เกษตรกรสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกษตรกรสู้ภัยแล้ง

20 มกราคม 2563 – 07:28 น.
ภัยแล้ง,เกษตรกร
เปิดอ่าน 336 ครั้ง

เกษตรกรสู้ภัยแล้ง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2563

ดูเหมือนว่าปัญหาภัยแล้งในปีนี้จะเกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านๆ มา ส่อเค้าความรุนแรงยาวนานมากขึ้น และจากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพบว่า มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 16 จังหวัด รวม 80 อำเภอ 464 ตำบล 4,117 หมู่บ้าน/ชุมชน แยกเป็น ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ และนครราชสีมา, ภาคกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์  เมื่อดูระดับน้ำจากเขื่อนใหญ่เล็ก พบว่าประเทศไทยในช่วงฤดูร้อนไปถึงต้นฤดูฝน เสี่ยงเข้าสู่สถานการณ์ขาดแคลนน้ำ คาดว่ามีจังหวัดได้รับผลกระทบ 43 จังหวัด

รัฐบาลได้แสดงความเป็นห่วงปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ได้นิ่งนอนใจโดยมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็น 2 ช่วง ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน ที่แล้งมาก หลังจากนั้นเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ที่ฝนจะตกน้อย ซึ่งมีการสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครองและกองทัพสนับสนุนการแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งประสานจังหวัดเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ด้วยการจัดชุดปฏิบัติการสำรวจข้อมูลสถานการณ์น้ำ ข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ โดยแยกเป็น น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ ควบคู่กับการปรับปรุงบัญชีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้เป็นปัจจุบัน

นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังมีแผนงานหลักและโครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะยาว แต่บางเรื่องอาจมีการติดขัดในแง่กฎหมายซึ่งก็ต้องค่อยๆ แก้กันไปทีละขั้นตอน รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ในบางเรื่อง อย่างข้อเสนอขุดลำน้ำยมและลำน้ำปิงก็ต้องศึกษาให้ถ้วนถี่หาตำแหน่งความเหมาะสม หากขุดในตำแหน่งที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม น้ำก็จะเปลี่ยนทิศทางการไหล แต่เดิมที่มีน้ำอยู่แล้ว อาจทำให้น้ำไม่มีเลยก็ได้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าหลักการตามวิชาการก็ต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ หากทำได้ก็ทำ และหลายคนสงสัยทำไมรัฐบาลไม่ขุดลอกท้องน้ำให้หมด ซึ่งมองว่าจะยุ่งไปกันใหญ่ เพราะเส้นทางจะเปลี่ยนไปหมด และในหลายพื้นที่ประชาชนก็ไม่ยอมให้ทำ รัฐบาลก็ไปบังคับไม่ได้ แต่ที่คิดว่าเป็นวิธีที่ดีคือการทำแก้มลิงในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ดูน่าเป็นห่วงเพราะจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดลงร้อยละ 33.1 ซึ่งเป็นการลดลงแทบทุกภาคของประเทศ และยังเป็นระดับน้ำวิกฤติกว่าปี 2558 ที่เกิดภัยแล้งรุนแรงอีกด้วย สัญญาณร้ายที่ปรากฏดูท่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการเกษตร ทำให้ราคาพืชผลของเกษตกรซึ่งมีรายได้น้อยอยู่แล้วยิ่งจะมีรายได้ลดลงไปกว่าเดิมอีก บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่าผลกระทบเบื้องต้นของสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 อาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000-19,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.10-0.11 ของจีดีพี ทั้งนี้ยังต้องติดตามระดับความรุนแรงของภัยแล้งโดยเฉพาะเดือนมีนาคม-เมษายน และระยะเวลาการเกิดภัยแล้ง ที่อาจลากยาวไปในช่วงแล้งนอกฤดูกาล ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องวางมาตรการรับมือและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกำชับประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อเป็นประโยชน์ การวางแผนการทำเกษตรเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ซักฟอกรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411273?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซักฟอกรัฐธรรมนูญ

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เกาะขอบรั้วสภา,ซักฟอกรัฐธรรมนูญ,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
เปิดอ่าน 235 ครั้ง

ซักฟอกรัฐธรรมนูญ คอลัมน์… เกาะขอบรั้วสภา

ผ่านพ้นการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณไปเป็นที่เรียบร้อย มาคราวนี้ก็ถึงเวลาของการพิจารณาศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กันอย่างจริงจังกันเสียที โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อวันที 14 และ 17 มกราคม ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้นัดประชุม ซึ่งการประชุมในวันดังกล่าวนับว่าได้น้ำได้เนื้อกันพอสมควร

หลักใหญ่ใจความอยู่ที่การกำหนดแนวทางกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่เป็นการเฉพาะ ในประเด็นนี้พีระพันธุ์ย้ำว่าต้องสร้างกลไกที่เปิดกว้างให้ประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังเป็นช่องการสื่อสารหลักของคนไทยในยุค 4.0 ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพเพื่อออกแบบกระบวนการเหล่านี้ให้แก่คณะกรรมาธิการวิสามัญ

การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ‘พีระพันธุ์’ มีนโยบายว่าจะทำงานเป็นคู่ขนาน กล่าวคือ คณะกรรมาธิการวิสามัญจะพิจารณาเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ควบคู่ไปกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การทำงานที่อยู่ภายใต้เวลาที่มีจำกัดนั้นเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ก็ยังมีข้อติดขัดอยู่พอสมควรเนื่องจากงบประมาณที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้รับสำหรับการดำเนินงานนั้นเพียงพอต่อการตั้งคณะอนุกรรมาธิการแค่ 2 ชุดเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่ประธานสภาได้ให้เอาไว้ ทำให้การตั้งคณะอนุกรรมาธิการอาจจะต้องมีการประสานงานไปยังประธานสภาว่าจะขอยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้สามารถตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ต่อไป ภายหลังกฎหมายงบประมาณ พ.ศ.2563 บังคับใช้อย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกันเรื่องการก่อสร้าง อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ก็ยังเป็นปัญหาปวดหัวอย่างต่อเนื่อง อย่างก่อสร้างห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือห้องประชุมพระสุริยัน ที่เดิมมีการวางแผนน่าจะเปิดใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์แต่มีแนวโน้มว่าอาจจะล่าช้าออกไป ด้วยเหตุนี้ทำให้ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องลงไปตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างพร้อมกับสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่รู้เหมือนกันว่างานที่เคยล่าช้าจะเร็วขึ้นหรือไม่นั้น คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

แต่เหนืออื่นใดประธานสภาย้ำต่อส.ส.ว่าการใช้ห้องประชุมจันทรา ซึ่งเป็นในส่วนของวุฒิสภานั้นส.ส.จะต้องใช้สถานที่ด้วยความเกรงใจ เพราะเมื่อห้องประชุมของสภาเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็ต้องมีการคืนพื้นที่ให้แก่วุฒิสภาด้วยสภาพที่เรียบร้อยที่สุด

นอกเหนือไปจากงานภายในประเทศที่สภากำลังทำงานด้วยความขะมักเขม้นแล้ว ปรากฏว่าการประชุมเพื่อสร้างความร่วมมือก็เป็นอีกงานที่ฝ่ายนิติบัญญัติให้ความสำคัญเช่น โดย สุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา และ จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาไทย เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับความเข้าใจและตระหนักในเรื่องเพศสภาพ (Gender Sensitivity Training Workshop) โดยมีสมาชิกรัฐสภาจากประเทศสมาชิกสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) เข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 6 ประเทศ เนื้อหาของการประชุมอยู่ที่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันนิยามความคาดหวังที่มีต่อความเป็นชายและหญิงในแต่ละประเทศ เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่าง ที่สังคมในแต่ละชาติมีต่อเพศสภาพเครดิต

ปิดท้ายกันด้วยความเคลื่อนไหวของวุฒิสภา ล่าสุดเดิมที คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.เตรียมตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาเรื่อง การให้สัมภาษณ์ด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนของรมว.ต่างประเทศ กรณีการพิพาทระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่กระทบถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชน และการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของวิกฤติการณ์โลก แต่ปรากฏว่า ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ไม่สามารถมาตอบกระทู้ดังกล่าวได้ทำให้เรื่องนี้ต้องกระเด็นหลุดไปจากวุฒิสภาอย่างน่าเสียดาย

โรดแม็พ สังคมสูงอายุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411272?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรดแม็พ สังคมสูงอายุ

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สังคมสูงอายุ,โรดแม็พ,ประชากร
เปิดอ่าน 1,474 ครั้ง

โรดแม็พ สังคมสูงอายุ คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาตรการรองรับมาโดยตลอด ซึ่งกำลังกลายเป็นภาวะเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยที่ต้องเผชิญในอนาคต เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 มกราคม 2563 ในที่ประชุมได้รับทราบรายงานการคาดการณ์ประชากรของประเทศไทยระหว่างปี 2553-2583 ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้ พบว่าในปี 2563 คาดการณ์ประชากรคนไทย 66.5 ล้านคน แต่ในปี 2571 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 67.2 ล้านคน แต่หลังจากนั้นจำนวนประชากรจะลดลงในอัตราร้อยละ -0.2 ต่อปี โดยในปี 2583 คาดประมาณว่าจะมีประชากรทั้งหมดประมาณ 65.4 ล้านคน ขณะที่ประชากรวัยเด็กนับตั้งแต่แรกเกิด-14 ปี มีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2563 มีจำนวนประชากรเด็ก 11.2 ล้านคน แต่จะลดลงเป็น 8.4 ล้านคนในปี 2583

ขณะที่ประชากร “ผู้สูงอายุ” ในวัย 60 ปีขึ้นไป ตัวเลขในปี 2563 มีจำนวนประชากร 12 ล้านคน แต่จะเพิ่มเป็น 20.42 ล้านคนในปี 2583 โดยเฉพาะในปี 2562 เป็นปีแรกที่จำนวนประชากรวัยเด็ก เท่ากับประชากรผู้สูงอายุที่ 11.3 ล้านคน หลังจากนั้นจำนวนประชากรวัยเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุ ส่วนประชากร “วัยแรงงาน” ช่วงอายุ 15-59 ปี ในปี 2563 อยู่ที่ 43.26 ล้านคน แต่มีแนวโน้มลดลงเป็น 36.5 ล้านคนในปี 2583

ที่สำคัญพบว่าอัตราส่วน “วัยแรงงาน” ต่อ “ผู้สูงอายุ” จะลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 2563 มีวัยแรงงาน 3.6 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ลดลงเหลือวัยแรงงาน 1.8 คน ต่อผู้สุงอายุ 1 คนในช่วงปี 2583 ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงาน เพิ่มขึ้นจาก 27.7 ต่อวัยแรงงาน 100 คนในปี 2563 เป็น 56.2 ต่อวัยแรงงาน 100 คนในปี 2583

ด้านอัตราส่วน “เพศหญิง” ต่อ “เพศชาย” ในปี 2563 ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 80.4 ปี ส่วนผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 73.2 ปี แต่ในปี 2583 อายุเฉลี่ยทั้งเพศหญิงและชายจะเพิ่มขึ้นเป็น 83.2 ปี และ 76.8 ปี ส่งผลให้ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากอายุยืนกว่า ทำให้คาดการณ์ว่าในปี 2583 จะมีอัตราส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น เพศชาย 71 คนต่อเพศหญิง 100 คน แต่จะลดลงอีกในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเพศชาย 41 คนต่อเพศหญิง 100 คน

นอกจากนี้โครงสร้างอายุของประชากรแต่ละภูมิภาคในปี 2583 พบว่าในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานมากที่สุด ส่วน “ภาคเหนือ” มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด และ “ภาคใต้” จะมีสัดส่วนประชากรวัยเด็กสูงกว่าภาคอื่นๆ ขณะที่ “ภาคตะวันออก” มีการเติบโตของประชากรเมืองมากที่สุด ร้อยละ 5.3 ต่อปี เฉพาะ 3 จังหวัด คือ “ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง” ซึ่งเป็นพื้นที่เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

รัฐบาลได้กำหนดให้วาระผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการผู้สูงอายุแห่งชาติครอบคลุมทั้งกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ ช่วงอายุ 25-59 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่สำหรับกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ รัฐบาล จะมีแผนส่งเสริมเน้นดูแลตั้งแต่แนวทางการออม การไม่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ วิธีการดูแลผู้สูงอายุ หรือการปรับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพผู้สูงอายุตามเป้าหมายดูแลผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีระบบการเงินการคลังที่ยั่งยืนในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง

ความลับห้องประชุม งบประมาณต่อรอง-ล็อบบี้-รัฐบาลคุมเข้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411267?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความลับห้องประชุม งบประมาณต่อรอง-ล็อบบี้-รัฐบาลคุมเข้ม

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
งบประมาณรายจ่าย,รอภิปรายงบประมาณ
เปิดอ่าน 871 ครั้ง

ความลับห้องประชุม งบประมาณต่อรอง-ล็อบบี้-รัฐบาลคุมเข้ม คอลัมน์…  SEPCIAL WEEKEND

แม้ว่าการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของสภาผู้แทนราษฎรจะจบลงไปแล้ว แต่ควันหลงของการประชุมมาราธอนยาวนานกว่า 4 วัน ก็ยังมีอยู่พอสมควร เพราะเวทีการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ไม่ต่างจากเวทีแจ้งเกิดของส.ส. พรรคอนาคตใหม่ หลายคน

โดยส.ส.หน้าใหม่ของพรรคอนาคตใหม่จำนวนไม่น้อยสามารถแสดงศักยภาพนำข้อมูลที่อยู่ในซอกหลืบของเอกสารงบประมาณมาตีแผ่กลางสภาผู้แทนราษฎรให้ประชาชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และจังหวะนี้เองที่พรรคอนาคตใหม่ได้จัดเวทีการอภิปรายงบประมาณนอกสภาเพื่อนำความลับในห้องประชุมคณะกรรมาธิการชุดใหญ่และคณะอนุกรรมาธิการแต่ละชุดที่พิจารณาในรายละเอียดมาเปิดต่อสาธารณะครั้งแรกในเวทีทีมีชื่อว่า “How to ตัด : ตัดงบอย่างไรให้เหลือเท่าเดิม”

ทั้งนี้การเสวนาเริ่มต้นที่ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เล่าว่า “เมื่อพรรคแต่งตั้งให้ไปทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญ และคิดว่าคงได้ตัดงบประมาณตามที่ตั้งใจ แต่สิ่งที่เห็น คือ กรรมาธิการวิสามัญมาจากรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่มีเสียงมากถึง 39 เสียง โหวตทีไรก็ชนะทุกที เราต้องไปต่อสู้เพราะรัฐบาลคุมเสียงส่วนใหญ่”

“เอกสารตอนแรกมีแค่สองลัง แต่ตอนหลังมีอีกเป็นกองๆ รวมมากกว่า 500 เล่ม บางเล่มบาง บางเล่มหนา รัฐธรรมนูญบอกว่าการทำงบประมาณต้องสร้างผลสัมฤทธิ์ เราจึงต้องเข้าไปตรวจสอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อ่านเอกสารกันหูตาแฉะเลยครับ”

จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ อธิบายว่า เราเป็นพรรคการเมืองใหม่ เข้าไปนั่งสภาครั้งแรก งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เวลาพรรคการเมืองจะส่งคนเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญส่วนใหญ่จะใช้ระบบอาวุโส ต้องเป็น ส.ส. หลายสมัยหรือเป็นรัฐมนตรีมาก่อน

“ครั้งแรกพรรคโทรมาหาผมให้เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการวิสามัญ ผมเองจบด้านกฎหมายมาแต่ไม่เคยทำงานด้านงบประมาณมาก่อน เราเข้าไปทำงานนี้ก็ได้เห็นภาพรวมของการใช้งบประมาณ ความคาดหวังในการทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมาธิการก็หวังว่าจะได้เข้าไปตัดงบประมาณที่มีความซับซ้อนหรือรายการใช้เงินงบประมาณที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่เรียนตามตรงว่ามันมีสัดส่วนของระบบพรรคการเมืองและระบบรัฐบาลและฝ่ายค้าน อย่างในคณะอนุกรรมาธิการที่ผมทำหน้าที่นั้นมีฝ่ายรัฐบาล 6 คน ฝ่ายค้าน 4 คน เวลาโหวตอะไรก็แพ้ อันนี้คือความจริง”

“แม้จะเข้าไปคุยกับฝ่ายรัฐบาลจนสามารถตัดงบประมาณบางรายการได้ แต่สุดท้ายเมื่อคณะอนุกรรมาธิการตัดงบประมาณได้ ปรากฏว่าก็ต้องเข้าไปคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ แล้วบอกให้คืนหน่วยงาน ทุกอย่างก็จบ”

“ที่ผมรู้สึกอึดอัดที่สุด คือ การที่เราเป็นนักการเมือง เราต้องวางตัวในระดับหนึ่ง และอย่าเกรงใจข้าราชการ แต่ปรากฏว่าในสภาพความเป็นจริง พอปลัดกระทรวงหรืออธิบดีกรมเข้ามา เวลาไม่ผ่านงบประมาณให้หรือต้องมีการเจรจา ก็ไปคุยกันข้างหลัง ปลัดและอธิบดีมีอะไรมาคุยกันกินข้าวกัน ผมว่าอย่างนี้ผมถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ นี่คือเรื่องผิดปกติ”

จิรวัฒน์ สรุปว่าความผิดปกติในส่วนของงบประมาณที่ผมเห็นตั้งแต่ระดับเบาไปถึงหนัก อย่างเบา เช่น ค่าเช่าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งราคา 6 หมื่นบาทต่อปี แต่พอคณะอนุกรรมธิการสอบถามไปยังสำนักงบประมาณพบว่าส่วนใหญ่มีการจัดซื้อ 17,000 บาท เท่านั้น หรืออย่างหนัก เช่น งบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่พยายามดึงประชาชนออกมาจากระบบการเมืองเพื่อให้ไปอยู่ในระบบทหาร เราจึงได้เห็นงบประมาณแจกจ่ายไปเพื่อทำภารกิจนี้

ด้าน สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า “ผมเหมือนกับส.ส.อนาคตใหม่หลายคนที่เข้ามาทำงานด้วยเจตนาที่ดี เพื่อตรวจการใช้เงินอย่างละเอียด และเราก็ทำการบ้านมา แต่ก็ไปเจอกฎตามรัฐธรรมนูญ คือ มาตรา 144 วรรค 3 ที่เป็นอุปสรรคต่อการพิจารณางบประมาณ โดยกฎหมายให้ตัดอย่างเดียว แต่เปลี่ยนให้ไปเพิ่มเป็นอย่างอื่นไม่ได้”

“ในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการก็มาเจอเรื่องโควตาทางการเมือง ฝ่ายรัฐบาล 6 คน ฝ่ายค้าน 4 คน โหวตอย่างไรฝ่ายค้านก็แพ้ ดังนั้นสิ่งที่ตัดงบประมาณได้จริงๆ นั้น ก็ต้องเป็นไขมันในทางงบประมาณจริงๆ แต่ไม่ได้มีการตัดรายการใช้งบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง”

“เราชี้แจงสารพัดเหตุผลเพื่อให้ตัดงบประมาณ แต่สุดท้ายมาจบด้วยการโหวต โดยฝ่ายรัฐบาลที่มีมากกว่าพยายามจะไม่ใช้การโหวตเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศการทำงาน ต่อให้เราพยายามพูดมากอย่างไร สุดท้ายประธานในที่ประชุมก็จะบอกว่าจะยอมรับการลดงบประมาณได้เท่าไหร่ในภาพรวม แทนที่จะตัดรายการที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ”

สุดท้าย เอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า “การเข้าไปทำงานในคณะอนุกรรมธิการ ทีแรกนึกว่าทุกคนจะแฮปปี้ ปรากฏว่ามีการล็อบบี้ตำแหน่งกันเรียบร้อย ทั้งประธาน เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมาธิการ เมื่อเราเข้ามาทำงานก็พบว่าเจอการทำงานในลักษณะที่มองทุกอย่างเป็นง่ายๆ แต่มีการทำกันตอนไหนก็ไม่รู้ ไปคุยกันแบบไหนก็ไม่ทราบ หรือมีการล็อบบี้ก่อนเข้ามาในห้องประชุมกันหรือเปล่า”

“คณะอนุกรรมาธิการที่ผมเข้าไปทำงานไม่มีการลงมติ แต่มีลักษณะอะลุ้มอล่วยในเชิง “เอาน่า..“ ”ปล่อยๆ ไป” หรือมีการเสนอเพื่อให้เราเคารพการตัดสินใจของพรรครัฐบาล และทุกอย่างก็อยู่ที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการ”

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าพรรคอนาคตใหม่กลายเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ในการอภิปรายแล้ว จึงไม่แปลกที่กระแสของพรรคอนาคตใหม่ยังคงแรงดีต่อเนื่องและไม่ตกลงอย่างที่ใครหลายคนสบประมาทเอาไว้

คลุกวงใน วันเสาร์ที่ 18 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันเสาร์ที่ 18 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563

18 มกราคม 2563 – 11:55 น.
พรรคอนาคตใหม่,คลุกวงใน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 489 ครั้ง

คลุกวงใน วันเสาร์ที่ 18 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563  โดย…อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

0…คมเข้มประเด็นร้อน ชัดเจนในเนื้อหา ลึกทุกข่าวสาร ต้องอ่าน “หนังสือพิมพ์คมชัดลึก” ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 18 มกราคม 2563 อยู่ในมือทุกท่านแล้วครับ …ในที่สุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตส.ส.นอกสภาและ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปล่อยหมัดสื่อสารทุกแพลตฟอร์มไปถึงบรรดาผู้สนับสนุนให้มาร่วมกิจกรรมฟังการปราศรัยในวันนี้ (18 ม.ค.63) หลักใหญ่ใจความเป็นการแถลงปิดคดี ยุบพรรค นอกสถานที่นั่นเอง

0…ต้องยอมรับวิธีการสื่อสาร หัวหน้า แอนด์เดอะแก๊งสามเหลี่ยมหัวกลับ มักชี้ชวนให้ติดตามทุกครั้งไป อย่างคีย์เวิร์ดปล่อยออกมา “จะเป็นการปราศรัยครั้งสุดท้าย” สะกิดสาวกผู้มีอารมณ์ อ่อนไหว ได้ดี ทำให้ชวนติดตามเนื้อหาของการปราศรัยจะสุดแสน ดราม่า ขนาดไหน

0… นักอยากรู้อยากเห็นก็อยากเข้าฟัง นี่จึงเป็นข้อเด่นของ พรรคอนาคตใหม่ ที่พรรคการเมืองอื่นๆ รวมไปถึง ทีมงานปชส. “รัฐบาลลุงตู่” ยังไม่มี และไม่รู้เมื่อไหร่จะมี ฉะนั้นต้อง คิดให้ทัน คิดให้เป็น ในการ ชิงพื้นที่ ข่าวสารวันหยุดเหมือนกับ พรรค ที่กำลังอาจหายไปจากสารบบพรรคการเมืองอย่างนี้บ้าง

0…แต่สำหรับ ผู้รู้ทัน ทราบกันดี การเคลื่อนไหวของ อดีตส.ส.นอกสภา รายนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงกระแสที่เรียกว่า “สร้างมวลชนดึงแนวร่วม”  ยิ่งใกล้ถึงวัน ศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีที่พรรคถูกกล่าวหาทำสัญลักษณ์ส่อไปในทางหมิ่นเหม่ขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคใน วันที่ 21 มกราคม นี้ จำเป็นต้องเร่งเร้าโหมกระแส

0…ธนาธร แอนด์เดอะแก๊ง ตระเวนหาทุกเวทีชี้แจงหลังจากเวทีแรก ย่านรัชดาภิเษก ไม่อนุญาตให้ แก๊งพ่อฟ้า จัด แต่ยังมีปัญญาอันชาญ “ฉลาดแกมโกง” เหมือนกับชื่อภาพยนตร์ดังในอดีต หันหัวเรือไปที่ มธ.รังสิต ทันที เนื่องจากเป็นวันเดียวกับที่จะมีประชาชนมากมายเดินทางมาร่วมเชียร์ทีมฟุตบอลชาติไทยแข่งขันรายการชิงแชมป์เอเชียรุ่น 23 ปี รอบน็อกเอาท์ ที่สนาม มธ.รังสิต นับสองหมื่นคน

0…วิธีนี้ไม่ต่างกับครั้งจัดปราศรัยที่ สกายวอล์ก เมื่อปีก่อน ด้วยคำถามตามมา เหตุใดผู้คนถึงเดินทางมาอุ่นหนาฝาคั่ง มันก็เป็นอะไรที่สอดรับทีมงาน พรรคอนาคตใหม่ ส่งข้อความมาด้วยว่า “ฟังการปราศรัยเสร็จแล้วไปลุ้นผลฟุตบอลกันต่อ”

0…เนื้อหาการปราศรัยนั้นน่ะหรือ หนีไม่พ้นวาทกรรมถูก กลั่นแกล้ง ทางการเมืองบ้างล่ะ แซะกระบวนการยุติธรรมมีความผิดพลาดต่างต่างนานาบ้างล่ะ แต่ที่คอการเมืองเตรียมจดบันทึกเห็นเป็นกรณี กูรูกฎหมายสีส้ม จะใช้โอกาสนี้ปราศรัยพาดพิง สถาบันเบื้องสูง ตรงนี้ขอให้พึงระวัง แล้วจะหาว่า ไม่เตือน

0…ความพยายามปราศรัยนัดสุดท้ายที่ ไม่ใช่สุดท้าย แน่ จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าความพยายามสร้างแรง กดดัน ไปถึงองค์คณะตุลาการในการ ชี้ขาด แต่ครั้นผลการตัดสินเป็นคุณกับตนเองเมื่อไหร่ล่ะก็ ไม่ยักออกมาชื่นชมกระบวนการยุติธรรมเป็นหลักเชื่อถือได้ นี่จึงเป็นอาการของนักการเมืองไทยที่กำลังใกล้ถูก แช่แข็ง มักเป็นแบบนี้ประจำ เช่นเดียวกับเหล่าคณะ คนรุ่นใหม่ มีอนาคตทางการเมืองเจริญรอยตาม

0…สังคมคลุกวงใน ขอแสดงความยินดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (iNT) สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในสาขา Innovation and Entrepreneurship Support of the Year จัดโดย ACEEU ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ส่งเสริมการสร้างงานนวัตกรรม และสนับสนุนผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัย

0… โดยมีมหาวิทยาลัยส่งผลงานเข้าร่วมมากกว่า 300 เรื่องจากกว่า 20 ประเทศ ซึ่ง สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (iNT) เป็นหน่วยงานแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 มหาวิทยาลัย ในรอบสุดท้ายสำหรับเข้าชิงรางวัลดังกล่าว ในงาน “Triple E Awards Asia-Pacific 2020” ณ เมืองโกจิ ประเทศอินเดีย

หน้าที่โฆษกนั้นสำคัญฉะนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411256?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หน้าที่โฆษกนั้นสำคัญฉะนี้

18 มกราคม 2563 – 11:40 น.
นฤมล ภิญโญสินวัฒน์,โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,ดรแหม่ม,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน
เปิดอ่าน 2,493 ครั้ง

หน้าที่โฆษกนั้นสำคัญฉะนี้ ดงงูเห่า   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวกระหน่ำใส่ “ดร.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากทำงานไม่ทันโซเชียล

งานที่รัฐบาลทำเยอะแยะ แต่ผลงานไม่ไปถึงพี่น้องประชาชน เลยมีเสียงบ่นตามมาว่าน่าจะเปลี่ยนตัวทีมโฆษกรัฐบาลดีไหม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็มาจบด้วยคำยืนยันของนายกฯ ว่าไม่เปลี่ยน

ในอดีตตำแหน่งโฆษกรัฐบาลที่มีความสำคัญมาก นอกจากจะทำหน้าที่สื่อสารผลงานของรัฐบาลไปสู่ประชาชนแล้ว คนเป็นโฆษกรัฐบาลยังต้องทำหน้าที่ “ตอบโต้” ฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย ทั้งโต้ในนามของรัฐบาลและในนามของนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นหน้าที่ของโฆษกนอกจากจะจับประเด็นแม่น เก่ง และรอบรู้แล้ว ยังต้องมีไหวพริบทางการเมืองอีกด้วย

ในอดีตโฆษกที่ถูกกล่าวขานถึงก็มี วีระ มุสิกพงศ์ หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “วีระกานต์” เป็นโฆษกรัฐบาล สมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ ใครก็ทราบดีว่าลีลาของวีระ นั้นไม่ธรรมดา

ส่วนอีกคนคือ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นโฆษกรัฐบาลยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไตรรงค์ ทำหน้าที่ได้ดีจนได้ฉายาโฆษกสามสี ลีลาดีกว่า วีระ หลายช่วงตัว จนเป็นที่ฮือฮา ถึงลูกล่อลูกชน แล้วยังมีนายมีชัย วีระไวทยะ อีกคนที่เป็นโฆษกสมัย “ป๋าเปรม”

ยุคน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นโฆษก ก็ถือเป็นคนที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจได้ดีเข้ากับยุค เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

แม้กระทั่ง วิษณุ เครืองาม ก็เคยเป็นโฆษกรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโฆษกรัฐบาล ชวน หลีกภัย

แต่ระยะหลังตำแหน่งนี้กลายเป็นตำแหน่ง “ปลอบใจ” สำหรับคนที่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้การคัดเลือกคนมาเป็นโฆษกรัฐบาลได้คนที่ไม่ค่อยจะถูกกับงานเท่าไหร่

อย่าง ดร.แหม่ม ต้องยอมรับว่าการเป็นนักวิชาการกับการกรองประเด็นเพื่อนำเสนอข่าวสารทำความเข้าใจ สื่อสารจากตัวหนังสือไปยังประชาชน ยังถือว่าใหม่ เพราะการเก็บข้อมูล เตรียมประเด็น มันไม่มีหลักตายตัว ขึ้นกับไหวพริบของแต่ละคน

เช่นประเด็นไหนต้องแถลง ประเด็นไหนไม่แถลง และการเป็นโฆษกรัฐบาล จะต้องมีทั้งบู๊และบุ๋น มีเทคนิคและชั้นเชิงทั้งในการแถลงของรัฐบาลและการตอบโต้ฝ่ายค้าน แต่สำหรับทีมโฆษกรัฐบาลชุดนี้ไม่มีแบบนั้น

จะด้วยเพราะว่าไม่ชอบ ไม่อยากเป็นหรือไม่ไม่ทราบ แต่ยอมรับว่า ดร.แหม่มและคณะยังทำหน้าที่ได้ไม่เหมือนบรรดาโฆษกรัฐบาลตัวจี๊ดๆ ในอดีต

เรื่องนี้นายกฯ ต้องชัดเจนว่าจะวางตำแหน่งของคณะโฆษกอย่างไร หากมองว่า โฆษกทำหน้าที่เฉพาะการแถลงผลงาน หรือ มติครม. ก็ต้องตีกรอบให้ชัด และให้ทำการบ้านให้ละเอียด ไม่ใช่มาแถลงเฉพาะหัวข้อแล้วรีบไปประชุมพรรค

หากเห็นว่ากายภาพของ ดร.แหม่ม ไม่เหมาะกับการไปตอบโต้ฝ่ายค้านที่เล่นการเมืองแรงๆ ก็ต้องหาคนมาทำหน้าที่ตอบโต้ฝ่ายค้าน ต้องแบ่งงานกันทำ

อย่าง “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำตัวนายกฯ ที่คอยตอบโต้ฝ่ายค้านแบบถึงพริกถึงขิงและเข้าเป้า เพราะต่างรู้สายสนกลในกันมาก่อน แต่ “แรมโบ้” ทำในนามผู้ช่วยรัฐมนตรี คือตำแหน่งไม่ตรงเสียทีเดียว

หากนายกฯ จะแต่งตั้ง “แรมโบ้อีสาน” เป็นโฆษกส่วนตัวอีกตำแหน่งย่อมทำได้ เพราะยุคสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ได้แต่ง เทพไท เสนพงศ์ เป็นโฆษกประจำตัวคอยตอบโต้ฝ่ายค้าน ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ดี

  เพราะตำแหน่งโฆษกมีความสำคัญมากทั้งในการเมืองไทยและการเมืองระดับโลก

ตัวแปรบั่นทอนท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411263?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวแปรบั่นทอนท่องเที่ยว

18 มกราคม 2563 – 11:29 น.
ตัวแปร,ท่องเที่ยว,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 161 ครั้ง

ตัวแปรบั่นทอนท่องเที่ยว บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 18 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563

เริ่มต้นศักราชใหม่ 2563 เพียงครึ่งเดือนแรกก็ปรากฏสัญญาณลบในด้านเศรษฐกิจให้เห็นเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอันที่จะฟันฝ่าให้บรรลุตามเป้าหมายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย คือ การรบพุ่งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งวิเคราะห์ตรงกันว่าจะตามมาด้วยภัยจากการก่อการร้ายอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ราคาน้ำมันที่จะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทก็เป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุน การส่งออก บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หนำซ้ำยังเกิดปัญหาเชื้อไวรัสโคโรนา จากประเทศจีน ที่จะส่งผลกระทบในด้านความเชื่อมั่นในเรื่องสุขภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวที่ยังแก้ไม่ตก

กล่าวสำหรับไวรัสโคโรนาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวจากจีนหรือแม้แต่ชาติอื่นๆ หรือการท่องเที่ยวภายในประเทศ ล่าสุดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงยอมรับว่า ขณะนี้ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ยืนยันว่านักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 74 ปี ซึ่งเดินทางจากเมืองอู่ฮั่น ป่วยด้วยอาการปอดอักเสบเนื่องจากติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ นับเป็นรายที่ 2 ที่พบในประเทศไทย หญิงจีนรายนี้เดินทางมาไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะนี้รับการรักษาและดูแลอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร

ในปี 2563 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวเอาไว้จำนวน 3.71 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากท่องเที่ยวต่างชาติ 2.43 ล้านล้านบาท ท่องเที่ยวในประเทศ 1.28 ล้านล้านบาท สำหรับนักท่องเที่ยวจากจีนในปีนี้วางเป้าหมายเอาไว้มากกว่า 11 ล้านคน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่าได้ประสานไปยังสถานทูตจีนออกคำเตือนผ่านแอพพลิเคชั่นวีแชทแล้ว โดยคาดว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงสัปดาห์หน้านี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 50% โดยมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งปกติเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 1,200-1,400 คน ผ่านการบินตรงมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ 3 เที่ยวบิน ดอนเมือง 2 เที่ยวบิน เชียงใหม่มีเที่ยวบินวันเว้นวัน กระบี่ 1 เที่ยวบิน และภูเก็ต 2 เที่ยวบิน

ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้านการท่องเที่ยวปี 2561-2580 ได้วางเป้าหมายเอาไว้ว่า ในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าความสามารถการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจะขยับจากอันดับ 34 เป็นอันดับ 30 ของโลก จะเพิ่มจีดีพีด้านการท่องเที่ยวจาก 19% เป็น 22% และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2580 พร้อมกระจายสัดส่วนรายได้ด้านการท่องเที่ยวจาก 20% เป็น 40% จะเห็นได้ว่าตามแผนนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นเรือธงของประเทศในอันที่จะสร้างรายได้ หรือความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจเลยทีเดียว ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องฟันฝ่านานาอุปสรรคที่มักเป็นตัวแปรใหม่เข้ามาอยู่เสมอๆ เช่นที่กำลังเผชิญอยู่ สำคัญที่สุดก็คือ ลดตัวแปรลงให้ได้และไม่สร้างเงื่อนไขบั่นทอนการท่องเที่ยวเสียเอง

รู้ชัด ‘แดง’ล่างูเห่า เหล่า’บิ๊กแจ๊ส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411236?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ชัด ‘แดง’ล่างูเห่า เหล่า’บิ๊กแจ๊ส’

18 มกราคม 2563 – 09:00 น.
เจาะประเด็นร้อน,ก้อย พรพิมล,งูเห่า,เพื่อไทย,บิ๊กแจ๊ส,พลตทคำรณวิทย์ ธูป,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,388 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18-19 ม.ค.63

****************************

ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ต้องลงโทษ “3 งูเห่า” เอาใจคนเสื้อแดง เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวถึงผลสอบกรณี 3 ส.ส.กระทำการฝ่าฝืนมติพรรค และข้อตกลงร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ส่งบทสรุปมาถึงคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นที่เรียบร้อย

พรพิมล ธรรมสาร” ส.ส.ปทุมธานี เจอโทษหนักกว่าเพื่อน คือไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคและไม่ส่งสมัครในการเลือกตั้งครั้งต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไขผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น ส่วน พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. และขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี ก็แค่คาดโทษ

กรณี “ก้อย พรพิมล” นั้น คนปทุมธานี ก็ยังเห็นสามี-สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย และญาติสามี-เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ส.จ.ปทุมธานี เดินเคียงข้าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานี

รวมดาว“แดงปากสว่าง”

ดังที่รู้กัน สมชาติ นาคบรรจง” อดีตเจ้าของสถานีวิทยุเรดสกิล คลื่น 96.35 คลื่นผู้กล้าประชาธิปไตย ได้ระดมพลคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 ลาออกจากตำแหน่ง

สมชาติ นาคบรรจง

เมื่อ 14 มกราคม 2563 สองคู่หูคู่เดือด สมชาติ นาคบรรจง และ ศรรัก ทองชัย ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอให้พรรคพิจารณาลงโทษ ส.ส.ทรยศหักหลังประชาชน

นับแต่รัฐประหาร 2557 แกนนำแดงวิทยุชุมชนเสื้อแดงอย่างสมชาติ นาคบรรจง และศรรัก ทองชัย หรือ ศรรักษ์ มาลัยทอง หายเงียบกัน และเพิ่งจะโผล่มาในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปีที่แล้ว

ศรรัก ทองชัย และ สมชาติ นาคบรรจง ยื่นหนังสือไล่พรพิมล

สมัยวิทยุเสื้อแดงเฟื่องฟู ย่านลำลูกกา ปทุมธานี เป็นแหล่งชุมนุมฮาร์ดคอร์เสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น “โกตี๋” แห่งเรดการ์ด เรดิโอ และสมชาติ นาคบรรจง เรดสกิล เรดิโอ

โกตี๋ตายไปแล้ว ยังเหลือแต่สมชาติ ที่อาศัยอยู่ในอาคารสถานีวิทยุเรดสกิล คลื่น 96.35 ซอยลำลูกกา 69 หมู่ 3 ต.ลาดสวาย อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แต่ไม่มีเครื่องส่งกระจายเสียงแล้ว เพราะถูกทหารยึดไปหลังรัฐประหาร

สมชาติยังห้าวเป้งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ มีบิ๊กแจ๊สหนุนหลัง?

คนรักบิ๊กแจ๊ส

สมัยสงครามมวลชนปลายปี 2556 ชื่อ “กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (กวป.) โด่งดังมาก เพราะเป็นการรวมตัวของนักจัดรายการวิทยุชุมชนสายฮาร์ดคอร์ ได้เคลื่อนทัพเข้ากดดัน กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ

พลันที่ทหารยึดอำนาจ ดาวไฮด์ปาร์ค กวป. ก็เหมือนผึ้งแตกรัง ส่วนหนึ่งยอมเดินเข้าค่ายทหาร และอีกส่วนหนึ่งหนีไปกบดานอยู่ที่ลาว และกัมพูชา

สมชาติ กับที่มั่นแดงเก่า ลำลูกกา

ปลายปี 2561 สัญญาณการเลือกตั้งชัดเจน สมชาติ นาคบรรจง, จุติพงษ์ พุ่มมูล, ศรรัก ทองชัย และเล็ก บ้านดอน ได้เปิดตัว ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย” อาคารชั่วคราวชั้น 2 ตลาดมหาลาภ ถนนตัดใหม่ลำลูกกา คลองสี่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

13 กุมภาพันธ์ 2562 สมชาติ นาคบรรจง จัดงานเปิดตัวชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตลาดมหาลาภ โดยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง มาร่วมงานด้วย

เล็ก บ้านดอน กลับมาแล้ว

ทุกวันนี้ ศรรัก ทองชัย” หรือ ศรรักษ์ มาลัยทอง และ “เล็ก บ้านดอน” อดีตประธาน กวป. ได้ไลฟ์เฟซบุ๊กสนับสนุน “บิ๊กแจ๊ส” เป็นนายก อบจ.ปทุมธานี ทุกวัน

ความสัมพันธ์ในวันนี้ทำให้ทราบคำตอบ ทำไมแดงปทุมธานีจึงกล้าท้าทาย ป. สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

อนาคต“ส.ส.ก้อย-นายกสมชาย”

ทันทีที่พรรคเพื่อไทยแถลงบทลงโทษ “งูเห่า” แฟนเพจเฟซบุ๊ก “ก้อย พรพิมล ธรรมสาร – Pornpimon Tharmmasan” ก็ปลิวหายไปอีกครั้ง

คืนวันที่ 14 มกราคม 2563 “ส.ส.ก้อย” พรพิมล ธรรมสาร ได้ไปร่วมงานหารายได้ช่วยเหลือ “นฤชา เพ่งผล” (จิ๊กโก๋ ยามบ่าย) และในงานคืนนั้นมีศิลปินนิธิทัศน์มาร่วมงานกันหลายคน รวมถึง “เสี่ยวิเชียร” แห่งนิธิทัศน์โปรโมชั่น

ส.ส.ก้อย และเสี่ยวิเชียร นิธิทัศน์

อย่างไรก็ตามหัวคะแนนของส.ส.ก้อย ก็ยังไปงานศพ งานบุญ ตามปกติ เช่นเดียวกับ ส.จ.เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ได้ขึ้นป้ายหาเสียงร่วมกับทีมคนรักปทุมของ “บิ๊กแจ๊ส”

ที่น่าสนใจในแฟนเพจสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ ได้เผยแพร่ภาพของ “นายกสมชาย” ไปร่วมงานบุญงานกุศล พร้อมกับ ส.ท.กลุ่มสนั่นรักษ์พัฒนา

นายกสมชาย และคำรณวิทย์ ยังทำงานร่วมกัน

กลุ่มสนั่นรักษ์พัฒนาเป็นฐานการเมืองของนายกสมชายตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ฤานายกสมชาย จะหวนคืนสังเวียนท้องถิ่นชนกับ “นายกอ่าง” เด็กสร้าง “ป๋าชาญ” ค่ายภูมิใจไทย

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411005?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้

17 มกราคม 2563 – 10:40 น.
ชายแดนใต้,ครู
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้ โดย…  โคทม อารียา

ผมมาที่ปัตตานีเพื่อฟังปัญหาชายแดนใต้ จึงขอเก็บตกการมองปัญหานี้ในมุมมองที่หลากหลาย คนแรกที่ให้มุมมองแก่ผมเป็นหมอชาวสวิส เขามาประเมินผลโครงการเยียวยาจิตใจของผู้อยู่ในสถานการณ์รุนแรง เขามีประสบการณ์การทำงานในแอฟริกาใต้และโมร็อกโกมาก่อน และพบว่าทั้งผู้ถูกกระทำ (เหยื่อ) และผู้กระทำความรุนแรงต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วยกันทั้งคู่ ทหารที่กลับจากการรบในสมรภูมิหลายคนมีอาการทางจิต ที่เรียกว่า PTSD (Post Traumatic Stress Disorder) หรือการป่วยทางจิตหลังเหตุการณ์เลวร้าย ทหารและตำรวจในชายแดนใต้ก็เช่นกัน เขาเป็นทั้งผู้กระทำความรุนแรง (ปราบปราม ปิดล้อมจับกุม ฯลฯ) ก็จริง แต่ก็เป็นเหยื่อความรุนแรงทางตรงด้วย ในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา มีทหารเสียชีวิต 578 ราย ตำรวจเสียชีวิต 388 ราย มีทหารบาดเจ็บ 2,738 คน ตำรวจบาดเจ็บ 1,559 คน นับเป็นการสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ทางการและสังคมควรตระหนักรู้ เอาใจใส่ ให้เกียรติแก่ผู้สูญเสียเหล่านี้ รวมทั้งให้การเยียวยาทางจิตใจและทางสังคมด้วย อีกทั้งควรมีการให้คำแนะนำทางจิตวิทยาหรือทางศาสนา เพื่อลดความเครียดของทหารและตำรวจที่อยู่ประจำการ เมื่อเครียดน้อยลง หวาดกลัวน้อยลง ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความเมตตาและลดการใช้ความรุนแรง

เรื่องเล่าที่สองที่ผมเห็นว่าน่าวิตก ได้มาจากการพูดคุยกับนายทหารคนหนึ่ง เขาคิดว่าฝ่ายความมั่นคงอาจประเมินฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบผิดไปก็ได้ มุมมองแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประเมินว่าขบวนการฯอ่อนแอลง เห็นได้จากการลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรง และผู้ก่อการถูกรุกไล่ออกจากหมู่บ้าน ครั้นหลบไปอยู่ในป่าเขา ก็ถูกปราบง่ายขึ้นไปใหญ่ ดังนั้น ถ้าใช้การทหารกดดันต่อไป ก็จะประสบความสำเร็จในการทำลายขบวนการฯ ลงได้ การพูดคุยสันติสุขก็คุยกันไปไม่หวังผล ส่วนการทหารก็รุกและรบอย่างเต็มที่ กลุ่มที่ 2 ประเมินว่าฝ่ายขบวนการฯ อ่อนแอลงก็จริง แต่ถ้าใช้การทหารก็ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จ หรือกว่าจะเอาชนะขบวนการฯ ได้ยังต้องใช้เวลาอีกนาน จึงควรใช้การพูดคุยหรือการเมืองนำการทหาร คนกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็น กลุ่มที่ 2.1 ที่เชื่อว่าการคุยกับมารา ปาตานีนั้นถูกต้องแล้ว เชื่อได้ว่าเมื่อใดที่มีการพูดคุยมีความคืบหน้า ฝ่ายกองกำลังของบีอาร์เอ็นก็จะเข้ามาคุยเอง กับกลุ่มที่ 2.2 ที่เชื่อว่าผู้นำบีอาร์เอ็นในมารา ปาตานีเป็นผู้นำระดับ 3 หรือ 4 คุยไปก็เท่านั้น ฝ่ายรัฐบาลควรขอให้ฝ่ายมาเลเซียเชิญผู้นำระดับสูงของบีอาร์เอ็นมาร่วมพูดคุย จึงจะมีผล

กลุ่มที่ 3 มีความเห็นที่ฉีกมุมออกไป กลุ่มนี้ไม่แน่ใจว่าฝ่ายขบวนการฯ นั้น อ่อนแอลงสักเพียงใด การลดระดับความรุนแรงที่เห็นได้ อาจเป็นเพียงการถอยเชิงยุทธวิธี เพื่อขอเวลาปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ ในช่วงปี 2547-2550 ขบวนการฯ ใช้ยุทธศาสตร์จรยุทธ์ในเมืองและการฝังตัวในหมู่บ้าน พร้อมกับการใช้ความรุนแรงอย่างมากต่อกลุ่มเป้าหมายอ่อน ยุทธศาสตร์นี้ใช้เพื่อรุกให้ฝ่ายความมั่นคงเพลี่ยงพลั้งในเชิงยุทธวิธี แล้วตอบโต้แบบมืดบอด อย่างเช่นในเหตุการณ์กรือเซะ และตากใบ อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงได้เรียนรู้ว่าการตอบโต้เช่นนั้น รังแต่จะเข้าทางขบวนการฯ เช่น เมื่อฝ่ายขบวนการฯ จัดหรือเอื้อให้มีการชุมนุมในช่วงปี 2548-2550 ที่มัสยิดกลางปัตตานี และที่อื่นๆ ฝ่ายความมั่นคงใช้ความอดทน ไม่ตอบโต้เกินกว่าเหตุ ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอด ไม่ทำยอมให้เกิด “ตากใบ 2” จนกระทั่งความรุนแรงที่ก่อโดยฝ่ายขบวนการฯ มาถึงจุดสูงสุดในปี 2550 ฝ่ายขบวนการฯ พบว่ายุทธศาสตร์การยุให้ฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงมืดบอดไม่เป็นผล จึงเปลี่ยนและลดการก่อเหตุรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อน ดังจะเห็นได้จากสถิติต่อไปนี้

ปี 2547 – 50
(รวม 4 ปี)
ปี 2551 – 62
(รวม 12 ปี)
โรงเรียนที่ถูกโจมตี (แห่ง) 330 70
ครูผู้เสียชีวิต (ราย) 75 80

นอกจากนี้ การทำร้ายพระ และอีหม่าม ตลอดจนเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2550 เช่นกัน ในปี 2558 ไม่มีการโจมตีโรงเรียนแห่งใดเลย ในปี 2562 ไม่มีครูผู้ใดเสียชีวิตจากการก่อเหตุการณ์ไม่สงบ

กลุ่มที่ 3 ตั้งสมมติฐานว่า การที่เหตุการณ์รุนแรงลดลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงจุดต่ำสุดในปี 2562 นี้ เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เพื่อถนอมกำลังเอาไว้ ขณะเดียวกัน มีข่าวว่าขบวนการฯ ส่งคนไปฝึกอาวุธในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาฝึกเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายว่าในอีก 5-10 ปี จะมีกองกำลังเป็นพันเป็นหมื่นคน ถึงตอนนั้น ก็จะทำการสู้รบรอบใหม่โดยมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีใหม่ๆ ในยามที่ทหารในพื้นที่อ่อนล้าหรือปล่อยปละด้วยความประมาท

ในมุมมองของกลุ่มที่ 3 แทนที่ฝ่ายความมั่นคงจะเป็นฝ่ายรุกทางการทหารเรื่อยไป ควรจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นฝ่ายรุกในด้านการพูดคุยสันติภาพมากกว่า ควรจะต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ มีบุคลากรจำนวนมากพอที่จะขอเข้าไปปฏิบัติงานเชิงรุกในมาเลเซีย โดยดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่มาเลเซียอย่างแข็งขัน เพื่อกดดันขบวนการฯ ให้ส่งผู้นำระดับสูงสู่โต๊ะพูดคุย และหยุดยั้งการบ่มเพาะ [i1] เยาวชนที่จะมาเป็นนักรบรุ่นใหม่

ผมไม่แน่ใจว่ามุมมองของกลุ่มที่ 1 หรือกลุ่มที่ 2 หรือกลุ่มที่ 3 จะเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงสักเพียงใด แต่ขอมีความเชื่อของผมเองว่า ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ก็แต่ที่โต๊ะการพูดคุย

แต่เราไม่จัดสรรงบประมาณเพื่อกิจการสันติภาพสักเท่าไร เนื่องจากเรามีสภาผู้แทนราษฎร และมีคณะกรรมาธิการงบประมาณที่เข้าไปช่วยพิจารณางบประมาณแทนประชาชน พร้อมทั้งรายงานผลให้สาธารณชนทราบ เราเลยมีโอกาสรับทราบในเรื่องงบประมาณสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมแล้วมีปีละกว่าสามหมื่นล้านบาท ถ้าพิจารณาเฉพาะ “งบดับไฟใต้” หรือที่เรียกว่า “งบแผนบูรณาการ” ก็ตกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่น่าใจหายที่งบ “ดีๆ” เช่น งบสำหรับสันติภาพ สันติวิธี สังคมพหุวัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนนั้น มีน้อยมากถ้าเทียบกับงบประมาณการทหาร แม้จะเทียบกับงบโฆษณา “ความจริง” ก็ยังห่างไกล แสดงว่าในมุมมองของฝ่ายความมั่นคงนั้น สนามรบด้านข่าวสารสำคัญกว่าสนามแห่งความไว้วางใจมากนัก ตัวอย่างงบประมาณมีดังนี้ :

– โครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง 1,291.5 ล้านบาท
– งบประมาณการพูดคุยเพื่อสันติสุข 22 ล้านบาท
– โครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี 13 ล้านบาท
– โครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง 1.7 ล้านบาท
– โครงการอบรมหลักสิทธิมนุษยชน 0.6 ล้านบาท

มุมมองสุดท้ายที่ขอเสนอในที่นี้มาจากเยาวชนมุสลิมคนหนึ่งที่เข้าร่วมการสานเสวนาด้วยกัน เขากล่าวว่า กลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งที่ปฏิเสธทุกกติกา ไม่อยู่บนฐานแห่งเหตุผลและมนุษยธรรม เช่นกลุ่มไอซิส จะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มมุสลิม ขณะที่กลุ่มขวาสุดโต่งที่เป็นคริสต์ ยิว หรือศาสนาอื่น จะไม่ถูกเรียกชื่อตามความเชื่อทางศาสนา การต่อสู้ในชายแดนใต้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มชาตินิยมมลายูกับกลุ่มชาตินิยมไทย กลุ่มแรกถือศาสนาอิสลาม กลุ่มที่สองถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งสองกลุ่มมิได้มีแรงจูงใจทางศาสนาเป็นหลัก หากมีแรงจูงใจทางการเมือง แต่หนีไม่พ้นที่หลายคนมองว่าเป็นความขัดแย้งทางศาสนาอยู่ดี ประเด็นสถานะของผู้ต่อสู้ก็สำคัญ การกระทำของฝ่ายที่มีสถานะเป็นรัฐ มักจะไม่ถูกเรียกว่าเป็นการก่อการร้าย เช่น การฆ่านักข่าวคาซ็อกกี้ หรือนายพลโซเลย์มอนี หรือการเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายในซีเรียหรือเยเมน ไม่ถูกเรียกเป็นการก่อการร้าย เพราะผู้กระทำมีสถานะเป็นรัฐใช่หรือไม่ ส่วนในชายแดนใต้ ฝ่ายขบวนการฯ มีสถานะด้อยกว่า ถูกมองว่าเป็น “ผู้เป็นอื่น” เป็นมลายู เป็นมุสลิม บวกกับความกลัวมุสลิมจากข้างนอก เลยมีมุมมองที่สับสนกันใหญ่ จึงเกิดการเผยแพร่ความคิดที่ยุยงให้เกลียดชังมุสลิม ทำให้การแก้ปัญหาชายแดนใต้ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411015?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563

17 มกราคม 2563 – 09:41 น.
พลังประชารัฐ,ยุบสภา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

คลุกวงใน  วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรประจำหน้า 4 ทำหน้าที่ขุดคุ้ยข่าวสารส่งข่าวจริงถึงมือคนอ่าน ไม่ขาดไม่เกิน 

00000 ใครว่า นายกฯ จะยุบสภา ไม่บ้าก็กินยาผิด สภาเพิ่งเปิดมาไม่กี่วัน จะยุบได้อย่างไร แค่ถูกฝ่ายค้านยื่นไม่ไว้วางใจ ถึงกับจะยุบสภาหนี ใครเชื่อออกลูกเป็นลิง

00000 ยิ่งฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย มาแตกคอกันเอง กับเรื่องอภิปรายหรือไม่อภิปราย ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “พญาเสือ” ขอสอดหน่อย เพื่อไทย จัดการปัญหาภายในให้ได้เสียก่อน ว่าจะอภิปรายลุงป้อมหรือไม่ หากอภิปรายต้องไปตกลงกับ “สารวัตรเหลิม” ให้เป็นที่ยุติว่า จะว่าอย่างไร เพราะ ทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจให้ “สารวัตรเหลิม” มาทำเรื่องนี้ หากไม่เอาตาม “สารวัตรเหลิม” แล้ว เจ้าตัวอาจจะต้องขอลา ไม่เอาแล้ว จะทำให้การทำงานของฝ่ายค้าน “สะดุด” 

00000 “สารวัตรเหลิม” บอกมาตลอดว่า เข้ามารับงาน เพราะว่าทักษิณเป็นคนตั้งเข้ามา ไม่ได้ไปงอนง้อเอาตำแหน่งแห่งหนอะไร แต่เมื่อเพื่อไทย สาย คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ มาหักหน้าแบบนี้ เห็นทีจะอยู่กันยาก

00000 เกมในสภาก็ว่ากันไป แต่ “พญาเสือ” แว่วมาว่า นายกฯ ลุงตู่ กำลังจะ “ช็อก” การเมือง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยปฏิบัติการ “ฟ้าผ่า” ปรับครม. “พญาเสือ” บอกเลยว่าได้ยินแบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย จะต้อง “หูผึ่ง” ว่า นายกฯ จะกล้าหรือ เสียงปริ่มน้ำแบบนี้

00000 แต่คนเป็นนายกฯ ต้องหาทุกวิธีเพื่อให้การทำงานไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ วันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้ามาก จะเอาไม่อยู่ ที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่มี “ทีมเศรษฐกิจ” ด้วยเหตุที่ต้องแบ่งเก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจให้แก่พรรคร่วม แต่บริหารมาได้ระดับหนึ่ง การทำงานของรัฐมนตรีพรรคร่วมไม่เวิร์ก เลยต้องปรับ

00000 ฮัดเช้ย !!! ต้องขออภัยพรรคร่วม ที่จำเป็นจะต้อง “ยึด” เก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจคืน อาทิ คมนาคม ท่องเที่ยว พาณิชย์ และเกษตรฯ เอามาให้ พลังประชารัฐ บริหารเอง งานนี้ไม่ใช่การหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่เอาจริง จะอยู่ก็อยู่ จะไปก็ไปไม่ง้อกันแล้ว

00000 แต่ “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า พรรคร่วม ยังไม่พร้อมจะแตกหัก ยังไม่พร้อมจะเลือกตั้งใหม่ เพราะเพิ่งเลือกตั้งมาไม่ถึงปี ฉะนั้นเชื่อว่า การผ่าตัดใหญ่ของนายกฯ ลุงตู่ จะไม่มีใครขัดขวาง พอกันทีกับการ “บีบ” การ “ต่อรอง” ทางการเมือง ประเทศชาติเสียโอกาสและเสียหายมาพอแล้ว

00000 วันนี้ในพรรคพลังประชารัฐ เข้มแข็งกว่าเดิม เพราะนายกฯ กระชับพื้นที่ ยึดอำนาจคืนมา ด้วยการแตะมือกับ “สามมิตร” ส่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็น “กาวใจ” เคลียร์ทุกเรื่อง กับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้เข้าใจกัน ส่วน “เสี่ยแฮ้งค์” อนุชา นาคาศัย ก็อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ปรับครม.เที่ยวนี้มีสิทธิ์ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 

00000 นายกฯ ไว้ใจ “สามมิตร” ให้ สุริยะ เป็นมือประสานแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำสภาล่ม และคน “ใจถึงพึ่งได้” อย่าง สุริยะ ก็ไม่ทำให้นายกฯ ผิดหวัง สามารถบริหารจัดการ “เด็กฝากเลี้ยง” และงูเขียว งูเห่า ได้แบบเบ็ดเสร็จ จัดการได้ดีไม่แพ้ “ลุงป้อม” 

00000 กระแสข่าวมาแรงว่า ปรับครม.ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่เพียงจะขยับกระทรวงของพรรคร่วม แต่กระทรวงในโควตาของพลังประชารัฐ ก็มีการขยับด้วย ให้จับตา กระทรวงพลังงาน จะมีรัฐมนตรีคนใหม่ มานั่งว่าการแทน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่อาจจะสวิงไปเป็น รมว.พาณิชย์ ที่ สมคิด ปั้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าแน่นอน และเจ้าตัวก็ แฮปปี้ เพราะวันนี้ “ซี้” กับ สุริยะ ยิ่งกว่าแพะกับแกะ 00000

p8