ส่องลึก อาวุธใหม่ แม่ทัพ เอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องลึก อาวุธใหม่ แม่ทัพ เอก

21 มกราคม 2563 – 09:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืิงกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,619 ครั้ง

ส่องลึก อาวุธใหม่ แม่ทัพ เอก  คอลัมน์…  ท่องยุทธภพ  โดย…  ขุนน้ำหมึก

เหมือนรู้ชะตากรรม แกนนำพรรค และ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด จะมาร่วมฟังคำตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ที่​สำนักงานใหญ่พรรค อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ชั้น 5 โดยส่งแค่ทนายความไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ข่าวยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นที่รับรู้กันไปทั่วทุกซอกหลืบประเทศ ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันให้แซด ไม่เจอคดีล้มล้างการปกครอง ก็โดนคดีเงินกู้ แต่น้อยคนนักจะพยายามศึกษารายละเอียดของคดีความ

++

        กลับไปนับหนึ่ง
เมื่อเดือนเมษายน 2562 “ชัยธวัช ตุลาธน” ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์เว็บ The 101 World เกี่ยวกับปฏิบัติการสร้างพรรคสีส้ม

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และมิตรสหาย ได้ถกเถียงเรื่องอนาคตประเทศไทยมาแต่ปี 2560 “เราจะทนกันอยู่อย่างนี้หรือ” มีข้อเสนอมากมาย และการตั้งพรรคการเมืองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เนื่องจากพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ทำพรรคการเมืองมาก่อน จึงมีผู้เสนอสร้างขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภาให้เข้มแข็ง แล้วค่อยพัฒนาเป็นพรรคการเมือง

“ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” เป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ธนาธรกับพวกช่วยกันตั้งไว้ให้คิดต่อ ช่วงเหตุการณ์อาหรับสปริง ก็เริ่มจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และนำไปสู่การล้มอำนาจรัฐบาลในหลายประเทศอาหรับ ซึ่งเกิดขึ้นผ่านการรวมตัวของประชาชน ที่มีเหตุผลต่างกันในการเข้าร่วม

          ขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านั้น มิได้มีผู้นำที่ชัดเจน และบทบาทของสื่อออนไลน์ ในฐานะสื่อกลางและเครื่องมือสำหรับการถ่ายทอดข้อมูล และระดมคนให้เข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม จะเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของ “ธนาธร” หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจริง

++

     สงครามความคิด
ถ้ายังจำกันได้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ปลุกเร้าจิตใจชาวสีส้มว่า “สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่อันโตนิโอ กรัมชี บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิดก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤติการณ์ย่อมปรากฏขึ้น”

สองปีที่แล้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดการบรรยายวิชาการ “กรัมชีกับการเมืองไทย” โดย ดร.คลาวดิโอ โซแปรนเซตติ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วิเคราะห์ว่า แนวคิดที่ทรงพลังของอันโตนิโอ กรัมชี ที่สอดคล้องกับการเมืองไทยในขณะนี้คือ วิกฤติของการครองอำนาจนำ

“เราจะเห็นได้ว่า คสช. ในขณะนี้กำลังสูญเสียการครองอำนาจนำลงไปอย่างต่อเนื่อง ..แต่สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดการล้มรัฐบาล คสช. คือการที่กลุ่มอำนาจใหม่ยังไม่สามารถสถาปนาตัวเองได้”

พูดง่ายๆ คสช.หรือฝ่ายทหารกำลังแย่ แต่ฝ่ายต่อต้านก็มิอาจสถาปนา “อำนาจใหม่” ได้ “ปิยบุตร” จึงออกมาแถลงรัวๆ ว่า ฝ่ายจารีตนิยมจ้องหาทางทำลายสิ่งเกิดใหม่คือ พรรคอนาคตใหม่

ปิยบุตรจึงสนใจการทำสงครามการเข้ายึดชิงพื้นที่ทางความคิด และสถาปนาอุดมการณ์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือเยาวชน ด้วยความอดทน

++

   บทเรียน ครก.112
การเคลื่อนไหวนอกสภาของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ขอฝาก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ได้สรุปบทเรียนจากสมัย “คณะนิติราษฎร์” ในฐานะกลุ่มนักวิชาการที่รวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร โดยเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549 และเสนอแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จากนั้น คณะนิติราษฎร์ ได้ส่งไม้ต่อให้ “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

“ปิยบุตร” คงคาดไม่ถึงว่า กิจกรรมรณรงค์ล่ารายชื่อของ ครก.112 ได้ถูก “แดงเวทีเล็ก” หรือ “แดงตาสว่าง” เข้ามาเทคโอเวอร์ เมื่อ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” แกนนำแดงไผ่แดง 52 (หนองแขม) นำเอาเรื่องแก้ไข ม.112 เป็นประเด็นการเมืองเชิงลึก

“ไม้หนึ่ง ก.กุนที” ร่วมมือ “อาจารย์หวาน” สุดา รังกุพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวที ครก.112 ปลุกระดมชุดความคิดตาสว่าง จนทำให้นักวิชาการหลายคน เปื้อนสีแดงเถือก

         อาจารย์ป๊อกอาจเชื่อในแนวคิดกรัมชี แต่คนในพรรคสีส้ม ยังมีพวก “ซ้ายอกหัก” อยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังเชื่อในทฤษฎีอำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน 

หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411726?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2

21 มกราคม 2563 – 09:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,14 ตุลา
เปิดอ่าน 765 ครั้ง

หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2 คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

คำถามยอดฮิตในนาทีนี้ “ธนาธร” จะลงถนนมั้ย? ทำม็อบแบบไหน? เพราะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เองก็พอคาดเดาชะตากรรมของพลพรรคสีส้มได้ จึงจัดงาน “Future is now” อย่ากลัวอนาคต ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

สื่อค่ายชินวัตร พาดหัว “ธนาธรสู้แน่ ชูโมเดลสิบสี่ตุลา” ดูจะแตกต่างจากสำนักอื่นๆ อย่างว่าแหละอยู่ที่การจับประเด็น สุดแท้แต่ว่า บก.ข่าวจะหยิบเรื่องไหนมาขยาย

  “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พยายามอธิบายว่าการชุมนุมของประชาชนโดยสันติ เป็นสิทธิเสรีภาพที่ชอบธรรมตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ส่วนการชุมนุมที่จะนำพาสังคมไปสู่ทางตันหรือเกิดความรุนแรงนั้น จะไม่เกิดขึ้นจากการนำของตัวเขาแน่นอน

อดีตผู้นำนักศึกษายุค สนนท. เล่าว่า การชุมนุมสันติและปราศจากอาวุธ เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งการชุมนุมครั้งนั้นได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแง่บวกนั่นคือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

กล่าวสำหรับ 14 ตุลา ผ่านมาแล้ว 40 กว่าปี แต่ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ คนหนุ่มสาว พ.ศ.โน้น ซึ่งปัจจุบันพวกเขาเหล่านั้นก็อายุราว 60-70 ปี ได้มีมุมมองต่อ 14 ตุลา เป็น 2 แนวคิด

พวกแรกเรียกว่า “14 ตุลา วันประชาอภิวัฒน์” แต่อีกพวกเชื่อว่าเป็น “อุบัติเหตุ 14 ตุลา” โดยโฟกัสไปที่ “ศึกชิงอำนาจ” ภายในกลุ่มขุนศึก จนทำให้ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” ต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน

หลังจาก “2 จอมพล 1 พันเอก” ออกจากไทย ก็ได้เกิด “ศูนย์อำนาจใหม่” อันประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และพล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ

พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็นขุนศึกอยู่ในสายเดียวกันกับ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” ที่ถูกวางตัวให้สืบทอดอำนาจจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ พล.อ.กฤษณ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบกมาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงเดือนตุลาคม 2516 จึงได้เป็น “ผู้บัญชาการทหารบก”

การผูกขาดอำนาจของจอมพลถนอม กิตติขจร ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจอมพลประภาส จารุเสถียร ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทำให้นายทหารคนอื่นหมดโอกาสขยับ

มี 2 เหตุการณ์ที่ยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ คือการปะทะหน้าสวนจิตรลดา เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และกรณี “ชายชุดดำ” บนหลังคาตึกกองสลากกินแบ่ง ยิงปืนใส่นักศึกษาที่ถนนราชดำเนิน ตอนสายวันเดียวกัน

เหตุใด พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้นจึงใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาที่กำลังสลายตัวกลับบ้าน เพราะรัฐบาลถนอมยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และทยอยเดินออกไปบริเวณหน้าสวนจิตรลดา

กรณีชายชุดดำมีการพาดพิงถึง “อาสาสมัครทหารเสือพราน” ที่อยู่ในการบัญชาการของ “เทพ 333” แต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

“เทพ 333” หมายถึง พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา) ก่อนหน้าปี 2516 ไม่ค่อยมีใครรู้จัก พล.ต.อ.วิฑูรย์ ที่มีชื่อรหัสว่า “นายพลเทพ” หรือ “เทพ 333” ผู้นำกองกำลังทหารเสือพรานปฏิบัติการลับในลาว 9 ปี ด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ

ปี 2517 พล.ท.วิฑูรย์ ได้กลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งอยู่ในสาย “เจ้าพ่อเกียกกาย” พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

ตัวละครลับคนสำคัญใน 14 ตุลา คือ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เนื่องจากเขาได้กลายเป็น “ผู้มีบารมี” คอยค้ำยัน “รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์” และจัดตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งปี 2519 พล.อ.กฤษณ์ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ สะกัด “หม่อมคึกฤทธิ์” จนเป็นผลสำเร็จ และในเดือนเมษายน 2519 พล.อ.กฤษณ์ ได้ถึงแก่กรรมอย่างมีเงื่อนงำหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

          การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากการชุมนุม 14 ตุลา มิใช่ “จำนวน” นักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนม หากแต่เป็น “ปืน” ในมือตัวละครลับที่ก่อการรัฐประหารเงียบในคืนวันที่ 15 ตุลาคม 2516

ตรุษจีนซบ แต๊ะเอียหนึบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411725?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรุษจีนซบ แต๊ะเอียหนึบ

21 มกราคม 2563 – 07:43 น.
เทศกาลตรุษจีน,แต๊ะเอีย,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 256 ครั้ง

ตรุษจีนซบ แต๊ะเอียหนึบ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 21 มกราคม 2563

เทศกาลตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2563 เป็นที่จับตากันว่า การจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงนี้จะเป็นเช่นไรเพราะตรุษจีนปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง และจะหนักหนาสาหัสในศักราช 2563 ด้วยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีเติบโตเพียงแค่ 2% กว่าๆ เพราะมีหลากหลายปัจจัยเป็นตัวฉุดรั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินบาท การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า สถานการณ์ภัยแล้ง การส่งออกถดถอย หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อลดลง การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง อันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทุนต่างชาติ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดหมายจากการสำรวจเอาไว้ว่าเม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 13,150 ล้านบาท หดตัวลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักที่กดดันในเรื่องจับจ่ายใช้สอยก็คือกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยค่าใช้จ่ายที่หดตัวลงมากคือ ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การทำบุญ และค่าใช้จ่ายในส่วนของการแจกเงินแต๊ะเอีย ส่วนค่าใช้จ่ายด้านเครื่องเซ่นไหว้พบว่าปรับลดลง แต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่า นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านภัยแล้งก็เป็นกรณีที่ต้องติดตาม เพราะอาจกระทบกับราคาสินค้าจำพวกเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งปรับสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ปรับขึ้นในปีก่อนๆ อันอาจส่งผลเชิงลบต่อการตั้งวงเงินการใช้จ่ายได้ในช่วงนี้

แต่ถึงกระนั้นการจับจ่ายในช่วงตรุษจีนที่ลดลงจากปีก่อน ยังเป็นความท้าทายในระยะสั้นตามความผันผวนของเศรษฐกิจซึ่งอาจปรับดีขึ้นหากเศรษฐกิจกลับมาเติบโตดี แต่ความท้าทายที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนในระยะยาวคือ มุมมองต่อเทศกาลตรุษจีนที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะแม้จะยังมีคนรุ่นใหม่บางส่วนที่สืบทอดอยู่ แต่ก็ลดความเคร่งครัดลงไป ขณะชาวไทยเชื้อสายจีนบางกลุ่มก็ไม่สะดวกด้านที่พักทำให้การสืบทอดประเพณีน้อยลง นั่นจึงเป็นผลให้ธุรกิจที่คาดหวังเม็ดเงินจากค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ต้องปรับภารกิจดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมหรือผูกพันกับเทศกาลเพื่อการสืบทอดในรุ่นต่อไป

พิจารณาจากดัชนีชี้วัดจากเทศกาลตรุษจีนทำให้พอเห็นภาพภาวะเศรษฐกิจได้พอสมควร แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การทำงานหนักของรัฐบาลและเอกชนในอีกกว่า 3 ไตรมาสข้างหน้า ก็อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีก็ได้ โดยเฉพาะปัจจัยบวกที่จะเข้ามาเสริม เช่น สงครามการค้าเริ่มมีสัญญาณที่ผ่อนคลาย ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเห็นผล การลงทุนของภาครัฐเริ่มปรับตัวดีเมื่อเทียบจากปีก่อน เอกชนเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี และธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงก็คือการเมืองไม่ควรจะเข้ามาเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นเช่นที่เห็นและกำลังเป็นไป

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

20 มกราคม 2563 – 13:05 น.
อาจารย์วันชัย สอนศิริ,พรรคอนาคตใหม่,โหรวันชัย,อิลลูมินาติ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 3,130 ครั้ง

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  สถิตย์ ธรรม

“ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่” เหตุจากวันก่อน อาจารย์วันชัย สอนศิริ  ปัจจุบันท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา สวมบท “โหรวันชัย” ออกมาทำนายทายทัก อิทธิพลของดาวมฤตยูทับดวงเมืองและดาวอังคารอยู่ในเรือนมรณะ

“สถานการณ์ของดวงดาวทับกันขนาดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง” พร้อมกับเร้าอารมณ์เข้าไปอีกว่า “ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว เพราะดวงเมืองถึงคราวที่จะเปลี่ยนแปลงใหญ่”

คำทำนายดังกล่าว ทำให้ผู้คนตั้งปุจฉาตามมา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเป็นคุณหรือเป็นโทษ จะดีหรือจะร้าย ได้รับการขยายความต่อไปว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นเป็นสุขของปวงประชา ทั้งเกิดการปรองดองสมานฉันท์ เนื่องจากอิทธิพลของดาวบนฟ้าที่แผ่ไพศาลนำสู่ยุคสมัยเป็นศิวิไลซ์แห่งประเทศ”

เอาว่า เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีว่างั้นเถอะ

คราวนี้การนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่มาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง จากบุคคลทำให้เปลี่ยนหรือระบบทำให้เปลี่ยน เป็นคนไหน ระบบอะไร อาจารย์วันชัยเฉลย “ต้องติดตามไปคู่กับปฏิทินการเมืองที่ปรากฏเป็นคู่ขนานกับการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น”

ก่อนตบท้ายไว้ว่า “ทั้งการเมืองและดวงดาวช่างสอดรับกันเหลือเกิน สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้คาดไม่ถึงจริงๆ ขอให้จับตาดูกันไปชนิดอย่าได้กะพริบตา”

…สถิตย์ ธรรม… ติดตามเหตุบ้านการเมืองพร้อมกับ “จับตา” มองดูความเป็นไปมาโดยตลอด แต่ต้องกะพริบตาทุกที ครั้นจะไม่ให้กะพริบเลยคงทำไม่ได้ เนื่องจากโดยธรรมชาติมนุษย์ ขอบหนังตาถูกสั่งการโดยสมองให้กะพริบเป็นปกติ ถ้าไม่กะพริบเลยคงต้องไปปรึกษาแพทย์ บางครั้งหนังตากระตุกอีกต่างหากด้วย

อ้าว! ไหงเลยไปเรื่องกะพริบตา… ขอกลับมาที่ดวงดาวกับการเมืองกันต่อ ในเมื่อ “โหรวันชัย” มั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่าเกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นต้องไล่เลียงดูปฏิทินที่ท่านอ้างว่าสอดรับกันสักหน่อย

พบว่าวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค. 63) ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย คดีที่มีผู้ร้องพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กระทำความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่สัญลักษณ์ “อิลลูมินาติ” เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้มีการยุบพรรค 

กรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงใหญ่และเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อประเทศหรือไม่ สอบถามกองเชียร์กองแช่งคงตอบแตกต่างกันไป เป็นเรื่องยากคาดเดา อีกทั้งจะเข้าลักษณะความผิดนำไปสู่การยุบพรรคได้หรือไม่ มิอาจก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญ

กระนั้น “ผู้รู้ดี” อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ คนเดียวกับที่แนะนำการต่อสู้ทางกฎหมายให้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในคดีถือหุ้นสื่อจนต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง ส.ส.นั่นล่ะครับออกมาโชว์ความปราดเปรื่อง

ด้วยการจัดทำคลิปแถลงว่า ถ้ายุบพรรคอนาคตใหม่ จะเกิดผลร้าย 3 ประการ เฉพาะข้อสุดท้าย ช่างกล้าสื่อสารว่า “นี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรานำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างศัตรูทางการเมือง คุณกำลังผลักไสกลุ่มคนจำนวนมากในสังคม ให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้าม”

ต่อมา “กูรูจอมท้าทาย” ไปแถลงปิดคดียุบพรรคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บอกว่า “คดีนี้ถ้าจะผิดจริง ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ยุติการกระทำนั้น เพราะข้อหานี้ไม่มีการระบุโทษถึงการยุบพรรค” (ปิยบุตร กล่าวเมื่อวันที่ 18 ม.ค.63)

การโหมประโคมของ “ปิยบุตร” ต่อบรรดาสาวกสีส้ม ก็สดับตรับฟังและบันทึกพฤติกรรมนักกฎหมายผู้กล้าเอาไว้แล้วกันเผื่อจะเพิ่มอีกคดี เพราะถึงที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไรต้องสมควรน้อมรับและยึดถือปฏิบัติ

เอาล่ะ! สมมุติและสมมุติ หาก อนค.ผ่านคดี “อิลลูมินาติ” ไปได้ ต้องเผชิญด่านต่อไปว่าด้วยคดี หัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้แก่พรรค 191 ล้านบาท นำไปสู่ความผิดยุบพรรคหรือไม่ ตามกระบวนการ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้ขอให้พรรคอนาคตใหม่ ส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน นี่ก็ล่วงเลยไปแล้ว จากนี้เข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัย คาดการณ์ว่าน่าจะราวปลายเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย

ระหว่างนี้ชาวคณะได้ต่อลมหายใจไปสักระยะ จึงมีความพยายามทุกวิถีทางเคลื่อนไหว ไม่ถอยไม่ทน ตามที่พรรคสีส้มชอบติดแฮชแท็กกันเหลือเกินเพื่อปลุกกระแสมวลชนสร้างแรงกดดัน

ทว่า ช้าก่อน ยิ่งเคลื่อนไหวต้องยิ่งระมัดระวัง เพราะเมื่อไหร่ที่กระทำการออกนอกกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงดาวหายนะก็คงโคจรมาที่ “พรรคอนาคตใหม่” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค.

20 มกราคม 2563 – 12:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 871 ครั้ง

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค. คอลัมน์…  Exclusive Talk

อังคารที่ 21 มกราคม จะถึงวันพิพากษาคดีที่ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอให้วินิจฉัยตามมาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่(อนค.) “ผู้ถูกร้องที่ 1” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ “ผู้ถูกร้องที่ 2” ปิยบุตร แสงกนกกุล “ผู้ถูกร้องที่ 3” และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ “ผู้ถูกร้องที่ 4” ใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่

เมื่อคำร้องของนายณฐพรยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อกล่าวหาใน 4 ประเด็นหลัก ภายหลังวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง “ไม่รับคำร้อง” พรรคอนาคตใหม่ขอให้เปิดไต่สวนพยาน ทำให้ขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายจากศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 21 มกราคม เท่านั้น

โดยผลคำวินิจฉัยไม่ว่าจะออกมาเป็นบวกหรือลบ จะชี้วัดอนาคตแห่งอนาคตใหม่ในเส้นทางการเมือง มาวันนี้ 2 นักวิชาการภาครัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ถึงแรงเสียดทานพรรคอนาคตใหม่นับจากนี้

เริ่มที่ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า ในคดีนี้ไม่น่าเป็นที่กังวลของพรรคอนาคตใหม่ เพราะในเชิงพยานหลักฐานหรือข้อกฎหมายอาจจะไม่ค่อยชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับคดีเงินกู้ เพราะคดีเงินกู้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าสำหรับคดีอิลลูมินาติ คงไม่มีอะไรจะถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่ ส่วนคำร้องของผู้ร้องเกี่ยวกับข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่นั้น จริงๆ แล้วในข้อบังคับของแต่ละพรรคจะมีนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วก่อนจะรับจดจัดตั้งพรรคการเมืองละพรรคว่ามีสิ่งใดกระทำขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แสดงว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้ว รวมถึงในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อยู่แล้วว่าระบอบการปกครองของประเทศไทยคือระบอบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้อยู่แล้ว เชื่อว่าคงไม่น่ามีปัญหาในจุดนี้ เพราะได้ผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนพรรคการเมือง

รศ.ดร.ยุทธพร ยังประเมิน 2 แนวทางหากคำพิพากษาออกมาเป็นผลบวกและลบให้พรรคอนาคตใหม่ เริ่มที่ผลทางบวกแต่พรรคอนาคตใหม่ต้องเผชิญคดีความต่างๆ ต่อไปอีกมากมาย เพราะยังไม่รู้ว่าในคดีอื่นๆ จะเป็นผลบวกด้วยหรือไม่ แน่นอนว่าการกำหนดยุทธศาสตร์จะต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งจริงๆ วันนี้เหมือนว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับหนึ่งมากพอสมควรแล้ว กับการเมืองนอกสภาหรือเตรียมพรรคการเมืองสำรองไว้ แต่หากคำพิพากษาเป็นผลลบกับพรรคอนาคตใหม่ คงไม่ได้มีจุดที่ทำให้พรรคไม่สามารถเดินต่อได้ เพียงแต่การเดินต่อต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเท่านั้นเอง เพราะคณะกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิ ต้องอยู่นอกสภา

“ทำให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ในสภาประมาณ 60 คนจะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ แต่จะเชื่อมต่อกันได้หรือไม่กับการเมืองนอกสภา หรือแฟลชม็อบของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่จะคาดหวังถึงการขยายตัวไปสู่การชุมนุมใหญ่จะทำได้ขนาดนั้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่เป็นประเด็นท้าทายพรรคอนาคตใหม่ที่รออยู่หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 มกราคม ออกมาเป็นผลทางลบ” รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ

ขณะที่ “ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินสถานการณ์ก่อนถึงวันที่ 21 มกราคม ว่า การเดินเกมของพรรคอนาคตใหม่จะประโคมเพื่อเรียกเสียงความเห็นใจจากมวลชนของพรรค รวมถึงพยายามชี้ให้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ถูกกลั่นแกล้งว่านำไปผูกโยงกับองค์กรลับต่างๆ รวมถึงพยายามปิดกั้นข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าด้วยพฤติกรรมต่างๆ นานาที่พรรคอนาคตใหม่ถูกจับจ้องก่อนมาเล่นการเมืองและหลังมาเล่นการเมือง พฤติกรรมหมิ่นเหม่หรือความไม่ตรงไปตรงมาต่อการที่สังคมตั้งคำถามต่อความพยายามเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองของประเทศ แต่ไม่มีการอธิบายชุดข้อมูลตรงนี้ให้แก่มวลชนของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเข้าไปศึกษาในคำร้องของผู้ร้องในสำนวนคดีนี้ จะมีคำอธิบายในข้อกล่าวหาพรรคอนาคตใหม่ตรงนี้ด้วย

“เนื้อหาต่างๆ ก่อนถึงวันที่ 21 มกราคม มีความพยายามจะชูว่าไปเชื่อมโยงขององค์กรลับ แต่ไม่อธิบายรายละเอียดความเป็นจริงของพฤติกรรมของแกนนำตัวบุคคลที่แสดงออกในการวิพากษ์วิจารณ์ หลายครั้งที่หมิ่นเหม่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทย” ผศ.วันวิชิต ระบุ

ผศ.วันวิชิต ชี้ให้เห็นถึงหากผลคำพิพากษาจะเป็นทางบวกให้พรรคอนาคตใหม่ จะทำให้พลังอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่สูงขึ้นมาก ข้อความถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปฏิปักษ์ หรือถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีจะถูกลดทอนตัดทิ้งไป เท่ากับว่าพรรคอนาคตใหม่จะมีชุดคำอธิบายชุดใหม่ว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหาครั้งนี้มาจากกลุ่มที่ต้องการใส่ร้ายมาตลอดเวลา และอำนาจต่อมาจะเป็นพลังที่ใช้ในการสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้ตัวละครหลักๆ หรือบรรดาแกนนำที่รอดจากการตัดสินในวันที่ 21 มกราคม คงจะใช้เนื้อหาในการอภิปรายตอกย้ำเกี่ยวกับงบประมาณที่ไม่ชอบมาพากลของกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 3 ป.พี่น้องจะถูกตรวจสอบอย่างละวางไม่ได้

“พรรคอนาคตใหม่จะไม่เสียโอกาสนี้แน่นอนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะจุดประเด็นหรือเชิญแขกนอกสภา อย่าง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการคาดหวังให้เกิดแรงปะทุตรงนั้น” ผศ.วันวิชิต ระบุ

ผศ.วันวิชิต ระบุด้วยว่า แต่หากคำพิพากษาทำให้พรรคนาคตใหม่มีอันเป็นไป คงจะมีการกระตุ้นขวัญกำลังใจกันในรูปแบบการทำกิจกรรมทางการเมืองโดยออกไปนอกสภามากขึ้น เพื่อหาพื้นที่แสดงออกในต่างจังหวัดไม่ใช่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว อาจมีการเดินสายทำกิจกรรมกันมากขึ้น ส่วน ส.ส.พรรคที่เหลืออยู่คงหวั่นไหวพอสมควรว่าหากจะเดินไปต่อตามอุดมการณ์เดียวกันจะเหลือกันกี่คน พรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับเสียงมากขึ้นหรือไม่

ความหลากหลายทางเพศในสื่อไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความหลากหลายทางเพศในสื่อไทย

20 มกราคม 2563 – 09:50 น.
ความหลากหลายทางเพศ,รู้ลึกกับจุฬา
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

ความหลากหลายทางเพศในสื่อไทย คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬา

บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) เป็นกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศภาวะที่สื่อให้ความสนใจเป็นประจำ แต่บ่อยครั้งที่สื่อนำเสนอข่าวของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอย่างมีอคติ มีการตั้งชื่อเรียกตีตราว่าเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาด การใช้ภาพเหมารวมว่าเป็นกลุ่มผิดปกติ นิยมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงทางอารมณ์ อคติเหล่านี้ก่อให้เกิดข่าวในเชิงล้อเลียน สร้างภาพลบ และถูกผลิตซ้ำจนกระทบสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมกับมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดเวทีเสวนาเปิดตัวคู่มือการปฏิบัติงานสื่อในการนำเสนอประเด็นความหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมในการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมอิสระ ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคสื่อที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวของสื่อเล่าว่า ตนเองประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว แต่หลังจากมีการนำเสนอข่าวว่ามีผู้หญิงข้ามเพศใช้ความรุนแรงในโรงพยาบาล ส่งผลให้ลูกค้าของตนต่างหวาดกลัวเจ้าของร้าน

“พี่เปิดร้านนวด เมื่อปีที่แล้วมีข่าวลงประมาณว่า มีกะเทยไปบุกกระทืบคู่อริที่โรงพยาบาล ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เขาแค่ไปกับเพื่อน ไปเป็นคนถ่ายคลิป ตัวคนกระทืบคือผู้หญิง แต่สำนักข่าวรายงานว่ากะเทยเป็นคนใช้ความรุนแรง หลังจากนั้นพนักงานเล่าให้ฟังว่าลูกค้าไม่กล้าเข้ามาใช้บริการร้านพี่ ไม่กล้าต่อราคาเพราะบอกว่ากลัวเจ้าของร้านด่า กลายเป็นธุรกิจเราเกิดความเสียหายเพราะเกิดจากการเหมารวม”

ศิริศักดิ์กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นนักกิจกรรม จึงได้มีการเรียกสื่อที่ลงข่าวมาพูดคุย และขอให้สื่อโพสต์ข้อความขอโทษและแก้ไข ซึ่งเชื่อว่า สื่อรายนี้จะไม่นำเสนอข่าวเช่นนี้อีก การมีคู่มือสำหรับสื่อจะช่วยให้สื่อสามารถมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจน

สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวพิเศษ ช่อง Workpoint ประจำจังหวัดตรัง ชี้แจงว่า ในฐานะที่เป็นนักข่าวมากกว่า 10 ปี เน้นการนำเสนอข่าวที่สร้างความเท่าเทียมและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด แต่ในกระบวนการข่าว กองบรรณาธิการและผู้บริหารสำนักข่าวเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูง และมีอำนาจในการตัดสินใจในกระบวนการสุดท้าย

“สื่อบางเจ้า โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ยังคงใช้คำดึงดูดกระแส เน้นพาดหัวแรกเพื่อให้คนสนใจ แต่บางทีสื่อเองก็ไม่มั่นใจว่าสามารถใช้คำไหนได้ ถ้าหากเขียนในข่าวว่า ความหลากหลายทางเพศลงในข่าว จะยาวไป นักข่าวหลายคนอยากรู้ว่าอันไหนใช้ได้ อันไหนไม่ได้”

   อาจารย์ ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การเข้าใจแต่การเลือกใช้คำในข่าว ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะในภายภาคหน้า นักข่าวก็จะเลือกใช้คำที่เหยียดหยามในรูปแบบอื่นๆ

“เคยทำเวิร์กช็อปกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง นักข่าวเองไม่เข้าใจหรอกว่ากรอบแนวคิดเรื่องเพศสภาพ หรือเพศวิถีคืออะไร และบอกว่า ขอคำมาเลยว่าคำไหนใช้ได้ คำไหนใช้ไม่ได้ มันไม่ได้เปลี่ยนตัวตนหรือความคิดคน เพราะถ้านักข่าวจำแต่คำ โลกทัศน์ไม่เปลี่ยน เดี๋ยวก็มีสร้างคำใหม่ๆ ซึ่งติดอยู่ในกรอบไม่เคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่นขึ้นมาอยู่ดี”

อ.ชเนตตี ชี้ว่า การมีคู่มือสำหรับสื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแนวทางการนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง แต่การขาดแคลนผู้สอนที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อความหลากหลายทางเพศ ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนประเด็นดังกล่าวในมหาวิทยาลัย

“คู่มือเป็นเครื่องมือให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าผู้สอนไม่ได้เปลี่ยนแนวคิด ฐานคิดยังไม่เปลี่ยนแปลง จะนำสู่ชั้นเรียนไม่ได้ ในทุกๆ ปีเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เรียนด้านสื่อต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องการผลิตสื่อและเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ แต่ถ้าผู้สอนไม่เข้าใจ ไม่ได้เปลี่ยนความคิด นิสิตนักศึกษาคนนั้นก็ถูกสกัดกั้นเนื้อหา และจะล่าถอยออกไปเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งเสียโอกาสในการสร้างคนรุ่นใหม่”

ทั้งนี้ จุฬาฯ มีรายวิชาวารสารสนเทศกับเพศสภาพ เปิดสอนแก่นิสิตนักศึกษาให้เข้าใจมิติด้านเพศ เพศสภาพและเพศวิถี ผ่านกระบวนการการสอนโดยการใช้ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ โดยมีการจำลองสถานการณ์การเรียนการสอนในห้องเรียน ทำให้คนรู้สึกว่าหากเราเคยถูกเลือกปฏิบัติ ถูกรังแกเพราะเรามีคุณลักษณะบางอย่างที่ไม่ตรงตามที่สังคมคาดหวัง เราจะทำอย่างไร

“เราจะดึงให้เขารับรู้ว่าการเป็นคนชายขอบรู้สึกอย่างไร เจ็บปวดแบบไหน แล้วโยงมาสู่ LGBTQ ที่ถูกเลือกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วม” อาจารย์ชเนตตีกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยุคปัจจุบันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฐานคิดเรื่องการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศเริ่มเปลี่ยนแปลง และมีความคาดหวังที่จะเสพสื่อและรายงานข่าวที่เข้าใจเคารพสิทธิมนุษยชน และคำนึงถึงความเป็นมนุษย์

“สื่อที่จุดยืนมั่นคง ไม่โลเล จะไม่เอาใครมาเป็นเหยื่อ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมไม่อ่อนไหวต่อกระแส จะงไม่เอาเหตุผลทางธุรกิจมารองรับในการสร้างภาพข่าวที่ละเมิดความเป็นมนุษย์ด้วยการอ้างว่า นายทุน หรือสปอนเซอร์ มีผลต่อการนำเสนอข่าว สื่อที่มั่นคงจะต้องโน้มน้าวให้นายทุนเข้าใจ และชี้ให้เห็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคนี้คาดหวัง คือการรายงานข่าวที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อาจารย์ชเนตตีกล่าว

บทสรุปสามหน้า ยุบ-ไม่ยุบ พรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทสรุปสามหน้า ยุบ-ไม่ยุบ พรรคอนาคตใหม่

20 มกราคม 2563 – 09:20 น.
ยุบพรรค,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,072 ครั้ง

บทสรุปสามหน้า ยุบ-ไม่ยุบ พรรคอนาคตใหม่

21 มกราคม เป็นวันที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ เพราะการตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่กำลังจะเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน

อ่านข่าว-ลุ้นศาลรธน.ตัดสิน 21 ม.ค. ธนาธร ไม่หวั่นถ้า อนค.ถูกยุบ

อย่างที่ทราบกันดีว่าคดีนี้เป็นที่รับรู้ในทางสาธารณะไม่มากนัก ถ้าเทียบกับคดีการวินิจฉัยความเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากในคดียุบพรรคอนาคตใหม่โดยอาศัยข้อหาเรื่องการมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองนั้น ไม่ได้มีการเปิดการไต่สวนอย่างเป็นทางการเหมือนกับคดีของธนาธร โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลถึงการไม่ไต่สวนว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญปี 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง

ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสามารถมีสิทธิออกได้สองหน้า คือ ‘ยุบพรรค-ไม่ยุบพรรค’ แต่กระนั้นในมุมหนึ่งแล้วก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่คดีนี้อาจจะออกได้ถึงสามหน้าด้วยกัน โดยอาศัยเหตุผลรองรับดังนี้

 1.ไม่ยุบพรรคและไม่สั่งให้หยุดการกระทำ
แนวคำวินิจฉัยนี้เป็นสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ปรารถนามากที่สุด เพราะจะเป็นการยืนยันชัดเจนว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการที่คำวินิจฉัยจะออกมาในรูปแบบนี้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า การที่ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ เคยมีแนวคิดต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในช่วงก่อนที่จะตั้งพรรคการเมืองและการที่คำประกาศอุดมการณ์ของพรรคที่ไร้คำว่า “ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าพรรคอนาคตใหม่มีพฤติการณ์ที่จะเป็นการล้มล้างการปกครองฯ

   2.ไม่ยุบพรรคแต่สั่งให้ยุติการกระทำ
คดีนี้ ณฐพร โตประยูร ผู้ร้อง ได้อาศัยเหตุผลที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ว่ามีพฤติการณ์การกระทำขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคแรก ที่ว่าด้วยการที่บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้

โดยผลของมาตรา 49 คือ การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว ซึ่งไม่ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการยุบพรรคแต่ประการใด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคอนาคตใหม่ นำโดย ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พยายามต่อสู้มาตลอด

ดังนั้น หากที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพฤติการณ์ของพรรคอนาคตใหม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ แต่ผลของคดีจะมีแค่การสั่งให้ยุติการกระทำที่ว่านั้นเท่านั้น

หนึ่งในพฤติการณ์ที่ผู้ร้องพยายามชี้ให้เห็นมาตลอด คือ การที่คำประกาศอุดมการณ์ของพรรคไม่เขียนว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เขียนว่าจะสนับสนุน ระบอบการปกครองประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับว่าถ้าคำวินิจฉัยออกในแนวทางนี้จะมีเพียงแค่การกำหนดให้พรรคอนาคตใหม่ไปแก้ไขคำประกาศอุดมการณ์ของพรรคด้วยการเติมคำว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น

กรณีเช่นนี้เทียบเคียงได้กับเมื่อครั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2556 ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ…. เกี่ยวกับที่มาของส.ว. ขัดกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและมีผลให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบและขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นการกระทําเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวตกไป แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด

3.ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค
แน่นอนคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ไม่เป็นคุณแก่พรรคอนาคตใหม่มากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค

โดยกรณีเช่นนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2562 กับพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลในการยุบพรรคไทยรักษาชาติตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) ว่าด้วยการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่สำคัญ ในคำร้องของผู้ร้องนั้นนอกจากจะมีการอ้างข้อหาเรื่องการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังอ้างถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 (1) และ (2) ว่าด้วยการยุบพรรคเพราะพรรคการเมืองนั้นมีการกระทำที่ล้มล้างการปกครองฯ หรือเป็นปฏิปักษ์แล้วแต่กรณีด้วย

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนไทยจะได้รู้พร้อมกันในวันที่ 21 มกราคมนี้

ว่าไง เฮียพงษ์ ดีล(ไม่)ลับ กล้วยเซราะกราว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ว่าไง เฮียพงษ์  ดีล(ไม่)ลับ  กล้วยเซราะกราว

20 มกราคม 2563 – 09:20 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,เนวิน ชิดชอบ,สุชาติ ตันเจริญ
เปิดอ่าน 5,479 ครั้ง

ว่าไง เฮียพงษ์  ดีล(ไม่)ลับ  กล้วยเซราะกราว คอลัมน์…  ท่องยุทธภาพ  โดย… ขุนน้ำหมึก

พักนี้ พรรคเพื่อไทยมีอาการเป๋ๆ เหมือนคนน้ำในหูไม่เท่ากัน หัวหน้าพรรค สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, ประธานยุทธศาสตร์พรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต่างสร้างดาวกันคนละดวง

ถึงคราวจะเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล ก็มีคำถามว่า ทำไมไม่อภิปราย “บิ๊กป้อม” ตามมาด้วยเรื่องเม้าท์มอย “พญางูเห่า” นอกพรรค และเหมือนมีคนจงใจปล่อยข่าวสูตรรัฐบาล “พลังประชารัฐ-เพื่อไทย”

สภาไก่ย่างแถวบางโพ ฟันธงศึกซักฟอกหนนี้ ฝ่ายค้านไม่มีทีเด็ด แค่หลอกด่ารัฐบาล แถมชาวบ้านยังระแวงพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะเห็นอาการแปลกๆ ส่อใช้คิวเชือดเป็นเกมต่อรองผลประโยชน์

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

++

    กล้วยเซราะกราว
อยู่ๆ วันเสาร์ที่ผ่านมา “เฮียพงษ์” สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกมานั่งแถลงข่าวชี้แจงเรื่อง “กล้วยเซราะกราว”

เนื่องจากมีคนปล่อยข่าวแกนนำระดับสูงของพรรคเพื่อไทย เจรจาของานโครงการในกระทรวงคมนาคมมูลค่า 900 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ใส่ชื่อของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีคมนาคม ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล

“เฮียพงษ์” บอกว่า ไม่ทราบว่าบุคคลในกระแสข่าวเป็นใครในพรรคเพื่อไทย ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าวมาก่อน ตนกับศักดิ์สยาม ไม่เคยพูดคุยอะไรกันเป็นการส่วนตัว หรือผ่านตัวแทนก็ไม่มี

เฮียพงษ์อยู่ในสภาผู้แทนฯ มานานกว่า 30 ปี อยู่มาหลายพรรค และรู้จักนักการเมืองเยอะ เวลาปะหน้า “ศักดิ์สยาม” ก็ได้ถามแต่เรื่องสุขภาพของชัย ชิดชอบ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย บิดาของศักดิ์สยาม

       อย่างว่าแหละ เฮียพงษ์เคยเป็นพี่ใหญ่ของ “เนวิน” มาก่อน คนเลยระแวงเรื่องกล้วยเซราะกราว

สรอรรถ – เนวิน และสุชาติ

++

   เฮียพงษ์เลือดทหาร?
คนรุ่นสีส้มหรือรุ่นใหม่ประชาธิปไตยจ๋า เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้ อาจไม่ทราบว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านหรือผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย เริ่มต้นนับหนึ่งการเมืองในสีเสื้อพรรคทหารคือ พรรคชาติประชาธิปไตย ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ปี 2535 เฮียพงษ์ก็ไปช่วยพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ตั้งพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งเป็นพรรคทหารสาย “บิ๊กเต้” พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล หนึ่งในแกนนำคณะรัฐประหาร รสช.

หลังพฤษภาทมิฬ สมพงษ์ร่วมกับกำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์ ตั้ง “กลุ่ม 16” นัยว่า กลุ่ม 16 จะเป็นฐานการเมืองให้ “บิ๊กเต้” พร้อมกับข่าวลือเรื่องการตั้งพรรคประชารัฐ และบิ๊กเต้จะลงสมัคร ส.ส.สระบุรี จากนั้นไม่นานข่าวนี้ก็เงียบหายไป

ก่อนเลือกตั้งปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร พยายามดึงสมพงษ์มาร่วมงานไทยรักไทย เวลานั้น เจ้าพ่อคลอสเตอร์ทิ้งพรรคชาติพัฒนา เพราะเบื่อขัดแย้ง เลยไม่ลงสมัคร ส.ส.ปีนั้น

สุดท้ายก็หนีทักษิณไม่พ้น เข้ามารับงานเป็นที่ปรึกษานายกฯ และให้ลูกชายลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่

++

วราเทพ รัตนากร

 บ้านริมน้ำ
ในความเป็น “กลุ่ม 16 คอนเนกชั่น” มาถึงวันนี้ ก็ยังมีไม่กี่คนหรอก ที่ยังไปมาหาสู่กัน อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ได้ยกตัวเองขึ้นเป็นซือแป๋ เล่นการเมืองหลังฉาก จึงไม่ไปสุงสิงกับเพื่อนเก่ามากนัก

ต่างจากพี่ใหญ่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, สุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ, สรอรรถ กลิ่นประทุม แกนนำพรรคภูมิใจไทย และวราเทพ รัตนากร แม่ทัพใหญ่กลุ่มชากังราว ที่ยังคบค้าสมาคมกันอยู่

สุชาติ ตันเจริญ

บ้านริมน้ำของ “พ่อมดดำ” สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะในยุค คสช. หรือยุครัฐบาลผสม 18 พรรค เปิดประตูต้อนรับมิตรสหายเก่าๆ อยู่เสมอ

กลางปีที่แล้ว สุชาติเปิดบ้านเลี้ยงรับรอง “หลู่ เจี้ยน” เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ก็มีทั้งเฮียพงษ์ เสี่ยตุ้ย สรอรรถ และเสี่ยต๋อง วราเทพ มาร่วมยกแก้วกันเปยท่านทูตจีนเป็นที่ครื้นเครง

ไม่แปลกใจเลย ในพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สุชาติ ตันเจริญ ได้หยอกล้อสมพงษ์ว่า ขอให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านไปนานๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะลั่นสภา

สรอรรถ กลิ่นประทุม

          เฮียพงษ์กับเนวินอาจจะมีระยะห่าง แต่เฮียพงษ์กับเสี่ยตุ้ย มือประสานสิบทิศของค่ายสีน้ำเงินนั้น ยังใกล้ชิดสนิทแน่น 

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2563

20 มกราคม 2563 – 09:15 น.
คลุกวงใน,ทุจริต,บิ๊กแป๊ะ พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,รองใหม่ พลตอสุชาติ ธีระสวัสดิ์,รองไก่ พตอไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์,วงการสีกากี
เปิดอ่าน 607 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

          หนังสือพิพม์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการ ทำหน้าที่เจาะข่าวคุ้ยคดีดัง ข่าวทุจริตโกงบ้านกินเมือง ไม่รอดสายตาไปได้ เพื่อมาบรรณาการคนอ่าน 

00000 ช่วงนี้มีข่าว “ฉาว” ใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทำให้ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สมาธิว่อกแว่กกับการไล่จับโจรปล้นทองและฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ลพบุรี แต่ความจริงยังไงก็เป็นความจริงวันยังค่ำ “พญาเสือ” การันตีว่า หาก “บิ๊กแป๊ะ” ไม่มีนอกมีใน จงอย่าหวั่นคร้ามกับข้อหาเหล่านั้น รับรองว่าอยู่ยาวไปจนเกษียณกันยายน แต่หากไม่จริง เก้าอี้น่าจะกระเด็นไปก่อน 

00000 แต่ว่าเพื่อนรัก “รองใหม่” พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จะไปถึงฝั่งฝันเก้าอี้ ผบ.ตร.หรือไม่ ไม่มีใครทราบ นอกจาก นายกฯ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวเท่านั้น ถาม “บิ๊กแป๊ะ” ตรงๆ เลยก็ได้ว่า “บิ๊กแป๊ะ” จะชงชื่อ พล.ต.อ.สุชาติ ขึ้น ผบ.ตร.หรือไม่ หากชงแล้ว นายกฯ จะเอาด้วยหรือไม่ เพราะวันนี้มีข่าวหนาหูเหลือเกินว่า พล.ต.อ.สุชาติ ไม่น่าจะได้ขึ้น สปอตไลท์ฉายจับไปที่ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข แทน และแว่วว่า ได้ไฟเขียวจาก ตึกไทยคู่ฟ้า ข่าวนี้ชัวร์แชร์ได้ล้านเปอร์เซ็นต์ 

00000 “พญาเสือ” เสาะข่าวเขย่าเก้าอี้ ผบ.ตร. ไม่มีเรื่องอะไรมาก นอกจากจัดซื้อจัดจ้าง นี่นับไปนับมาจะกลายเป็น “แป๊ะพันล้าน” เพราะจัดซื้อทั้ง ไบโอเมทริกซ์ รถ เรือ และเครื่องบิน รวมถึงสร้างตึกอบรมของตม.อีก สิริรวมงบประมาณเกือบ 5 พันล้าน ถ้าทำดีซื้อดีได้ของดีเกิดประโยชน์ก็ ขออนุโมทนาด้วย ที่ สตช.จะได้มีเครื่องไม้เครื่องมือในการปราบโจรผู้ร้าย

00000 แต่การที่ “รองไก่” พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ไปฟ้อง ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะทำให้ “บิ๊กแป๊ะ” สะดุดหรือเปล่า เรื่องของเรื่อง ไม่มีอะไร มันไปพันกับ พล.ต.อ.สุชาติ ที่เป็นคู่กรณีกับ พ.ต.อ.ไพรัตน์ มาเก่าก่อน นับแต่เรื่องทรงผม จนนำไปสู่การโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ย้ำว่า “รองไก่” ไม่ได้รับความเป็นธรรม เห็นว่า ถูกกลั่นแกล้ง เคยร้องเรียน ผบ.ตร.แล้ว แต่ผบ.ตร.ไม่สนใจ เลยไปฟ้อง ผบ.ตร. ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซะ “บิ๊กแป๊ะ” เลยซวย 

00000 “พญาเสือ” ไม่มีนอกมีใน ไม่ได้ไม่เสีย เพราะ “รองไก่” มีข้อมูลมีหลักฐาน ยืนยันว่าได้ประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาทุกอย่าง มีหนังสือราชการยืนยันจากผู้บังคับบัญชาภาค 7 ว่าทรงผมถูกระเบียบ หลังจากกลายเป็น “เป้าหมาย 1” ที่ถูกใครก็ไม่รู้สั่งลูกน้องสะกดรอย

00000 ความจริง เรื่องระหว่าง “รองไก่” กับ พล.ต.อ.สุชาติ น่าจะคุยกันได้ เพราะ พล.ต.อ.สุชาติ ก็เรียน วปอ. รุ่นเดียวกับ “ผ่องพรรณ” ภรรยาของ “รองไก่” แต่ทำไมจึงตามล้างตามแค้นกัน

00000 ขนาดมีการขุดเรื่อง ขายบัตรคอนเสิร์ตที่ภูเก็ต มาตามเล่นงานผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งๆ ที่เรื่องขายบัตรคอนเสิร์ต เพื่อหารายได้สร้างป้อมยามให้ ตชด. ที่พุไทร เพชรบุรี ในฐานะที่ “รองไก่” เป็นประธานชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ ทำไปภายใต้นโยบายพัฒนาองค์กรของ สตช. และก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี ไม่ได้ไปเรี่ยไรหรือรีดไถใคร

00000 ที่สำคัญ “พญาเสือ” ทราบว่ามา เรื่องนี้มันลึกลับซับซ้อน มีตัวละครหลายตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง โจ้ สปอตไลท์ คนดังแห่งเมืองภูเก็ต และ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จน “หมาแก่” ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ แห่ง อสมท นำ คลิปลับ ไปเปิด มันเลย “บานปลาย” ไปกันใหญ่

00000 ที่มาของ “คลิปลับ”ระหว่างเสียงสนทนาของ พล.ต.อ.สุชาติ กับ “รองไก่” ชัดเจนยิ่งนัก ถามว่าใครเป็นคนอัดเสียง “พญาเสือ” จนด้วยเกล้า แต่ที่แน่ๆ การสนทนากันระหว่าง ผู้บังคับบัญชากับลูกน้อง ในวงการ”สีกากี” ในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ แต่เนื้อหาของคลิป จะนำไปสู่การเปิดโปงความจริง ให้สังคมได้รับรู้

00000 “พญาเสือ” บอกตรงๆ นานๆ จะเห็น “ตำรวจน้อย” บังอาจฟ้อง “ตำรวจใหญ่” เลยอยากจะให้สู้กันให้ถึงที่สุด “รองไก่” ห้ามถอยเป็นอันขาด เพราะถือว่าสังคมได้ประโยชน์ ส่วนฝ่ายตรงข้าม “รองไก่” ก็เชิญขุดคุ้ยให้เต็มที่ ว่า รองไก่ เป็นใครมาจากไหน เอาให้ถึงที่สุดเช่นเดียวกัน แต่ให้จับตาว่า วันที่ 27 มกราคม หากศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำฟ้อง ของ “รองไก่” รับรองว่างานนี้ “บิ๊กแป๊ะ” หนาว แต่หากศาลฯ ไม่รับ “รองไก่” ยังมีก๊อกสองโซ้ยกันต่อ หนังเรื่องนี้ดูกันยาวๆ รับรอง ไม่น่าเบื่อ 00000

ตรุษจีนเยาวราช ยิ่งใหญ่ระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรุษจีนเยาวราช ยิ่งใหญ่ระดับโลก

20 มกราคม 2563 – 08:25 น.
ตรุษจีนเยาวราช,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 362 ครั้ง

ตรุษจีนเยาวราช ยิ่งใหญ่ระดับโลก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          25-26 มกราคมนี้ ตรงกับเทศกาลตรุษจีน ที่เยาวราชซึ่งเป็นชุมชนชาวจีนหรือ “ไชน่าทาวน์” ของประเทศไทย มีงานใหญ่ระดับโลกที่คาดว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่าล้านคน ทำรายได้กว่าสองหมื่นล้านบาท

“ดับเครื่องชน” จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบถึงกิจกรรมต่างๆ การนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงานในวันที่ 25 มกราคม นี้ ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ถนนเยาวราช

          โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานและรับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน และขอแจ้งให้ทราบกำหนดการสำคัญ ดังนี้
***

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ในวันที่ 25 มกราคม โอกาสนี้คณะผู้จัดงานเตรียมจัดพิธีเทิดพระเกียรติที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ “รัฐมิตราภรณ์” แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

เวลา 16.00 น. จะเสด็จฯ ไปเสวยที่ธนาคารกรุงไทย สาขาเยาวราช จากนั้นเสด็จฯ ไปยังวัดไตรมิตรวิทยาราม ก่อนจะประทับรถรางไปยังซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ทรงเปิดงานเทศกาลตรุษจีนในเวลา 18.00 น. ด้วยการวางหนูลงบนถังข้าวสารที่เป็นถังเงินถังทอง เปรียบดังหนูตกถังข้าวสาร มีกินมีใช้ตลอดปี

เสด็จฯ ยังโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ และประทับรถรางตามเส้นทางถนนเยาวราชไปตรอกศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ หรือตรอกอิศรานุภาพ ถึงถนนเจริญกรุง เสด็จฯ ยังวัดมังกรกมลาวาส ทรงนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์

จากนั้นเสด็จฯ ยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีวัดมังกร โดยประทับรถไฟฟ้าใต้ดิน เสด็จฯ ไปสถานีสามย่าน ทอดพระเนตรสามย่านมิตรทาวน์ ก่อนเสด็จฯ กลับ

ปีนี้เป็นปีชวด สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานลายพระหัตถ์เป็นรูปหนู 2 ตัว ในท่าเต้นรำรื่นเริง พร้อมคำอวยพรภาษาจีน 4 ตัว อ่านว่า “ฉู่ เจ้า เฟิงเหนียน” หรือ หนูนำพืชผลเจริญ มีความหมายว่า การมีหนูจำนวนมากเป็นสัญญาณว่าเป็นปีที่มีความอุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรือง

ในปีนี้มีเวทีกิจกรรม 2 เวที เวทีหลักบริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ และเวทีรองบริเวณสี่แยกราชวงศ์ มีศิลปินนักร้องชาวไทยที่มีชื่อเสียงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นแสดง

จึงขอเชิญชวนเฝ้ารับเสด็จและร่วมงานตรุษจีนเยาวราชเป็นสิริมงคล และนี่เป็นตรุษจีนที่ชาวโลกรอคอยและจัดมาเป็นปีที่ 20 แล้ว
***

บ้านถูกคนนิยม
รีบติดต่อด่วนก่อนหมด

วันก่อนผมได้อ่านเรื่องบ้านเช่าราคาถูก 999 บาทของการเคหะแห่งชาติ ในโครงการ ‘บ้านถูกทั่วไทย-จากใจการเคหะฯ’ แล้วปรากฏว่าเวลานี้มีผู้สนใจมากครับ จึงรีบแจ้งมาให้ติดต่อด่วนภายใน 30 มิถุนายนนี้ เพราะหมดแล้วหมดเลย จึงขอแจ้งให้ทราบอีกครั้งถึงรายละเอียด

โครงการที่อยู่อาศัยกว่า 35 โครงการ รวมทั้งสิ้น 2,876 หน่วย เปิดให้ผู้สนใจจนถึง 29 กุมภาพันธ์ นี้

‘โอนปุ๊บ ลุ้นรับ’ สำหรับลูกค้าการเคหะแห่งชาติที่เร่งโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่อยู่อาศัยภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 จะได้รับสิทธิพิเศษลุ้นรางวัลรวมมูลค่า 1 ล้านบาท จะประกาศรายชื่อผู้ได้รางวัลประมาณเดือน เมษายน 2563

โปรโมชั่น ‘เช่าทั่วไทย’ เปิดดำเนินการให้จองสิทธิ์วันที่ 9 มกราคม เป็นวันแรก ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนผู้ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ผ่านทาง http://999.nha.co.th จำนวน 3,121 หน่วย

ผู้ที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์จะได้รับการติดต่อจากการเคหะแห่งชาติเพื่อดำเนินการทำสัญญาต่อไป

สิทธิพิเศษดังกล่าวจะหมดเขตภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ได้ทาง http://999.nha.co.th และสามารถติดต่อ CALL CENTER 1615 ผมจึงรีบนำมาบอกกล่าวและเผื่อทุกท่านที่สนใจจะได้รีบตัดสินใจได้ครับ
นิคม (มนุษย์เงินเดือน)

เรียนคุณ ‘นิคม’ มนุษย์เงินเดือน
ขอบคุณสำหรับข่าวดีที่แจ้งมาให้ทุกคนได้ทราบและอยากให้การเคหะแห่งชาติจัดโครงการดีๆ เช่นนี้อีก และที่สำคัญต้องจัดระเบียบและมีกฎเหล็กผู้อยู่อาศัยหรือผู้เช่าด้วย

โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และการอยู่ร่วมกันแบบมีน้ำใจต่อกัน ที่ผ่านมามีปัญหาแทรกซ้อนมากมายและขาดคนควบคุมดูแลรับผิดชอบ

          จึงอยากให้การเคหะฯ ช่วยด้วยในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมา มีคนดื่มเหล้า, เสพยาเสพติด ฯลฯ จนมีปัญหาตามมา
อ๊อด เทอร์โบ