เจ้าพ่อกาสิโนรับมือ ไวรัสมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้าพ่อกาสิโนรับมือ ไวรัสมรณะ

28 มกราคม 2563 – 08:50 น.
ไวรัสโคโรนา,จ้าว เหว่ย,เจ้าพ่อกาสิโน
เปิดอ่าน 2,925 ครั้ง

เจ้าพ่อกาสิโนรับมือ ไวรัสมรณะ คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง

เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ กรณีการระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ของจีน เทรนด์ทวิตเตอร์ก็มาทันที มีการติดแฮชแท็ก #รัฐบาลเฮงซวย ตามมาด้วย #ไวรัสโคโรนา

อ่านข่าว…  ห้ามจีนเข้าไทย…ป้องกันไวรัสโคโรน่าได้หรือ
ในโลกออนไลน์ช่วงไวรัสโคโรนาระบาด ข่าวเฟคนิวส์น่ากลัวกว่าเชื้อโรคร้าย เพราะมีการตัดต่อภาพจากหนังต่างประเทศให้เป็นเรื่องไวรัสมรณะ สร้างความตื่นกลัวให้ผู้คนมากมาย

อันที่จริงกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาก็ทำงานกันเต็มกำลัง แต่สิ่งที่รัฐบาลประยุทธ์ทำน้อยไป ก็คือการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ

อยากเล่าเรื่องการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ” เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว บริหารโดยจ้าว เหว่ย แห่งกลุ่มบริษัทดอกงิ้วคำ ซึ่งคนไทยจะรู้จักกันดีในฐานะที่ตั้งของกาสิโนคิงส์โรมัน

ปกติจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทย จีนและเมียนมาร์ ข้ามโขงไปที่กาสิโนคิงส์โรมันอยู่ไม่ขาดสาย ช่วงเทศกาลตรุษจีนคาดว่าจะมีคนจีนเข้ามาเที่ยวในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำหลายหมื่นคน

พลันที่มีข่าวเรื่องไวรัสโคโรนาแพร่ระบาด หัวหน้าคณะคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษ แขวงบ่อแก้ว ได้ทำหนังสือด่วนเสนอต่อเจ้าแขวงบ่อแก้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2563 เรื่องแผนการป้องและสกัดกั้นการระบาดของไวรัสโคโรนา อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ

กล่าวโดยสรุปคือ “ปิดสามเหลี่ยมทองคำ” การคมนาคมทางน้ำ เสนอให้ปิดด่านตรวจคนเข้าเมือง 2 จุดคือ ด่านสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งตรงข้ามจุดผ่อนปรนบ้านสบรวก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และด่านเมืองมอม ท่าเรือพาณิชย์ริมฝั่งโขง เพื่อมิให้ชาวจีนและชาวเมียนมาร์เข้า-ออก เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา

ส่วนทางบก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ปิดถนนรอบนอก ห้ามรถที่เดินทางมาจากแขวงหลวงน้ำทาผ่านเข้าสู่กาสิโนคิงส์โรมัน เนื่องจากคนจีนจากมณฑลยูนนานสามารถข้ามพรมแดนลาว-จีน ทางด่านปางไฮ แขวงหลวงน้ำทา และมุ่งตรงมาที่เขตเศรษฐกิจพิเศษโดยใช้เวลาไม่นานนัก

ความฉับไวของหัวหน้าคณะคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษแขวงบ่อแก้ว และจ้าว เหว่ย เป็นตัวอย่างของการบริหารงานในภาวะวิกฤติ เพราะพวกเขาทราบข่าวล่วงหน้าแล้วว่าคาราวานทัวร์จีนกำลังขับรถส่วนตัวข้ามพรมแดนลาว-จีน จากแขวงหลวงน้ำทา มุ่งหน้าแขวงบ่อแก้ว

แน่นอนกาสิโนคิงส์โรมัน โรงแรม ร้านอาหาร และอื่นๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ย่อมสูญเสียรายได้ก้อนโต เพราะตรุษจีนเป็นช่วงเวลาแห่งการกอบโกยเงินหยวน เงินดอลลาร์

มินับต้นเดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลดอกงิ้วบานที่จะจัดขึ้นที่เกาะดอนซาว ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจจะต้องถูกยกเลิกหากสถานการณ์ไวรัสโคโรนายังไม่ดีขึ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ปกครองโดยคณะกรรมการสภาบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มี “จ้าว เหว่ย” เป็นประธาน ในฐานะประธานกลุ่มบริษัท ดอกงิ้วคำ จำกัด ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว 20% และกลุ่มดอกงิ้วคำ 80%

“จ้าว เหว่ย” พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่เพื่อให้คนภายนอกเข้าใจว่า สามเหลี่ยมทองคำไม่ได้มีแต่กาสิโน หากยังมีเขตอุตสาหกรรม เกษตรกรรม โรงแรม สนามกอล์ฟ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

ตั้งแต่ปี 2555 จนถึง 6 เดือนแรกของปี 2562 เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ ได้ส่งมอบภาษีให้รัฐบาลลาวไปแล้ว 458 ล้านดอลลาร์

ปี 2561 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 4.5 แสนคน เฉพาะที่เข้ามาผ่านด่านสากลสามเหลี่ยมทองคำ 1.3 แสนคน ภายในสามเหลี่ยมทองคำมีโรงแรม 13 แห่ง มีห้องพัก 1,303 ห้อง ปลายปีนี้โรงแรมจะเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง

เปรียบเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ก็ไม่ต่างจากรัฐอิสระที่มีผู้นำอย่างจ้าว เหว่ย ปกครองภายใต้ร่มใหญ่ สปป.ลาว แต่วิกฤติไวรัสมรณะเที่ยวนี้เจ้าพ่อกาสิโนยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนอีกจำนวนมาก

          จ้าว เหว่ย มังกรลุ่มน้ำโขง อาจมีต้นทุนภาพลักษณ์ต่ำในสายตาชาวตะวันตก แต่การแสดงบทบาทผู้นำที่กล้าตัดสินใจในกรณีไวรัสโคโรนา ย่อมได้รับการชื่นชมจากคนลาวทั้งประเทศ

ตั้งสติรับมือโคโรนาไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้งสติรับมือโคโรนาไวรัส

28 มกราคม 2563 – 08:10 น.
ไวรัสโคโรนา,เมืองอู่ฮั่น,ป้องกัน,เชื้อโรค
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

ตั้งสติรับมือโคโรนาไวรัส บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 28 มกราคม 2563

จาก 1 กลายเป็น 2 และเพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้ป่วยด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสในไทยก็เพิ่มเป็น 8 ราย รักษาหายแล้วกลับบ้านได้แล้ว 5 ราย แม้จะเป็นจำนวนคนป่วยที่ไม่ได้มากมายอะไร แต่อัตราการพบเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ก็อาจทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในยามที่โลกข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว และที่อันตรายมากคือขาดการกลั่นกรองว่าเป็น ข้อมูลจริงหรือเป็นเรื่องเท็จที่พบเห็นเป็นประจำในโลกออนไลน์ เพราะถ้าหากสังคมเข้าใจผิดอย่างเช่น เรื่องการระบาด การติดต่อ ความรุนแรงของโรค สิ่งที่จะตามมาก็คือความวุ่นวายในการให้บริการทางการแพทย์ อันจะยิ่งส่งผลเสียเมื่อผู้คนไปแออัดกันอยู่ตามสถานพยาบาลเพราะอาการป่วยใจ

ในทางการแพทย์ ไวรัสสายพันธุ์ 2019 หรือโคโรนาไวรัส ที่พบการระบาดจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน มีผู้ป่วยชาวจีนหลายพันคน เสียชีวิตไปแล้ว 56 คน จนถึงขณะนี้จีนได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และเร่งสร้างโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยให้เสร็จภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ขณะที่หลายประเทศในเอเชียก็พบผู้ติดเชื้อด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อสอบสวนโรคแล้วก็พบว่าเกี่ยวข้องกับการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น ทางการจีนยอมรับเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ นั่นย่อมหมายความถึงความยากลำบากในการควบคุมโรค โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่มีชาวจีนมาเที่ยวมากถึงกว่าปีละ 10 ล้านคนอย่างประเทศไทย เช่นเดียวกับที่คนไทยก็ไปเยือนจีนไม่ใช่น้อย

ตามคำแนะนำของแพทย์ถึงประชาชนทั่วไปให้ยึดถือแนวปฏิบัติเพื่อหลบเลี่ยงการติดเชื้อก็คือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ ซึ่งเป็นวิธีการพื้นฐานเพื่อป้องกันตนเองจากนานาเชื้อโรคที่สามารถติดต่อกันได้จากการไอ จาม สัมผัส การป้องกันตนเองด้วยหน้ากากอนามัยมาตรฐานเอ็น 95 นั้น ทางการแพทย์บอกไว้ว่า สามารถใช้ได้ระดับหนึ่ง เพราะฝุ่นฝอยละอองจากการไอหรือจามมีขนาดใหญ่กว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ แต่โอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคทางอื่นก็ยังมีอีกมาก ฉะนั้นประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและรับข้อมูลทางการแพทย์เพื่อเป็นแนวในทางปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

กล่าวสำหรับภาครัฐ นอกจากการเตรียมความพร้อมรับมือในทุกๆ ด้านในระดับสูงตามมาตรฐานแล้ว การให้ข้อมูลแก่สังคมอย่างถูกต้องรวดเร็ว สม่ำเสมอ ตรงไปตรงมาก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความสับสนและตื่นกลัวจนเกินเหตุ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะต้องไม่ประมาท หนทางใดที่สามารถป้องกันตัวเองได้ก็ควรทำ อย่างเช่นการสวมหน้ากากอนามัย ที่สามารถป้องกันได้ทั้งไวรัส และฝุ่นพิษในคราวเดียวกัน ซึ่งจะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง เพราะที่สุดจะว่าไปแล้ว การจะเอาชนะภัยชนิดนี้ได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของคนในสังคมด้วย

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412978?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้

27 มกราคม 2563 – 15:45 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 370 ครั้ง

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ใหญ่โตจากปริมาณฝุ่นขนาดจิ๋วพีเอ็ม 2.5 ในประเทศไทยยังคงสร้างความวิตกกังวลให้สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพีเอ็ม 2.5 มากมาย แต่ ณ ปัจจุบัน ประชาชนรู้สึกว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมหรือเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังที่ปรากฏบนโลกโซเชียล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา สภามีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ขณะที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มกราคม เร่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น พร้อมสั่งตั้งวอร์รูมที่กรมควบคุมมลพิษประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ควรระบุสาเหตุของฝุ่นอย่างแน่ชัด แก้ให้ตรงประเด็น และไม่สื่อสารชี้นำประชาชนไปสู่ข้อสรุปที่ไม่มีข้อเท็จจริงมาสนับสนุน ตัวอย่างเช่น การสื่อสารว่าฝุ่นในกรุงเทพฯ มีต้นเหตุมาจากภาคขนส่งเป็นหลักทำให้การประกาศหยุดเรียนในสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วเชื่อว่าสามารถลดฝุ่นในกรุงเทพฯ ได้อย่างมีนัย

“เราไม่ปฏิเสธว่าภาคขนส่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของการสร้างฝุ่น พีเอ็ม 2.5 แต่การหยุดเรียนไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ฝุ่นลดลง สาเหตุที่แท้จริงข้อหนึ่งมาจากมีลมจากอ่าวไทยช่วยพัดฝุ่นออกไปจาก กทม. ขึ้นไปกระทบพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ถ้าฝุ่นมีสาเหตุหลักมาจากภาคขนส่งจริงแล้วทำไมพื้นที่ชนบทที่ไม่ได้มีกิจกรรมขนส่งมากมายก็ยังประสบปัญหาฝุ่นไม่น้อยกว่าในกรุงเทพฯ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือกรุงเทพฯ มีปริมาณการขนส่งเกือบจะสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แต่ทำไมฝุ่นมาวิกฤติในช่วงฤดูหนาว นั่นแสดงว่าต้องมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น มีแหล่งกำเนิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อื่น และสภาพอากาศ เป็นต้น”

ที่น่าเป็นห่วงก็คือการใช้ข้อมูลของตัวแทนรัฐบาลออกมาต่อต้านและกล่าวโทษนักวิชาการ ดังที่เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของนายประลอง  ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กับ สุทธิชัย หยุ่น ทางเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม ซึ่งอธิบดี ยังคงยืนยันว่าฝุ่นอยู่ในระดับที่สูงแต่ไม่รุนแรงถึงขั้นกระทบสุขภาพ และยังตั้งคำถามว่า “อาจารย์ นักวิชาการทั้งหลาย ทำไมต้องไปสร้างความตื่นตระหนก (เรื่องมลพิษฝุ่นพีเอ็ม 2.5) แก่ประชาชน”

“จากการสื่อสารของภาครัฐสู่ประชาชนที่เห็นในสื่อทั่วไปทำให้เกิดข้อสงสัยว่าข้อมูลของภาครัฐเรื่องสาเหตุที่มาของฝุ่นนี้เกิดจากการเก็บและนำส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสู่ระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจ หรือมีการปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริงที่สำคัญไม่ให้ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เมื่อข้อมูลสาเหตุต้นตอของฝุ่นนั้นไม่ถูกต้อง ผู้มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเด็ดขาด และเราก็เห็นได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นมาตรการระยะสั้นทั้งสิ้น ไม่มีมาตรการการแก้ปัญหาระยะยาวที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอสาเหตุแต่อย่างใด”

รศ.ดร.มาโนช กล่าวว่า ภาคขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ถูกพูดถึงน้อยและถูกมองข้ามเช่นควันจากเขตอุตสาหกรรมโรงงาน การผลิตขนาดใหญ่ไปจนถึงการเผาป่า ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีดาวเทียมตรวจสอบฮอตสปอตหรือความร้อนพื้นผิวเพื่อตรวจสอบจุดที่มีไฟไหม้ หรือมีการเผาไหม้เกิดขึ้น

“จากสื่อโซเชียลเราจะเห็นว่ามีโรงเรียนในชนบทหลายแห่งต้องออกมาโพสต์ข้อความขอความอนุเคราะห์หน้ากากกันฝุ่นเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ตัวเลขระดับพีเอ็ม 2.5 ของบางโรงเรียนนั้นพุ่งไปถึงระดับ 300 หรือ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งๆ ที่ตัวโรงเรียนอยู่ในชุมชนเล็กๆ ไม่ได้มีฝุ่นจากรถหรือโรงงานที่ไหนมาทำให้ค่าฝุ่นพุ่งไปถึงระดับที่น่าตกใจขนาดนั้นได้ เมื่อดูข้อมูลจากดาวเทียมของนาซาก็จะเห็นได้ว่ามีฮอตสปอตอยู่โดยรอบโรงเรียน ซึ่งทำให้สามารถคาดคะเนได้ว่าเป็นฝุ่นที่เกิดจากการเผาป่าซึ่งอาจจะเกิดจากธรรมชาติหรือการเผาของมนุษย์ได้ทั้งคู่”

การมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีย่อมต้องใช้ต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงขึ้นด้วย รศ.ดร.มาโนช ย้ำว่าเราทุกคนควรช่วยกันตั้งคำถามถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีว่าจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยคำนึงถึงต้นทุนของทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

“ปัจจุบันเราจะให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มากกว่าภาคสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่หากรัฐคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นในภาคสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ ผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพ อายุขัยของประชาชนอย่างจริงจังแล้ว อาจจะพบว่าการเริ่มต้นลงทุนพัฒนา อากาศสะอาดตั้งแต่ตอนนี้มีความคุ้มค่าในระยะยาว”

การยกระดับมาตรฐานควบคุมมลพิษและพัฒนาคุณภาพอากาศตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะระดับมาตรฐานที่มีในกฎหมายบ้านเราหลายตัวยังอ่อนด้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการดูแลเรื่องคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง

“การจะยกระดับมาตรฐานอย่างทันทีทันใดคงทำได้ยาก เพราะจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมหาศาล แต่สิ่งสำคัญคือการกำหนดเป้าหมาย ว่าประเทศไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ในอีกกี่ปี มีมาตรการพัฒนาเป็นลำดับอย่างไร เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถวางแผนเตรียมตัวได้ทัน เพียงเท่านี้ลูกหลานของเราก็จะได้มีอากาศสะอาดไว้หายใจในอนาคต” รศ.ดร.มาโนช ทิ้งท้าย

คนไทยกับไวรัสโคโรน่าในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไทยกับไวรัสโคโรน่าในจีน

27 มกราคม 2563 – 13:45 น.
อู่ฮั่น,ไวรัสโคโรน่า,จีน
เปิดอ่าน 992 ครั้ง

คนไทยกับไวรัสโคโรน่าในจีน โดย…     เอนก  เหล่าธรรมทัศน์    ประธานสถาบันบูรพาภิวัตน์

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในประเทศจีนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก และจะกระทบต่อไทยอย่างแน่นอน ผมคิดว่าสถานการณ์ในขณะนี้เข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้วในจีน  ถึงขั้นเรียกประชุมด่วนกรมการเมืองประจำ 7 คน กระชับให้ทั้งรัฐ ทั้งประเทศรับมือ กับผลที่จะเกิดขึ้นเต็มที่ มีการปิดอู่ฮั่นและเมืองอื่นไปแล้วหลายเมืองแล้ว และนักท่องเที่ยวหรือเดินทางของจีนถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศแล้ว

อ่านข่าว…  ห้ามจีนเข้าไทย…ป้องกันไวรัสโคโรน่าได้หรือ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราสนใจแต่ผลที่จะมาถึงการท่องเที่ยวของไทย หรือกังวลตื่นตระหนกว่าจะมีคนไทยไปรับเชื้อแล้วนำมาเผยแพร่ต่อในไทยเท่านั้น   บางท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ตำหนิทางการจีนแบบรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง  ความจริงต้องถือว่าเขาค้นพบไวรัสตัวการได้รวดเร็วมาก เพราะเทคโนโลยีชีวภาพของจีนนั้น โปรดทราบ อยู่ในแนวหน้าของโลก การทำ Quarantine ปิดกั้นและสกัดไม่ให้ผู้ติดเชื้อหรืออยู่ในวิสัยจะติดเชื้อไม่ให้อยู่ติดหรือให้อยู่ออกจากคนส่วนใหญ่ และการสั่งห้ามเข้าออกเมืองที่ต้องสงสัยก็ทำได้รวดเร็ว แข็งขัน และทำโดยไม่หวั่นเกรงแต่น้อยต่อเรื่องผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ ก็จัดว่าทำได้ดีมาก เขามุ่งรักษาชีวิตผู้คนก่อนสิ่งอิ่นใดทั้งสิ้น การเร่งสร้างโรงพยาบาลพิเศษขนาดใหญ่ขึ้นมาในหลายเมือง อย่างเร่งด่วนก็จำเป็นมากและเขาทำกันได้อย่างรวดเร็ว แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าคนป่วยจะมีมากแค่ไหน เพราะระยะฟักตัวของไวรัสนี้สองอาทิตย์ ต้องรอดู  อาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก หรือไม่มากเท่ากับเตียงที่กำลังติดตั้ง แต่เกินดีกว่าขาด ครับ

ผมคิดว่าท่าทีที่ถูกต้องขณะนี้ เราควรจะให้กำลังใจเขามากกว่า ในฐานะมิตรประเทศ ในอดีต ยามที่เราทุกข์จีนจะเคียงบ่าเคียงไหล่ช่วยเหลือและให้กำลังใจเราเสมอมา  มิตรนั้นมีไว้เพื่ออะไร ? ก็เพื่อช่วยเหลือและปลอบใจกันในยามทุกข์ นี่แหละสำคัญที่สุด บัดนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาวิพากษ์ ไม่ใช่เวลาที่จะกังวลแค่ผลกระทบที่จะตกมาถึงคนไทยและเมืองไทย !

เราควรจะแสดงออกถึงความห่วงใย อะไรที่นึกออก ช่วยเขาได้  ก็ช่วยให้เต็มที่ อุปกรณ์อะไรที่มีอยู่และเป็นที่ต้องการ ต้องส่งไปช่วย  กระทรวงสาธารณสุขเราน่าจะประชุมว่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง หน้ากากอะไรที่ใช้ได้ ส่งไปให้เขาด่วน ! ขอให้ตรุษจีนปีนี้เป็นตรุษจีน ที่ไทยช่วยจีนบ้างเถิด ! จีนกับไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน !

อนค.ลุ้นญัตติต้านรัฐประหาร ถูกตีตกหรือได้ไปต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนค.ลุ้นญัตติต้านรัฐประหาร ถูกตีตกหรือได้ไปต่อ

27 มกราคม 2563 – 12:30 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 432 ครั้ง

อนค.ลุ้นญัตติต้านรัฐประหาร ถูกตีตกหรือได้ไปต่อ

เมื่อวันท่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจได้เกิดขึ้นที่ พรรคอนาคตใหม่ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาได้เกิดผลในด้านที่เป็นบวกต่อพรรคอนาคตใหม่อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติต่อระบอบประชาธิปไตย ทำให้ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ประกาศต่อสาธารณะว่าจะเดินหน้าทำงานให้ประชาชนต่อทันที หนึ่งในนั้นคือการผลักดันแนวทางการต่อต้านการรัฐประหาร

แนวความคิดของปิยบุตรเริ่มได้รับการผลักดันจากส.ส.ของพรรคแล้วผ่านการเข้าชื่อเสนอเป็นญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้เหตุผลของการเสนอญัตติได้ระบุว่า “ตามที่ในปัจจุบันได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ใช้บังคับแล้ว และมีการดำเนินกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเพื่อออกจากระบอบรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กลับเข้าสู่ระบอบรัฐสภาอีกครั้ง ได้แก่ การจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รวมถึงการตั้งคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามระบอบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงมีความเปราะบาง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ในการป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะมาตรการจำกัดอำนาจของกองทัพซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในการลงมือทำรัฐประหาร ระบอบรัฐสภาที่ดำรงอยู่นี้จึงอาจถูกล้มล้างได้ทุกเมื่อหากมีการใช้อำนาจไปในทางที่ขัดหรือแย้งกับความต้องการของกองทัพ”

สำหรับญัตตินี้มีการเสนอโดย ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่รวม 42 คน ซึ่งได้เสนอเข้ามาสภามาแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 แต่ในการประชุมสภาที่มีจะมีขึ้นถึงสามวันระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม กำลังจะมีการพิจารณาญัตติดังกล่าว

‘คารม พลพรกลาง’ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในผู้ลงชื่อร่วมเสนอญัตติให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมาถึงนั้นญัตติดังกล่าวน่าจะได้รับการพิจารณา แต่ส่วนตัวแล้วยังไม่มั่นใจว่าที่ประชุมสภาจะเห็นชอบกับการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลเป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมาก อีกทั้งญัตตินี้เนื้อหากระทบต่อกองทัพ

นายคารม ระบุว่า เหตุผลของการเสนอญัตติฉบับนี้ คือต้องการให้สภามาร่วมกันหาทางออกว่าประเทศไทยจะหลุดจากวงจรทางการเมืองได้อย่างไร ซึ่งเป็นวงจรที่วนอยู่กับการรัฐประหาร ยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดเลือกตั้ง แล้วมารัฐประหารอีก โดยเป็นวงจรที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ญัตตินี้หากได้รับการพิจารณาของสภาและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนเอง

“ยืนยันว่าการดำเนินการของพรรคอนาคตใหม่มีความต้องการเพียงอย่างเดียว คือ การหาทางออกให้ประเทศ จึงอยากให้ทุกฝ่ายรวมไปถึงรัฐบาลและกองทัพได้รับฟังความคิดเห็นจากสภา ซึ่งเชื่อว่าหากเปิดใจรับฟังแล้วจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว แต่หากถึงที่สุดแล้วเสียงข้างมากลงมติไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรื่องเหล่านี้ก็จะได้รับการพิจารณาในคณะกรรมาธิการสามัญต่อไป ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ หรือ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนต่อไป” นายคารม กล่าว

อย่างไรก็ตามในการประชุม คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ก่อนการประชุมสภาในสัปดาห์นี้จะมีการหารือถึงญัตติดังกล่าว โดยมีความเป็นไปได้ที่จะมีมติไม่ให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ เพราะการรัฐประหารได้ผ่านมาเป็นเวลากว่า 5 ปี และคสช.หมดอำนาจไปแล้ว โดยอาศัยเทียบเคียงกับการไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 ที่เห็นว่ามาตรา 44 ไม่มีผลบังคับใช้แล้วเช่นกัน

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412973?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563

27 มกราคม 2563 – 10:55 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,ไวรัสโคโรนา,บิ๊กโจ๊ก พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,นฤมล ภิญโญสินวัฒน์,โฆษกรัฐบาล
เปิดอ่าน 666 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวรตะลุยข่าว ขุดคุ้ยทุจริตคิดมิชอบมาบรรณาการคนอ่านมิได้ขาด 

00000 ฮัดเช้ย!!!! ออกตัวแรง จนถูกชาวเน็ตถล่มราบคาบกับโวรหารสำนวนของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข ว่า จะติดตั้งเครื่องตรวจไข้ที่ GATE หาสวรรค์วิมานอะไรในเมื่อไม่มีไฟลท์บินจากอู่ฮั่นแล้ว

00000 “พญาเสือ” จะบอกอะไรให้ คำว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ นั้นใช้ได้เสมอในยามที่บ้านเมือง “วิกฤติ” ไม่ว่าจะวิกฤติเรื่องอะไร จะเป็นการ “พิสูจน์” ว่า คนที่ภาพดีมาตลอด บรรดาชาวเน็ตชื่นชมในน้ำใจชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยการขับเครื่องบินไปส่งหัวใจ แต่งานนี้คงรู้แล้วล่ะว่า ใครตัวจริงใครตัวปลอม

00000 กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่รายงานสถานการณ์ ป้องกัน และควบคุมการแพร่ “ระบาด” ของโรคทุกโรค นั่นคือหน้าที่เอาความจริงมาบอกประชาชนและต้องไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ใช่ว่าปิดข่าวปิดความจริง

00000 “พญาเสือ” เอาใจช่วย เพราะเขาไม่ได้ด่าเฉพาะตัวรัฐมนตรี แต่ชาวบ้านชาวช่อง ด่าไปถึงนายกฯ ลุงตู่ ว่า รัฐบาล ไม่ได้มีมาตรการเชิงรุกออกมาเพื่อรับมือไวรัส “โคโรนา” เรื่องส.ส.พรรคภูมิใจไทย ไปเสียบบัตรแทนกันจนทำให้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 สะดุด นั้นก็อีกเรื่องที่ ทำให้รัฐบาลซวนเซ พอมาเรื่อง ไวรัสโคโรนา กระหน่ำเข้าอีก งานนี้หาก ฝ่ายค้าน ทำงานเป็น ใส่ชื่อ “เสี่ยหนู” อภิปรายไม่ไว้วางใจอีกคนยังทัน “สารวัตรเหลิม” ว่าไง

00000 “พญาเสือ” เช็กข้อมูลเช็กไปเช็กมาปรากฏว่า การอภิปรายของ ฝ่ายค้าน ครั้งนี้ เน้นเล่นการเมืองอย่างเดียว บ่มีไก๊ คือเลือก ซักฟอกเฉพาะรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ โดยเอา 3 ป. เป็นหลัก เพียงเพื่อต้องการเปลี่ยนพรรคแกนนำจาก พรรคพลังประชารัฐ ไปเป็น เพื่อไทย เพราะ เพื่อไทย ไม่เอารัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าการบริหารของรัฐมนตรี 2 พรรคนี้มีหลายโครงการที่ “น่าสงสัย”

00000 “สารวัตรเหลิม” เดินตามแผน ทักษิณ คือ ทักษิณ ต้องการเล่นงาน คสช. และ พรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ขืนไปเล่นงาน พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย จะทำให้เสียมิตร คิดแค่นี้การอภิปรายก็แค่ “ปาหี่” ดีๆ นี่เอง

00000 แต่ รัฐบาลลุงตู่ ฝ่ายค้านยังไม่อภิปรายก็ทะเลาะกันเองเสียแล้ว เพราะการที่ นายกฯ ใช้อำนาจเซ็นย้าย “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ. ตรงไปประจำสำนักนายกฯ ตามความต้องการของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. อาจจะสุ่มเสี่ยงเรื่องจริยธรรมและคุณธรรม

00000 เท่านี้ยังไม่พอ “พญาเสือ” คิดว่าเรื่องใหญ่กว่าก็คือ ออกคำสั่งปิดปาก “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ ห้ามให้ข่าวห้ามให้ข้อมูลสื่อ นี่หมายความว่าอย่างไร สังคมจะเข้าใจว่า นายกฯ กลัวข้อมูลจาก “บิ๊กโจ๊ก” ที่มีเรื่องเดียวคือการจัดซื้อ “ไบโอเมทริกซ์” มันเกี่ยวอย่างไร หรือว่า “บิ๊กโจ๊ก” มีข้อมูลว่า คนใกล้ตัวนายกฯ มีเอี่ยว คนใกล้ตัวมีใครล่ะ นอกจาก สองเสธ.กับหนึ่งอาจารย์ งานนี่ “พญาเสือ” จะคอยดูว่า นายกฯ จะอุ้ม “บิ๊กแป๊ะ” ได้นานถึง กันยายน หรือไม่

00000 “พญาเสือ” ได้ข่าวว่าสัปดาห์ก่อน อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล นัดสื่อไปกินข้าวที่ กรุงเทพกรีฑา แล้วพรั่งพรูความในใจว่าโดนเล่นงาน โดน เลื่อยเก้าอี้โฆษกรัฐบาล พร้อม ใส่ร้าย ว่าเพราะ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเดียวกัน ต้องการ เก้าอี้โฆษกรัฐบาล

00000 ปัดโธ่! ทำไม อาจารย์แหม่ม ไม่สำรวจตัวเองว่าที่ผ่านมาทำหน้าที่โฆษกฯ เป็นหรือไม่เป็น แถลงข่าวจับประเด็นและมีรายละเอียดแค่ไหน นักข่าวทำเนียบเขาบ่นกันทุกคน แถลงลวกๆ เฉพาะหัวข้อ แล้ววิ่งกระหืดกระหอบตามลุงป้อมไปพรรค ทิ้งให้นักข่าวงงงวยเพราะได้รายละเอียดมติ ครม.ไม่ครบ

00000 มีคนหวังดีส่ง “อ้น” ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรค ที่มีดีกรีเป็น นักฎหมาย จับประเด็นเก่ง ชัดเจนในการให้ข่าว มาเป็นทีมเก็บข้อมูลให้ แต่ “อาจารย์แหม่ม” ทำเมินไม่สนใจ ไม่ใช้งานจน “อ้น” ต้องกลับไปทำงานที่พรรคเหมือนเดิม แบบนี้ “นายกฯ ลุงตู่” จะมามัว หูเบา กับเสียงออดอ้อน ว่าไม่เปลี่ยนตัวโฆษก ทั้งๆ ที่รัฐบาลทำงานแทบตาย มติ ครม.ดีๆ มีทุกอังคาร แต่สื่อสารไปไม่ถึงประชาชน หรือว่ารอให้เรือล่มจมน้ำตายกันหมด ก็เชิญ “พญาเสือ” ไม่อยากเป็น ส. ใส่เกือก 00000

เตือนภัยรัฐบาล ลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

27 มกราคม 2563 – 10:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สีจิ้นผิง,ไวรัสโคโรนา
เปิดอ่าน 1,034 ครั้ง

เตือนภัยรัฐบาล ลุงตู่  คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…  สถิตย์ ธรรม

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเผชิญภัยธรรมชาติและภัยทางการเมือง ตามมาด้วยโรคอุบัติภัยใหม่ ภัยแรกส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเริ่มเห็นภาพชัดเจนถึงวันนี้ กรณีของภาวะ ภัยแล้ง ต่อมา สถานการณ์ ฝุ่นพิษ เริ่มแผลงฤทธิ์ สอดแทรกด้วย ภัยการเมือง กระหน่ำซ้ำ เมื่อเกิดเหตุส.ส.เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563

อ่านข่าว…   สรุปยอดเสียชีวิตไวรัสโคโรน่าพันธุ์ใหม่56 -ติดเชื้อกว่า 2 พัน

ถือเป็นภัยร้ายแรงทางการเมืองอาจส่งผลให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส.ส.เข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นฉันท์ใด…”คิดแล้วเสียววุ้ย!!!”

มิพักกล่าวถึงสองส.ส.พรรคภูมิใจไทย กระทำการเสียบบัตรแทนกัน พรรคภูมิใจไทยจะพิจารณาลงโทษอย่างไร กระนั้นมีคนยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้พิจารณาสอบสวนแล้ว อย่าลืมว่าพฤติกรรมเสียบบัตรแทนกันเป็นความผิดทางอาญา โดยป.ป.ช.เคยสรุปสำนวนยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ดังนั้นสองส.ส.ภูมิใจไทยต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนอดีตส.ส.ยุคยิ่งลักษณ์ที่เคยถูกดำเนินคดีหรือไม่ นี่จึงเป็นอีกเรื่องกำลังเป็นตราประทับสีเทา “รัฐบาลลุงตู่”

เล่าซะยาวเดี๋ยวพลาดภัยสำคัญ นั่นคือภัยจากโรคอุบัติใหม่สร้างความหวาดหวั่นทั่วโลก จากกรณีการแพร่ระบาดของโรคปอดสายพันธุ์ใหม่ หรือ “ไวรัสโคโรนา” เท่าที่มอนิเตอร์สถานการณ์แพร่ระบาดในจีนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเขียนต้นฉบับเสียชีวิตเกิน 40 ราย ประเด็นสำคัญมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศในทวีปเอเชีย อาเซียน ยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลีย

เฉพาะ ประเทศไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อ 5 ราย ในจำนวนนั้นมีคนไทย 1 ราย แต่ทั้งหมดได้รับการรักษาอาการดีขึ้น ไม่มีอาการรุนแรงวิกฤติ อย่างไรก็ตามมีรายงานเข้ามาอีกพบผู้ป่วยที่ จ.เชียงใหม่ กระบี่ หัวหิน ต้องติดตามดูอาการก่อนจึงจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้ป่วยจาก “ไวรัสโคโรนา” หรือไม่

ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่รัฐมนตรีไปจนถึงอธิบดี ยืนยัน “เอาอยู่” ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ในสถานการณ์ของการเสพข่าวบนโลกโซเชียลออกอาการเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว เห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ออกไปทางโจมตีรัฐบาลว่าไม่เห็นทำอะไรเลย

…สถิตย์ ธรรม… ไม่ได้ปกป้องรัฐบาลแต่อยากเล่าในฐานะติดตามการทำงานรัฐบาลชุดนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำถามในลักษณะเจือปนความโกรธเกลียดทางการเมืองเข้ามาด้วยจนแทบหาสาระข้อเท็จจริงไม่ได้ หรือเรียกว่าด่าอย่างเดียว บ่นลอยลมอย่างไร้เหตุผลอะไรทำนองนั้น

ครั้นสื่อนำเสนอมาตรการสกัดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาตามแบบฉบับของ “สีจิ้นผิง” ผู้นำจีนที่ออกมาตรการเข้มงวดตั้งแต่ห้ามชาวจีนเที่ยวทั่วโลก ส่งกองกำลังทหารควบคุมพื้นที่อู่ฮั่น ประกาศบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุดใครฝ่าฝืนมาตรการใดมาตรการหนึ่งจะมีโทษตั้งแต่ติดคุกตลอดชีวิตไปจนถึงอนุญาตให้วิสามัญฆาตกรรมได้

ก็ยิ่งเข้าทางคนที่ติดโรคคลั่งการเมือง มองอะไรเป็นการเมืองไปหมดได้ทีนำมาเทียบเคียง “ลุงตู่” ว่าคิดได้แบบผู้นำจีนบ้างมั้ย ทั้งๆ ที่บริบทแตกต่างอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ก็แตกต่าง ระดับความรุนแรงก็ต่างกัน

อีกอย่างโดยข้อเท็จจริงรัฐบาลดำเนินมาตรการติดตามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง มีการจัดสถานที่การควบคุมผู้ติดเชื้อ เมื่อวานนี้รัฐมนตรีสามกระทรวง ทั้งสาธารณสุข คมนาคม และการท่องเที่ยวและกีฬา มีการประชุมมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ฝุ่นพิษ มาถึงกรณีการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา รัฐบาลออกมาตรการระยะเร่งด่วนไปถึงระยะยาว อย่างกรณีปัญหาฝุ่นพิษ จัดทำรายงานเป็นวาระแห่งชาติเล่มหนา ซึ่งมีผู้เข้าไปติดตามให้ความสนใจสักกี่มากน้อยตรงนี้ก็ไม่ทราบ

เอาล่ะ ประเด็นปัญหาน่าจะมาจากขาดการประชาสัมพันธ์ในระดับเข้มข้นไม่ทันใจนักเลงคีย์บอร์ด อีกประการขาดการแสดงบทแอ็กชั่นผ่านหน้าจอกระมัง ว่ากันว่ารมต.บางรายเหมือนเป็นบุคคลสูญหายไปจากครม.ทีเดียว จึงทำให้ผู้คนที่ชิงชังรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว ระบายความรู้สึกมาก่อนข้อเท็จจริงว่า “รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย”

อีกอย่าง “ลุงตู่” อาจไม่ถนัดสวมบทพรีเซ็นเตอร์ เหมือนผู้นำบางคนที่ออกมารับประทานไก่โชว์ ว่าปลอดภัยในช่วงโรคไข้หวัดนกระบาดในไทยก็เป็นได้

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412970?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

27 มกราคม 2563 – 10:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โมฆะ,งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563
เปิดอ่าน 13,756 ครั้ง

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายา “ศรีธนญชัยลอดช่อง” จะออกมาให้ความมั่นใจว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะไม่เป็นโมฆะจากกรณีที่ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างกฎหมายวาระ 2 เพราะมีช่องทางอื่นที่สามารถให้กฎหมายไปต่อได้

อ่านข่าว…  ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ

แต่หากฟังความเห็นจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะพบว่างบประมาณปี 2563 มีอาการน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ นายชวน ไม่ได้ฟันธงว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ประธานสภาพุ่งไปที่พฤติกรรมของส.ส.ว่าการเสียบบัตรแทนกันไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามถือว่าผิด ซึ่งนั่นตีความได้ว่าหากกระบวนการตรากฎหมายเป็นไปอย่างมิชอบ แล้วกฎหมายจะมีความชอบได้อย่างไร

เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงกับกุมขมับ เพราะงบประมาณปี 2563 นั้น ควรจะถูกใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 แล้ว แต่ก็ล่าช้าล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน เดิมคาดว่าอาจจะได้ใช้กันในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ถ้าเป็นโมฆะหรือยืดออกไปเพื่อรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จ่ายงบประมาณกันเมื่อใด

ตลอด 5 เดือนในการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำกับคณะรัฐมนตรีเสมอว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา จึงขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางรายการสำรองการเบิกจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2562 ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและร่อยหรอลงทุกวัน

หลายครั้งที่ “บิ๊กตู่” พยายามเบรกพรรคร่วมในการขออนุมัติงบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แม้เข้าใจดีว่าทุกพรรคจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีเงินจึงขอให้รอ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ประกาศใช้เสียก่อน

เมื่อลงพื้นที่ต่างจังหวัด “พล.อ.ประยุทธ์” พูดกับประชาชนเสมอว่า ขณะนี้งบประมาณปี 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา ทำให้รัฐบาลยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงขอให้กฎหมายประกาศใช้เสียก่อน รัฐบาลจะดูแลทุกคนอย่างดี โดยไม่เลือกว่าจะเป็นคนพื้นที่ใด

อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณนั้นมีให้เห็นอยู่แล้วในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถเริ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรถูกเบรก รัฐไม่สามารถลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ เอกชนไม่กล้าลงทุน เป็นต้น

นั่นทำให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ได้ ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็คงกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เพราะงบประมาณตอนนี้ก็ถือว่าล่าช้าอยู่แล้ว ถ้าเลื่อนออกไปอีกก็จะยิ่งช้ากว่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ล่าช้าน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนในระบบ

สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ที่ไม่สามารถโตได้เต็มศักยภาพ ส่วนสำคัญมาจากยังไม่มีงบประมาณปี 2563 เข้ามากระตุ้น เอกชนไม่กล้าลงทุน จึงส่งผลให้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า และหากงบประมาณปี 63 เป็นโมฆะจริง ย่อมเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน เรียกว่ายิ่งนานยิ่งเดือดร้อนกันทั้งประเทศ

ไผเป็นไผ ‘3 ส.ส.’ เสียบบัตรเอื้ออาทร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ ‘3 ส.ส.’ เสียบบัตรเอื้ออาทร

27 มกราคม 2563 – 09:05 น.
เสียบบัตรแทนกัน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ภริม พูลเจริญ,ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ
เปิดอ่าน 3,655 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ม.ค.63

***************************

กรณีมีคลิปภาพเสียบบัตรแทนกัน โดยอ้างว่า ส.ส.ภูมิใจไทย คนหนึ่งถือบัตรลงคะแนนในมือมากกว่าหนึ่งใบ (เหตุเกิด 8 มกราคม 2563) อีกคลิปหนึ่งมี ส.ส.หญิง พรรคพลังประชารัฐ วางบัตรลงคะแนนบนโต๊ะ 2 ใบ (เหตุเกิด 10 มกราคม 2563) ระหว่างการประชุมพิจารณางบประมาณ

กรณีหลัง ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ออกแถลงข่าวยืนยันว่าเป็นการกดบัตรช่วยเพื่อน ส.ส. คือ ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เพราะช่องเสียบบัตร มีจำนวนจำกัด

อย่างไรก็ตามทั้งสองกรณีดังกล่าวต้องรอการสอบข้อเท็จจริงจากสภาผู้แทนฯ เสียก่อน เพราะห้องประชุมของวุฒิสภา ที่สภาผู้แทนฯ ยืมใช้ก่อน ก็มีปัญหาช่องเสียบบัตรไม่พออยู่แล้ว

อ่านข่าว-จี้ ส.ส.ยืดอกรับผิดเสียบบัตรแทน แสดงสปิริต

สาวด่านสำโรง

การเมืองไทยในนาทีนี้ไม่มีอะไรที่ร้อนแรงเท่ากับเรื่องกรณีกดบัตรแทนกันนั้น สืบเนื่องมาจากทีมข่าวช่อง 7 HD ที่ไปติดตามทำข่าว 4 วันของพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2563 ได้พบภาพ ส.ส.ถือบัตรลงคะแนนอยู่ในมือมากกว่า 1 ใบ บางคนก็เห็นชัดๆ ว่า เสียบบัตรลงคะแนนมากกว่า 1 ครั้ง

ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ

ภาพที่ชัดหน่อยก็หนีไม่พ้นภาพ ส.ส.ภริม พูลเจริญ กดปุ่มลงคะแนน และนำบัตรที่เสียบคาไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ก่อนจะนำบัตรอีกใบเสียบเข้าไป และกดปุ่มอีก 1 ครั้ง

ส.ส.หญิงหน้าใหม่ ภริม พูลเจริญ” จากสนามเลือกตั้งเขต 3 อ.เมืองสมุทรปราการ (เฉพาะตำบลบางเมืองใหม่ ตำบลเทพารักษ์ และตำบลสำโรงเหนือ) แต่เธอก็เป็นคนหน้าเก่าของสภา อบจ.สมุทรปราการ เพราะเป็น ส.จ.ปากน้ำมาแล้ว 2 สมัย

สมัยเป็นดาวสภา อบจ.ปากน้ำ

“ภริม” เป็นลูกสาวของศุภัช พูลเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลด่านสำโรง และภรภัทร พูลเจริญ ประธานกลุ่มสตรีเทศบาลตำบลด่านสำโรง แวดวงการเมืองท้องถิ่นแถวปากน้ำจึงรู้จักตระกูล “พูลเจริญ” และตัวของภริมเป็นอย่างดี

เหนืออื่นใดทั้งบิดาและตัวของสาวภริม สังกัดกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ภายใต้การนำของชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

หนุ่มโคราช

จากกรณีเสียบบัตรเอื้ออาทร “ภริม” ส.ส.ปากน้ำ บอกว่า ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ” ที่อยู่ในห้องประชุมได้นำบัตรของตัวเองมาให้เธอกดลงคะแนนเพราะไม่สามารถเข้าไปที่นั่งเพื่อกดบัตรคะแนนด้วยตัวเองได้

ส.ส.ทวิรัฐ ยืนยันว่า การลงคะแนนได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของตนเอง เพียงได้ไหว้วานให้เพื่อน ส.ส.ช่วยกดแทน เนื่องจากระบบการลงคะแนนไม่เอื้ออำนวย

ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ

รัตนเศรษฐแฟมิลี่” มีหนุ่มหล่อ คนถูกพูดถึงมากที่สุดคือพี่ชายคนโต “แบงก์” อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.โคราช สมัยที่ เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ส่วนน้องชาย “คลัง” ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็นวิปรัฐบาล ทำงานร่วมกับบิดา-วิรัช ประธานวิปรัฐบาล

“วิรัฐ รัตนเศรษฐ” ประสบความสำเร็จกวาด ส.ส.โคราช ได้ 4 เขต 4 คน ได้แก่ทัศนียา รัตนเศรษฐ (ภรรยาวิรัช) ส.ส.เขต 7, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.เขต 6, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.เขต 4 และทัศนาพร เกษเมธีการุณ (น้องสาวภรรยาวิรัช) ส.ส.เขต 8

ต้องรอดูฝีมือวิรัช เที่ยวนี้จะฝ่ามรสุมเสียบบัตรแทนกันไปได้หรือไม่?

คนดัง “ซารัมย์”

แม้จะมีภาพที่ทีมข่าวช่อง 7 HD บันทึกไว้ได้กรณีของสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ถือบัตรลงคะแนนอยู่ในมือ 2 ใบ แต่ใช้บัตร 1 ใบเสียบเข้าไปที่ช่องเพื่อลงคะแนน แต่ทีมข่าวช่อง 7 ได้ชี้แจงว่า ภาพที่นำมาให้ชมนั้นไม่ได้บอกว่าเป็นการลงคะแนนแทนกัน

สมบูรณ์ ซารัมย์” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น เป็นพี่ชายของ โสภณ ซารัมย์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ในการเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ ปี 2562 จำนวน ส.ส.ลดไป 1 คน โสภณในฐานะแม่ทัพเลือกตั้งค่ายสีน้ำเงิน จึงส่งพี่ชายลงสมัคร ส.ส.เขต 3 ส่วนตัวเขาเองขยับลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 4

สองพี่น้อง ‘ซารัมย์’

ผลเลือกตั้ง สมบูรณ์ ซารัมย์ ชนะคู่แข่งขาดลอย ได้เป็น ส.ส.เขต 3 เช่นเดียวกับน้องชาย-โสภณ ได้เป็น ส.ส.เขต 4 อีกสมัยแบบไม่ยากเย็น

เที่ยวนี้เก้าอี้รัฐมนตรีมีจำกัด โสภณจึงให้น้องๆ ในเครือข่าย “บ้านใหญ่ศิลาชัย” เป็นเสนาบดี และตัวเขาเองก็ทำโครงการบ้านสวน Fruit&Garden ที่ อ.ลำปลายมาศ

นักการเมืองสไตล์เซราะกราวของแท้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเลยไม่ห่วงเรื่องพี่ชายเท่าไหร่

โจรปล้นทองลพบุรี ใจโหดผิดธรรมดา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412964?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจรปล้นทองลพบุรี ใจโหดผิดธรรมดา

27 มกราคม 2563 – 08:47 น.
ชิงทองลพรุี,ผอกอล์ฟ,ไซโคพาธ
เปิดอ่าน 1,769 ครั้ง

โจรปล้นทองลพบุรี ใจโหดผิดธรรมดา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         ทันทีที่ตำรวจจับโจรปล้นทองที่ลพบุรีได้ คดีก็กลายเป็นข่าวใหญ่ทันทีและมีจดหมายทุกสายทางส่งมายัง ‘ดับเครื่องชน’ แสดงความเห็นมากมาย

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอมาเพื่อจะได้ทราบว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้จิตใจเหี้ยมโหดฆ่าคน-ฆ่าเด็ก-ฆ่าผู้หญิง เหมือนผักปลาเช่นนี้

อ่านข่าว
เปิดประวัติ ผอ.รร. ปล้นทอง เป็นลูก ตร. เผยที่มาปืนใช้ก่อเหตุ

ที่ช็อกความรู้สึกก็คือโจรคนดีมีพื้นฐานครอบครัวดี ฐานะไม่เดือดร้อนตำแหน่งหน้าที่การงานดี เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อก่อคดีปล้นทองแล้วยังไปทำหน้าที่ทุกอย่างแบบหน้าตาเฉย โดยร่วมกิจกรรมทุกอย่างในวันเด็ก-วันครูเป็นปกติ แสดงว่าจิตใจไม่ปกติจริงๆ

ก่อนอื่น ‘ดับเครื่องชน’ ขอชื่นชม-ชมเชยตำรวจทุกคนที่ร่วมคลี่คลายคดีและสามารถจับกุมคนร้ายได้ในเวลาอันรวดเร็วและที่สำคัญคือไม่ผิดตัวหรือจับแพะเพราะของกลางต่างๆ มัดตัวชัดเจนตามภาษาตำรวจเรียกว่าจำนนด้วยหลักฐาน

เบื้องหลังรายละเอียดการจับกุมครั้งนี้จะมีรายงานข่าวมาให้ทราบแล้วและผลงานชิ้นโบแดงนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจไทยดีขึ้นเยอะเพราะปกติมีแต่ข่าวลบตลอด

    จดหมายต่อไปนี้คงจะทำให้ประชาชนอุ่นใจและขอให้ตำรวจเป็นต้นน้ำแห่งที่พึ่งของคนไทย
อ๊อด เทอร์โบ

คดีแห่งปีหนูไฟ
ชื่นชมการทำงานตำรวจ

เป็นคดีที่บอกตรงๆ ว่ารู้สึกแนวทางการสืบสวน ดูหว่านแห ไร้ทิศทาง ดูสิ้นหวังในตอนต้น แต่สุดท้ายก็จับได้เสียที กับคดีคดีสะเทือนขวัญรับปีหนูไฟ อย่างคดีคนร้ายบุกเดี่ยว “กราดยิง–ชิงทอง” ในห้างสรรพสินค้า จ.ลพบุรี แม้ตอนนี้จะจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้วและมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อย หลายคนก็คงได้ติดตามกัน

แต่สิ่งที่สังคมอยากรู้อย่างมากก็คือสาเหตุอะไรที่ทำให้ลงมือสังหารโหดประชาชนบริสุทธิ์จนเสียชีวิตถึง 3 ราย ซึ่งมีเด็กน้อยวัยเพียง 2 ขวบรวมอยู่ด้วย และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย เพราะดูเหมือนทุกคำให้การย้อนแย้งกันไปหมด

คำให้การของผู้ต้องหาจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อในคำให้การบางส่วน และจะเค้นสอบอย่างละเอียดเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าคำให้การของผู้ต้องหาจะไม่ถูกใจคนส่วนใหญ่หรือมองว่าดูจะขัดแย้งกับหลายๆ สิ่งไปมาก แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของบุคคลที่มีการพูดถึงมาก ก็คือสภาพจิตใจของคนร้ายที่เรียกว่าโหดเหี้ยมเกินกว่าคนปกติ จนมีการวิเคราะห์ว่าโจรโฉดปล้นทองรายนี้อาจเข้าข่ายผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางบุคลิก หรือที่เรียกว่า “ไซโคพาธ” ซึ่งไม่ใช่ชื่อโรคแต่เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม

“บุคลิกต่อต้านสังคม” หมายถึง คนจำพวกที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม เป็นคนกลุ่มที่ถูกหล่อหลอม หรือมีประสบการณ์จากการกระทำที่ผิดๆ มาตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ทำร้ายสัตว์มาโดยไม่มีใครอบรมสั่งสอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จนเขาเติบโตด้วยความเข้าใจผิดว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องปกติ

การแกะรอยหาเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้นั้นขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงประชาชนชาวบ้านที่ให้ความร่วมมือ ช่วยแจ้งเบาะแสผู้ต้องสงสัยต่างๆ
จันทรา (ลพบุรี)

 เรื่อง โจรในคราบครู
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านสร้างความช็อกให้คนในสังคมไทยเมื่อพบว่าผู้ก่อเกิดเหตุปล้นทองที่ จ.ลพบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัย 2 ขวบโดนลูกหลงเสียชีวิตด้วย เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.สิงห์บุรี

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้น หลังเกิดเหตุปล้นทอง 2 วัน ยังพาภรรยาไปเที่ยววันเด็ก และในวันที่ 16 มกราคม ผอ.กอล์ฟ ร่วมทำกิจกรรมวันครู ลงสนามแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนอย่างสนุกสนาน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใช้ชีวิตได้ปกติเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สากับ 3 ชีวิตที่ต้องสังเวยกับการกระทำอันเหี้ยมบ้างเลยหรือไง ครูดีๆ ในสายตาเด็กๆ กลายเป็นคนร้ายที่โหดเหี้ยม คิดไม่ถึงเลยจริงๆ แล้วอะไรเป็นแรงจูงใจของการก่อเหตุสะเทือนขวัญเพราะดูจากโปรไฟล์แล้วก็มีชีวิตดี ใช้ของหรู แถมยังมีครอบครัวที่ดี

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมมีความกังวลใจมากกับภาพลักษณ์อาชีพครูและผู้บริหารโรงเรียน ในฐานะที่เป็นครูด้วยกัน อย่างน้อยคนเป็นครู เป็นผู้บริหารโรงเรียนต้องมีความผูกพันกับเด็ก มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความเมตตา เป็นแม่พิมพ์ของชาติ อบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเสียเอง

ขอเตือนสตินักเลงคีย์บอร์ดที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กของโรงเรียนกันเป็นจำนวนมาก ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่มีผู้นำเป็นโจร ได้โปรดใช้สติกันนิดนึง อย่าใช้โรงเรียนเป็นที่ระบายอารมณ์เพราะคนที่ได้รับผลกระทบก็คือเด็กๆ และครูท่านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แค่นี้พวกเขาก็เจ็บปวดมากพอแล้ว

ผมขอเป็นกำลังใจให้ครูทุกท่านและนักเรียนทุกคนครับ ขอให้ผ่านเรื่องร้ายๆแบบนี้ไปได้ ขอให้เพื่อนครูทุกคนทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ดูแลเด็กให้ได้รับการศึกษา สู้เพื่อลูกๆ นักเรียนของเราต่อไป
วิทยา (เมืองสิงห์)