คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563

24 มกราคม 2563 – 10:19 น.
พลอชวลิต ยงใจยุทธ,ตรุษจีน,งบประมาณ ปี 63,บิ๊กจิ๋ว
เปิดอ่าน 345 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 โดย… พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ขอสวัสดีและอวยพรตรุษจีน “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ขอให้ค้าขายร่ำรวย 

          00000 “พญาเสือ” มาประจำการไม่หยุด ไม่ว่าตรุษไทย ตรุษจีน หรือตรุษฝรั่ง หาข่าวเด็ดๆ ข่าววงในมาฝากเช่นเคย 

00000 ตรุษจีนปีนี้ อาจจะหงอยไปหน่อยเพราะว่าเศรษฐกิจ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” จะจับจ่ายใช้สอย ประหยัดได้ก็ประหยัดกันไป นายจ้าง ลูกจ้าง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ปีหน้าฟ้าใหม่อาจดีกว่าเก่า

00000 ปีหนูทอง ไม่ใช่ปีหนูไฟ ตราบใดที่ยังมีความหวัง ไม่สิ้นหวัง ตั้งหน้าตั้งตามุมานะกันต่อไป จะไปรอหวังพึ่งเทพเทวาอย่างเดียวไม่ได้ จะไปรอหวังพึ่งนายกฯ และรัฐบาลอย่างเดียวย่อมไม่ได้ เพราะรัฐบาลยังจะเอาตัว “ไม่รอด” 
000000 จะรอดได้อย่างไร “พญาเสือ” มึน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 63 ที่ส.ส.ในสภาพากันกระทำการ “ทุจริต” แบบไม่น่าให้อภัยด้วยการ “กดบัตร” แทนกัน “งามหน้างามไส้” บอกไม่ถูก
00000 มันน่าไล่ออกเหลือเกิน กว่าจะได้รับเลือกตั้งมาทำหน้าที่ ส.ส. กว่าจะได้รัฐบาล กว่าจะได้ทำงบประมาณเพื่อจะนำเงินไปพัฒนาประเทศ กลับมาถูกพวก “มักง่ายหลังยาว” มาทำให้เสียการเสียงาน ทำให้ นายกฯ ลุงตู่ ควันออกหูมาหลายคืน
00000 เอาง่ายๆ ในอดีตเคยมีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาแล้วว่า การกดบัตรแทนกัน เป็นการทุจริต กระทำไม่ได้ หากทำ กฎหมายฉบับไหนก็ถือว่า “ตกไป” ไม่มีผล
00000 “พญาเสือ” ได้แต่หนาวๆ ร้อนๆ การที่ประธานชวน หลีกภัย ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากออกมาว่า กฎหมายเป็นโมฆะ ตกไป เท่ากับว่า นายกฯ มีทางเลือกสองทางคือ ลาออก หรือ ยุบสภา 
00000 หาก “ลาออก” ก็ล้างไพ่ไหม่ เลือกนายกฯ ใหม่ ฟอร์มรัฐบาลใหม่ หาพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ที่ “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า จะเอาพรรคเพื่อไทย ร่วมกับ พรรคพลังประชารัฐ งานนี้เหมือนกับว่า เป็นไปไม่ได้ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในทางการเมืองไทย อย่าเพิ่งประมาท 
00000 หมายความว่า หากรัฐบาลใหม่ออกสูตรนี้ จะต้องเขี่ย พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย ทิ้งไป ตรงนี้ ทำให้ นายกฯ ลุงตู่ ปลอดจากการข่มขู่รายวันของพรรคร่วมด้วยกันเอง และจะได้หมดปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ”
00000 แต่หาก นายกฯ เลือก ยุบสภา อันนี้พรรคการเมืองไม่น่าจะ “แฮปปี้” เพราะเพิ่งเลือกกันมา เงินทองก็ร่อยหรอ จะมาเลือกตั้งกันถี่ๆ จะเอาเงินที่ไหนไปพิมพ์โปสเตอร์ ค่ารถค่าน้ำมันไปหาเสียง ที่สำคัญจะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณให้แก่ กกต. ไปใช้ในการเลือกตั้งอีก หนทางนี้ไม่มีใครเอาด้วย

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า ระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่นี้ มีคนเสนอทางออกให้นายกฯ อาทิ ออกพระราชกำหนด เพื่อให้ได้ใช้งบประมาณในการพัฒนาประเทศ แต่ นายกฯ ลุงตู่ ปฏิเสธ จะยังไม่ทำอะไรเพราะเชื่อมั่นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาไม่นานในการตีความ รอกระบวนการของศาลฯ เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน
00000 “พญาเสือ” มีข่าวลึกข่าวลับยิ่งกว่า “คลุกวงใน” มาฝาก วันก่อน มีคนเห็น “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เดินสายพบปะนักการเมืองทั้ง ส.ส. และอดีต ส.ส. หลายพรรคหลายคน มีการติดต่อทาบทามเพื่อให้มาร่วมพรรคกับ “บิ๊กจิ๋ว” 
00000 ข่าววงในบอกว่า “บิ๊กจิ๋ว” จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา เป็นพรรคคู่แฝดกับ พรรคพลังประชารัฐ ว่าอย่างนั้น ฮัดเช้ย !!! เกิดอะไรขึ้น ทำไมปล่อยให้ คนอายุ 90 แทบจะเดินเหินไม่ไหว ต้องกลับมาคลุกการเมืองอีก “พญาเสือ” ได้คำตอบได้เหตุผลจากคนใกล้ชิด “บิ๊กจิ๋ว” แล้ว ไม่อยากเชื่อหูว่า การตั้งพรรคการเมืองของ “บิ๊กจิ๋ว” เพื่อ…มีเหตุผลที่ “บอกไม่ได้” จริงๆ ตามนั้น
00000 บางคนอาจจะบอกว่า บิ๊กจิ๋ว กำลังคิดอะไร แต่อย่าลืม และอย่าประมาทคนอย่าง บิ๊กจิ๋ว เพราะเขาเคยประกาศเดินทางแสนไมล์ เพื่อเป็นนายกฯ ก็ทำได้มาแล้ว นับประสาอะไรกับการตั้งพรรคใหม่อีกรอบ สำคัญคือ พรรคใหม่ ของ “บิ๊กจิ๋ว” จะเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับ พลังประชารัฐ นั่นแหละ แบบนี้ “พญาเสือ” แนะให้ฟังหูไว้หู จะดีกว่า 00000

คดี สหพันธรัฐไท เหยื่อแดงลี้ภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412438?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คดี สหพันธรัฐไท เหยื่อแดงลี้ภัย

24 มกราคม 2563 – 10:10 น.
ลี้ภัย,สหรัฐอเมริกา
เปิดอ่าน 2,028 ครั้ง

คดี สหพันธรัฐไท เหยื่อแดงลี้ภัย คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีสหพันธรัฐไทคดีที่หนึ่ง มีจำเลย 5 คน (ไม่มาฟังคำพิพากษาคนหนึ่ง) ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นและเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 116 และ 209 ของประมวลกฎหมายอาญาจากการมีแนวคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบสหพันธรัฐไทที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ผ่านโลกออนไลน์และการแจกจ่ายใบปลิว และเสื้อยืดสีดำพร้อมโลโก้ธงสีแดงขาวที่หน้าอกเสื้อ

ศาลลงโทษจำเลยที่หนึ่งและสี่ตามมาตรา 209 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยที่สองและสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงโทษจำคุกจำเลยที่สองและสาม 2 ปี

ปฏิกิริยาในกลุ่มคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยจ๋า พากันตั้งคำถามว่า เหตุใดคนใส่เสื้อดำแจกสติกเกอร์สหพันธรัฐไทจึงเป็นผู้กระทำผิดร้ายแรง แต่ไม่มีใครไปค้นคว้าหาข้อมูลว่าองค์กรสหพันธรัฐไทมีตัวตนจริงหรือไม่?

คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่เคยฟังรายการสหพันธรัฐไททางยูทูบช่องลุงสนามหลวง จึงไม่คิดว่าจะมีองค์กร “สหพันธรัฐไท” เกิดขึ้นจริง นักสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มก็รู้ แต่ทำไขสือ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

นี่เป็นบทเรียนของนักเคลื่อนไหวมวลชนที่พยายามยกระดับตัวเองเป็น “นักปฏิวัติ” แต่ไร้ทิศไร้ทาง มีแต่อีโก้และความบ้าบิ่น จึงนำพาตัวเองและสมาชิกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องติดคุกติดตะราง

หลายคนติดตามคอลัมน์นี้ คงทราบดีว่า “แดงฮาร์ดคอร์” ที่ประกาศ “ไม่เอาสถาบัน” ได้ไปหลบภัยอยู่ในสปป.ลาว ระหว่างปี 2558-2561

ปี 2559 “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ อดีตเจ้าของสถานีวิทยุเรดการ์ดเรดิโอ ที่ลี้ภัยอยู่ในลาว ได้จับมือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” ทำวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ โดย โกตี๋ ในนามแฝงว่า “สหายหมาน้อย” และชูชีพใช้ชื่อ “ลุงสนามหลวง” พวกเขาจัดรายการทอล์กการเมืองผ่านยูทูบ ส่งกระจายเสียงจากนครหลวงเวียงจันทน์ มีคนเสื้อแดงในไทยติดตามรับฟังกันเยอะพอควร

ต่อมากลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ประกาศจัดตั้ง “สหพันธรัฐไท” เพื่อเป็นหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย พวกเขาฟุ้งฝอยทางช่องยูทูบทุกคืน จนชาวบ้านบางส่วนที่แอบรับฟัง ถึงกับเคลิ้มคล้อยตามไปด้วย

ปลายปี 2560 ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบหรือวิทยุใต้ดินให้สมาชิกองค์กรสหพันธรัฐไทที่อยู่ในไทยออกมาป่วนงานพระราชพิธีสำคัญ

ขณะนั้น “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหวป่วนงานพระราชพิธี เพราะคนทั่วไปที่มีสติย่อมรู้ว่าการพูดแบบชูชีพหรือลุงสนามหลวง เป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ

ช่วงวันที่ 5 และ 10 ธันวาคม 2561 ลุงสนามหลวงปลุกให้สมาชิกสหพันธรัฐไท สวมเสื้อดำทำกิจกรรมตามจุดต่างๆ และมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จริงแต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวเข้าไปปรับทัศนคติภายในค่ายทหารประมาณ 5 คน

“สมศักดิ์” มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหวสวมเสื้อสหพันธรัฐไท ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ลุงสนามหลวงก็พูดเองหลายครั้งว่า กลัวทำไมที่จะทำ โดนจับติดคุกก็ไม่เป็นไร?

สมศักดิ์ จึงถามลุงสนามหลวงกลับไปว่า “ถ้างั้นกลัวทำไมกับการกลับไปทำ แล้วโดนติดคุก? ลองถามตัวเองว่าบรรดาเหตุผลที่ชูชีพยกขึ้นมาอ้างให้คนอื่นทำน่ะ ทำไมใช้กับเขาไม่ได้?”

ลุงสนามหลวงหรือชูชีพ พร่ำบอกว่า “การปฏิวัติเป็นเรื่องของมวลชน ถ้ากล้าทำ ก็ต้องไม่กลัวติดคุก” น่าสงสารชาวบ้านที่ฟังลุงสนามหลวง แล้วพากันลุกขึ้นทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จนกระทั่งถูกจับกุมคุมขัง

ทุกวันนี้ โกตี๋ ลุงสนามหลวง และพรรคพวก ไม่ได้อยู่ในสปป.ลาว และไม่มีการยืนยันว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่? สมาชิกสหพันธรัฐไท 5-6 คน ได้อพยพไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสแล้ว

          ฝากถึงใครบางคนที่คิดจะปลุกระดมมวลชนล้มรัฐบาลในครั้งต่อไปได้โปรดคิดถึงชาวบ้านที่จะตกเป็นเหยื่อเกมอำนาจ เหมือนกรณีสมาชิกสหพันธรัฐไทด้วย

p7

ฟาด ‘เจ๊เปี๊ยะ’ สะท้าน ‘บ้านศิลาชัย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟาด ‘เจ๊เปี๊ยะ’ สะท้าน ‘บ้านศิลาชัย’

24 มกราคม 2563 – 09:15 น.
เจ๊เปี๊ยะ,เนวิน ชิดชอบ,นาทีรัชกิจประการ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 7,658 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ม.ค.63

*************************

การเมืองไทยในนาทีนี้ไม่มีอะไรร้อนแรงเท่ากับเรื่อง “เสียบบัตรเอื้ออาทร” เมื่อ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉกรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในกรณีของ ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง และ นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อปรากฏในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมช่วงที่มีการลงมตินั้น

อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องรีบตั้งคณะกรรมการสอบกรณี ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และนาที รัชกิจประการ ที่ถูกกล่าวหาว่าเสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณ

“นิพิฏฐ์” ที่มีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ปชป. กระโจนออกมาลุยเรื่องนี้โดยไม่ปรึกษาหารือแกนนำในพรรค หลายคนมองว่าคงไม่ใช่แค่เรื่อง “ถอนแค้น” อย่างเดียว นักการเมืองเก๋าเกมคงมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ

พัทลุงโมเดล

ย้อนไปเมื่อ 10 ตุลาคม 2562 ค่ายสีน้ำเงิน ได้จัดกิจกรรม ภูมิใจไทยสัญจร” ครั้งที่ 1 ที่ จ.พัทลุง โดย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้นำ 7 รัฐมนตรี 51 ส.ส. ลงพื้นที่เมืองลุง

กิจกรรมภูมิใจไทยสัญจรสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ยึดภาคใต้อย่างมีจังหวะก้าว และเสริมบารมี “เจ๊เปี๊ยะ” ให้โดดเด่นสมเป็น “แม่ทัพหญิง” ผู้สร้างปรากฏการณ์ “ล้มเสาไฟฟ้า” ทั่วภาคใต้

สาวบ้านปากพล ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง

เลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 8 คนจากภาคใต้ ประกอบด้วย ภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง เขต 1, ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เขต 2, สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ส.ส.ระนอง, ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา เขต 7, พิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล เขต 1, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล, อับดุลอาซิม อาบู ส.ส.ปัตตานี เขต 2

ชัยชนะของภูมิใจไทยถูกกล่าวขวัญอย่างกว้างขวาง คนใต้พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดยุคนักการเมืองดีแต่พูด แต่ฝ่ายกองเชียร์ ปชป.ก็จะโจมตีเรื่องการใช้เกมใต้ดินจึงเอาชนะคู่แข่งได้

พัทลุงโมเดล” ผลงานของเจ๊เปี๊ยะ เขย่าขวัญพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เคยยึดครองสนามเลือกตั้งมายาวนานกว่า ทศวรรษ

ผัดไทยเจ๊เปี๊ยะ

“เจ๊เปี๊ยะ” เป็นชาวเมืองลุงโดยสายเลือด ข้อมูลระบุว่านามสกุลเดิมคือ “มนตรี” เกิดและโตที่บ้านปากพล ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง มีพี่น้องรวมตัวเธอ 6 คน เธอเรียนชั้นประถมที่ ร.ร.วัดปากพล และจบชั้น ม.ปลายที่ ร.ร.วชิรานุกูล สงขลา

กระทั่งไปจบระดับ ป.ตรี ในสาขาครุศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษโทนาฏศิลป์ ที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทาในปี 2527 จบแล้วไปทำงานโรงแรม เซลส์ขายรถ ระหว่างนั้นได้คบหากับหนุ่มหาดใหญ่ศิษย์เก่า ร.ร.แสงทอง อย่าง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ

ปี 2531 เจ๊เปี๊ยะไปเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ Somerset University อังกฤษ นอกจากนั้นยังเปิดร้านอาหารไทยชื่อว่า “บูรพา” ในเมืองคริสตัลพาเลซ เมนูยอดฮิตคือ “ผัดไทยเจ๊เปี๊ยะ”

เจ๊เปี๊ยะ-โกเกี๊ยะ

กลับเมืองไทยยังมาเรียนต่อจนจบ ป.เอก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขานวัตกรรมการจัดการ ราวปี 2547 ช่วงนั้นใช้ชื่อ “ณัฐสรัญ” ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็น “นาที”

เจ๊เปี๊ยะ เจอวิบากกรรมเรื่องการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เจ๊เปี๊ยะบอกว่า “ลืมจริงๆ” ศาลตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ให้สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ เจ๊เปี๊ยะจึงยังมีสถานะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

จริงๆ แล้ว บ้านใหญ่โรงโม่ศิลาชัย วางตัวให้เจ๊เปี๊ยะเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ แต่ฝันสะดุดเพราะลืมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน

สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

สายสัมพันธ์การเมืองระหว่างตระกูล “ชิดชอบ” กับ “รัชกิจประการ” นั้น ไม่ได้เริ่มจากเจ๊เปี๊ยะ แต่เป็น “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้ก่อร่างสร้างอาณาจักรน้ำมันพีที

70 ปีที่แล้วครอบครัว “รัชกิจประการ” เป็นญาติกับวัฒนา อัศวเหม ตั้งรกรากที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ก่อนจะอพยพไปปักหลักทำมาค้าขายอยู่หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวัฒนาตั้งพรรคราษฎร จึงชักชวน “โกเกี๊ยะ” มารับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้เมื่อปี 2544

อาจารย์ใหญ่เนวินและเจ๊เปี๊ยะ

ปี 2548 วัฒนาไปร่วมงานกับพรรคมหาชน โกเกี๊ยะก็ลาออกจากพรรคราษฎร ไปทำงานการเมืองกับ “เนวิน ชิดชอบ” ซึ่งตอนนั้นทักษิณมอบให้เนวิน รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้งสตูลและพัทลุง

ความใกล้ชิด ‘เจ๊เปี๊ยะ’ กับ ตระกูล ‘อัศวเหม’ และ ‘ชิดชอบ’

ปี 2551 เนวินเป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชนและได้ตั้ง “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โกเกี๊ยะก็เข้าสังกัดนี้ พร้อมส่งเจ๊เปี๊ยะไปเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา (ชัย ชิดชอบ)

บาดแผลเสียบบัตรเอื้ออาทรเที่ยวนี่้จะกระทบต่อชีวิตการเมืองของเจ๊เปี๊ยะหรือไม่..น่าลุ้น?

อากาศเป็นพิษ กทม.ติดอันดับ 6 โลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อากาศเป็นพิษ กทม.ติดอันดับ 6 โลก

24 มกราคม 2563 – 07:40 น.
อากาศเป็นพิษ,กทม ติดอันดับ 6โลก
เปิดอ่าน 173 ครั้ง

อากาศเป็นพิษ กทม.ติดอันดับ 6 โลก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ไม่ว่าจะไปไหนมีแต่คนบ่นเรื่องอากาศไม่ดีหรือมีแต่ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 และมีรายงานว่า กทม.ของเราติดอันดับ 6 โลกไปแล้วจากเดิมยู่อันดับ 174 แสดงว่าสภาพแวดล้อม อากาศแย่มาก

‘ดับเครื่องชน’ จึงขออนุญาตแนะนำว่ากันไว้ดีกว่าแก้เพราะนอกจากอากาศขมุกขมัวหรือสภาพปนเปื้อนด้วยฝุ่นแล้วยังมีไวรัสจากเมืองจีนเข้ามาอีก

โดยเฉพาะคนป่วย สตรีมีครรภ์ คนแก่ ฯลฯ นี้จัดว่าพวกอ่อนแออาจไม่แข็งแรงพอจะทนต่อสภาพแบบนี้ ต้องสวมหน้ากากป้องกันไว้ก่อน อย่าประมาทหรือมองเป็นเรื่องเล็กน้อย-ทนได้เป็นอันขาด

อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ กทม.อากาศเป็นพิษหรือติดอันดับแย่ลงขนาดนี้ ซึ่งมองได้จากมีฝุ่นละอองจากการก่อสร้างตึก ทางรถไฟฟ้า ถนนหนทาง รถนานาชนิด ฯลฯ

เรื่องของรถที่ปล่อยควันดำนี้มีการคิดขนาดจะให้รถบรรทุกวิ่งเข้ากรุงเป็นวันคู่-วันคี่ ซึ่งก็ยังไม่ตัดสินใจเพราะมีคนค้านเยอะ

จึงขอเรียนว่าโปรดตัดสินใจโดยด่วนเพราะอากาศแย่ลงๆ ต่อไปอาจจะถึงขนาดปิดโรงเรียนก็ได้!
อ๊อด เทอร์โบ


 จดหมายถึงผู้ว่าฯ กทม.
จดหมายต่อไปนี้ส่งผ่านและแสดงความเห็นไปยัง ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ได้โปรดพิจารณา

นี่คือเสียงจากประชาชนที่ออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ-จริงใจ ไม่มีการเมืองหรืออย่างอื่นแอบแฝง

จะเป็นไปได้หรือไม่เพราะทุกอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
อ๊อด เทอร์โบ


 ข้อเสนออย่างด่วน
 ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ

‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้ว่าฯ กทม. มีโครงการปรับปรุงป้ายรถเมล์จำนวน 691 แห่ง ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นหลายต่อหลายอย่าง แสดงเวลาที่รถเมล์แต่ละสายจะมาถึง ข้อมูลเส้นทางเดินรถและระบบเตือนภัย หวังว่าจะได้ใช้ในปีนี้

ขอเสนอความเห็นว่าแต่ละป้ายจะกำหนดให้มีชื่อเลียนแบบชื่อสถานีรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดินได้ไหม ผู้โดยสารจะลงขึ้น หรือเป็นข่าวสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างถูกต้อง น่าจะให้มีการเพิ่ม/ลด ภาษาต่างประเทศที่สำคัญ อย่างน้อยภาษาอังกฤษลงไปด้วยได้ง่ายขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและป้ายรถเมล์ กทม.รับผิดชอบ ไม่ใช่ ขสมก. ดังนั้นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างน้อยใน 2 หน่วย งานนี้จึงแก้ไขได้อย่างล่าช้า ไม่ประสานงานและบูรณาการเท่าที่ควรเป็นผลให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
สินชัย (กทม.)


อย่าสร้างทางเลียบเจ้าพระยา
เรียนผู้ว่าฯ กทม. ผ่าน‘ดับเครื่องชน’

ผมลงเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าน้ำนนท์ เมื่อเรือมาถึงบริเวณที่กทม.สร้างทางเดิน/ทางจักรยานเลียบแม่น้ำก็ได้แต่สงสัยว่าคิดได้อย่างไรที่จะสร้างทางเดินเรียบแม่น้ำที่จะเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำและบดบังแสงแดดที่กระทบผิวน้ำ นึกภาพสิ่งก่อสร้างความกว้าง 10 เมตร ความยาวฝั่งแม่น้ำละ 7 กิโลเมตรว่าจะต้องมีเสากี่พันต้นที่จะมารับน้ำหนักสิ่งก่อสร้าง

อยากให้ล้มเลิกความคิดที่จะก่อสร้างทางเดินเลียบแม่น้ำเพราะจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมและทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นสมบัติของประชาชนคนไทย
ประชา (เมืองนนท์)


 ขอเป็นลูกจ้าง
 เดือดร้อนจริงๆ

หลายปีที่ผ่านมานี้หน่วยงานราชการได้เปิดรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างสัญญาจ้างเหมาบริการมากมายหลายตำแหน่ง เพื่อมาทดแทนตำแหน่งข้าราชการ เนื่องด้วยรัฐต้องการลดจำนวนข้าราชการที่รัฐบาลต้องจ่ายสวัสดิการต่างๆ มากมาย จึงเป็นการบรรเทาภาระในการจัดสรรเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายบุคลากรและสวัสดิการต่างๆ ลงได้มาก

หน่วยงานราชการต่างๆ ก็มีลูกจ้างเดิมอยู่แล้วและทำงานให้หน่วยงามรัฐมายาวนานถึง 10 ปีหลายราย แต่เนื่องด้วยลูกจ้างหลายรายอายุมากเกิน 35 ปีแล้วทั้งนั้น ลูกจ้างเหล่านี้ทำงานด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นช่วยงานราชการมาโดยตลอด รู้งานต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นการบรรเทางานข้าราชการได้ส่วนหนึ่ง

แต่เนื่องด้วยสัญญาจ้างงานตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวและลูกจ้างสัญญาจ้างรายปี ค่าจ้างต่างๆ จึงเป็นเงินนอกงบประมาณเสียส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าปีงบประมาณใดไม่มีเงินนอกงบประมาณหรือหมดงบประมาณลงก็จะเกิดความเสี่ยงต่อลูกจ้างชั่วคราวหลายหมื่นคนทันทีและไม่มีค่าชดเชย

ดิฉันก็เป็นลูกจ้างสัญญาจ้างกระทรวงหนึ่ง รู้สึกเห็นใจเพื่อนร่วมตำแหน่งเดียวกันจึงฝากเรื่องนี้ไปถึงกรมบัญชีกลางช่วยพิจารณารับเรื่องร้องเรียนของลูกจ้างชั่วคราวที่ทำงานเกิน 5 ปีขึ้นไปให้พิจารณาปรับเป็นลูกจ้างประจำปี
ลูกจ้างผู้เดือดร้อน


ตัด อวัยวะเพื่อรักษางบประมาณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัด อวัยวะเพื่อรักษางบประมาณ

23 มกราคม 2563 – 11:35 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,ตัดอวัยวะ,งบประมาณรายจ่ายปี63
เปิดอ่าน 1,596 ครั้ง

ตัด อวัยวะเพื่อรักษางบประมาณ คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…  สถิตย์ ธรรม

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศด้านต่างๆ จะประกาศออกมาบังคับใช้ได้เมื่อใด เห็นทีต้องลุ้นกันตัวโก่งอีกระลอก

จากเดิมเป็นที่รับรู้กัน งบประมาณปี 63 มีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่ากำหนดมาก่อนแล้ว อันเนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา กว่าจะได้ ส.ส. ตั้งรัฐบาล แถลงนโยบายรัฐบาล ลากกันมาถึงมิถุนายน 2562 จึงมีการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ 2563 เข้าสภาพิจารณา เรียกว่าล่วงเลยเกินกรอบเวลาปฏิทินงบประมาณ

ผ่านมาสี่เดือน รัฐบาลต้องหยิบยืมงบประมาณของปี 62 มาใช้จ่ายบริหารประเทศกันอยู่เลย

รัฐบาลอาจต้องหยิบยืมใช้งบปี 62 ลากยาวออกไปอีก เมื่อ “สายสืบตาดี” อย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจพบ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ถึงสองราย กระทำการเสียบบัตรแทนกันระหว่างการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระสาม

ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสภา รายหนึ่งเป็นชายปรากฏตัวในงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการลงมติ รายที่สองเป็นสุภาพสตรีแบ่งร่างไปโผล่เมืองจีน โดยเป็นห้วงเวลาลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเช่นเดียวกัน

ข้อมูลหลักฐานถูกตอกย้ำ เมื่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภา สั่งให้เลขาธิการสภาตรวจสอบ ซึ่งรายงานมาแล้วว่ามีการเสียบบัตรแทนกันจริง คราวนี้จากเรื่องเล็กบานปลายเป็นเรื่องใหญ่สิครับ

การนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องมีการตรวจสอบครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อย โดยเฉพาะร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดินเสียด้วย อีกทั้งเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเข้ามาอีกว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน ย่อมทำให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

…สถิตย์ ธรรม… จำความได้ว่า ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ปรากฏพบการเสียบบัตรแทนกันในการพิจารณาร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จนมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้มีอันตกไป ย้อนกลับไปอีกเคยมีการเอาผิดคนกระทำการเสียบบัตรแทนกันกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ถูกร้องผ่าน ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เหตุการณ์คราวก่อนกำลังตามมาหลอกหลอนในรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ เพราะในเมื่อมีการลงมติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องมีการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งล่าสุด วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล เตรียมเสนอให้ประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เป็นประการฉะนี้ จึงเกิดคำถามชวนลุ้นระทึก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะมีอันเป็นโมฆะหรือไม่ ในเมื่อเคยมีแนวคำวินิจฉัยจากอดีต

แต่ช้าก่อนมือกฎหมายเตรียมหาทางออกรับมือกันไว้แล้ว ไม่ว่าเป็นเนติบริกร วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจกแจงว่าเป็นเคสแตกต่างกัน หรือแม้แต่มือตรวจสอบนอกสภาอย่าง นิพิฏฐ์ เสนอว่า พรรคภูมิใจไทยต้องยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย

การตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกายในทีนี้คือ ส.ส.ภูมิใจไทยทั้งสองรายต้องยอมสารภาพไม่ได้ลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณมาตราใดบ้าง เพื่อเปิดทางสะดวกในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด

แต่การยอมสารภาพ ไม่ต่างกับ “กระทำความผิดสำเร็จ” ทำให้ทั้งสองต้องเผชิญดาบสองตามมานั่นคือ ความผิดส่วนตน ซึ่งจะถูกดำเนินคดีอาญา ก็ว่ากันไป ขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภท. ออกมาประกาศแล้ว ส.ส.ต้องให้ความสำคัญกับสภา

เมื่อกระทำการผิดข้อบังคับ สร้างความเสื่อมเสียต่อสภา ก็ต้องมีการหวดกันบ้าง โดยพรรคได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ส่วนโทษจะเป็นระดับไหน ตั้งแต่ตักเตือนจนขับออกจากสมาชิกพรรค นี่ล่ะเป็นเรื่องต้องวัดใจพรรคภูมิใจไทยจะลงโทษหรือไม่

ดูจะเป็นแนวทางที่ “นิพิฏฐ์” ลุ้นให้เป็นแบบนั้นเสียด้วย ในเมื่อ ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน คือส.ส.จากจังหวัดพัทลุง พื้นที่เดียวกันที่ทำให้ นิพิฏฐ์ ต้องพ่ายแพ้ไม่สามารถเข้ามานั่งในสภา นั่นคือการหวังผลทางการเมือง ตามสไตล์พวกกัดไม่ปล่อย

 แต่ที่ชัวร์สุด งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะออกมาบังคับใช้เมื่อไรถูกยืดเยื้อออกไปแล้ว

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563

23 มกราคม 2563 – 10:19 น.
สารวัตรเหลิม,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,อิลลูมินาติ
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563  โดย… พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการไม่ขาด ขาดไม่ได้ ขาดข่าว ขาดข้อมูล ขาดความจริงไม่ได้ เพื่อคนอ่านทุกท่าน 

00000 “พญาเสือ” มาประจำการไม่นานก็ได้รับเกียรติจาก “ดาวสภา” อดีตตำรวจกองปราบ อย่าง “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” เจ้าของสมญา “ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม” หรือครั้งหนึ่งที่ สมัคร สุนทรเวช ยังโลดแล่นในเวทีการเมือง ทั้งสองได้ฉายาว่า “ขุนศึกฝั่งธน ขุนพล กทม.” 

00000 บทบาทของ “สารวัตรเหลิม” ในสภา ไม่ว่าจะอภิปรายอะไรเป็นที่สนอกสนใจของประชาชน เรียกเรตติ้งเอาชนะละคร “น้ำเน่า” หลังข่าวได้ ยิ่งช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจหาก “สารวัตรเหลิม” เป็นฝ่ายค้าน พอจะได้เวลาอภิปราย ชาวบ้านปูเสื่อรอหน้าจอทีวีเลยทีเดียว 

00000 พญาเสือ จำได้ดี ส่วน “สารวัตรเหลิม” พาดพิง “พญาเสือ” เรื่องการตัดชื่อรัฐมนตรีคนนั้นออกแล้วเอาชื่อรัฐมนตรีคนนี้เข้า ว่าเขียนเป็นตุเป็นตะนั้น “พญาเสือ” ไม่ว่าอะไร เพราะเดี๋ยวความจริงก็ปรากฏ

00000 ในทางการเมืองมันมีสองด้าน หากมีการเพิ่มชื่อรัฐมนตรี คนที่ “พญาเสือ” เคยเอ่ยถึงว่า มีคนต้องการให้ถูกอภิปรายคือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อันนั้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนไหมว่า โป๊ะเชะ

00000 แต่อันไหนที่ไม่มีชื่อแต่แรก แล้วถูกหาว่า รับงาน มาตัดชื่อออก แล้วตอนหลังใส่ชื่อเข้าไป แบบนี้จะให้บอกว่าเพื่อแก้ข้อครหา โดยเฉพาะ ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ จริงหรือไม่

00000 อย่างไรก็ตาม “พญาเสือ” ไม่ได้ให้น้ำหนักกับการอภิปรายของฝ่ายค้านเท่าไหร่ เพราะก็ทำกันแบบ “กฐิน” ตามฤดูกาลเท่านั้น ที่สำคัญคือ คนเก่งๆ ของฝ่ายค้านไม่ได้เข้าสภา โดยเฉพาะ “สารวัตรเหลิม” มันเหมือนมวย “สารวัตรเหลิม” เป็น เทรนเนอร์ สอนนักมวยให้ตายมันก็ชกไม่ได้ตามที่สอน เพราะ “เทรนเนอร์” ไม่ได้ขึ้นชกเอง ลีลาท่าทางมันต่างกัน ความมันจะหายไปทันที 

00000 ยิ่งหาก ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน ยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนการอภิปราย จะทำให้การอภิปราย “กร่อย” ไปทันที เนื่องจาก พรรคอนาคตใหม่ เตรียมขุนพลอย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล พล.ท.พงศกร รอดชมภู และ พรรณิการ์ วาณิช ไว้กะซวกรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.ท.พงศกร นายทหารเก่า รู้สายสนกลในของกองทัพเป็นอย่างไร สามารถเชื่อมโยง 3 ป. เข้าด้วยกัน ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร รองนายกฯ และพล.อ.อนุพงษ์ รมว.มหาดไทย ได้เป็นอย่างดี

00000 แต่หากส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคไปชิงลาออกจากเก้าอี้ กรรมการบริหารพรรค ก่อน ก็จะมีโอกาสได้อภิปรายซักฟอกในสภา นี่เป็นคำแนะนำของ ใครหลายคน “พญาเสือ” ก็ได้ยินมาแบบนั้นว่า จะลาออกก่อน เพราะคนใน พรรคอนาคตใหม่ มั่นใจว่าแม้นจะรอดจากคดี “อิลลูมินาติ” แต่อาจไม่ รอดคดีเงินกู้ 191 ล้านแน่นอน

00000 ฮัดเช้ย!!!!! พญาเสือ ปวดหัวกับ นายกฯ ลุงตู่ เรื่องเสียบบัตรแทนกัน เห็นว่า นายกฯ ควันออกหู ที่ ส.ส.ภูมิใจไทย ที่แน่ๆ คือ ฉลอง เทิดวีระพงษ์ แห่งพัทลุง ยอมรับว่าได้เสียบบัตรคาไว้ในสภา ส่วนตัวไปงานวันเด็ก ขณะที่ นาที รัชกิจประการ ต้องพิสูจน์ว่าเจ้าตัวไปเมืองจีนนั้น บัตรอยู่ไหน หากเสียบคาสภา ก็หมายความว่าคนของภูมิใจไทยจะทำให้กฎหมายงบประมาณ “ตกสวรรค์” ไป

00000 ปัดโธ๋!! อุตส่าห์ปลุกปั้นกันมานาน ฝ่ายค้านเล่นลากยาว อภิปรายน้ำท่วมทุ่งหลายวัน หวังว่า เดือนกุมภาพันธ์ จะได้ใช้งบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ความหวังมา “พังทลาย” เพราะส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้

00000 “พญาเสือ” ถือว่าร้ายแรงมาก พรรคภูมิใจไทยต้องมีบทลงโทษ ไม่ใช่ออกมาโอบอุ้มกัน คือรัฐบาลผ่านปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” มาแล้ว ยังมาเจอเรื่องแบบนี้อีก จะไม่ให้นายกฯ โมโหได้อย่างไร นี่ไม่นับรวมพรรคร่วมบางพรรค “เอาตัวรอด” จากการ ถูกฝ่ายค้านซักฟอก ปล่อยให้ 3 ป. และพรรคแกนนำเผชิญชะตากรรมแต่เพียงลำพัง ยังไม่ทราบว่า การที่ส.ส. ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั้น ศาลจะใช้เวลาเท่าใด “พญาเสือ” พูดตรงๆ หลังอภิปราย ปรับพรรคเจ้าปัญหาออกก็ดีเหมือนกัน 00000

พังแน่ ‘นายกอ๊อด’ ยึด ‘เนวินเฟิร์ส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พังแน่ ‘นายกอ๊อด’ ยึด ‘เนวินเฟิร์ส’

23 มกราคม 2563 – 10:00 น.
เนวิน,บังยี,เจาะประเด็นร้อน,สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 14,068 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ม.ค.63

****************************

ศึกเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ทำท่าจะดุเดือดไม่แพ้สงครามการเมืองในสภา เมื่อ บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอล และรองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครชิงนายกลูกหนังไทยไม่ได้

บังยี สู้ไม่ถอย

เมื่อ 21 มกราคม 2563 “บังยี” จึงตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงทุกกรณีของปัญหาการลงรับสมัครเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอล และการเตรียมฟ้องกลับ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ด้วย

ด้าน “บิ๊กอ๊อด” จัดการแถลงข่าวเปิดตัวความพร้อมทั้งรายชื่อสภากรรมการ และสโมสรฟุตบอลกว่า 50 ทีมที่แสดงตัวสนับสนุนบิ๊กอ๊อดเป็นประมุขลูกหนังสมัยที่ 2

เสี่ยฮั่น”มายังไง?

ในรายนามอุปนายกและสภากรรมการของ “บิ๊กอ๊อด” ที่เปิดเผยในวันแถลงข่าวนั้น ปรากฏชื่อของ “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช แห่งทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 2019 ทำเอากองเชียร์บังยีหงายเงิบ

หลายคนขยี้ตาหลายรอบไม่คิดว่า “เสี่ยฮั่น” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และในอดีต เสี่ยฮั่น ยืนอยู่ปีกบังยี และค่ายสื่อกีฬายักษ์ใหญ่

เสี่ยฮั่น มาเพราะบิ๊กอ๊อด

ว่ากันว่า เสี่ยฮั่นยอมมาเป็นสภากรรมการเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ “บิ๊กอ๊อด” ที่รู้จักผ่านคนบางคน ซึ่งคนละสายกับ “ขาใหญ่เซราะกราว”

วันก่อนเสี่ยฮั่นไขข้อข้องใจผ่านสื่อว่า “ผมมองถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลไทยครับ” และยอมรับว่า “เราเห็นแล้วว่าแนวทางของท่านสมยศ ก็มีการปรับปรุงในหลายๆ เรื่อง น่าจะมีความยุติธรรมมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง”

เสี่ยฮั่นยังกังวลเรื่อง “เนวินเฟิร์ส” จึงออกตัวว่า ถ้าการบริหารงานของ พล.ต.ต.สมยศ ในวาระใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมแบบที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตนเองจะไม่เอาด้วย และพร้อมที่จะโบกมือลาทันที

ปลายฤดูกาลไทยลีกปีที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์ผู้ตัดสินเยอะ เสี่ยฮั่นจึงออกโรงเตือนบิ๊กอ๊อดเสียแต่วันนี้

คนหน้าเดิม”มาครบ

เมื่อตรวจดูรายชื่อทีมสภากรรมการชุดใหม่ที่ “บิ๊กอ๊อด” เสนอตัวต่อสาธารณชน มีนักการเมืองหลายคน เช่น ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ, สมเกียรติ กิตติธรกุล ญาติของสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่, ธนวัชร นิติกาญจนา ลูกชาย ส.ส.บุญยิ่ง นิติกาญจนา และอนุสรณ์ วงศ์วรรณ  ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย

คนหน้าใหม่สายการเมืองนอกจาก “เสี่ยฮั่น” ก็มี “เสี่ยโหน่ง” พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา และบริพัฒน์ สมมี ลูกชายของ สุนี สมมี อดีตนายก อบจ.ลำปาง สายภูมิใจไทย

เนวิน กับลูกชายสุนี สมมี อดีตนายก อบจ.ลำปาง

ตามปกติช่วงปิดฤดูกาลไทยลีก เนวิน ชิดชอบ” จะนำสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เตะกระชับมิตรกับสโมสรในลีกบ้านนอก และมีข้อสังเกตจังหวัดที่ทีมปราสาทสายฟ้าไปเยือนนั้น เป็นพื้นที่เป้าหมายของภูมิใจไทย

เนวินใช้กลยุทธ์ “ลูกหนัง” เป็นเรือธงสร้างพันธมิตร การยกทีมไปเตะกับสโมสรใด ทีมนั้นย่อมเป็นหนึ่งในเครือข่ายลูกหนังของปราสาทสายฟ้า

การเมืองลูกหนัง

สำหรับการเลือกตั้งนายกสมาคมลูกหนังไทยจะมีสโมสรสมาชิกที่ลงคะแนนได้ทั้งหมด 69 เสียง ประกอบด้วย สโมสรไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีม, สโมสรไทยลีก 2 จำนวน 18 ทีม, อันดับ 1-7 จากไทยลีก 3 โซนเหนือและโซนใต้ รวม 14 ทีม, อันดับ 1-3 จากการแข่งขันไทยลีก 4 ทั้ง 6 โซน รวมเป็น 18 ทีม, แชมป์อเมเจอร์ลีก (ไทยลีก 5) 1 ทีม และแชมป์กับรองแชมป์ฟุตบอลลีกหญิง 2 ทีม

วันแถลงข่าวเมื่อวันก่อน “บิ๊กอ๊อด” เปิดเผยว่ามี 50 กว่าสโมสรจากทุกลีก แสดงเจตจำนงหนุนทีมผู้บริหารชุดเดิม และในจำนวนนี้มีทีมลูกหนังของนักการเมืองเครือข่ายค่ายสีน้ำเงินอยู่จำนวนไม่น้อย

เนวิน สมยศ สมัยเจ้าสัวคิงเพาเวอร์ยังมีชีวิตอยู่

ไทยลีก 1 ชลบุรี เอฟซี (กลุ่ม 16-พลังประชารัฐ), พีที ประจวบ เอฟซี (กลุ่มเสี่ยต่อ ปชป.), สุพรรณบุรี เอฟซี (กลุ่มลูกท็อป), ราชบุรี มิตรผล เอฟซี (กลุ่มเจ๊บุญยิ่ง-เสี่ยตุ้ย), ระยอง เอฟซี (กลุ่มปิตุเตชะ ปชป.) และสมุทรปราการ ซิตี้ (กลุ่มอัศวเหม พลังประชารัฐ)

ส่วนทีมดิวิชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด หรือ อุทัยธานี เอฟซี (กลุ่มชาดา-ภูมิใจไทย), อยุธยา ยูไนเต็ด (กลุ่มเจ๊สมทรง-ภูมิใจไทย), แพร่ ยูไนเต็ด (กลุ่มแม่เลี้ยงติ๊ก-ปชป.), แกรนด์ อันดามัน ระนอง (กลุ่มฮั้งเพ้ง-ภูมิใจไทย) ฯลฯ

ถ้าดูรายชื่อทีมลูกหนังที่สนับสนุนบิ๊กอ๊อด เหมือนจะนอนมา..แต่ก็ไม่ควรประมาท “บิ๊กอู๊ด” คนโตเมืองปากน้ำโพที่รอเปิดชื่อทีมงานอยู่

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412210?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง

23 มกราคม 2563 – 09:15 น.
พรรคประชาธิปัตย์,กรณ์ จาติกวณิช
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ข่าวการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และตามมาด้วยการลาออกจากพรรคของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ดูจะเป็นหนึ่งในทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรณ์ที่เป็นบุคลากรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นเวลานานและมีความสำคัญต่อพรรคด้านการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ ส่วนเหตุผลของการลาออกจากที่เป็นข่าวคือการเตรียมตั้งพรรคใหม่ตามอุดมการณ์ของนายกรณ์และนายอรรถวิชช์

อย่างไรก็ตามอีกกระแสข่าวที่เกี่ยวกับเหตุผลของการลาออกของนายกรณ์คือการถูกลดบทบาทนำทางด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรค โดยผู้มีบทบาทนำด้านนโยบายเศรษฐกิจในยุคของหัวหน้าพรรคที่ชื่อจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คือ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้นจะพบว่าการลาออกของนายกรณ์อาจเป็นกลยุทธ์แยกกันตีของพรรค และอาจเป็นวิธีการเดียวที่จะนำเอาคะแนนของคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ กลับคืนมาจากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ของพรรคในปัจจุบันหากไม่ดำเนินกลยุทธ์นี้ก็คงต้องใช้เวลาอีกสมัยหรือสองสมัยถึงจะได้คะแนนนิยมของคนกลุ่มนี้กลับมา

นายกรณ์และนายอรรถวิชช์ไม่ใช่กลุ่มแรกที่ลาออกจากพรรค ก่อนหน้านี้ถ้านับย้อนไปตั้งแต่ช่วงชุมนุมทางการเมืองปี 2556 เริ่มจากกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศวางมือทางการเมืองและต่อมาก็ประกาศสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายสกลธี ภัททิยกุล ที่พาเหรดกันไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ต่อมา นายกษิต ภิรมย์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ต่างก็ทยอยโบกมือบ๊ายบายจากพรรค

การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของแกนนำและบุคคลสำคัญของพรรค ทำให้นักวิจารณ์การเมืองหลายคนมองว่าประชาธิปัตย์กำลังแย่ เลือดกำลังไหลออกไม่หยุดหากไม่แก้ไขปัญหาภายในพรรค แต่ในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก พรรคประชาธิปัตย์เคยเผชิญมรสุมทางการเมืองมามากมาย รุนแรงกว่านี้ก็เคยโดนมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแพ้การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ให้แก่พรรคประชากรไทยในปี 2522 การยกทีมออกจากพรรคของกลุ่ม 10 มกราคม หลังการเลือกตั้งในปี 2529 การลาออกจากพรรคของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ในปี 2548 รวมถึงการแพ้เลือกตั้งในกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดในปี 2562 เป็นต้น

มีคนเคยถามว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้บ่อยครั้งในตลอด 77 ปี ของพรรค คำตอบคือภายในพรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นประชาธิปไตยสูง (บางทีอาจจะสูงมากเกินไป) เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเจ้าของหรือนายทุนที่คอยชี้นำลูกพรรคให้ปฏิบัติตาม จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการเมืองภายในพรรคอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รวมถึงการที่บางครั้งลูกพรรคไม่ค่อยฟังหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค เป็นต้น ภายในพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (บางครั้งอาจรวมถึงเสรีภาพในการปฏิบัติตัวและแสดงความคิดเห็นในสภาและต่อสื่อด้วย) และทุกคนมีโอกาสเป็นผู้บริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะมาจากตระกูลที่มั่งคั่ง ขุนนางเก่า หรือชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูง ปริญญาหลายใบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ หรือมีแค่ปริญญาตรีใบเดียวจากสถาบันภายในประเทศ

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถอยู่รอดในสังคมการเมืองไทยได้ โดยบางครั้งพรรคอาจจะเล็กลงบ้างหรือใหญ่โตบ้างตามสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละช่วง พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริงเมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่หลายพรรคเป็นแค่พรรคเฉพาะกิจเพื่อผู้นำบางคน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ หรือนายทุน โดยพรรคเฉพาะกิจบางพรรคได้กลายเป็นอดีตไปแล้วหรือไม่สามารถเติบโตได้อีกแล้ว เช่น พรรคสามัคคีธรรมที่หายไปหลังการเลือกตั้งในปี 2535 พรรคประชากรไทยที่หมดบทบาทหลังการจากไปของนายสมัคร สุนทรเวช พรรคความหวังใหม่หลังจากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ วางมือทางการเมือง พรรคกิจสังคมหลังยุค นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นต้น

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ในปัจจุบันกำลังรอการพิสูจน์ว่าจะเป็นสถาบันทางการเมืองแบบเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ หรือเป็นได้แค่พรรคเฉพาะกิจที่อาจมีระยะสั้น-ยาวแตกต่างกันแต่ท้ายที่สุดก็สูญสลายเหมือนกัน จนเกิดคำถามถึงความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคการเมืองเหล่านี้หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น พรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรหากในอนาคตขาดการสนับสนุนจากคนแดนไกล พรรคพลังประชารัฐจะอยู่ต่อหรือไม่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเบื่อไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีหัวเรือหรือไม่หากขาดคนตระกูลศิลปอาชา พรรคชาติพัฒนาจะเดินต่อได้หรือเปล่าหาก นาย‎สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ไม่ไหวแล้ว พรรคเสรีรวมไทยหากไม่มี ‎พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จะยังมีคะแนนนิยมหรือไม่ พรรคภูมิใจไทยจะสูญสลายหรือเปล่าหากหมดบารมีนายเนวิน ชิดชอบ และนาย‎อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคอนาคตใหม่จะเป็นอย่างไรหาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่สามารถมีตำแหน่งทางการเมืองได้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์รอพิสูจน์อย่างเดียวว่าหากปราศจากนายชวน หลีกภัยแล้ว กระแสพรรคในภาคใต้จะเป็นอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็เชื่อว่าในความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้พรรคยังคงอยู่คู่การเมืองไทยต่อไป (ไม่ว่าจะอยู่แบบพรรคที่แข็งแกร่ง หรือซวนเซ แบบเมาหมัดก็ตาม)

They will be back…

ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี

23 มกราคม 2563 – 08:57 น.
กองทัพ,สวนสนาม,ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี
เปิดอ่าน 760 ครั้ง

ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ ขอนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘วิเชียร’ สระบุรี ซึ่งได้ชมการถ่ายทอดสดการสวนสนามของกองทัพไทยและตำรวจอย่างพร้อมเพรียงเข้มแข็งสง่างาม

ทุกท่านคงได้ชมและเช่นเดียวกันกับประชาชนทั่วประเทศและได้ร่วมชื่นชมอย่างยิ่ง

ภาพที่ปรากฏคงประจักษ์สายตาแล้วและอบอุ่นใจได้ว่าแสนยานุภาพของกองทัพไทยไม่เป็นรองใคร
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง สวยงามพร้อมเพรียง! กองทัพไทย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

วันก่อนผมได้ดูถ่ายทอดสดพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพไทย ผมขอชื่นชมกำลังพลทุกนายที่ร่วมในพิธีสวนสนาม สวยสง่างาม สามัคคี พร้อมเพรียง และยิ่งใหญ่ที่สุด แสดงออกถึงความแข็งแกร่งของทหาร ตำรวจของพระราชา แม้แดดจะร้อน สร้างภาพน่าประทับใจออกสู่สายตาชาวโลก ยอดเยี่ยมจริงๆ

นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ทหาร ตำรวจ ทุกหมู่เหล่ากว่า 4,000 นาย ร่วมพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหาร ตำรวจ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และวันกองทัพไทย ณ ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี

ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อ “ธงชัยเฉลิมพล” อันเป็นตัวแทนขององค์พระมหากษัตริย์ไทย แสดงความจงรักภักดี ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียง ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ

ความพิเศษของพิธีสวนสนามถวายสัตย์ในปีนี้ คือการสวนสนามแบบ “3 มิติ” ซึ่งจะประกอบด้วยการสวนสนามเดินเท้า การวิ่งสวนสนาม และการสวนสนามโดยขบวนม้า พร้อมด้วยขบวนยานยนต์ล้อและยานยนต์สายพาน รวมถึงหมู่บิน เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานหลายประเภท

การสวนสนามเทิดเกียรติครั้งนี้ถือเป็นการสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในรัชสมัยนี้ โดยเหล่าทัพได้นำยุทโธปกรณ์เกือบทุกแบบที่มีประจำการเข้าร่วม ไม่ต่างจากสวนสนามแสนยานุภาพ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2539 ที่ลานพระราชวังดุสิต ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว
วิเชียร (สระบุรี)


 เศรษฐกิจขาลง
 ความปลอดภัยน้อยลง
(จากสวนดุสิตโพล)

ผมอ่านผลจากการสำรวจของ ‘สวนดุสิตโพล’ เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แล้วอยากแจ้งให้ทราบเพื่อรัฐบาลจะได้รับรู้ความเห็นของคนไทยว่าเป็นอย่างไร

เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.69% ระบุแย่ลง มีข่าวให้เห็นทุกวัน รุนแรงมากขึ้นมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ สังคมเสื่อมโทรม คนขาดคุณธรรมจริยธรรม ร้อยละ 27.47% เหมือนเดิม เพราะสังคมมีปัญหามานาน แก้ไขได้ยาก ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ทำให้ประชาชนต้องดูแลตัวเอง ร้อยละ 4.84% ระบุดีขึ้น สังคมตื่นตัว ช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ภาครัฐมีมาตรการเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อถามถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ณ วันนี้สะท้อนอะไร ร้อยละ 53.87% ระบุเศรษฐกิจตกต่ำ คนหมดหนทาง ต้องต่อสู้ดิ้นรน ยอมกระทำผิด ร้อยละ 24.46% ระบุสภาพสังคมเสื่อมโทรม มีความเหลื่อมล้ำสูง คุณภาพชีวิตแย่ ร้อยละ 21.36% ระบุรัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ประชาชนต้องพึ่งพาตนเอง

ความวิตกกังวล ร้อยละ 42.20% ระบุค่อนข้างวิตกกังวล เพราะกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว สังคมมีภัยรอบด้าน ขณะร้อยละ 40 ระบุวิตกกังวลอย่างมาก เพราะมีข่าวให้เห็นทุกวัน คนจิตใจโหดเหี้ยมมากขึ้น ปืน อาวุธผิดกฎหมายหาซื้อได้ง่าย

เมื่อถามถึงปัญหาที่วิตกกังวลมากที่สุด ร้อยละ 67.59% ระบุโจรผู้ร้าย จี้ปล้น ชิงทรัพย์ ร้อยละ 32.76 ระบุการใช้ความรุนแรง พกอาวุธ ปืน มีด สิ่งผิดกฎหมาย

ร้อยละ 25.17 ระบุการแพร่ระบาดของยาเสพติด สิ่งที่อยากฝากบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 46.51% ระบุบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปรับปรุงบทลงโทษให้เหมาะสม ร้อยละ 43.41% ระบุตรวจสอบการทำงานของกล้องวงจรปิดทุกจุดให้ใช้งานได้จริง ร้อยละ 20.54% ระบุเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน

ผมจึงแจ้งมาและอาจจะมีตัวเลขให้ปวดหัวบ้าง แต่ขออนุญาตจากสวนดุสิตโพลนำมาแจ้งให้ทราบเพราะสะท้อนให้เห็นความจริง
สามารถ (กทม.)


รพ.จิตเวชโคราชสร้างศรัทธา
นำร่องให้ปฏิบัติ

ผมได้รับเอกสารที่ รพ.จิตเวชโคราช ซึ่งส่งมาเป็นข่าวประชาสัมพันธ์และเมื่อพิจารณาแล้วอยากให้เป็นโรงพยาบาลที่อาจจะเป็นต้นแบบสร้างศรัทธาจากประชาชนที่มาใช้บริการ

โดย ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมา แจ้งให้ทราบการให้บริการที่ทันสมัยมีหลักคุณธรรมความซื่อสัตย์ ณ เวลานี้โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมายและอยากให้ รพ.จิตเวชโคราช เป็นโมเดลการทำงานต่อไป


มาตรการสำคัญในการปฏิบัติ
มาตรการแรก ตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำมาตรการป้องกัน ปราบปรามการทุจริต 1 ชุด เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ และจัดทำแผนป้องกันการทุจริต หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สอดคล้องกับแผนของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขและแผนระดับชาติ

มาตรการที่ 2 จัดทำประกาศ รพ.จิตเวช เรื่องมาตรการกลไก หรือระบบในการป้องกันการรับสินบนและประโยชน์ทับซ้อนสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2543 เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2544 โดยเจ้าหน้าที่ของ รพ.จิตเวชนครราชสีมา ทุกคนรวมถึงผู้ที่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรพ.จิตเวชนครราชสีมา มาแล้วไม่ถึง 2 ปี ต้องไม่รับของขวัญหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติ    ห้ามเจ้าหน้าที่ให้ของขวัญมูลค่าเกิน 3,000 บาท แก่ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชา ตามปกติหรือประเพณีนิยม และห้ามเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นเป็นการมอบให้ตามปกติหรือประเพณีนิยมแต่มูลค่าต้องไม่เกิน 3,000 บาทด้วย

มาตรการที่ 3 การออกค่านิยมร่วม เพื่อให้บุคลากรทุกคนยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของตนเอง ยึดถือคุณธรรม จริยธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการทุกประเภทอย่างเคร่งครัด

มาตการที่ 4 การเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือข้อคิดเห็นต่างๆ จากประชาชนผู้รับบริการ เจ้าหน้าที่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ รพ.จิตเวชนครราชสีมา 8 ช่องทางตามความสะดวก

1.ตู้รับฟังความคิดเห็นทุกเรื่อง และเรื่องร้องเรียนต่างๆ ติดตั้งที่แผนกผู้ป่วยนอก อาคารอำนวยการและที่หอผู้ป่วยในทุกหอ 2.ตู้จดหมายถึงผู้อำนวยการ ติดตั้งที่แผนกผู้ป่วยนอก อาคารอำนวยการ และหอผู้ป่วยในทุกหอ 3.ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-4423-3999 ในวันเวลาราชการ 4.ทางจดหมายอิเลกทรอนิกส์ อีเมล : jvkorat@jvkorat.go.th 5.เว็บไซต์ : http://www.jvkorat.go.th 6.เฟซบุ๊ก :www.Facebook.com/jvkorat 7.จดหมายร้องเรียนทางไปรษณีย์ ส่งตรงถึงผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมา เลขที่ 86 ถ.ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 และ 8.ยื่นเรื่องด้วยตนเองที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมา เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน หรือมีการประพฤติมิชอบ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน


ต้องพร้อมรับมือ ปีเผาจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412198?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องพร้อมรับมือ ปีเผาจริง

23 มกราคม 2563 – 07:54 น.
เศรษฐกิจโลก,ภาคอุตสาหกรรม
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

ต้องพร้อมรับมือ ปีเผาจริง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563

สถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่พ้นความกังวลว่าปีนี้จะสามารถขับเคลื่อนผ่านพ้นให้ขยายตัวได้ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ หรือจะแค่พยายามประคับประคองให้ไม่ติดลบก็นับว่าเก่งแล้ว เพราะมีหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศที่คาดหมายว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวนหนักและกระทบต่อทุกประเทศแน่ ซึ่งบางฝ่ายคาดคะเนด้วยซ้ำว่าปีนี้สำหรับประเทศไทยอาจจะเป็น “ปีเผาจริง” เพราะดูจากปัจจัยต่างๆ ภายในและภายนอกแล้วไม่สดใส จึงเป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องวางแนวทางตลอดจนแผนขับเคลื่อนและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับสภาวะขาลงที่ถูกคาดการณ์นี้ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ซึ่งมีการคาดว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะประมาณ 3% แต่ดูแล้วอาจเป็นเรื่องลำบาก แม้ภาครัฐมีการลงทุนโครงการใหญ่ๆ แต่ในระดับปากท้องยังมีเสียงสะท้อนถึงความฝีดเคือง

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนธันวาคม 2562 มีมูลค่า 19,154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวลดต่อเนื่องร้อยละ 1.28 ส่งผลให้การส่งออกปี 2562 ยังหดตัวร้อยละ 2.65 มีมูลค่า 246,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงกดดันตลอดทั้งปียังคงเป็นสงครามทางการค้า รวมถึงผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังมีสัญญาณบวกว่าไทยสามารถปรับตัวได้ดีเริ่มมีสินค้ากลุ่มใหม่ส่งออกได้ดีมากกว่า 20 รายการ และการส่งออกเดือนธันวาคมในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลับมาขยายตัวในรอบ 16 เดือน สะท้อนว่าผู้ประกอบการปรับตัวได้ดี ขณะเดียวกันไทยยังรักษาส่วนแบ่งตลาดหลักไว้ได้ ซึ่งจะถือว่าการส่งออกเริ่มฟื้นมาเป็นช่วงขาขึ้นหรือไม่ยังต้องจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดและกลยุทธ์ของฝ่ายบริหารในการส่งเสริมสนับสนุนภาคการส่องออกไทยด้วย

ส่วนตัวเลขยอดขายรถยนต์ทั้งในและนอกประเทศก็ต่ำลงจากที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า เดือนธันวาคม 2562 มียอดขายรถยนต์ในประเทศ 89,285 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 21.4 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2562 ร้อยละ 12.6 ส่วนยอดส่งอออกรถยนต์ตลอดปี 2562 มียอดส่งออกรวม 1,054,103 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 7.59 แต่การส่งออกยังทำได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านคัน และยังมีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 91.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.3 ในเดือนพฤศจิกายน 2562 เนื่องจากกังวลกำลังซื้อในประเทศ ปัญหาภัยแล้งกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคเกษตร ส่งผลคำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าลดลงและผู้ส่งออกยังได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

เช่นเดียวกับสภาอุตสาหกรรมอาหารที่รายงานว่าในปี 2562 การผลิตอุตสาหกรรมอาหารไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยลดลง 2% เป็นผลมาจากการบริโภคในประเทศที่อ่อนตัวลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาอาหารสด ทั้งนี้การส่งออกอาหารไทยปีที่แล้วมีมูลค่าอยู่ที่ 1,025,500 บาท พบว่าหดตัว 3.8% สำหรับสินค้าอาหารส่งออกหลัก 6 รายการที่มีมูลค่าลดลง ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย ทูน่ากระป๋อง แป้งมันสำปะหลัง กุ้ง และสับปะรด ซึ่งเหล่านี้ต่างเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของไทยมาโดยตลอด ดังนั้นในภาคอุตสาหกรรมอาหารอาจต้องทบทวนและค้นหาว่าปัจจัยอะไรถึงส่งผลเช่นนี้ ซึ่งโดยภาพรวมเห็นได้ว่าหลายอุตสาหกรรมของไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวนและช่วงขาลง จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องพร้อมรับมือให้ได้