โป๊ะแตก ภาคภูมิ ปูมคิดสีส้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โป๊ะแตก ภาคภูมิ ปูมคิดสีส้ม

17 มกราคม 2563 – 08:40 น.
ดรภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร,รักชาติยิ่งชีพ,ประชาธิปไตย,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 832 ครั้ง

โป๊ะแตก ภาคภูมิ ปูมคิดสีส้ม คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เรื่องหลักสูตร “รักชาติยิ่งชีพ” ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ กระตุ้นฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายสีส้มดาหน้าออกมาวิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหว บางรายไปไกลโจมตีว่า “ปลุกผี 6 ตุลา”

คนส่วนใหญ่คงรับรู้กันไปแล้ว กรณี “ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร” อาจารย์ภาควิชาชีวเคมี มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก และรองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือตอนล่าง

ผู้นำเสนอร่างรายวิชา “รักชาติยิ่งชีพ” (My Beloved Country) วิชาศึกษาทั่วไป หมวดที่ 1 จำนวนหน่วยกิต 3 (2-2-5) พร้อมเชิญ 18 ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเข้ามาร่วมสอน อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ, อดีตพระพุทธะอิสระ, พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เป็นต้น เพื่อบรรยายร่วมพร้อมปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษา รักชาติรักแผ่นดิน

แค่ดู 18 รายชื่อวิทยากรก็เหมือนสายล่อฟ้า สื่อสีส้มกระหน่ำโจมตีหลักสูตรรักชาติ และบุคคลที่ถูกอ้างถึงอย่างรุนแรง สื่อกระแสหลักก็กระโจนใส่ ร้อนถึงผู้ถูกพาดพิง 18 คนดัง ต้องออกมาโต้กลับทันควัน

วิทยากรส่วนใหญ่ปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นหลักสูตรดังกล่าว บางคนถึงกับด่าอาจารย์ ม.นเรศวร ที่ริทำหลักสูตรและนำรายชื่อของเขาไปแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ โดยไม่ได้ติดต่อมาถึงเจ้าตัวเลย

ผ่านไปสามสี่วัน “ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร” ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่า ยังไม่มีการเปิดสอนรายวิชา “รักชาติยิ่งชีพ” แต่อย่างใด โดยเตรียมเสนอให้ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ภายในวันที่ 20 มกราคม 2563 โดยได้วางแผนร่างรายวิชา “เป็นวิชาทางเลือก” จำนวน 3 หน่วยกิต

หลายคนคงอยากรู้ว่า “ดร.ภาคภูมิ” เป็นใคร? มีแนวคิดอย่างไร? ตอนที่มีข่าวเรื่องหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพ ฝ่ายประชาธิปไตยจ๋า ก็โจมตีอาจารย์คนนี้เป็นพวกขวาจัด เป็นพวกเดียวกับหมอวรงค์ เพราะมหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ที่เมืองพิษณุโลก

พลันที่ ดร.ภาคภูมิออกมาอธิบายแนวคิดจัดทำหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพว่า “เนื่องจากวิทยากรแต่ละคน มีความเป็นคอนเซอร์เวทีฟ ซึ่งเราไม่สงสัยในความรักชาติของพวกเขาเหล่านั้นอยู่แล้ว และอย่างที่ทราบกันว่า นิสิตของเรามีความเป็นลิเบอรัล อาจจะมีข้อสงสัยและความคิดที่แตกต่างจากคนกลุ่มนี้อยู่บ้าง”

คำว่า “นิสิตของเรามีความเป็นลิเบอรัล” บ่งบอกว่า ดร.ภาคภูมิมีแนวคิดเสรีนิยม แต่มีไอเดียจะนำวิทยากรที่มีจุดยืนรักชาติ มาให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง โดยอ้างหรูๆ ว่า เปิดพื้นที่ความคิดเห็นอันหลากหลาย

ที่เปลือยตัวตนของ ดร.ภาคภูมิ มากที่สุดคือ การที่นักวิชาการคนนี้ ให้สัมภาษณ์ “จอม เพชรประดับ” ซึ่งมีการไลฟ์เฟซบุ๊ก Jom Petchpradab และยูทูบช่อง Jomvoice เกี่ยวกับหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพ

นาทีนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็รู้ว่า “จอม” มีอุดมการณ์แบบไหน แล้วเหตุใด ดร.ภาคภูมิ จึงยอมเปิดใจข้ามทวีปกับผู้ลี้ภัยคดีความมั่นคง

เมื่อได้ฟังคลิปที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของจอม เพชรประดับ ตอนแรกเจ้าของช่อง Jomvoice ก็เข้าใจว่า ดร.ภาคภูมิ มีแนวคิดขวาจัด จัดทำหลักสูตรนี้ เพื่อสร้างความเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

ดร.ภาคภูมิได้อธิบายแนวคิดตัวเองไปเหมือนที่แถลงผ่านสื่อไทยไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบัน สังคมไทยแตกแยกทางความคิด และตอนหนึ่ง เขาได้หลุดปากบอกว่า “ฝั่งลิเบอรัลของเรา” อยากรู้ว่าวิทยากร 18 คน คิดอย่างไร จึงเชิญมาพูดในมหาวิทยาลัย

จอมออกอุทานและถามว่า “อาจารย์ใช้คำว่าฝ่ายเรา ซึ่งเป็นประชาธิปไตย แสดงว่าอาจารย์อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยน่ะสิ ผมเข้าใจถูกมั้ย”

ดร.ภาคภูมิไม่ตอบตรงๆ แต่สรุปได้ว่า ตัวเขาชื่นชอบระบอบประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับระบอบเผด็จการ ตอนปิดท้ายรายการพูดคุยข้ามทวีป ท่าทีจอมก็เปลี่ยนไป และยอมรับว่า “อาจารย์ก็อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย  และเชื่อว่าระบอบนี้ ตรวจสอบได้”

          ไม่น่าแปลกใจที่หมอเหรียญทอง โพสต์บอกว่า ดอกเตอร์คนนี้มีอุดมการณ์สีส้ม แต่หวังทำหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพ เพื่อชี้เป้าให้มีการวิพากษ์ 18 วิทยากรด้วยถ้อยคำรุนแรง  

ฝุ่นอันตรายมาพร้อมภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นอันตรายมาพร้อมภัยแล้ง

17 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ฝุ่นพิษ,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 159 ครั้ง

ฝุ่นอันตรายมาพร้อมภัยแล้ง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ไม่ได้เขียนเสือให้วัวกลัว แต่เวลานี้ภัยแล้งปีนี้รุนแรงเหลือเกินครับ ‘ดับเครื่องชน’ เฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อแล้วขอเป็นกำลังใจให้ผู้เผชิญภัยแล้งทุกคน

อย่างแม่น้ำยมหรืออ่างเก็บน้ำหลายแห่งแห้งขอดขนาดเดินข้ามได้ซึ่งเป็นวิกฤติการณ์ในรอบหลายๆ ปี

ที่มาพร้อมกับภัยแล้งก็คือฝุ่นอันตรายทำให้เกิดมลพิษ อย่างในเขต กทม. และใกล้เคียง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในอากาศเกินมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น เขตราชเทวี, จตุจักร, ปทุมวัน, สุวรรณภูมิ ฯลฯ

หรืออย่างเมืองอันดับ 2 ของประเทศไทย ‘เชียงใหม่’ เข้าระดับวิกฤติแย่ติดอันดับ 5 ของโลกเพราะเมืองเชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะมีเมฆ หมอก ปกคลุมเป็นอันตรายต่อสุขภาพและระบบหายใจ จึงขอแนะนำให้ใส่หน้ากากป้องกันไว้ก่อน

คิดว่าพอย่างเข้าหน้าร้อนเต็มตัวในช่วงเมษายนจะเกิดภัยแล้งรุนแรงและพร้อมกันนั้นจะเกิดฝุ่นอันตรายและไฟป่ามาพร้อมๆ กัน

เวลานี้เห็นรัฐบาลตั้งหน่วยเฉพาะกิจเตรียมรับมือและมีงบประมาณไว้แล้วและจะได้ผลขนาดไหนต้องมารอดูกันต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


ชื่นชม-ให้กำลังใจ
วอลเลย์สาวทีมชาติไทย

ดิฉันได้ชมการแข่งขันของวอลเลย์บอลหญิงทางทีวีที่มีการถ่ายทอดสดจากโคราชในนัดตัดสินว่าใครจะได้ไปโอลิมปิก 2020 ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ จบแล้วจึงรีบเขียนจดหมายนี้มาเพื่อแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจโค้ชและนักวอลเลย์บอลทุกคน

ผลการแข่งขันต้องยอมรับว่าไทยสู้เกาหลีใต้ไม่ได้จริงๆ เลยแพ้ไป 3 เชตรวดดังเป็นที่ทราบกันอยู่และหลังจากนั้นมีข่าวว่าโค้ชและนักวอลเลย์ทีมชาติรุ่นเก๋าหลายคนขอเลิกเล่นทีมชาติ

ขอบันทึกเป็นเกียรติประวัติว่า “โค้ชด่วน” ดนัย ศรีวัชรเมธากุล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมสาวไทย แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกเพื่อให้สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยได้เฟ้นหาโค้ชที่ดีกว่าเข้ามาทำงานแทน

ด้านนักวอลเลย์บอลสาวตัวเก๋าของไทยซึ่งเล่นทีมชาติมายาวนาน อย่าง “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ, “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว, “อร” อรอุมา สิทธิรักษ์, “ปู” มลิกา กันทอง และ “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ก็บอกว่าจะเลิกเล่น ให้น้องๆ มาเป็นทีมชาติรุ่นใหม่

จึงขอชมความรับผิดชอบและสปิริตซึ่งหากทุกคนมีจิตใจเช่นนี้แล้วประเทศไทยจะไปได้สวย 100%
ประไฟ (โคราช)


เรียนคุณ ‘ประไพ’ โคราช
ผมเองก็ดูการแข่งขันวอลเลย์บอลคู่สำคัญนี้และยอมรับว่าสู้เกาหลีใต้ไม่ได้จริงๆที่แต่ก่อนเราสู้กันสูสี ผลัดกันแพ้-ชนะ แต่นี่ผลออกมาผิดคาดจริงๆ

หลังจากนั้นแล้วเห็นโค้ชและผู้เล่นหลายคนขออำลาทีมชาติซึ่งผมขอแสดงความคาราวะและเชื่อว่าอาจจะมีการยับยั้งไว้แต่ในความคิดของผมคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วปล่อยให้รุ่นใหม่เข้าแทนที่เถิดครับ

มีคนบอกไว้ว่า ‘คลื่นลูกใหม่ย่อมไล่ทันคลื่นลูกเก่า’ ซึ่งก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

ขอให้ทุกคนโชคดีและมีความเชื่อว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงรุ่นใหม่จะมาแรงแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าเผาหญ้าข้างทาง
อันตรายต่อผู้สัญจร (ผ่านไปยังผู้อยู่ใกล้ถนน)

ผมเพิ่งกลับจากต่างจังหวัดและแจ้งมายังผู้ขับขี่ทุกท่านว่าเวลานี้มีหลายพื้นที่เผาหญ้า-ใบไม้ หรือฟางข้าวข้างถนนมากครับ ซึ่งเป็นอันตรายมากเพราะหมอกควันจะทำให้มองไม่ชัด อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้อย่างง่าย

จึงขอร้องว่าอย่าทำเช่นนั้นเลยเพราะที่ผ่านมาเกิดเรื่องบ่อยมากๆ และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบว่าไม่มีเลย เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก

หรือถ้าเกิดไฟไหม้ข้างถนนก็รีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ให้รีบดับโดยด่วนก่อนลุกลามมากกว่านี้
ดนัย (ชัยนาท)


คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า

16 มกราคม 2563 – 11:10 น.
กรณ์ จติกวณิช,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ
เปิดอ่าน 1,504 ครั้ง

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…   สถิตย์ ธรรม

บรรดาพรรคการเมืองที่สมควรยกให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” เห็นจะมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เท่านั้นล่ะครับ คนเก่าคนแก่มักเรียกกันติดปาก “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม” เพราะมีการนำองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม มาประดิษฐานไว้บริเวณหน้าที่ทำการพรรค ใครผ่านไปผ่านมายกมือกราบไหว้สักการะ

ตามความเชื่อของคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ แม่พระธรณี เปรียบเหมือนเทพผู้คุ้มครองแผ่นดินให้มีความสงบสุขร่มเย็น ด้วยความเป็นพรรคการเมืองต้องการความยึดโยงจิตใจให้คนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์เดียวกันได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข ทว่านับตั้งแต่บุคคลสำคัญๆ ทยอยลาออกชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าพรรคจะมีความสงบสุขอยู่หรือเปล่า

นับตั้งแต่ พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งพรรคผ่านมาถึงปัจจุบันพรรคมีอายุร่วม 73 ปี เทียบได้กับอายุรุ่นราวคราวปู่กันเลยทีเดียว นักการเมืองคนแล้วคนเล่าเติบโตจากพรรคการเมืองแห่งนี้ หลายท่านล่วงลับกันไปหลายท่านดำรงอยู่เป็นปูชนียบุคคล เมื่อถึงวันครบรอบก่อตั้งพรรค จึงมีการชุมนุมของผู้อาวุโสทางการเมืองมากหน้าหลายตา ถึงได้บอกว่า นี่เป็นสถาบันทางการเมืองไปแล้ว

แต่การยกระดับให้เป็นสถาบันทางการเมืองเกือบจะล่มสลายหายไปจากสารบบพรรค เห็นเป็นช่วงการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างพรรคไทยรักไทย ของ ทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นรัฐธรรมนูญมีการบัญญัติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและมีบทลงโทษเกี่ยวกับการยุบพรรค ปรากฏว่า มีการหาช่องทางฟ้องร้องกันไปมาถึงขั้นให้ยุบพรรค

ประชาธิปัตย์ก็ติดบ่วงแห่งคำร้อง แต่ในที่สุดรอดสันดอนชนิดคอการเมืองเป่าปากโล่งใจ สามารถรักษาสภาพพรรคให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้ ฝ่ายร้องให้ยุบพรรคก็ไม่พอใจจึงให้ฉายาเป็น “พรรคแมลงสาบ” แบบว่า เกิดง่ายตายยากอะไรทำนองนั้น

มาถึงการเมืองพ.ศ.นี้ มีอะไรต่อมิอะไรอยู่เหนือขอบเขตการควบคุม ทั้งการเกิดขึ้นใหม่ของพรรคการเมืองต่างๆ และความมีอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งดูจะเป็นแค่คำพูดหล่อๆ แต่ไม่สามารถนำมาสร้างความรักและศรัทธาพรรคการเมืองดำรงอยู่ต่อไป

พรรคการเมืองจึงเหมือนเป็นแค่ตราประทับติดหน้าอกเสื้อของนักการเมืองแค่เป็นคนมีสังกัดให้ถูกต้องตามกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ไม่ใช่ภาพของสถาบันทางการเมืองให้มั่นคงแข็งแรงเหมือนคนรุ่นก่อนเคยทำไว้

“ถือเป็นสัจธรรมครับ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ที่จะมาช้าหรือเร็ว”

หากแต่สัญญาณสั่นไหวเริ่มมาตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านหัวหน้าพรรคจาก “บัญญัติ บรรทัดฐาน” มาเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กอปรกับแกนนำพรรคบางส่วนออกไปเคลื่อนไหวนอกสภาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในนามมวลมหาประชาชน ความไม่เป็นเอกภาพต่างคนต่างเคลื่อนไหว มองหลักการประชาธิปไตยไปคนละแบบ

กระทั่งมาถึงการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ ต้องพ่ายแพ้หมดรูปในสนามเลือกตั้งเขตกทม. และประกาศแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก จนมีการเปิดแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งอย่าง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, กรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากพรรคไปแล้ว และก็ยังมีรายอื่นตามมาอีก อย่างเช่น อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่มีข่าวจะจับมือ “กรณ์” ตั้งพรรคการเมืองใหม่

หรือนึกถึงคนเก่าแก่กว่านั้นคงต้องเป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำมวลมหาประชาชน ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้แก่พรรครวมพลังประชาชาติไทย โดยมีอดีต ส.ส.ปชป.ร่วมด้วย โดยเฉพาะ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ที่เพิ่งลาออกจากปชป.มาเมื่อไม่นานนี้ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน “ลัทธิชังชาติ” ในปัจจุบัน

จึงต้องกลับไปที่คำกล่าวข้างต้น “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม จะกลับคืนสู่ความสงบยั่งยืนสถาพรให้สมกับความเป็นสถาบันการเมืองยาวนาน 73 ปี ได้หรือไม่”

          เข้าใจดีครับ ต่อความพยายามรีแบรนด์ปชป.สร้างคนรุ่นใหม่ จะเป็นทีมอเวนเจอร์ หรือยุวประชาธิปัตย์หรืออะไรก็ตาม แต่การบริหารพรรคพร้อมกันไปกับการบริหารบ้านเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นับตั้งแต่ “จุรินทร์” ขึ้นมาเป็นแม่ทัพ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เหตุใดคนในอยากออกคนนอกไม่อยากเข้า !?!

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563

16 มกราคม 2563 – 10:30 น.
ซักฟอกรัฐบาล,คลุกวงใน,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 434 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชักลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการที่เก่าเวลาเดิม ที่เพิ่มเติมคือความลึกของข่าว ขุดคุ้ยทุจริตคิดมิชอบมารายงานคนอ่าน 

00000 ในที่สุด “เพื่อไทย” ก็ทะเลาะกันเองเรื่องยื่น ซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ เพราะฝ่าย “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” เคาะแค่ 5 เสือ คสช. ไล่ไปตั้งแต่ นายกฯ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เท่านั้น

00000 แต่ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อไทย ก๊วนหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่เอาด้วย ขอเติมอีก ป. คือ ป.ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อีกคน จะได้ครบ 3 ป. เพราะของเดิมมีแค่ 2 ป. มันก็กลายเป็นเรื่องสิ

00000 “พญาเสือ” ว่าเป็นเรื่องเพราะ ทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ สารวัตรเหลิม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในการซักฟอกรัฐบาล ฉะนั้นทีม “สารวัตรเหลิม” ที่มี “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นเลขาคณะ เมื่อได้ข้อสรุปได้ข้อยุติอย่างไรต้องว่าตามนั้น

00000 แต่ก็อย่างว่า ขั้วคุณหญิงหน่อย ที่ไม่พอใจบทบาท “สารวัตรเหลิม” ในตัว จึงออกลูกไม่เห็นด้วย อยากเติมชื่อ บิ๊กป้อม เข้าไปด้วย เพราะก็คือพี่ ใหญ่ ของ นายกฯ ลุงตู่ และ ลุงป๊อก มันเลย มีการปล่อยข่าวว่า มีการไป “รับงาน” มา จึงขีดชื่อ ลุงป้อม ออกว่าอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอ “สารวัตรเหลิม” ชี้แจง พญาเสือ ไม่รับประกันใครทั้งนั้น แต่ข่าววงในของ พญาเสือ ที่ได้มาในทำนองว่า วันนี้ การเปิดชื่อรัฐมนตรี ว่าจะอภิปรายใครบ้างนั้น เป็นการ “เคาะกะลา” ใคร รัฐมนตรีคนไหนที่ไม่อยากถูกอภิปรายจะต้องวิ่งไปหา “เสียงกะลา” ที่เขาเคาะเรียก

00000 จำได้ไหมก่อนหน้าที่ “สารวัตรเหลิม” จะเข้ามา มีการเคาะชื่อ รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ต่อมาปรากฏว่า ชื่อรัฐมนตรีบางพรรค หายไปเฉยๆ นี่กระมังที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แอบไปรู้ทันกันว่า เฮ้ย มีแบบนี้ด้วยหรือ พอทราบข่าวว่ามีการ “รับงาน” เลยอยากจะเอาบ้าง แบ่งกันบ้าง สุดท้ายการอภิปรายไม่ไว้วาวงใจก็กลายเป็นเรื่องของ “หมากับกะลา” เสียนี่

00000 “พญาเสือ” ยังไม่เชื่อข่าวลือข่าวลวง แต่ขอบอกว่า ผิดหวังอย่างแรง หากฝ่ายค้านโดย พรรคเพื่อไทย จะเล่นการเมืองแบบนี้ เพราะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม รัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบและ คานอำนาจ เป็นบทบัญญัติที่ ศักดิ์สิทธิ์ ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ฝ่ายค้าน แต่มาทำเป็น “เด็กเล่นขายของ” เท่ากับว่า ฝ่ายค้าน กำลังฆ่าตัวตายแน่นอน

00000 แต่ไม่ว่าจะอย่างไร “พญาเสือ” เห็นว่า รัฐธรรมนูญ ให้สิทธิ์ฝ่ายค้านก็จริง และปฏิทินการเมือง บังเอิญว่า ปีนี้ 2563 ตามปฏิทินสภา ฝ่ายค้านได้สิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึง 2 ครั้ง จึงอยากให้ฝ่ายค้าน “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” รออภิปรายทีเดียวปลายปี รอให้รัฐบาล “สะดุด” เสียก่อน เพราะว่ารัฐบาล เพิ่งทำงานมา 5 เดือน ยังไม่ได้ทุจริต ยังไม่ได้ใช้ งบประมาณปี 2563 เลย จะเอาอะไรไปอภิปราย หากจะอภิปราย 5 ปี ของคสช. ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กัน อย่าลืมว่าการอภิปรายไม่ได้ขึ้นกับจำนวนมือ จำนวน ส.ส.ที่ยกกันในสภา แต่ขึ้นกับ ประชาชนคนดู หากไม่มีข้อมูลใหม่ มีแต่เรื่องเก่าๆ ประชาชนจะเบื่อหน่าย 

00000 ยกตัวอย่างจะอภิปราย “ลุงป้อม” โครงการ จัดซื้ออาวุธ ซื้อเรือดำน้ำ ซื้อเครื่องบิน ซื้อรถถัง ก็เป็นเรื่องเก่า เว้นแต่บางเรื่อง ที่ตั้งงบประมาณผูกพัน แต่ก็ยังไม่เห็นว่า บกพร่องหรือทุจริตตรงไหน หรือจะ อภิปรายเรื่องส่วนตัว เรื่องงบโฆษณาในช่อง 5 ก็ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ คือแทนที่ ฝ่ายค้าน จะได้คะแนนเสียง กลับจะเสียคะแนนเสียเอง และคนที่จะเสียหายที่สุดคือ “สารวัตรเหลิม” นั่นเอง 00000

หลาน ‘เสี่ยต่อ’ ‘ส.ส.เซ้ม’ ไก่ชน 33 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลาน ‘เสี่ยต่อ’ ‘ส.ส.เซ้ม’ ไก่ชน 33 ล้าน

16 มกราคม 2563 – 09:25 น.
เจาะประเด็นร้อน,สสมศักดิ์ ซุ้มเทิดไท,ไก่ชน,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ธันยวีร์ ศรีอ่อน,สจเซ้ม,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,342 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ม.ค.63

*************************

หากเอ่ยคำว่า “บ้านใหญ่ปราณบุรี“ ก็หมายถึงบ้านพักของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน“ ผู้มีมอตโต้ประจำใจว่า “คำไหน คำนั้น” เมื่อปลายปีที่แล้ว เพิ่งจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนชาวบ้านหมื่นคน ฉลองตำแหน่งเสนาบดีเกษตรฯ “เสี่ยต่อ” ลั่นคำน้ำเสียงเหน่อสไตล์เมืองเพชร “ผมทำงานมา 29 ปี เพื่อคนประจวบ ทุกๆ คนมีส่วนร่วมที่ทำให้ผมมีวันนี้”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน พาหลานชายเข้าสภาสำเร็จ

ในพื้นที่ปราณบุรี เสี่ยต่อมอบให้หวานใจ ธันยวีร์ ศรีอ่อน” นายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี ร่วมกับสมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต อ.ปราณบุรี 2 คน คอยดูแลพ่อแม่พี่น้องชาวปราณบุรี และหนึ่งในนั้นคือ ส.จ.เซ้ม” จักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ หลานชายของเสี่ยต่อนั่นเอง

ไก่เชิง-มังกรแดนใต้

อันเนื่องจาก กรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีผลวันที่ 15 มกราคม 2563 ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ เดิมทีผู้ที่จะขึ้นเป็น ส.ส.แทนคือ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25 แต่ดวงฤทธิ์ได้ลาออกจาก ปชป. ไปสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ฉะนั้น ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 26 คือ จักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ จึงขยับขึ้นมาเป็น ส.ส.แทนกรณ์

ส.จ.เซ้ม กราบบิดามารดา ขอทำหน้าที่ ส.ส.

บ่ายวันที่ 15 มกราคม 2563 “ส.จ.เซ้ม” จักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เข้าไปบ้านใหญ่ เอาพวงมาลัยไปไหว้ก๋งไหว้อาม่า กราบป๊ากับแม่ ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตครับ” พร้อมโพสต์ภาพตัวเขาเข้าไปไหว้บรรพบุรุษ และกราบเท้าพ่อแม่

บ้านใหญ่” ของ ส.จ.เซ้ม หมายถึงบ้านเลขที่ 179/1 หมู่ 11 ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรี ขันธ์ ซึ่งเป็นบ้านของ วิรัช ปิยพรไพบูลย์ บิดาของ ส.จ.เซ้ม และพี่ชายของเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

ส.จ.เซ้ม กราบไหว้บรรพบุรุษที่บ้าน

“วิรัช” เป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปสับปะรดส่งออก และโรงงานว่านหางจระเข้รายใหญ่ และมีตำแหน่งทางธุรกิจสังคม อย่างประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายกสมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย

ส.จ.เซ้มดูจะเป็นคนนอกกรอบของตระกูลคือ เป็นนักสู้ไก่ชน เลี้ยงไก่เชิงไว้ขาย

ไก่ชนแพงที่สุดในโลก

นาทีนี้ วงการไก่ชนระดับประเทศ ไม่มีใครรู้จัก “โกวเซ้มฟาร์ม ปราณบุรี” และ “สจ.เซ้ม” เจ้าของไก่ชน “เจ้าหยกคีรี” มูลค่า 33.7 ล้านบาท

สาเหตุที่ไก่ชน ชื่อ “หยกคีรี” มีราคาค่างวดแพงที่สุดในโลก มีที่มาจากศึกไก่ชนคู่ประวัติศาสตร์ที่มีเงินเดิมพันมากที่สุดถึง 33.7 ล้านบาท ที่สนามกีฬาไก่ชนเทิดไท เขตลาดกระบัง กทม. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561

เจ้าหยกคีรี ไก่ชน มูลค่า 33 ล้านบาท

สนามไก่ชนเทิดไท และซุ้มไก่เทิดไทนั้นเป็นของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม ซึ่งในวันชนไก่เดิมพันปีนั้น สมศักดิ์ในฐานะเจ้าของสนาม ได้ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย และ ส.จ.เซ้มได้โพสต์ภาพตัวเขาเองกับเงิน 30 กว่าล้านเรียงเป็นตั้งตามธรรมเนียมการเดิมพัน

สมศักดิ์ เทพสุทิน เจ้าของสนามชนไก่เทิดไท เป็นสักขีพยานเดินพันชนไก่ 33 ล้าน

ผลการชนไก่คราวนั้น เจ้าหยกคีรีจากโกวเซ้มฟาร์ม อ.ปราณบุรี พลิกล็อกชนะเจ้าหงษ์ดำ ไก่ชนชื่อดังจาก ซุ้มห้าสตาร์ฟาร์ม จ.ปทุมธานี ที่มีสภาพหัวแตกและตาบอด

ใครอยากชมตัวเป็นๆ ของเจ้าหยกคีรี ก็ไปชมได้ที่โกวเซ้มฟาร์ม ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี

หนุนเสรีชนไก่

มิใช่ว่า ไก่ชนของ ส.จ.เซ้ม จะชนะเสมอไป ในที่ปราชัยก็ถูกบันทึกไว้ในวงการไก่ชน อย่างศึกชนไก่คู่หยุดโลกที่สนามกีฬาไก่ชนเทิดไท เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2558 ซึ่งมีเงินเดิมพันสูงถึง 22 ล้านบาท ปรากฏว่า เจ้าปิ่นเพชร ไก่ชนของ ส.จ.เซ้ม แพ้เจ้ามณีแดง สูญเงินเดิมพันส่วนตัวไป 15 ล้านบาท

ครั้งนั้น ส.จ.เซ้ม โพสต์เฟซบุ๊กในฐานะผู้แพ้ในการเดิมพันว่า “แม้ว่าตนเองจะไม่ใช่คนรวยล้นฟ้า แต่อยากทำอะไร ต้องทำให้สุด…”

ส.จ.เซ้ม หวังเปิดเสรีไก่ชน

ส.จ.เซ้มยอมรับว่า ชอบชนไก่ แต่ไม่ใช่นักเล่นพนันไก่ชน หากแต่การชนไก่เดิมพันนั้นเป็นคัดสายพันธุ์ไก่ชน การตีชนะคู่แข่งบ่อยๆ ย่อมสร้างมูลค่าให้ไก่ชนตัวนั้น

โดยส่วนตัว ส.จ.เซ้ม ก็คิดเหมือนสมศักดิ์ เทพสุทิน อยากให้รัฐบาลดูแลและใส่ใจกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงไก่ชน เพื่อเพิ่มรายได้จากธุรกิจขายไก่ชน

อีกด้านหนึ่ง กีฬาไก่ชนถูกต้องตามกฎหมายก็จริง แต่การขออนุญาต จะต้องขออนุญาตการพนันชนไก่จากเจ้าหน้าที่ทะเบียน ซึ่ง ส.จ.เซ้ม อยากให้เปิด “เสรีชนไก่”

ว่ากันตามจริง ส.จ.เซ้มกับ “ส.สมศักดิ์ ซุ้มเทิดไท” น่าจะไปอยู่พรรคเดียวกันคือ พรรคไก่ชน

เพื่อไทย ขาลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทย ขาลง

16 มกราคม 2563 – 08:34 น.
พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,047 ครั้ง

เพื่อไทย ขาลง โดย…ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมจากการสำรวจของนิด้าโพล ประมาณ 32%  ในขณะที่ผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่หนึ่งเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยมีเพียง 19% ซึ่งน้อยกว่าพรรคอนาคตใหม่ประมาณ 11 %

สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยได้จำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด โดยมีคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต จากทั้งประเทศเป็นอันดับสองประมาณ 7.9 ล้านเสียง ซึ่งน้อยลงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554 ที่เคยได้ 15.7 ล้านเสียง  อย่างไรก็ตามหลังจากที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในปี 2562 ได้ จึงกลายเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค

ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ขอนแก่น เมื่อปลายปี 2562 พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ให้พรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆ ที่ พื้นที่นี้เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลานาน และส่งผลให้คุณหญิงสุดารัตน์ ลาออกจากการเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค เปิดช่องให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แสดงบทบาทนำในพรรคแทน (ทำไมไม่ใช่หัวหน้าพรรคสมพงษ์ อมรวิวัฒน์?) ในขณะเดียวกันการโหวตลงคะแนนเสียงในสภาหลายครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะมีงูเห่าที่เปิดเผยตัวอย่างชัดเจนและที่ยังไม่เปิดเผยตัวอาศัยอยู่ในพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง (บางกระแสคาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 10–20 คน) งูเห่าเหล่านี้มีทั้งที่โหวตสวนมติพรรค (แสดงตนชัดเจน) และกลุ่มตัดสินใจไม่โหวตใดๆ (น่าจะมีความละอายใจอยู่เล็กๆ)

คะแนนที่หายไปเกือบ 8 ล้านเสียง ผลโพลล์ที่แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมที่ลดลง ความขัดแย้งภายในพรรค ที่ออกมาตามหน้าสื่อรวมถึงพฤติกรรมงูเห่าของสมาชิกพรรคบางคนทำให้เกิดคำถามว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลงจริงหรือ? อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พรรคดูอ่อนแอลง

ประเด็นแรก พรรคเพื่อไทยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพลาดจุดเดียวทำให้แพ้ทั้งกระดาน การแบ่งออกเป็นหลายพรรคแต่เป็นพันธมิตรกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ  เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องหากจะเอาชนะภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน  แต่ข้อผิดพลาดคือกลยุทธ์การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่มิบังควรของพรรคไทยรักษาชาติจนนำไปสู่การถูกยุบพรรคและการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคจำนวนหนึ่ง ข้อผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่ตามมาคือการเทคะแนนของพรรคไทยรักษาชาติให้พรรคอนาคตใหม่และการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา ซึ่งในที่สุดกระแสพรรคอนาคตใหม่ก็แรงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้และอาจรวมถึงในอนาคตด้วย

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ แย่งฐานคะแนนเสียงดั้งเดิมของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรากหญ้าที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทั้งนำเสียงสนับสนุนตามไปด้วย และอีกส่วนหนึ่งคือนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามุ่งเอาใจคนรากหญ้า เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ทำให้คะแนนจากกลุ่มคนรากหญ้าจำนวนหนึ่งหันไปสนับสนุนนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์

ประเด็นที่สามคือกระแสข่าวมากมาย (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) ว่าคนแดนไกลถอดใจแล้ว เพราะมองออกว่าในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ (2562) เป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะเอาชนะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มุ่งชิงคะแนนเสียงคนรากหญ้ามาจากพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คนแดนไกลลดบทบาททางการเมืองของตัวเองลงและไปมุ่งเน้นทำธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น (ไม่มั่นใจว่าลดการสนับสนุนพรรคในด้านอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า) ในประเด็นที่เกี่ยวกับคนแดนไกลนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่รอคอยการพิสูจน์ คือพรรคเพื่อไทยจะสามารถมีความเป็นสถาบันได้หรือไม่หากขาดคนแดนไกล หรือจะเป็นเพียงแค่พรรคเฉพาะกิจที่มีระยะยาวหน่อยแต่ไม่สามารถสร้างความเป็นสถาบันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้

ประเด็นที่สี่ คือ พรรคเพื่อไทยขาดผู้นำที่มีบารมีที่แท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการลดบทบาททางการเมืองของคนแดนไกลและไม่ได้ชี้ชัดว่าจะให้ใครจะนำพรรคแทน เมื่อมองเข้าไปในพรรคเพื่อไทยจะพบว่าแม้ว่านายสมพงษ์จะเป็นหัวหน้าพรรคแต่กลับไม่เคยมีบทบาทนำพรรคเลยและไม่รู้ว่าสามารถทำงานร่วมกับเลขาธิการพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้หรือเปล่า ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ ที่พยายามแสดงบทบาทนำในพรรคในขณะที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคก็ถูกเตะตัดขาจากสมาชิกพรรคบางส่วน จนทนไม่ได้และมีกระแสข่าวทิ้งพรรคตลอดเวลาในช่วงหลังการแพ้เลือกตั้งที่ขอนแก่น ในที่สุดคนที่กำลังแสดงบทบาทนำของพรรคในปัจจุบันกลับกลายเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จอมเก๋าทางการเมืองที่รู้ว่าเมื่อไรควรแสดงบทบาททางการเมืองและเมื่อไรควรสงบปากสงบคำ หายไปจากหน้าสื่อสักพักหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังไม่มั่นใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะรอดจากการถูกสมาชิกพรรคต่อต้านหรือไม่ คงต้องรอดูกันอีกระยะหนึ่ง

ประเด็นที่ห้า สมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งทนไม่ได้กับการเป็นฝ่ายค้าน (ไม่รู้ว่าเพราะนึกถึงอมตะวาจาของอดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่บอกว่า “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง” หรือเปล่า) จึงเกิดงูเห่าขึ้นในพรรค ไม่ว่าจะเป็นประเภทเปิดเผยหรือซ่อนเร้น เพราะการเป็นฝ่ายค้านนั้นยากต่อการทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเลือกตั้งของตนเอง แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะสามารถเจรจานอกรอบ (หรือลับๆ) เพื่อหางบประมาณมาลงในพื้นที่รวมถึงผลักดันนโยบายต่างๆ ได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น (สรุปคือทุกคนแย่งกันเป็นรัฐบาล)

ประเด็นสุดท้าย บทบาทการเป็นแกนนำฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยยังไม่เฉียบคม รวมถึงยังไม่โดนใจประชาชน เพราะดูเหมือนว่าจะเล่นบทเดิมๆ ยังไม่สามารถหาประเด็นสำคัญๆ ที่สามารถมัดรัฐบาลจนดิ้นไม่หลุด แต่กลับพูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเลย หรือเปิดประเด็นที่ทำให้คนฟังหัวเราะว่า เก่าไปมั้ง!

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าประเด็นหนึ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ทำถูกต้องในเชิงกลยุทธ์ในขณะนี้คือการไม่ประกาศสนับสนุนการเมืองนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าจะมีสมาชิกพรรค หรือแกนนำพรรคบางคนทะเร่อทะร่า กระโดดเข้ารวมวงในบางกิจกรรม เพราะการเข้าร่วมกิจกรรมนอกสภานั้นออกจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายในบางเรื่องหากพลาดขึ้นมา ฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคืออยู่เฉยๆ รอเก็บตกผลประโยชน์จากความผิดพลาดของทั้งฝ่ายพรรคอนาคตใหม่และรัฐบาลดีกว่า อย่างน้อยหากมีพรรคการเมืองถูกยุบก็อาจจะมีส้มหล่นมาบ้าง…

ช่วงนี้ว่างๆ นอกจากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว (ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร) ก็คุยกันให้รู้เรื่องว่าใครควรจะนำพรรคที่แท้จริง หากช้าเดี๋ยว ร.ต.อ. เฉลิม จะยึดพรรคเอา…

สร้างคุณภาพสังคมผู้สูงวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างคุณภาพสังคมผู้สูงวัย

16 มกราคม 2563 – 08:12 น.
สังคมผู้สูงวัย,เศรษฐกิจ,สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

สร้างคุณภาพสังคมผู้สูงวัย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563

ในปี 2563 มีการคาดการณ์จากสำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศที่ต่างเห็นพ้องว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะมีอัตราไม่สูงและยังมีความเสี่ยงต่อปัจจัยผันผวนหลายเรื่อง ทั้งนี้ รายงาน Global Economy Watch ฉบับล่าสุด ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตที่ 3.4% และเห็นว่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวของโลกาภิวัตน์ (Slowbalisation) โดยได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดสงครามทางการค้า อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคบริการจะยังคงเป็นดาวเด่นของการค้าโลก คาดว่ามูลค่าของการบริการส่งออกทั่วโลกจะสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 212.56 ล้านล้านบาท โดยเศรษฐกิจหลักของโลกจะได้รับแรงหนุนจากภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายลงและการพึ่งพาการบริโภคภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทดแทนการส่งออกและการลงทุน

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกอีกด้วย โดยในปี 2563 คาดว่าจำนวนประชากรโลกจะสูงถึง 7.7 พันล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และยังประมาณการว่าจำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลกจะมีมากกว่า 1 พันล้านคน โดยจีนจะมีจำนวนประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปีสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลก 6 แห่งรวมกันด้วย ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว ขณะที่หลายประเทศประสบปัญหาขาดแคลนคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนเพราะอัตราการเกิดใหม่ลดต่ำลงมาก ขณะเดียวกันก็คาดการณ์ว่าปี 2030 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าประชากรผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมี 1,400 ล้านคนทั่วโลก จะเป็นปีแรกที่มากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่นั่นคือโลกเข้าสู่ยุคสังคมสูงอายุระดับสูงสุด

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีถึงแนวโน้มประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 66.5 ล้านคนในปี 2563 เป็น 67.2 ล้านคน ในปี 2571 หลังจากนั้นจะลดลงในอัตราร้อยละ -0.2 ต่อปี โดยในปี 2583 คาดว่าจะมีประชากรทั้งหมด 65.4 ล้านคน ซึ่งในปี 2563 มีผู้สูงอายุ 12 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18 ของทั้งหมด แต่ในปี 2583 เพิ่มเป็น 20.42 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31.28 ของทั้งหมด และในปี 2562 เป็นปีแรกที่จำนวนประชากรวัยเด็กเท่ากับประชากรผู้สูงอายุที่ 11.3 ล้านคน ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดให้วาระผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีแนวทางขับเคลื่อนครอบคลุมทั้งกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ 25-59 ปีและผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในกลุ่มก่อนวัยสูงอายุมีแผนส่งเสริมเน้นเรื่องการออมและสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุรวมทั้งเสริมทักษะใหม่แก่แรงงานผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลมีเป้าหมายเน้นเสริมทักษะใหม่แก่แรงงานผู้สูงอายุและการออกแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นรวมถึงสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุถือว่าเป็นมาตรการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าจำนวนผู้สูงวัย 11 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอยู่ที่ 34.3% คือมีรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาทต่อเดือน และพบว่าผู้สูงวัย 55.8% ต้องพึ่งพารายได้จากผู้อื่น ส่วนอีก 34% ยังต้องทำงานหารายได้เอง ซึ่งชี้ชัดถึงภาวะที่ผู้สูงวัยมีปัญหาเรื่องเงินออมในวัยเกษียณ และจำนวนผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรงมีงานทำหลังเกษียณก็ยังไม่มากเพียงพอกับปริมาณเติบโตของประชากรผู้สูงอายุซึ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องต่อยอดทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างคุณภาพคุณค่าให้สังคมผู้สูงวัย

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410550?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา

15 มกราคม 2563 – 14:40 น.
วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 706 ครั้ง

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ควันหลงจากกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง” ยังคงเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ แน่นอนว่าฝ่ายที่จัดงานทั้งสองฝ่ายก็ต้องประกาศความสำเร็จ แต่งานนี้ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าอย่างไร ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อ่านข่าว-ตร.จ่อแจ้งจับ 2 แกนนำ วิ่งไล่ลุงนครพนม 

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเกาะติดทุกกิจกรรม พบว่าพื้นที่จัดกิจกรรมแยกเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ในช่วงเช้าจัด “วิ่งไล่ลุง” 28 จังหวัด กระจายกันทุกภาค แยกเป็นภาคกลาง-ตะวันออก 10 จังหวัด เฉพาะกทม.ที่สวนรถไฟ ประมาณ 10,000 คน จังหวัดอื่นๆ อีกรวม 850 คน ภาคเหนือ 5 จังหวัด รวม 720 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด รวม 975 คน และภาคใต้ 6 จังหวัด รวม 503 คน

นับรวมมวลชนร่วมกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ช่วงเช้า อยู่ที่ 13,048 คน

ส่วนในช่วงบ่าย มีการจัดกิจกรรมอีก 12 จังหวัด แต่ซ้ำกับช่วงเช้า 3 จังหวัด จึงเหลือรวมทั้งประเทศ 37 จังหวัด เฉพาะกิจกรรมช่วงบ่ายมีมวลชนรวมประมาณ 900 คน

ฉะนั้นตัวเลขกลมๆ คนร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง น่าจะอยู่ที่ 14,000-15,000 คนทั่วประเทศ ส่วน “เดินเชียร์ลุง” ที่สวนลุมพินี ก็มีมวลชนเรือนหมื่นเช่นกัน

ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า ยอดมวลชนที่ร่วมวิ่งไล่ลุง ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ผู้จัด หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็น “นายทุนการเมือง” ตั้งเอาไว้ โดยเฉพาะการปั่นกระแสในโซเชียลมีเดีย กับสถานการณ์จริง ตัวเลขมวลชนห่างกันประมาณ 10 เท่า

ตัวเลขจริงสวนทางกับท่าทีของกลุ่มผู้จัดและผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งในทางความมั่นคงเองถือว่า “ออกตัวแรง” คือไม่ได้อยู่ในช่วง “ปูกระแส-ดึงมวลชน” แล้ว แต่เป็นช่วงของการ “ปลุกกระแส” มากกว่า เพราะมีการทุ่มประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ทั้งผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ มีความพยายามลากยาวการประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณให้จบลงก่อนวันจัดกิจกรรมเพียง 1 วัน ไม่ทิ้งช่วงห่าง เพื่อเลี้ยงกระแส

เช่นเดียวกับการที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เลือกวันเข้าพบตำรวจ สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดี “แฟลชม็อบ” ก็เลือกวันศุกร์ที่ 10 มกราคม ก่อนวิ่งไล่ลุง 2 วัน เพื่อให้เห็นหน้า “พ่อของฟ้า” ทางสื่อกระแสหลัก แต่สุดท้ายมวลชนก็ยังไม่เป็นไปตามเป้า

ฉะนั้นในระยะสั้น ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า การจะจัดชุมนุมขนาดใหญ่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเป็นเรื่องยาก สอดคล้องกับที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิเคราะห์เอาไว้เองระหว่างพูดคุยนอกรอบกับทีมข่าว “คม ชัด ลึก” โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาของการมีม็อบขนาดใหญ่

ทิศทางที่กำลังจะเป็นไปก็คือ ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากความเคลื่อนไหวในสภา ซึ่งกำลังจะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือจะมีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรี 5 คน มาจากพรรคพลังประชารัฐ หรือ “โควตากลาง-สายตรงนายกฯ” ทั้งหมด ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ไล่ดูรายชื่อ 5 รัฐมนตรี ไม่มีเสนาบดีจากพรรคร่วมรัฐบาลเลย เป้าหมายของฝ่ายค้าน (อันที่จริงคือภายใต้ยุทธศาสตร์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) คือการมุ่งโจมตีไปที่จุดเดียว พร้อมๆ กับรักษา “มิตร” ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเอาไว้ เผื่อสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจเปลี่ยนขั้วได้เหมือนกัน

ประเด็นหลักที่จะอภิปรายแบบเน้นๆ น่าจะเป็นการบริหารงานตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. เพราะทั้ง 5 คนนี้เป็นรัฐมนตรีคนสำคัญมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว

ประเด็นที่มีข่าวว่าจะถล่มแน่ๆ คือ คดีบริษัทนำเข้าบุหรี่ชื่อดังที่เพิ่งถูกศาลสั่งปรับ 1.2 พันล้านบาทไปเมื่อไม่นานนี้ ฐานสำแดงเท็จและหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร โดยข้อมูลของฝ่ายค้านจะแฉให้เห็นว่า สาเหตุที่คดีนี้ยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี และถูกสั่งปรับแค่ 1.2 พันล้านบาท ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นหลักหมื่นล้านนั้น เป็นความพยายามช่วยเหลือของคนในรัฐบาล ทั้งแก้ไขกฎหมาย ทั้งเจรจากับต่างประเทศ จนสุดท้ายแม้จะไม่พ้นผิด แต่ก็ช่วยลดค่าปรับลงไปได้มหาศาลในมุมมองของฝ่ายค้าน

ต้องรอดูว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มี “ขุนศึกฝั่งธน เฉลิม บางบอน” คอยคุมเกมนั้น จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐบาลได้แค่ไหน หลังจาก 2 กิจกรรมแรก คือ อภิปรายงบประมาณ และ “วิ่งไล่ลุง” ออกอาการแป้กมาแล้ว

แต่ต้องไม่ลืมว่า กระแสความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนยังคุกรุ่นอยู่ตลอด โดยมีแรงกดดันที่ปัญหาเศรษฐกิจ ฉะนั้นการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา หากสร้างจุดเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญได้ หรือมีสถานการณ์บางอย่างเกื้อหนุน มวลชนก็พร้อมลงถนน เพราะทุกคนเดือดร้อนอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ

ปิยบุตร เองก็มองว่าสิ่งที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือมีสาระอะไรมาก เพราะกระแสความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่แล้วจากปัญหาเศรษฐกิจและการเลือกปฏิบัติ

ฉะนั้นการฟื้นเศรษฐกิจให้ได้อย่างเห็นหน้าเห็นหลัง กับการระมัดระวังไม่สร้างเงื่อนไขจนสะดุดขาตัวเอง ก็จะเป็น “ยันต์กันผี” ให้รัฐบาล เพราะลำพังเกมในสภาอย่างเดียวไม่สามารถล้มรัฐบาลได้แน่นอนแล้ว เนื่องจากฝ่ายค้านอ่อนแอกว่ารัฐบาลเสียอีก โดยเฉพาะความขัดแย้งจากการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่น ที่สร้างรอยร้าวในพรรคเพื่อไทย อย่างที่เห็นกันแล้วกับการลาออกของ นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย

     และจะมีคลื่นใต้น้ำตามมาอีกหลายระลอก !

ลูกหนังเดือด ‘สมศักดิ์’ หัก ‘เนวิน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410558?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกหนังเดือด ‘สมศักดิ์’ หัก ‘เนวิน’

15 มกราคม 2563 – 10:25 น.
เนวิน,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุโขทัยเอฟซี,ลูกหนังการเมือง,ปราสาทสายฟ้า,ทีมค้างคาวไฟ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 13,272 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 ม.ค.63

*************************

วันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็มีตัวละครลับโผล่มาวันสุดท้ายตามการคาดการณ์ของนักข่าวสายลูกหนัง นั่นคือ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ อดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลไทยสมัยบังยี

สรุปว่า มีผู้สมัครชิงประมุขลูกหนังไทยเรียบแล้วได้แก่ “บิ๊กอ๊อด” พล...สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, “บังยี” วรวีร์ มะกูดี และ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ แม้มี คน แต่ก็ ขั้ว ระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ กับกลุ่มอำนาจเก่า ที่มีบิ๊กอู๊ดและบังยี แตะมือกัน

ขั้วบิ๊กอ๊อดนั้นชัดเจนว่า “เนวิน ชิดชอบ” พร้อมพันธมิตรจากพลังชลชาติไทยพัฒนา และประชาธิปัตย์ สนับสนุน

เนวิน ประมุขปราสาทสายฟ้า

การปรากฏตัวของ “บิ๊กอู๊ด” ถือว่าเป็นสงครามตัวแทนของ “กลุ่มการเมือง” เพราะบิ๊กอู๊ด ส..นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ สังกัดซุ้มสามมิตร 

สงครามตัวแทน

แวดวงคนลูกหนังเชื่อว่า “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะได้แค่ยื่นใบสมัคร เนื่องจากกติกาสมาคมลูกหนังไทย ไม่เอื้อต่อบังยีมากนัก

บังยีก็รู้ แต่ขอลงชิงชัยเพื่อใช้เวทีนี้ประกาศเจตนารมณ์ส่วนตัวต่อวงการฟุตบอลไทย ซึ่งลึกๆ แล้ว บังยีหนุน บิ๊กอู๊ด เพราะเคยทำงานร่วมกันมายาวนาน 

บิ๊กอู๊ด ภิญโญ นิโรจน์ ซุ้มสามมิตร

บิ๊กอู๊ดเคยเป็นอุปนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ ขึ้นนั่งรักษาการตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ แทน “บังยี” ในช่วงที่ถูกฟีฟ่าแบนด้วย

ในอดีต บิ๊กอู๊ดปลุกปั้นสโมสรลูกหนังถาวรฟาร์ม และทีมฟุตบอลนครสวรรค์จนโด่งดัง และปัจจุบันเป็นนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนครสวรรค์

วันนี้ วงการลูกหนังนครสวรรค์ตกต่ำ แต่บิ๊กอู๊ดกลับมาเป็น ส..อีกสมัย ในสีเสื้อพลังประชารัฐ ท่ามกลางความประหลาดใจของยุทธภพการเมืองปากน้ำโพ 

บิ๊กอู๊ด ร่วมงานกับ ส.ส.พลังประชารัฐ ในนี้มีเจ้าของทีมสโขทัย เอฟซี ราชบุรี มิตรผล และชัยนาท ฮอร์นบิล

จิ๊กซอว์สำคัญคือ “วิชัย ล้ำสุทธิ” อดีต ส..ระยอง และอดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ สมัยบังยี จะเป็นคีย์แมนหลักของทีมบิ๊กอู๊ด

บนถนนการเมือง วิชัยย้ายจาก ปชป.มาสังกัดพลังประชารัฐ และอยู่ในซุ้มสามมิตร เหมือนกับบิ๊กอู๊ด

หนีบ้านใหญ่ระยอง

ต้นปี 2562 “วิชัย ล้ำสุทธิ” อดีต ส..ระยอง ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลังไม่ได้ลง ส..เขต แต่มีรายชื่อใน ส..บัญชีรายชื่อลำดับที่ 57 

จ่าตู่” วิชัย ล้ำสุทธิ มีฐานเสียงอยู่ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง และได้เป็น ส..ระยอง เขต สังกัด ปชปเมื่อปี 2554 โดยการสนับสนุนของปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง 

วิชัย ล้ำสุทธิ

วิชัยเข้ามามีบทบาทในสมาคมฟุตบอลฯ โดยโควตาทีมระยอง เอฟซี ของตระกูลปิตุเตชะ ระยะหลังเกิดการปีนเกลียวกับ “บ้านใหญ่ระยอง” เนื่องจากวิชัยไปทำงานร่วมกับบังยี

เดือนกันยายน 2561 วิชัย ล้ำสุทธิ ไปพูดคุยกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่ร้านเพลิน จนมีข่าวว่า วิชัยจะไปสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ก็ไม่ได้ลาออกจาก ปชปกระทั่ง สาธิต ปิตุเตชะ แม่ทัพภาคตะวันออก ปชปไม่เลือกวิรัชลง ส..เขต แล้วโยนไปไว้ในบัญชีรายชื่อท้ายๆ

วิชัยจึงลาออกจาก ปชปและมาทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”  

เจ้าพ่อไก่ชน

กลางปี 2561 “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ได้ลาออกจากประธานสโมสรฟุตบอลสุโขทัย เอฟซี และมอบให้ “เจ๊เป้า” อนงค์วรรณ เทพสุทิน รั้งเก้าอี้ประธานทีมค้างคาวไฟแทน

ถ้าจำกันได้ สมศักดิ์ จับมือสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งกลุ่มสามมิตร เดินสายกวาดต้อนอดีต ส..มาอยู่ในสังกัด ก่อนเข้าไปอยู่ใต้ร่มธงพลังประชารัฐ 

สมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้อยู่เบื้องหลังบิ๊กอู๊ด

สมศักดิ์รักไก่ชน พอๆ กับการเมือง แต่ฟุตบอลก็เข้าเลือดเข้าเนื้อเหมือนกัน เขาทุ่มแรงกายแรงใจปั้นทีมค้างคาวไฟ สุโขทัย เอฟซี จนได้เลื่อนชั้นจากลีกบ้านนอกมาเล่นในไทยลีก 

เครือข่ายลูกหนังของสมศักดิ์ ก็มีหลายสิบทีม เฉพาะในไทยลีก ก็มีทีมราชบุรี มิตรผล ของ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์บุญยิ่ง นิติกาญจนา และทีมชัยนาท ฮอร์นบิล ของ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ที่เพิ่งหล่นชั้นไปเล่นไทยลีก ฤดูกาล 2020 

สมศักดิ์ คุยกับมิตติ ติยะไพรัช และ ส.ว.ก๊อง เพื่อไทย

สมัยสมศักดิ์ว่างเว้นการเมือง ได้เดินสายสร้างแนวร่วมกับทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ของมิตติ ติยะไพรัช ลูกชายของยงยุทธ ติยะไพรัช และ “เสี่ยก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรเจแอล เชียงใหม่ 

ว่ากันว่า เครือข่ายลูกหนังสายเหนือนั้น ไม่แฮปปี้กับ “บิ๊กอ๊อด” และนายกเงา เนวิน ชิดชอบ ในการบริหารสมาคมฟุตบอลและการจัดแข่งขันไทยลีก ที่เอื้อประโยชน์ให้บางทีม 

ไม่แปลกใจที่มีข่าวลือ “บิ๊กการเมือง” สายเหนือหนุนบิ๊กอู๊ดล้มบิ๊กอ๊อดดึงอำนาจลูกหนังจากอีสานใต้มาอยู่ภาคเหนือ  

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410552?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

15 มกราคม 2563 – 10:25 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 603 ครั้ง

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไปได้ คอลัมน์… EXCLUSIVE TALK

   – ช่วยประเมินสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด
ภัยแล้งน่าจะมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะน้ำต้นทุนที่มีไม่มากจากฤดูฝนที่แล้วก็ถูกใช้ไปในช่วงปลายปี เว้นแต่มีฝนหลงฤดูมาเติมน้ำในช่วงต้นปีนี้ แต่โอกาสคงมีน้อยเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีฝนตกน้อยและเสี่ยงเกิดภัยแล้ง ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563

ขณะนี้รัฐบาลประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 18 จังหวัด และมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรรวม 54 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำเค็มรุกน้ำจืด รวมทั้งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 3 ล้านไร่ ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าไม่มีปริมาณน้ำเติมในแหล่งน้ำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ทำให้คาดการณ์ว่าภาวะแล้งจะยาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคม หรือถ้ามีฝนทิ้งช่วงในปี 2563 ก็อาจยาวไปถึงเดือนกรกฎาคม

ฤดูฝนที่ผ่านมาเก็บน้ำได้น้อยมากเนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (Weak El Nino) ที่เกิดขึ้นในปี 2562 ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงราว 2 เดือน ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 นับเป็นสถานการณ์ภัยแล้งนอกฤดูกาล (ภัยแล้งช่วงหน้าฝน) ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10% และทำให้ระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ กระทบต่อการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร เป็นภาวะฝนทิ้งช่วงและภาวะฝนน้อยน้ำน้อยจนถึงสิ้นปี 2562 และส่งผลต่อเนื่องถึงปีนี้

 – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมรับมืออย่างไร
ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วเมื่อเข้ารับตำแหน่ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินความรุนแรงของปัญหาภัยแล้งว่าจะรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาในฤดูแล้งปี 2562/2563 ซึ่งมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อยจึงได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดทำ “แผนบริหารจัดการน้ำ 2562/63” เป็นแผน 6 เดือนระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 โดยมีน้ำจัดสรรให้ 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นอุปโภคบริโภค 2,300 ล้านลูกบาศก์เมตร การรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ 7,006 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 หรือช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 กรณีฝนทิ้งช่วงรวม 10,540 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรฤดูแล้ง 7,874 ล้านลูกบาศก์เมตร และอุตสาหกรรม 519 ล้านลูกบาศก์เมตร

รัฐมนตรีเฉลิมชัยให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ สามารถมารับจ้างทำงาน มีรายได้เสริม ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมวงเงิน 3,100 ล้านบาท เพื่อจ้างแรงงานทั่วทุกภาคระยะเวลา 3-7 เดือน เกษตรกรจะได้ค่าจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 24,000-58,000 บาทต่อคน เพื่อชดเชยช่วงเกิดปัญหาภัยแล้งไม่สามารถปลูกพืชได้

และยังให้กรมชลประทานขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 40,000 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาความแห้งแล้ง รวมถึงยังมีแผนก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ และแก้มลิงรวม 421 โครงการ เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานและเพิ่มการเก็บกัก

นอกจากนี้เน้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบสถานการณ์น้ำต้นทุน ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้

ขณะเดียวกันก็ให้ปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อสภาพเงื่อนไขพร้อมเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชเพิ่มน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำด้วย

          – หลังจากขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำปี2562/2563แล้วมีการประเมินผลและมีแผนปฏิบัติการอะไรรองรับอีกหรือไม่
ขณะนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน มีการจัดสรรเกินเล็กน้อยเพราะต้องดันน้ำเค็มและช่วยการอุปโภคบริโภคภายใต้ความเห็นชอบของ สทนช. ที่ยังต้องเร่งช่วยเหลือคือพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกว่า 3 พันล้านเพิ่มเติมน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน

ทั้งนี้ ตามแผนการจัดสรรน้้าทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563 จ้านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น
1) อุปโภคบริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 13)
2) รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 40)
3) สำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 (พ.ค.-ก.ค. 63) รวม 10,540 ล้าน ลบ.ม.
4) เกษตรฤดูแล้งปี 2562/63 7,874 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 44)
5) อุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 3)

 จากการติดตามประเมินผลการส่งน้ำ การระบายน้ำในพื้นที่ทั้งประเทศและลุ่มเจ้าพระยา
1.ผลการจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวัน ที่ 2 มกราคม 2563 จากแผน 17,699 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 5,558 ล้าน ลบ.ม. (แผน 5,661 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 31 ของแผนจัดสรรน้ำ ซึ่งใกล้เคียงกับแผนลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากแผน 4,000 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,707 ล้าน ลบ.ม. (แผน 1,275 ล้าน ลบ.ม. ) คิดเป็นร้อยละ 43 ของแผน จัดสรรน้ำเกินแผน 432 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11

2.ผลเพาะปลูกพืชในเขตชลประทานไปแล้ว 2.33 ล้านไร่ (แผน 2.83 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผน แบ่งเป็นเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.21 ล้านไร่ (แผน 2.31 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 95 ของแผน พืชไร่-พืชผักปลูกไปแล้ว 0.12 ล้านไร่ (แผน 0.52 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผน

ในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีการใช้น้ำเกินแผนไปบ้างเพราะต้องจัดสรรน้ำเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และแก้ปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา มิฉะนั้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านเกษตรกรรม-อุปโภคบริโภค จึงมีแผนการผันน้ำ จากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 จำนวน 850 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในอนาคตจะพิจารณาผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามศักยภาพและปริมาณน้ำต้นทุน อาจต้องเพิ่มเป็น 2,000 ล้านลบ.ม. โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลหนุนกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ล่าสุดในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลก็สามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันทีที่กปน.ประสานงานมา โดยส่งน้ำเพิ่มจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระราม 6 และแม่กลอง เช่นเดียวกับการส่งน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และแม่น้ำบางขามใน จ.ลพบุรี และสระบุรี สามารถแก้ปัญหาการอุปโภคบริโภคที่ผมเพิ่งไปลงพื้นที่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ขอให้กปภ.และประปาหมู่บ้านตำบลรณรงค์ประหยัดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนแผนหลักมาได้ครึ่งทางและมีการประเมินผลแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เช่น

การก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิง รวมทั้งสิ้น จำนวน 421 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942.00 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในปี 2563 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จจะได้พื้นที่ชลประทาน 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

ในปีงบประมาณ 2563 (งบลงทุน) จะเร่งรัดงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะดำเนินการจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ วงเงินประมาณ 3,100 ล้านบาท
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action plan) รับมือภัยแล้งทั่วประเทศ โดยให้รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

  – คิดว่าเพียงพอต่อการรับมือภัยแล้งหรือไม่
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ร่วมกันดูแลปัญหาภัยแล้งโดยขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำมาตั้งแต่ปีที่แล้วและรับมือได้ดีตามแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 2562/2563 ยังมีอีกหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ไปพลางก่อน สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,041 โครงการ ภายในวงเงิน 3,079,472,482 บาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน จำนวน 2,295,698,982 บาท และให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลปรับแผนการดำเนินงานจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 และยังไม่ขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณ จำนวน 783,773,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ

นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ใช้ทุกมาตรการเช่นการขุดบ่อน้ำบาดาล จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ตั้งจุดแจกจ่ายน้ำประปา จ้างงานและหาอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ยังมีมติเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ และกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (War Room) ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2562

ตัวอย่างของแผนปฏิบัติการเช่นทางด้านเกษตร แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน 1.ในพื้นที่เขตชลประทาน มีมาตรการในการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำและสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน โดยมีการปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่–กลาง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีการปรับแผนเพิ่มขึ้น จำนวน 587 ล้านลบ.ม. จากแผนเดิม 11,984 ล้าน ลบ.ม. เป็น 12,570 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคกลาง 1 และภาคตะวันตก 2 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 11 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 3 แห่ง และภาคตะวันออก 8 แห่ง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

2.นอกพื้นที่เขตชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.6 ล้านไร่ พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรง ยืนต้นตายจำนวน 0.37 ล้านไร่ ในพื้นที่ 30 จังหวัด โดยมอบกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุน พร้อมทั้งจัดทำแผนและมาตรการเสนอโดยด่วนต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมรับมือ ด้านเครื่องมือและเครื่องจักรกลโดยให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และกองทัพบก ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล ยานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวม 4,192 เครื่อง แบ่งเป็นรถบรรทุกน้ำและรถผลิตน้ำ 1,517 เครื่อง เครื่องจักรและเครื่องขุด 175 เครื่อง และเครื่องเจาะบ่อและสูบน้ำ 2,500 เครื่อง โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรับไปดำเนินการวางแผนการใช้เครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อไป

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคีภาคส่วนโดยเฉพาะการช่วยกันใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามแผนหลักของ สทนช. และแผนปฏิบัติการของกรมชลประทานรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐโดยการสนับสนุนของรัฐบาล

          – ในอนาคตยังต้องเผชิญภัยแล้งอีกมีแผนวางไว้อย่างไร
เราจะแปลงวิกฤติเป็นโอกาสเพื่อวันหน้า แม้เกิดวิกฤติภัยแล้งจะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งต้องคิดแบบองค์รวมเชิงโครงสร้างและระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ บริหารจัดการทั้งอุปสงค์และอุปทาน (Demandside & Supplyside Management)

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงนำนโยบายเทคโนโลยีเกษตรมาขับเคลื่อน เช่น การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติที่เป็นบิ๊กดาต้าใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ประเมินผลและสื่อสารไปถึงเกษตรกร ผ่านแอพพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มมือถือ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาวะภัยแล้งก็มีระบบชลประทานอัจฉริยะ ต่อไปการบริหารการจัดสรรน้ำต้นทางจนถึงปลายทางผู้ใช้จะควบคุมด้วยเทคโนโลยีและไอโอทีแพลตฟอร์มที่แม่นยำและรวดเร็ว

นอกจากนี้จะมีการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกท์น้ำ เช่น Water Grid และโครงการผันน้ำเติมเขื่อนใหญ่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และบางส่วนของภาคใต้ เช่น โครงการโขง เลย ชีมูล เป็นต้น เราลงทุนหลายล้านล้านบาทกับการคมนาคมขนส่งได้ทำไมจะลงทุนเพื่อเกษตรกรของเราบ้างไม่ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำเสนอเมกะโปรเจกท์ให้รัฐบาลเร่งรัดสนับสนุนพร้อมกับโครงการธนาคารน้ำใต้ดินบ่อน้ำชุมชนแบบขนมครกโมเดล ซึ่งเป็นไมโครโปรเจกท์สำหรับชุมชนและครัวเรือน รวมทั้งวิธีการส่งน้ำและการขยายเขตส่งน้ำด้วยพลังงานทดแทนต่างๆ เพื่อเพิ่มเขตชลประทานได้กว้างขึ้นเร็วขึ้นและใช้งบประมาณน้อยลง

สุดท้ายคือการปฏิรูปการใช้น้ำภาคเกษตรแห่งอนาคตภายในเรือกสวนไร่นา ซึ่งเร็วๆ นี้ หลังจากรัฐมนตรีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ความเห็นชอบก็จะมีการเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ของระบบน้ำในฟาร์มที่จะพลิกโฉมหน้าการทำเกษตรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยใช้น้ำเพียง 20% จากการทำเกษตรแบบปัจจุบัน สามารถลดการใช้น้ำถึง 80% ลดการใช้ปุ๋ย 80% ลดการใช้สารกำจัดวัชพืช 80% เพื่อรองรับปัญหาภัยแล้งในอนาคตได้อย่างยั่งยืน