เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412063?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม

22 มกราคม 2563 – 13:10 น.
พรรคอนาคตใหม่,คำวินิจฉัย,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 217 ครั้ง

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม

 “อนาคตใหม่” ไม่ล้มล้างการปกครอง สั่งแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ชัดเจน-ไม่คลุมเครือ

21 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสาร ผลการพิจารณาคดีที่นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

ผลการพิจารณากรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการออกข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง เนื่องจากข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรคดังกล่าว มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (1) และมาตรา 15 (2) (3) นั้น เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของผู้ร้องว่าข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งหมายความรวมถึงนโยบายและภาพเครื่องหมายไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 และมาตรา 15 การออกข้อบังคับของพรรคการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

โดยมาตรา 13 บัญญัติว่า เอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นไปพร้อมกับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง อย่างน้อยต้องประกอบด้วย (3) ข้อบังคับ มาตรา 14 บัญญัติว่า ข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ มาตรา 15 บัญญัติว่า ข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (2) ภาพ เครื่องหมายของพรรคการเมือง (3) นโยบายของพรรคการเมือง และมาตรา 17 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า กรณีที่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานที่ยื่นพร้อมคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องและครบถ้วนตามมาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 15 ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง และให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา

จากบทบัญญัติตามกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นผู้ยื่นคำขอจะต้องยื่นข้อบังคับพรรคการเมืองไปพร้อมกับคำขอด้วย ต่อจากนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงจะตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารที่ยื่น หากคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานมีความถูกต้องครบถ้วน นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะต้องรับดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 17 และมีประกาศจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมแสดงว่าข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (1) เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองได้

อย่างไรก็ตามถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 14 มาตรา 15 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะรายงานไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับดังกล่าวได้ ตามมาตรา 17 วรรคสาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้หาได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นใหม่ และผู้ถูกร้องทั้ง 4 ไม่ได้มีการกระทำอื่นใดที่นอกเหนือไปจากการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เพิ่มเติมขึ้นในภายหลัง กรณีนี้จึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ดีการยื่นคำร้องของผู้ร้องคงเป็นเพียงข้อห่วงใยในฐานะพลเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และระบอบการปกครองของประเทศ ดังนั้นข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่ ใช้ถ้อยคำว่า “หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนรายการคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองข้อ 6 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “พรรคอนาคตใหม่ ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมือง ควรจะมีความชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือ แตกต่างจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ที่บัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (3) ได้ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม เพื่อป้องกันความสับสน ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 มีพฤติการณ์แนวคิด ทัศนคติ คลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก เป็นกระบวนการปฏิปักษ์ ปฏิกษัตริย์นิยม มีแนวความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย โดยการแสดงความคิดเห็นในช่วงต่างๆ ทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ตามที่ปรากฏตามสื่อมวลชนและสื่อสาธารณะที่ผ่านมา เช่น การให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน การแสดงความคิดเห็นต่อหน้าสาธารณชน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแสดงความคิดเห็นในช่องทางต่างๆ นั้น

เห็นว่าการพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์นั้น ถึงระดับที่วิญญูชนควรจะอาจคาดเห็นได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการกระทำนั้นจะต้องกำลังดำเนินอยู่และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ

แต่ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคดีเป็นเพียงข้อมูล ข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ต และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 มีพฤติการณ์หรือการกระทำตามความคิดเห็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 4 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

อาศัยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

พรรคอนาคตใหม่ กับ clash of generations #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411984?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคอนาคตใหม่ กับ clash of generations

22 มกราคม 2563 – 12:25 น.
อิลลูมินาติ,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 968 ครั้ง

พรรคอนาคตใหม่ กับ clash of generations คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

สร้างกระแสกันหนักหน่วงมานานเป็นสัปดาห์ สำหรับคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ด้วยข้อหาล้มล้างการปกครองฯ เชื่อมโยงแนวคิดกับสมาคม “อิลลูมินาติ” อันลือลั่น

ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำวินิจฉัยที่ทำให้ใครหลายคนผิดหวัง เพราะใช้เวลาอ่านจริงแค่ไม่กี่นาที และตีตกคำร้องเกือบทั้งหมด

อ่านข่าว
‘อนาคตใหม่’ เฮ รอดยุบพรรค ปฏิปักษ์สถาบันข้อเท็จจริงยังไม่พอ

จริงๆ คดีนี้ โอกาสที่จะขยายผลไปถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว เพราะข้อกฎหมายไปไม่ถึง

พรรคอนาคตใหม่เองก็มี “กูรูกฎหมาย” ระดับดอกเตอร์จากฝรั่งเศส น่าจะรู้เส้นสนกลในมากพอสมควรว่าบทบัญญัติตามกฎหมายไปได้แค่ไหน แต่ก็โหนกระแสไปกับเขาด้วย สบช่องทั้งวิจารณ์ศาล ดิสเครดิตรัฐบาล ขยายแนวคิดเผด็จการสุมหัวจ้องทำลาย

ก่อนวันพิพากษา ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ถึงขั้นเสนอทฤษฎี clash of generations หรือการปะทะกันระหว่างคนต่างรุ่น ต่างวัย จนอาจบานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ในสังคม

คำถามสำคัญที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏการณ์ปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่น จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และน่ากลัวขนาดไหน

 ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. อธิบายเรื่องนี้เอาไว้น่าสนใจ อาจารย์บอกว่าการแบ่งกลุ่มคนตามช่วงอายุ หรือ “เจนเนอเรชั่น” มีมานานมากแล้วในทางสังคมวิทยา โดย 1 เจนเนอเรชั่นจะมีช่วงเวลา 20-25 ปี คนที่เกิดในช่วงเจนเนอเรชั่นเดียวกัน มักจะมีวิธีคิด การกระทำ และการตัดสินใจคล้ายๆ กัน ซึ่งเกิดจากการได้รับการอบรมเลี้ยงดู การซึมซับวัฒนธรรม และเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้นๆ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เช่น ในรอบ 20 ถึง 25 ปี วัฒนธรรมหรือความเชื่อก็เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีก็พัฒนาขึ้น ทำให้คนเจนเนอเรชั่นใหม่กว่า หรือเกิดทีหลัง โดยปกติก็มักจะมีแนวคิด ความเชื่อ หรือการกระทำแตกต่างจากคนเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าอยู่แล้ว การปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่น โดยเฉพาะการปะทะกันทางความคิด ความเชื่อ จึงเกิดขึ้นมาตลอด และการปะทะกันหรือคิดเห็นแตกต่างกันนี้ ก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อาจารย์เชษฐา ยกตัวอย่างพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งบุคลากรสำคัญภายในพรรคเป็นคนรุ่นใหญ่ อายุเยอะ ก็มีวิธีคิด วิธีการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะถูกต้องตรงใจคนที่อายุเยอะๆ เหมือนกัน ทำให้แฟนคลับพรรคพลังประชารัฐ เป็นคนในเจนเนอเรชั่นเดียวกันเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ที่มีแกนนำพรรคเป็นคนอายุ 40 ปีลงมา ก็มีวิธีคิด วิธีการทำงานอีกแบบหนึ่ง ที่อาจจะสอดคล้องตรงใจ ตรงวิถีของคนรุ่นใหม่ เจน Y และเจน Z ทำให้แฟนคลับเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาและคนทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาอาจารย์ปิยบุตรนิยามแนวคิดของพรรคตนว่าเป็น “ลิเบอรัล” หรือ “เสรีนิยม” ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ถูกตีตราว่าเป็น “อำนาจนิยม” ทำให้สังคมรู้สึกถึงความแตกต่าง

แต่คำถามที่น่าพิจารณาก็คือ การปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่น ในประเด็นความต่างทางการเมืองแบบนี้ ถึงขั้นมีการชุมนุมขนาดใหญ่ ม็อบลงถนน และปะทะกันด้วยความรุนแรงนั้น จะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจารย์เชษฐา สรุปแบบฟันธงว่า เกิดยาก เพราะคนรุ่นใหม่ หรือเจน Y เจน Z เติบโตมากับสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ทำให้มีพื้นที่ระบายความอัดอั้นทางการเมืองตลอดเวลา ผิดกับคนรุ่นก่อนที่ไม่มีพื้นที่ระบายที่ไหน เวลามีความอึดอัด คับข้องใจ ก็ใช้วิธีนัดชุมนุม หรือลงถนน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้่น แต่เกิดมานานแล้ว อย่างการชุมนุมใหญ่ 14 ตุลาฯ 2516

การแสดงท่าทีทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ยุคนี้จึงเปลี่ยนแปลงไป มักใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก ทำให้มีพื้นที่ระบายความอัดอั้นหรือคับข้องใจ จึงเกิดม็อบลงถนนยากกว่าในอดีต ยกเว้นว่ามีเงื่อนไขที่กระทบกับผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างชัดเจน เช่น มีหลักฐานว่ารัฐบาลทุจริตอย่างมโหฬาร หรือออกนโยบายที่กระทบกับคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรง แบบนี้ก็อาจทำให้เกิดม็อบลงถนนได้ แต่อาจารย์เชษฐาก็ยังเชื่อว่า หากมีม็อบขนาดใหญ่ลงถนนจริง น่าจะเกิดจาก “คนรุ่นเดิม” ที่เคยเคลื่อนไหวต่อสู้กันบนท้องถนนมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 ปี 2553 และปี 2557 มากกว่า โดยมีคนรุ่นใหม่เป็นส่วนประกอบ

เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์ฯ ยังเสนอทิ้งท้ายว่า อยากให้ฝ่ายการเมืองใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหาและหาทางออกให้บ้านเมือง หากมีการยุบพรรคการเมือง ก็ควรต่อสู้ในแง่การทำความเข้าใจ และไปจบที่สนามเลือกตั้่ง ดีกว่าการปลุกม็อบหรือสร้างกระแสให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกบานปลายออกไป เพื่อจำกัดวงการปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่นให้อยู่เฉพาะเรื่อง “ความต่างทางความคิด” แล้วใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ไม่หันมาเลือกใช้วิธีรุนแรง

ด่าน 2 อนค. จอดหรือไปต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ด่าน 2 อนค. จอดหรือไปต่อ

22 มกราคม 2563 – 11:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 1,089 ครั้ง

ด่าน 2 อนค. จอดหรือไปต่อ คอลัมน์… SPECIAL REPORT

ถึงแม้ที่สุดแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ ในคดีที่ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่า การกระทำของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรค ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และข้อบังคับพรรคที่เขียนในลักษณะไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อ่านข่าว
‘อนาคตใหม่’ เฮ รอดยุบพรรค ปฏิปักษ์สถาบันข้อเท็จจริงยังไม่พอ

แต่ในหลายสำนวนคำร้องของพรรคอนาคตใหม่ ยังถูกโฟกัสไปที่คดีกู้ยืมเงิน 191 ล้านบาท ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับธนาธร เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ภายหลังคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 สั่งยุบพรรคตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 โดยศาลรัฐธรรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 พร้อมทั้งแจ้งให้พรรคอนาคตใหม่ส่งสำเนาคำร้องให้พรรคอนาคตใหม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่บทลงโทษตามมาตรา 72 กำหนดในมาตรา 126 พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ซึ่งระบุไว้ว่า ผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 72 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ส่วนเวลาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะเท่าใดอยู่ที่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 94 วรรคสอง

แต่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่ ยัง “โต้แย้ง” คำวินิจฉัยของ กกต.ในคดีนี้ โดย ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง 14 เจ้าหน้าที่ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อาทิ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต., พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 มาตรา 69 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 กรณีมีการทำสำนวนคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ไม่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน มีลักษณะเร่งรัดคดี โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562

โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นเพื่อให้ได้ความชัดเจนในข้อเท็จจริงแห่งคดีที่จะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงสั่งให้สำนักงาน กกต.จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ศาล ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากศาล เพื่อประกอบการพิจารณา พร้อมกำหนดนัดพร้อม หรือฟังคำสั่ง หรือคำพิพากษา ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.

          เป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ต่อคดี “เงินกู้” ในด่านสำคัญที่มีผลต่อลมหายใจของพรรคอนาคตใหม่อีกครั้ง.

‘หนู’ ปีชง ‘เจ๊เปี๊ยะ’ เป๋ ‘โกทร’ ป่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หนู’ ปีชง ‘เจ๊เปี๊ยะ’ เป๋ ‘โกทร’ ป่วน

22 มกราคม 2563 – 09:30 น.
พรรคภูมิใจไทย,เจ๊เปี๊ยะ,นาที รัชกิจประการ,กดบัตรแทน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,198 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 ม.ค.63

************************

ไม่รู้ว่า จะเป็นปีชงหรือเปล่า? ก่อนถึงตรุษจีน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เจอมรสุมรุมเร้า อันเนื่องจากปัญหาของลูกพรรค

กรณีแรก ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เจอคู่แค้น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาปูดว่า ปลัดฉลองให้คนอื่นเสียบบัตรแทนระหว่างการลงมติพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

ส.ส.ฉลอง ยอมรับว่า ไม่ได้ลงมติ, ลืมบัตรไว้ในที่ประชุม, ไม่ทราบว่ามีการกดบัตรลงคะแนน และมีเพื่อน ส.ส.นำบัตรมามอบให้อีก 2-3 วันต่อมา

ปลัดฉลอง ส.ส.ป้ายแดง

กรณีที่สอง เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.และชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ แจ้งความดำเนินคดี สุนทร วิลาวัลย์ และ กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ในข้อหารุกป่ามรดกโลกเขาใหญ่

“กนกวรรณ” แจงว่าที่ดินนี้ได้มาตามกฎหมาย กรมที่ดินเป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ และย้ำว่า ที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

สุดแค้นแสนอาฆาต

เมื่อเห็น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” หอบเอกสารกองโตมาแถลงเรื่อง ส.ส.เขต 2 พัทลุง ค่ายสีน้ำเงิน ไม่อยู่ในที่ประชุมสภา แต่มีคนเสียบบัตรโหวตแทน ก็นึกเห็นใบหน้า “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาทันที

เจ๊เปี๊ยะ เด็กสร้างของเนวิน

นิพิฏฐ์ปะทะเจ๊เปี๊ยะหลายยกแล้ว โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นอาวุธสู้รบกัน ปลายปีเดียวกัน ส.ส.หลายสมัยของเมืองพัทลุง ได้หอบหลักฐานไปฟ้อง กกต.พัทลุงให้ตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง พอเห็นเรื่องเงียบ นิพิฏฐ์ก็วิ่งหา กกต.ส่วนกลาง

นิพิฏฐ์ ประดาบกับเจ๊เปี๊ยะ ไม่มีถอย

ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 นิพิฏฐ์ในฐานะแม่ทัพใต้ของ ปชป. ถึงกับช็อก เมื่อค่ายภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ 2 เขต จากทั้งหมด 3 เขต เขต 1 ภูมิศิษฏ์ คงมี อดีตรองนายก อบจ.พัทลุง ชนะสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.หลายสมัย และเขต 2 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ชนะนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คะแนนทิ้งห่างกันถึง 2 หมื่นคะแนน

เจ๊เปี๊ยะวางแผนยึด “เมืองลุง” ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเลือกตั้ง ส.ส.คราวหน้า

ถอนเสาไฟฟ้าทิ้ง

การเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้ “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ยังเดินหน้าขุดรากถอนโคน “เสาไฟฟ้าเมืองลุง” ด้วยการจัดทีม “ผู้สมัครนายก อบจ.พัทลุง” ไว้เรียบร้อยแล้ว

เจ๊เปี๊ยะ ได้เปิดตัว “กลุ่มภูมิใจพัทลุง” มาแต่กลางปีที่แล้ว โดยวางตัว ท็อป” ภุชงค์ วรศรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง และ ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ควนขนุน เป็นว่าที่นายก อบจ.พัทลุง และ “ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ตะโหมด เป็นว่าที่รองนายก อบจ.พัทลุง

ทีมภูมิใจไทย ท้าชิงนายกฯ อบจ.

เลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2555 เจ๊เปี๊ยะจับมือสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง รุ่นเดียวกับนิพิฏฐ์ ส่ง วิสุทธิ์ ธรรมเพชร เป็นนายก อบจ.พัทลุง ได้สำเร็จ

ทีม ปชป. ป้องกันแชมป์

สถานการณ์เปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน เจ๊เปี๊ยะกับตระกูลธรรมเพชร จึงต้องสู้กันตามครรลองประชาธิปไตย ส.จ.ท็อป ท้าชิงนายกวิสุทธิ์ รับประกันดุเดือดยิ่งกว่าศึกไทยไฟต์

นิพิฏฐ์อาจต้องกลืนเลือดมาช่วย “วิสุทธิ์” น้องชายสุพัฒน์ ดับฝันเจ๊เปี๊ยะ

วิบากกรรม“บ้านใหญ่”

แถวถิ่นต้นลุ่มน้ำบางปะกง คงไม่มีใครไม่รู้จัก สุนทร วิลาวัลย์” หรือ “โกทร” ของคนปราจีนฯ เป็น ส.ส.มาแล้ว 8 สมัย แต่ตอนนี้ โกทรถอยออกมาอยู่แถวหลัง ดันลูกสาว โอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์รมช.ศึกษาธิการ เป็นแม่ทัพแทน

ช่วงปี 2544-2548 โกทรสังกัดพรรคไทยรักไทย กระทั่งพรรคถูกยุบ โกทรก็ย้ายไปอยู่พรรคมัชฌิมาธิปไตย กับสมศักดิ์ เทพสุทิน สมัยหนึ่ง

เลือกตั้ง 2554 โกทรรับปากเนวิน ชิดชอบ จัดทีมภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งปราจีนบุรี กวาดเก้าอี้มา 2 ที่นั่ง คือ อำนาจ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ ตระกูลการเมืองท้องถิ่นย่าน อ.นาดี

ทีมบ้านใหญ่บางปะกง

เลือกตั้ง 2562 โกทรเจรจา “ชยุต ภุมมะกาญจนะ” อดีต ส.ส.ปราจีนฯ หลายสมัย มาร่วมทีมสำเร็จ และดึง สฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส.ว.ปราจีนบุรี ลงเขต 3 แทนเพชรินทร์ พร้อมวางตัวลูกสาว กนกวรรณและเพชรินทร์ เสียงเจริญ อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ผลงานของโกทรเข้าเป้า “ยึด ที่นั่ง ส.ส.เขต” เมืองปราจีนฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงมอบเก้าอี้ รมช.ศึกษาฯ ให้ลูกสาวโกทร

โกทร ยังมีน้องสาว “บังอร วิลาวัลย์” เป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี คุมนักการเมืองท้องถิ่นใต้ร่มธงบ้านใหญ่ และกองบัญชาการของโกทร อยู่ที่โรงแรมบางปะกง

วิบากกรรมที่ดินติดเขาใหญ่ ทำให้โกทร วัย 82 ปี ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะงานนี้ไม่ธรรมดา

ปัญหา ผีน้อย แรงงานในเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411983?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหา ผีน้อย แรงงานในเกาหลีใต้

22 มกราคม 2563 – 08:35 น.
แรงงาน,เกาหลีใต้,ผีน้อย,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 281 ครั้ง

ปัญหา ผีน้อย แรงงานในเกาหลีใต้ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอนำปัญหาเรื่อง ‘ผีน้อย’ หรือแรงงานในเกาหลีใต้ที่ลักลอบเข้าทำงานแบบผิดกฎหมายจำนวนนับหมื่นคน

 ‘ผีน้อย’ เป็นคำเรียกที่รู้กันในหมู่แรงงานไทยในเกาหลีใต้ที่ทวีจำนวนมากขึ้นเป็นแสนกว่าคน และทางการเกาหลีใต้ก็เปิดโอกาสรายงานตัวโดยสมัครใจ และสามารถทำเรื่องกลับเข้าไปทำงานได้อีกแต่มีแรงงานผีน้อยสนใจน้อยมาก

เวลานี้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมองว่านักท่องเที่ยวไทยเป็นผีน้อยบ้างก็ถูกส่งตัวกลับจากสนามบินเลยก็มี สร้างความเดือดร้อนให้อย่างมาก เรียกว่าคนดีๆ หรือนักท่องเที่ยวตัวจริงพลอยกระทบกระเทือนไปด้วย

ขอนำรายละเอียดสรุปเรื่องนี้มาให้ทราบพอสรุป และกระทรวงแรงงานพยายามแก้ไขปัญหาโดยการโน้มน้าวให้ผู้ใช้แรงงานผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศตามโครงการที่เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้รายงานตัวกลับโดยสมัครใจ จะไม่มีค่าปรับ ไม่ติดแบล็กลิสต์ สามารถกลับเข้าไปทำงานอย่างถูกต้องได้อีก

เวลานี้ยอดอยู่อย่างผิดกฎหมายเพิ่มจาก 1.2 แสนคน เป็น 1.4 แสนคน ส่วนหนึ่งเข้าไปทำงานนวดแฝงค้ากาม ทำงานสถานบันเทิง

สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของจำนวน “ผีน้อย” ในเกาหลีใต้ นอกจากรายได้จะสูงมากแล้วยังเป็นเพราะนายจ้างเกาหลีใต้ชื่นชอบรายงานไทยและรู้เห็นเป็นใจในการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

ในปี 2563 เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้เหล่าผีน้อยรายงานตัวกลับประเทศตั้งแต่เดือน ธันวาคม 62-มิถุนายน 63 แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจโดยเฉพาะแรงงานไทยยิ่งนิ่ง ขณะที่แรงงานไทยถูกกฎหมายในเกาหลีมีมากกว่า 2 หมื่นคน

จึงเรียนมายังรัฐบาลไทยว่าจะต้องร่วมมือและประสานงานกับเกาหลีใต้โดยเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้เขาดูถูกคนไทยที่เข้าประเทศเป็นผีน้อยไปหมด

          อย่า ‘ลอยแพ’ คนไทยด้วยกันและในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ผีน้อยก็ต้องหาทางไปอีกและเอาตัวรอด!
อ๊อด เทอร์โบ


 เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่
จดหมายจากคุณ ‘ภุชงค์’ เขาใหญ่ ต่อไปนี้น่าสนใจมาก จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบถึงป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติหลายแห่งกำลังถูกบุกรุกยึดครองโดยไม่ถูกต้อง

บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ นิ่งเฉยลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเพราะขึ้นไปยุ่งครอบครัวจะเดือดร้อนเพราะผู้บุกรุกแต่ละคนไม่ธรรมดา

กรณี ‘เขาใหญ่’ มรดกโลกและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์มีเขตติดต่อหลายจังหวัดซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบและดูแลโดยเร็ว

ท่านที่เคยไปพักผ่อนเขาใหญ่อาจจะข้องใจว่าทางการอนุญาตหรืออนุมัติให้มีการออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร?

อย่าให้นักการเมืองมีบารมี มีเงิน ทำอะไรก็ไม่ผิดอีกต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘เขาใหญ่’ ต้องตรวจสอบ
 ผู้บุกรุกเส้นใหญ่

ผมติดตามข่าวเรื่องการตรวจสอบการบุกรุกป่าดอยม่อนแจ่ม เชียงใหม่ และขอชื่นชมว่าอย่าให้มีสองมาตรฐานและเวลานี้ทางการได้พบว่ามีนักการเมืองดังและคนมีเงิน ไฮโซเข้าไปในเขตป่าเขาใหญ่ที่เป็นมรดกโลกมากมาย

จึงรีบส่งจดหมายนี้มาเพื่อขอสนับสนุนให้จัดระเบียบอย่างถูกต้องและตรวจดูว่ามีสิ่งก่อสร้างได้อย่างไรเพราะรีสอร์ทหรือบ้านพักหรูหลายแห่งอยู่บนเชิงเขา ยังสงสัยว่าทำได้อย่างไร

ข่าวว่ากำลังตรวจสอบพื้นที่บุกรุกหลายแปลงและเอาผิดนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้ความพยายามเพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเกรงกลัวอิทธิพล ตำรวจยังไม่ยอมรับแจ้งความ ต้องยืนยันเอกสารหลักฐานและต้องบอกว่ามาจากส่วนกลางจึงยอม

ผมจึงขอให้ทุกหน่วยงานจัดการตามกฎหมายโดยเข้มแข็งและอย่าให้มีสองมาตรฐาน ให้คนมีอิทธิพล มีเงิน บารมี หรือนักการเมืองดังๆ ทำผิด ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง
ภุชงค์ (เขาใหญ่)


ต้องยกเครื่องขนส่งมวลชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องยกเครื่องขนส่งมวลชน

22 มกราคม 2563 – 07:57 น.
ขนส่งมวลชน,ยกเครื่อง
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

ต้องยกเครื่องขนส่งมวลชน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 22 มกราคม 2563

ในความเห็นของรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เคยบอกว่าจะใช้ยาแรงสำหรับแก้ปัญหาฝุ่นพิษ หรือพีเอ็ม 2.5 ด้วยมาตรการที่เรียกว่ายาแรงนั้นอาจจะเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคาดว่าปัญหาจะบรรเทาเบาบางลง โดยเป้าหมายแรกที่จะดำเนินการคือกลุ่มรถบรรทุก และรถกระบะ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ปล่อยควันดำเพราะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์มากที่สุดในจำนวนประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของควันพิษที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากมาตรการแรกนี้ไม่ประสบผลสำเร็จก็จะมาพิจารณาถึงรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งต้องขอความร่วมมือ ขอความเสียสละความสะดวกสบายเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจ และในภาพรวมคือต้องรักษาสิ่งแวดล้อม

ในความเป็นจริงแล้วสิ่งแวดล้อมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีหน้าที่ดูแลโดยตรงและอีกหลายงานในรัฐบาลรวมทั้งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังนั้น ควรจะต้องเป็นแผนบูรณาการของทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ไม่ใช่แผนงานระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันแบบปีต่อปี หรือตามฤดูกาล เพราะในปัจจุบันสภาพอากาศในกรุงเทพฯ จัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ซึ่งอีกหลายจังหวัดใหญ่ๆ ก็กำลังจะประสบปัญหาเช่นกัน ทั้งนี้เพราะปัจจัยสำคัญยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งก็คือรถยนต์และระบบการขนส่งของประเทศ

นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้เมื่อวันก่อนประมาณว่า การจะใช้ยาแรงด้วยการจำกัดการใช้รถยนต์ก็จะกระทบต่อคนจำนวนมาก ซึ่งก็จะเป็นปัญหาอีก กรณีนี้รัฐบาลต้องเข้าถึงต้นตอของปัญหา คือเหตุที่ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมาก เพราะความสะดวกสบายกว่าระบบขนส่งมวลชน ซึ่งอย่าว่าแต่รถประจำทาง แม้แต่รถไฟฟ้าคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช้อยู่แล้ว ขณะที่คนอีกนับล้านคนต้องอาศัยบริการรถโดยสารสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ สองแถว รถตู้ มินิบัส รถโดยสารของขสมก. และรถร่วม ขสมก. ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวก่อปัญหาฝุ่นควันทั้งสิ้น แต่ผู้ใช้บริการก็ไม่มีทางเลือกเพราะไม่สามารถเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าที่มีราคาแพงได้ การแก้ปัญหาก็เหมือนวนอยู่ในอ่าง เพราะระบบที่วางไว้กับราคาที่กำหนดไม่ตอบโจทย์

ตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงต้นปีนี้ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายทั้งส่วนใต้และเหนือเริ่มให้บริการ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งกรุงเทพและฝั่งธนบุรี รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มต่อขยายจากสถานีหมอชิตไปถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัญหาการจราจรบนถนนที่ระบบรางลอยฟ้าและใต้ดินพาดผ่านน่าจะทุเลาลง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น หนำซ้ำรถประจำทางก็ยังคงวิ่งทับเส้นทางกับรถไฟฟ้า และแข่งกันเองอีกหลายสาย การปฏิรูปรถเมล์ที่เคยทำกันมายังไปไม่ถึงไหน มีแต่ข่าวจะเพิ่มรถเมล์เข้ามาในระบบทั้งที่ควรลดจำนวนลง และปรับเส้นทางให้สอดคล้องกับระบบราง ยาแรงขนานแท้ควรจะเป็นการปรับโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนขนานใหญ่หาใช่เพียงบางมาตรการกับรถบางประเภท หรือกับคนบางกลุ่ม

เปิดใจ ชัช เตาปูน รังเกียจทุจริต-รับงูเห่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411730?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ ชัช เตาปูน รังเกียจทุจริต-รับงูเห่า

21 มกราคม 2563 – 11:00 น.
ชัช เตาปูน,งูเห่า,ทุจริต
เปิดอ่าน 1,452 ครั้ง

เปิดใจ ชัช เตาปูน รังเกียจทุจริต-รับงูเห่า

พรรคพลังท้องถิ่นไท นับเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่มีความน่าสนใจในชั่วโมงนี้ เพราะด้านหนึ่งได้กลายเป็นแหล่งพักพิงให้แก่ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ถึงสองคนที่เพิ่งถูกขับออกจากพรรค อีกทั้งยังเป็นพรรคการเมืองแกนนำในกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วย ถึงขนนาดที่มีการจับกลุ่มกันในนาม “กิจสังคมใหม่” ที่มีส.ส.รวมกันถึง 10 คน

สถานะของพรรคพลังท้องถิ่นไท ทำให้กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีน่าจับตามองขึ้นมาเลยทีเดียว ในโอกาสนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีที่ทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ได้เข้าไปนั่งสนนทนาถึงทิศทางการทำงานของพรรคการเมืองนี้และอนาคตการเมืองไทยในระยะกับ ‘ชัชวาลล์ คงอุดม’ หัวหน้าพรรค ที่ใครมักจะเรียกเขาว่า “เจ้าพ่อ” แต่มาวันนี้กำลังได้สมยาใหม่ว่า “พ่อเลี้ยงงูเห่า”

    อยู่ฝั่งรัฐบาล-เกลียดทุจริต
ก่อนอื่น ‘ชัชวาลล์’ ยืนยันถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคว่า “จุดยืนของพรรคเรา คือถ้าคนที่ถูกตรวจสอบสามารถตอบได้ชัดเจน เราก็พร้อมที่จะสนับสนุน ในชีวิตผมไม่เคยทำอะไรเลวทราม ผมเกลียดการทุจริต ถ้าคนทุจริตชัดเจนผมก็คงยกมือให้ไม่ได้ เราขอบอกตรงๆ พรรคไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน เราอยู่ฝั่งรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น เพราะที่ผมกระโดดลงทำการเมือง โดยไม่เล่นการเมืองเพราะเป็นห่วงประเทศชาติ กลัวว่าคนไทยจะออกมารบฆ่ากันเอง เราลงไปแล้วเราก็ประกาศชัดเจนว่าเราอยากให้คนไทยรักกัน”

“ปัญหาที่น่าห่วงตอนนี้ คือ ทุกอย่างกลายเป็นการเมืองหมดเลย ไม่ได้เอาความถูกต้องกันมา ตะแบงกันไปต่างคนต่างตะแบง มันก็ลำบาก คนเราถ้าผิดเฉยเสียบ้างอย่าไปพูด ผมว่ามันก็จะทำให้เหตุการณ์มันดีขึ้น ไม่ใช่พอเราผิดแล้วก็ยังมาพูดอีก มันก็ลำบาก”

สำหรับการทำงานภายในพรรคนั้น ‘ชัชวาลล์’ บอกว่า ไม่เคยก้าวก่ายหรือชี้นำใครในพรรค เพราะการทำงานและการตัดสินใจของพรรคในแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะร่วมกันตัดสินใจ เพราะตัวเองไม่ใช่นายทุน

“การทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่วนใหญ่จะคอยให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการบริหารพรรค ทุกเรื่องผมไม่เคยตัดสินใจเอง แต่ให้ที่ประชุมพรรคร่วมกันตัดสินใจ ผมไม่ใช่นายทุนครับ เพราะนายทุนต้องมีเยอะ”

   กวินนาถ-จารึก ไม่ใช่งูเห่า
ส่วนการรับส.ส.พรรคอนาคตใหม่สองคน “อย่างคุณกวินนาถพอเขาเข้ามาเขาก็สบายใจ ไม่โดนอะไร พอคุณจารึกก็รู้จักกันอยู่แล้ว ก็เลยสบายใจ ทั้งสองคนเข้ามาไม่ได้ผ่านผมนะครับ แต่มีคนที่รู้จักกันมาบอกว่าจะมาอยู่ด้วยได้หรือไม่ ผมก็บอกว่าดีๆ ถือว่ามาช่วยกันทำงาน”

“เพราะเราเป็นพรรคเล็ก ส.ส.เขตเราก็ไม่มี พอเป็นส.ส.เขตเข้ามาก็โอเคเลย เขารับเรื่องร้องทุกข์ในเขตมาจะได้มาหารือกันและพูดกันในสภาเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้ท้องถิ่นของเขาได้ ส่วนเรื่องการทำงานในเชิงนโยบายคงจะต้องมาหารือกันอีกครั้ง แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผมเป็นคนที่ชอบให้คนรักกัน ไม่อยากให้คนมาขัดแย้งกัน มีอะไรก็แบ่งกันทำ”

กับคำถามที่ถามว่าเป็นการรับฝากเลี้ยงใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ระบุว่า “ไม่ใช่หรอกครับ (หัวเราะ) อย่างคุณจารึกส่วนตัวก็รู้จักกันมานาน 30 ปีแล้ว มาอยู่ด้วยกันก็ดีกว่าไปอยู่ที่อื่น และ ผมไม่คิดว่าเป็นงูเห่านะครับ เพราะอย่างที่เขาทำก็คิดว่าเป็นการแสดงจุดยืนของเขา ถ้าผมเป็นเขา ผมก็คงตัดสินใจแบบนั้นเหมือนกัน ผมว่ามันเป็นเรื่องของความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของแต่ละคน”

ขณะที่ประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการตั้งกลุ่ม “กิจสังคมใหม่” นั้นว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ในเรื่องนี้ก็ได้รับคำตอบจากหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทอย่างน่าสนใจเช่นกัน

“เราได้คุยกับพี่เอี้ยง (ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย) กันตรงไปตรงมา ก็ชอบนิสัยกัน พี่เอี้ยงเป็นคนโผงผางแต่เป็นคนจริงใจครับ พี่เอี้ยงมาชวนผม ผมก็โอเค คุณพิเชษฐ์กับคุณมงคลกิตติ์ที่เคยประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระก่อนหน้านี้ ผมเองก็อยากให้รัฐบาลไม่ปริ่มน้ำ ก็เลยไปชวนทั้งสองคนมาอยู่ด้วยกัน”

“ผมบอกไปว่าคุณประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระ ก็ไปยกมือให้รัฐบาลไม่ได้ เรามากันเป็นกลุ่มดีไหม มีอะไรก็มาประชุมกัน ใครโดนอภิปรายแล้วตอบคำถามดี เราก็ยกมือให้เขา จนเขาประกาศสนับสนุนรัฐบาลผมก็สบายใจเพราะต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้

“กลุ่มกิจสังคมใหม่ตอนนี้มีประมาณ 10 คน แต่ไม่เคยคุยเรื่องโควตารัฐมนตรีครับ นี่คือเรื่องจริงเราไม่เคยคุย เพราะถ้าเราไปคุยเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นว่าเรารวมกันเพื่อจะไปต่อรอง ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลยครับ เราคิดว่าเราเป็นพรรคพลังท้องถิ่นไท เราก็อยากทำงานให้ท้องถิ่นเพื่อที่ท้องถิ่นจะได้มีงบประมาณได้เต็มๆ หรือมีกฎระเบียบที่มีปัญหาก็จะได้เข้าไปแก้ไขให้ได้ เพื่อให้งานเดินสะดวก”

      แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย
ส่วนอนาคตการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องหนึ่งที่พรรคพลังท้องถิ่นไทให้ความสนใจกัน โดย ชัชวาลล์ มองถึงอนาคตของการเมืองไทยและรัฐบาลว่า ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าน่าจะไปลำบาก แต่ตอนนี้คิดว่ารัฐบาลก็น่าจะแข็งแกร่งมากขึ้นและน่าจะอยู่ได้ อย่างคะแนนเสียงข้างมากของรัฐบาลก็เริ่มไม่ปริ่มน้ำแล้ว”

แต่สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ‘ชัชวาลล์’ ชี้ลงไปว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาอื่นๆ เพื่อให้การทำงานกิจกรรมของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่มีอุปสรรค

“การทำการเมืองเวลานี้กติกาหลายๆ อย่างเป็นอุปสรรคค่อนข้างมาก อย่างเรื่องการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินก็ต้องชี้แจงหมดเลย เพราะบางรายการก็เป็นราคาไม่เท่าไหร แต่ก็ต้องถ่ายรูปส่งไปให้หมด หรืออย่างรัฐธรรมนูญ พรรคพลังท้องถิ่นไท เห็นว่ามีหลายจุดที่ต้องแก้ไข แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก เช่น ระบบการเลือกตั้งส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อที่ให้เห็นเป็นบัตรเลือกตั้งใบเดียวกัน หรือการต้องมีสมาชิกพรรคทุกเขตเลือกตั้ง”

“ซึ่งเป็นเรื่องหนักหนาเหมือนกันสำหรับพรรคการเมืองเล็ก อย่างกำหนดให้ต้องเสียค่าสมาชิก 100 บาท มันเป็นเรื่องยากนะครับ เวลาปกติจะเอาคนมาเป็นสมาชิกพรรคยังต้องไปหาและขอร้องกัน ทีนี้จะมาให้เสียค่าสมาชิกอีกก็ลำบาก กติกาดูซับซ้อนเกินไป มันเหมือนเป็นการไม่สนับสนุนประชาธิปไตย”

“การเลือกตั้งเท่าที่ฟังมาก็อยากให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ บางคนรักพรรคก็ยังเลือกพรรคได้ หรือบางคนรักผู้สมัครก็เลือกคนนี้เพราะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกัน คนไทยยังเอาพรรคเอาพวกกันอยู่ เรารู้จักใครเราก็อยากลงคะแนนให้คนนั้น บางทีมันก็ตัดสินใจยาก” ข้อเสนอและบทสรุปจากหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท

คลุกวงใน วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563

21 มกราคม 2563 – 09:55 น.
เสียบบัตร,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,คลุกวงใน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 426 ครั้ง

คลุกวงใน  วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

         หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการ ทำหน้าที่เจาะเสาะคุ้ยเคาะทุกประเด็นข่าวร้อน ป้อนคนอ่านทุกวัน 

00000 น่าอายอย่างยิ่ง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ “เสียบบัตร” ลงคะแนนแทนกัน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมา “ตีแสกหน้า” ส.ส.ภูมิใจไทย ฉลอง เทอดวีระพงศ์ แห่งพัทลุง ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ในวาระ 2 และ 3 งามหน้ากันจริงๆ 

00000 ที่สำคัญ ฉลอง ออกมายอมรับว่า วันเกิดเหตุ “เสียบบัตร” ทิ้งไว้จริงๆ แต่ ไม่ได้ให้ใครกดบัตรแทน “พญาเสือ” ขอบอกนี่ภาษากฎหมายเขาเรียกให้การ “ภาคเสธ” นะ คือยอมรับว่า เสียบบัตรทิ้งไว้ แต่ไม่ได้ให้คนกดคะแนนแทน แค่ยอมรับก็ตาย “หยังเขียด” แล้ว

00000 นิพิฏฐ์ บอกว่า เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบรรทัดฐาน การกดบัตรแทนกัน ผิดรัฐธรรมนูญ “ตกเก้าอี้” ทันที จะทำอย่างไรดี ส.ส.ต้องยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นี่ส่วนตัว ไม่นับกฎหมายงบประมาณ หากไม่ถูกไม่ต้องแบบนี้ อาจจะต้องเป็นโมฆะ สวยละสิ

00000 พรรคภูมิใจไทย รีบแถลงทันที โดย “บังศุภ” ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรค ยืนยันว่า การเสียบบัตรทิ้งไว้ในสภาเป็นเรื่องปกติของ ส.ส. อ้าว !! ไหงพูดแบบนี้ “พญาเสือ” ไม่เข้าใจ ทำไม ส.ส.ในสภามีพฤติกรรมแบบนี้ หรือว่าภาวะ “เสียงปริ่มน้ำ” เลยเสียบบัตรคาไว้ เผื่อต้องลงมติเดี๋ยวจะแพ้ฝ่ายค้าน งั้นหรือ

00000 แล้วจะรับผิดชอบอย่างไร หากกฎหมายงบประมาณเป็นโมฆะ อย่างที่ “นิพิฏฐ์” ว่าเอาไว้ ฝากประธานชวน หลีกภัย เตือนบรรดา ส.ส.ผู้ทรงเกียรติด้วย ทำแบบนี้มัน “ตบหน้า” ประชาชน เพราะในอดีตเราเคยได้เห็นการ “ลักหลับ” ในการพิจารณากฎหมาย ลากยาวกันตีสามตีสี่ รอจนประชาชนเจ้าของประเทศ “หลับ” จึงผ่านกฎหมาย อย่าให้ซ้ำรอยเรื่องแย่ๆ แบบนั้น

00000 “พญาเสือ” ไม่เข้าใครออกใคร แต่งานนี้ต้อง “ชัดเจน” ว่าพฤติกรรมแบบนี้ใช้ไม่ได้ ไม่มีข้ออ้างและข้อแม้ เพราะการลงมติในกฎหมายสำคัญเป็นเรื่องใหญ่ ที่ ส.ส.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ที่ “พญาเสือ” ได้ยินมา ไม่ได้มีคนเดียว ที่ให้คนอื่นเสียบบัตรกดคะแนนแทน แล้วแบบนี้จะมาเป็น ส.ส.ทำไม ถ้าไม่มาทำหน้าที่

00000 แต่ข่าวนี้มาแรงกว่าคือ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ลุงตู่ เตรียมปรับครม. เสียงลือเสียงเล่าดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า งานนี้ “เขี่ยภูมิใจไทย” ออกอย่างไม่ต้องสงสัย แหล่งข่าวบอก “พญาเสือ” ว่าไม่ต้องถามว่าจะเอาพรรคไหนมาแทน 51 เสียงของ ภูมิใจไทย แต่มีแน่นอน

00000 ดังนั้นหาก “เขี่ย” ภูมิใจไทย ก็จะได้กระทรวงเกรดเอกลับคืนมา ทั้งท่องเที่ยวและคมนาคม คนในพลังประชารัฐ(พปชร.)ก็แฮปปี้ ไม่ต้องแย่งกัน เพราะว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ปักธงจอง “คมนาคม” ไม่สน “พลังงาน” แล้ว แต่ว่าตอนนี้ สุริยะ ยังพักรักษาตัว เส้นประสาทกดทับก้นกบ เดินเหินลำบาก

00000 ฮัดเช้ย !!!! เป็น พรรคร่วมรัฐบาล ด้วยกัน แต่เล่น “เสียบข้างหลัง” กันแบบนี้ ไม่ต้องเผาผีกันเลย เพราะจู่ๆ “เสี่ยมากบารมี” ก็ไปติดต่อฝ่ายค้าน ให้ลบชื่อ รมต.คนหนึ่งออกจากรายชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนี้พอรับได้ว่าการวิ่ง “ล็อบบี้” เป็นเรื่องธรรมดาในทางการเมือง แต่ที่ “พญาเสือ” งงคือ นอกจากจะ “ล็อบบี้” เพื่อเอาชื่อออกแล้ว ยังมีการ “ล็อบบี้” เพื่อให้ “ซักฟอก” รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีกต่างหาก คนที่ถูกหวยชื่อ “สุริยะ” มีการขอให้ฝ่ายค้านที่สนิทกับ “เสี่ยมากบารมี” ใส่ชื่อ “สุริยะ” เข้าไปด้วย นัยว่าแค้นที่ไม่ยกเลิก 3 สารพิษ เพราะไปตั้งโรงงานผลิตสารตัวใหม่รออยู่ โอกาสที่จะสะเดิ๊บงบเป็นพันล้าน เลยหลุดลอย

00000 ฝ่ายค้านจะบ้าจี้ตามหรือไม่ อันนี้ “พญาเสือ” ไม่ทราบ เลยอยากถาม “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” ว่าในฐานะที่เป็นประธานการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นี่ในพรรคเพื่อไทย กำลัง “ด้อยค่า” หรือดิสเครดิต “สารวัตรเหลิม” แล้วจะอยู่ทำหน้าที่ต่อไปทำไม ให้เด็กมันมา “ถอนหงอก” เล่น หรือว่า ฝ่ายค้าน “หิวโหย” และแยกย้ายกันทำมาหากิน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคช่วยตอบที 00000

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๑) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411735?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๑)

21 มกราคม 2563 – 09:55 น.
วัฒนธรรมทางการเมือง,พรรคเกิดใหม่
เปิดอ่าน 818 ครั้ง

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๑) โดย… ทวี สุรฤทธิกุล

จำนวนพรรคการเมืองสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมือง

ในประเทศตะวันตก พรรคการเมืองมีกำเนิดจากอุดมการณ์ ซึ่งก็คือ “แนวคิดในการต่อสู้ทางการเมือง” ดังเช่นประเทศอังกฤษ ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างแนวคิดอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม ก็ทำให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่ขึ้น 2 พรรคเมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา หรือในสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมีระบบ 2 พรรคเกิดขึ้นด้วยความแตกต่างทางความคิดของนักการเมืองที่ร่วมก่อตั้งประเทศมาด้วยกัน แต่พวกหนึ่งเห็นว่าควรให้อำนาจกับรัฐบาลกลางมากกว่า ก็รวมกลุ่มกันเป็นพรรครีพับลิกัน แต่อีกพวกหนึ่งควรให้อำนาจแก่แต่ละมลรัฐมากกว่า ที่เรียกว่าพวกเฟเดอเรชั่นลิสต์ ก็รวมกันเป็นพรรคเดโมแครต

ต่อมาในยุโรปมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทำให้เกิดชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางมากขึ้น สังคมแบ่งแนวคิดเป็นพวกซ้ายที่ชื่นชอบระบอบสังคมนิยมและเสรีนิยม กับพวกขวาที่ยังเป็นอนุรักษนิยม รวมทั้งมีการแยกขั้วความคิดออกไปตามจำนวนความหลากหลายของกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคมเหล่านั้น ในระยะต่อมาจึงเกิดระบบพรรคการเมืองแบบหลายพรรค แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาอำนาจสองชาติใหญ่คือสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตรัสเซียได้แข่งขันกันสร้างพันธมิตรทางอุดมการณ์ ที่เรียกว่า “สงครามเย็น” คือการแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ กับฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตรัสเซียเป็นผู้นำ ที่มีการ “ส่งออก” ระบบการเมืองของทั้งสองค่ายนี้ไปสู่ประเทศที่เป็นบริวารนั้นด้วย

ภายหลังที่สงครามเย็นสงบลงในทศวรรษ 1990 รัฐประชาชาติทั้งหลายมีความเป็นอิสระมากขึ้น ปัญหาของโลกเปลี่ยนไปเป็นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ประเด็นการต่อสู้เชิงนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปสู่การแข่งขันในเรื่องการค้าและเทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การวางแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา ผู้คนได้หันมาสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น โลกร้อน และมลภาวะต่างๆ มากขึ้น รวมถึงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ความเสมอภาคเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดพรรคการเมืองในยุคใหม่ ที่เน้นปัญหาในประเด็นต่างๆ เหล่านั้นโดยเฉพาะ ดังที่เห็นกันอยู่ทั่วโลก

ในกรณีของประเทศไทย การตั้งพรรคการเมืองในยุคแรกเป็นเรื่องของ “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” คือถ้าไม่นับ “การเล่นการเมืองสมมุติ” ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็น “คณะราษฎร” นั่นเอง ที่เป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งสิ้น ทั้งยังมีลักษณะที่ “หวงอำนาจ” คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ที่คณะราษฎรเขียนขึ้นนั้นก็ไม่ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอื่นขึ้นมาแข่ง จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.เขียนขึ้น คือฉบับ พ.ศ. 2489 จึงให้มีการตั้งพรรคการเมืองอื่นๆ ขึ้นได้ โดยพรรคการเมืองพรรคแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือพรรคก้าวหน้า ซึ่งก่อตั้งโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่ต่อมาได้รวมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต่อสู้กับพรรคการเมืองอีกกลุ่มหนึ่งคือพรรคสหชีพและพรรคแนวรัฐธรรนูญ ที่รวมตัวกันสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองในยุคนี้จึงเป็นเรื่องของการยึดถือ “ตัวบุคคล” ดังนั้นถ้าจะว่าไปแล้ว พรรคการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นมาแม้ในทุกวันนี้ ก็ยังเกิดขึ้นด้วยปัจจัยเพียง 2 เรื่องดังกล่าว คือถ้าไม่เป็นพรรคของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เช่น เป็นพรรคของคณะปฏิวัติ หรือผู้มีบารมีทางการเมือง ก็เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือเชิดชูบุคคลบางคน เช่น นายทุนหรือผู้มีอิทธิพลในพรรค

มีบางยุคสมัยที่เราเกือบจะมีพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์ เช่น การเกิดขึ้นของพรรคแนวสังคมนิยมหลายๆ พรรคใน พ.ศ. 2517–2519 ซึ่งก็ได้ ส.ส.เข้ามาเป็นจำนวนพอสมควร แต่ภายหลังที่คณะทหารยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมกับการใช้นโยบายที่รุนแรงในการจัดการกับพวกคอมมิวนิสต์ ได้ทำให้พรรคการเมืองในแนวทางดังกล่าวสูญพันธุ์ไป (จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีพรรคใดกล้าประกาศว่าจะใช้แนวทางแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในการปกครองประเทศ แม้จะมีบางพรรคที่ผู้นำของพรรคเคยพูดพาดพิงถึงการล้มล้างสถาบัน ก็ยังต้องออกมาปฏิเสธในตอนท้าย)

ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองของไทยมีลักษณะยึดเกาะกับตัวบุคคล ทำให้พรรคการเมืองหลายๆ พรรคต้องเสื่อมสลายไปพร้อมๆ กับผู้นำของพรรคนั้นด้วย เช่น พรรคประชากรไทยของนายสมัคร สุนทรเวช พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพรรคพลังธรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นต้น รวมถึงพรรคที่โด่งดังที่สุดคือพรรคไทยรักไทย ที่เป็นพรรคของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร แม้พรรคนี้จะถูกยุบและ ดร.ทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ยังต่างประเทศ ก็มีผู้พยายามสร้างพรรคใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสืบทอดความเป็น “ของทักษิณ” มาจนกระทั่งเป็นพรรคเพื่อไทยในทุกวันนี้ นี่ก็แสดงว่าพรรคการเมืองกับตัวบุคคลเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกในกรณีของประเทศไทย การที่พรรคการเมืองพรรคใดจะ “อยู่หรือไป” ก็ขึ้นอยู่กับ “การคงอยู่” ของผู้นำพรรคเท่านั้นนั่นเอง

พรรคการเมืองไทยจึงเป็นระบบ “หลายพรรค” ด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีคนอยากเป็นใหญ่เป็นโตจำนวนมาก คนเหล่านั้นถ้ามีโอกาส เช่น มีบารมีและทุนเพียงพอ ก็จะก่อตั้งพรรคนั้นขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เราจะได้เห็นในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ก็จะมีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเสมอๆ แต่ถ้าหากจะพิจารณาไปแล้ว ก็ไม่ใช่ประเภท “ใหม่ถอดด้าม” เสียทั้งหมด บ้างก็เป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่คนในพรรคใหม่นั้นก็เป็นนักการเมืองหน้าเดิมๆ และบ้างก็เป็น “เหล้าใหม่ในขวดเก่า” ที่บางพรรคก็มีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ก็ต้องถูกครอบด้วยนักการเมืองเก่าๆ ในที่สุด

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมาก ซึ่งจะขออธิบายต่ออีกในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะอนาคตของพรรคเก่าๆ อย่างประชาธิปัตย์ และพรรคใหม่ๆ อย่างพรรคอนาคตใหม่

คนแก่ล้นประเทศ ปัญหาต้องดูแล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411729?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนแก่ล้นประเทศ ปัญหาต้องดูแล

21 มกราคม 2563 – 09:25 น.
คนแก่,ผู้สูงอายุ
เปิดอ่าน 364 ครั้ง

คนแก่ล้นประเทศ ปัญหาต้องดูแล คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          “ดับเครื่องชน” วันนี้ขอชี้แจ้งให้ทราบถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือในอนาคตว่าต่อไปคนไทยจะมีอายุยืนขึ้น จะมีคนแก่หรือคนชราล้นประเทศ

คนสูงอายุหรือคนชราจะได้รับการดูแลสุขภาพ ซึ่งต่อไปคนรุ่นใหม่จะต้องรับภาระเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะผู้หญิงจะดูแลตัวเอง จะมีอายุยืนยาว

รัฐบาลจะต้องเตรียมรับมือเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือปรับโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นหน้าที่ตรง ได้แก่
1.ด้านสังคม ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรที่มีคุณค่าในสังคม พัฒนาระบบบำนาญการออม สวัสดิการ และใช้นวัตกรรมเพื่ออำนวยสะดวกแก่ผู้สูงอายุ 2.ด้านเศรษฐกิจ เน้นการเพิ่มคุณภาพมากกว่าหาแรงงานทดแทน 3.ด้านการศึกษา ควบรวมโรงเรียนเล็กโดยคำนึงถึงความเสมอภาคและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา   4.ด้านสุขภาพอนามัย กระจายการบริการสาธารณสุขทั่วถึงและเท่าเทียมในทุกช่วงวัย และดูแลปัจจัยเสี่ยงต่อโรคสำคัญ 4 กลุ่มคือ หัวใจ และหลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน และระบบทางเดินหายใจเรื้อรังที่มีอัตราการตายเพิ่ม 5.ด้านสิ่งแวดล้อม ปรับมาตรฐานการวัดมลพิษให้เป็นสากล

ผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ต้องให้ความเป็นห่วงมากที่สุด เพราะผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ แม้จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐ-เบี้ยยังชีพ ก็ไม่เพียงพอจึงต้องเร่งให้คนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นออมเงินเพื่อรับรองวัยเกษียณในอนาคต รวมถึงอาชีพอิสระหาบเร่ แผงลอย และเกษตรกร

          จึงขอรวบรวมข้อมูลมาให้ทราบเพราะสังคมผู้สูงอายุละเอียดอ่อนมากและสังคมไทย-วัฒนธรรมไทย จะไม่ทอดทิ้งคนแก่ให้เดียวดาย ซึมเศร้าอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 อนาคตของโลกยุคใหม่
จดหมายจากคุณ ‘ปฐมศักดิ์’ กทม. ต่อไปนี้น่าสนใจมากเพราะเป็นเรื่องอนาคตที่เกิดขึ้นเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องจริง

บัดนี้ ‘กองทัพอวกาศ’ ของสหรัฐอเมริกา จะเกิดขึ้นและอย่าไปตระหนกตกใจเพราะต่อไปจะมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นอีก 100%
อ๊อด เทอร์โบ


 กองทัพอวกาศอเมริกา
 เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

วันก่อนผมอ่านข่าวและคอลัมน์ในคมชัดลึก ว่าหรัฐอเมริกาวางแผนจัดตั้งกองทัพอวกาศขึ้นมาต่อจากทัพบก-เรือ-อากาศ-นาวิกโยธิน-หน่วยยามฝั่ง ยังนึกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นี่ทำอะไรสุดติ่งจริงๆ

ปรากฏว่าพรรคพวกผมที่อเมริกา บอกว่า อเมริกากองทัพอวกาศได้ผ่านการรับรองจากสภาและอนุมัติเป็นกฎหมายแผนการโครงสร้างมาแล้ว และต่อไปอวกาศก็จะไม่ใช่เป็นดินแดนแห่งความเงียบสงบอีกต่อไป

เรื่องนี้ไม่ขอวิจารณ์ถึงกองทัพไทยเพราะละเว้นในฐานที่เข้าใจ แต่สงครามต่อๆไปหรือสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นสงครามอวกาศโดยแท้และผมคิดเองว่าต่อไปการใช้กำลังทหารจะค่อยๆ หมดไป

ต่อไปนี้จะเป็นทหารหุ่นยนต์หรือเรือรบ-เครื่องบินรบจะเป็นโครนหรือปราศจากหรือไร้ซึ่งมนุษย์ประจำการอยู่

อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้อย่าตกใจไปเลยและจะต้องมีเรื่องจริงไม่อิงนิยายเกิดขึ้นในโลกนี้
ปฐมศักดิ์ (กทม.)


 เรื่อง ชื่นชมหนุ่มการรถไฟน้ำใจงาม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของสังคมไทยไม่สิ้นคนดีครับ หลังจากโซเชียลแห่แชร์ภาพ เจ้าหน้าที่รถไฟ นายยาการียา มามุ หรือ “มามุ” อายุ 34 ปี ช่วยอุ้มคุณยายอายุ 82 ปี ลงจากขบวนรถไฟขณะเดินทางมาจาก อ.หาดใหญ่ ไปลงที่สถานีบ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมลูกสาววัย 41 ปี

เนื่องจากชานชาลาของสถานีรถไฟสูง คุณยายลงไม่ได้ เจ้าหน้าที่ประจำรถไฟทั้ง 2 คนมาเห็น จึงช่วยประคองและถือสัมภาระให้ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นช่วยอุ้มลงจากรถไฟแทน แม้คุณยายจะบอกว่าไม่ต้องอุ้มเพราะกลัวล้ม แต่พนักงานคนนี้บอกว่าไม่ต้องกลัวล้ม และอุ้มไปส่งถึงชานชาลา สร้างความประทับให้คุณยายและลูกสาว และผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

ขอชื่นชมในคุณงามความดีนี้ครับ ให้บริการเกินร้อย เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่สังคม จงทำต่อไปนะครับ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ใครหลายๆ คนที่ได้เห็น และเกิดความนึกคิดที่อยากจะทำความดี คนแบบนี้น่ายกย่องมากครับ คุณสุดยอดมาก

เรื่องนี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต รฟท. ต้องหาวิธีอำนวยความสะดวกรองรับการขึ้นลงชานชาลาของผู้สูงวัยและผู้พิการแล้วนะครับ
กนกศักดิ์ (บางซื่อ)


 คนดียังมีอยู่
คุณ ‘กนกศักดิ์’ บางซื่อ ได้แจ้งสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าคนดีมีน้ำใจยังมีอยู่ทั่วไป

นี่เองแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีของคนไทยและระยะนี้มีแต่ข่าวสะเทือนใจ อยากให้ทุกคนได้มีกำลังใจ มีสติในการดำเนินชีวิตเพราะคนดีมีมากกว่าคนเลว
อ๊อด เทอร์โบ
