คลุกวงใน วันพุธที่ 15 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพุธที่ 15 มกราคม 2563

15 มกราคม 2563 – 10:10 น.
คลุกวงใน,ไบโอเมทริกซ์,มอเตอร์ไซค์ ไทเกอร์,โครงการจัดซ์้อ
เปิดอ่าน 414 ครั้ง

คลุกวงใน วันพุธที่ 15 มกราคม 2563 โดย…   พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร เสาะหาข่าวลึกข่าวร้อน มาร่อนตะแกรง กรองข่าว ใส่พานให้คนอ่าน 

00000 ท่าจะกลายเป็น “หนังชีวิต” หนังยาวซะแล้ว “ไบโอเมทริกซ์” ระหว่างสองสีกากี “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กับ บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ

00000 วันนี้จากข้อมูลวงใน “พญาเสือ” กล้าพูดเต็มปากว่า ทั้งสองคน “ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ” เอากันให้ตายไปข้าง แม้ว่า จะมี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ซึ่งถือว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของทั้งสองฝ่าย

00000 “พญาเสือ” แว่วข่าวว่า มีการขอเจรจา ใครเจรจากับใคร คนอ่านตอบหน่อย แน่นอนว่า คนขอเจรจาคือฝ่ายบิ๊กแป๊ะ แต่ บิ๊กโจ๊ก ไม่คุยด้วย หมายความว่า อ้อยเข้าปากช้าง ผีถึงป่าช้า ยังไงก็ต้อง “เผา” ข้อมูลการทุจริตไบโอเมทริกซ์ ถึงมือ ป.ป.ช. แล้ว จะถอนคืนจะเสียคน ที่สำคัญ “บิ๊กโจ๊ก” เข้าให้การ “ชี้เป้านายตำรวจใหญ่ 4 นาย” เรียบร้อย กลับคำไม่ได้แล้ว ฉะนั้นการเจรจาต้าอวยเพื่อ “จบข่าว” นั้น เลิกคิด

00000 เรื่องไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะว่า บิ๊กโจ๊ก เคยห้ามปราม บิ๊กแป๊ะ แล้วว่า อย่าเอา อย่าซื้อ แต่ทัดทานไม่ไหว เมื่อเป็นเช่นนี้ บิ๊กโจ๊ก จึงโบกมือลาด้วยการทำบันทึกเป็นหลักฐาน “กัน” ตัวเองออกไป กับการจัดซื้อ “วิธีพิเศษ” 6 งวด มูลค่า 2,000 กว่าล้านบาท

00000 แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ “พญาเสือ” ขอบอกว่า บิ๊กโจ๊ก จะต้องหา “หลักฐาน” มาให้ได้ว่า การจัดซื้อดังกล่าวมีการทุจริตหรือไม่ ใครได้ ใครเสีย เพราะการร้อง ป.ป.ช. จะต้องมีเรื่องทุจริต แน่นอนว่าหลักฐานอาจจะหายาก ทำได้อย่างดีที่สุดคือ การเชื่อมโยงให้เห็นภาพว่าใครได้ใครเสีย แต่ดูเหมือน ป.ป.ช. จะมีทีเด็ด จึงมั่นใจว่า คดีนี้จะเหมือน โครงการจัดซื้อมอเตอร์ไซค์ “ไทเกอร์” หรือว่านี่จะเป็น “ไทเกอร์ ภาค2” 

00000 ฮัดเช้ย !!!! หลายสื่อเริ่มเกาะติดข่าวนี้เหมือน “คม ชัด ลึก” ที่เปิดเผยสัญญาจัดซื้อออกมาแล้ว ปรากฏว่า บริษัทที่ได้ทำสัญญากับ สตช.ผ่าน สำนักงานกำลังสำรอง นั้นคือ บริษัท เอ็มเอสซี สิทธิผล จำกัด ชื่อคล้ายๆ สิทธิผลมอเตอร์ ในอดีต พอไปค้นดูก็ใช่เลย สมัยก่อนโน้นขายอะไหล่ มิตซูบิชิ มี ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ เป็นหัวเรือใหญ่ ทำชิ้นส่วนเบาะรถยนต์ส่งออก ในยุค น้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ พักหลัง ดร.วัชระ เงียบไปหลังจากไปเป็นเลขาธิการ พรรคเพื่อแผ่นดิน 

00000 มาวันนี้ เอ็มเอสซี สิทธิผล มี วัชรี พรรณเชษฐ์ พี่สาวของ วัชระ เป็นคนดูแล “พญาเสือ” ได้ข่าวเชิงลึกแล้วทราบว่า บริษัทนี้ “คอนเนกชั่น” ไม่ธรรมดา เชื่อมโยงระดับอดีตบิ๊กสตช. ไปจนถึง บิ๊กในทำเนียบรัฐบาล โดยผ่านหลังบ้านครม.เลยทีเดียว นี่ต้องแบบนี้ถึงได้ “งานใหญ่” 

00000 เฮ้อ!!!เคราะห์ซ้ำกรรมซัด “บิ๊กแป๊ะ” ยังไม่หมด เพราะยังมีการจัดซื้อ รถตรวจการณ์อัจฉริยะยี่ห้อ บีเอ็มดับเบิลยู มูลค่า 900 กว่าล้านบาท ในวิธีพิเศษอีกลอต “พญาเสือ” ได้ยินข่าวแล้วตกใจ ว่ารถไฟฟ้าดังกล่าว อาจจะไม่เหมาะหรือใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากหลายอย่างในบ้านเรายังไม่พร้อม ขนาดมีคนแนะนำว่า เอาแค่รถไฮบริด ก็น่าจะพอ ราคาก็ถูกกว่า แต่ก็ไม่ฟัง เรื่องนี้ก็เรียบร้อย “เสี่ย จ.” คนขายรถไปอีกเกือบพันล้าน นี่ยังเหลือเรื่องซื้อเรือมาจอดทิ้งอีก 

00000 เรื่องเหล่านี้ “พญาเสือ” เห็นใจ “บิ๊กแป๊ะ” ว่าจะเคลียร์ตัวเองได้แค่ไหน เรื่องนี้ก็ขึ้นกับ นายกฯ ด้วยว่า จะจัดการอย่างไร เพราะข้าราชการระดับ ผบ.ตร. ถูกกล่าวหา และ ป.ป.ช.ก็รับเรื่องสอบแล้ว สังคมจะมองอย่างไร หาก บิ๊กแป๊ะ ยังอยู่ในอำนาจอีกต่อไป “พญาเสือ” แนะนายกฯ ลุงตู่ยกหูไปถาม พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. หรืออาจจะไหว้วาน บิ๊กป้อม ถามไถ่ให้ก็ได้ว่า มูลคดีจะออกอย่างไร จะได้วางแผนถูก ดีไม่ดี เอา บิ๊กแป๊ะ มาสำรองราชการที่สำนักนายกฯ ก่อน เพื่อให้การสอบสวนเดินหน้าเต็มที่ แล้วตั้ง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.รักษาราชการไปก่อน เพราะเวลาตั้งจริง ผบ.ตร.คนใหม่คงไม่พ้น บิ๊กปั๊ด พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เด็กในคาถาลุงตู่ แน่นอน 00000

อเมริกามาก่อนต้องเป็นหนึ่งเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410540?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อเมริกามาก่อนต้องเป็นหนึ่งเดียว

15 มกราคม 2563 – 09:15 น.
อเมริกา,อิหร่าน,ผลกระทบ
เปิดอ่าน 370 ครั้ง

อเมริกามาก่อนต้องเป็นหนึ่งเดียว

          คุณ ‘อำนาจ’ เท็กซัส ส่งข้อความออนไลน์มาจากอเมริกาได้หลายวันแล้ว และในฐานะที่อยู่อเมริกาค่อนชีวิตได้แสดงความเห็นมาอย่างน่าสนใจมาก

อยากให้ช่วยรับทราบและพิจารณาซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลและการเปิดฉากสงครามกดปุ่มเช่นนี้มีผลกระทบไปทั่วโลกและแม้ว่าอาจจะมีการเริ่มเจรจากันแต่นั่นเป็นเพียงกระแสข่าว

อ่านข่าว…  รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน

แล้วในที่สุดสงครามมักมีสิทธิการล้างแค้นแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟัน หรือเลือดต้องล้างด้วยเลือด จะดำเนินต่อไปและจบลงแบบใด?
อ๊อด เทอร์โบ

จากคนไทยในอเมริกา
เรื่องอิหร่านและอเมริกา

ผมเป็นคนใช้ชีวิตมาค่อนชีวิตที่อเมริกา ยากจะออกความเห็นนอกจากเพื่อนๆ พี่น้อง ผมว่าเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ และความรู้สึกนึกคิดไม่เหมือนอื่นๆ ถ้าไม่มีอเมริกาที่เป็นหัวหน้ากลุ่มตะวันตก แขกจะซดกันเองอย่างบ้าคลั่ง ยิวคงจะหายไปทั้งประเทศ อิสลามจะครองประเทศไทย ชาวพุทธ จะหืออือไม่ออก จะถูกทำลายไปทีละนิดโดยปริยาย ผมเคยจำได้ว่ามีเพื่อนนักเรียนเป็นชาวอิหร่าน และแขกประเทศอื่นๆ แขกอิหร่านคบง่ายสุด นิสัยก็ดี ไม่ขี้โม้และกร่าง

แต่ตั้งแต่โคไมนี กลับเข้ามายึดอำนาจ อิหร่านเปลี่ยนไป และพยายามที่จะรวบรวมอาหรับด้วยการสร้างนิกายชีอะห์ให้เหลือนิกายเดียว ตั้งแต่นั้นมาก็มีแต่ทำสงคราม ดีที่ว่าไปอัดกับอิรักที่มีผู้นำ (ซัดดัม ฮุนเซน) ที่ไม่ยอมจำนน สู้กัน 20 กว่าปีหมดและเสียหายทั้งคู่ พออิรักเริ่มล่มสลายก็พยายามผงาดขึ้นมาอีกโดยพยายามเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ เพราะไม่มีทางเลือกและไม่ถูกกับอเมริกัน จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันอยู่ตั้งหลายร้อยวันเพราะไปให้พระเจ้าชาร์หลบหนีพักอาศัยอยู่โดยไม่ยอมส่งตัวกลับมาขึ้นศาล และในยุคโคไมนี่เอง อิหร่านก็แย่ลงกว่าเดิม รัฐบาลมีแต่คอร์รัปชั่น มุ่งแต่จะทำสงคราม ประเทศตกต่ำ

อเมริกาจะยึดมั่นที่จะคบกับประเทศที่รัฐบาลมาจากประชาชนเท่านั้นก็เลยต้องเลิกคบกับอิหร่านไปโดยปริยาย อิหร่านหันไปคบจีนและรัสเซียแทน ซึ่งทั้งสองประเทศแบมือรับอยู่แล้ว เพราะเป็นประเทศที่มีระบอบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นเผด็จการแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเทศที่อิหร่านเกลียดมากสุดคือซาอุดีอาระเบีย เพราะนับถือนิกายสุหนี่ แถมมีเมกกะ ที่ดึงดูดชาวอิสลามทั่วโลกไปสักการะให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต

เหมือนกรุงวาติกันของชาวคาทอลิก อิหร่านเลยอยากจะทำตัวเป็นผู้นำของอาหรับตะวันออกกลาง เข้าไปอุ้มอิรักให้มาสวามิภักดิ์ตอนที่อเมริกาถอนตัวออกไป ยึดครองเลบานอน กู้ซีเรีย ยึดเยเมน และตั้งใจที่จะล้างยิวให้หมดโลกไปเพื่อจะโชว์ผลงานชาวอาหรับอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครชอบยิว อเมริกาไปพลาดตรงที่ตั้งไอซิสขึ้นมาเพื่อที่จะปราบรัฐบาลของบัชชาร อัลอะซัด ของซีเรีย ซึ่งต่อมาก็ต้องทำลายทิ้งไป โดยคิดว่าบักดาดีหัวหน้ากลุ่มไอซิสจะเชื่อฟัง และช่วยกันล้มซีเรียและรบกับอิหร่านในเวลาเดียวกัน

ถึงขนาดที่ เนเทน ยาฮู นายกของอิสราเอลต้องบินมาอเมริกาเพื่อที่จะบอกโอบามา ว่า “The enemy Of your enemy is your ennamy” เหมือนเตือนสติ ให้อเมริกันรู้ไว้ไอซิสนั้นครบไม่ได้ ทั้งที่กำลังเป็นศัตรูกับซีเรียและอิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูของอเมริกา ในที่สุดอเมริกาก็รบกับไอซิสปลิดชีพบักดาดี หัวหน้าไอซิสไปในที่สุด

กลับมาพูดถึงสถานการณ์ตอนนี้ระหว่างอิหร่านกับอเมริกา ว่าจะจบอย่างไร จะลุกลามหรือไม่ อิหร่านออกมาพูดว่าจะเลิกล้มสัญญาเรื่องนิวเคลียร์อีกต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อิสราเอลจะเป็นประเทศแรกที่จะทำสงครามกับอิหร่านทันที

เนเทน ยาฮู เคยพูดที่ทำเนียบขาวมาแล้วว่าอิสราเอลดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น ตาต่อตา ฟันต่อฟันกับอิหร่าน โดยให้อเมริกาเป็นกรรมการห้ามรุม และถ้าจะเกิดสงครามจริงๆ ระหว่าอเมริกากับอิหร่าน อเมริกาคงไม่ให้ยิวเข้ามายุ่งเป็นอันขาด เพราะไม่มีอาหรับลัทธิไหนที่ชอบยิว อย่างเช่นสงครามในซีเรีย อเมริกาต้องมาสร้างไอซิสแทน ทั้งๆ ที่สั่งยิวให้ช่วยก็ได้

อิหร่านกำลังอยู่ในภวังของความเครียดแค้นที่อเมริกาสังหาร ‘กอเซ็ม สุไลมานี’ ของเขาคงต้องมีการเอาคืน และอายกับศักดิ์ศรีที่เสียไป แต่ที่ผมเคยบอกไว้ละครับว่า อเมริกาไม่สามารถยอมให้สุไลมานีเติบโตและมีบทบาทมากกว่านี้อีกแล้ว สุไลมานี วางแผนที่จะครองอาหรับและทำลายอเมริกันอยู่ตลอดเวลา ถึงจะเป็น Proxy war (สงครามตัวแทน) อเมริกันรู้ตลอดมาว่าใครเป็นหัวโจกของความวุ่นวายในตะวันออกกลาง

เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เชียร์และว่าอเมริกาถูกต้องหมด ผมเคยเขียนเรื่องอเมริกาต่างกับอเมริกันว่าอย่างไรมาแล้ว คนอเมริกันออกมาเดินขบวนประณามการกระทำคราวนี้ไม่น้อย เพราะความคิดที่โดนสอนมาว่า “ต้องมีหนึ่งเดียว”
อำนาจ (เท็กซัส)

เรื่อง บ้านเช่า 999 บาท
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ตามที่การเคหะแห่งชาติเปิดบ้านเช่าทั่วไทยเดือนละ 999 บาท ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6,500 หน่วย ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ภูมิภาค 3,500 หน่วย ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง ภูเก็ต หาดใหญ่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย พระนรศรีอยุธยา สระบุรี

เปิดจองผ่านระบบออนไลน์ http://999.nha.co.th ตั้งแต่วันนี้–30 มิถุนายน 2563 ทำสัญญาเช่ากับการเคหะแห่งชาติเป็นระยะเวลา 1 ปี และต่อสัญญาเช่าทุกปี โดยผู้ลงทะเบียนจองสิทธิ์ในโครงการ คุณสมบัติ เป็นผู้มีสัญชาติไทย และบรรลุนิติภาวะแล้ว มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน ไม่เป็นคู่สัญญาเช่ากับการเคหะแห่งชาติ และไม่มีหนี้ค้างชำระ นั้น

ถือเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ชนชั้นแรงงาน ที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเองครับ เพราะสมัยนี้ค่าครองชีพสูงมาก อย่างน้อยมีค่าเช่าบ้านราคาถูกก็จะช่วยได้เยอะ ลดรายจ่ายภาคครัวเรือน จากการเช่าบ้านแพงมาเช่ากับการเคหะ บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจฐานรากในทันที เกิดตลาดชุมชน การหมุนเวียนของเศรษฐกิจฐานราก จากการมีผู้อยู่อาศัยในชุมชนเพิ่มมากขึ้น
เกียรติชัย (เมืองนนท์)

ตอบคุณ ‘เกียรติชัย’ เมืองนนท์
ผมในฐานะคนไทยและเป็นมนุษย์เงินเดือนขอสนับสนุนนโยบายบ้านเช่าของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งต่อไปจะเป็นประโยชน์และคลายความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อยมาก

สิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงมากคือความปลอดภัยและต้องจัดระเบียบวางกฎเกณฑ์ของผู้เช่าให้ดีเพราะมาจากหลายหลากอาชีพ

จึงขอเตือนมาก่อนล่วงหน้าเพราะอย่างบ้านเอื้ออาทรหลายแห่งก็ประสบปัญหานี้ทั้งๆ ที่มีรายได้สูงและมีฐานะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

ยาแรง-ใช้ให้เสมอภาค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยาแรง-ใช้ให้เสมอภาค

15 มกราคม 2563 – 08:20 น.
ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25,มลพิษ
เปิดอ่าน 217 ครั้ง

ยาแรง-ใช้ให้เสมอภาค บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 15 มกราคม 2563

กลับมาเป็นปัญหาบั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจของชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑทลอีกครั้ง สำหรับภาวะฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 จากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ก่อนได้สรุปสถานการณ์เอาไว้ว่า ฝุ่นพิษมีแหล่งกำเนิดมาจาก 3 แหล่งคือ รถยนต์ การเผาในที่โล่งแจ้ง และสภาพความกดอากาศต่ำ โดยเฉพาะรถยนต์เป็นพาหนะที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษมากที่สุดถึงร้อยละ 75.4 โดยในแต่ละวัน กรุงเทพฯ มีปริมาณรถยนต์ออกมาวิ่งบนท้องถนนมากถึง 10 ล้านคัน ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุชนิดรถยนต์ที่ก่อปัญหาคือกว่าร้อยละ 20 มาจากรถบรรทุก รถกระบะร้อยละ 20 นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 18 นอกจากนั้นมาจากรถยนต์ประเภทอื่นๆ

อ่านข่าว… วิกฤติฝุ่นพิษ

ฝุ่นพิษในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเป็น “เมืองในหมอก” มาแล้วในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปีที่แล้ว หน่วยงานที่่เกี่ยวข้องได้เร่งระดมแก้ปัญหากันอย่างพร้อมเพรียง เช่น กรมการขนส่งทางบกส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจรถยนต์ควันดำ โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลอย่างรถประจำทาง รถบรรทุก รถกระบะ กรมควบคุมมลพิษร่วมกันหลายหน่วยงานออกมาตรการเร่งด่วน พร้อมกับขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่จนถึงขณะนี้มาตรการต่างๆ ยังถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขู่ว่าจะใช้ยาแรงเพื่อแก้ปัญหา

ตามขั้นตอนก่อนจะออกมาเป็นมาตรการนั้นจะต้องได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ซึ่งมีปลัด ทส. เป็นประธานเสียก่อน จากนั้นจะนำมติเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก่อนนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับใช้ต่อไป น่าคิดว่าเมื่อแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษส่วนใหญ่แล้วมาจากรถยนต์แล้วจะมีมาตรการใดออกมาเพื่อดำเนินการกับยานพาหนะที่กำลังก่อปัญหามลพิษในเมืองอย่างหนักขณะนี้ มีข่าวจากกรมการขนส่งทางบกว่าจะเพิ่มวันตรวจรถควันดำซึ่งโฟกัสไปยังรถประจำทางกับรถบรรทุก ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลในวันหยุดราชการด้วย แต่นั่นก็ยังมีคำถามว่า เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือไม่

ปัญหามลพิษในเมืองหลวงและจังหวัดหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต อันเนืองแน่นไปด้วยย่านธุรกิจและกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวกำลังลุกลามกลายเป็นงูกินหาง เพราะถ้าสภาพแวดล้อม อากาศเลวร้าย ก็จะย้อนกลับมาทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวหรือแม้แต่อุตสาหกรรมและการลงทุนเอง ถึงวันนี้ ทุกภาคส่วนจึงทบทวนถึงแผนระดับชาติเพื่อเอาชนะปัญหามลพิษให้ได้ อย่างเช่นความพยายามงดใช้ถุงพลาสติกที่จะต้องทำต่อเนื่องต่อไป แต่ปัญหาฝุ่นพิษนั้นก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและมีมาตรการระยะยาวต่อไปไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง แก้กันปีต่อปี โดยเฉพาะเมื่อรัฐลงทุนระบบขนส่งมวลทางรางไปด้วยงบประมาณมหาศาลแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้พาหนะส่วนตัว มาก่อมลภาวะอยู่เช่นนี้ ยาแรงที่ว่าจึงควรใช้อย่างเสมอภาคไม่เหลื่อมล้ำ

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410307?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง

14 มกราคม 2563 – 12:30 น.
วิ่งไล่ลุง,เดินเชียร์ลุง,ม็อบการเมือง
เปิดอ่าน 1,511 ครั้ง

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ในทวิตเตอร์มีการเปรียบเทียบมวลชน 2 กลุ่มที่ออกมาทำกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” และ “เดินเชียร์ลุง” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม ทำให้เห็น “ใบหน้า” ของคนสองรุ่น-สองความคิดชัดเจน

อ่านข่าว-เพจตู่ตูน งัด 8 ผลงานเด่น รบ.ประยุทธ์ ดึงสติ คนวิ่งไล่ลุง

นับแต่เหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 จนมาถึง พ.ศ.นี้ หลายคนอาจมองว่าการเมืองยังไม่ไปถึงไหน วนเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์ ม็อบล้มรัฐบาล รัฐประหาร และการเลือกตั้ง

หลังพฤษภา 35 สื่อหลักสมัยโน้นต่างเรียกขานการลุกฮือของมวลชนต่อต้านรัฐบาลสุจินดาว่า “ม็อบมือถือ” หรือ “ม็อบรถเก๋ง” เพราะสังเกตจากผู้ที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง

ด้วยเหตุนี้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” จึงเสนอทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” สะท้อนสภาพปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยระหว่างปี 2533-2536

ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของเอนก ถูกท้าทายด้วยชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544

เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้ไม่มีช่องว่างการรับรู้ข่าวสารของคนกรุงกับคนชนบท รวมถึงคนชนบทที่อพยพเข้าสู่เมืองมีความเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมือง สำนึกคิด และโลกทัศน์ที่มีต่อประชาธิปไตยไม่ต่างจากคนชั้นกลาง

แต่จุดอ่อนของทักษิณคือการใช้อำนาจในลักษณะระบอบอุปถัมภ์ใหม่และเปิดทางให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ กลายเป็นเชื้อไฟให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” นำไปขยายผลผ่านทีวีดาวเทียม อาวุธลับชนิดใหม่

 “ปรากฏการณ์สนธิ” ในปี 2548-2549 สะท้อนภาพคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองต่างจังหวัดที่ลุกตื่นขึ้นมาต่อต้านระบอบทักษิณ ซึ่งถูกนักวิชาการบางกลุ่มอธิบายว่านี่คือทุนสามานย์

 “แดงทั้งแผ่นดิน” ปี 2552-2553 เป็นผลพวงแห่งมนตราประชานิยม ที่รัฐบาลทักษิณ ได้ผูกมัดใจคนชนบทไว้ด้วยหลายนโยบาย

เมื่อทักษิณ ชินวัตร ปลุกให้คนรากหญ้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงก่อให้เกิดการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง

ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของแกนนำแดงฮาร์ดคอร์นำไปสู่การถูกล้อมปราบ และความพ่ายแพ้ ที่แกนนำ นปช.ต่างมีบาดแผล มีบ่วงโทษทัณฑ์ติดตัวมาถึงทุกวันนี้

 “มวลมหาประชาชน” ปี 2556-2557 เป็นภาคต่อของปรากฏการณ์สนธิ เมื่อคนชั้นกลางในเมืองหลวงและหัวเมืองไม่พอใจการการสืบทอดอำนาจของทักษิณ ผ่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ผลแห่งม็อบ กปปส. ทำให้เกิดรัฐประหาร 2557 โดยคณะนายทหารผู้ยึดอำนาจในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้บริหารประเทศมานานเกือบ 5 ปี จึงมีการเลือกตั้งทั่วไป

คสช.แตกต่างจาก รสช. เพราะคณะนายทหารที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ มีการเตรียมแผนฟื้นฟู “ประชาธิปไตยแบบไทย” จึงคลอดออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

ประชาธิปไตยแบบไทยก่อให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มนักวิชาการหัวก้าวหน้า คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคดิจิทัล

ไทคูนรุ่นใหม่และนักวิชาการหัวก้าวหน้าจึงจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ชูธงประชาธิปไตยเสรีนิยม และคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช.

การต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยแบบไทย กับประชาธิปไตยเสรีนิยม พ.ศ.นี้ จึงถูกโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เหมือนจะนำหนังเรื่องเก่ากลับมาฉายใหม่

น่าจับตาที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่คนรุ่นสงครามเย็น หรือคนเดือนตุลา พวกเขาไม่ยึดติดการเปลี่ยนแปลงตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ของขบวนการสังคมนิยม

ผู้นำจัดอีเวนท์วิ่งไล่ลุงก็เป็นหนุ่มสาวที่เติบโตมาช่วงม็อบคนเสื้อเหลือง และรัฐประหาร 2549 “ใบหน้าม็อบ” จึงเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองและสังคม

คลุกวงใน วันอังคารที่ 14 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410323?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 14 มกราคม 2563

14 มกราคม 2563 – 10:13 น.
ทนายตั้ม ษิทธา,ไบโอเมททริกซ์,บิ๊กแป๊ะ พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กโจ๊ก พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล
เปิดอ่าน 770 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 14 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” นั่งส่องข่าวแต่เช้ายันดึก หาประเด็นเด็ดๆ มารายงานคนอ่าน 

00000 วันนี้ ขอแวะไปกรมปทุมวัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กันหน่อย เพราะว่า วาทกรรมร้อนๆ ออกมาเยอะเลย ทั้งฝ่ายกองเชียร์ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และกองเชียร์ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ

00000 หลายเรื่อง หากต่อจิ๊กซอว์ดีๆ มันโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้ ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ในสตช. ต้องยอมรับว่า บิ๊กโจ๊ก ไม่เบา ฉะนั้นใครก็ตามที่ถูกกระทำ ใครก็ตามที่อยู่ในยุคนั้น พอ บิ๊กโจ๊ก สิ้นวาสนาใน สตช. คนที่ไม่ชอบ ย่อมไม่มีทางที่จะให้ “บิ๊กโจ๊ก” กลับมามีอำนาจในสตช.อีก

00000เช่นนี้ การออกมาประหัตประหารกันเองของ “วงการสีกากี” จึงมีได้มีเสีย และเป็นช่วงจังหวะเวลาเหมาะเจาะ เพราะ บิ๊กแป๊ะ จะเกษียณในเดือนกันยายนนี้ แถมมีข่าวว่า วางทายาทเอาไว้แล้วคือ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. ที่ว่ากันว่า มาแรงแซงทุกคน เพราะเป็นเพื่อน “บิ๊กแป๊ะ” นั่นเอง

00000 “พญาเสือ” เข้าใจและเห็นใจ บิ๊กต้อย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่เป็น “แคนดิเดต” เหมือนกัน เนื่องจากเก้าอี้ ผบ.ตร.ถูกตีตราจองเอาไว้แล้ว มีวิธีเดียวที่จะทำให้ “เกมพลิก” ก็คือ บิ๊กแป๊ะ ต้องหลุดจากเก้าอี้ก่อนเดือนกันยายน นั่นแหละเกมถึงจะเปลี่ยน

00000 แต่จะทำอย่างไร “พญาเสือ” มองไม่ออก แค่เห็นว่า การขับเคลื่อนที่เป็นอยู่ มีบางอย่างที่จะนำไปสู่การ “ปลดบิ๊กแป๊ะ” ออกจากตำแหน่งก่อนเกษียณ ก็คือการสอบสวนการจัดซื้อ “ไบโอเมทริกซ์” ของ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

00000 การที่ ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด ยื่นป.ป.ช.ให้สอบเรื่องนี้ มันช่างถูกที่ถูกเวลายิ่งนัก ลอง บิ๊กโจ๊ก กล้ารับประกันว่างานนี้มีคน “เอี่ยว” การจัดซื้อจัดจ้าง ต้องรอผลสอบ ป.ป.ช.จะว่าอย่างไร หากมีคนผิด “บิ๊กแป๊ะ” จะต้องรับผิดชอบระดับไหน เพราะว่าข้อร้องเรียนนั้น กล่าวหา บิ๊กแป๊ะ โดยตรง เสมือน “ตีแสกหน้า” ยังไงยังงั้น

00000 แน่นอนว่า บิ๊กแป๊ะ ไม่ได้ต่อสู้โดยลำพัง ยังมี บิ๊กอู๊ด พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง และ พล.ต.อ.สุชาติ ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ แต่ย่อมไม่หมู เพราะคู่ต่อสู้ ไม่ได้เปิดหน้าออกมาสู้ มีเพียง บิ๊กโจ๊ก เท่านั้น ครั้นจะบอกว่า บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เปิดไฟเขียวเป็น “แบ็ก” ให้บิ๊กโจ๊ก ก็น่าจะตัดสินเร็วไป

00000 แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะนับแต่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มานั่งหัวโต๊ะประชุมสตช. ในการแต่งตั้งโยกย้าย อำนาจอยู่ในมือของ บิ๊กแป๊ะ เพียงผู้เดียว

00000 แต่ บิ๊กแป๊ะ ไม่ได้สู้โดดเดี่ยว เพราะมีความสนิทสนมกับนักการเมืองระดับเสี่ย ชื่อย่อ น. ผู้มากบารมีในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงขนาดว่ากันว่า พอ บิ๊กแป๊ะ เกษียณแล้ว บิ๊กแป๊ะ จะเข้าสังกัดพรรคการเมือง ที่ เสี่ย น. มีอิทธิพลอยู่ 

00000 ดังนั้นใน 9 เดือนก่อนจะเกษียณ การแต่งตั้งโยกย้ายวงการสีกากีเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายคงต้องจับตามอง โดยเฉพาะพื้นที่เลือกตั้งที่อาจจะทำให้บางคนกุมความได้เปรียบเสียเปรียบในสนามแข่งขัน นอกเหนือจากการ “วางคน” ในกระทรวงมหาดไทย กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ นี่มากันเงียบๆ แบบนี้ เลยทำให้ ผู้มากบารมี คนหนึ่งไม่พอใจ เพราะผู้มากบารมีก็สังกัดพรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่ง ดังนั้นเราจึงได้เห็นการต่อสู้กันระหว่าง คนในรัฐบาลด้วยกันเอง โดยพุ่งเป้าไปที่ เก้าอี้ผบ.ตร.ของ บิ๊กแป๊ะ 

00000 ฮัดเช้ย !!!! มีพลเมืองดี ส่งสัญญาซื้อ “ไบโอเมททริกซ์” มาให้ “คมชัดลึก” ทีมข่าวได้สรุปลงให้ได้อ่านกัน มองกันหลายมุม ขยายผลต่อไป จนกว่า ป.ป.ช.จะตัดสิน เพราะข้อมูลข่าวสารทุกบรรทัด ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าฝ่ายไหน จะฝ่าย “บิ๊กโจ๊ก” หรือฝ่าย “บิ๊กแป๊ะ” ขออย่างเดียวอย่าเพิ่ง “ฮั้ว” กัน “พญาเสือ” ฝากนายกฯ ลุงตู่ ว่าเรื่องนี้ให้สู้กันถึงที่สุด ห้ามเคลียร์เป็นอันขาด ประชาชนอยากรู้ว่า สุดท้าย ใครทำเพื่อประโยชน์ของราชการ 00000

ส่อง’ครัวคุณก้อย’ เมนูเด็ด ‘ผัดเผ็ดงูเห่า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง’ครัวคุณก้อย’ เมนูเด็ด ‘ผัดเผ็ดงูเห่า’

14 มกราคม 2563 – 09:55 น.
ก้อย พรพิมล,พรพิมล ธรรมสาร,งูเห่า,พรรคเพื่อไทย,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 2,833 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 ม.ค.63

*********************************

ควันหลงการโหวตวาระสาม ร่างพ...งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2563 ..เสียงข้างมาก 253 เสียง ส..ฝ่ายค้าน งดออกเสียง 196 เสียง แต่มีส..ซีกฝ่ายค้านมาโหวตเห็นชอบ เสียง โดยในนี้มี เสียงมาจากพรรคเศรษฐกิจใหม่

ที่เหลือ เสียง ก็เป็นคนหน้าเดิมคือ พรพิมล ธรรมสาร“ ส..ปทุมธานี และ อนุมัติ ซูสารอ” ..ปัตตานี พรรคประชาชาติ

ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ส..โหวตสวนมติพรรค ที่มี พล...วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นประธาน พิจารณาบทลงโทษ ..(พรพิมล ธรรมสารพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ และขจิตร ชัยนิคมที่โหวตสวนมติพรรค มีแนวโน้มว่าจะไม่ขับออกจากพรรคเหมือน ..พรรคอนาคตใหม่ 

นัยว่ากรณีของ “ก้อย พรพิมล” มีเหตุผลเชิงคดีความในส่วนของสามี คล้ายกับพลภูมิที่มีเรื่องคดีความส่วนตัว ซึ่งแกนนำพรรคเข้าใจ ต่างจากขจิตร ที่แสดงออกชัดเจน ไม่ใช่หลงลืมอะไร

ครัวคุณก้อย

ผู้ที่สัญจรผ่านไปทางถนนรังสิตนครนายก เมื่อวิ่งรถถึงคลอง 10 ก็จะเห็นร้าน “ครัวคุณก้อย” โดดเด่น และตอนหลังขยายพื้นที่ด้านในให้กลายเป็นร้าน Chaan De Cafe ดูแลโดย นิธาร ธรรมสาร น้องชายของ “ก้อย” พรพิมล ธรรมสาร ส..ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย

ส.ส.ก้อยไปงานไหนก็ร้องเพลง เพราะเป็นนักร้องเก่า

ใครที่ร่ำลือว่าเธอหายตัวไป หลังเกิดข่าว “งูเห่า” จากฝ่ายค้านที่ไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 ก็พบตัวเธอได้ที่ครัวคุณก้อย

ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก “ก้อย พรพิมล ธรรมสาร – Pornpimon Tharmmasan” ก็มีความเคลื่อนไหวของ “ส..ก้อย” ออกไปพบปะชาวบ้านในเขตเลือกตั้งที่ ปทุมธานี แถว อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา เป็นปกติ

บรรดาหัวคะแนนรวมถึง ส.และ ส..ในเครือข่าวของ “ส..ก้อย” ก็ให้การสนับสนุน “บิ๊กแจ๊ส” พล...คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่ประกาศตัวลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ในนาม “คนรักปทุม”

ยังไม่มีท่าทีว่า ส..เสียงทองคนนี้จะตีจากเพื่อไทย สงสัยต้องไปหาเมนู “ผัดเผ็ดงูเห่า” ที่ครัวคุณก้อยเสียแล้วกระมัง?

นายกคนดัง

เบื้องหลังความสำเร็จบนถนนเลือกตั้งของ “ก้อย” อดีตนักร้องนำวงโอเวชั่น ก็คือ “สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

คนแถวคลอง 10 .บึงสนั่น และเทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ รู้จักชื่อเสียงของ “นายกสมชาย” เป็นอย่างดี 

นายกสมชาย สามี ส.ส.ก้อย

เมื่อบารมีแก่กล้า “นายกสมชาย” จึงส่งภรรยา ก้อย ลงสมัคร ส..ในสีเสื้อพรรคพลังประชาชน ได้เป็น ส..ปทุมธานี มาแต่ปี 2550 

ปี 2555 “นายกสมชาย” ขึ้นชั้นไปสมัคร ส..ปทุมธานี หลังจาก ร..สุเมธ ฤทธาคนี ส..ปทุมธานี ลาออกไปลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี แต่สามีของก้อยก็ไปไม่ถึงดวงดาว แพ้เกียรติศักดิ์ ส่องแสง พรรค ปชป.

ส.ส.ก้อย ยังเป็นขวัญใจชาวลำลูกกา

ปี 2562 สามีภรรยาลงสมัคร ส..ในสีเสื้อเพื่อไทย “ก้อย” ลงป้องกันแชมป์เขต ส่วน “นายกสมชาย” ไปลงสมัคร ส..ที่เขต 6 (.หนองเสือแต่พ่ายพรรคภูมิใจไทย 

ตลกร้าย สามี ส..ก้อย ต้องแข่งกับเพื่อนเก่า “สุเมธ ฤทธาคนี” ย้ายจากเพื่อไทยไปพลังประชารัฐ และสอบตกทั้งคู่

พระเอก“มะ”

สำหรับ “งูเห่า” พรรคประชาชาติ ชื่อ “อนุมัติ ซูสารอ” ส..ปัตตานี เขต ก็เชื่อว่าพรรคไม่กล้าขับ ส..อนุมัติ เพราะผู้แทนบ้านบ้านคนนี้ไม่ธรรมดา

กำนันมะ หรือ อนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี

อนุมัติ” หรือ “กำนันมะ” ในสายตาชาวบ้านแถวปัตตานี จบการศึกษา ป.4 เป็นชาว ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เคยเป็นกำนัน ต.ควน ปี และนายก อบต.ควน สมัย 

กำนันมะ” ขยับเล่นการเมืองระดับจังหวัด เป็น ส..ปัตตานี เขต อ.ปะนาเระ สมัย นอกจากนี้กำนันมะยังมีค่ายมวยสิงห์จตุรัส ที่บ้านปาลัส อ.ปะนาเระ 

การเลือกตั้งปี 2554 กำนันมะ ตัดสินใจลงสมัคร ส..ปัตตานี เขต 3 (.กะพ้อ อ.ไม้แก่น อ.สายบุรี อ.ปะนาเระ และอ.ยะหริ่งในนามพรรคมาตุภูมิ และชนะเลือกตั้งตามคาด

อาจารย์วันนอร์ และ กำนันมะ

เหตุนี้แหละจึงได้ชื่อว่า “มะพระเอก” เพราะลงเลือกตั้งแล้วชนะทุกครั้ง ราวกับพระเอกที่ต้องชนะตอนจบทุกครั้ง อีกด้านหนึ่งหน้าตากำนันมะคล้ายดาราหนัง 

ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แกนนำพลังประชารัฐมาชวนกำนันมะไปอยู่ด้วยกัน แต่แกตั้งเงื่อนไขว่าหากสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ อดีต ส..ปัตตานี ย้ายไปด้วยก็จะตามไป แต่สมมุติเลือกพรรคประชาชาติ

ถึงวันนี้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา จะคิดยังไงที่เลือกกำนันมะมาสังกัดพรรค และกองเชียร์ประชาชาติคงมองกำนันเป็นผู้ร้าย ไม่ใช่พระเอก

แก้รัฐธรรมนูญ เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

14 มกราคม 2563 – 09:24 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ,บิ๊กตู่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,419 ครั้ง

แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

สัปดาห์นี้แน่นอนการเมืองจะกลับมาโฟกัสกันที่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ที่ก่อนหน้านี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563

การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีขึ้นในวันที่ 14 และ 17 มกราคม

วาระการประชุมทั้งสองวันนี้จะยังคงอยู่ที่การเปิดเวทีให้กรรมาธิการวิสามัญแต่ละคนแสดงความคิดเห็น หรือที่เรียกว่าสนทนาธรรม ตามที่ ‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนพรรคเสรีรวมไทย เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้

การสนทนาธรรมตรงนี้เองเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมเพราะจะเป็นโอกาสที่แต่ละฝ่ายเปิดไพ่ของตัวเองให้ที่ประชุมได้เห็น

แน่นอนว่าธงของฝ่ายค้านนำโดยพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทย มีอยู่ธงเดียว คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือหากธงนี้ไปไม่ถึงเป้าหมายก็อาจจะเสนอแค่มาตรา 256 ก็พอ

แต่ธงของพรรคฝ่ายค้านนั้นสวนทางกับกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชารัฐอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ กรรมาธิการวิสามัญในซีกนี้นำโดย ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ เตรียมข้อมูลและประเด็นมาหักล้างธงของฝ่ายค้าน
พรรคพลังประชารัฐ ยอมถอยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะเป็นรายมาตราเท่านั้น โดยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 256 ยังไม่มีความจำเป็นอีกทั้งมีขั้นตอนที่ต้องผ่านการทำประชามติด้วยตามมาตรา 256 (8)

โดยประเด็นหนึ่งที่พรรคพลังประชารัฐเตรียมจะนำเสนอเพื่อให้ร่วมกันพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไข คือ มาตรา 144 ว่าด้วยการห้ามไม่ให้ส.ส.เข้าไปมีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นมาตราที่เป็นปัญหาและอุปสรรคชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไม่เข้ามาเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ จนทำให้ส.ส. 13 คน ต้องมาร่วมกันทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
มาตรา 144 เป็นมาตราหนึ่งที่หลายพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าควรจะให้แก้ไข รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึง มาตรา 185 ที่กำหนดให้ส.ส.ต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งทำการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการปฏิบัติราชการหรือการดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองขนาดเล็กเตรียมรวมตัวเสนอกันต่อที่ประชุม

อย่างไรก็ตามแม้ธงของแต่ละฝ่ายจะมีความแตกต่างกันสิ้นเชิง แต่มีมุมหนึ่งที่เห็นถึงปัญหาเหมือนกัน คือระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีผลกระทบทุกพรรค

พรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบเพราะหากในระยะยาวยังใช้ระบบการเลือกตั้งนี้ต่อไปแทบไม่มีทางจะเป็นไปได้เลยที่พรรคพลังประชารัฐจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเด็ดขนาดในอนาคตเหมือนกับพรรคเพื่อไทยในอดีต

หนำซ้ำในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ไม่มีหลักประกันแน่นอนว่ากระแสนิยมในตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ จะยังแรงต่อไปหรือไม่ ดังนั้น ถ้ากลับมาแก้ไขที่ตัวระบบเลือกตั้งน่าจะทำให้พรรคพลังประชารัฐถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งไปอีกพอสมควร
ตรงนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่หนึ่งที่ทำให้ระยะหลัง ‘บิ๊กตู่’ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก หรือแม้แต่ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวของ ‘พีระพันธุ์’ ซึ่งเคยย้ำการจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเหตุผลชัดเจน กลายมาเป็นพร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

คนในรัฐบาลต่างรู้ดีว่าท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ไม่มีความแน่นอน บวกกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขณะนี้ ไม่มีใครรู้ว่ารัฐบาลจะยืนปักหลักแลกหมัดไปได้อีกนานเท่าใด บางทีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดประการหนึ่งที่นำไปสู่การจัดระเบียบเชิงอำนาจกันใหม่
เพียงแต่การยุบสภานั้น ‘บิ๊กตู่’ จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกหลายรอบ แต่ถึงเวลานี้แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยประคอง พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่ในอำนาจได้อย่างมั่นคง

จัดการน้ำเชิงรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดการน้ำเชิงรุก

14 มกราคม 2563 – 08:20 น.
ภัยแล้ง,น้ำ
เปิดอ่าน 354 ครั้ง

จัดการน้ำเชิงรุก บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 14 มกราคม 2563

ตามวิเคราะห์คาดการณ์ของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่ระบุว่าภัยแล้งปีนี้จะหนักหนาสาหัสมากที่สุดในรอบ 40 ปี นับเป็นเรื่องที่หลายๆ คนก็วิตกกังวลกับเหตุเภทภัยที่กำลังคืบคลานก่อหายนะให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นน้ำกินน้ำใช้ในระดับครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม จนถึงความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาทางสังคมโดยรวมอันจะเกิดตามมา แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มที่มองไม่เห็นภัยพิบัตินี้ล่วงหน้าก็คือรัฐบาล ซึ่งแม้แต่แกนนำเองยังออกมายอมรับว่าอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองบริหารโดยรัฐบาลทหารที่ขาดการยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่จนมองไม่เห็นปัญหา ซึ่งก็สอดคล้องกับที่นักวิชาการบอกไว้ว่าภาวะภัยแล้งเกิดสะสมหมักหมมมานานหลายปีติดต่อกัน โดยที่ไม่มีแผนงานแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก อยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะระดับน้ำในเขื่อนเหลือน้อยไม่ถึง 30% ในภาคเกษตรกรรมนั้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื้อที่ 2.25 ล้านไร่ ครอบคลุม 22 จังหวัด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีนาข้าวได้รับความเสียหายจากการทำนาปรังถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 800,000 ไร่ จากทั้งหมด 1.59 ล้านไร่ และก็เป็นเหมือนเช่นหลายๆ ปีที่แล้งติดต่อกัน ที่กรมชลประทานจะออกประกาศห้ามเกษตรกรทำนาปรัง เพราะไม่สามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนได้ หาก

ยังฝืนทำก็จะเกิดความเสียหายต่อเกษตรกรเอง ส่วนภาคอีสานซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาน้ำฝนก็จะได้รับผลกระทบด้านน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งกิจกรรมด้านการเกษตรอื่นๆ ขณะที่ภาคตะวันออก น่าห่วงเรื่องน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเมื่อหันมาดูการบริหารจัดการน้ำของฝ่ายรัฐบาลก็จะพบว่า “วิธีการ” ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้ถูกเน้นไปในเรื่องของ “โครงสร้าง” การทำงานอันเน้นหนักไปที่ภาคราชการ โดยสถานการณ์ปกติจะสั่งการโดยเลขานุการคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) หากสถานการณ์รุนแรงจะอยู่ในกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรี สั่งการลงมาถึงระดับปลัดกระทรวงและหน่วยงานในกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าหากถึงขั้นวิกฤตินายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ประธานกนช. ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ในการจัดตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

จะว่าไปแล้วความผิดพลาดจากการจัดการน้ำเมื่อปี 2555 ตามแผนทดลองระบายน้ำจากเขื่อนชัยนาทเป็นผลให้น้ำในระบบกักเก็บลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการบทเรียนการจัดการน้ำโดย “การเมืองนำ” แต่ในขณะเดียวกันนับจากนั้นเป็นต้นมาประเทศไทยประสบภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง แม้บางปีจะเกิดอุทกภัยแต่ก็เป็นเพียงบางพื้นที่่และปริมาณน้ำฝนไม่ได้มีนัยสำคัญต่อการกักเก็บในอ่างเก็บน้ำ ยกเว้นแต่เขื่อนในภาคตะวันตกที่รอดพ้นจาก “การเมือง” เมื่อ 7-8 ปีก่อน ที่ยังเหลือน้ำใช้การในปริมาณเพียงพอ และสามารถสนับสนุนน้ำให้กลุ่มเจ้าพระยาได้ โดยสรุปก็คือ การจัดการน้ำจะต้องปลอดจากการเมือง ขณะเดียวกันกลไกการทำงานก็ต้องใช้แผนเชิงรุก ต้องเข้าถึงและสามารถแก้สถานการณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งต่างจากระบบราชการที่สั่งการตามขั้นตอนและอาจขาดการติดตาม

มหาวิบัติแล้ง40ปี ขาดน้ำค่อนประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มหาวิบัติแล้ง40ปี ขาดน้ำค่อนประเทศ

13 มกราคม 2563 – 13:25 น.
แล้ง,ขาดแคลนน้ำ
เปิดอ่าน 4,307 ครั้ง

มหาวิบัติแล้ง40ปี ขาดน้ำค่อนประเทศ

วิกฤติภัยแล้งปีนี้มาเยือนประเทศไทยเร็วกว่าที่คิด แต่สิ่งที่น่าห่วงคือภัยแล้งในครั้งนี้คาดการณ์กันว่าจะหนักหนาสาหัสในรอบ 40 ปี โดยผลพวงมาจากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาภัยแล้งยากต่อการรับมือ “คมชัดลึก” เปิดบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ที่วิเคราะห์สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยพร้อมแนะนำวิธีการรับมือหากสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นวิกฤติ

 0 ภัยแล้งตอนนี้ประเมินความรุนแรงขนาดไหน
เรามาว่ากันที่เรื่องของธรรมชาติให้มาก่อนว่าเป็นยังไง หมายถึงว่าถ้าเราดูระดับของความรุนแรง เราก็ดูจากฝน จากอุณหภูมิ ที่ปีที่แล้วมันเป็นยังไง ดูฝน ดูอุณหภูมิ ถ้าฝนยังเป็นบวก และน้ำที่ระเหิดเป็นลบ เอามาลบกันแล้วเราก็ติดลบตลอดเลยทุกเดือนที่ผ่านมาเลย เราติดลบ

ทีนี้เราก็มาดูว่า เอ๊ะถ้าเป็นอย่างแนวโน้มเราก็รู้สถานการณ์แล้วตั้งแต่ต้นปีแล้วว่ามันลบ มันลบ จนกระทั่งเดือนสุดท้ายธันวาคมผมเพิ่งมอนิเตอร์ออกมา ความลบมันหนักขึ้นๆ หมายความว่าจากลบ 1 มันก็จะกลายเป็นลบ 2 มาลบ 3 หนักขึ้น ถามเพราะว่าอะไร เพราะว่าความรุนแรงมันมากขึ้น มันร้อน เราจะเห็นว่ามันมีแต่แดด ส่วนที่จะเข้ามาเติมไม่มี หมายถึงฝนไม่มีเลย

ทีนี้เราดูจากตัวนี้เราก็พบว่าลักษณะแบบนี้จะอยู่ในรอบประมาณ 20-40 ปี จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เรียกว่าเป็นดัชนีของฝนและอุณหภูมิ เราพบว่ามันอยูในรอบ 20-40 ปี มันจะต่างกันแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน เพราะว่าพื้นที่บางทีมันก็แย่ บางพื้นที่มันก็แย่ไม่มาก บางพื้นที่ก็ดี แต่ภาพรวมมันเป็นแบบนี้

ถามว่าธรรมชาติให้มาเป็นแบบนี้ก็ต้องดูประกอบว่า เอ๊ะแล้วการจัดการเป็นยังไง เช่น ถ้าเรารู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ เราไม่ได้ดำเนินการตั้งแต่รู้ ก็คือพฤษภาปีที่แล้ว คือการขุดบ่อบาดาลอะไรต่างๆ ต้องลงมาดูตอนช่วงอุบลฯ น้ำท่วมนี่นะ ถ้าเรามีการเตรียมสถานการณ์มันก็จะคลี่คลาย

         0 หมายถึงธรรมชาติเป็นมาแบบนี้ตามรอบ แต่ความรุนแรงมีส่วนถูกซ้ำเติมจากการจัดการที่ไม่เตรียมพร้อม
ก็ไม่ได้ทำอะไรไง ผมเข้าใจว่าการเมืองตอนนั้นมันยุ่ง ตอนนั้นยังไม่มีรัฐบาลเลย กำลังเตรียมการเลือกตั้ง เราก็เข้าใจ เพราะปล่อยมาจนถึง ณ ปัจจุบันปั๊บ มันก็เลยแรงไง เพราะว่าพอธรรมชาติให้มาติดลบปั๊บคุณก็ยังเฉยไง เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าจากนี้ต่อไปมันจะลบหนักขึ้น เพราะว่าทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ คุณจะขุดบ่อ บ่อก็ไม่มีน้ำมาเติมให้ คุณจะขุดบาดาล ระดับน้ำบาดาลก็ลึกลงไปมากตอนนี้  ถ้าคุณทำก่อนหน้ามันจบไปแล้วบาดาล มันก็ไม่ลึก บ่อก็ขุดได้ แล้วก็ได้น้ำฝน

เราก็ยอมรับนะว่าการจัดการ ทำให้ปีนี้หนักขึ้นมากในเชิงของการจัดการ แต่ธรรมชาติให้มานี่ธรรมดา เป็นรอบการเกิดที่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ว่าเพราะการจัดการมันทำให้หนัก แทนที่จะทำกันตั้งแต่ก่อนท่วมอุบลราชธานีปีที่แล้ว

0 หมายถึงการตั้งรับไม่ดีพอ
เรียกว่าถ้าเราเชิงรุกดีกว่านะ  เราก็จะผ่านไปได้ แต่นี่เราตั้งรับไง การตั้งรับคือพอเหตุการณ์เกิดก็ทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ แต่เชิงรุกคือถ้าตั้งแต่พฤษภาก่อนฝนปีที่แล้ว เราจัดการรอไว้กอนก็ยังพอรับมือได้ในปีนี้ คือทั้งหลายทั้งปวงเขาเรียกว่าการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางและความล่อแหลม ถ้าคุณได้ทำตัวนี้ก่อน ปัญหามันจะหมดเลย พอถึงเวลาปั๊บคุณจะรู้มาตรการเลยว่าคุณจะทำอะไรบ้างในแต่ละแห่งได้

       0 พูดได้เลยว่าจากนี้ต่อไปสถานการณ์จะหนักมากขึ้นแน่นอน ประมาณช่วงไหน
แน่นอนครับเพราะว่าตัวติดลบเองมันก็จะติดลบหนักขึ้นไปอีก นับจากมกราคมไปถึงเดือนเมษายน ลบหนักขึ้นแน่นอน

 0 หนทางบรรเทาสถานการณ์ ทางการทำอะไรบ้าง
การจัดการที่จะเข้าไปมันทำได้อย่างเดียวคือขุดบ่อบาดาลแค่นั้นเอง แต่ว่าขุดยากเพราะมันต้องลึกพอและลึกมากขึ้น แต่ก็จะไม่ค่อยได้น้ำนะ ไม่มากเท่าไหร่ แต่เนื่องจากว่าในพื้นที่ประเทศทั้งหมดใน 100 เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็หมายถึงพื้นที่ประชานดูแลถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นของการประปาส่วนภูมิภาค อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นของการประชานครหลวง เพราะฉะนั้นของหน่วยงานของรัฐทั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็มีวางไว้ทั้งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล เขาก็มีเลี้ยงหน่วยของเขา แต่ว่ามันก็ไปได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอีก 70 เปอร์เซ็นต์มันจะตาย น้ำผิวดินก็ไม่มี น้ำประปาอย่างที่บอกว่า บ่อบาดาลก็สูบแล้วไม่ขึ้นเพราะว่าน้ำมันลดมันลงไป เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเชิงของน้ำอุปโภคบริโภคที่จะลุกลามใหญ่โตไปเรื่อยๆ

ตอนนี้มีทางอีกทางนอกเหนือจากทางขุดบ่อบาดาลซึ่งยากแล้ว แต่อีกทางที่แนะนำคือ เขตไหนที่เป็นเขตรอยต่อของการประปาส่วนภูมิภาค หน่วยงานทั้งหลายก็ต้องไปร้องขอเอา เพราะการประปาส่วนภูมิภาคเขาจะช่วยในพื้นที่รอยต่อไป พื้นที่กันชนของเขา แต่ถ้าอยู่ลึกเข้าไปเขาก็ไม่ไหว คือเข้าไปไม่ไหว คือถ้าจะขยายเขตจำหน่ายน้ำไปยังพื้นที่ลึกๆ มันต้องเตรียมมาก่อนหน้านี้อย่างน้อย 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ไม่ทันแล้ว

   0 ผลกระทบขนาดไหน
กระทบลุกลามแน่นอน จะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ภาษาชาวบ้านถึงขั้นไม่มีน้ำกินน้ำใช้กันเลยทีเดียว ในพื้นที่ 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ นี่คือภาคครัวเรือนนะ ส่วนภาคเกษตรเราไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะว่าเขาประกาศแล้วไม่ให้น้ำ แสดงว่ามันไม่มีแล้ว คือเราไม่เคยเจอนะแม่น้ำยมแห้งเป็นร้อยกิโลแบบนี้ คือมันต้องมีบ้าง เราไม่เคยเจอน้ำที่ในคลองมะขามเฒ่า อู่ทอง ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรม แหล่งปลูกข้าว ไม่มีน้ำเลย เราไม่เคยเจอน้ำในคลองระพีพัฒน์ ซึ่งเป็นแหล่งกล้วยหอม สวนผักกล้วยน้ำไม่มีน้ำ แห้งไปเลย ถามว่ากระทบขนาดไหน เกษตรกรรมจะตายหมดในพื้นที่ที่ต้องใช้น้ำผิดดินตายหมด

ถึงบอกว่ามันรุนแรงมาก เพราะว่าลงไปทำตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว มันไม่ได้ผลอะไร เพราะถึงจุดพีคก็คือ 3-4 เดือนจากนี้มันจะพีคแล้ว การเกษตรไม่ได้ อุปโภคไม่มี แน่นอนก็จะตามมาด้วยราคาสินค้าขึ้น อย่างตอนนี้ข้าวเหนียวก็ขึ้นสองเท่าแล้ว และจะขึ้นตามมา และการแย่งชิงน้ำ ปัญหาสังคมอาชญากรรมตามมา อันนี้น่ากลัวที่สุด เรากลัวตรงนั้น แล้วถ้าเกิดปัญหาเชิงสังคมขึ้นมา ปัญหาก็จะเกิดกับรัฐด้วยที่จะต้องโดนผลกระทบ

 0 ที่พูดมาทั้งหมดรวมถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนด้วย
ใช่ ไม่ต้องพูดเลย น้ำในเขื่อนมีน้อยอยู่แล้วแต่มีเขื่อนเฉพาะภาคตะวันตกกับภาคใต้เท่านั้นที่ยังดี ยกเว้นภูเก็ต ภูเก็ตก็เดือดร้อนน้ำอุปโภคบริโภคอยู่แล้วเพราะไม่มีแหล่งกักเก็บ เขาก็เดือดร้อนอยู่ ตรงนี้ถ้ามีแหล่งน้ำก็ยังพอมาหล่อเลี้ยงได้ กรณี จ.พิจิตร ถึงน้ำยมจะแห้งเป็นร้อยกิโล แต่ก็โชคดีเพราะพิจิตรมีสองน้ำ อยู่ติดกับแม่น้ำน่านทางหนึ่ง เขาก็ต้องเอาจากแม่น้ำน่านมาแทน พอประทัง

ส่วนสุโขทัยติดแม่น้ำยมอย่างเดียว ไปไหนไม่ได้เลย ต้องใช้แม่น้ำยม แต่ตอนนี้แม่น้ำยมสูบมาไม่ได้แล้วก็ต้องไปเอาบ่อกักเก็บที่ทะเลหลวงมาเลี้ยงอยู่ตอนนี้ แต่โดยสรุปพื้นที่ที่เดือดร้อนรุนแรงที่สุดคืออีสาน เหนือตอนล่าง และภาคกลาง จะรุนแรง

ส่วนใน กทม. จะมีน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร มีปลูกข้าวแถวๆ หนองจอก ลาดกระบัง ตรงนั้นจะได้รับผลกระทบ ตอนนี้ผมได้ข่าวว่าน้ำในคลองตอนนี้ที่ใช้ปลูกข้าวกัน แถวๆ ทางคลองหลวงแพ่งตรงรอยต่อฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ เพราะน้ำเหนือมันไม่มีไง น้ำเหนือที่จะมาจากเขื่อน 2 เขื่อนและมาทางคลองระพีพัฒน์ แต่นี่คลองระพีพัฒน์น้ำก็แห้งหมดแล้ว ก็เลยต้องเอาน้ำจากฝั่งฉะเชิงเทรา ซึ่งคลองสียัดก็ไม่มี เป็นศูนย์เลย เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ฝั่งตะวันออกโซนอีอีซีก็น่าจะเหนื่อย เพราะมีแต่ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่ประเมินรายละเอียดผลกระทบในส่วนของอีอีซีเลยนะ นี่เรามองภาพรวมก็แย่แล้ว

      0 ฝนหลวงฝากความหวังได้ไหม 
ไม่ต้องพูดเลย ความหวังไม่มีเลย เพราะว่ามันแห้งมาก อากาศมันร้อนจัดมาก อุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

      0 ประชาชนอย่างเราๆ ทำอะไรได้บ้าง
ง่ายๆ เลย ต้องประหยัดแล้ว ช่วงนี้ตอนนี้ที่ยังพอมีใช้มีกิน แนะนำให้สำรองเลย ใส่โอ่งไว้นับไปอีก 3-5 เดือนเลยนะ เอาแค่น้ำอุปโภคบริโภคก่อน สำรองได้สำรองไว้เลย ถ้าไม่สำรองตอนนี้จะยิ่งไม่มี ในขณะเดียวกันถ้ามีทุน และรัฐเข้ามาด้วยก็ต้องเผื่อไว้โดยการขุดบ่อรอไว้เผื่อฝนมา ช่วงพฤษภาที่มาบ้างไม่มาบ้าง แต่ถ้ามาก็สามารถสำรองไว้ได้ คุณก็ยังได้น้ำบ้าง เพราะปีนี้ฝนน่าจะยาว ไม่มายาว พีคสูงสุดตอนนี้เมษานะ ร้อนมากแล้งมากแน่นอน

รู้ทันโรคระบาดจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410151?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ทันโรคระบาดจากสัตว์สู่คน

13 มกราคม 2563 – 13:15 น.
โรคปอด,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 1,356 ครั้ง

รู้ทันโรคระบาดจากสัตว์สู่คน คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวโรคปอดปริศนาที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่นานาชาติในทันทีที่มีการเปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่าได้คร่าชีวิตคนไป 1 คน และพบผู้ป่วยกว่า 40 ราย มีอาการคล้ายคลึงกัน คือ มีไข้ หายใจลำบากและปอดอักเสบ โดยมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่ามาจากเชื้อโรคในตลาดจำหน่ายอาหารทะเลแห่งหนึ่งของเมือง

องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู แจ้งว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทางการจีนพบว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ไม่ใช่โรคซาร์ส (SARS) โรคเมอร์ส (MERS) ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก อะดีโนไวรัส และเชื้อทางเดินหายใจทั่วไปอื่นๆ ในขณะที่สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์เพื่อควบคุมการระบาดของโรค

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ จากหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการเกิดโรคระบาดที่จีนก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการติดเชื้อจากสัตว์ไปสู่มนุษย์อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต เช่น โรคซาร์ส หรือ โรคเมอร์ส

“โดยปกติโรคระบาดจากสัตว์ไปยังคนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มักจะเป็นเชื้อไวรัสประเภทโคโรนาไวรัส หรืออินฟลูเอนซาไวรัส (เชื้อไข้หวัดใหญ่) สาเหตุการระบาดคือการเข้าไปสัมผัสหรือคลุกคลีกับสัตว์ที่มีเชื้อโรคอยู่โดยสัตว์อาจมีหรือไม่มีอาการ และบางครั้งเชื้อมีการกลายพันธุ์ที่เหมาะสมพร้อมที่กระโดดมายังคน ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าการกลายพันธุ์จะเกิดเมื่อใด”

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ อธิบายว่า การระบาดจะเป็นวงกว้างมากขึ้นหากเชื้อไวรัสปรับตัวและมีคุณสมบัติพร้อมที่การแพร่จากคนสู่คน ซึ่งล่าสุดในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าโรคปอดติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่นนี้จะพัฒนาพันธุ์จนกลายเป็นการระบาดจากคนสู่คนได้หรือไม่ เพราะต้องอาศัยเวลาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุการระบาด และวิธีการป้องกันรักษาไวรัสตัวใหม่นี้

อย่างไรก็ตามไม่ควรตระหนกจนเกินไปเพราะมีโรคบางชนิดที่จะระบาดเพียงในสัตว์เท่านั้น และไม่ติดต่อมาสู่คน เช่น โรคไข้หวัดหมูแอฟริกาที่ระบาดทั่วทวีปเอเชีย ณ ปัจจุบันก็ระบาดเฉพาะในหมู และทำให้หมูล้มตาย แต่นับเป็นคนละชนิดกับไข้หวัดหมู (Swine Flu) ที่เคยระบาดมาสู่คน

สาเหตุความเป็นไปได้ของโรคระบาดในปัจจุบันเกิดจากการเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะ “เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีเหตุการณ์โรคอีโบลาระบาดที่คร่าชีวิตคนไปหลักหมื่น สาเหตุก็มาจากการไปสัมผัสกับสัตว์ที่มีเชื้อในตอนนั้น ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นค้างคาว เพราะมนุษย์ทำการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศวิทยา เช่นไปถางป่าเพื่อทำที่อยู่อาศัย คนอยู่ใกล้สัตว์ก่อโรคมากขึ้น มีโอกาสสัมผัสสัตว์ เลยติดเชื้อตามมา และที่ระบาดกันเยอะเพราะว่า โรคอีโบลาติดต่อได้ง่ายมาก”

ผศ.นพ.โอภาส กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลในขณะนี้ เพราะยังไม่มีรายงานการระบาดจากคนสู่คน ดังนั้นวิธีปฏิบัติตนอย่างง่ายที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่อาจจะเป็นพาหะ และป้องกันตัวเองจากผู้ที่มาจากแหล่งที่มีอาการระบาดของโรคซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ และต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

สำหรับความก้าวหน้าในการศึกษาวิจัยเรื่องโรคระบาดจากคนสู่สัตว์นี้ ศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ จุฬาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำรวจว่าโอกาสที่เชื้อโรคจะกระโดดจากสัตว์มาสู่คนได้หรือเปล่า ไวรัสในสัตว์มีการกลายพันธุ์มากน้อยแค่ไหน เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้ทีมวิจัยตรวจสอบแนวโน้มการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนได้มากขึ้น โดยตรวจสอบดูว่าสัตว์กลุ่มเสี่ยง หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นพาหะของโรคติดต่อมีพันธุกรรมของไวรัสในร่างกาย หรือไม่ อย่างไร
“เราดูในสัตว์ก่อน เช่น ค้างคาว ไปจับมาแล้วตรวจดูว่าสามารถมีเชื้อโรคอะไรที่จะกระโดดจากค้างคาวมาหาคนได้ไหม ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการตรวจสอบเพื่อหาทางป้องกัน เพราะการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเราไม่สามารถไปควบคุมได้”

นอกจากนี้เทคโนโลยีปัจจุบันก็มีการพัฒนามากขึ้นทำให้สามารถตรวจสารพันธุกรรมไวรัสได้ดีขึ้น ทำให้มีการตรวจสอบโรคระบาดได้รวดเร็วมากขึ้น และมีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถวางแผนรับมือได้อย่างรวดเร็ว

“เรามีบทเรียนจากโรคระบาดในอดีตที่ผ่านมาเยอะ ทำให้สามารถสร้างระบบป้องกันได้ทันท่วงที ทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็มีระบบเฝ้าระวังและระบบคัดกรองตลอดผู้ที่เดินทางจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง คนไทยไม่ควรตื่นตระหนกหรือหวาดระแวงเกินกว่าเหตุ ทางการจีนรวมถึงไทยเองก็มีการเฝ้าติดตามและระมัดระวังอย่างเข้มงวด ควรติดตามข่าวใกล้ชิด เตรียมความพร้อมและระมัดระวังตัวไว้ดีกว่า” ผศ.นพ.โอภาส กล่าว