คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563

13 มกราคม 2563 – 11:45 น.
คลุกวงใน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 769 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563   โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการที่เก่าเวลาเดิม ที่เพิ่มเติมคือข่าวลึก ข่าวลับ จับมารายงานคนอ่าน

00000 สมใจอยาก “ไพร่หมื่นล้าน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปแล้ว นี่หาก ธนาธร และแกนนำ อนาคตใหม่ ยอมรับแต่ต้นว่ากิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” เป็นแผนการเมืองนอกสภาของพรรค ไม่ใช่อีแอบแบบนี้

00000 ไม่ต้องเหนียมอาย เพราะ อนาคตใหม่ ลงทุนตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อชิงอำนาจรัฐ พอชิงอำนาจรัฐไม่ได้ก็พากัน “ลงถนน” ขับไล่ลุง อย่างนี้มันไม่ “แมน” และไม่ “แฟร์” ไหนว่ายึดมั่นใน ระบอบประชาธิปไตย ไหนว่าเรียกร้องประชาธิปไตย แต่วันนี้พอพ่ายแพ้เกมรัฐสภ กลับไม่ยอมรับ จะให้ “พญาเสือ” เรียก ธนาธร ว่าอะไรดี ประชาธิปไตย หรือ อนาธิปไตยจอมปลอม

00000 หรือว่า เกมบนท้องถนน “ธนาธร” ถนัดมากกว่า เกมในสภา ก็บอกมา ยังไง กองทัพ ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. พร้อมที่จะรับมืออยู่แล้ว หาก “ธนาธร” คิดว่าเกม การเมืองถูกล็อกเอาไว้หมด จนไม่มีหนทางที่ ธนาธร จะเข้าไปมีอำนาจรัฐได้ จึงคิดไปเล่นเกมบนถนน ขอบอก “ธนาธร” คิดผิด

00000 ให้ดู ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่าง เพราะ สื่ออนาคตใหม่ พยายามจะ “ตะแบง” ว่า ธนาธร ไม่เหมือน ทักษิณ นั้น “พญาเสือ” เห็นด้วย ตอนแรก ทักษิณ พอแพ้ก็เล่นเกมนอกสภา แต่เกมนอกสภาไม่ได้ทำให้ ทักษิณ คืนสู่อำนาจได้ มีแต่จะห่างอำนาจออกไปทุกขณะ ทักษิณ เลยหันมาเล่นเกมในสภาอย่างเดียว ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้ง หวังว่าสักวันหนึ่ง พรรคเพื่อไทย จะได้บริหารประเทศ คือ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

00000 แต่ ธนาธร ไม่อย่างนั้น ธนาธร อาจจะมีความอดทนน้อยกว่า ทักษิณ ที่จะเร่งฟืนสุมไฟ แตกหัก ให้บ้านเมืองกลับไปสู่ เหตุการณ์ ปี 2549 และปี 2557 อีกครั้งหนึ่ง “พญาเสือ” ขอให้หยุดเถอะ บ้านเมืองบอบช้ำมามาก หากไม่คิดจะช่วยกันพาย “ขออย่าเอาเท้าราน้ำ” เลย

00000 ฮัดเช้ย!!! “พญาเสือ” ฝากไปถึง นายกฯ ลุงตู่ อย่าวอกแวก ต้องมีสติและมีสมาธิ ตั้งใจแก้ปัญหาประเทศชาติต่อไป ปล่อยให้ ฝ่ายค้าน เขาเล่นเกมการเมืองไป ไม่นานประชาชนจะเบื่อหน่ายเอง

00000 เอาผลงานเข้าสู้ เช่น เรื่องภัยแล้ง ตอนนี้ลามหนัก มีแนวโน้มจะหนักหนาสาหัส นายกฯ ต้องรีบประชุมระดับชาติเลย เอาเป็นวาระแห่งชาติแก้ภัยแล้ง อย่าให้แต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำ “พญาเสือ” ขอใช้คำว่า บูรณาการ ทุกหน่วยงาน ให้ทำงานขึ้นตรงกับนายกฯ คนเดียว เพราะบอกตามตรง รัฐมนตรี 35 คนหากนายกฯไม่สั่ง ไม่มีใครทำงาน

00000 ภัยแล้ง ไม่ใช่แค่ไม่มีน้ำกินน้ำใช้น้ำทำการเกษตรเท่านั้น แต่มันจะส่งผลถึงเรื่องปากท้องเรื่องเศรษฐกิจตามมา ลองนึกดูง่ายๆ ไม่มีน้ำทำนา ปลูกผัก แค่นี้ตายเลย คนตกงาน ไม่มีงานไม่มีเงิน มันลามไปหมด นายกฯ ช่วยสั่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำตัวเลขมารายงานเลยว่า หากแล้งจะ กระทบการเศรษฐกิจ แค่ไหนอย่างไร รับรองว่าหากเห็นตัวเลขจริงๆ จะตกใจ รีบเลย ช้ากว่านี้ไม่ทันการณ์ เดี๋ยวฝ่ายค้านจะจับไปเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลอีก 00000

โดนน็อกซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โดนน็อกซ้ำซาก

13 มกราคม 2563 – 11:30 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯหนีสภา,รัฐบาล
เปิดอ่าน 22,502 ครั้ง

โดนน็อกซ้ำซาก โดย…  สถิตย์ธรรม

บรรดาคอการเมืองซึ่งหนักไปทาง “กองแช่ง” มากกว่า “กองเชียร์” เคยวิพากษ์รัฐบาล “ลุงตู่” อยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ คงเอาตัวไม่รอด อยู่ไม่ครบวาระต้องมีอันเป็นไปไม่เกินหนึ่งปีแหงๆ

โดยเฉพาะการบริหารจัดการภายในสภาที่มีเหตุการณ์สภาล่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาวาระยิบย่อย ตั้งแต่แก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาไปถึงญัตติ การตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบมาตรา 44 ถูกนำไปขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง “รัฐนาวาส่อล่ม”

แต่หารู้ไม่ยิ่งทำให้รัฐบาลที่มาจากการผสมผสานของพรรคการเมืองที่ อยากอยู่ในอำนาจ ศึกษาหาแนวทางแก้ไขฮึดกลับจากการตั้งรับมาเป็นรุก จากเสียงปริ่มน้ำกลับมาเป็นเสียงเหนือน้ำไร้กังวล หรือแม้แต่การประสบชัยชนะเลือกตั้งซ่อมทั้งสองเขตในจังหวัดนครปฐมและขอนแก่น ด้วยการล้มแชมป์เก่าจากพรรคฝ่ายค้านด้วยกันทั้งสิ้น ก็พอจะบ่งบอกว่า พรรครัฐบาลตั้งหลักรับมือกลเกมการเมืองได้แล้ว
ความจริงความเคลื่อนไหวจากบางกลุ่มบางฝ่ายหาทางให้ “รัฐบาลพังพังพัง” เพียรพยายามมาทุกช็อต นับตั้งแต่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี การแถลงนโยบายรัฐบาลด้วยการที่ฝ่ายค้านสบช่องโจมตีผ่านการอภิปรายอ้างว่านายกฯ และครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน เป็นรัฐบาลไม่สมบูรณ์แบบ

แม้แต่การทำงานในสภาที่หาแต่ประเด็นดิสเครดิตรัฐบาลมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยที่มีสัดส่วนส.ส.พรรคฝ่ายค้านนั่งกุมบังเหียนอยู่ชนิดที่เรียกว่าจ้องพิมพ์แต่การ์ดเชิญ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องมาชี้แจงต่อกรรมาธิการคณะต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจัด เวทีเชือด สร้างความสะใจเอามัน ครั้นไม่มาก็หาเหตุกระดกลิ้นให้ข่าวต่อสื่อทันที “นายกฯ หนีสภา” หวังจะได้พื้นที่ข่าวเป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เป็นต้น ก็ดูจะผิดคาดกันไปหมดเพราะผลตกกระทบกลับไปสู่พรรคฝ่ายค้านสร้างความเอือมระอาในสายตาประชาชน

กระทั่งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีวาระสองและวาระสามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็หักปากกาเซียน เมื่อผลการลงมติกลับได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างไร้กังวล

จากที่เคยฟุ้งกันว่าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณในวาระสองและสามไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ โดยเฉพาะการเตรียมล่อเป้าถล่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมไปจนถึงกลเกมการเข้าประชุมยกมือโหวตให้รัฐบาลต้องได้รับความพ่ายแพ้ ในที่สุดก็ปรากฏเป็นหนังคนละม้วนในลักษณะไม่ดุเดือดอย่างที่คิดชนิด “กองแช่ง” ไม่ถูกใจสิ่งนี้อีกครา

เมื่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้รับการโหวตรับรองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านวาระสามแถมเสียงสนับสนุน กลับปรากฏมาจากซีกพรรคการเมืองฝ่ายค้านถึง 7 รายบวกกับไม่ลงคะแนนอีก 1 ราย ถัดจากนี้เข้าสู่ขั้นตอนวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งดูตามปฏิทินเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2563
ผ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้วจนมาถึงต้นปีนี้ พอประเมินฝีมือการทำหน้าที่ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ระดับหนึ่ง ฝ่ายใดก้าวเดินไปข้างหน้าแสวงหาความสร้างสรรค์บริหารประเทศ กับอีกฝ่ายที่ย่ำเท้าอยู่กับการเล่นเกมการเมืองแบบเดิมๆ ดิสเครดิตไปวันๆ ไม่ได้แสวงหามิติใหม่ในการเสนอแนะการพัฒนาประเทศ สุดท้ายฝ่ายที่ล่มไม่เป็นท่ากลับกลายเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
มิพักกล่าวถึงเกมการเมืองนอกสภาที่ออกมาคั่นจังหวะ สลับกันไปมากับเกมการเมืองในสภา ผ่านการออกแบบของอดีตส.ส.ผู้ถูกตีตราถือครองหุ้นสื่อจนต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งเหลือเพียงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเดียว ล้วนจะพาองคาพยพลงเหวไปด้วยจากต้องคดียุบพรรครอการวินิจฉัยในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้
การสรรหาทุกวิธีล้างสมองคนรุ่นใหม่ให้มีความคิดผิดแผกไปจากแนวทางตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในลักษณะที่กำลังขยายเครือข่ายลัทธิชังชาติ ผ่านการจัดกิจกรรม “วิ่ง ไล่ ลุง” หรือกิจกรรมคอนเสิร์ตในอีกไม่กี่วัน ด้วยหัวข้อ ไม่ถอยไม่ทน
หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้ระบายความคับแค้นใจด้วยการปราศรัยกันไปมา แล้วจากไปคงจะไม่มีอะไร เป็นสิทธิเสรีภาพทางการเคลื่อนไหวตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้ แต่ตราบใดที่ชาวคณะพาคนรุ่นใหม่ล้ำเส้นกรอบกติกาบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
 ล้วนแต่เป็นวิธีวนเวียนซ้ำซากสร้างความแตกแยกไม่สร้างสรรค์ย่อมถูกน็อกได้ทุกเวทีทุกเวลา

กิจกรรมป่วนเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กิจกรรมป่วนเมือง

13 มกราคม 2563 – 09:59 น.
วิ่งไล่ลุง,ปิยบุตร แสงกนกกุล,ช่อ พรรณิการ์
เปิดอ่าน 1,433 ครั้ง

กิจกรรมป่วนเมือง

จบลงไปแล้วสำหรับกิจกรรม“วิ่งไล่ลุง”

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” อยากจะบอกว่านี่คือกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากการจัดการทั้งหน้าฉากและหลังฉากล้วนถูกกำหนดโดยพรรคอนาคตใหม่แทบทั้งสิ้น

อ่านข่าว…  เปิด เบื้องหน้า-เบื้องหลัง วิ่งไล่ลุง

ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงน่าจะยอมรับเสียทีว่า “วิ่งไล่ลุง” คือกิจกรรมของพรรค หากไม่ทำผิดกฎหมายคงไม่มีใครว่าอะไร

นี่แค่เป็นการเริ่มต้น การต่อสู้ของอนาคตใหม่กับกลุ่มอำนาจปัจจุบัน กิจกรรมวิ่งไล่ลุง เป็นกิจกรรมที่แปลงร่างมาจาก “แฟลชม็อบ” ที่ว่าต้องแปลงร่างเพราะว่า ธนาธรโดนข้อหาจัดชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตไปรายงานตัวกับตำรวจ สน.ปทุมวันแล้ว

ยังเหลือแกนนำพรรคอนาคตใหม่อีก 3 คน คือ ปิยบุตร แสงกนกกุล, พรรณิการ์ วาณิช และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เจ้าหน้าที่ส่งหนังสือไปยังสภาเพื่อขอตัวมาดำเนินคดีอาญา

โดยประธานชวน หลีกภัย ได้แจ้งที่ประชมว่าตำรวจขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัวนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ น.ส.พรรณิการ์ วานิช และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไปสอบสวนในคดีอาญา ในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

เพราะจากหลักฐานของตำรวจ ชัดเจนว่ามี 3 ส.ส. ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลาประมาณ 17.00 น. บริเวณสกายวอล์ก หน้าศูนย์การค้ามาบุญครอง ซึ่งเป็นการจัดการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจปทุมวัน ตามคดีอาญาที่ 0150/2562

โดยจากการสืบสวนสอบสวนปรากฏพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่านายพิธา น.ส.พรรณิการ์ และนายปิยบุตร ซึ่งเป็นส.ส. มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย จึงมีความจำเป็นต้องเรียกตัวในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ด้วยเหตุที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขออนุญาตออกหมายเรียก ส.ส.ทั้งสามรายไปสอบสวนในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเพื่อดำเนินการสอบสวนตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ต่อไป

นี่คือบางส่วนของหนังสือที่ตำรวจแจ้งมา

หากว่ากันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรคแรก ที่บัญญัติว่าในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาไปสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทําความผิด

กรณีดังกล่าวนักข่าวไปถามพรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ พรรณิการ์ ยืนยันว่าจะใช้เอกสิทธิ์นี้

ฉะนั้นหากตำรวจจะได้ตัว 3 ส.ส.ไปดำเนินคดีอาญา ก็ขึ้นกับมติที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในทางปฏิบัติ ประธานชวน จะต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมแล้วขอมติ แม้นว่าพรรคฝ่ายรัฐบาลจะมีเสียงส.ส.มากกว่า สามารถโหวตอนุญาตให้ ตำรวจนำ 3 ส.ส.ไปดำเนินคดีได้ก็ตาม

แต่ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีมติแบบนี้เชื่อว่าสภาจะมีมติไม่ส่งตัว 3 ส.ส.ให้ดำเนินคดีอาญา ให้รอจนกว่าจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พอปิดสมัยประชุม ตำรวจสามารถจับกุมทั้ง 3 คนได้เลย หากทั้ง 3 คนไม่ไปพบพนักงานสอบสวน

แต่ในระหว่างนี้แกนนำพรรคอนาคตใหม่เหล่านี้ยังเคลื่อนไหวนอกสภาได้ตามปกติ จะมีกิจกรรมวิ่งไล่ลุงอีกหลายครั้ง เพราะแกนนำพากันประเมินว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงประสบความสำเร็จ จะมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้อีกหลายจังหวัดหัวเมืองใหญ่

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” เห็นการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบนี้ไม่ได้ต่างจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในอดีตเลย การชุมนุมกลุ่มย่อยในแต่ละจังหวัดก็คือการปลุกม็อบแบบดาวกระจายนั่นเอง

เมื่อแต่ละจังหวัดมีเงื่อนไขที่สุกงอม ม็อบย่อยๆ เหล่านี้หรือแฟลชม็อบ จะรวมกันเป็นม็อบใหญ่รวมตัวกันขับไล่รัฐบาล

ขึ้นกับว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะบีบคั้นแค่ไหน อยากให้จับตาดูผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญคดีล้มล้างการปกครองในวันที่ 21 มกราคม ที่ปิยบุตร เรียกว่าคดีอิลลูมินาติ

คำตัดสินของศาลหากยุบพรรคอนาคตใหม่จะเป็นเหตุให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่นำมาเป็น “เงื่อนไข” ในการเคลื่อนไหวนอกสภา ซึ่งพอจะทราบว่า ธนาธร และคณะวางแผนกันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นับแต่ ธนาธร ลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ จากนั้นนำ ”แฟลชม็อบ” ลงถนนที่สกายวอล์ก

แกนนำอนาคตใหม่เชื่อว่าศาลจะตัดสินไม่เป็นคุณต่อพรรค ฉะนั้นในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ปิยุบตร ได้อภิปรายโจมตีงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น ได้แก่

การของบประมาณในโครงการปรับปรุงบ้านเจ้าพระยารัตนธิเบศเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์และวิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้งบ 193.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ “เกินครึ่ง” ของงบศาลรัฐธรรมนูญที่ตั้งไว้ 293.99 ล้านบาท

ปิยบุตรเสนอให้ตัดงบปรับปรุงบ้านทิ้งทั้งหมดแล้วโอนการดูแลบ้านไปให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเก็บรักษามากกว่า

พร้อมกับวาทกรรมใหม่ว่า “จะได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พิทักษ์รัฐประหารแบบที่ผ่านมา”

นอกจากนี้อีกโครงการที่นายปิยบุตรเสนอให้หั่นงบทั้งก้อนคือ “โครงการอบรมสัมมนา” ที่ตั้งงบไว้ 12.16 ล้านบาท โดยยกตัวอย่างโครงการ “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 8 (นธป.)” อบรม 36 วัน ใช้เงินกว่า 7 ล้านกว่าบาท

เป็นการใช้งบประมาณเพื่อสร้าง “คอนเนกชั่น” ของศาลจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาได้พบปะกับพ่อค้าวานิช ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ฯลฯ ผ่านการศึกษาอบรม แล้วจะเป็นการส่งเสริมความมีอิสระในการตัดสินได้อย่างไร

นี่เป็นการเปิดหน้าชนศาลรัฐธรรมนูญแบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม เสมือนแกนนำอนาคตใหม่ทุกคนรู้ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นชุดเดิมที่ตัดสินคดีหุ้นสื่อวี-ลัก มีเดีย ของธนาธร ยังไงอนาคตตใหม่ก็ไม่รอด เพราะยังไม่มีการเปลี่ยนตัวบุคคลในศาลรัฐธรรมนูญ

ถึงแม้นคดีอิลลูมินาติอาจจะรอด แต่ยังมีคดีเงินกู้ 191 ล้าน ที่ กกต.ส่งให้ศาลยุบพรรคอนาคตใหม่รออยู่อีกคดี

ด้วยความเชื่อของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ว่าผู้มีอำนาจชุดปัจจุบันยังไงมีธงให้ยุบพรรคอนาคตตใหม่อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

นี่จึงทำให้แกนนำอนาคตใหม่ต่างโฟกัสไปที่การเมืองนอกสภาหรือการลงถนน เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอำนาจปัจจุบันเนื่องจากมั่นใจว่าการต่อสู้ในระบบรัฐสภาพวกเขาไม่สามารถสู้อำนาจรัฐได้

แม้นว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้ตรวจสอบอำนาจรัฐได้ อย่างกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคอนาคตตใหม่ก็เชื่อว่าจำนวนเสียงที่มีอยู่ไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ ที่สำคัญคือหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในวันที่ 21 มกราคม ส.ส.ของพรรคจะต้องหาพรรคใหม่สังกัด

แน่นอนว่า ส.ส.ส่วนหนึ่งจะไปร่วมกับขั้วรัฐบาล เสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ จึงไม่มีความหมายอะไร

ด้วยเหตุนี้กิจกรรมนอกสภาไม่ว่าการ “วิ่งไล่ลุง” หรือ ”แฟลชม็อบ” รวมถึงการเคลื่อนไหวปลุกมวลชนโดยเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบังหน้าจะนำไปสู่การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลในที่สุด

วันนั้นหากบ้านเมืองวุ่นวายปั่นป่วนเหมือนม็อบฮ่องกงจะทำให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง นั่นอาจเป็นสิ่งที่กลุ่มการเมืองเหล่านี้ต้องการ

สัญญาณเข้มการเมืองต้นปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410093?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณเข้มการเมืองต้นปี

13 มกราคม 2563 – 09:25 น.
วิ่งไล่ลุง,วิ่งเชียร์ลุง
เปิดอ่าน 258 ครั้ง

สัญญาณเข้มการเมืองต้นปี บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563

ปรากฏการณ์การเมือง “วิ่งไล่ลุง-วิ่งเชียร์ลุง” ซึ่งมีมวลชนทั้งสองฝ่ายออกมาแสดงพลังถือเป็นการแสดงออกทางระบอบประชาธิปไตยที่ต่างฝ่ายต้องเคารพในสิทธิทางการเมืองตราบใดที่ไม่มีการละเมิดข้อกฎหมายและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกติกาบ้านเมือง โดยสังคมส่วนรวมเองก็ต้องใช้วิจารณญาณให้ถ้วนถี่ในการรับฟังข้อมูลข่าวสารอีกทั้งไตร่ตรองว่าสิ่งที่รับฟังนั้นเป็นเหตุเป็นผลมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเพราะบทเรียนในอดีตของการเมืองไทยที่ขัดแย้งมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นสิ่งสะท้อนในมิติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และคดีความการเมืองในอดีตยังมีอีกมากที่ยังไม่เสร็จสิ้น ก็เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปในปัจจุบันได้เช่นกัน

อ่านข่าว…  วิ่งไล่ vs เชียร์ (ลุง) สงครามตัวแทน

การนำมวลชนมาชุมนุมโดยไม่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยและชีวิตของผู้ร่วมชุมนุมเพียงเพราะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างที่ต้องการเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำหรือให้เกิดขึ้นอีกและยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาแอบเร้นที่หลีกหนีไม่ได้เลยว่าประสงค์ให้เกิดความรุนแรงและขยายวงเพิ่มขึ้นซึ่งก็เป็นเกมการเมืองที่เดินตามขั้นตอนเพื่อไปให้ถึง “จุดติด” ยิ่งชัดเจนเมื่อแกนนำประกาศว่าจะมีม็อบเกิดขึ้นอีกต่อเนื่องในปีนี้ พร้อมโหมเชื้อไฟให้เห็นว่าการลงถนนเป็นความชอบธรรมเพราะระบบต่างๆ ถูกครอบงำปิดกั้นและไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออีกแล้ว จึงเป็นเพียงสตอรี่ใหม่เปลี่ยนตัวละครแต่เดินบนแพทเทิร์นเดิมๆ ที่ก่อความบอบช้ำให้ประเทศ

ในภาวการณ์เช่นนี้สิ่งที่ต้องพึงระวังก็คือการเร่งปฏิกิริยาเพื่อไปให้ถึงจุดพีคซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วและเหตุการณ์ในอดีตจะย้อนกลับมาอีกครั้งหรือไม่ แต่เชื่อว่าสังคมเจ็บมามากกับเรื่องนี้และไม่ต้องการให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีกแล้ว แม้จะมีการคาดหมายว่าจะไม่มีความรุนแรงการเมืองในบ้านเมือง และมองว่าวิ่งเชียร์-วิ่งไล่เป็นแค่เหตุการณ์สีสันการเมืองแต่ก็ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทและทุกส่วนถือว่าควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันพยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้งลงและให้กติกาบ้านเมืองทำหน้าที่ไปตามระบบ ถ้าใช้ความชั่งใจไตร่ตรองให้รอบด้านและผลกระทบที่จะเกิดกับส่วนรวมก็เชื่อว่าเหตุวิกฤติจะไม่หวนกลับมาอีก

ในส่วนรัฐบาลต้องเร่งทำการบ้านในทุกด้านทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาในประเทศรวมไปถึงสถานการณ์ในต่างประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลก อีกทั้งด้านภัยธรรมชาติ ทั้งเรื่องภัยแล้งที่ประชาชนจำนวนมากในหลายจังหวัดประสบความเดือดร้อน อีกทั้งต้องทำงานด้วยความโปร่งใสสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ ซึ่งเชื่อว่าทุกปัญหาจะถูกเชื่อมโยงเข้ารวมกับการเมือง และที่จะมาถึงในเร็ววันนี้คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี จึงเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นการทำงานที่หนักแน่นอน โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องมีเอกภาพมีประสิทธิภาพในการทำงานและรับมือให้ได้ ยิ่งสัญญาณการเมืองเข้มข้นแต่ต้นปียิ่งต้องแสดงฝีมือให้ประจักษ์

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ จอร์จ เอฟ. เคนแนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409796?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ จอร์จ เอฟ. เคนแนน

12 มกราคม 2563 – 08:20 น.
จอร์จ เอฟ เคนแนน,วิเคราะห์การเมือง
เปิดอ่าน 446 ครั้ง

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ จอร์จ เอฟ. เคนแนน บทความพิเศษ โดย… ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ก่อนเปิดเทอมมีนิสิตเคยเรียนด้วยมาปรารภกับผมว่า การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราที่ผ่านมายังมีช่องว่างอยู่ เขาหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอในวิชาที่เรียน ผมถามเขาว่าเป็นช่องว่างแบบไหน ? พอได้ฟังและรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ผมเลยได้ความคิดว่า ถ้าหากจะตอบโจทย์ตามที่เขาต้องการ เขียนออกมาเป็นบทความจะดีกว่า และถ้าเขียน ก็จะมีเรื่องให้เขียนได้หลายตอนต่อกันทีเดียว

เขาบอกให้ผมฟังว่าทฤษฎีหลักต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เราเรียนกันมานั้นก็มีสอนและหาเรียนได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะในชั้นเรียน ในการเรียนทางไกล หรือจะอ่านจากหนังสือตำราสารพัด ก็พอหาเรียนหาอ่านได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าอยากได้ข้อมูล อยากได้ข้อถกเถียงโต้แย้ง หรืออยากได้ความรู้ทางเทคนิคหรือการจัดการประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องไหนด้านไหน ก็มีให้ค้นคว้าได้ไม่ยาก

แต่เขาว่าส่วนที่ขาดหายไป ยังไม่สู้จะเห็นการนำเสนอออกมาชัดๆ คือเรื่องกระบวนวิธีคิดเมื่อมีปัญหารูปธรรมมาให้วิเคราะห์ หรือแนวพินิจสำหรับคิดหาข้อเสนอเพื่อเป็นทางเลือกในเชิงนโยบาย หรือในเชิงยุทธศาสตร์ ว่าทำไมควรทำแบบนี้ หรือทำไมไม่ควรเลือกแบบนั้น มันมีทางคิดอะไรแบบไหนบ้าง

การวิเคราะห์ และการแสดงความเห็นของนักวิชาการในเรื่องที่เขามีความรอบรู้ เช่นในการวิเคราะห์ข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ มาจากกระบวนวิธีคิดอย่างมีแบบแผนและประกอบด้วยหลักวิชา และเมื่อต้องแสดงความเห็นในเรื่องเฉพาะเจาะจง หรือต้องตอบคำถามในประเด็นปัญหาที่มีคนมาถามมาสัมภาษณ์ นักวิชาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญก็จะปรับแนวคิดและกระบวนวิธีคิดตามหลักวิชาที่เขามีอยู่นั้นมาใช้ตอบคำถามให้คนฟังทั่วไปเข้าใจเหตุผลต้นปลายได้ง่าย หรือไม่ก็ใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์ หรือเป็นแนวพินิจปัญหานั้นๆ พร้อมกับเสนอทางเลือกสำหรับดำเนินการที่เขาเห็นว่าเหมาะสมออกมา

นิสิตที่มาพบบอกว่า เขาอยากรู้เกี่ยวกับกระบวนท่าหรือวิธีคิดวิเคราะห์ดังที่ว่านี้ คือไม่ถึงกับจะเป็นตัวทฤษฎีแท้ๆ และก็ไม่ใช่การประมวลข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งมีเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่ตลอด แบบนั้นเขารู้ว่าต้องติดตามเอาเอง สิ่งที่เขาอยากได้คือแนวทางว่าเวลานักวิชาการต้องเจอกับโจทย์จริงนอกตำรา การประยุกต์แนวคิดทฤษฎีที่มีอยู่มาพินิจพิเคราะห์ หาทางเลือก และต้องหาเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจเลือก พวกนักวิชาการเขาทำกันอย่างไร

   สรุปคือ เขาอยากได้เคล็ดวิชา ว่าอย่างนั้นเถิด
คำขอของเขานั้นตอบให้กันสั้นๆ ยากแท้ เพราะความรู้ความเข้าใจแบบนี้เป็นทางคิดหรือเป็นกระบวนวิธีคิดติดตัว อย่างที่เรียกว่า tacit knowledge ความรู้ความคิดของใครก็ของคนนั้น การจะให้คนที่รู้บอกชัดๆ ในสิ่งที่รู้อยู่ในใจออกมาเป็น หนึ่ง สอง สาม เพื่อให้คนอื่นๆ ใช้ทางคิดแบบเดียวกันนั้นได้ บางทีคนที่รู้จะบอกเป๊ะๆ ออกมาอย่างนั้นไม่ได้ แต่ผมคิดว่าคำขอของเขาก็น่าสนใจ และถึงเราจะถามจากนักคิดนักวิเคราะห์ชำนาญการโดยตรงไม่ได้ถนัด แต่ผมคิดว่ามันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสกัดทางการคิด-วิเคราะห์อย่างที่เขาอยากได้ออกมาพิจารณากัน นั่นคือ สกัดจากงานของนักคิดนักวิชาการในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งที่เป็นผู้ได้รับนับถือในวงการ

เมื่อคิดว่าน่าลองและเพื่ออุดช่องว่างในการเรียนของเรา ผมจึงขออนุญาตท่านผู้อ่านที่จะเขียนเรื่องนี้ต่อกันไปหลายตอนนะครับ

ในบริบทที่การเมืองระหว่างประเทศขณะนี้กำลังทวีความตึงเครียดขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการลอบสังหารนายพลกอเซ็ม สุไลมานี ผู้นำกองกำลังคุดส์ของอิหร่าน โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คำถามหนึ่งที่ผมได้ยินมากที่สุดจากรายการวิเคราะห์ข่าวช่องทางต่างๆ คือสงครามใหญ่ในตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ใช่ไหม? จากคำถามนี้เอง เมื่อผมต้องคิดว่าจะเลือกกระบวนวิธีคิดของใครมาประเดิมบทความตอนแรกในชุดนี้ดี บุคคลแรกที่ผมนึกถึงคือ George F. Kennan (1904-2005) หรือ Mr. X นักการทูต นักยุทธศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของบทความ “The Sources of Soviet Conduct” ที่มาของความคิดยุทธศาสตร์การสกัดล้อมสหภาพโซเวียตอันโด่งดังเมื่อเริ่มต้นสงครามเย็น

  ทำไมผมจึงคิดถึงเคนแนน?
ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เคนแนนถูกจัดไว้ให้อยู่ในพวก political realism ความคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายของคนที่ถูกจัดให้เป็น political realists ด้วยกันอันที่จริงมีความแตกต่างระหว่างกันอยู่มาก แต่ส่วนที่พวกเขามักถูกคนนอกวงเข้าใจผิดเหมือนๆ กัน คือความเข้าใจผิดที่ว่า political realists เป็นพวกสนับสนุนการใช้กำลังความรุนแรงและสงครามเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ เป็นพวกที่เห็นว่า might is right และถ้าการทำสงครามเกิดขึ้นมาจริงๆ คนก็มักเข้าใจว่าเป็นการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ที่พวก political realists เป็นผู้ต้นคิด

แต่ความจริงวิธีคิดของคนที่ถูกจัดให้เป็น political realists ไม่ได้คิดแต่เรื่องการใช้กำลังแบบนั้น และผมคิดว่าถ้าหากเคนแนนยังอยู่ เขาจะเป็นคนแรกๆ ที่จะออกมาคัดค้านการปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศในกรณีสหรัฐกับอิหร่านไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจำกัดทางเลือกอื่นลงจนหมด เหลือแต่การใช้กำลังบีบบังคับต่อกันเป็นหลัก จนทำให้ความคิดที่ว่าสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ

จะเข้าใจทางคิดของเคนแนนในแบบกะทัดรัดก็คงต้องเปรียบเทียบกับของนักยุทธศาสตร์อย่าง Thomas C. Schelling (1921-2016) และ Herman Kahn (1922-1983) 2 คนหลังนี้เลือกแนวทางการใช้กำลังเป็นทางวิเคราะห์หลัก วิธีคิดของเชลลิ่งและคาห์นจึงมุ่งไปที่การคิดเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการใช้กำลังว่าในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งมีโอกาสไต่ระดับสูงขึ้นไปในแต่ละขั้นๆ การใช้กำลังเพื่อบีบบังคับ ควรทำอย่างไรจึงจะผสมความกลัวกับการคาดคะเนถึงผลได้ผลเสียและความเชื่อให้ได้ประสิทธิผลออกมาดีที่สุด หรือในพิสัยของความขัดแย้งแต่ละระดับ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกปฏิบัติการเคลื่อนไหวในรูปแบบหรือนอกรูปแบบวิธีไหนก็ตาม ทำอย่างไรฝ่ายสหรัฐจึงสามารถคุมเกมการใช้กำลังรุก ป้องปราม หรือตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเลือกที่จะยกหรือลดระดับความขัดแย้งได้ ด้วยทางเลือกที่เหนือกว่า ยืดหยุ่นได้มากกว่า และอยู่ในจุดได้เปรียบในการกดดันอีกฝ่ายได้สูงกว่า

แต่วิธีคิดทางยุทธศาสตร์ของเคนแนนต่างออกไปจากของเชลลิ่งและคาห์น ด้วยความที่เขาเป็นหรือถูกจัดให้เป็น political realist เคนแนนมองตามสภาพความเป็นจริงว่าในความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามย่อมเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ และเมื่อมีอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มิใช่ว่าอาวุธนิวเคลียร์จะมีฤทธิ์แต่ในทางป้องปรามอย่างเดียว โอกาสที่จะเกิดสงครามระหว่างประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองมีอยู่เสมอ และเมื่อสงครามเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกนำมาใช้ในสงคราม อย่างน้อยสงครามที่ใช้นิวเคลียร์อย่างจำกัดวง ยังอยู่ในวิธีคิดและแผนยุทธศาสตร์ของประเทศเหล่านี้

ถึงแม้ว่าสภาพตามความเป็นจริงจะทำให้ความเป็นไปได้ของสงครามยังมีอยู่เสมอไป แต่เคนแนนก็เสนอว่ามันก็มิได้ตัดความเป็นไปได้แบบอื่นๆ และโอกาสที่จะใช้เครื่องมือและวิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากสงครามและการใช้กำลังบีบบังคับ ในการจัดการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างประเทศที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ต่อกัน

ความเป็นไปได้ที่สงครามจะเกิดขึ้นและมีโอกาสจะยกระดับเป็นสงครามนิวเคลียร์กลับยิ่งทำให้การสร้างทางเลือกแบบอื่นๆ ในการแก้ไขความขัดแย้ง และยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสันติภาพ กลายเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นและเร่งด่วน ซึ่งรวมทั้งการหาทางลดเงื่อนไขทั้งด้านที่เป็นเหตุผลในการทำสงคราม และการลดความรุนแรงของสงครามลงไปให้เหลือน้อยที่สุด และความรับผิดชอบในเรื่องนี้เป็นของสหรัฐ พอๆ กับฝ่ายที่สหรัฐถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในเวลานั้น คือสหภาพโซเวียต

โดยวิธีคิดแบบนี้ ด้านหนึ่ง เคนแนนจึงเสนอให้เห็นอันตรายของการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะมองฝ่ายตรงข้าม “แบบ idée fixe” โดยเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูอย่างสมบูรณ์ และกำหนดชัยชนะในการทำสงครามกับศัตรูแบบนี้ไว้ที่การขจัดทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างสมบูรณ์ อีกด้านหนึ่ง เมื่อสงครามยังเป็นไปได้ เพื่อลดความรุนแรงในสงครามลง เคนแนนเสนอให้ยุติการใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธ รวมทั้งการเป็นอาวุธเพื่อการป้องปราม ในความหมายว่าอาวุธคือเครื่องมือที่ใช้จัดการกับเป้าหมายฝ่ายตรงข้ามเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และผลประโยชน์บางอย่าง แต่เมื่อผลของการใช้นิวเคลียร์คือการทำลายล้างมนุษยชาติและอารยธรรม จึงไม่ควรที่ใครจะใช้มันเป็นอาวุธ

ความคิดทางยุทธศาสตร์ของเคนแนนจึงมองไปไกลกว่าการใช้กำลังในการพิจารณา และเปิดทางเลือกที่เป็นไปได้หลายด้านสำหรับดำเนินความสัมพันธ์ไปสู่จุดมุ่งหมาย ไม่ได้ตั้งต้นและไม่ได้หยุดอยู่ที่การใช้กำลังกดดัน และคิดแต่เฉพาะยุทธศาสตร์การทำสงครามเป็นหลักสำหรับรักษาสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐ

ในแง่นี้ เคนแนนจึงเป็น political realist ที่ยืนอยู่กับความคิดกระแสสำคัญสายหนึ่งของอเมริกัน นั่นคือ ปฏิบัตินิยม ความหมายของปฏิบัตินิยมดังกล่าว สุนทรพจน์นี้ของโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้แสดงไว้ชัดเจนดี

“Our future may lie beyond our vision, but it is not completely beyond our control. It is the shaping impulse of America that neither fate nor nature nor the irresistible tides of history, but the works of our own hands, matched to reason and principle, will determine destiny.”

อย่างไรก็ดี เทียบกันแล้วทางคิดยุทธศาสตร์แบบเชลลิ่งและคาห์นคงเป็นที่สนใจของทรัมป์และนักยุทธศาสตร์ของเขามากกว่า

      ก็เพราะเหตุนี้ ผมเลยอดคิดถึงเคนแนนไม่ได้.

รัฐธรรมนูญเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐธรรมนูญเดือด

12 มกราคม 2563 – 00:00 น.
รัฐธรรมนูญเดือด,เกาะขอบรั้วสภา
เปิดอ่าน 4,190 ครั้ง

รัฐธรรมนูญเดือด คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ผ่านมาของสภาผู้แทนราษฎร มีหลากหลายแง่มุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเสนอให้ตัดงบประมาณแบบ 100% ของกรรมาธิการวิสามัญฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย โดยงบประมาณที่เสนอให้มีการตัดออกทั้งหมดมีด้วยกัน 3 ส่วน

ทั้งนี้ ในสามส่วนดังกล่าวประกอบด้วย กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ 125,918,522,500 บาท กระทรวงการต่างประเทศ 5,134,473,000 บาท งบประมาณรายจ่ายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่จัดสรรให้องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล จำนวน 253,125,221,300 บาท เหตุผลของฝ่ายค้านที่เสนอแบบนี้ คือ เห็นว่าเป็นการจัดทำงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายวิธีการงบประมาณ อย่างในกรณีของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปพบว่ามีการกองงบประมาณไว้ที่สำนักปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพียงหน่วยงานเดียว

ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ปรากฏว่าผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถชี้แจงเพื่อให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในสัดส่วนของฝ่ายค้านเกิดความกระจ่างได้ ส่งผลให้ต้องเสนอตัดงบประมาณออก 100%

ประเด็นในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะอีกด้านคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้มีการจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะไว้มากมาย เช่น ในกรณีของการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็มีข้อเสนอแนะพอสังเขป ดังนี้

“สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ควรมีการส่งเสริมกิจกรรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ด้านการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นการวางรากฐานวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ต้องมีการเผยแพร่ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา อันจะเป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง”

“รัฐสภา ควรพัฒนาให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานควบคู่กับสร้างสภาพแวดล้อมให้เป็นองค์กรสีเขียว (Green Office) รวมทั้งจัดให้มีลานกิจกรรมในพื้นที่รัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ของประชาชนในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย”

หรือแม้แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบแผนงานด้านความมั่นคง คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็มีข้อเสนอแนะแบบจริงจังเช่นกัน โดยระบุว่า “การจัดโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ควรมีความรอบคอบและระมัดระวัง โดยควรหลีกเลี่ยงการจัดโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นการครอบงำความคิดทางการเมืองกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นหลักสากลที่จะต้องได้รับความคุ้มครอง

เสร็จสิ้นการพิจารณากฎหมายงบประมาณ แน่นอนว่าความสนใจจะเทมาที่การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 14 มกราคม และ 17 มกราคม ซึ่งวาระสำคัญคือ การเปิดโอกาสให้กรรมาธิการวิสามัญฯ แสดงความคิดเห็นเต็มที่ พร้อมกับกำหนดแนวทางการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

เบื้องต้น พรรคฝ่ายค้านเตรียมประเด็นที่จะเสนอต่อที่ประชุม คือ การเสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่กรรมาธิการวิสามัญฯ ในสัดส่วนของรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ จะตั้งธงค้านเต็มที่ เพราะไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาเฉพาะบางมาตราเท่านั้น ดูๆ ไปแล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้คงเดือดเป็นไฟแน่นอน

ปิดท้ายด้วยภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา ได้ไปเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการขอข้อมูลส่วนบุคคลหรือการเปิดเผยข้อมูลการกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดย ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองว่าบุคคลที่จะเข้ามารับการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้มีประวัติการชำระหนี้กับกยศ.ในลักษณะที่เป็นลูกหนี้ที่ดีหรือไม่ต่อไป

p9

เคาะงบปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409797?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคาะงบปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้าน

12 มกราคม 2563 – 00:00 น.
อินไซด์ครม,งบประมาณ
เปิดอ่าน 499 ครั้ง

เคาะงบปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้าน คอลัมน์…  อินไซด์ครม.

ถึงแม้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2563 จะดำเนินการล่าช้าจากหลายปัจจัยในช่วงที่ผ่านมา แต่สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2564 ขณะนี้มีความคืบหน้าตามลำดับ

เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ตามการพิจารณาสมมุติฐานทางเศรษฐกิจในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.1–4.1 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ “ต่างประเทศ” ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ขณะที่อุปสงค์ “ภายใน” ประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี ตั้งแต่การลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี รวมถึงสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และการปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ

สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในปี 2564 ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7–1.7 ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณร้อยละ 5.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนการประมาณการ “รายได้” รัฐบาลในปีงบประมาณ 2564 คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวมจำนวน 3,264,200 ล้านบาท

เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 2,777,000 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิที่กำหนดไว้ จำนวน 2,731,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 46,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.7

ขณะที่นโยบายงบประมาณ วงเงิน และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จากสมมุติฐานทางเศรษฐกิจและประมาณการรายได้รัฐบาล รวมถึงการจัดการรายจ่ายภาครัฐสามารถขับเคลื่อนภารกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระหว่างปี 2561-2580 ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ระหว่างปี 2560-2564 และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ระหว่างปี 2562-2565

จึงกำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุลสำหรับปีงบประมาณ 2564 จำนวน 523,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่กำหนดไว้ 3,200,000 ล้านบาท จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.1 โดยมีสาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3,300,000 ล้านบาท

สำหรับทิศทางของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นการดำเนินนโยบายการคลังที่ “ยืดหยุ่น” และสามารถตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจที่อาจไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความท้าทายมากขึ้นในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่เชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด จะทำให้แรงงานบางส่วนถูก “ทดแทน” ด้วยเทคโนโลยี และอาจไม่สามารถปรับตัวได้

นอกจากนี้ การจัดสรรเงินอุดหนุนให้ อปท. เป็นภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเงินอุดหนุนบางส่วนมีความซ้ำซ้อน จึงเห็นควรให้มีการพิจารณา “ทบทวน” เงินอุดหนุนสำหรับภารกิจที่มอบหมายให้ อปท.ดำเนินการแทนรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การกันเงินสำรอง และการใช้จ่ายเงินสะสมของ อปท. ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ อปท. มีสภาพคล่องเกินอยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นได้จากเงินฝากของ อปท. ในระบบสถาบันการเงินที่มีจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คลุกวงใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน

11 มกราคม 2563 – 13:25 น.
คลุกวงใน,ฝุ่นพิษ,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 366 ครั้ง

คอลัมน์…  คลุกวงใน   โดย…  อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

0…นสพ.คมชัดลึก เกาะติดสถานการณ์ร้อน เจาะลึกทุกประเด็น ฉบับต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้วครับ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวกันก่อน นับจากนี้ …อสนีบาต…ขอย้ายร่างมาประจำการหน้า 4 พร้อมนำเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแวดวง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมารายงาน

0…ผ่านมาเพียงแค่สองสัปดาห์ของปีหนูทอง ความวุ่นวายโกลาหลปรากฏขึ้นทุกอณูบนแผนที่โลก ด้านหนึ่ง สหรัฐ เปิดศึกรอบใหม่ อิหร่าน โดยหลายฝ่ายหวาดหวั่นจะเกิดสงครามใหญ่ ทว่า เกมพลิก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เล่นเป็น หันไปใช้มาตรการ แซงชั่น เศรษฐกิจแทน พร้อมเรียกร้องนานาชาติถอนข้อตกลงร่วมการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านแทน ฉะนั้น ความหวาดหวั่น “สงครามใหญ่” จึงอยู่ในระยะเว้นวรรคไว้ก่อน

0…ไปที่ ออสเตรเลีย สถานการณ์ไฟป่าโหมกระพือมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 30 ราย ล้างเผ่าพันธุ์สัตว์ป่า 500 ล้านชีวิต บ้านเรือนกว่า 2,000 หลังถูกเผา ต้องอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ 2.4 แสนคน ทั่วโลกประกาศบริจาคทรัพย์สินให้ความช่วยเหลือเพื่อกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ว

0…ปีนี้ภัยธรรมชาติกำลังคุกคาม กลับมาที่ประเทศไทยบ้าง ค่าฝุ่นละอองพุ่งเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ ทั้ง กทม.และปริมณฑล ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 10 มกราคม เวลาบ่ายสามโมงพบพื้นที่สีแดงเพิ่มเป็น 13 พื้นที่ จากเดิม 6 พื้นที่ ในตอนเช้า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับน่าเป็นห่วงมาก ทำให้หวนนึกถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เคยสัญญิงสัญญาตั้งแต่ปีที่แล้วถึงกับประกาศ วาระแห่งชาติ มีการตระเตรียมออกมาตรการโน่นนี่นั่นท่ามกลางคำถามเหตุไฉนถึง “เอาไม่อยู่”

0…ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับรถควันดำ การเผาในที่โล่ง การตรวจสอบควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง รณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เหล่านี้เห็นกันทนโท่ยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน …อสนีบาต…อยากให้นายกฯ และรมต.แต่ละท่าน ลองมาเดินถนนสำรวจดูบ้างจะได้รู้ว่ามาตรการที่เคยประกาศนำมาปฏิบัติจริงจังได้ผลขนาดไหน

0…เอาล่ะ ! ลำพังจะหวังแต่รัฐบาลฝ่ายเดียวคงรอชาติหน้าตอนบ่ายๆ สิ่งที่ทำได้ในระยะประชิดเห็นทีพี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังห่วงใยดูแลสุขภาพ สวมหน้ากากอนามัยปลอดภัยไว้ก่อน

0…นี่ก็อีกหนึ่งวาระแห่งชาติ เมื่อรัฐบาลยอมรับสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้หนักกว่าปีที่แล้ว อ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ คลองส่งน้ำกลายเป็นพื้นดินแตกระแหงเดินข้ามได้ อย่างนี้จะมีน้ำเพื่อทำนาข้าวกันได้อย่างไร นอกจากต้องขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่ม ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่แทน อีกทางหนึ่งและสำคัญมากต้องช่วยกันใช้น้ำอุปโภคบริโภคอย่างประหยัด

0…รัฐบาลอนุมัติงบประมาณไปแล้ว 1.3 พันล้าน สู้ภัยแล้ง แต่คำถามว่า เงินจำนวนพันกว่าล้านจะเข้าลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ เหมือนมีสถานการณ์วิกฤติทีไรทุ่มงบแก้กันไป ทั้งที่การแก้ปัญหาต้องมาพร้อมกับการวางแผนระยะยาว อาทิ การขุดสระขนาดใหญ่ผันน้ำจากแม่น้ำโขง สาละวิน ให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทนฯลฯ ถึงป่านนี้มีความสำเร็จไปแล้วกี่พื้นที่ ไม่ยักเห็นหน่วยงานราชการรายงาน

0…ไม่ว่าจะภัยจากไฟป่า ภัยแล้ง ฝุ่นละอองควันพิษ ล้วนมาจากฝีมือมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้อย่างไม่บันยะบันยัง จึงเกิดภาวะความแปรปรวนกลายเป็นมหันตภัยย้อนกลับมาทำลายล้างคร่าชีวิตมนุษย์ ควรกลับมาตระหนักช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใส่ใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นครับ

0…สังคมฝากมา …“เดอะมอลล์ รวมน้ำใจช่วยเหลือวิกฤติไฟป่าออสเตรเลีย” เชิญชวนลูกค้า และพนักงาน ร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือวิกฤติไฟป่าออสเตรเลีย ผ่านช่องทางบริจาค 3 ช่องทาง ดังนี้ 1.กล่องรับบริจาค ณ บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือจุดบริจาค เดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ 2.M Card Application หรือที่จุด Inspector ภายในห้างฯ โดยใช้คะแนน M Point เริ่มต้น 800 คะแนน เท่ากับบริจาค 100 บาท 3.ผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขา เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง ชื่อบัญชี “เดอะมอลล์ รวมน้ำใจช่วยเหลือวิกฤตไฟป่าออสเตรเลีย” เลขที่บัญชี 009-3-00515-5 โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะมอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือวิกฤติไฟป่าออสเตรเลีย สามารถร่วมบริจาคได้แล้วตั้งแต่วันนี้

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ กระจกสะท้อนผู้นำไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409798?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ กระจกสะท้อนผู้นำไทย

11 มกราคม 2563 – 12:30 น.
วันเด็กแห่งชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,332 ครั้ง

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ กระจกสะท้อนผู้นำไทย คอลัมน์…  Exclusive Talk

วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ทุกปี จะเป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มกราคม แน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชน

หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติเป็นอย่างมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการเรียนการสอนของไทยถูกปลูกฝังมาด้วยวาทกรรมติดปากว่า “เด็กฉลาดชาติเจริญ” ตามคำขวัญวันเด็กประจำปี 2516 เมื่อครั้งจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

การให้ความสำคัญกับวันเด็กแห่งชาติของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานจะเห็นได้จากการที่เปิดโอกาสให้เด็กและผู้ปกครองเข้ามาชมสถานที่สำคัญของทางราชการ ที่ปกติโดยทั่วไปแล้วบุคคลภายนอกจะไม่สามารถเข้าชมได้โดยง่าย เช่น ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล หรือห้องประชุมรัฐสภา ไม่เว้นแม้แต่ภายในบริเวณกองบัญชาการของแต่ละเหล่าทัพ ซึ่งจะนำยุทโธปกรณ์มาจัดแสดงให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่สำคัญของวันเด็กแห่งชาติแต่ละปีไม่ได้อยู่ที่การจัดแสดงของหน่วยงานภาครัฐ แต่อยู่ที่การมอบ คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ของนายกรัฐมนตรีไทย เนื่องจากคำขวัญวันเด็กที่ปรากฏออกมาในต่างช่วงเวลาและต่างนายกฯ นั้น ด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนบุคลิกของนายกฯ และบริบทของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

   ยุคจอมพล “เด็กสมัยปฏิวัติ”
โดดเด่นชัดเจนที่สุดต้องยกให้ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” เป็นที่ทราบกันดีว่าการบริหารประเทศในสมัยนั้นขับเคลื่อนด้วยคำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นหลัก ทำให้คำขวัญวันเด็กตั้งแต่ปี 2502-2506 มีประโยคที่ขึ้นต้นว่า “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า…” ทุกปี เช่น ปี 2502 “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” อันเป็นคำขวัญที่สอดรับกับบริบทของประเทศไทยในเวลานั้นที่เพิ่งเริ่มมีการบริหารประเทศผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

หรือในช่วงสมัยของ ‘สัญญา ธรรมศักดิ์’ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2517-2518 ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปรากฏคำว่า “สามัคคี” ไว้ในคำขวัญวันเด็กแห่งชาติถึงสองครั้ง ได้แก่ ปี 2517 “สามัคคีคือพลัง” และปี 2518 “เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี”

   ‘ป๋าเปรม-ชวน’ เดินตามคล้ายกัน
‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ อดีตประธานองคมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ ยาวนานถึง 8 ปี ก็ได้สะท้อนตัวตนผ่านคำขวัญวันเด็กไม่ต่างกัน ด้วยคำว่า “คุณธรรม” และ “ซื่อสัตย์สุจริต” อย่างปี 2524 “เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม” ปี 2526 “รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม” หรือในปีสุดท้ายของการเป็นนายกฯ ปี 2529 “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม”

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้นำประเทศส่วนใหญ่จะเน้นหนักคำว่า “คุณธรรม” และ “ความสามัคคี” ผ่านคำขวัญวันเด็ก แต่เมื่อมาถึงในยุคของ ‘ชวน หลีกภัย’ ที่เป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง จะพบว่ามีการบัญญัติคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในคำขวัญด้วย เช่น ปี 2537 “ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” หรือ ปี 2544 “วินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและการปลูกฝังประชาธิปไตยของผู้อาวุโสทางการเมืองรายนี้

    ‘ทักษิณ-บิ๊กตู่’ ความเหมือนที่แตกต่าง
นายกฯ อีกคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อครั้งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ มาพร้อมกับแนวคิดการบริหารประเทศที่ว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” และเน้นการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้บริหารธุรกิจโทรคมนาคมมาก่อน ดังที่ปรากฏในคำขวัญวันเด็กปี 2546 “เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี” และ ปี 2548 “เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม คนปัจจุบัน นับเป็นนายกฯ อีกคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน โดยผู้นำประเทศที่เน้นวาทกรรม “ความมั่นคง” และ “ไทยแลนด์ 4.0” แน่นอนว่าคำขวัญวันเด็กที่ปรากฏออกมาก็เป็นกระจกสะท้อนวาทกรรมที่ว่านั้น เช่น ปี 2560 “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ปี 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” จนมาถึงล่าสุดปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

ปลูกฝังเด็กเรื่องอำนาจนิยม
ทั้งนี้ มีแง่มุมในทางวิชาการต่อการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติน่าสนใจจาก รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ทัศนะว่า สำหรับคำขวัญวันเด็กในแต่ละปี ได้สะท้อนภาพให้เห็นว่าคือสิ่งที่รัฐอยากให้เด็กนั้นเป็นอย่างไร และมีทิศทางแบบไหนอย่างที่รัฐต้องการ ทำให้คำขวัญวันเด็กแต่ละยุคแต่ละสมัย สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง และสอดคล้องจากที่มาของผู้นำในยุคนั้น

“เช่น ถ้าผู้นำในยุคนั้นมาจากการรัฐประหาร หรือมีอุดมการณ์ความคิดแบบอำนาจนิยม คำขวัญวันเด็กจะเป็นลักษณะสั่งให้ทำ ตั้งแต่การมีวินัย สั่งให้เด็กตั้งใจเรียน เพื่อเป็นสิ่งที่รัฐต้องการให้เด็กเป็น แต่ในบางยุคบางสมัยถ้าผู้นำมาจากการเลือกตั้ง และมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยม จะมีการพูดถึงความก้าวหน้า พูดถึงเทคโนโลยี พูดถึงเรื่องทุนนิยม หรือพูดเรื่องการสะสมเงินทอง ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้นำในแต่ละสมัย” อาจารย์ยุทธพร กล่าว

“ส่วนใหญ่กลายเป็นว่า ในกิจกรรมวันเด็ก กลับเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กได้เป็น จึงสะท้อนภาพให้เห็นการยังคงมีระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ยังมีเรื่องลำดับชั้น และยังมีเรื่องความอาวุโสต่างๆ” อาจารย์ยุทธพร กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันเด็กหรือคำขวัญวันเด็กแต่ละปี รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า เป็นความคิดจากระบบราชการ เพราะงานวันเด็กที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการจัดของโรงเรียน สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เข้าไปดู เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์รัฐราชการ เช่น ให้เด็กไปดูรถถัง ไปดูอาวุธ ไปดูเครื่องบินรบ

“สิ่งเหล่านี้เป็นการปลูกฝังความคิดอำนาจนิยม และความคิดแบบรัฐราชการ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ทำให้การนำความคิดไปใช้อย่างจริงจังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะมาจากการปลูกฝังของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นงานวันเด็กและคำขวัญวันเด็กที่เกิดขึ้น เป็นงานประจำอย่างหนึ่งในการบริหารราชการ ทำให้เรื่องคำขวัญวันเด็กไม่ได้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องยั่งยืนจริงๆ” อาจารย์ยุทธพร สรุป

แม้ว-เหลิม เกลอกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409789?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม้ว-เหลิม เกลอกัน

11 มกราคม 2563 – 12:00 น.
ทักษิณ ชินวัตร,เฉลิม อยู่บำรุง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 14,380 ครั้ง

แม้ว-เหลิม เกลอกัน คอลัมน์…  ดงงูเห่า   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

คำว่า มวยถูกคู่คนดูถูกใจ มักจะใช้ได้ไม่ค่อยบ่อยเพราะหายากนักที่จะมีแบบนี้สักครั้ง

แต่บางคนก็ชอบเปรียบว่าผีเน่ากับโลงผุ

สำหรับผมคงมิบังอาจพูดแบบนั้น สำหรับ คุณเฉลิม อยู่บำรุง และ คุณทักษิณ ชินวัตร ต้องพูดว่า เกลอเก่ากันจึงจะถูก

หลายคนคงทราบดีว่า คุณเฉลิม กับคุณทักษิณ เคยมีบุญมีคุณอะไรต่อกันมาก่อน คือทั้งสองคนมีบุคลิกที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ

บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ

ดังนั้นใจคอทั้งสองคนจึงไปด้วยกันได้ นอกเหนือจากความเหมือนทางกายภาพคือ การเป็นตำรวจด้วยกัน

ว่ากันว่าทั้งสองพึ่งพาอาศัยกัน สนิทกัน รู้ใจกัน รู้ทันกัน จนถึงขนาดเรียกกันว่า เพื่อน มึง รวมไปถึงสรรพนามที่ใช้เรียกสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์

ปกติจะเรียกเพื่อน แต่พอเมาไวน์ได้ที่ สรรพนามนำหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มข้นของดีกรี

ด้วยเหตุนี้ใครที่ไม่เคยได้ยินจะตกใจ แต่คนที่เคยได้ยินแล้วจะรู้สึกเฉยๆ กับความเป็นเพื่อนของทั้งสองคน

วันนี้ คุณเฉลิม ได้รับความไว้วางใจอย่างมากจาก คุณทักษิณ ให้เข้ามากอบกู้สถานการณ์ในพรรคเพื่อไทย ที่กำลังนับวันจะสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ เนื่องจากเกมการเมือง อ่อนด้อย

คอการเมืองมองว่า คุณทักษิณ เห็นว่า พรรคเพื่อไทยเดินเกมการเมืองสู้พรรคใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เลย ขืนปล่อยให้สภาพการณ์เป็นเช่นนี้ จะทำให้พรรคเพื่อไทยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

คุณทักษิณ คงมองเห็นว่า ขืนปล่อยให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำพรรคต่อไป มีหวังจะได้ ส.ส.ต่ำร้อย เพราะการนำของคุณหญิงสุดารัตน์ ไม่ถูกจริตของ ส.ส.และมวลชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคอยู่ในภาคอีสาน และภาคเหนือ คนส่วนใหญ่ชอบประเภท “ใจถึงพึ่งได้” เอะอะมะเทิ่ง ถึงลูกถึงคน ถึงใจพระเดชพระคุณ

อัตลักษณ์แบบนี้ คือ คุณเฉลิม ไม่ใช่คุณหญิงสุดารัตน์

คุณเฉลิมจึงได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นการใช้คนให้ตรงกับงานที่สุด และคุณเฉลิมก็แฮปปี้กับงานที่คุณทักษิณมอบให้

คุณทักษิณไม่ได้หวังผลว่า เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว จะทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไป รัฐบาลต้องลาออกแล้วสลับเอาพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลแทน ไม่ได้หวังผลถึงขนาดนั้น

 ผลที่ต้องการแค่ถล่มให้สะใจเล่นๆ

ฉะนั้นงานนี้ คุณเฉลิมจึงต้องแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองกลับมามีบทบาทในพรรคเพื่อไทย แต่เพื่อให้คุณทักษิณดีใจและชอบที่อุตส่าห์ไว้วางใจ แต่ไม่ใช่ว่าทำไปไม่มีรางวัล ดีไม่ดีผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากสามารถสะกิดแผลรัฐบาลได้ โดยเฉพาะตัวนายกฯ ที่ทักษิณแค้นแทนน้อง จะทำให้คุณเฉลิมได้รับความไว้วางใจมากขึ้น

อาจกลายเป็นขุนพลที่เข้ามากอบกู้พรรคแทนคุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้ ฉะนั้นจึงมีเดิมพันสูง ในพรรคเพื่อไทยเอง

นี่จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ คุณทักษิณจะโทรศัพท์หาคุณเฉลิม ไม่เว้นแต่ละวัน ขณะที่ คุณเฉลิมเองก็โทรศัพท์หา คุณทักษิณ ไม่เว้นวันเหมือนกัน

 อย่าแปลกใจเพราะเขาคือเกลอกัน.