ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา

27 มกราคม 2563 – 08:39 น.
ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 183 ครั้ง

ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงประชาชนในเรื่องมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 มีพระบรมราโชบายให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการจัดสร้างเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ต้นแบบ จำนวน 4 เครื่อง ให้ติดตั้งในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่คนไทย ขณะที่หลายฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลได้ออกมาตรการป้องกันและเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยของคนไทยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของฝุ่นพิษดังกล่าว ซึ่งนับวันจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นหนักในช่วง 2-3 เดือนในทุกต้นปี จากที่ผ่านมาเราอาจจะละเลยไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง โดยล่าสุดรัฐบาลได้เห็นชอบในขั้นต้นให้มีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองปี 2562-2567

อ่านข่าว… 6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5

หากมองย้อนกลับไปราว 2 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มีการหาเครื่องไม้เครื่องมือและแผนเตรียมการป้องกันโดยตลอด สิ่งสำคัญคือต้องสร้างการรับรู้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะห้ามเผาไร่นา แล้วจะกำจัดตอซังอย่างไร รัฐบาลก็ต้องหามาตรการเสริมลงไป มีอย่างเดียวถ้าไม่เผาตอซังก็เอารถไปไถไปขุดรากถอนโคนให้ ส่วนเรื่องการเผาไร่อ้อยบางบริษัทก็ทำดีจัดเครื่องมือไปช่วยตัดอ้อยส่งโรงงานโดยไม่ต้องเผา และวันนี้ก็ลดการรับซื้ออ้อยที่เผาลงในระดับหนึ่งจนสามารถแก้ปัญหาลงไปได้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเข้มงวดกับโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งในเรื่องของการปลดปล่อยมลภาวะไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน ที่ไหนต้องปรับปรุงก็ปิดปรับปรุงให้เรียบร้อย เมื่อดีขึ้นค่อยเปิดทำงานต่อในส่วนของยานพาหนะก็ได้มีการเข้มงวดทั้งการตรวจสอบ รวมถึงการตั้งด่านจับรถทุกคันที่มีความควันดำ ไม่ว่าจะรถกี่ปีก็ว่ากันไป ตอนนี้จับทุกคัน ห้ามวิ่ง หยุดวิ่ง

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณายกระดับมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติ มีการตั้งวอร์รูมและคณะทำงานแจ้งค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ให้ประชาชนได้รับรู้เป็นรายชั่วโมง พร้อมทั้งเข้มงวดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบควันดำ การเผาในที่โล่งทั้งของชาวไร่ชาวนา รวมถึงมาตรการควบคุมให้บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า แก้ไขปัญหาการจราจรจากการก่อสร้างเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง โดยจะกำกับให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมีบทลงโทษที่รุนแรงและเข้มงวด โดยให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนในกทม. เป็นผู้ว่าฯ กทม. และกรมต่างๆ ของรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการและให้การสนับสนุนขับเคลื่อนตามแผนวาระแห่งชาติ

ปรากฏการณ์ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่กำลังบั่นทอนสุขภาพของคนไทยให้ตายแบบผ่อนส่งทุกวันนี้ กลายเป็นวิกฤติที่คนไทยต้องเผชิญความเสี่ยงในทุกๆ ปีถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสุขภาพของตนเอง ทุกมาตรการที่ทำต่อเนื่องกันมาจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นเข้มงวดทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านการเกษตร อุตสาหกรรมรถยนต์ หรือเคมีภัณฑ์ต่างๆ ต้องไม่สร้างปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลายประเทศตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมและมีมาตรการเข้มงวดมานานแล้ว ซึ่งบ้านเราเองแม้จะเริ่มช้าแต่ก็ยังดีกว่ารอยาแรงหรือไม่ทำอะไรเลย ที่สำคัญการแก้ปัญหานั้นควรจะเริ่มจากตัวเราเองจะดีที่สุดเหมือนกับการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ หากเราจัดการสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ถูกต้อง ก็จะสามารถฝ่าวิกฤติมลพิษทางอากาศได้ เพื่อสุขภาวะที่ดีและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคม

วิถีชีวิตคนในสภาอยู่ห้องแอร์ใครคิดว่าสบาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิถีชีวิตคนในสภาอยู่ห้องแอร์ใครคิดว่าสบาย

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
วิถีชีวิตคนในสภา,งบประมาณ63
เปิดอ่าน 504 ครั้ง

วิถีชีวิตคนในสภาอยู่ห้องแอร์ใครคิดว่าสบาย คอลัมน์…  SPECIAL WEEKEND

แม้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการพิจารณางบประมาณครั้งนี้เป็นที่กล่าวขานกันพอสมควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณางบประมาณมาจากภาษีของประชาชนอย่างจริงจัง

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันพอสมควร คือ งบประมาณในส่วนของรัฐสภา ตามมาตรา 30 จำนวน 5,032,221,400 บาท เพราะในการอภิปรายของส.ส.ในครั้งนั้นได้นำปัญหาของรัฐสภาตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบมาตีแผ่กลางสภาเพื่อให้สาธารณะได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ‘อาหารการกิน-สภาพอากาศ-สวัสดิการความเป็นอยู่’

เริ่มที่ “ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม” ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงสภาพอาหารการกินที่ย่ำแย่ถึงขั้นมี ส.ส.ท้องเสียว่า “เรื่องของอาหารที่นำมาบริการให้ ส.ส.ในสภาก็มีปัญหา มีหลายคนกินแล้วท้องเสีย อยากให้ช่วยกันคัดกรองบ้าง อย่างข้าวต้มบางทีมีแต่หัวไชโป๊ พวกเราทำงานหนักนะครับ โดยเฉพาะท่านประธาน อาหารต้องดูหน่อย”

ถึงขั้นที่ “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ต้องชี้แจงว่า “คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เข้าไปตรวจสอบพอสมควร อย่างเรื่องอาหารเป็นหนึ่งเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก เช่น เรื่องอาหารไม่เพียงพอ ทางเลขาฯ สภาก็รับว่าจะไปดำเนินการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่ามีหลายคนท้องเสียเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร คิดว่าเรื่องนี้ทางสภาต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เป็นเรื่องสุขภาพของคนทำงานในสภา”

ไม่เพียงเท่านี้ เรื่องคุณภาพอากาศภายในสภาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่รัฐสภา ก็เป็นวาระสำคัญที่มีการพูดกันในสภาเช่นกัน โดยต้องการให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตด้วย

วรวัจน์ ระบุว่า “คุณภาพอากาศภายในสภาก็ไม่ค่อยดี เราใช้ชีวิตที่นี่กันมาก ผมว่าคณะกรรมาธิการกิจการสภา อาจต้องไปหารือกันในภาพรวม เพราะเป็นปัญหามาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าไร สำหรับการจ้างงานนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ให้ความเห็นแล้วว่าฝ่ายบริหารและตุลาการได้ปรับปรุงและพัฒนาไปมาก แต่ฝ่ายนิติบัญญัติค่อนข้างน้อย ไม่มีแรงจูงใจ คิดว่าเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ต้องมาหารือร่วมกัน ถึงเวลาต้องปรับปรุงใหม่แล้ว ในเรื่องอาคารสถานที่ ถ้าถามว่าผิดหวังหรือไม่กับความเรียบร้อย ก็ยังผิดหวังอยู่ พวกเราก็พูดคุยกันตลอดแต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขและล่าช้าไปพอสมควร”

เช่นกันกับ “ธีรัจชัย พันธุมาศ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการสภาพิจารณาเพิ่มค่าแรงให้แก่เจ้าหน้าที่บางกลุ่มงานด้วย ภายหลังมีระดับที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ

“ผมได้รับฟังคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ให้บริการเครื่องดื่มแก่ ส.ส. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสต โดยพบว่าการจ้างของสภาผู้แทนราษฎรให้เงินเดือนค่อนข้างต่ำ เดือนละ 9,000 บาท ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล เราเป็นหน่วยงานนิติบัญญัติ เป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศ แต่การจ้างงานต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน ผมขอเรียนว่าขอให้สภาดูแลเจ้าหน้าที่ของเราด้วย และได้พัฒนาปรับปรุงการจ้างงานให้ไม่ต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน” ธีรัจชัย กล่าวเรียกร้อง

ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยจะเดือดร้อนกับสารพัดปัญหาเท่านั้น เพราะแม้แต่สวัสดิการของ ส.ส. โดยเฉพาะกลุ่มอดีต ส.ส. ก็ประสบกับปัญหาหนักหน่วงไม่ต่างกัน ด้วยเหตุที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเงินกองทุนเพื่ออดีตสมาชิกรัฐสภา ที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือด้านสวัสดิการให้แก่อดีตสมาชิกรัฐสภากลับถูกลดลงไปมากกว่า 50%

โดย ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาหลายสมัย ได้อภิปรายถึงเรื่องนี้ว่า “เมื่อ 5 ปีที่แล้วมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นประธานกมธ.กิจการสภา ก็พยายามทำเรื่องช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาผ่านกองทุนช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา แต่เงินกองทุนนี้ในระหว่างที่มีการรัฐประหารกลับลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะเมื่อมีการยึดอำนาจแล้วการเมืองก็เปลี่ยน ขณะนี้ทราบมาว่าอดีต ส.ส.เรียกร้องขอให้ช่วยเหลือ จึงอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเงินกองทุนนี้ด้วย”

แต่กระนั้นปัญหาภายในของสภาก็ไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะถึงจะจบการอภิปรายงบประมาณแล้ว แต่เมื่อเข้าสู่การประชุมสภาวาระปกติเมื่อวันที่ 16 มกราคม ปรากฏว่า ส.ส.ก็ยังนำปัญหามโนสาเร่ในสภามาตีแผ่กลางสภาเช่นกัน อย่าง “นพพล เหลืองทองนารา” ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ก็ได้อภิปรายว่า “อยากฝากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้เข้าไปตรวจดูแลความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่ดูแลความเรียบร้อยตามจุดต่างๆ ด้วย อย่างพัดลมก็คอหักต้องเอาขวดไปเหน็บไว้ สภาเราหมื่นสองพันล้านบาท แต่ใช้พัดลมอย่างนี้ บางตัวก็ไม่มีฝาครอบ หรือบางตัวพัดลมไม่หมุนเพราะเมื่อเปิดสวิตช์แล้วก็ต้องเอามือไปหมุนก่อน มันเกินไปนะครับ รบกวนด้วยครับ”

“นอกจากนี้ อยากให้มีกฎระเบียบในการจอดรถภายในสภาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรอรับ ส.ส. หรือรอรับรัฐมนตรี เพราะชอบไปจอดรอกันตรงทางขึ้น สร้างความลำบากให้แก่รถที่ตามมาข้างหลัง และที่สำคัญอยากให้คนขับรถช่วยกันจอดรถให้เป็นจุดด้วย และรักษามารยาท มิเช่นนั้นจะดูไม่ดีแล้วจะพลอยเสียกันไปด้วย”

          จากการอภิปรายของ ส.ส.ที่ใส่สูทเดินเข้าสภานั่งในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ยังมีปัญหาขนาดนี้ ลองคิดดูว่าประชาชนตาดำๆ หาเช้ากินค่ำที่มีรายได้แบบเดือนชนเดือน จะเดือดร้อนขนาดไหน

6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412668?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
พีเอ็ม 25,มลพิษ,ฝุ่นละออง
เปิดอ่าน 556 ครั้ง

6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5 คอลัมน์… อินไซด์ ครม.

ยังอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงสำหรับปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการควบคุมปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.นราธิวาส ได้มีมติให้ยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

ภายหลังคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ได้ประชุมครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 มีมติให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการโดยเร่งด่วน 6 แผนดังนี้ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกข้อบังคับเพิ่มเติมเพื่อขยายเขตพื้นที่จำกัดรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ห้ามเดินรถเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครจากวงแหวนรัชดาภิเษก ขยายเป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก และออกข้อบังคับหรือระเบียบตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เพื่อห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เข้ามาในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครในวันคี่ ระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563 สำหรับวันคู่ให้เข้าได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ให้เข้มงวดในการตรวจสอบตรวจจับรถยนต์ควันดำอย่างเคร่งครัด รวมถึงออกคำสั่งห้ามการใช้รถที่มีมลพิษเกินมาตรฐานที่กำหนดมาใช้ในทางเดินรถ และออกกฎกระทรวงเพื่อตรวจรับรองรถยนต์ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่งแล้ว ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

2.กรมการขนส่งทางบก ให้ตรวจวัดควันดำอย่างเข้มงวดกับรถโดยสาร (ไม่ประจำทาง) ทุกคัน โดยเพิ่มชุดตรวจเป็น 50 ชุดใน 50 เขต โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร และปฏิบัติการร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร เพื่มเข้มงวดการตรวจสอบตรวจจับรถควันดำสำหรับรถโดยสาร และรถบรรทุกเพื่อการออกคำสั่งห้ามใช้รถ

3.กรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง หากตรวจสอบแล้วไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ให้สั่งปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือสั่งหยุดการประกอบกิจการ รวมถึงขอความร่วมมือโรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตในช่วงวิกฤติสถานการณ์ฝุ่นละออง และสนับสนุนแรงจูงใจให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ความร่วมมือด้วย

4.กรุงเทพมหานคร ให้แก้ไขปัญหาการจราจรจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง โดยกำกับให้ปฏิบัติตามมาตรการ 12 ข้ออย่างเคร่งครัด แต่หากไม่ปฏิบัติตามให้ระงับการก่อสร้าง โดยมีมาตรการทั้ง 12 ข้อ ได้แก่ การวางแนวแบริเออร์ ให้จัดวางให้ตรงตามแนวเส้นทางจราจร ส่วนช่องทางกลับรถคับแคบ ให้เปิดช่องยูเทิร์นให้กว้าง เพื่อให้รถยนต์กลับรถได้สะดวกขึ้นและให้ขนย้ายกองดิน เศษหิน เศษปูนทรายออกจากพื้นที่ก่อสร้างในทันที จากนั้นเร่งแก้ไขผิวจราจรให้เรียบร้อย ส่วนแนวก่อสร้างที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง แต่ได้วางแผงแบริเออร์ ให้เปิดช่องทางชั่วคราวนั้น ขอให้เร่งก่อสร้างงานฐานราก เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดที่สะพาน

นอกจากนี้ให้จัดระเบียบรถบรรทุกในพื้นที่ และปรับผิวจราจรให้เป็นช่องจราจรชั่วคราวเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่ปิดช่องจราจรไว้ขอให้เปิดช่องจราจรเป็นครั้งคราวในพื้นที่ รวมถึงติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราวตามแนวการก่อสร้าง ปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างและจัดทำทางสัญจรอย่างปลอดภัย ที่สำคัญไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำการเผา

5.จังหวัดต่างๆ ยกเว้น 9 จังหวัดภาคเหนือ ขอให้ออกเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น ควบคุมการเผาขยะมูลฝอย หญ้า พืชไร่ พืชสวน ตอซังข้าว หรือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของตนเองหรือที่สาธารณะในช่วงวิกฤติสถานการณ์ฝุ่นละออง และเข้มงวดการควบคุมยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างต่างๆ

6.ข้อเสนออื่น ขอความร่วมมือหน่วยงานภาคราชการ ภาคเอกชน ประชาชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงาน รถยนต์ของส่วนราชการต้องผ่านมาตรฐานควันดำทุกคัน โดยกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดของหัวหน้าส่วนราชการ ส่วนกระทรวงพลังงานให้พิจารณาสนับสนุนการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 10 ppm รวมถึงขอความร่วมมือกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนการให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน 5 ปี

ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานอื่นสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤติต่อไป

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 25 – 26 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 25 – 26  มกราคม 2563

25 มกราคม 2563 – 12:35 น.
พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,คลุกวงใน,พลตอวิระชัย,พลตอสุวัฒน์,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล
เปิดอ่าน 460 ครั้ง

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 25 – 26  มกราคม 2563  โดย… อสนีบาต  aussaneebard @hotmail.com

คมเข้มทุกประเด็น ชัดเจนทั้งสาระ ลึกถึงเบื้องหลัง ต้องอ่าน “คม ชัด ลึก” ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563…00…ปรบมือรัวๆ ให้แก่ชุดคลี่คลายคดีปล้นร้านทองในห้างโรบินสัน จ.ลพบุรี ภายใต้การนำของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ใช้เวลา 13 วัน สามารถจับ “ผู้ต้องหา” ได้สำเร็จ งานนี้เสียงพึมพำ “จับแพะ” ดูเงียบกริบ เพราะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปด้วยความรอบคอบ ครบถ้วนด้วยพยานหลักฐาน

0…พลันปิดแถลงคดีปล้นร้านทอง ทว่าความสั่นคลอนหวนกลับมาภายในกรมปทุมวัน เมื่อ “บิ๊กแป๊ะ” เปิดยุทธการลับลวงพรางระหว่างที่ผู้คนกำลังเฝ้าติดตามคดีสะเทือนขวัญอยู่นั่นเอง ดอดลงนามคำสั่ง สตช. เมื่อวันที่ 21 มกราคม ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. จนนำไปสู่การเสนอเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกคำสั่งสำนักนายกฯ วันที่ 23 มกราคม ให้ย้ายมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

0…สายฟ้าไม่ได้พาดผ่านแค่ครั้งเดียวแต่ยังผ่าเปรี้ยงระลอกสองด้วยคำสั่งย้าย “บิ๊กช้าง” หรือ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร. ให้ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามมาด้วยคำสั่งแบ่งงานกำหนดอำนาจหน้าที่ใหม่ ด้วยการยกงานด้านกฎหมายและคดี และงานปราบปรามด้านละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเคยอยู่ในความรับผิดชอบของ “พล.ต.อ.วิระชัย” ไปให้ “พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร” จเรตำรวจแห่งชาติ ส่วนภารกิจด้านสืบสวนสอบสวนที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของ “บิ๊กช้าง” ยกไปให้ “พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” รองผบ.ตร. รับผิดชอบแทน

0…ฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ที่ว่าหนักแล้ว ยังต้องมาเจอการย้ายชนิดฝุ่นตลบในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่ามกลางการหาแรงจูงใจ “บิ๊กแป๊ะ” ที่ไม่ใช่ “ผอ.กอล์ฟ” ทำไปเพื่ออะไร งานนี้จึงต้องแกะไปทีละช็อต เริ่มจากกรณี พล.ต.อ.วิระชัย โดย “บิ๊กแป๊ะ” ยอมรับตรงไปตรงมาจำเป็นต้องย้าย จากกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาของ ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.วิระชัย ในการทำคดีคนร้ายยิงรถ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถือว่ากระทบภาพลักษณ์ สตช. เอาความลับไปไขกันในที่แจ้งว่างั้นเหอะ

0…ส่วนกรณีย้าย “บิ๊กช้าง” เข้ากรุ สตช. “ผบ.ตร.” บอกตามหลักสูตรมาตรฐานของการให้สัมภาษณ์ “เพื่อความเหมาะสม” แต่ช้าก่อน…อสนีบาต…เข้าไปคลุกวงในสืบทราบมา ช่วงหลังมานี้ มีการร้องเรียนเรื่องแหล่งตู้ม้าค้าพนันเยอะเหลือเกิน อ๊ะอ๊ะตาวิเศษเห็นนะ…จุดบอดอยู่ตรงไหน จึงเป็นหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนทลายหวย บ่อน ซ่องให้สิ้นซาก ถือว่าเป็นไปตามหลักสร้างเสริมประสิทธิภาพเพื่อความเหมาะสม จึงต้องจัดหา “มือดี” เข้าไปทำหน้าที่ดูแลแล้วกัน

0…ดูจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน พลันย้าย 2 รองผบ.ตร. พ้นการดูแลงานรับผิดชอบ รายหนึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง อีกราย พ้นจากงานรับผิดชอบหลัก พร้อมกับเปิดโอกาสให้อีก 2 รองผบ.ตร. มารับบทแทน ก็เป็นจังหวะปะเหมาะเสียเหลือเกินนัก เนื่องจากเป็นช่วงเวลา 8 เดือน ก่อนที่ “บิ๊กแป๊ะ” จะเกษียณอายุราชการซะด้วย จึงเป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้ ถือเป็น 8 เดือนในการพิสูจน์ผลงานก่อนขึ้นมารับตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่

0…อ้า ! ขานไขข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “บิ๊กช้าง” จะเกษียณอายุราชการพร้อมกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ฉะนั้นแคนดิเดตชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. จึงหนีไม่พ้น “2 รองผบ.ตร.” ที่มารับผิดชอบงานแทน “2 บิ๊กห้องเย็น” ล่าสุดสายสืบปทุมวันแจ้นมารายงานอีกว่า ชื่อของ “พล.ต.อ.สุวัตน์ แจ้งยอดสุข” ดูท่ามาแรง ทั้งด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ แถมอาวุโสอันดับหนึ่ง เก้าอี้ใหญ่สุดของกรมปทุมวัน จึงไม่หนีไปไหน เว้นเสียแต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองภายในทำเนียบรัฐบาลเสียก่อน

0…สังคมฝากมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธาน จปร.36 เรียนเชิญศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 25 ทุกท่านร่วมพบปะสังสรรค์ในงานเลี้ยงเตรียมทหารรุ่น 25 ประจำปี 2563 วันเสาร์ที่ 25 มกราคม เวลา 18.25 น. ห้องเมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กทม.

พิษเสียบบัตร ‘นริศร’ คิวแรก ‘ฉลอง-นาที’ มีลุ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษเสียบบัตร ‘นริศร’ คิวแรก ‘ฉลอง-นาที’ มีลุ้น

25 มกราคม 2563 – 10:00 น.
เสียบบีตรแทนกัน,ฉลอง เทอด,ฉลอง เทอดวีระพงศ์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 3,555 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25-26 ม.ค.63

*****************************

หลังเกิดโรคระบาดเสียบบัตรแทนกันในสภา หลายคนรีบไปค้นข่าวเก่ามาอ่านกันใหญ่ นั่นคือกรณี ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ปี 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เนื่องจากในการโหวตลงมติครั้งนั้น มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้กระทำการเสียบบัตรแทนกัน และศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าการกดบัตรลงคะแนนแทนกันของ ส.ส. ทำให้กระบวนการตราร่างกฎหมายนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ส.ส.รายดังกล่าวคือ นริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย และวันนี้ เขายังต้องลุ้นระทึกกับคดีเสียบบัตรแทนกัน ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

บัตรหลายใบ

ปลายปี 2556 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เลือกเล่นเกมเปิดหน้าชก ดันร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภา ในวาระ 2 และวาระ 3 โดยไม่สนใจข้อท้วงติง ซึ่งอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้านสมัยนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อเกิดกรณี “นริศร” ส.ส.สกลนคร ทำการเสียบบัตรแทน ส.ส.คนอื่น ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ ในวาระที่สอง

นริศร” อ้างว่า มีบัตรหลายใบ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส.ส.แต่ละคน จะมีบัตรฉบับจริง โดยมีรูปภาพเจ้าของบัตรได้เพียงคนละ ใบ และจะขอบัตรสำรองได้อีก ใบ

นริศร ทองธิราช

หลังการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. เมื่อปลายปี 2559 มีมติชี้มูลความผิดนริศร ว่ามีมูลความผิด แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำให้การลงคะแนนเสียงถูกบิดเบือน

วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนริศร เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ฯ

นริศรจึงต้องลุ้นระทึกกับคดีเสียบบัตรแทนคนอื่น เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เส้นทางเสี่ยติ่งเต้า

20 ปีที่แล้ว ชื่อเสียงของ “ส.จ.ติ่งเต้า” นริศร ทองธิราช โด่งดังมากในเขต อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ในฐานะนักการเมืองท้องถิ่นของชาวภูไท และผู้รับเหมาก่อสร้าง

เลือกตั้ง 2544 ส.จ.ติ่งเต้า ลงสมัคร ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อพรรคชาติไทย แข่งกับ เฉลิมชาติ การุญ คนอำเภอเดียวกัน เฉลิมชาติเป็นลูกชายของ เจริญ การุญ อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคความหวังใหม่

นริศร บนเวทีหาเสียงปี 2554

นริศร ได้เป็น ส.ส.สกลนคร เขต หักปากกาเซียน แต่เมื่อเฉลิมชาติ ย้ายจากความหวังใหม่ ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง 2548 นริศรก็พ่ายเฉลิมชาติ

ปี 2549 นริศรเบนเข็มไปลงสมัคร ส.ว.และได้รับเลือกเป็น ส.ว.สกลนคร เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา กลายเป็นคนตกงาน ปลายปี 2550 นริศรสวมเสื้อพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ลงสมัคร ส.ส.หนนี้พ่ายยับ

นริศรโชคดี เมื่อเฉลิมชาติ การุญ ส.ส.สกลนคร พรรคพลังประชาชน ได้ตามเนวิน ชิดชอบ ไปสร้างพรรคภูมิใจไทย นริศรจึงสวมเพื่อไทยลงสนามปี 2554 และได้เป็น ส.ส. เพราะปีนั้น กระแสยิ่งลักษณ์มาแรงสุดๆ

แค่ ส.ส.สมัยที่สอง เสี่ยติ่งเต้าก็ต้องจดจำบทเรียนการเสียบบัตรไปจนวันตาย

หัวอกปลัดเมืองลุง

สำหรับกรณีเสียบบัตรแทนกัน ในสภาผู้แทนฯ ชุดปัจจุบัน คือกรณี 2 ส.ส.ภูมิใจไทย ไม่อยู่ในสภา ระหว่างโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 แต่มีชื่อโหวตรับด้วย ได้แก่ ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และ “นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

“ฉลอง” ส.ส.สมัยแรก ยอมรับว่า ออกมาจากห้องประชุมจริง แต่รีบไปทำธุระสำคัญจึงลืมเสียบบัตรคาไว้ แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่า ใครหวังดี กดลงมติให้ ส่วน ส.ส.นาที ชี้แจงว่าวันดังกล่าวลาไปต่างประเทศ

วันที่ฉลอง ลาออกจากปลัดจังหวัดลงสนามเลือกตั้ง

พลิกแฟ้มเลือกตั้ง 2562 สังเวียนพัทลุง ดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อ “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ลาออกจากตำแหน่งปลัดจังหวัด ลงสมัคร ส.ส.เขต ชนกับ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปลัดฉลอง บนเวทีหาเสียง

“ฉลอง” เป็นคนเมืองลุง เมื่อรับราชการมหาดไทยก็อยู่ในภาคใต้ ปี 2557 ถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง จากนั้น ขยับขึ้นเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัด

ชัยชนะของปลัดฉลอง สร้างรอยแค้นแน่นอกให้นิพิฏฐ์เป็นอย่างมาก

ลุงตู่ จับมือกับ ลุงแม้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ จับมือกับ ลุงแม้ว

25 มกราคม 2563 – 08:40 น.
ดงงูเห่า,ทักษิณ,ลุงแม้ว,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,น้าชาติ
เปิดอ่าน 108,162 ครั้ง

ลุงตู่ จับมือกับ ลุงแม้ว คอลัมน์…  ดงงูเห่า   โดย…ประชาไท ธนณรงค์

สมการการเมือง หรือสูตรคณิตศาสตร์ทางการเมือง ในยุคแรกที่คนคิดเรื่องนี้คือ กร ทัพพะรังสี หลานรัก “น้าชาติ มาดนัดซิ่ง” แห่งซอยราชครู

ตำนานการเมืองในซอยราชครู เป็นการเมืองที่ยากจะปฏิเสธว่ามีความคลาสสิกในตัว โดยเฉพาะทายาทราชครู ทั้ง น้าชาติ และป๋าเติ้ง บรรหาร ยากที่จะหาใครเทียบได้

เพราะตำราการเมืองแห่งสำนักนี้ มีคือไม่มี อยู่คือไม่อยู่ ใช่คือไม่ใช่

ครั้งหนึ่ง เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกฯ ขณะนั้น เรียก “ผู้การชาติชาย” ไปพบที่ ตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับบอกว่า ป๋าพอแล้ว ให้ “ผู้การ” เป็นต่อ

ทันทีทันใด “น้าชาติ” นี่หูผึ่งรอเวลาจะเป็นนายกฯ มานาน แต่ต้องรีบเก็บอาการ พร้อมกับพูดเสียงเบาๆ ว่า ผมไม่พร้อมครับ

แต่พอขับรถออกจากตึกไทยฯ หัวใจ “น้าชาติ” พองโต มือไม้สั่น เพราะตำแหน่งนายกฯ คือสิ่งที่ต้องการ แต่ที่พูดไปเช่นนั้นเพราะลีลาการเมืองแห่งสำนักราชครู

“น้าชาติ” บอกว่า ตอนนั้นหากตอบรับว่าพร้อม เชื่อว่า จะไม่ได้เป็นนายกฯ จึงตอบไปว่าไม่พร้อม

มาวันนี้ ลุงตู่ กำลังเผชิญกับปัญหาและมรสุมทางการเมืองรุมเร้า ยากจะหาทางออกที่ดีได้ นับแต่ “เสียงปริ่มน้ำ” มาจนถึงปัญหางบประมาณปี 63 ที่ยังค้างคาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

ประกอบกับฝ่ายค้านกำลังจะยื่นญัตติออภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ 29 มกราคมนี้แล้ว อย่างน้อยมีรัฐมนตรีที่มีชื่อจะถูกอภิปราย 8 คน ล้วนแต่เป็นคนพลังประชารัฐ แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่า การยื่นเฉพาะรัฐมนตรีของพลังประชารัฐ และ 3 ป. มีการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรค ที่มอบหมาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาทำงานใหญ่นี้ เพื่อหวังจะแยกพรรคร่วมออกจากกัน

คือไม่อภิปราย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย อภิปรายเฉพาะพรรคแกนนำ มันของตายอยู่แล้วว่า ประสงค์จะเอาพรรคแกนนำให้ตาย เสมือนยั้งดาบไว้ไมตรีกับพรรคร่วม

เผื่อเหลือเผื่อขาดในอนาคตจะได้ร่วมรัฐบาลกัน

ขณะที่ปัญหารุมเร้านายกฯ ลุงตู่ หลายด้านก็มีคำถามตามมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ พลังประชารัฐ จะจับมือกับ เพื่อไทย ตั้งรัฐบาลสองพรรค

มันก็มีความพยายามของคนที่ยังอยากได้โอกาสทางการเมืองอยู่ แต่หากจะมองบริบททั้งหมด ไล่เลียงมาตั้งแต่ ทักษิณ ถูกยึดอำนาจ มาถึงยิ่งลักษณ์ ถูกยึดอำนาจ โอกาสเหลือแค่ศูนย์เท่านั้น

เพราะการมาร่วมหรือมารวมกันของพรรคการเมืองก็เพื่อผลประโยชน์ ถามว่าผลประโยชน์ที่ทักษิณ ต้องการคืออะไร ถ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ คงไม่มีทางสำเร็จ

“เฉลิม” ที่เป็นตัวแทนตัวตายของ ทักษิณ ในประเทศไทย ก็บอกว่า “ชาติหน้า” เพราะสิ่งที่ ทักษิณ ต้องการตอนนี้คือ เป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ คสช. ให้ มีชัย ฤชุพันธุ์ วางกับดักเอาไว้

ฉะนั้นน่าจะปิดประตูตายที่ ลุงตู่ จะจับมือกับ ลุงแม้ว

การเมืองยุคนี้เอาเป็นเอาตาย แยกข้างชัดเจน และการเมืองยุคนี้ไม่ได้เล่นแค่นักการเมือง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาเกี่ยวข้อง

    จึงไม่เหมือนการเมืองแห่งสำนักราชครู ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412594?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์

25 มกราคม 2563 – 08:35 น.
กระบวนทัศน์,ปรากฏการณ์ธรรมชาติ,ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ โดย…  โคทม อารียา

กระบวนทัศน์ (paradigm) หมายถึงกลุ่มของทฤษฎี/ปรัชญา/แนวคิด/ความเชื่อ ที่รวบรวมไว้ด้วยกัน และปรากฏในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจยาวนานเป็นศตวรรษ โดยที่กระบวนทัศน์จะทรงพลัง ถ้านักทฤษฎีในกระบวนทัศน์นั้นจะไม่ขัดแย้งกันเอง หากจะประกอบสร้างทฤษฎีที่เกื้อหนุนกัน และร่วมกันต่อต้านทฤษฎีโต้แย้งอื่นใด

มนุษย์ดึกดำบรรพ์อยู่ในกระบวนทัศน์ที่ถือผี ถือโชคลาง มีการตีความปรากฏการณ์ธรรมชาติ ว่าเป็นเรื่องของเทพเจ้าทั้งที่ดุร้าย พิโรธลงโทษมนุษย์บ้าง เป็นเรื่องของเทพเจ้าที่ดี คอยเกื้อกูลมนุษย์บ้าง จนเกิดเป็นตำนานเล่าขานและเชื่อต่อๆ กันมาว่า มนุษย์ต้องอยู่ในขนบประเพณี คอยบวงสรวงเอาใจเทพเจ้า คอยเชื่อฟังผู้ที่ติดต่อกับเทพเจ้าได้ ซึ่งได้แก่ พราหมณ์ พ่อมด หมอผี เป็นต้น อย่างไรก็ดี เทพเจ้ามักยากแก่การเอาใจ แม้จะยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างให้ในพิธีกรรมหรือการบูชายัญ แต่ใช่ว่าจะพ้นภัยพิบัติตามคำวิงวอนได้เสมอไป

หลังจากที่พบว่าไม่มีความแน่นอนจากการบนบานศาลกล่าว มนุษย์ก็ก้าวสู่กระบวนทัศน์ที่สอง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนทัศน์ปรัชญาที่เริ่มหาความหมายของชีวิตในโลกนี้ โดยเชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางโลก กระบวนทัศน์นี้มีพลังมากในสมัยกรีกโบราณ สมัยการก่อร่างสร้างจีน และสมัยพระพุทธองค์ในอินเดีย กระบวนทัศน์ปรัชญาหาคำอธิบายธรรมชาติตามความคิดของสำนักปรัชญาต่างๆ ข้ออ่อนที่ทำให้กระบวนทัศน์นี้ไม่ยั่งยืนนัก คือยังไม่มีเครื่องมือที่จะวัดปรากฏการณ์ได้อย่างแม่นยำ จึงขาดข้อมูลเชิงประจักษ์อันเป็นที่ยอมรับ เกิดการโต้เถียงกันแทนที่จะเกื้อกูลกันระหว่างนักทฤษฎีของกระบวนทัศน์ นักทฤษฎีก็หวงวิชาและยึดมั่นในความคิดของสำนักของตนมากเกินไป อีกทั้งการทำนายปรากฏการณ์ยังไม่แม่นยำ ภายในไม่กี่ศตวรรษ มนุษย์ก็หวนกลับสู่กระบวนทัศน์ของสิ่งเหนือธรรมชาติคล้ายสมัยดึกดำบรรพ์ เพียงแต่คราวนี้ ได้ก่อเกิดอารยธรรมคริสต์และอิสลามขึ้น ซึ่งนับถือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพเพียงพระองค์เดียว แทนที่จะนับถือเทพเจ้าหลายองค์

กระบวนทัศน์หลักในโลกตะวันตกและอิสลามเป็นกระบวนทัศน์ทางศาสนา มนุษย์จะมัวหาความหมายของชีวิตไปทำไม ในเมื่อศาสนาให้คำตอบที่สมบูรณ์อยู่แล้ว มนุษย์จะพยายามหาคำอธิบายปรากฏการณ์ทางโลกไปทำไม ในเมื่อโลกหน้าสำคัญกว่าโลกนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อประมาณ 500 ปีก่อน เริ่มมีการโต้แย้งคำสอนที่ผู้นำศาสนายกมาอ้างจากการตีความพระคัมภีร์ เช่น การตีความว่าโลกแบน ถูกโต้แย้งโดยข้อมูลเชิงประจักษ์ อันที่จริง ในสมัยกรีก นักปรัชญาเคยให้ข้อสังเกตไว้แล้วว่า เมื่อเรือแล่นสู่ทะเล ลำเรือจะลับสายตาไปก่อนเสากระโดง ซึ่งควรสรุปได้ว่า แนวขอบฟ้ามีความโค้ง หรือโลกมีรูปร่างเป็นทรงกลมนั่นเอง การทำนายว่าโลกกลมย่อมได้รับการต่อต้านรุนแรง ดังตัวอย่างของกาลิเลโอที่ถูกศาสนจักรต่อต้าน ส่วนทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินที่ขัดกับความเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกใน 7 วัน ย่อมถูกต่อต้านเช่นกัน

กระบวนทัศน์ใหม่ที่เริ่มก่อร่างขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว อาจขนานนามว่ากระบวนทัศน์วิทยาศาสตร์ หรือกระบวนทัศน์สมัยใหม่ (modern) นักปรัชญาผู้บุกเบิกกระบวนทัศน์นี้คนหนึ่งได้แก่ เดส์การ์ตส ผู้เสนอว่าเราสามารถลดทอนระบบที่ซับซ้อนลงเป็นระบบย่อย แล้วลดทอนระบบย่อยเป็นระบบย่อยๆ ที่เล็กลงไปอีก ฯลฯ จนเหลือเป็นองค์ประกอบที่เล็กและง่ายต่อการวิเคราะห์ ต่อการออกแบบและการจัดการ เช่น รถยนต์แบ่งได้เป็นชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาประกอบกัน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ก็แบ่งเป็น อุปกรณ์ประมวลผล หน่วยความจำ คีย์บอร์ด ฯลฯ ส่วนกองทัพก็แบ่งเป็น ฝ่ายกองกำลัง ฝ่ายเสนาธิการ ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายโยธาธิการ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร เช่น โคเปอร์นิคัสและนิวตัน ผู้ทำให้เราเข้าใจระบบสุริยจักรวาลและแรงโน้มถ่วง, ดารวิน ผู้อธิบายว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง วัตต์ ผู้สร้างเครื่องจักรไอน้ำที่เป็นการนำพลังงานในธรรมชาติมารับใช้มนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดลดทอนนิยม เหตุผลนิยม และคติการกำหนดได้ (determinism) เป็นแนวคิดที่ทรงพลังและมีประสิทธิผลมากในการสรรค์สร้างโลกสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องพึ่งความคิดเรื่องเหนือธรรมชาติหรือโลกหน้ามากนัก เพราะว่าวิทยาศาสตร์ให้คำอธิบายและอำนวยความสะดวกมากมายเป็นที่ประจักษ์ แรงต่อต้านวิทยาศาสตร์จึงเริ่มอ่อนตัวลง ผู้คนที่เคยรุมต่อต้านส่วนใหญ่ ก็พูดได้หน้าตาเฉยว่า “เราสนับสนุนวิทยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

ประมาณหนึ่งศตวรรษที่แล้ว พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับกระบวนทัศน์สมัยใหม่เริ่มสั่นคลอน ทั้งนี้ โดยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เอง สำหรับสิ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อธิบายความเป็นไปในเอกภพได้แม่นยำกว่าทฤษฎีของนิวตัน สำหรับสิ่งที่เล็กแสนเล็ก เราต้องอาศัยทฤษฎีควอนตัม คติการกำหนดได้เริ่มถูกท้าทาย เพราะเราไม่สามารถกำหนดตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคได้ในขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์เริ่มพบจุดอ่อนของทฤษฎีของดาร์วิน และกำลังคันคว้าว่าการคัดพันธุ์ที่ช่วยให้ผู้ที่เก่งที่สุดอยู่รอดนั้น ไม่น่าจะเป็นกลไกเดียวที่อธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในเรื่องที่ซับซ้อนมาก เช่น การพยากรณ์อากาศ การกำหนดภาวะเริ่มต้น (initial conditions) ของการคำนวณ โดยให้แตกต่างกันน้อยมาก เช่น ต่างกันที่ทศนิยมตัวที่ 17 ผลการพยากรณ์จะต่างกันได้โดยสิ้นเชิง จึงมีคำกล่าวถึงการกระพือปีกของผีเสื้อ ที่ทำให้เกิดภาวะเริ่มต้นต่างออกไป ณ ทศนิยมตัวที่ 17 แต่ผลพวงอาจเป็นสองสถานที่ต่างกันมหาศาล เช่น เมื่อใช้ทศนิยมตัวที่ 17 ค่าหนึ่ง คอมพิวเตอร์พยากรณ์ว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง แต่ถ้าใช้อีกค่าหนึ่ง คำพยากรณ์คืออากาศดีไม่มีฝน ข้อค้นพบใหม่ๆ หลายต่อหลายประการเริ่มท้าทายทัศนะที่เรามีต่อโลก และต่อชีวิต มีบางคนให้ข้อสังเกตว่า เรากำลังเข้าสู่กระบวนทัศน์ที่เขาใช้ชื่อชั่วคราวว่า “หลังสมัยใหม่” (post-modern) ซึ่งมองว่าปริภูมิ-กาลเวลา (space-time) ไม่สมบูรณ์ หากเป็นเรื่องสัมพัทธ์ เรายังไม่สามารถวิเคราะห์ระบบที่ซับซ้อนมาก เช่น เอกภพได้ เราไม่รู้ว่าในเอกภพมีสิ่งอื่นๆ ที่มองไม่เห็น เช่น สสารมืด พลังงานมืด อนุภาคที่ยังตรวจจับไม่ได้อีกมากน้อยเพียงใด หรือมีเอกภพอื่นๆ อีกหรือไม่ เราไม่มีทฤษฎีที่อธิบายในระดับอนุภาคย่อยของอะตอมได้ สำหรับสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความซับซ้อนมาก แม้เราจะมีคอมพิวเตอร์ยิ่งยวด มีปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นอัจฉริยะ เรายังไม่สามารถอธิบายการทำงานของสมองและของยีนได้ อย่าว่าแต่จะเข้าใจเรื่องจิตสำนึกเลย

ข่าวใหญ่วันนี้สำหรับผม คือข่าวที่ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ถูกยุบ ผมเคยถามตัวเองว่า เหตุใดคนรุ่นก่อนจำนวนหนึ่ง จึงเกรงกลัวภัยจากคนรุ่นหลังที่มีความคิดต่าง ถึงขนาดกล่าวร้ายกันต่างๆ นานา คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งยกฟ้องไป ถูกขนานนามว่าคดี Illuminati เมื่อพิจารณาคำฟ้องคดี เราอาจได้คำตอบบางประการต่อคำถามข้างต้น คำว่า Illuminati มาจากภาษาลาตินที่แปลว่าการรู้แจ้ง มีคนเอามาตั้งเป็นชื่อสมาคมลับสมาคมหนึ่งในเยอรมนี ที่ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2319 สมาคมนี้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยม มีดวงตาอยู่ตรงกลาง ผู้กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่บอกว่าสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่คล้ายสัญลักษณ์ของสมาคมลับดังกล่าว แม้สัญลักษณ์ของพรรคจะเป็นสามเหลี่ยมกลับหัวก็ตาม ยิ่งไปกว่านี้ ผู้กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่เห็นว่า สมาคม Illuminati มีโครงสร้างคล้ายสมาคมฟรีเมซัน และมีวัตถุประสงค์คล้ายกันคือต่อต้านความงมงาย ต่อต้านการมีอิทธิพลขององค์กรศาสนา ต่อต้านการใช้อำนาจในทางที่ผิด เลยอนุมานว่าพรรคที่ใช้สัญลักษณ์คล้ายของสมาคม น่าจะมีวัตถุประสงค์คล้ายกันไปด้วย ซึ่งหมายถึงการต่อต้านองค์กรศาสนาและอำนาจที่ผิด สมาคมนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากกระบวนทัศน์ศาสนา เป็นกระบวนทัศน์สมัยใหม่ ช่วงเปลี่ยนผ่านมักเป็นระยะเวลาที่ยากลำบากเต็มไปด้วยความขัดแย้งและวิกฤติ ผู้ที่ต้องการอนุรักษ์กระบวนทัศน์เดิมจะรุมต่อต้านกระบวนทัศน์ใหม่ สมาคมดังกล่าวถูกต่อต้านเพราะสนับสนุนกระบวนทัศน์ใหม่ในสมัยนั้น สมาคมจึงอยู่ได้เพียง 22 ปี ก็โดนยุบโดยคำสั่งของผู้ครองแคว้นบาวาเรีย อย่างไรก็ดี ความกลัวความคิดของสมาคมยังดำรงอยู่เรื่อยมา จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนทัศน์หลังทันสมัย ซึ่งมีทฤษฎีความโกลาหล (Chaos) มารองรับ ความกลัวตกค้างจึงมาลงที่พรรคอนาคตใหม่ ทฤษฎีสมคบคิดเดิม ๆ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก อย่างไรก็ดี ความคิดใหม่คงดำเนินต่อไป แม้จะต้องฝ่าวิกฤตอย่างยากลำบากก็ตาม จึงหวังว่าสังคมไทยจะรู้ทันและเดินสายกลาง เพื่อจะรับมือกับวิกฤติให้อยู่ในกรอบการไม่ใช้ความรุนแรง

อนาคตใหม่ เครื่องร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412592?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ เครื่องร้อน

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เกาะขอบรั้วสภา,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ศาลรัฐธรรมนูญ,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,283 ครั้ง

อนาคตใหม่ เครื่องร้อน คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

บรรยากาศชื่นมื่นไปทั้งพรรค ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะเห็นว่าข้อกล่าวหาเรื่องการมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฟังไม่ขึ้น ทันทีที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา ผู้บริหารพรรคทั้ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงขอบคุณทุกกำลังใจอย่างเป็นทางการ

“เราเห็นว่ากรณีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก ผมยืนยันว่าพรรคไม่ได้มีความคิดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิ่งที่พวกเราคิดและทำนั้น คือ การรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและยั่งยืน เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ยืนให้การรัฐประหาร การรัฐประหารต่างหากที่เป็นการล้มล้างการปกครองฯ” คำประกาศของเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

เมื่อพรรคอนาคตใหม่รอดพ้นคดียุบพรรค ในมุมหนึ่งเตรียมเดินหน้าทำงานทั้งในและนอกสภาอย่างต่อเนื่อง อย่างงานในสภาผู้แทนราษฎรนั้น พรรคอนาคตใหม่เตรียมเสนอญัตติเพื่อให้ที่ประชุมสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหาแนวทางการป้องกันการรัฐประหาร ส่วนนอกสภาจะมีธนาธรเป็นคนนำการขับเคลื่อนเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พรรคอนาคตใหม่โล่งใจ แต่ดูเหมือนว่าความปวดหัวจะตกมาอยู่กับ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาเข้าอย่างจัง โดยมีต้นสายปลายเหตุมาจาก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ“ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ตัวนายหัวชวนเอง ที่มาเปิดประเด็นเรื่อง ”ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ปรากฏชื่ออยู่ในการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณของสภาเมื่อวันที่ 11 มกราคม ทั้งๆ ที่ตัวเองไปเป็นประธานงานวันเด็กที่ จ.พัทลุง ในวันเดียวกัน

ไม่เดือดร้อนกันเฉพาะในสภาเท่านั้น เพราะปัญหาจะลามไปถึงฝ่ายบริหาร ต้องไม่ลืมว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานมาแล้วว่าแม้จะมี ส.ส.เสียบบัตรลงมติแทนกันเพียงคนเดียว ก็มีผลให้ร่างกฎหมายทั้งที่ผ่านการพิจารณามิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่มีอำนาจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากไม่ได้เป็น ส.ส. จึงต้องมารอดูว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายค้านที่มี ส.ส.อยู่ในสภาจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

ปิดท้ายด้วยภารกิจของประธานสภา โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ต้อนรับ พล.อ.พัชรพงษ์ อินทรสุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์มูลนิธิครอบครัวพอเพียง อริยสิริ พิพัฒน์นรา ประธานกรรมการมูลนิธิ และคณะกรรมการมูลนิธิ พร้อมด้วยผู้แทนแกนนำเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน จากศูนย์ครอบครัวพอเพียง จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนบดินทรเดชา 2 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส โรงเรียนราชวินิต และโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ในโอกาสนี้ “ชวน หลีกภัย” ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวถึงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างแท้จริง โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี นอกจากนี้ ยังได้เล่าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาในวัยเด็กจนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ตลอดจนประสบการณ์การทำงานในสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ได้ริเริ่มกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

ทั้งนี้ ประธานรัฐสภาขอให้เยาวชนทุกคนรู้จักบริหารเวลาให้เป็นประโยชน์ และคุ้มค่าที่สุดในวัยนี้ และต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่จะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นกว่าเดิม และให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญขอให้ตระหนักว่านอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้แล้ว เหนือสิ่งอื่นใดคือจะต้องเป็นคนดี และมีความซื่อสัตย์สุจริต

โปรดละลายพฤติกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดละลายพฤติกรรม

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ละลายพฤติกรรม,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,เสียบบัตรลงคะแนนเสียงแทนกัน
เปิดอ่าน 360 ครั้ง

โปรดละลายพฤติกรรม บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25-26 มกราคม 2563

แม้จะเคยมีบทเรียนในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ส.ส.ทำตัวเหมือนเด็กนักเรียนโกงสอบด้วยการเสียบบัตรลงคะแนนเสียงแทนกัน จนถึงขั้นกฎหมายสำคัญมีอันต้องเป็นโมฆะ นั่นคือบรรทัดฐานจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำซ้ำรอยเดิม ไม่เฉพาะแต่กฎหมายสำคัญๆ เท่านั้น หากแต่ทุกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบด้วยมติเสียงข้างมาก จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป จึงต้องเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาอย่างไร้มลทิน แต่บทเรียนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำร้าย การเสียบบัตรลงคะแนนของ ส.ส.รัฐบาล กำลังจะเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมเศรษฐกิจของชาติอย่างที่รัฐบาลเองก็ยากจะหาทางออก

การออกมาเปิดเผยของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามี ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล 2 รายไม่อยู่ในห้องประชุมสภาในวันลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระที่ 3 เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา รายหนึ่งนั้นไปงานวันเด็กในพื้นที่เลือกตั้ง ส่วนอีกรายหนึ่งนั้นอยู่ต่างประเทศ ถูกเรียกขานว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เพราะคนที่ถูกระบุว่ากระทำเช่นนั้น ล้วนเป็นสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาล ก็เหมือนกับสนิมที่กำลังกัดเซาะเรือเหล็กตามอุปมาของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อีกทั้งผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็เป็นแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน ดูๆ ไปก็เหมือนจะกลายเป็น “หอกข้างแคร่” คอยกระทุ้งทิ่มตำเรือเหล็กตามวาระและโอกาสนั่นเอง

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะนำมาสู่ความยุ่งยากของการบริหารงานบ้านเมือง หากงบประมาณรายจ่ายต้องล่าช้าไปกว่าเดิมอีกนับเดือน หลังจากที่ล่าช้ามาแล้วหลายเดือนเพราะปัญหาการเมืองทั้งเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันอยู่แล้ว ยิ่งงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ต้องเลื่อนออกไปอีก การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยากจะหลีกลี้หนีพ้นอุปสรรค ในท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนซึ่งกำลังเผชิญสารพัดปัญหาทั้งความเชื่อมั่นของทุน และเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำลังถาโถมโหมกระหน่ำ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ถดถอย การแข็งค่าของเงินบาท ผสมกับวาระจรอื่นๆ ที่กำลังบั่นทอนการท่องเที่ยว อย่างเรื่อง ภาวะฝุ่นพิษ ความตื่นตระหนกกับโคโรนาไวรัสโรคปอดอักเสบ ฯลฯ

สภาพสนิมเกิดแต่เนื้อในตนนั้น เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ให้พึงระมัดระวัง ในเรื่องพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่จะเป็น “สนิม” กัดกร่อนเสถียรภาพรัฐบาล กรณีที่เกิดขึ้นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะชี้ออกมาอย่างไร แต่ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้น ชัดเจนอยู่ว่ามาจากฝ่ายการเมืองล้วนๆ ซึ่งนอกจากการพิจารณาจัดการโดยพรรคต้นสังกัดแล้ว ในภาพรวม ก็ต้องวิงวอนให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายพึงตั้งมั่นอยู่ในจริยธรรม และผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ละลายพฤติกรรมในอดีตที่นับวันจะทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายส่ายหน้า เพราะถึงอย่างไร การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องประกอบกิจกรรมผ่านรัฐสภา อันเป็นสถาบันสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติที่สมาชิกทุกคนพึงรักษาไว้โดยสุจริต

ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ

24 มกราคม 2563 – 13:35 น.
งบประมาณรายจ่าย63,สมชาย แสวงการ
เปิดอ่าน 1,040 ครั้ง

ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ

#รัฐบาลต้องตัดสินใจด่วนแก้ไขปัญหาพรบงบประมาณ2563สะดุด
#ทางเลือกคือตรวจสอบกฎหมายให้ชัดเจนว่านำเข้าสภาโหวตใหม่ได้หรือไม่
หรือ
#ออกพระราชกำหนดแก้ไขปัญหาทางการเงินเร่งด่วน

จริงอยู่ครับว่างบประมาณแผ่นดินนั้นจะต้องตราเป็นกฎหมายโดยผ่านรัฐสภา แต่เหตุล่าช้าในการใช้งบประมาณ 2563 เม็ดเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่หวังกระตุ้นเศรษฐกิจยามวิกฤติสงครามการค้าและวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศมิอาจรอได้ และดูจะริบหรี่ล่าช้าไปอีกอย่างน้อย 1-3 เดือน หรืออาจมากกว่า เหตุเพราะปัญหาที่ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล คงต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีปัญหาการมีผู้กดบัตรลงคะแนน ส.ส.ที่ไม่ได้อยู่ในสภาบางมาตราและหลากหลายกรณี

ในฐานะที่เคยเป็นผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในหลายคดี รวมถึงคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยคดีการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น

แม้ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะให้ความสำคัญ พ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายประจำปีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากเพียงใดก็ตาม

ก็คงต้องให้เวลาศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ไต่สวนข้อเท็จจริงซึ่งมีหลายกรณีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากประสบการณ์คงต้องใช้เวลาไต่สวนและให้ส่งเอกสารประกอบคำชี้แจงทั้งฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายถูกร้อง หลายครั้ง และใช้เวลาแต่ละนัดรวมกัน 1-2 เดือน

ถ้ากรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีบางส่วนที่ขัดหรือแย้ง และต้องกลับไปให้ ส.ส., ส.ว.ลงมติใหม่บางส่วน ก็จะใช้เวลารวมกันกว่าจะใช้งบประมาณ 2563 ใหม่นี้ได้อย่างเร็วก็ราวเดือนเมษายน

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เสียไปทั้งฉบับ และอาจต้องเสนอใหม่ทั้งหมด

กระบวนการทั้งหมดคงเสร็จเลยปีงบประมาณ 2563

ความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศ คงยากจะคาดเดา

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้เป็นการเร่งด่วนโดย
1) ออกเป็นพระราชกำหนดพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามวงเงินที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแก้ไขแปรญัตติแล้ว 3.2 ล้านล้านบาท และนำพระราชกำหนดดังกล่าวเข้าผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หรือ

2) ออกพระราชกำหนดวงเงินให้กระทรวงการคลังใช้เงินลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เช่น 6 แสนล้านบาท เท่ากับเม็ดเงินที่เตรียมไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 63

ซึ่งการออกพระราชกำหนดนั้นถือเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่สามารถกระทำได้ในยามจำเป็นเร่งด่วน และมีตัวอย่างที่รัฐบาลในอดีตสามารถออกพระราชกำหนดทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศเป็นการจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้และลับ

เช่นเมื่อ พ.ศ. 2541 รัฐบาลออกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ซึ่งออกมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี

และสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรีออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 แต่เมื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 99 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดนี้ออกตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่ง คือ ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือวรรคสอง คือ ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่

ในระหว่างนี้เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (หรือประธานวุฒิสภา) ได้รับคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (หรือสมาชิกวุฒิสภา) แล้ว ให้รอการพิจารณาพระราชกำหนดนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีตัวอย่างนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้วและพิจารณาเห็นว่าเป็นไปตามเงื่อนไขของการเข้าชื่อเสนอความเห็น จึงมีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณา จึงได้แจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้นายกรัฐมนตรีในฐานะคณะรัฐมนตรี นายประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนผู้เสนอความเห็น ได้จัดทำคำชี้แจงหรือเสนอความเห็นเป็นหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 และในวันรุ่งขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาเพื่อรับฟังคำชี้แจงและแสดงความเห็นจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนผู้เสนอความเห็น และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนนายกรัฐมนตรีในฐานะคณะรัฐมนตรี และอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ก่อนการวินิจฉัย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคสอง