น่าจะใช่วิธีการที่ นายกฯ ลุงตู่ แฮปปี้ อย่าลืมว่า นายกฯ มาเป็นประธาน ก.ตร. เพื่อทำให้สตช.ลบภาพเก่าๆ ที่ไม่ดีของ สตช.ออกไป แต่หากจะทำยิ่งกว่าเดิม ไม่น่าจะใช่แนว ทางการปฏิรูปตำรวจ

00000 อย่างการจัดซื้อ ไบโอเมทริกซ์ น่ะ กลัวอะไร งบประมาณ 2 พันล้าน ไม่มากไม่น้อย หากซื้อของดีราคาดี คุณภาพดี เพื่อให้หน่วยงานได้มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือใช้ถือว่าทำถูก แต่เมื่อซื้อแล้วกลับมีปัญหา “บิ๊กแป๊ะ” ต้องพร้อมที่จะให้ตรวจสอบเพราะ สตช. ไม่ใช่องค์กร “เทวดา” ที่ใครจะแตะไม่ได้ “พญาเสือ” ขอย้ำว่า สตช. หรือ ตัว “บิ๊กแป๊ะ” ต้องถูกตรวจสอบ หากคิดว่าในอนาคตจะไปเล่นการเมือง สังกัดพรรคบุรีรัมย์ ต้องทนต่อการตรวจสอบ

00000 เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อของเท่านั้น “พญาเสือ” ได้ยินมาว่าหาก บิ๊กแป๊ะ ไปเล่นการเมืองสิ่งแรกที่จะโดนตรวจคือ จริยธรรมและคุณธรรม นักการเมืองจะถูกตรวจสอบทั้งหมด ไม่เว้นหน้าบ้านหรือหลังบ้าน หากมีอะไรซุกอยู่หลังบ้าน บรรดานักการเมืองฝ่ายค้านจะขุดคุ้ยออกมา ทั้งเอกสารหลักฐานและภาพถ่าย

00000 “พญาเสือ” เชื่อว่าหาก บิ๊กแป๊ะ บริสุทธิ์ ไม่มีนอกมีใน ไม่มีใจเป็นอื่น ย่อมจะผ่านกระบวนการตรวจสอบเหล่านี้ไปได้

00000 ฮัดเช้ย! “พญาเสือ” ได้ข่าวมาว่า ป.ป.ช. ขยับแล้ว กรณีไบโอเมทริกซ์ ที่ “ทนายตั้ม” ร้องไว้ และ “พระโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ไปเป็นพยานให้การต่อ ป.ป.ช. แล้ว ปรากฏว่า ป.ป.ช.ส่งหนังสือไปยัง สตช. ให้ชี้แจงการ จัดซื้อวิธีพิเศษ “พญาเสือ” ขำกลิ้งเลย ไม่เชื่อตัวเองว่า ยุคนี้ ยุคที่ นายกฯ ประกาศปลอดคอร์รัปชั่น จะมีการซื้อแบบไม่มีการแข่งขัน คือชอบใครก็จิ้มเอาเลย

00000 ใครๆได้ยินก็ร้องเสียหลง เพราะ การซื้อวิธีพิเศษ มันหมิ่นเหม่ที่จะถูกครหาได้ว่า “ฮั้ว” หรือ “ล็อกสเปก” คือมันมีกฎหมายป้องกันการ “ฮั้ว” และการ “ล็อกสเปก” อยู่นะ แต่ทำไม นายกฯ ในฐานะประธาน ก.ตร. ปล่อยให้หน่วยงานต้นสังกัดจัดซื้อแบบนี้ได้ มันสุ่มเสี่ยงมากว่า การซื้อแบบนี้จะได้ของไม่ดีแถมราคาแพง

00000 “พญาเสือ” คิดว่ามันเรื่องปกติแล้ว ที่การจัดซื้อจะต้องใช้ อีบิดดิ้ง หรือที่เรียกว่า ประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เขามีระเบียบปฏิบัติเพื่อป้องกันการ “ฮั้ว” แต่เหตุไฉน สตช. จึงหาญกล้าใช้วิธีพิเศษ จึงต้องชี้แจงป.ป.ช.ให้ได้

00000 ประการต่อมา ป.ป.ช. เชิญตำรวจที่ดูแลด้านเทคนิคเข้าไปชี้แจง ไบโอเมทริกซ์ และ รถตรวจการณ์อัจฉริยะ ว่าด้านเทคนิคใน ทีโออาร์ เขียนเอาไว้อย่างไร มันสอดคล้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่ ไม่ใช่เขียนให้เว่อร์ แต่ปฏิบัติจริง ตำรวจตม.ใช้ไม่เป็น แบบนี้ก็ “เสียของ” ซื้อมาทิ้งแบบ “มอเตอร์ไซค์ไทเกอร์” ราชการก็เสียหาย

00000 “พญาเสือ” ว่าความวัวไม่ทันหาย วามควายเข้ามาซ้ำ กรณี พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ที่ ก.ตร. หยิบเรื่องมาพิจารณา เห็นว่าสิ่งที่แถลงกับการพิจารณาใน ก.ตร. คนละเรื่องกัน “รองไพรัตน์” เลยถือโอกาสยื่นหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมเข้าไปเพราะ ใน 3 ข้อ ที่ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกตำรวจแถลงนั้น “รองไพรัตน์” ยืนยันไม่ได้ถูกลงโทษวินัย แต่ไปแถลงว่า จเรตำรวจแห่งชาติ ใช้อำนาจลงโทษทางวินัยนั้นถูกแล้ว นี่ “พญาเสือ” รู้สึกว่าจะร้อนรนอะไรกัน

00000 ร้อนกันมากถึงกับป่วนและปล่อยข่าวว่า ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จะ ถูกปรับออก แล้วเอา บิ๊กแป๊ะ ไปเป็นรมต.แทน ปัดโธ่!นายกฯ ลุงตู่ ไม่โง่ขนาดนั้น เพราะรู้ว่าหากลุงแป๊ะมาเล่นการเมือง ไม่มา พรรคพลังประชารัฐ อยู่แล้ว ที่สำคัญพรรคดังกล่าว ลุงตู่ไม่แฮปปี้ ขนาดงานศพยังไม่ไป แล้วอย่าหวังว่า ลุงตู่ จะตั้ง ลุงแป๊ะ ที่มีใจให้พรรคอื่นมาเป็นรัฐมนตรี “พญาเสือ” บอกเลยว่า ชาติหน้าตอนบ่ายๆ” 00000

โป๊ะแตก ‘เจ๊หน่อย’ ไวรัสการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413658?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โป๊ะแตก ‘เจ๊หน่อย’ ไวรัสการเมือง

30 มกราคม 2563 – 09:50 น.
เจาะประเด็นร้อน,ไวรัส,โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่า
เปิดอ่าน 9,260 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ม.ค.63

**********************

ไวรัสอู่ฮั่น กลายเป็นไวรัสเฟคนิวส์ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั้งสังคมไทย พักนี้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงดูเครียดๆ เมื่อวันก่อน “ลุงตู่” ทำเซอร์ไพรส์แอบไปฟังสภานักเรียน ที่อาคารหอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

เมื่อมีเด็กๆ พูดถึงเรื่องเฟคนิวส์ ลุงตู่ได้โอกาสก็ร่วมแจมว่า เรื่องเฟคนิวส์พูดได้ตรงใจ เพราะตอนนี้แพร่หลายทั่วไป “หลายๆ คนรู้จักลุง ก็เห็นจากเฟคนิวส์มาเยอะ แต่เฟคนิวส์ทำให้สังคมไม่สงบเรียบร้อย การบริหารบ้านเมืองก็ยิ่งลำบาก”

แม้คนในรัฐบาลประยุทธ์ จะออกมาประสานเสียงเรื่องคุม “ไวรัสเฟคนิวส์” ไม่ได้ แต่ก็น่าจะมีการทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตอบโต้กระบวนการเฟคนิวส์ ที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก

อ่านข่าว-สุดารัตน์ ถาม 3 ข้อ จี้ รัฐบาลยกระดับคุมระบาดไวรัสโคโรน่า

เจ๊หน่อยโหนไวรัส

อีกด้านหนึ่ง นักการเมืองฝ่ายค้านบางคน บางกลุ่มก็ฉวยโอกาสรัฐบาลเผชิญสงครามโรคระบาด กระหน่ำซ้ำเติมด้วยการโหนกระแสโจมตีรัฐบาลด้วยเฟคนิวส์

เจ๊หน่อยกลับมาหลังแพ้เลือกตั้ง

ยกตัวอย่าง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ใช้สื่อโซเชียลเล่น บท โดย “เจ๊หน่อย” สื่อสารผ่านทวิตเตอร์ ด้วยสไตล์บู๊ดุดัน

อย่างเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 “เจ๊หน่อย” ทวีตข้อความว่า “ญี่ปุ่นสหรัฐเกาหลีใต้ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งลาว สามารถอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โรคระบาดได้ ไทยมีแค่ทหาร 20 คน ที่ไปซื้ออาวุธได้กลับ ส่วนนักศึกษา&ประชาชน #ลุงให้รอก่อน ปากบอก #ทหารเสียสละเพื่อประชาชน ทำไมได้กลับไม่พร้อมกันคะลุงช่วยตอบให้ชัดๆ”

ข้อความในทวิตเตอร์

พร้อมกับติดแฮชแท็ก #พลเมืองชั้น2 #รัฐบาลเฮงซวย ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “เจ๊หน่อย” ก็ทวิตข้อความวิจารณ์ว่า รัฐบาลไม่ดูแลคนไทยในเมืองอู่ฮั่น 

งัดภาพเก่ามาโชว์ สมัยไข้หวัดนก

ขณะเดียวกัน ประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย ได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัว ร่ายยาวผลงานของตัวเอง สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเคยรับผิดชอบ ควบคุมโรคระบาดของโรคซาร์ส และหวัดนก ได้สำเร็จมาแล้ว

ทีมงานคุณหญิงหน่อยไปได้ข่าวมาจากไหนว่า ลาวขนคนออกจากเมืองอู่ฮั่นไม่รู้จริงอย่าทวีตดีกว่า

ลาวเชื่อมั่นจีน

เจ๊หน่อย” มั่นใจอะไร จึงกล้าทวีตข้อความ “..หรือแม้กระทั่งลาวสามารถอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โรคระบาดได้”

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในลาว ก็มีความสับสนวุ่นวายไม่แพ้เมืองไทย บ่ายวันที่ 27 มกราคม 2563 ท่านบุนกอง สีหาวง รัฐมนตรีสาธารณสุขลาว ได้เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่นในลาว

ส่วนนักศึกษาลาว ที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น ท่านบุนกอง บอกว่า ทุกคนยังปลอดภัยดี ถึงอยากจะกลับบ้าน ก็คงกลับไม่ได้ ในช่วงนี้ เพราะทางการจีน ยังไม่ให้กลับ

รัฐมนตรีสาธารณสุขลาว

สรุปว่า มีนักศึกษาลาวในเมืองอู่ฮั่น สอบเสร็จ 99 คน ได้เดินทางกลับลาวแล้ว ยังเหลืออีก 49 คน และรัฐบาลลาวยังไม่มีแผนการจะส่งเครื่องบินไปรับกลับ ในช่วงเวลานี้

วันเดียวกัน คำเพา เอินทะวัน เอกอัครราชทูตลาวประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ยืนยันว่า นักศึกษาลาวที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น มีความปลอดภัยทุกด้าน และได้รับความเอาใจใส่จากองค์การจัดตั้งพรรค/รัฐ มณฑลหูเป่ย เป็นอย่างดี

คุณหญิงหน่อย อาจจะสนิทสนมกับนางนาลี สีสุลิด ภริยาท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว แต่ควรเช็กข่าวให้ชัวร์

เล่นข่าวมั่วเอาแต่ความสะใจ ไม่ใช่วิสัยของนักการเมืองคุณภาพ

ปิดสามเหลี่ยมทองคำ

ที่เป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทยว่า “ลาวปิดด่าน” นั้น จริงๆ แล้ว “จ้าว เหว่ย” ประธานสภาบริหารเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ได้ทำหนังสือถึงเจ้าแขวงบ่อแก้ว ขอให้ปิดด่านพรมแดน จุด ห้ามคนจีน และคนเมียนมาร์เข้ามายังเขตเศรษฐกิจฯ เมืองต้นผึ้ง เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนา

แขวงบ่อแก้ว มีด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่ จุด คือ ด่านสามเหลี่ยมทองคำ และด่านบ้านมอม ที่ปิดชั่วคราวช่วงนี้ แต่ด่านสะพานมิตรภาพลาวไทย แห่งที่ 4 (ห้วยทรายเชียงของยังเปิดให้คนลาวและคนต่างชาติ เข้าออกตามปกติ

จ้าว เหว่ย

นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ได้ออกคำสั่งเลื่อนงานดอกงิ้วบาน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จากเดิม งานเทศกาลดอกงิ้วบาน ครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่าง 14-16 กุมภาพันธ์ 2563

เจ้าพ่อกาสิโนจ้าว เหว่ย เลยได้แต้มไป ในฐานะผู้นำที่กล้าตัดสินใจฉับไว ปิดกาสิโนหนีไวรัสมรณะ

เปิดใจ ทิพานัน ศิริชนะ ฉะ ไม่กลัวเปลืองตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ ทิพานัน ศิริชนะ ฉะ ไม่กลัวเปลืองตัว

30 มกราคม 2563 – 09:34 น.
ทิพานัน ศิริชนะ,รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ,พรรคพลังประชารัฐ,โฆษก
เปิดอ่าน 2,634 ครั้ง

เปิดใจ ทิพานัน ศิริชนะ ฉะ ไม่กลัวเปลืองตัว คอลัมน์… Exclusive Talk

ชื่อของ “อ้น” ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ปรากฏตามหน้าสื่อไม่เว้นแต่ละวัน โดยการทำหน้าที่โทรโข่งพรรคของเธอนั้น นอกจากการประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีต่อพรรคแล้ว ยังตอบโต้ประเด็นทางการเมืองไปยังพรรคฝ่ายค้าน ชนิดที่ว่าไม่เกรงใจใคร

 “ทิพานัน” มีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายนานนับสิบปี ก่อนจะมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 23 จอมทอง ธนบุรี พรรคพลังประชารัฐ กระทั่งต่อมาพรรค พปชร.แต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกพรรค

“ทิพานัน” อธิบายความสนใจในงานการเมืองกับ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ว่า หลังจากทำงานกฎหมายไปได้หลายปี จึงได้เริ่มคุยกับกลุ่มเพื่อน ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถผลักดันเพื่อพัฒนาประเทศให้ดีกว่าสิ่งที่ทำอยู่ได้ กระทั่งเกิดการรวมกลุ่ม แล้วมาลงเอยที่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่เปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่ได้เข้าไปทำงานอย่างเต็มที่

“ตอนหาเสียงได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน ต้องบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ สิ่งที่ได้จากการลงพื้นที่คือได้เห็นปัญหา และรับฟังปัญหาของประชาชน เพราะนอกจากประชาชนจะต้องการให้ผู้แทนแก้ไขปัญหาแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องการให้มีคนมารับฟังปัญหาของพวกเขา เมื่อเราได้เข้าไปคุยกับประชาชน ก็ทำให้ช่องว่างระหว่างกันลดน้อยลง ชาวบ้านจึงกล้าที่จะพูดและชี้ให้เห็นว่าปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างไร”

อ้น กล่าวว่า สำหรับพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองที่ให้โอกาสแก่คนอย่างเธอ ที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน โดยเปิดกว้างให้มือใหม่ได้ลงสมัคร ส.ส.ทั้งที่ถ้าเป็นพรรคอื่น คงไม่ได้รับโอกาสเช่นนี้

ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 อ้นพ่ายให้กับ โชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี แห่งพรรคอนาคตใหม่ กระทั่งเมื่อมีการตั้งรัฐบาล เธอจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกพรรค

 ทิพานัน บอกว่า งานรองโฆษกเป็นงานที่ใหม่และท้าทายสำหรับเธอ เพราะเธอคือมือใหม่ทางการเมือง งานนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความสามารถในการสื่อสาร ซึ่งเป็นงานที่ต้องหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา และเธอเองก็ได้รับมอบหมายให้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นผลงานของพรรค หรือของรัฐบาล

“ส่วนที่ต้องตอบโต้ประเด็นทางการเมืองนั้น ที่จริงแล้วอ้นสื่อสารตามที่อ้นมีความรู้ คือด้านกฎหมาย โดยพูดเพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง แต่การตอบโต้ทางการเมือง ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารทางการเมือง แต่ทั้งนี้ ก็เป็นไปเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน”

ถามว่าเธอรับมือกับกระแสโต้กลับอย่างไร ทิพานัน บอกว่า “เป็นธรรมดาของโลกและมนุษย์ ที่จะต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา เราต้องวางใจให้เป็นกลาง สิ่งใดเป็นความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เราก็จะนำมาปรับปรุง ส่วนการว่ากล่าวที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เราก็จำเป็นต้องทิ้งไป ซึ่งส่วนตัวเปิดรับคอมเมนต์และการให้คำแนะนำอยู่แล้ว เพราะมันทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ ไม่เคยคิดว่าเมื่อมีคนมาต่อว่า แล้วจะเพิกเฉยหรือต่อต้าน แต่ต้องยอมรับแล้วนำมาพัฒนาให้ดีขึ้น”

ถามอีกว่าไม่กลัวเปลืองตัวหรืออย่างไร ทิพานัน อธิบายว่า “ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เราตัดสินใจมาทำงานทางการเมือง เราต้องการเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น จึงไม่ได้มองว่าเป็นการเปลืองตัวหรืออะไร แต่มองที่เป้าหมายเป็นสำคัญ”

 ทิพานัน เล่าให้ฟังว่า การทำงานของทีมโฆษกพรรค จะไม่ไปกล้าล่วงการทำงานของทีมโฆษกรัฐบาล แต่จะเป็นฝ่ายสนับสนุน เสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรต่อมาตรการต่างๆ อย่างไร เป็นต้น โดยสิ่งสำคัญในการสื่อสารยุคนี้ นอกจากจะเน้นความรวดเร็วแล้ว จะต้องมีความถูกต้องด้วย

  “อ้น” ทิพานัน ศิริชนะ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะความสามัคคีของคนในชาติ จะช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาต่อไปได้

ระวังอุบัติเหตุ ระบบจราจรไม่ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413654?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังอุบัติเหตุ ระบบจราจรไม่ดี

30 มกราคม 2563 – 09:27 น.
ระบบจราจรไม่ดี,ระวังอุบัติเหตุ,ถนนชำรุด,ทางโค้ง,ป้ายบอกทาง
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

ระวังอุบัติเหตุ ระบบจราจรไม่ดี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เป็นประจำ และขอเป็นสื่อกลางนำมาให้พิจารณาเพราะเป็นข้อมูลที่ดีอย่างยิ่ง

จดหมายจากคุณ ‘ธีระเดช’ กทม. ต่อไปนี้แจ้งให้ทราบว่าระบบจราจรที่ไม่ดีมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่เสมอ พร้อมยกตัวอย่างมาให้ทราบ

ผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็น กรมทางหลวง, กทม., กรมทางหลวงชนบท ฯลฯ จึงต้องแสดงความรับผิดชอบและใส่ใจอยู่เสมอไม่ใช่ป้ายความผิดพลาดไปที่ผู้ใช้รถใช้ถนนเท่านั้น

จึงเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุให้เสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอะไรขึ้นมาอีก เพราะระบบการจราจรจะต้องทันยุคทันเหตุการณ์

ถนนบางสายสร้างมานาน ชำรุดทรุดโทรมหรือมุมทางเลี้ยว/ทางโค้ง หรือตรงสะพานต้องให้มีสภาพ 100%
อ๊อด เทอร์โบ

เรื่อง อุบัติเหตุจากถนน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ตอนนี้ข่าวไวรัสคงมาแรง แต่เรื่องอุบัติเหตุก็ยังมีอยู่ประจำ สาเหตุของอุบัติเหตุนอกจากผู้ขับขี่ พาหนะแล้ว ถนน ระบบจราจรก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก อาทิตย์ก่อนมีข่าวข้าราชการเสียชีวิตที่พัทลุงขณะชะลอรถทางซ้ายแล้วจะเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถแล้วถูกชนจนเสียชีวิต อาทิตย์นี้ก็เห็นข่าวสองรายซ้อนคือ รถบรรทุกพ่วงกลับรถแล้วมีรถยนต์วิ่งชน กับรถกระบะกลับรถแล้วชนกับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต

สาเหตุใหญ่ๆ คือระบบจราจรเมืองไทยให้กลับรถทางขวา ซึ่งเลนขวาเป็นเลนที่รถวิ่งเร็ว แล้วเวลากลับรถถ้าจะจะชิดขวาก็เสี่ยงต่อรถเร็วอีกฝั่งพุ่งชน หรือตัดเลนไปด้านซ้ายก็เสี่ยงเช่นกัน เพราะรถที่จะกลับต้องชะลอความเร็ว นอกจากนี้บางทียังมีกรวยจราจรมาวางกินเลนอีกทำให้ต้องเบี่ยง ซึ่งรถที่วิ่งทางตรงเลนขวาก็วิ่งเร็วอยู่แล้ว แล้วยังมีแนวความคิดจะแก้กฎหมายเพิ่มความเร็วอีก ซึ่งระบบแบบนี้มันเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุมาก ควรจะให้รถที่จะกลับออกทางซ้ายแล้วไปกลับสะพานกลับรถหรือมี exit ให้ออกไปกลับรถเหมือนต่างประเทศ

นอกจากนี้เวลามีการตั้งด่านหรือมีการซ่อมแซมถนนมักจะมีการตั้งกรวยในระยะกระชั้นชิดมาก บางทีแทบหยุดรถไม่ทัน หรือพุ่งชนได้ ถ้าในต่างประเทศบางทีมีการตั้งกรวยหรือเตือนเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรก่อนจะถึงบริเวณที่มีการซ่อมแซม

การขีดเส้นจราจรก็เช่นกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมตีเส้นจราจรให้ตรงๆ ไม่ได้ ต้องโย้ออกไปแล้วบางทีเลนหาย รถที่วิ่งตามเส้นจราจรก็มีโอกาสถูกชนได้ เพราะลักษณะนิสัยคนไทยไม่วิ่งตามเส้น วิ่งตามความรู้สึกว่ารถวิ่งตรง ลักษณะการตีเส้นแบบนี้ที่เคยเห็นมีทั้งในต่างจังหวัดเช่น หัวหิน ภูเก็ต หรือในกรุงเทพฯ เองถ้าวิ่งจากแยกเกษตรตรงไปทางเกษตร-นวมินทร์โดยวิ่งตามช่องจราจรจากขวามือไปเรื่อยๆ จะตกขอบซ้ายไปเลย

ในอดีตหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เคยตีเส้นจราจรโย้ไปเรื่อยๆ แบบนี้ แต่ปัจจุบันกลับมาปกติทำให้ง่ายในการขับรถ และไม่ทำให้จราจรติดขัดด้วย เนื่องจากรถวิ่งตามช่องกับรถที่จะวิ่งตรงไม่ตามเส้น
ธีระเดช (กทม.)

ขอติดแนวไฟเพิ่มขึ้นที่อุโมงค์ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า
เรียนคุณ อ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันเพิ่งใช้เส้นทางถนนตัดใหม่ ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ถนนกว้างดีมากและโล่ง ช่วยย่นระยะเดินทางได้มากจากย่านศูนย์วัฒนธรรมจะไปร่มเกล้า ใช้เวลาขับรถช่วงกลางวันประมาณ 30-40 นาทีเท่านั้น จากเมื่อก่อนเปิดใช้ถนนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง

แต่ช่วงจากถนนศรีนครินทร์จะมุ่งหน้าไปร่มเกล้ารถจะต้องลงอุโมงค์ 1 แห่ง และความที่รถมาด้วยความเร็วพอควร พอลงอุโมงค์แล้วต้องโค้งซ้ายทันที อันตรายอยู่ตรงนี้ค่ะ เพราะก่อนเข้าอุโมงค์เราอยู่ในที่สว่างมาก พอลงอุโมงค์เจอความมืดแบบกะทันหัน สายตาปรับไม่ทันและอุโมงค์ก็โค้งซ้ายทันทีสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ทำให้ผู้ขับรถมองไม่เห็นแนวไฟนั้นทั้งก่อนเข้าอุโมงค์และเมื่อเข้าอุโมงค์ก็ถึงโค้งไปแล้ว

เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ดิฉันเสนอให้ติดตั้งแนวไฟเพิ่มที่ผนังด้านขวาด้วยจะช่วยได้มากค่ะ
เจน (กรุงเทพ)

เรียนคุณ ‘เจน’ กรุงเทพ
ผมใช้เส้นทางนี้เป็นประจำและเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณเป็นอย่างมากเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจะต้องปรับปรุงเพื่อความปลอดภัยเวลาลงอุโมงค์ดังที่แจ้งมา

โดยเฉพาะไฟส่องสว่างจะต้องชัดเจนกว่านี้ เพราะอันตรายเหลือเกิน บางทีระวังแล้วแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาได้ตลอด

เวลานี้การจราจรบ้านเราโดยเฉพาะใน กทม. ต้องช่วยกันระมัดระวังดูแลครับ ซึ่งผู้รับผิดชอบควรตรวจตราอยู่เสมอ เส้นแบ่งเส้นทางจราจร, สัญญาณต่างๆ ต้องชัดเจน
อ๊อด เทอร์โบ

ต้องมีสติตลอดเวลา
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘นิพนธ์’ แม่ริม ซึ่งขอให้ทุกคนมีสติอย่าให้อารมณ์ชั่ววูบจนฟิวส์ขาดกลายเป็นฆาตกรไปโดยไม่ตั้งใจ

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดได้มีการมอบตัวแล้วและต่อไปก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

เวลานี้ทุกอย่างล้วนทำให้เกิดความเครียด ขอให้ทุกคนมีสติอย่าหัวร้อนวู่วามเด็ดขาด
อ๊อด เทอร์โบ

เรื่อง อารมณ์ชั่ววูบ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากกรณีลุงอำมหิตหัวร้อน สุดโหด ขับเก๋งพุ่งชนเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม ที่กำลังยืนเก็บกวาดอยู่ที่หน้าบ้านเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็นและเสียชีวิตคาที่ เหตุเพราะโมโหที่อีกฝ่ายพยายามท้าทายด้วยการฉีดน้ำใส่ ช่วงที่กำลังเดินไปขึ้นรถ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีปัญหาความขัดแย้งสมัยเป็นกรรมการหมู่บ้านมาก่อน ทำให้บันดาลโทสะขับรถชนเสียชีวิต ล่าสุดมอบตัวต่อตำรวจ พูดเพียงสั้นๆ ว่า ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดเรื่องนี้ ยอมรับกับสิ่งที่กระทำลงไป

สิ่งที่ผู้ก่อเหตุทำนั้นรับไม่ได้จริงๆ จากที่ผมติดตามข่าว ครอบครัวบ้านผู้เสียชีวิต เคยหางาน หาข้าวให้กินอยู่เลย ทำไมถึงต้องมาก่อเหตุแบบนี้ ผมว่าทำเกินกว่าเหตุ เรื่องแบบนี้น่าจะคุยกันได้นะ เป็นมนุษย์ด้วยกันแท้ๆ ก็ไม่รู้ว่าโกรธแค้นอะไรเขาขนาดนั้น ถึงพุ่งชนเขาจนตาย เพื่อนบ้านกัน มีอะไรควรเข้ามาพูดคุยกันดีๆ บ้านที่ซื้อเราก็อยู่กันอีกนาน ไปไหนมาไหนมีของฝากติดไม้ติดมือไม่ดีกว่าหรือ ไปธุระฝากบ้านดูแลบ้านกันดีกว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว บนรถก็มีทั้งเด็ก และคนชรา น่าจะมีสติ ระงับอารมณ์ได้บ้าง โมโหชั่ววูบ เพื่อนบ้านตาย-เราติดคุก ไม่คุ้มเลย สงสารลูกเมีย ห่วงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านที่อาจจะปฏิบัติกับลูกและเมียเขาไม่ดีก็ได้

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ปัญหาลิ้นกับฟัน “เพื่อนบ้าน” คนบ้านติดกันได้มากๆ เลยครับ ถือเป็นบทเรียนของการอยู่ร่วมกันในสังคม
นิพนธ์ (แม่ริม)

มรสุมทางการเมืองของลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413651?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มรสุมทางการเมืองของลุงตู่

30 มกราคม 2563 – 08:44 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 566 ครั้ง

มรสุมทางการเมืองของลุงตู่ โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เร็วๆ นี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีรัฐมนตรีคนใดโดนแจ็กพอตบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่ว่าจะอภิปรายใครก็ตาม จะต้องอภิปรายโยงไปถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล

อ่านข่าว-ฝ่ายค้านต้องการอย่างน้อย 3 วันซักฟอก รมต.รัฐบาลบิ๊กตู่

ถึงแม้ว่าการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล จะไม่ใช่มรสุมลูกใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมีความกังวลมาก เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบโต้ฝ่ายค้านได้ทุกประเด็น และในที่สุด ตามวัฒนธรรมการเมืองไทยในสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็จะโหวตไว้วางใจอยู่ดี (ทั้งๆ ที่ ส.ส.บางคนอาจไม่สนใจฟังประเด็นการอภิปรายเลยก็ได้) แต่มรสุมทางการเมืองอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นหรือก่อตัวขึ้น กำลังทำให้รัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์สั่นไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นปัญหาของประเทศที่แก้ไม่ตกและจะทำให้คะแนนนิยมทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลเกิดปัญหาขึ้นได้

มรสุมลูกแรกก่อตัวมามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในชนบท และอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในกลุ่มคนรากหญ้า เกษตรกร ปัญหานี้คือภัยแล้ง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ณ 16 ม.ค. 2563) มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 20 จังหวัด รวม 98 อำเภอ 541 ตำบล 4,600 หมู่บ้าน/ชุมชน ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภัยแล้งในฤดูกาลปี 2563 (ม.ค.-เม.ย.2563) จะส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000-19,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.10-0.11 ของจีดีพี ปัญหานี้หากรัฐบาลไม่รีบขยับหาทางแก้ไข  คะแนนนิยมทางการเมืองจากคนกลุ่มนี้จะเริ่มหายไป แม้ว่าจะยังคงแจกเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปก็ตาม (การเห็นข้าวแห้งตายคานากับเงิน 500 บาทเทียบกันไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะในเชิงจิตใจ)

  มรสุมลูกที่สองคือปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งนิด้าโพลล่าสุดเมื่อ 19 มกราคม 2563 ได้สำรวจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง พบว่า ร้อยละ 40.84 ระบุว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และร้อยละ 36.22 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย  เพราะหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด ทำงานไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการตื่นตัว ไม่มีการเเก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและไม่มีความชัดเจน (กรมควบคุมมลพิษได้ยินชัดแล้วใช่ไหมครับ) คำวิจารณ์เหล่านี้ค่อนข้างสะท้อนความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลได้เรียนรู้มาแล้วจากปีก่อนถึงปัญหานี้และรู้ว่าในช่วงต้นปีปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 จะกลับมาแน่ แต่ก็ไม่ได้มีการขยับตัวหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง (สงสัยจะรอขงเบ้งเรียกลมเรียกฝนเพื่อแก้ปัญหา)  การจับรถควันดำ การจำกัดเวลาการเข้าเมืองของรถบรรทุก การขยันตรวจโรงงาน ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง เมื่อสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 เริ่มคลี่คลายก็อาจจะมีการปล่อยปละละเลยในปัญหาต่อไป อย่าลืมว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ในกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองใหญ่นั้นไม่ค่อยดีอยู่แล้ว และหากปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ยิ่งอยู่นานเท่าไรก็กระทบกับคะแนนนิยมมากขึ้นเท่านั้น และระวังจะลามไปถึงกลุ่มฐานคะแนนหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นคือกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เพราะกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวในเรื่องสุขภาพอนามัย หากมีผลกระทบมากๆ อาจมีงอนใส่นายกฯ ประยุทธ์ ก็เป็นได้

ปัญหาการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้แย่ลงจากการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่าจากประเทศจีน เป็นมรสุมลูกที่สามที่กำลังโหมอย่างแรงสู่ประเทศไทย การระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่าทำให้ทางการจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกนอกประเทศ และแน่นอนจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นความหวังเดียวในการต่อท่อลมหายใจทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศในขณะนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวจากจีนจะลดลงแล้ว นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ ที่ตื่นตระหนกจากปัญหานี้ก็จะไม่กล้าเดินทางท่องเที่ยว ในส่วนของประเทศไทยเอง คนไทยจำนวนหนึ่งก็ไม่ค่อยกล้าเดินทางหรือออกไปจับจ่ายซื้อของตามห้าง ตามตลาดนัดเนื่องจากกังวลในการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่า ในขณะที่ข่าวลือและเฟคนิวส์เกี่ยวกับการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่า ก็มีมากมายและแพร่อย่างรวดเร็วตามโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคนไทยจำนวนหนึ่งไม่คิดวิเคราะห์ข่าวสารก่อนที่จะเชื่อและแชร์ (สังคมกระต่ายตื่นตูมก็เป็นแบบนี้แหละ)

 มรสุมลูกที่สี่เป็นมรสุมทางการเมืองจากฝ่ายค้านขาประจำที่เดินสายทั่วประเทศปลุกคนให้ต่อต้านรัฐบาลด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเสวนาทางการเมืองหรือปัญหาของประเทศในสถานที่ต่างๆ ซึ่งที่แท้จริงคือเดินสายด่ารัฐบาล การจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่พรรคอนาคตใหม่บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแต่แกนนำพรรคไปโผล่ในเกือบทุกงาน การรณรงค์เลิกเกณฑ์ทหารกับกลุ่มเยาวชนตามสถานศึกษาและแหล่งท่องเที่ยวของวัยรุ่น การปล่อยเฟคนิวส์ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้รัฐบาลต้องออกมาแก้ข่าวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาครัฐแก้ข่าวไม่ค่อยทัน ทำให้ติ่งนายกฯ ประยุทธ์ รู้สึกว่าทั้งกระทรวงดิจิทัลฯ และทีมโฆษกรัฐบาลไม่ทันเกมการเมืองเหล่านี้

   มรสุมทางการเมืองลูกล่าสุดที่กำลังส่งผลต่อรัฐบาลอย่างมากคือการเสียบบัตรแทนกันในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ของ ส.ส.ที่ไร้จิตสำนึกในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีเกิดปัญหาการเสียบบัตรแทนกันและหากมีมติให้การโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 เป็นโมฆะ จะทำให้การใช้งบประมาณของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าลง การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของภาครัฐต้องสะดุดลง ในประเด็นนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ (รวมถึงรับผิดชอบในความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย) ซึ่งไม่ควรเป็นแค่ ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรแทนกันเท่านั้น แต่หัวหน้าพรรคต้นสังกัดของ ส.ส.กลุ่มนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมด้วย (ร้องเพลงนี้กันได้ไหมครับท่าน…อย่างนี้ต้องลาออก…)

มรสุมทางการเมืองทั้งหมดที่กำลังโหมเข้าถล่ม พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมาให้สาธารณะได้เห็นด้วยการตอบโต้และจัดการกับปัญหาอย่างเร่งด่วนด้วยตนเอง ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำเอาบทบาทมาดเข้มสมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบกกลับมาใช้เพื่อเสริมภาพความเป็นผู้นำประเทศที่มีความเด็ดเดี่ยว มีความมั่นใจในการตัดสินใจทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีควรหยุดพูดในทำนองเรียกร้องความเห็นใจจากประชาชน เช่น “เธอไม่สงสารฉันบ้างหรือ” แต่ต้องแสดงออกอย่างผู้นำประเทศที่เข้มแข็งว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาหรือมรสุมทางการเมืองเหล่านี้ได้

แต่สิ่งแรกที่นายกฯ ประยุทธ์ต้องทำคือยกเครื่องทีมโฆษกรัฐบาล เพิ่มกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อตอบโต้การถูกโจมตีในปัญหาต่างๆ ทีมโฆษกรัฐบาลต้องทันเกมฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ต้องมีกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ที่ออกนอกกรอบระบบราชการ ต้องสามารถตอบโต้ทางการเมืองแทนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ และต้องแสดงให้สาธารณะเห็นว่ารัฐบาลได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมอย่างไร หากทำไม่เป็น ขอแนะนำว่าลองไปอ้อนวอนขอความรู้จาก รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ว่าควรทำอย่างไรจึงจะสู้เขาได้

การมีทีมโฆษกรัฐบาล หน้าตาดี ความรู้สูง ชาติตระกูลดี นั่งโต๊ะแถลงข่าวด้วยรอยยิ้มที่สวยงาม อาจไม่ช่วยอะไร หากไม่มีทักษะในการตอบโต้ทางการเมืองและไม่สามารถทันต่อเกมการเมืองฝ่ายตรงข้าม

สงสัยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทีมโฆษกรัฐบาลก่อน…ไม่ได้ไล่นะ แค่พูดให้ลองคิดดู

3 สิ่งควรทำในการตั้งรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 สิ่งควรทำในการตั้งรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่

30 มกราคม 2563 – 08:03 น.
ไวรัสสายพันธุ์ใหม่,โคโรน่า,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ไวรัสโคโรน่า,นายกฯ
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

3 สิ่งควรทำในการตั้งรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ คอลัมน์…   วงในวงนอก    โดย…  สถิตย์ ธรรม

ถึงตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ยังคงเป็นประเด็นสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วโลก

อัพเดทสถานการณ์สักหน่อยนะครับ โดยขออ้างอิงจาก พีเพิลส์ เดลี่ สื่อจีนรายงานเมื่อวันที่ 29 มกราคม เวลา 09.30 น. มีผู้ติดเชื้อทั่วจีน 5,999 ราย, อาการหนัก 1,239 ราย, เสียชีวิต 132 ราย และต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 9,239 ราย เห็นได้ว่าการแพร่ระบาดในพื้นที่อู่ฮั่นยังเพิ่มสูงขึ้น

อ่านข่าว…  รู้ยัง..ไวรัสโคโรน่า ติดต่อทางเยื่อบุตา

คราวนี้ในสังคมโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่ติดตามความเคลื่อนไหวของสถิติตัวเลข ผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต มากกว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมในแง่ของการป้องกันรักษา ยิ่งสังคมโซเชียลชาวไทยส่วนหนึ่งละเลงความเห็นชนิดขาดจิตสำนึกสาธารณะ ปล่อยข่าวปลอม สร้างข่าวเท็จให้โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐต้องออกแถลงชี้แจงเป็นรายวัน หนักกว่านั้นหยิบโยงไปเกี่ยวกับเรื่องการเมืองให้เกิดความแตกแยกเกลียดชัง

เหตุที่กล่าวแบบนี้ เห็นและสัมผัสมาตั้งแต่เกิดเหตุเภทภัยต่างๆ ขบวนการสร้างข่าวเท็จไม่เคยเลิกรา ถ้าจะว่าไปจิตใจคนพวกนี้อำมหิตน่าดู ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเองคงไม่รู้สึก ไม่ว่าจะเป็นกรณีภัยแล้ง-ฝุ่นพิษ มาถึง ไวรัสโคโรน่า รัฐบาลต้องตกเป็นจำเลยก่อนใครเพื่อน ว่าไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้พี่น้องประชาชนเลย

ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ได้หยุดพัก แทนที่จะให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ขนาดเมื่อวานนี้ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐ ส่งเครื่องบินไปรับพลเมืองของเขาในอู่ฮั่นเป็นสองชาติแรกๆ มิวายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถูกตั้งคำถามเชิงบ่นๆ “มัวทำอะไรอยู่” ครั้นนายกฯ และหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงปากเปียกปากแฉะ มิทราบว่า บรรดากองแช่งทั้งหลายสดับตรับฟังเพื่อนำมาพิจารณาถึงข้อขัดข้องของไทยที่ไม่สามารถนำคนไทยในอู่ฮั่นกลับมาได้หรือไม่

ท่านนายกฯ กล่าวไว้อย่างนี้ครับ “ตอนนี้กำลังเตรียมแผนอยู่ เนื่องจากถ้าเราใช้เครื่องบินของทหารไปรับ บางอย่างอาจจะมีปัญหา และต้องดูว่าเขาพร้อมจะให้ส่งกลับหรือยัง ซึ่งอยู่ในกระบวนคัดกรองของเรา ถ้าผ่านแล้วพากลับมาได้ อาจจะต้องใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำ เพราะต้องเป็นข้อตกลงกัน หลายอย่างไม่ง่ายนัก ถ้าคนไทยยังไม่ปลอดภัยเขาคงไม่ให้กลับ เราต้องมีการเตรียมการในเรื่องเหล่านี้ ขอให้ฟังชี้แจงจากคณะกรรมการด้วย”

สังคมที่ถูกแปรเปลี่ยนไม่ฟังกัน ไม่ยอมรับกัน โดยหยิบโยงให้เป็นประเด็นทางการเมืองทั้งหมด ไม่สามารถทำให้ทุกคนหันมาร่วมไม้ร่วมมือแก้ไขให้สถานการณ์ต่างๆ ให้คลายความวุ่นวายสับสนได้

หรือกรณีที่คุณหมอหลายท่านนำเสนอข้อมูลไว้ เช่น นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความสถานการณ์แพร่ระบาดโรคปอดบวมอู่ฮั่น ไว้อย่างน่าสนใจ

ท่านบอกว่า “ความรุนแรงของโรคนี้น้อย เมื่อเปรียบเทียบกับ SARS และ MERS อัตราตายของโรคนี้ ถ้าดูจำนวนเปอร์เซ็นต์จะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เชื่อว่าน่าจะน้อยกว่า 1% หรืออาจจะอยู่ที่ 1 ในพัน จากผู้ป่วยที่เป็นนอกประเทศจีน กว่า 100 คนไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลย เพราะการวินิจฉัยจะทำได้ดีและรวดเร็วขึ้น…ตัวเลขอัตราการตาย จะค่อยๆ ลดลงเหมือนการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ในปี 2009…”

“เราต้องยอมรับความจริง โรคนี้ระบาดแน่ในประเทศไทยและทุกประเทศ แต่ควรมีมาตรการให้ระบาดช้าที่สุดเพื่อรอองค์ความรู้ใหม่ และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับโรคนี้ การระบาดเมื่อประชากรเป็นแล้วมีภูมิถึงระดับหนึ่ง โรคก็จะสงบ…”

อยากให้ทุกท่านอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งใน เว็บไซต์เนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์ ก็ได้นะครับจะได้ทำความเข้าใจต่อสถานการณ์เชื้อร้ายที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ดีกว่าสร้างวาทกรรมโจมตีกันไปมา

ท่ามกลางสงครามไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่โรคซาร์ส เมอร์ส มาถึงไวรัสโคโรน่า เหมือนเรากำลังเข้าไปเผชิญสงครามที่ต้องต่อสู้ปกป้องเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ฉะนั้นพึงควรกระทำ 3 อย่างหลักๆ ครับ

1.ตั้งสติ ตระหนักรู้แต่ไม่ตระหนกเตลิดเปิดเปิง หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของท่านให้แข็งแรง 2.ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่น่าเชื่อถือมีแหล่งอ้างอิงอย่างเป็นทางการ และ 3.ให้กำลังใจซึ่งกันและกันไม่ปิดกั้นรังเกียจ ยามยากเราจะเห็นมิตรแท้มีใครบ้าง ในเมื่อรับรู้กันอยู่ว่า โลกใบนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน

สร้างสำนึก-ใช้ยาแรงแก้หมอกควัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างสำนึก-ใช้ยาแรงแก้หมอกควัน

30 มกราคม 2563 – 07:22 น.
หมอกควัน,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

สร้างสำนึก-ใช้ยาแรงแก้หมอกควัน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563

จากเหตุการณ์ไฟป่าและปัญหาหมอกควันฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัดที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่เกินค่ามาตรฐานโดยมีหลายพื้นที่เป็นสีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเพราะที่ผ่านมาดูเสมือนว่าเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้าให้ผ่านไปในแต่ละปี แต่พอปีถัดมาปัญหานี้ก็กลับมาเกิดขึ้นอีก ซึ่งหลายฝ่ายก็บอกว่าเป็นแค่ไม่กี่วันและช่วงเดียวของปีไม่มีผลอะไร แต่ในความจริงฝุ่นพิษหมอกควันมีผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงวัย เด็ก และผู้มีโรคประจำตัวและโรคระบบหายใจ อีกทั้งมลพิษเหล่านี้สามารถสะสมในร่างกายหากปล่อยให้เกิดภาวะประจำถิ่นและรับเอาเข้าไปทุกปีต่อให้เป็นคนแข็งแรงก็มีผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องแก้ไขให้บรรลุผลสำเร็จและดึงทุกภาคส่วนมาร่วมมือให้เห็นผลรูปธรรมจริงจัง

ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือมีความซับซ้อนเชิงวิถีชาวบ้านเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาป่าหาของป่ารวมไปถึงการเผาวัชพืชหรือตอซังในไร่เพื่อเพาะปลูกใหม่ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องหาวิธีการแก้ไข รวมไปถึงความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากก็มีการเผาป่าหาของป่าและเผาพืชไร่เช่นเดียวกับประเทศเราแต่หมอกควันได้ลอยตามลมเข้ามาฝั่งไทยในทุกปี ซึ่งประเด็นนี้ก็ต้องอาศัยความสัมพันธ์และการเจรจาซึ่งอาจถึงการแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างควบคุมในประเทศตัวเองให้ได้ โดยปัญหาหมอกควันไม่เพียงส่งผลเรื่องสุขภาพประชาชน ยังส่งผลเสี่ยงอันตรายในการเดินทางอากาศด้วย ซึ่งทุกปีเช่นกันที่สายการบินที่เดินทางไปภาคเหนือต้องเผชิญหมอกควันทำให้ทัศนวิสัยการบินต่ำและทุกปีจะมีรายงานว่าต้องบินวนเหนือท่าอากาศยาน ซึ่งล่าสุดเกิดที่สนามบินแม่สอด จ.ตาก ถือว่าสุมเสี่ยง

ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ยากลำบากมากในกรณีการเผาป่าเนื่องจากไฟไหม้แต่ละจุดเกิดขึ้นในป่าลึกและบางจุดสูงชันทำให้การเข้าไปดับไฟค่อนข้างยากลำบากต้องใช้เวลาในการเดินเท้าเข้าไปและเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุก็มักพบว่าไฟได้ไหม้ลุกลามพื้นที่ป่าเสียหายเป็นบริเวณกว้างจนต้องใช้มาตรการเชิงรุกแจ้งเตือนชาวบ้านว่าหากต้นเพลิงเกิดในที่ดินซึ่งมอบให้ไว้ทำกินจะถูกพิจารณายึดคืน ซึ่งปัจจุบันกฎหมายใหม่บังคับใช้แล้ว กรณีคนเผาป่ามีโทษสูงจำคุก 4-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ควบคู่กับการณรงค์สร้างจิตสำนึกให้เคารพสิทธิและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการมาตรการใช้ยาแรงในแก้ไขปัญหา “ไม่ต้องกำชับอะไรเป็นพิเศษ หากพบว่ามีการเผาก็ต้องดำเนินคดีเพราะผิดกฎหมาย”

ขณะที่กรมป่าไม้ระบุว่าเดือนมกราคม–เมษายน ของทุกปีในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ มักประสบปัญหาหมอกควันจากไฟป่าที่นอกจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ยังสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศป่าไม้ เศรษฐกิจ สังคม การคมนาคม และการท่องเที่ยว จึงจัดตั้ง “วอร์รูม” เพื่อประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อให้ปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกันด้านตำรวจภูธรก็ควรเน้นยาแรงเพราะการเผาวัชพืชไร่และเผาที่โล่งได้มีการแจ้งเตือนกันมานานแล้วแต่ทุกปีก็เกิดขึ้นตลอด ดังนั้นการขอความร่วมมือคงเป็นมาตรการที่ดูจะไร้ผลซึ่งปัจจุบันจับกุมไปแล้วหลายสิบราย ขณะที่การสร้างจิตสำนึกต้องควบคู่ไปเพื่อแก้ที่ต้นทาง ส่วนการใช้กฎหมายแก้ปลายเหตุพร้อมทั้งแนะนำวิธีการอื่นทดแทนการเผาไร่และสร้างรายได้อื่นแทนการหาของป่าเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้

บิ๊กตู่โอด พ.ร.บ.งบเข้าขั้นวิกฤติ สั่งสำนักงบฯเตรียมแผนสำรอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413452?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่โอด พ.ร.บ.งบเข้าขั้นวิกฤติ สั่งสำนักงบฯเตรียมแผนสำรอง

29 มกราคม 2563 – 14:05 น.
งบประมาณรายจ่าย63,เสียบบัตรแทน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

บิ๊กตู่ โอด พ.ร.บ.งบเข้าขั้นวิกฤติ สั่งสำนักงบฯเตรียมแผนสำรอง

ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมด่วนวันพุธที่ 29 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ กรณีเกิดปัญหาการเสียบบัตรแทนกันในการโหวตมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

สำหรับผลสืบเนื่องจากการเสียบบัตรแทนกันนั้น สร้างความวิตกแก่รัฐบาลพอสมควร เพราะมีความเป็นไปได้เท่ากับความเป็นไปไม่ได้ ที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะ ซึ่งเท่ากับว่าทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่าทั้งยังกระทบต่อเศรษฐกิจมากมายมหาศาล

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 มกราคม ที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อันเป็นผลมาจากส.ส.เสียบบัตรแทนกัน และศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ดังนั้น จึงต้องรอดูมติของศาลรัฐธรรมนูญ

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ฝากให้สำนักงบประมาณ เตรียมแผนสำรองไว้ หากการเบิกจ่ายงบประมาณมีความล่าช้า หรือยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณใหม่ได้ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระทบต่อประเทศชาติ

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กล่าวในห้องประชุม ครม.ขอให้สำนักงานงบประมาณไปหาแนวทางสำรองไว้ด้วยเช่นกัน

สำหรับการที่ส.ส.เสียบบัตรแทนกันนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่เป็นการหารือเกี่ยวกับการรับมือไวรัสโคโรนา แม้จะมีทั้งนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็น 2 พรรคที่ปรากฏว่ามี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ร่วมประชุมด้วยก็ตาม

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เสนอให้นำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณกลับเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาใหม่ว่าจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน รัฐบาลได้ศึกษาหาแนวทางเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้บ้างแล้ว ข้อกังวลในปัจจุบันเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติและศาล ซึ่งจะต้องหาทางออกให้ประเทศร่วมกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะร่วมใจและร่วมมือกัน คิดเพื่อช่วยให้ประเทศมีทางออกในสถานการณ์ที่วิกฤติอยู่ในขณะนี้ เพราะเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนั้นจะส่งผลกระทบที่สุด ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะตั้งใจทำให้ประเทศและประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ในสภาวะที่มีปัญหารุมเร้ามากมายในปัจจุบัน

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องจับตานอกจากการรับหรือไม่รับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องดูว่าสำนักงบประมาณนั้นมีแนวทางอย่างไรในการเบิกจ่ายงบประมาณเมื่อกฎหมายยังไม่ประกาศใช้