คลุกวงใน วันพุธที่ 29 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันพุธที่ 29 มกราคม 2563

29 มกราคม 2563 – 13:50 น.
คลุกวงใน,ไบโอเมทริกซ์,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลตอวิระชัย ทรงเมตตา
เปิดอ่าน 640 ครั้ง

คลุกวงใน  วันพุธที่ 29 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรข่าว เจาะลึกเบื้องหลัง ขุดคุ้ยความไม่ชอบธรรม นำมาบรรณาการคนอ่านทุกวัน

00000 วันนี้ขอกินดีหมีหัวใจเสือ เข้าไปคลุกวงใน “ศึกสายเลือด” แห่ง บูรพาพยัคฆ์ สักหน่อย ได้กลิ่นมาไม่ค่อยดี

00000 พี่น้องแห่ง บูรพาพยัคฆ์ กำลังจะลามไปสู่การ “แตกคอ” ของ “3 ป.” ในที่สุด

00000 “พญาเสือ” ขอแยกฝ่ายออกดังนี้ คือ 2 ป. กับ 1 ป. ฝ่าย 2 ป. คือ ป.ประยุทธ์ กับ ป.ป๊อก อนุพงษ์ ส่วนอีก ป.คือ ป.ประวิตร ที่ดูเหมือนกำลังถูก “ทิ้ง” เหตุเพราะ ป.ประยุทธ์ ไปหลง “สีกากี”

00000 เรื่องของเรื่อง เป็นเพราะ หลักสูตรคอนเนกชั่น บยส.รุ่น 15 แท้ๆ เลย “พญาเสือ” จะไม่เอ่ยชื่อให้เป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม แต่บอกแค่ บยส.รุ่น 15 ไปหาข้อมูลเอาว่า ใครเป็นใคร ทำไมจึงเกี่ยวพันมาถึง ป.ประยุทธ์ และ ป.จักรทิพย์ ชัยจินดา

00000 ข่าวลึกจากการเปิดโปงการจัดซื้อ “ไบโอเมทริกซ์” ที่สตช. ซื้อให้ สตม. ใช้ พูดง่ายๆ คนซื้อไม่ได้ใช้ ขณะที่คนใช้กลับไม่ได้ซื้อ รวมถึงรถ เรือตรวจการณ์ด้วย มันก็แปลกดี

00000 พอ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ไปให้การ ป.ป.ช. ในฐานะพยาน เท่านั้นแหละ เลยมีคำสั่งให้ “ปิดปาก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นี่มันอะไรกัน การปิดปาก บิ๊กโจ๊ก ก็เสมือนปิดปาก “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่ของ บิ๊กโจ๊ก เพราะว่าการเคลื่อนของ บิ๊กโจ๊ก อยู่ในสายตาของ บิ๊กป้อม ตลอดเวลา

00000 ฉะนั้นการที่ บิ๊กตู่ ออกคำสั่ง ปิดปาก บิ๊กโจ๊ก เท่ากับส่งสัญญาณไปถึง บิ๊กป้อม ด้วย ว่าเรื่องทั้งหลายทั้งปวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขอให้หยุด ขืนเดินต่อจะส่งผลกระทบต่อใครหลายคน ทั้งตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ และตัวนายกฯ ในฐานะประธาน ก.ตร.

00000 เรื่อง บิ๊กโจ๊ก เกี่ยวพันกับ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่ถูกย้ายไปสังกัดสำนักนายกฯ การที่ นายกฯ เซ็น คำสั่งย้าย บิ๊กต้อย นั้นหมายความว่า บิ๊กตู่ เอาด้วยกับ บิ๊กแป๊ะ แล้ว ดังนั้นใครก็ตามที่อาจหาญกล้าท้าชน บิ๊กแป๊ะ วันนี้ ชั่วโมงนี้ บอกคำเดียวว่า ตายกับตาย

00000 ย้าย บิ๊กต้อย เพราะ บิ๊กโจ๊ก แล้ว ต้องย้าย “บิ๊กช้าง” พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร.ด้วย ทำไม “พญาเสือ” จะบอกให้ ก็ บิ๊กช้าง คือ แคนดิเดต ผบ.ตร. อาวุโส กว่า “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. ที่ถูก ไทยคู่ฟ้า วางเอาไว้ในเก้าอี้ ผบ.ตร. ว่ากันง่ายๆ นายกฯ ในฐานะประธาน ก.ตร. ขืนตั้ง บิ๊กปั๊ด ขึ้นผบ.ตร. ข้ามหัวคนอื่น เท่ากับเป็นการ ทำลายระบบอาวุโสและระบบคุณธรรม ที่นายกฯ ตั้งขึ้นมาเสียเอง งานนี้ในวงการตำรวจเรียกว่า วินวิน ส่วนใครวินบ้างก็มี แค่สองคนไม่เห็นต้องบอก

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า บิ๊กแป๊ะ เข้าถูกทาง จึงทำให้ นายกฯ เชื่อทุกอย่างที่รายงานไป ครั้นจะอ้างว่าทำเพื่อรักษาความสามัคคีขององค์กร รักษาสถาบันตำรวจเอาไว้ ไม่ให้เกิดความแตกแยกนั้น ต้องแยกให้ออกระหว่าง ความแตกแยกกับความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อและการแต่งตั้งโยกย้าย

00000 นายกฯ ต้องไม่ไปฟังคนรอบข้างรายงานอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องไม่สนใจว่า “พ่อ เขาจะใหญ่แล้วนะ จะเป็นนายกฯ ตัวจริงแล้วนะ” เสียงแบบนี้ อาจจะศักดิ์สิทธิ์ แต่ความเป็นพี่ เป็นน้องต้องตัดไม่ตายขายไม่ขาด ไม่เช่นนั้นระวัง ครม.ประยุทธ์ 3 จะถูกโดดเดี่ยว

00000 หรือ นายกฯ คิดว่าฝากผีฝากไข้ไว้กับ รองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และกลุ่ม สามมิตร ที่มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนเดินเกมในสภาให้โดยไม่สนใจไยดีใช้บริการ “ลุงป้อม” แล้ว เนื่องจากเห็นว่า ลุงป้อม ปล่อยให้สภาล่ม 2 ครั้ง เลยหันไปใช้มืออาชีพอย่าง สุริยะ

00000 ฮัดเช้ย! “พญาเสือ” สงสัย พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ร้อง สตช. ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตั้งแต่ปี 2561 ก็ไม่มีใครหยิบมาพิจารณา แต่พอไปฟ้อง บิ๊กแป๊ะ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลขอให้ สตช.ส่งกฎระเบียบ หลักฐานให้เท่านั้นแหละ ต้องลุกลี้ลุกลน เอาเรื่องเข้าที่ประชุมก.ตร.ที่นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมเรื่องนี้จะตอบสังคมอย่างไร 00000

ศึก สี่ก๊ก แก้รธน. ปชป.-ฝ่ายค้าน ผนึกกำลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413455?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึก สี่ก๊ก แก้รธน. ปชป.-ฝ่ายค้าน ผนึกกำลัง

29 มกราคม 2563 – 10:29 น.
สี่ก๊ก,แก้รัฐรรมนูญ,ไพบูลย์ นิติตะวัน
เปิดอ่าน 1,691 ครั้ง

ศึก สี่ก๊ก แก้รธน. ปชป.-ฝ่ายค้าน ผนึกกำลัง

แม้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มี ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะยังไม่ปรากฏข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากนัก แต่ในมุมหนึ่งเกิดการชิงไหวชิงพริบกันภายในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้กันพอสมควร

โดยจากการประชุมทั้งสี่ครั้งที่ผ่านมาทำให้พอเห็นได้ว่าภายในคณะกรรมาธิการวิสามัญมีด้วยกันสี่กลุ่มหรือสี่ก๊กด้วย

ก๊กที่ 1 ‘พรรคพลังประชารัฐ’ นำโดย ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ ส.ส.บัญชีบัญชีรายชื่อ และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรียกได้ว่าการเข้ามาของไพบูลย์ถูกฝาถูกตัว ถูกที่ถูกเวลา และถูกใจนายใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ

ด้านหนึ่งเป็นเพราะไพบูลย์ทำหน้าที่คอยเป็นองครักษ์พิทักษ์ ‘พีระพันธุ์’ ไม่ให้ต้องรับแรงปะทะจากฝ่ายตรงข้ามคนเดียว ดังจะเห็นได้จากทุกครั้งที่กรรมาธิการวิสามัญพยายามกดดันให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเร่งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญมีเพียง 120 วัน ปรากฏว่าไพบูลย์ ซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างขวาของพีระพันธุ์สามารถหาเหตุผลมาหักล้างเพื่อช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ทุกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ก็พยายามคุมประเด็นข้อเสนอให้จำกัดวงมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีประเด็นใดเข้าไปพาดพิงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือกองทัพ หรือแม้แต่วุฒิสภา

ที่ผ่านมาไพบูลย์พยายามจะโน้มน้าวว่าหากคณะกรรมาธิการวิสามัญมีข้อเสนอสุดโต่ง เช่น การเอาส.ว.ออกจากบทเฉพาะกาล ความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตามมาถึงจุดนี้กรรมาธิการวิสามัญของพรรคพลังประชารัฐเองหลายคนก็ยอมรับที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ขอว่าอย่าไปยุ่งกับส.ว. หรือ คสช.เท่านั้น

ก๊กที่ 2 ‘พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย-พรรคเพื่อชาติ-พรรคอนาคตใหม่’ ไม่น่าเชื่อว่าสามพรรคจะสามารถมารวมกันเฉพาะกิจกันได้ โดยก๊กนี้มี ‘บัญญัติ บรรทัดฐาน’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าก๊ก

บทบาทของ ‘บัญญัติ’ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากฝ่ายค้านมากขึ้น อย่างการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยไม่ตัดส.ว.ออกจากสมการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ขอให้กลับไปใช้เสียงข้างมากพิเศษสามในห้าหรือสองในสามจากส.ส.และส.ว.รวมกัน โดยไม่ต้องไปกำหนดเสียงส.ว.เป็นการเฉพาะว่าต้องมีเสียงส.ว.หนึ่งในสามเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ทั้งนี้ผู้อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอที่ประชุมด้วยการตัดเงื่อนไขของการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ออกไป ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญของฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็น ‘ชัยเกศม นิติสิริ’ ‘โภคิน พลกุล’ ‘ยงยุทธ ติยะไพรัช’ ต่างอภิปรายสนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งสามพรรคได้คุยกันนอกรอบมาก่อนแล้วว่าข้อเสนอของบัญญัติจะเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดที่ทั้งสามพรรคจะผลักดันไปให้ ส่วนเรื่องการตั้งส.ส.ร.ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระแสกดดันจากนอกสภา

ก๊กที่ 3 ‘พรรคภูมิใจไทย’ เรียกได้ว่าพยายามยืนอยู่ตรงกลางด้วยการมีข้อเสนอแบบ ‘แทงกั๊ก’ ทำนองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง ประหนึ่งต้องการให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยนั้นด้วยระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมทำให้พรรคภูมิใจไทยได้จำนวนส.ส.มากกว่า 50 คน ตรงนี้เองทำให้บทบาทการแสดงความคิดเห็นของกรรมาธิการวิสามัญจากพรรคภูมิใจไทยยังไม่ปรากฏออกมามากนัก

ก๊กที่ 4 ‘อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ’ หากจะบอกว่าเข้ามานั่งเป็นผู้สังเกตการณ์ก็คงไม่ผิดนักเพราะทั้ง ‘อุดม รัฐอมฤต’ และ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เข้ามาทำหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเท่านั้น เช่น การอภิปรายครั้งแรกของอาจารย์อุดมที่อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมต้องกำหนดเสียงของส.ว.เป็นการเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้เกิดการใช้เสียงมากที่ทำให้รัฐธรรมนูญถูกแก้ไขได้ง่ายเกินไป เป็นต้น

แนวทางการทำงานในกรรมาธิการวิสามัญของอดีต กรธ.มีเพียงเท่านี้ ไม่ได้เข้ามาเพื่อจะแสดงความเห็นว่ามาตราควรแก้หรือไม่ควรแก้ไข แต่เป็นฝ่ายที่คอยกระตุกให้กรรมาธิการวิสามัญเดินสุดซอยมากกว่า

ถึงที่สุดแล้วแม้จะแบ่งเป็น 4 ก๊ก แต่การเชือดเฉือนจะวนอยู่กันในเฉพาะสองก๊กแรกเท่านั้นและศึกนี้อาจจะเป็นศึกชี้ชะตาของรัฐบาลก็เป็นไปได้

เปิดช่องลอด ม.143 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉลุยหรือโมฆะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413438?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดช่องลอด ม.143 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉลุยหรือโมฆะ

29 มกราคม 2563 – 09:24 น.
เสียบบัตรและลงคะแนนแทนกัน,ม143,ฉลุย,โมฆะ,พรบงบประมาณ
เปิดอ่าน 491 ครั้ง

เปิดช่องลอด ม.143 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉลุยหรือโมฆะ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

เป็นข่าวใหญ่มานานข้ามสัปดาห์ สำหรับชะตากรรมของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ)

จริงๆ แล้วร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็มาโดนแฉว่ามี ส.ส.รัฐบาลบางคนไปร่วมงานวันเด็กในพื้นที่เลือกตั้ง ไม่ได้อยู่สภาในวันโหวต แต่กลับพบว่ามีการลงคะแนนรายมาตราครบ จึงสรุปว่ามีการ “เสียบบัตรและลงคะแนนแทนกัน”

อ่านข่าว…  งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน
งานนี้ผิดแบบไม่ต้องสงสัย ฝ่ายค้านล่าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญทันที พร้อมอ้างคำวินิจฉัยศาลเมื่อปี 2556 เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตอนนั้นพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านในปัจจุบันนี้ มีสถานะเป็นรัฐบาล แล้วมี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายต้องตกไปทั้งฉบับ และเอาผิด ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกันด้วย

ฉะนั้นหากใช้บรรทัดฐานของคำวินิจฉัยศาลเมื่อปี 2556 ก็ต้องบอกว่าผลสะเทือนที่จะตามมาร้ายแรงยิ่งกว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจาก ร่าง พ.ร.บ.ที่มีปัญหาใน “รัฐบาลลุงตู่” ขณะนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อกฎหมายสำคัญแบบนี้ถ้ามีอันต้องตกไป หรือเป็นโมฆะ รัฐบาลก็ต้องลาออก

แต่ “รัฐบาลลุงตู่” ก็เซแค่ไม่กี่วัน ก็เริ่มตั้งหลักได้ โดยมือกฎหมายคนสำคัญอย่าง อาจารย์วิษณุ เครืองาม ถึงกับประกาศอย่างมั่นใจว่า ปัญหาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ จะไม่ทำให้รัฐบาลถึงกาลวิบัติ เหมือนกับที่บางคนวาดหวัง

สาเหตุที่อาจารย์วิษณุมั่นใจถึงขนาดนั้น ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 143 บัญญัติเอาไว้ให้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรภายใน 105 วัน หากไม่ผ่านภายในกรอบเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปโดยอัตโนมัติ

แม้บทบัญญัตินี้มีข้อยกเว้น ไม่นับรวมเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย กรณีมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญก็เขียนจำกัดไว้เฉพาะการวินิจฉัยข้อกล่าวหาตามมาตรา 144 นั่นก็คือการที่ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ แปรญัตติให้ตนเองมีส่วนในการใช้งบประมาณ เข้าข่าย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เท่านั้น

ส่วนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างกฎหมายใดๆ ก็ตาม ว่ามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ เขียนไว้ในมาตรา 148

ผลโดยตรงของมาตรา 148 กรณีร่างกฎหมายมีปัญหา (มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ) มี 2 อย่าง คือ
1.ถ้าส่วนที่มีปัญหาเป็นสาระสำคัญ ก็ให้ร่างกฎหมายนั้นตกไป
2.ถ้าส่วนที่มีปัญหาไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ให้ตกไปเฉพาะมาตรา หรือเฉพาะส่วนที่มีปัญหาเท่านั้น

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็คือ แต่ละมาตราของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ น่าจะมีสาระสำคัญเท่าๆ กัน เพราะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดงบประมาณให้แต่ละส่วนราชการ ฉะนั้นการจะวินิจฉัยให้ “ตกไปเฉพาะมาตรา” จะทำได้หรือไม่

ในทางกลับกัน หากศาลรัฐธรรมนูญให้น้ำหนักมาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญ คือร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรภายใน 105 วัน สุดท้ายศาลก็จำเป็นต้องปล่อยผ่าน แบบนี้จะทำได้หรือไม่ เพราะถือว่าพ้น 105 วันไปแล้ว ส่วนการเสียบบัตรแทนกันก็เป็นความผิดเฉพาะบุคคล แต่ไม่ส่งผลต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เนื่องจากร่างกฎหมายถูกบังคับให้ผ่านสภาภายใน 105 วัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

บทสรุปของคดีนี้ หลายฝ่ายคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิฉัยออก “กลางๆ” คือ เอาผิด ส.ส.รัฐบาลที่กดบัตรแทนกัน แต่ปล่อยผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 143 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป

แต่หากลองหันไปฟังความเห็นของ “กูรูกฎหมายการเงินการคลัง” อย่าง ศ.ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะได้มุมมองอีกอย่าง โดย อาจารย์ปรีชา บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ต้องตกไปทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงแค่บางมาตราที่มีการลงมติแทนกันเท่านั้น เพราะกรณีนี้ได้ผ่านกระบวนการตามมาตรา 143 และมาตรา 144 ที่กำหนดหลักเกณฑ์การแปรญัตติในวาระ 2 และการพิจารณาร่างกฎหมายให้เสร็จทั้ง 3 วาระภายใน 105 วันไปแล้วโดยสมบูรณ์

ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการลงมติ จากกรณีเสียบบัตรแทนกัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เพราะทุกมาตราในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ มีความสัมพันธ์ต่อกัน เช่น แปรญัตติลดงบประมาณของส่วนราชการหนึ่ง ก็นำไปจัดสรรให้อีกส่วนราชการหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อมีปัญหาการลงมติ จึงมีผลให้ร่างกฎหมายตกไปทั้งฉบับ

สำหรับทางออกในเรื่องนี้ อาจารย์ปรีชาไม่พูดถึงการแสดงสปิริตของรัฐบาลด้วยการลาออก เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนบังคับให้ลาออก ฉะนั้นหากพิจารณาถึงแนวทางแก้ไข ก็อาจจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องนำงบประมาณรายจ่ายปีก่อนหน้า คือ ปี 2562 มาใช้แทนทั้งฉบับไปพลางก่อน ซึ่งเรื่องนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 141 บัญญัติเปิดช่องเอาไว้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกำหนด โดยการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี

ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงว่า โดยหลักการการใช้งบประมาณรายจ่ายปีก่อนหน้าไปพลางก่อน จะใช้ได้แต่งบประจำนั้น อาจารย์ปรีชา บอกว่า ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี สามารถกำหนดรายละเอียดการใช้จ่ายเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในงบประจำ โดยเพิ่มหลักเกณฑ์งบลงทุนที่มีอยู่ในงบประมาณปี 2562 หรืองบประมาณรายจ่ายที่ได้จำแนกไว้แล้วในงบประมาณ 2562 ก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามการใช้หรือก่อหนี้ผูกพันงบลงทุน

          บรรทัดสุดท้ายที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลจะวางบรรทัดฐานการจัดการปัญหานี้อย่างไร จะคงไว้ซึ่งหลักการ แล้วแก้ไขไปตามช่องทางที่มีกฎหมายรองรับ หรือจะอาศัย “ช่องลอด” ของกฎหมาย เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง ?

จีนปิดเมือง โปรดระวังเชื้อมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413427?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนปิดเมือง โปรดระวังเชื้อมรณะ

29 มกราคม 2563 – 08:26 น.
จีนปิดเมือง,ไวรัสโคโรนา,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 519 ครั้ง

จีนปิดเมือง โปรดระวังเชื้อมรณะ

          ‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากคุณ ‘พรศักดิ์’ ดอนเมือง ส่งมาหลายวันแล้วเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา จึงรีบนำเสนอมาให้ทราบพอเป็นความรู้เป็นการด่วน

ปกติช่วงหลายวันที่ผ่านมาเป็นเทศกาลตรุษจีนซึ่งสนุกสนานมาก แต่ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ประกาศยกเลิกการเฉลิมฉลองเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนาและปิดเมืองหลายเมืองเพื่อป้องกันไวรัสมรณะนี้

อ่านข่าว…  5 ล้านคนออกจากอู่ฮั่นไปไหน ก่อนปิดเมืองกักไวรัสโคโรน่า

สำหรับประเทศไทยของเรารัฐบาลเอาจริงเรื่องนี้เพราะเชื้อไวรัสนี้มีการค้นพบผู้ป่วยหลายรายและมีการตรวจอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะชาวจีนและนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเมืองจีนมา

หวังว่าทุกคนจะปฏิบัติตามหลักการป้องกันเชื้อไวรัสนี้อย่างจริงจังและเป็นกฎเหล็กป้องกันการติดเชื้อและหากร่วมมือกันแล้วคิดว่าเราจะสกัดเชื้อไวรัสมรณะนี้ได้แน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ

ทั่วโลกหวาดผวา
ไวรัสโคโรนา

ผมติดตามข่าวเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศจีนมาสักพักแล้วพบว่าเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติของจีน ออกมาบอกว่าสถิติผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อก็พุ่งสูงขึ้น โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น ตอนกลางของจีน เมืองซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระเบิด โดยเชื่อว่าอาจมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ประชาชนเดินทางกลับบ้าน และเดินทางไปต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก

ทางการจีนออกคำสั่งปิดเมืองหวงกัง เมืองเอ้อโจว และเมืองอี้เซียว ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เคียงนครอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย ปิดโรงหนัง ห้างร้าน และพิพิธภัณฑ์ในพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่งด้วย ซึ่งทัวร์ในและต่างประเทศที่จองตั๋วมาล่วงหน้าให้คืนตั๋วพร้อมรับเงินครบ นอกจากนี้ยังสั่งยกเลิกการจัดงานฉลองวันตรุษจีนขนาดใหญ่ที่ปักกิ่ง เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้ว

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าเชื้อตัวนี้มาได้อย่างไรและค้นพบโดยใคร ผมได้ข้อมูลจากเพื่อนที่แจ้งข่าวนี้มาให้ทราบว่าประเทศไทยของเรานั่นเองที่เป็นประเทศแรกที่สามารถยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” รายแรกนอกพื้นที่เมืองอู่ฮั่น

หลังจากที่กรมควบคุมโรคได้คัดกรองพบผู้เข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวังที่สนามบินสุวรรณภูมิและนำตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคความดันลบสถาบันบำราศนราดูร และตรวจเชื้อเบื้องต้นไม่พบเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจ 33 ชนิดที่รู้จักมาก่อน จึงส่งตัวอย่างเชื้อให้ศูนย์ทำการตรวจ โดยระบุโจทย์ว่า “สงสัยจะเป็นโรคใหม่ในจีน ซึ่งไม่รู้โรคอะไร”

ศูนย์ก็ดำเนินการตรวจมุ่งไปที่ไวรัส 2 ตระกูล คือ โคโรนาและอินฟลูเอนซา เนื่องจากช่วงเวลานั้นจีนยังไม่เปิดเผยว่าเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา โดยใช้วิธีพิเศษเพราะการตรวจวิธีปกติไม่สามารถตรวจเจอเชื้อ คือเพิ่มปริมาณไวรัสแบบทั้งตระกูล (Family wide PCR) แล้วถอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจต่อ 1 ตัวอย่าง 1.2 แสนบาท ก่อนนำมาเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมจากธนาคารรหัสพันธุกรรมโลก

9 มกราคมที่ผ่านมานั้น ไทยก็พบว่าเป็นเชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส เพราะไม่มีรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์นี้อยู่ในธนาคาร กระทั่งหลังจากไทยพบลักษณะเชื้อเช่นนี้ 2 วัน ในวันที่ 11 มกราคม ทางการจีนนำรหัสพันธุกรรมไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเมืองอู่ฮั่นใส่ในธนาคาร และระบุว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้ไทยสามารถนำรหัสพันธุกรรมของไวรัสมาเทียบเคียงและพบว่าตรงกับที่ตรวจเจอจากผู้ป่วยชาวจีนในไทย

เท่าที่รู้ตอนนี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมากที่สุดที่ประมาณ 89% จึงมีความเป็นไปได้ที่เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์นี้ซึ่งกำลังแพร่ระบาดในประเทศจีน มีต้นกำเนิดมาจากเชื้อไวรัสในค้างคาวแล้วแพร่ระบาดมาสู่คน แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเชื้อไวรัสแพร่จากค้างคาวเข้าสู่คนได้อย่างไร มีสัตว์อื่นเป็นตัวกลางหรือไม่ (เช่น งู)

จึงควรเป็นอุทาหรณ์แก่พวกเราคนไทยเช่นกันว่าอย่าเอาสัตว์ป่ามาทำเป็นอาหารกินกันเลย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคร้ายที่เคยซ่อนอยู่ในป่าออกมาแพร่ระบาดสู่คนได้
พรศักดิ์ (ดอนเมือง)

เรื่อง อย่างหรู…รถด่วนขบวนพิเศษกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

หลายคนมองว่านั่งรถไฟดีกว่าเครื่องบินยังไง จ่ายก็แพง ช้าก็ช้า มีกลิ่นเหม็น เสียงดังอีก แต่ผมอยากให้ทุกคนมาลองรถไฟขบวนใหม่ครับ รับรองว่าจะลืมภาพการนั่งรถไฟแบบเก่าๆ ไปได้เลย

ผมมีโอกาสได้ใช้บริการการรถไฟแห่งประเทศไทยขบวนใหม่ “ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี” เดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟเชียงใหม่ ขึ้นชื่อว่ารถด่วนขบวนพิเศษก็ต้องมีความพิเศษมากกว่ารถไฟธรรมดา

ตู้นอนมีให้เลือก 2 ชั้น เตียงใหญ่นอนสบาย ผ้าห่มใหญ่แกะถุงใหม่ทุกครั้ง ฟรี! ไวไฟ สำหรับใครเลือกชั้นที่ 1 ก็จะพิเศษมากขึ้น คือมีห้องอาบน้ำ จอทีวี (เตรียมหูฟังไปเอง) และสามารถสั่งอาหารผ่านทีวีมารับประทานที่ห้องได้เลย มีให้บริการปลั๊กไฟ โคมไฟอ่านหนังสือทุกเตียงนอน แน่นอนว่าประหยัดเพาเวอร์แบงก์ไปได้เยอะ

ห้องน้ำเป็นแบบระบบสุญญากาศเหมือนบนเครื่องบิน หรูหราสุดๆ สามารถใช้ห้องน้ำได้แม้รถไฟจอดอยู่ที่สถานี แล้วของเสียก็จะไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้บนรางรถไฟอีกต่อไป เรื่องความปลอดภัยหายห่วง มีกล้องวงจรปิดซีซีทีวี 4 ตัวต่อตู้ บันทึกภาพตลอดแนวทางเดิน ประตูแบบสัมผัสเพื่อเปิดระหว่างตู้ได้ สามารถเดินทะลุได้ทั้งขบวนกันเลย สนับสนุนผู้ทุพพลภาพ มีทั้งเตียงนอน วีลแชร์ ห้องน้ำ

คนที่หิวๆ ไม่ต้องห่วง เพราะมีทั้งอาหาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สามารถสั่งมากินที่เรานั่งได้เลย ราคาแอบสูง แต่อร่อยนะ มีหลากหลาย ทั้งคาว หวาน มีให้เลือกหมด หรือใครที่อยากดื่มเครื่องดื่มก็มีให้บริการ (ค่าอาหารไม่รวมในค่าโดยสาร)

มีตู้เฉพาะสุภาพสตรีและเด็ก (โดยเพศในบัตรประชาชน) สำหรับเด็กชายที่จะสามารถนอนในตู้นี้ได้คือต้องอายุไม่เกิน 12 ปี โดยให้แจ้งขณะซื้อตั๋วโดยสารว่าเอาตู้เลดี้คาร์

ผมอยากให้ทุกคนมาลองใช้บริการรถไฟแบบใหม่ที่มีความสะดวกสบาย ทันสมัย และสะอาดมากขึ้น เสพบรรยากาศ วิวทิวทัศน์สองข้างทาง ชมวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ติดทางรถไฟ รับรองว่าหลงเสน่ห์ของการนั่งรถไฟแน่นอน
กนกชัย (รองเมือง)

เรียน ‘กนกชัย’ รองเมือง
อ่านจดหมายของคุณแล้วทำให้นึกอยากลองใช้บริการรถด่วนขบวนพิเศษ ซึ่งพรรคพวกหลายคนบอกเพิ่มเติมมาว่านอกจากไปเชียงใหม่แล้วยังมีไปอุบลราชธานี, หนองคาย และหาดใหญ่อีกด้วย

ผมมีความเชื่อว่าแม้จะมีสายการบินต้นทุนต่ำเหลือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ราคาถูกมากๆ แต่ถ้ารถไฟไทยจัดรถด่วนขบวนพิเศษที่ว่านี้สู้ได้สบายมาก ลองสอบถามรายละเอียดโทร.1690

รฟท.อ่อนด้านประชาสัมพันธ์และบริการ ควรจะปรับปรุงตัวเองสู้กับรถทัวร์ สายการบินโลว์คอสต์ได้แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ

ผนึกทีมฝ่าฟันงานหิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผนึกทีมฝ่าฟันงานหิน

29 มกราคม 2563 – 07:48 น.
ท่องเที่ยว,ไวรัสโคโรนา,ไวรัสปอดอักเสบ,ประเทศจีน,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 290 ครั้ง

ผนึกทีมฝ่าฟันงานหิน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 29 มกราคม 2563

ประมาณการกันว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนจะลดลงเหลือประมาณ 10.94-10.77 ล้านคน หรือลดลงประมาณ 1-2 ล้านคน คิดเป็น 0.5%-2.0% อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งพบการแพร่ระบาดตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งหากถึงต้นเดือนมีนาคม 2563 ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยหดตัวลงประมาณ 80,000-120,000 ล้านบาท และทำให้รายได้มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ว่าจะให้แตะที่ระดับ 3% ก็จะหดตัวลงอีก 0.5-0.7 ของปีนี้ ขณะที่จีดีพีของเอเชียและจีนก็จะหดตัวลงเช่นกัน

อ่านข่าว…  บิ๊กตู่ เซ็งไวรัสโคโรนา ทำท่องเที่ยวมีปัญหา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนในกรณีการระบาดของเชื้อไวรัสนานไม่เกิน 1 เดือนภายใต้สถานการณ์ที่ทางการจีนสามารถควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากการออกมาตรการขั้นสูงเพื่อควบคุมและหยุดการแพร่ระบาด ขณะเดียวกันก็ไม่แพร่ระบาดในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะสั้นไม่เกิน 1 เดือน เบื้องต้นอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะจากเมืองอู่ฮั่น แต่ไม่ส่งผลกระทบถึงภาพรวมของตลาดนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยและการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่เป็นตลาดเป้าหมายของไทย คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะมีประมาณ 11.10-11.30 ล้านคน

ในอีกด้านหนึ่งหากสถานการณ์ไม่เป็นไปดังคาดหวัง คือไวรัสปอดอักเสบแพร่ระบาดนานถึง 1-3 เดือนภายใต้สถานการณ์ที่ทางการจีนอาจต้องใช้ระยะเวลาในการควบคุมนานขึ้นก็จะเริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย แม้จะยังไม่พบการแพร่ระบาดในไทยหรือประเทศอื่นๆ แต่ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาวเศรษฐกิจของจีนเองซึ่งจะสะท้อนมาเป็นผลลบต่อกำลังซื้อของประชาชนชาวจีน รวมถึงบรรยากาศและความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของคนจีน ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย หรือไม่มีข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

แม้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะถือเป็นรายได้หลักที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ยังมีอีกหลายตัวแปรที่จะช่วยฉุดดึงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดไปกว่านี้อีก อย่างเช่น การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่มีแนวโน้มว่าอาจจะยืดเยื้อออกไปนานนับเดือน ปัญหาภัยแล้งอันจะทำให้ภาคเกษตรกรรมถึงขั้นวิกฤติได้และทำให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศลดลงไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากกิจกรรมสร้างรายได้ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมนั่นเอง ตามด้วยค่าเงินบาท และการส่งออกของไทยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง เหล่านี้นับเป็น “งานหนัก” ของรัฐบาล และทีมเศรษฐกิจ ที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ สิ่งสำคัญก็คือการทำงานเป็นทีมประสานสอดคล้องกับทุกภาคส่วน

ตอบทุกคำถาม ปริญญ์ ถึง กรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตอบทุกคำถาม ปริญญ์ ถึง กรณ์

28 มกราคม 2563 – 10:50 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,ปริญญ์ พานิชภักดิ์,กรณ์ จาติกวณิช น้
เปิดอ่าน 3,762 ครั้ง

ตอบทุกคำถาม ปริญญ์ ถึง กรณ์ คอลัมน์…  Exclusive Talk

เป็นหนึ่งในโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ยุคอเวนเจอร์ ในทีม “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ในบทบาทมือเศรษฐกิจของพรรค เมื่อ “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ลูกชาย “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ตัดสินใจเปิดโลกใบใหม่ของตัวเอง เข้าสู่วงการการเมืองเต็มตัว

ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง “รองหัวหน้าพรรค” เท่านั้น แต่ก้าวสำคัญครั้งนี้ “ปริญญ์” ได้รับผิดชอบภารกิจในปีกหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ นำประสบการณ์ในสายภาคเอกชนทั้งชีวิต มาปรับใช้ในงานการเมืองท่ามกลางพายุวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังท้าทายประเทศ มาวันนี้ “ปริญญ์” ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” เพื่อตอบทุกคำถามที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเขาไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มต้น “ปริญญ์” บอกถึงช่วงเวลา 8 เดือนที่เข้ามาร่วมงานกับประชาธิปัตย์เต็มตัว เป็นความรู้สึกดีใจที่มีส่วนร่วมในงานที่อยากทำมาตลอดชีวิต ในการทำหน้าที่เพื่อสังคม ภายหลังอยู่กับภาคเอกชนมานาน ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน ถือว่าสนุก ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาทุกวัน ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาไปต่างจังหวัด 30-40 จังหวัดเพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังปัญหาปากท้อง ซึ่งในหลายปัญหารู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อลงพื้นที่ทำให้ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าจุดที่เป็นคอขวดที่มันติดอยู่คืออะไร หากมีเรื่องใดที่ทำได้จะทำทันที ส่วนเรื่องที่ยังแก้ไม่ได้เพราะต้องใช้งบประมาณเยอะ หรือใช้กลไกรัฐมาขับเคลื่อนก็ไปหารือกับฝั่งกระทรวง

“พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเปิดโอกาสให้ผมอย่างมากที่สุด ท่านรองฯ จุรินทร์ ได้เปิดโอกาสให้ทีมเศรษฐกิจทันสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ทำงานได้อย่างเต็มที่ และท่านเน้นเสมอว่าอยากให้ลงพื้นที่เยอะๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชน แล้วนำกลับมาแก้ไขผ่านกลไกที่เรามี ทั้งจากพรรค ฝั่งกระทรวง รวมถึงเครือข่ายที่เรามี”

จากเคยเป็นบุคคลที่อยู่วงนอก แต่เมื่อเข้ามาในภาคการเมืองเป็นไปตามที่เคยมองไว้หรือไม่ “ปริญญ์” บอกว่าไม่ได้แตกต่างกันมาก ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนนอกมาตลอด เพราะช่วงอายุ 9 ขวบในปี 2529 เคยไปช่วยคุณพ่อเดินหาเสียง ก็รู้สึกว่ารู้จักพรรคประชาธิปัต์มานานพอสมควร ทำให้รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีดีเอ็นเออย่างไร หรือมีผู้คนชอบหรือไม่ชอบอะไร เมื่อได้เข้ามาทำงานจริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกผิดแปลกไปจากความคาดหมาย

“หลายๆ อย่างที่ได้ทำไม่รู้สึกเป็นการทำงาน แต่เป็นชีวิตที่ดำเนินอยู่ แล้วทำต่อยอด ผมรู้สึกสนุกกับการลงมือทำ และมีความสุข ไม่ถูกตีกรอบว่าต้องอยู่ที่ประชุม 7 โมงเช้า ต้องนั่งประชุมคณะต่างๆ ต้องบรีฟงาน แต่ตอนนี้ลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไป ไม่ต้องเข้างาน 7 โมงเช้าทุกวัน แต่บางทีต้องทำงานถึง 4-5 ทุ่ม ก็เป็นลักษณะที่แตกต่างกัน”

ถามถึงการทำงาน ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทำงานมาแล้วกว่า 7 เดือน “ปริญญ์” ชี้ให้เห็นถึงบริบทภาพใหญ่ของรัฐบาลขณะนี้เจอปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าระยะสั้น และปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องระยะยาว แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเรียกภาษาง่ายๆ ว่าไฟลนก้น ทำให้ต้องแก้ปัญหาระยะสั้น อะไรที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น จึงเห็นภาพมาตรการที่ออกมาตั้งแต่ชิมช้อปใช้ ประกันรายได้เกษตรกร คิดว่าในกรอบที่รัฐบาลทำอยู่ทำได้ดีในระดับหนึ่ง เพียงแต่อย่าทำมากเกินควร ต้องหันมาทำเรื่องระยะยาวบ้าง เมื่อตัวเองไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ทีมงานในกระทรวงไหน ทำให้มีอิสระอย่างเต็มที่ในเรื่องที่ต้องทำในระยะยาว จึงโฟกัสไปที่การสร้างคน และติดอาวุธให้แก่คนตัวเล็กอย่างสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี รวมถึงเทคโนโลยีทันสมัยนำมาเพิ่มรายได้ ที่ต้องมาคิดเรื่องโครงสร้างระยะยาวตรงนี้

ส่วน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ที่อาจมีปัญหา จะกระทบกับงบประมาณที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแค่ไหน “ปริญญ์” ยอมรับเป็นเรื่องกระทบถ้า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ล่าช้าออกไป 3-4 เดือนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังเติบโตไม่ดีนัก แต่เหนือสิ่งอื่นที่มากกว่าระยะเวลาเป็นเรื่องการใช้งบประมาณให้คุ้มค่า การเบิกจ่ายให้ทันตามแผนงานที่วางไว้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลและข้าราชการต้องวางแผนให้ดีจากโอกาสที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะบังคับใช้ได้ล่าช้า

ส่วนระยะเวลา 8 เดือนในการทำงานเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ “ปริญญ์” ยืนยันเราไม่ได้ดีแต่พูด แต่ลงมือทำทันที อย่างกรณีพื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ก็มีการประสานให้ทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งได้ทันที หรือเรื่องราคามังคุดตกต่ำก็ลงพื้นที่ไปทำเลย ไม่ต้องรอกระทรวง จากนั้นให้รอกระทรวงมาช่วย ทำให้เห็นว่าเราเป็นตัวประสานและลงมือทำในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาได้จริง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและความคิดของคนรุ่นใหม่มาช่วยแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

“ปีนี้เรื่องงานมีปัญหา เมื่อเรียนจบคนจะตกงานเยอะ จึงต้องหาอะไรบางอย่างทำให้เรียนจบได้พบงาน จึงสร้างโครงการเรียนจบพบงานให้นักศึกษาที่จะเรียนจบระดับต่างๆ เข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกงาน เมื่อเรียนรู้นอกห้องเรียนแล้วโอกาสจะเรียนจบแล้วพบงานจะมีสูงมากขึ้น เป็นสิ่งที่พยายามช่วยตรงนี้ ในช่วงที่เสนอโครงการนี้ ท่านจุรินทร์ก็เห็นด้วยเลย เป็นเรื่องที่เราอยากสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้แก่ประเทศ ถึงแม้การสร้างคนต้องใช้เวลา แต่ต้องลงมือทำ และทำต่อเนื่อง”

“ปริญญ์” บอกว่าจริงๆ แล้วพรรคไม่ได้อยากเสียคนดีๆ ออกไป แต่คนดีๆ ที่เดินเข้ามาพรรคก็มีเยอะ แถมคนดีๆ ที่อยู่ในพรรคทำงานหนักไม่ได้ออกสื่อมากก็มีเยอะ หลายคนเหล่านั้นก็มาช่วยทีมเศรษฐกิจ โดยวิธีการทำงานเราเปิดใจ ไม่เคยปิดกั้นในทุกช่องทาง ในการสมัครเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจ น้องๆ หลายคนที่มาช่วยงานก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เขาเก่งมีความสามารถ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก และทีมเศรษฐกิจพร้อมต้อนรับเสมอ หากใครมีความรู้ด้านไหนเดินเข้ามาได้เลย

ถามย้ำถึงประชาธิปัตย์ไม่ได้เลือดไหลตามภาพที่ออกไปใช่หรือไม่ “ปริญญ์” บอกว่า มีบางคนที่ออกไป สิ่งที่ตัดสินใจเราก็เคารพตรงนั้น แต่เราไม่ได้หยุดนิ่ง เราไม่ใช่ไดโนเสาร์ คิดว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานแล้ว ได้เลือกทีมใหม่ๆ คนทำงานใหม่ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นเมื่อพรรคเปลี่ยนแล้วก็ให้โอกาสเราด้วย

มาถึงคำถามสำคัญเกี่ยวกับการเข้ามาในทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์ ทำให้บทบาทของ กรณ์ จาติกวณิช น้อยลงไปหรือไม่ “ปริญญ์”​ บอกว่าจริงๆ แล้วบทบาทท่านไม่ได้น้อยลง ถ้าเรียนตรงไปตรงมาท่านเป็นทุกอย่างในพรรคมาแล้ว ท่านเป็นรองหัวหน้าพรรคแล้ว เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแล้ว หัวหน้าคณะกรรมการด้านนโยบายแล้ว เป็นรัฐมนตรีคลังแล้ว ก็เหลือแต่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคซึ่งท่านก็ลงแข่งหัวหน้าพรรค ท่านอาจจะแพ้ แต่บทบาทท่านก็มิบังอาจพูด เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ท่านมีสิทธิจะทำหลายเรื่อง เพราะพรรคได้เปิดให้ท่านได้ทำหลายเรื่อง อันนี้ขึ้นอยู่กับท่านตัดสินใจ ท่านเป็น ส.ส. บทบาทท่านในสภาก็โดดเด่น คิดว่าเราไม่ได้ไปลดบทบาทท่าน และตัวเองก็มิบังอาจไปลดบาทบาทท่าน เพราะตัวเองกับท่านยังสนิทชอบพอกันเหมือนเดิม

“ตอนผมเข้ามาในทีมเศษฐกิจ ผมพาทีมเศรษฐกิจไปขอคำปรึกษาท่านอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เราไปนั่งกินอาหารร้านเป็ดโฟร์ซีซั่นของผม คุยกันถึงมุมมองแบบออกรสออกชาติ ท่านก็ให้คำแนะนำเราอย่างเต็มที่ อะไรทำมาดีไม่ดีท่านคอมเมนต์หมดทุกอย่างแบบเปิดอกเปิดใจคุยกัน เพราะฉะนั้นผมกับพี่กรณ์ก็ไม่มีอะไรที่ขัดกันอยู่แล้ว เป็นพี่น้องที่รักและเคารพกันเสมอ และนำคำแนะนำจากท่านมาปรับใช้ในสิ่งที่ดีๆ ที่ท่านได้ทำไว้”

 “ปริญญ์” ยังยืนยันส่วนตัวไม่อยากให้มองว่ามาทดแทนใคร เพราะจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์มีคนเก่งเยอะมาก บางคนเก่งแต่เนื่องจากตำแหน่งทางการเมืองไม่พอทำให้คนเก่งไม่ได้มีตำแหน่งตลอดเวลา แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คุณูปการแก่คนเก่งหลายคนในอดีต ได้เป็นรัฐมนตรี ได้เป็นตำแหน่งนู้นตำแหน่งนี้ คนเก่งๆ เหล่านี้ยังรู้สึกพรรคมีบุญคุณ ยังได้ทำงานกับพรรคต่อไป แต่บางคนมีวิธีการทำงานแบบใหม่ก็ออกไป ก็เป็นสิทธิแต่ละคน

“ไม่ได้คิดว่าไปลดบทบาทใคร หรือทีมเศรษฐกิจต้องไปแย่งงานใคร เราเปิดรับทำงานกับทุกคน ขอคำปรึกษากับผู้ใหญ่ทุกคนกับผู้อาวุโสในพรรค ไปหาท่านกรณ์ ไปหาท่านอภิรักษ์ (โกษะโยธิน) ไปหาท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ไปหารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนทุกกระทรวงทุกสายไปหมด เราไม่ได้ปิดกั้น เราเปิดหมดทุกรุ่นทุกวัย เพราะเราเป็นทีมที่ทำงานกับทุกคน”

ส่วนความกดดันที่เป็นลูกของ “ดร.ซุป” นั้น “ปริญญ์” ย้อนไปถึงวัยเด็กเคยรู้สึกกดันเหมือนกันในการเป็นลูกชาย ดร.ซุป เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าคุณพ่อเป็นรองนายกฯ เป็น รมว.พาณิชย์ เป็นคนที่มีชื่อเสียง ทำงานเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก มีความรู้สึกต้องทำตัวให้ดี แต่เมื่อโตขึ้นไม่ได้รู้สึกกดดันแล้ว รู้สึกภาคภูมิใจ นึกเพียงว่าชีวิตนี้เกิดมามีตำแหน่งเป็นลูกชาย ดร.ซุปก็พอแล้ว ไม่ต้องมีตำแหน่งอื่น ในชีวิตนี้รู้สึกมีบุญมากที่เกิดมาเป็นลูกชายท่าน ความรู้สึกปลื้มปีติตรงนี้บรรยายไม่ถูก รู้สึกดีใจเวลาคนอื่นบอกว่าคุณเป็นลูกคุณศุภชัย ซึ่งไม่ใช่คนเก่งอย่างเดียว แต่เป็นคนดีด้วย

“ได้เรียนรู้จากท่านมากมาย ในเรื่องเศรษฐกิจคุยกับท่านและแลกเปลี่ยนกับท่านตลอดเวลา ท่านก็ให้คำแนะนำ ช่วยพูดช่วยแชร์ไอเดียกัน ท่านก็เป็นไอดอลตัวจริงของผมที่ผมรัก เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งพี่ เราคุยกันเรื่องฟุตบอล เรื่องกีฬา เรื่องสัพเพเหระที่ไม่ใช่การงาน รวมถึงเรื่องการเมือง เรียกว่าคุยกันทุกเรื่อง”

สุดท้ายถามถึงเป้าหมายในอนาคตตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง ระยาว “ปริญญ์” ยอมรับว่าออกแบบอนาคตไม่ได้ แต่พยายามทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ ให้ทำงานแล้วมีความสุข ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆ เราจะมีโอกาสทำงานการเมืองต่อไปมากน้อยแค่ไหน

“ผมอาจเป็นเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่ แต่ถ้าทำทุกวันๆ เฟืองตัวนี้จะทำให้หมุนได้ ต่อให้ผมเป็นฟันเฟืองเล็กๆ อยากจะชักชวนให้ทุกคนที่คิดว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่มันเปลี่ยนแปลงให้ประเทศชาติได้ จึงอย่ากลัวในการเมืองที่ท้าทายหลายด้าน อย่างที่มีคนบอกว่าสังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องลงมือทำเอง”

p6

คลุกวงใน วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563

28 มกราคม 2563 – 09:58 น.
คลุกวงใน,บิ๊กโจ๊ก,ไวรัสโคโรนา,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,ไบโอเมทริกซ์,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา
เปิดอ่าน 673 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มารายงานตัวเข้าเวรเข้ายาม ในยามที่ทั่วประเทศผวาไวรัสโคโรนากัน แต่ข่าวลึกข่าวลับยังเข้มข้นเหมือนเดิม

00000 นายกฯ ลุงตู่ ต้องมีสติ กับการรับมือ ไวรัสโคโรนา อย่าเกรี้ยวกราดกับนักข่าว เพราะเหตุว่า ฝ่ายค้านและโซเชียล เอาจังหวะไวรัสระบาดโจมตีนายกฯ และรัฐบาล ถึงกับติดแฮชแท็ก “#รัฐบาลเฮงซวย” 

00000 “พญาเสือ” เข้าใจ คนเป็นนายกฯ จะต้องรับ “ก้อนอิฐ” ทุกทิศทุกทาง สติเท่านั้นที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้ ขืนเอาอารมณ์เป็นใหญ่มีแต่จะพังกับพัง ท่องเอาไว้ ยุบหนอพองหนอ พุทโธ

00000 ฮัดเช้ย !!!! ออกอาการ “งอน” น้อยอกน้อยใจให้เห็นแล้ว เมื่อ “สารวัตรเหลิม” ประธานกรรมการกิจการพิเศษ เพื่อไทย ในภารกิจซักฟอกรัฐบาล มากคนก็มากความ ไม่รู้จะเอาอย่างไร พรรคโน้นจะเอาอย่างนี้ พรรคนี้จะเอาอย่างโน้น กลายเป็นว่า ฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพ ความเห็นไม่ลงรอย “สารวัตรเหลิม” เลยไม่ไปร่วมประชุมกับเขา ขลุกอยู่บ้านบางบอนซะงั้น

00000 “พญาเสือ” เห็นด้วยที่ นิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย จะขออภิปราย “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กับ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แห่งพรรคภูมิใจไทย เพื่อแก้ข้อครหาว่ามีพวกไปรับ “กล้วย” เขามา

00000 เพราะแค่ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ จะขออภิปราย “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ “พญาเสือ” ยังได้ยินเสียงไม่พอใจของแกนนำเพื่อไทยบางคน

00000 กลายเป็นข่าวหน้า 1 ยืนพื้นมาหลายวัน กับการ “ซื้อดะ” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างนี้เขาเรียกว่า “สายเปย์” สนุกกับการจัดซื้อ ในยุค “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ทั้ง ไบโอเมทริกซ์ รถ-เรือตรวจการณ์ และศูนย์ฝึกอบรมสตม. รวมแล้ว หลายพันล้านบาท 

00000 “พญาเสือ” ไม่ได้บอกว่ามีการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ว่าการซื้อถูกซื้อแพงและใช้วิธีพิเศษ อยากให้ นายกฯ ลุงตู่ ในฐานะประธานก.ตร. ตรวจสอบ นายกฯ ก็เฉย ทั้งๆ ที่เขาไป ยื่นป.ป.ช.ให้สอบสวนเรื่องนี้ แทนที่ นายกฯ จะสนใจ กลับออกคำสั่ง “ปิดปาก” คนร้องเสียอีก

00000 ใครบ้างที่ร้อง ก็มี “ทนายตั้ม” สิทธา เบี้ยบังเกิด และ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผบช.สตม. ปัจจุบันถูกย้าย “เข้ากรุ” ประจำสำนักนายกฯ “พญาเสือ” เห็นว่า การย้ายแบบไม่มีการสอบสวนก็ดูจะขัดความรู้สึกของประชาชนแล้ว ยังออกคำสั่งห้ามไม่ให้ “บิ๊กโจ๊ก” ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนหรือชี้แจงต่อประชาชนอีก นี่นายกฯ ไปฟังใครมา 

00000 “พญาเสือ” ไม่เชื่อหูตัวเองว่า นายกฯ จะทำถึงขนาดนี้ ไม่รู้ใครเป็น “กุนซือ” ชงเรื่องให้ปิดปาก “บิ๊กโจ๊ก” เหมือนรังแกกันไม่จบ แต่งานนี้ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.พลอยซวยถูกหางเลขไปด้วย เพราะถูกย้ายแบบ บิ๊กโจ๊ก ไปตบยุงที่สำนักนายกฯ ด้วยคำสั่งแบบเดียวกัน เพราะ บิ๊กต้อย มายุ่งคดียิงถล่มรถบิ๊กโจ๊ก และเรื่องคลิปเสียงสนทนา ระหว่าง บิ๊กต้อย กับ บิ๊กแป๊ะ 

00000 ล่าสุด มีมือดีนำใบปลิวไปโปรยที่ สตช.ปทุมวัน ในใบปลิวดังกล่าว “พญาเสือ” เห็นแล้ว “ตกใจ” เพราะมีการโยงการจัดซื้อ ไบโอเมทริกซ์ เข้ากับคนใกล้ตัวนายกฯ ด้วย “พญาเสือ” ไม่เชื่อใบปลิว แต่อยากให้ นายกฯ สอบสวนให้ชัดๆ ว่า ไบโอเมทริกซ์ มีใครได้ ใครเสีย หรือไม่ เรื่องราวจะได้จบ

00000 ฮัดเช้ย! ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อคดีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ยื่นฟ้อง “บิ๊กแป๊ะ” กลั่นแกล้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ปรากฏว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ท่านเห็นว่า คำฟ้องชัดเจน จึงให้สตช.ส่งหลักเกณฑ์คำสั่งระเบียบการแต่งตั้งตำรวจให้ศาลฯ งานนี้หนาวๆ ร้อนๆ เพราะ “พญาเสือ” ได้ข่าวว่า จะมีตำรวจอีก 200 นาย ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย จะไปยื่นฟ้อง “บิ๊กแป๊ะ” แบบเดียวกันนี้อีก ยังไม่รู้ว่า ลุงตู่ จะอุ้ม บิ๊กแป๊ะ ได้นานถึงกันยายนหรือไม่ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ 00000

หัก’ไวพจน์’ ดัน’จุลพันธ์’ ยึดชากังราว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413205?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัก’ไวพจน์’ ดัน’จุลพันธ์’ ยึดชากังราว

28 มกราคม 2563 – 09:55 น.
ท่องยุทธภพ,เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร,ชากังราว,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,620 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 ม.ค.63

*******************

กกต.ประกาศแล้ว วันเลือกตั้งซ่อม ส..กำแพงเพชร  วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเปิดรับสมัคร 29 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2563 

คนเมืองกล้วยไข่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะจะเลือกตั้งวันไหน พรรคพลังประชารัฐก็ชนะ เนื่องจากผลคะแนนคราวที่แล้ว “...ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” กวาดไป 34,271 คะแนน ทิ้งห่างผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ขาดลอย

นาทีนี้ ความตื่นเต้นกลับตกมาอยู่ที่ “กลุ่มชากังราว” ของ เรืองวิทย์ ลิกค์ และวราเทพ รัตนากร จะเลือกใครระหว่าง “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ลูกชายไวพจน์ กับ “จุลพันธ์ ทับทิม” อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร สมัย

ชากังราว ปีก

การเมืองระดับชาติและท้องถิ่นในกำแพงเพชร ล้วนอยู่ใน “กลุ่มชากังราว” ที่มีนักการเมืองรุ่นใหญ่ “เรืองวิทย์ ลิกค์” อดีต ส..กำแพงเพชร สมัย บิดาของ ไผ่ ลิกค์ ส..กำแพงเพชร เขต และ “วราเทพ รัตนากร” อดีต ส..กำแพงเพชรหลายสมัย เป็นแกนนำ

ไผ่ ลิกค์ ขนาบด้วยจุลพันธุ์ และสุนทร

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชากังราว ยังแยกเป็น ปีกคือ “กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา” สายเรืองวิทย์ ลิกค์  โดย “ไวพจน์” ก็อยู่ในสายนี้

กลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี” สายวราเทพ รัตนากร และ “เจ้าพ่อคลองขลุง” สนั่น สบายเมือง อดีต ส..กำแพงเพชร (พ่อตาของ อนันต์ ผลอำนวย ส..กำแพงเพชร)

สองกลุ่มนี้ เป็นเอกภาพในการเลือกตั้ง ส.แต่การเมืองท้องถิ่น ก็แข่งขันกันเองอย่างดุเดือดมา รอบแล้วในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.กำแพงเพชร 

ปี 2551 จุลพันธ์ ทับทิม กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา ชนะสุนทร รัตนากร กลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี พี่ชายของวราเทพ ไปอย่างเฉียดฉิว แต่ปี 2555 สุนทร รัตนากร แก้มือเอาชนะจุลพันธ์ ทับทิม ได้เป็นนายก อบจ.เมืองกล้วยไข่สมัยแรก

แม้จะแข่งขันกันในสนาม แต่กลุ่มชากังราว ปีก ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ คนแพ้ก็เป็นรองนายก อบจ.

 มือขวาเรืองวิทย์

คนชากังราวทราบดีว่า “จุลพันธ์ ทับทิม” เป็นคนสนิทของ เรืองวิทย์ ลิกค์ มายาวนาน ตั้งแต่เป็น ส.จนขยับเป็นนายก อบจซึ่งในทุกวันนี้ จุลพันธ์ จะออกไปพบประชาชนในนาม “ทีมงาน ส..ไผ่ ลิกค์” 

มีข้อน่าสังเกต ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา จุลพันธ์ออกงานสังคมในเขตเลือกตั้งที่ ถี่มาก แถมหัวคะแนนของเขาก็เคลื่อนไหวคึกคัก

จุลพันธ์ ทับทิม ออกงานถี่ยิบ

สมัยเลือกตั้ง ส..ปี 2557 จุลพันธ์ ทับทิม ชนะเลือกตั้งได้เป็น ส.เพราะอาศัยฐานเสียงเดิมของตัวเอง บวกฐานเสียงของไผ่ ลิกค์ รวมทั้งกฤช อาทิตย์แก้ว อดีต ส..กำแพงเพชร ซึ่งมีความสนิทสนมกับเรืองวิทย์ ลิกค์

ไวพจน์ พาจุลพันธุ์ และสุนทร ไปโชว์ตัวเมื่อปีที่แล้ว

ว่ากันว่า กลุ่มวราเทพ รัตนากร ก็ช่วยจุลพันธ์ เพราะต้องการส่งคู่แข่งในสนามท้องถิ่นไปเป็น ส.. 6 ปี แต่สถานการณ์พลิกผัน เกิดรัฐประหาร 2557 จุลพันธ์เลยเป็น ส..แค่ เดือน

หากว่าการเลือกตั้งซ่อม 23 กุมภาพันธ์นี้ กลุ่มวราเทพ หนุนจุลพันธ์ ลงสมัคร ส.ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้พี่ชาย สุนทร ได้เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร ไปครึ่งค่อนตัว

วันนี้ จุลพันธ์และสุนทร ก็เดินสายออกงานร่วมกัน เหมือนหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นล่วงหน้า

เล่นสนามท้องถิ่น

ส่องแฟนเพจเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ได้ไปร่วมงานทำบุญขึ้นตึกใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ตก อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร

ช่วงปีใหม่ ลูกชายลูกสาวของไวพจน์ ก็เดินสายไปคารวะเรืองวิทย์ ลิกค์ และวราเทพ รัตนากร เหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณขอการสนับสนุนจาก “บ้านใหญ่ชากังราว” 

เพชรภูมิ-พรีส ถ่ายรูปกับวราเทพ ในงานแต่งลูกชายของอดีต ส.ส.กำแพงเพชร

ครอบครัว “อาภรณ์รัตน์” ยังหวังที่จะให้พรรคพลังประชารัฐส่ง เพชรภูมิ ได้ลง ส..แทนบิดา ที่หลบหนีหมายจับคดีล้มประชุมอาเซียนอยู่

ดังที่รู้กัน “ไวพจน์” วาดหวังให้ลูกสาว “พรีส” พิชญา และ “พูม” เพชรภูมิ เป็นทายาททางการเมือง เบื้องต้นไวพจน์วางแผนให้ลูกชายลงสมัครนายก อบตและลูกสาวลงสมัคร ส..เขต อ.โกสัมพีนคร

บังเอิญกรรมเก่าตามทัน เรื่องคดีล้มประชุมอาเซียน ไวพจน์เลยเปลี่ยนแผนดันลูกชายลง ส..แทนตัวเอง แต่ก็มีปัญหา “ผู้ใหญ่” ในกลุ่มชากังราวมองว่า ลูกชายของเขายังเด็กเกินไป

ชื่อของจุลพันธ์ จึงโผล่ขึ้นมา..ไวพจน์ก็พูดไม่ออก เพราะเป็นคนชายคาเดียวกัน 

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒)

28 มกราคม 2563 – 09:48 น.
พรรคเกิดใหม่,การเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 435 ครั้ง

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒) โดย… ทวี สุรฤทธิกุล

      นักการเมืองไทยเป็นพวก “ข้าหลายเจ้า บ่าวหลายนาย”

บางคนเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็น “บาปเคราะห์ทางการเมืองไทย” อันสืบผลเนื่องมาจาก “วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย” ที่เราต้องพึ่งพิงกันและกัน โดยผู้น้อยต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ หรือ “ข้า” ต้องพึ่งพิง “นาย” ภายใต้ระบบการปกครองแบบ “ไพร่ฟ้า” ที่ผู้ปกครองกำหนดให้คนไทยทุกคนต้องมีเจ้านายเพื่อเข้าสังกัดจัดกลุ่ม โดยเหตุผลที่ในสมัยโบราณเรามีการทำศึกสงครามมาก ต้องจัดทำทะเบียนไพร่พลไว้ใช้งานศึกสงคราม แต่ถ้าไม่มีศึกสงครามก็ปล่อยให้ทำมาหากินตามปกติ หรือไม่ก็ถูกเกณฑ์เข้ามาก่อสร้างให้หลวง หากใครไม่ไม่เข้าสังกัดเจ้านายหรือขุนนางก็จะไม่มีใคร “คุ้มกะลาหัว” ปกป้องคุ้มครองดูแลทุกข์สุขให้ ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการที่มีคนอื่นคอยปกป้องคุ้มครองและชอบพึ่งพิงผู้มีอำนาจหรือมีบุญบารมีตลอดมา

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าข้างต้นได้ส่งผลกระทบมาถึงกระบวนการทางการเมืองไทยในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก อย่างที่ได้เล่ามาในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พรรคการเมืองไทยในยุคแรกก็เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุน “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” และยังคงเป็นไปในแบบนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังเช่นที่เราได้เห็นบรรดานักการเมืองวิ่งเข้ามาสู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ด้วยเหตุที่พรรคนี้มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” ในทำนองเดียวกันที่คนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคนั้นก็มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังถูกกระแสสังคมของผู้คนกลุ่มนี้สร้างให้เป็น “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” อีกเช่นกัน นั่นก็คือ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” หรือผู้นำยุคใหม่ในอนาคตของพวกเขา

ก่อนจะไปวิเคราะห์อนาคตของพรรคอนาคตใหม่ ผู้เขียนขอกล่าวถึงอนาคตของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด (ที่ยังรอดเหลืออยู่) ในประเทศไทย คือ “พรรคประชาธิปัตย์” นั้นเสียก่อน เพราะพัฒนาการของพรรคการเมืองพรรคนี้ “สะท้อน” วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยแบบดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี ว่าในเมื่อสิ้นคนที่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่แล้ว พรรคนี้ก็ไม่หนทางไป

พรรคประชาธิปัตย์มีกำเนิดจาก “แรงริษยา” คือต้องการแข่งอำนาจวาสนากับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ท่านหนึ่งคือ นายปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นผู้นำคนสำคัญของคณะราษฎร ที่ขึ้นมามีอำนาจภายหลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำคณะราษฎรในฝ่ายทหารเสื่อมอำนาจลงภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในพ.ศ. 2489 ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ พรรคสหชีพกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มีส.ส.เสียงข้างมากได้ร่วมกันเสนอชื่อนายปรีดีขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายปรีดีจึงได้รวมตัวกันตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ โดยเสนอนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ก็พ่ายแพ้ จึงต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่พ.ศ.นั้น

ความจริงแล้วในยุคที่ทหารครองเมืองระหว่าง พ.ศ.2490-2500 และก็มีการเลือกตั้งอีกหลายครั้งในช่วงนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมรัฐบาลอยู่บ้าง แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดก็คือการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะมีส.ส.ฝีปากกล้าเกิดขึ้นมากมาตั้งแต่ยุคนั้น จนกระทั่งหมดยุคของนายควงภายหลังการเลือกตั้งในปี 2500 แล้วทหารก็ครองเมืองต่อมาอีกจนมีการเลือกตั้งใน พ.ศ.2512 ที่เป็น “ยุคคนเลือดใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่อีกคนหนึ่ง เพราะเป็นอดีตผู้นำของขบวนการเสรีไทยที่ช่วยกอบกู้ไทยไม่ให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ประคับประคองพรรคมาได้เพียงอีกแค่ไม่กี่ปี เพราะภายหลังยึดอำนาจของทหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พรรคนี้ก็ระส่ำระสายหนักมาก แม้แต่หัวหน้าพรรคก็หาคนมาเป็นได้ยากลำบาก คือต้องไปเอาอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร คือ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ มาเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งปี 2522 และในปี 2526 ก็เปลี่ยนมาเป็นนายพิชัย รัตตกุล แต่ใน พ.ศ.2529 พรรคประชาธิปัตย์ก็แตกเป็นกลุ่ม “10 มกรา” ที่นำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง กระทั่งในปี 2534 พรรคประชาธิปัตย์จึงเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ต่อมาจนถึงยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2548 ที่พยายามจะสร้าง “ประชาธิปัตย์ใหม่” ให้เกิดขึ้น แต่ก็ด้วย “ปัญหาเดิมๆ” ภายในพรรค ทำให้พรรคไม่สามารถพัฒนาไปได้ตามที่สมาชิกรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งคาดหวัง และแตกร้าวเรื่อยมาจนถึงยุคของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นี้

“ปัญหาเดิมๆ” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ “การสร้างแบรนด์” ของพรรคที่ยากแก่การปรับเปลี่ยนความจดจำของผู้เลือกตั้ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีกำเนิดมาจากการต่อสู้เผด็จการ ตั้งแต่ยุคที่ต่อสู้กับนายปรีดีที่คนยุคนั้นเชื่อว่าเป็น “เผด็จการพลเรือนทางรัฐสภา” แบรนด์นี้ถูกใจผู้เลือกตั้งในภาคใต้จำนวนมาก ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างท่วมท้นโดยตลอด ร่วมกับที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงบทบาทต่อต้านเผด็จการทหารมาตั้งแต่ยุคท้ายๆ ของจอมพล ป. ยุคจอมพลสฤษดิ์ และยุคจอมพลถนอม กระทั่งเป็นแบรนด์ว่าเป็นพรรคที่ “ต่อสู้กับเผด็จการ” แต่การเมืองภายหลัง พ.ศ.2549 บริบทของทางการเมืองไทยได้เปลี่ยนไปทำให้พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันในระบบการเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสิ่งที่เรียกว่า “การแย่งชิงความนิยมทางการเมือง” ที่ประชาธิปัตย์มีความสับสนทางความคิดในหมู่สมาชิกและผู้บริหารของพรรคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะเกิดมีแนวคิดเก่าๆ กับแนวคิดใหม่ๆ ผสมกันอยู่อย่างยุ่งเหยิงทั้งภายในและภายนอกพรรค จนขาดความเด่นชัดในอุดมการณ์และกำลังจะล่มจมไปกับการเมืองน้ำเน่าที่มีผู้ชักนำให้เข้าไปร่วมเป็นรัฐบาล จนอาจจะมองไปได้ว่าเป็นพรรคที่ “มองไม่เห็นอนาคต”

ที่สุดพรรคการเมืองเก่าแก่นี้อาจจะ “ล่มหายไป” พร้อมกับเรือเหล็กผุๆ นี้ก็ได้

เรือไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษ

28 มกราคม 2563 – 09:36 น.
เรือไฟฟ้า,ลดมลพิษ,คลองแสนแสบ,แม่น้ำเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 208 ครั้ง

เรือไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีที่จะแจ้งให้ทราบว่าในเดือนนี้จะมีการทดสอบหรือทดลองใช้เรือไฟฟ้าในคลองแสนแสบและแม่น้ำเจ้าพระยา

หากได้ผลดีจะมีการปรับปรุงใช้ทั่วประเทศและช่วยลดมลพิษทั้งกลิ่นและควันจากเรือน้ำมันได้มาก จึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่และถึงเวลาใช้โครงการนี้แล้ว

อ่านข่าว…  EA เปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบทางเลือกใหม่คนเมือง ลดมลพิษ PM2.5

 เรือไฟฟ้าราคาค่อนข้างสูง ลำหนึ่งราว 10 ล้านบาท และจะพยายามลดต้นทุนในการต่อเรือ ซึ่งหากมีจำนวนมากก็อาจเป็นไปได้

กรณีเรือไฟฟ้านี้ได้จัดวางแนวทางมานานแล้วแต่ก็หายไป เพิ่งจะมีข่าวอีกเมื่อเร็วๆ นี้ และถ้าหากใช้ในคลองแสนแสบได้ก็จะเป็นการนำร่องที่ดีและมีผลกำไรพอสมควร

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ความปลอดภัยและราคาพอเพียงให้ประชาชนรับได้เพราะสภาพเศรษฐกิจเวลานี้เป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่

คลองแสนแสบนั้นมีเรือโดยสารวิ่งประจำอยู่แล้วและมีใช้บริการมาก มีผู้คนอาศัยสองฝั่งคลองมาก

 ต่อไปเรือไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ

ป้องกันเชื้อไวรัสมรณะ
จดหมายจากคุณ ‘มารุต’ บางชัน ต่อไปนี้ทันต่อเหตุการณ์มาก และได้รวบรวมข่าวความคืบหน้าต่างๆมาให้ทราบ ถึงแม้ว่าบางประเด็นจะทราบกันอยู่แล้วแต่เป็นการย้ำเตือนและนับเป็นความห่วงใย มีน้ำใจที่ดีต่อกัน จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

เรื่องเชื้อไวรัสนี้ ‘ดับเครื่องชน’ มีความเป็นห่วงมากเพราะมีชาวจีนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาไทยเยอะมากและแม้จะมีการตรวจสอบแต่อาจมีการเล็ดลอดออกมาได้

จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขช่วยดูแลควบคุมป้องกันไว้ก่อน อย่าปล่อยให้เชื้อไวรัสมรณะนี้ระบาดแพร่ออกไป จะเสียหายมากๆ

เชื่อว่าการแพร่ระบาดนี้คงไม่ทำกันอย่างง่ายๆ และในประเทศจีนถึงกับวางแผนประกาศภาวะฉุกเฉิน และหากไม่จำเป็นพวกเราควรยกเลิกไปจีนโดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นต้นตอ

จึงขอย้ำเตือนมาให้หาทางป้องกันไว้ก่อนเป็นการดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ

ไวรัสโคโรนา
หวาดผวาไปทั่วโลก

ผมรีบเขียนจดหมายฉบับนี้มาส่งแบบเร่งด่วนก่อนจะสายเกินไปเพื่อสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทราบ โดยรวบรวมมาจากข่าวต่างๆ เพราะล่าสุดรัฐบาลจีนประกาศแล้วว่าไวรัสมรณะนี้ระบาดแพร่ไปจากคนสู่คนได้

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีนสร้างความหวาดผวาให้ผู้คนทั่วโลก เมื่อทางการจีนออกมายอมรับแล้วว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้

ความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ โดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนแถลงยืนยันแล้วว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อ 2 รายที่มณฑลกวางตุ้งของจีนเป็นคนภายในครอบครัวเดียวกัน

นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีน ยืนยันมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาในจีนเพิ่มเป็น 6 ราย ทำให้ต้องเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก

ผมรู้สึกอุ่นใจเมื่อกระทรวงสาธารณสุขของเราได้เฝ้าระวังและกำหนดมาตรการคือ
1.เสริมการเฝ้าระวังโรคคัดกรองและคัดแยกผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้โดยสารเครื่องบินในเส้นทางที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน
2.คงมาตรฐานการวินิจฉัย การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวน
3.ระบบการส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลในห้องแยก
4.เพิ่มการเฝ้าระวังในชุมชน แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงขอให้เลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์หรืออยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ

หากกลับมาแล้วเริ่มมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง หรือโทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

จึงขอความร่วมมือให้ช่วยกันดูแลสุขภาพและหาทางป้องกันไว้ก่อน
มารุต (บางชัน)