วิกฤติฝุ่นพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติฝุ่นพิษ

11 มกราคม 2563 – 11:56 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นพิษ,วิกฤติ
เปิดอ่าน 825 ครั้ง

วิกฤติฝุ่นพิษ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ – วันอาทิตย์ ที่ 11-12 มกราคม 2563

สถานการณ์ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 กลับมาเป็นปัญหาของคนไทยอีกระลอก โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ตรวจพบค่าระหว่าง 52-113 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางเมืองหลวง เราจะเห็นหมอกควันพิษได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ยันบ่ายเย็น อีกทั้งสภาวะอากาศที่ย่ำแย่ดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพมหานครถูกจัดจากการรายงานสภาพอากาศทั่วโลกของเว็บไซต์ airvisual.com ให้อยู่ในลำดับท็อปเท็นในบางช่วงเวลา ดูแล้วน่าตกใจและน่าห่วงใยต่อสภาพแวดล้อมของคนกรุง รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างยิ่ง โดยหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการภายใต้ชื่อ “การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง” ติดตามความก้าวหน้าของแผนการในครั้งนี้ด้วย

จากการสรุปสถานการณ์พบ 3 ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ ยังต้องเสี่ยงต่อสถานการณ์ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 มาจากแหล่งต้นกำเนิด 3 ส่วน คือ รถยนต์, การเผาที่โล่งแจ้ง และสภาพความกดอากาศต่ำในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ และจากการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) พบว่ารถยนต์เป็นพาหนะที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษมากที่สุดร้อยละ 75.4 โดยข้อมูลระบุว่าแต่ละวันในกรุงเทพมหานคร มีปริมาณรถยนต์สัญจรกว่าวันละ 10 ล้านคัน ซึ่งปัญหาที่เคยเกิดวิกฤติฝุ่นเมื่อช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 ทางกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกันหลายหน่วยงานออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงการขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ปัจจุบันถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

หลายฝ่ายได้แสดงความห่วงใยและหามาตรการแก้ไขต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” เมื่อวันที่ 10 มกราคม ระบุว่า “วันนี้ค่าฝุ่น #PM25 ยังคงอยู่ในระดับสูง ผมขอให้ตำรวจเร่งรัดออกข้อกำหนดสั่งห้ามใช้รถที่ปล่อยควันดำ รถที่ถูกจับจะต้องถูกขึ้น watch list เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถเพื่อต่อทะเบียน ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนส่งข้อมูลรถปล่อยควันดำไปที่สายด่วน 1584 และช่วงนี้ต้องป้องกันตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัยหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งด้วยนะครับ” ซึ่งจากการกวดขันรถควันดำอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนที่ผ่านมาสามารถตรวจจับได้กว่า 44,000 คัน ซึ่งเป็นรถบรรทุกและรถกระบะเสียส่วนใหญ่

มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายคุกคามสุขภาพของเรามากกว่าที่เราเคยเข้าใจ องค์การอนามัยโลกประมาณการว่ามีประชากรที่ต้องตายก่อนเวลาอันควร เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปี และในจำนวนนี้ เป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบราวร้อยละสิบ คือประมาณ 600,000 คน เมื่อคุณภาพอากาศเลวลงอัตราการไปห้องฉุกเฉินและการเข้าอยู่โรงพยาบาลจะสูงขึ้น เพราะมลพิษทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่กำเริบขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักตื่นตัวดูแลตัวเองอย่างรัดกุม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ เด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีปัญหาในโรคทางเดินหายใจ หรือมีโรคประจำตัว ผู้ที่ทำงานในที่กลางแจ้งควรสวมใส่หน้ากากป้องกันทางเดินหายใจที่เหมาะสม ปัญหาฝุ่นพิษเป็นปัญหาระดับประเทศต้องแก้ไขร่วมกันโดยเริ่มจากตัวเราเองเป็นดีที่สุด

วิ่งไล่ VS เดินเชียร์ …ระอุ… สงครามตัวแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่ VS เดินเชียร์ …ระอุ… สงครามตัวแทน

11 มกราคม 2563 – 11:35 น.
วิ่งไล่ลุง,เดินเชียร์ลุง,อุ๊ หฤหัย,บอล ธนวัฒน์,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,843 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 11-12 ม.ค. 63

************************

ขนลุกซู่ เมื่อบรรยากาศโลกร้อนระอุจากการเผชิญหน้ากันทางอาวุธของสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่นับจากนี้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สงครามตัวแทน” (proxy war) โผล่ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ น่ากลัวยิ่ง

พอหันมาที่บ้านเรา เวลานี้การเมืองไทยเกือบจะสงบ แต่ก็พบรอยขยับเคลื่อนเป็นริ้วๆ ด้วยกิจกรรม 2 รายการ ระหว่าง กิจกรรมวิ่งไล่ลุง กับ เดินเชียร์ลุง ที่กำลังจะเปิดฉาก ระเบิดพลัง ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคมนี้

จะว่าไป นี่ก็เข้าตำราสงครามตัวแทนอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้า “วิ่งไล่ลุง” หนีไม่พ้นตัวแทนฝ่ายการเมืองฟากตรงข้ามรัฐ “เดินเชียร์ลุง” ก็ย่อมเป็นตัวแทนฝ่ายเดียวกับรัฐบาล เพราะคำว่า “ลุง” อ่านกลับหัวยังไงก็เป็นคำเรียก ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดๆ!

และถ้าจะมองถึงตัวแทนของสองฟากฝ่ายที่เวลานี้ร้อนแรงในหน้าข่าวสาร คงหนีไม่พ้น อุ๊” หฤทัย ม่วงบุญศรี และ บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย

หากสองมุมมองจากสองตัวแทน ต่างออกตัวว่าตนเองไม่ได้เป็นตัวแทนจาก ลุง” หรือจาก พ่อ” ของชาวฟ้า หากเป็นตัวแทนของ “ความสงบ” และตัวแทนของ “ประชาชน” มากกว่า

ถามทำไมความสงบกับประชาชนถึงไปอยู่คนละข้างกันได้ ความเห็นของคนทั้งคู่จากนี้ อาจทำให้เราได้คำตอบมากพอที่จะเลือกได้ว่าเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้เราอยากแวะสวนรถไฟหรือไปสวนลุมฯ กันแน่

เดินนี้-เพื่อสงบ

ออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับ เพจเชียร์ลุง” โต้โผงานเดินเชียร์ลุง แต่เวลานี้ อุ๊” หฤทัย ม่วงบุญศรี ก็เหมือนเป็นเจ้าภาพงานไปแล้ว เนื่องจากเธอกล้าออกมาแสดงจุดยืนว่าฉันจะไปงานเดินเชียร์ลุง แถมยังปรากฏตัวพร้อมกับแอดมินเพจเชียร์ลุงแบบสนิทสนมกลมเกลียว

อุ๊” หฤทัย ม่วงบุญศรี

“เราก็ชอบแคมเปญนี้เพราะเราก็เห็นว่ามีคนจัดงานวิ่งไล่ ซึ่งตัวอุ๊ไม่เห็นด้วย เพราะลุงตู่มาจากกระบวนการการเลือกตั้ง กระบวนการประชาธิปไตย การไล่ลุงนี่มันเป็นการไล่ลุงตู่หรือเปล่า โดยพยายามบอกกับสังคมที่เขาติดตามการเมือง บอกกับคนรุ่นใหม่ที่ติดตามพวกเขา เขาพยายามฝังว่าลุงตู่เป็นเผด็จการ ที่มาของลุงตู่เป็นการสืบทอดอำนาจ”

“หลักการนี้มันเป็นการพูดย้ำๆๆ เพื่อหวังผลทำให้เกิดการเสื่อมศรัทธา เสื่อมเสีย ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ลุงตู่มาจากการโหวต”

ใครที่ติดตามอุ๊มาตลอด ก็คงไม่แปลกใจหากว่าเธอจะร่วมงานนี้ แต่ถ้าถามว่าวันนั้นอดีต ส.ข.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรบ้าง เธอเล่าว่านอกจากร่วมเดินแล้ว ยังได้รับมอบหมายจากแอดมินเพจเชียร์ลุงให้พูดด้วย และสิ่งที่จะไปพูดก็เพื่อต้องการให้แง่คิดอีกด้านหนึ่งกับคน

อุบไว้ก่อน-อุ๊เปิดกับแอดมินเพจเชียร์ลุงที่ยังขอไม่เปิดเผยตัวตน

“คนอีกตั้งเยอะที่เป็นพลังเงียบก็อาจจะไม่ได้ออกมาพูด เขาก็อาจจะอยากพูด อยากแสดงออกเหมือนกับอุ๊ คือคิดเหมือนกันว่ารัฐบาลชุดนี้เขาก็มาจากรัฐธรรมนูญ ที่เราไปลงประชามติรับร่างมา มีข้อดีอะไรบ้างทั้งในการปราบทุจริต ปราบโกง เป็นก้างขวางคอนักการเมือง อะไรเหล่านี้เป็นต้น”

ส่วนถามว่าความเป็นเซเลบคนดังแถมยังเคยเป็นนักการเมือง เหมือนมาเป็น “แม่เหล็ก” เรียกคนมาช่วยเดินเชียร์ลุงมั้ย เจ้าตัวบอกเลยไม่ใช่

“ถ้าอุ๊ดึงคนได้ขนาดนั้น อุ๊ไปจัดคอนเสิร์ตดีกว่า แต่นี่เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง คนที่มาเขาไม่ได้มาดูเราร้องเพลง คนที่มาน่าจะเป็นคอการเมืองที่มาพูดคุย มาพบปะกัน คุณแม่คุณป้าชาวบ้านทั่วไป เขาก็อาจจะอยากไปฟัง”

“แต่ว่ามันก็คงไม่ใช่ขนาดปราศรัย ซึ่งตัวอุ๊เองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไรเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่จะพูดนี่มาจากความคิดความรู้สึกของเรา ไม่ได้มีสคริปต์ ไม่ได้มีใบสั่ง แล้วก็ไม่ได้สตางค์ แม้แต่แอดมินเพจที่เจอกัน อุ๊ก็ไม่ให้เขาเลี้ยงข้าวด้วยซ้ำ”

ข้อคิดหนึ่งที่อุ๊ฝากถามฝ่ายวิ่งไล่ลุง และเชื่อว่าเธอจะพูดสิ่งนี้ในวันงานคือ

“ถามจริงๆ ทุกวันนี้ที่ชูประเด็นขึ้นมา ยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตย ถามจริงๆ ว่าคือต่อต้านเผด็จการใช่หรือไม่ ประเทศไทยปกครองโดยระบอบเผด็จการหรือคะ ทีนี้ในความหมายของเขา ถ้าหากว่าเป็นเผด็จการ พวกเขาก็คิดว่าต้องเป็นทหาร ต้องเป็นขุนศึก ก็แสดงว่าคนพวกนี้ฝังหัวกับทหาร มีปัญหากับทหารหรือเปล่า”

วันนี้จะบอกว่า ถ้าฝั่งเขา ชูคำว่าไล่เผด็จการ ฝั่งของเราจะชูคำว่า ความสงบร่มเย็นของคนในชาติ คือหัวใจหลักที่สุดยอดที่สุด ประเทศไทยจะต้องเป็นต้นแบบของทุกๆ ประเทศในโลกนี้”

“เดินเชียร์ลุงมันก็เป็นการเดินให้กำลังใจ เป็นงานสนุกสนาน แล้วไม่ได้มีแบ็กอัพจากรัฐบาล แอดมินเขาทำกันเอง แต่การที่คนเข้ามาร่วมลงทะเบียนขนาดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่หวังไว้แล้ว”

แต่ที่แน่ๆ งานนี้ใครก็ตามที่สงสัยว่าผู้ดูแลเพจเชียร์ลุง เป็นใครมาจากไหน ที่ออกตัวว่าไม่ได้เป็น “ไอโอ” จากฝ่ายทหารจริงขนาดไหน เช้าวันนั้นใครไปสวนลุมฯ ได้เห็นตัวเป็นๆ แน่นอน

รบ-ด้วยการวิ่ง

ข้ามฝั่งมาอีกฟากคลอง ถึงทีของ บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย จาก “วิ่งไล่ลุง” บ้าง

วันนี้เขาไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาที่มาร่วมวิ่ง แต่นอกจากจะเป็นประธานยุทธศาสตร์สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ที่เคลื่อนไหวไม่เอาลุงมาตลอด เขายังเป็นต้นคิด งานวิ่งไล่ลุง ในฐานะคณะกรรมการแนวร่วมสมาพันธ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุง เพื่อประโยชน์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย

บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย

งานของบอลชื่อเต็ม คือ “วิ่งไล่ลุง” หรือ Run Against Dictatorship แปลตามตัวก็บอกแล้วว่าประมาณไหน แต่ถามแนวคิดและจิตใจ ยังไงก็ยืนยันว่าคือ “ประชาชน” ไม่ต้องพูดว่าทำเพื่อใคร หรือพรรคอนาคตใหม่ด้วยซ้ำ

“เราเป็นตัวแทนของประชาชนทุกคนที่เห็นตรงกันว่าเราเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว ส่วนภาพที่โผล่ไปพร้อมกับคนพรรคอนาคตใหม่นั้น ถ้าภาพของการที่ถ่ายรูปกับคุณธนาธรแล้วคนก็โยงว่ามีความเกี่ยวข้องกัน คนก็คงโดนกันอีกหลายหมื่นหลายแสน และจริงๆ แล้วส่วนตัวบอลนี่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหนเลย แม้แต่เครือข่ายของคนรุ่นใหม่ของแต่ละพรรคก็ไม่ได้สังกัด”

“ประชาชนที่หนุนหลังการทำงานของพวกเขาในสภา แนวทางทิศทางเดียวกันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ อุดมการณ์ความคิดตรงกันมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะสื่อสารออกมาในเนื้อหาที่คล้ายๆ กัน”

ส่วนคำว่าวิ่งไล่ลุง คือไล่ “ลุงตู่” ไล่เผด็จการ เป็นการเอาคำว่า “เผด็จการ” มาหากินกับคนรุ่นใหม่ บอลแจ้งว่าการวิ่งของพวกเขา คำว่า “ลุง” ในความหมายของธีมงานคือ “ตัวถ่วง” ความเจริญของประเทศ

สู้ตาย-บอลและเพื่อนๆ ไปเชิญคณะรัฐมนตรีร่วมงาน #วิ่งไล่ลุง เพื่อไปรับฟังเสียงของประชาชน

“อะไรที่เป็นตัวถ่วงความเจริญก็ถูกต้องตามนิยามของลุง การที่ทางโน้นเขาจะยังหมกมุ่นอยู่กับคำว่าเรามัวแต่หมกมุ่นกับเผด็จการ เขาต้องไปอัพเดทข้อมูลใหม่ครับ”

“มันมีประเทศไหนบ้างที่เป็นประชาธิปไตยแล้วเขาปล่อยให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นแบบที่เราต้องยอมรับว่ามันมีคำสั่ง คสช. ที่ห้ามทำกิจกรรม ห้ามคนอื่นแต่ตัวเองทำ เพราะฉะนั้นเราต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนะครับว่า สิทธิ เสรีภาพประชาชนมันมีจริงมั้ย ทั้งหมดนี้จะตอบเราเองว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือมันเป็นเพียงแค่ระบอบเผด็จการที่เขาเอาคำว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง”

ขณะเดียวกันหากว่าฝ่ายเดินเชียร์ลุงชูคำว่า “ความสงบเรียบร้อยของประเทศ” และ วิ่งไล่ลุง คือการตอกย้ำคำว่า เผด็จการ” ตรงนี้บอลมีความเห็นว่า

“อ้าว..ก็ถ้าเขาต้องการความสงบ แล้วเขาออกมาทำไม ส่วนถ้าจะพูดเรื่องความเงียบสงบ ที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบสงบที่เราไม่ต้องการ มันเงียบจริงๆ เงีบบราบคาบเลย ถามว่าเราอยากได้จริงๆ หรือ ความเงียบสงบแบบนี้ที่ประชาชนไม่ได้มีปากเสียง คุณอยากได้ความเงียบสงบหรืออยากได้ความเป็นประชาธิปไตยที่รัฐบาลมาจากตัวแทนของประชาชน ที่เข้าใจประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ประชาชน ไม่ใช่แค่นายทุนและเจ้าสัวอย่างที่เป็นอยู่”

ถามว่าวิ่งไล่ลุงคาดหวังอะไรจากครั้งนี้ บอลว่า อยากให้มันออกมาดีที่สุด เนื่องจากไม่เคยออแกไนซ์งานวิ่งขนาดใหญ่แบบนี้มาก่อนจึงค่อนข้างกังวลเรื่องข้อผิดพลาดทางเทคนิค

“บอกเลยออแกไนเซอร์งานวิ่งหลายๆ คน ก็ไม่เคยเจองานระดับหมื่นมาก่อน มันมีน้อยมาก จะมีความผิดพลาดไหม มันมีแน่นอน เราก็ต้องขออภัยล่วงหน้า แต่เราก็จะพยายามอย่างเต็มที่ให้งานออกมาดูดี”

6 ถ้วยเท่านั้น -“ถ้วยลุงโฮ” ของ “วิ่งไล่ลุง” มอบสำหรับผู้ที่เข้าเส้นชัย 3 อันดับแรก

ทั้งฝ่ายหญิง และ ฝ่ายชาย

แต่เรื่องระบบความปลอดภัย ไม่ต้องห่วง รับประกัน เนื่องจากงานนี้มีการแจ้งทางการไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งการประสานกับตำรวจ กทม. เทศกิจ และทางสวนรถไฟเจ้าของสถานที่ เหนืออื่นใดที่อยากให้คนไทยรอดูคือภาพประวัติศาสตร์

“เราก็หวังว่าวันนั้น ประชาชนจะสามารถออกมาแสดงสิทธิ์ เสียง ออกมาแสดงพลังของประชาชนได้โดยไม่มีใครกดดัน โดยไม่ถูกสั่งห้าม แล้วบอกเลยวันนั้นจะเป็นภาพที่ประชาชนออกมาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการรัฐประหารมา”

ราวกับจะบอกว่างานนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน แล้วคุณล่ะอยากไปงานไหนมากกว่ากัน

เสรีภาพและความเป็นธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409560?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสรีภาพและความเป็นธรรม

10 มกราคม 2563 – 14:25 น.
เสรีภาพ,วัฒนธรรม,ความเป็นธรรม
เปิดอ่าน 348 ครั้ง

เสรีภาพและความเป็นธรรม โดย…  โคทม อารียา

ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2563 ผมอยากเขียนอะไรที่ผู้อ่านอ่านแล้วเพลินๆ สบายๆ แต่ก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่เขียนให้อ่านง่ายไม่ค่อยเป็น จึงขอเริ่มต้นด้วยการอวยพรก่อนก็แล้วกัน ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ขอให้สมปรารถนา ขอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนักการเมืองที่มีหลักการ (กรุณาอย่าลืมว่าการเมืองที่ไม่มีหลักการเป็นบาป 1 ใน 7 ข้อของคานธี) และเป็นนักยุทธศาสตร์ที่สามารถนำพาพรรคพลังประชารัฐให้เจริญรุ่งเรือง ขอให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สามารถดูแลข้าราชการกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการการปกครองท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีใครกระทำการที่ขัดนโยบายที่ว่าข้าราชการประจำต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง และที่สำคัญ ขอให้นายพลเอกทั้งสามมีความสามัคคีกลมเกลียวกันอีกนาน มิเสียแรงที่ร่วมคิดร่วมทำรัฐประหารมาด้วยกัน

ขอให้สังคมไทยลดความรุนแรงทางวัฒนธรรม ลดการปลุกเร้าด้วยวาทกรรมที่แบ่งแยก เช่น วาทกรรมชังชาติ วาทกรรม Manichean ที่แบ่งเป็นสอง (เช่น ฝ่ายเราดี ฝ่ายเขาชั่ว) วาทกรรมกล่าวโทษมุสลิม เป็นต้น ขอให้สังคมไทยลดความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ลดการผูกขาดโดยตระกูลใหญ่ที่รวยผิดปกติ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยยึดคติไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีประสิทธิผล ไม่เกื้อกูลแต่พรรคพวกโดยไม่นำพาต่อหลักนิติรัฐ ขอให้คนไทยมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการคำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศเพื่ออนุชนรุ่นหลัง

เมื่ออวยพรแบบโลกสวยไปอย่างหอมปากหอมคอแล้ว ก็ขอออกความเห็นต่อเนื่องไปในสองประเด็นที่ผมติดใจที่พอจะอธิบายได้บ้างว่า ทำไมผมถึงไม่ชอบ คสช. และไม่ชอบรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. คือ 1.เรื่องเสรีภาพ และ 2.เรื่องความไม่เป็นธรรม

เมื่อผมเป็นเด็ก ผมเป็นเหมือนเด็กทั้งหลาย ที่ชอบเล่น ชอบซน ชอบทำอะไรโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ผมอยู่ในการดูแลของครอบครัวโดยไม่ต้องกังวล เชื่อแน่ว่าแม่รักและรักแม่ เชื่อฟังครูแต่ก็ไม่ขัดใจเพื่อน แม่สอนให้เคร่งครัดในศาสนา มีมารยาทและรู้จักเกรงใจผู้อื่น บราเดอร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญสอนให้เชื่อในพระเจ้า แม้ผมจะมีปัญหาปกติตามแต่วัย แต่ก็มีความทรงจำว่าวัยเด็กเป็นเวลาที่วิเศษสุดของชีวิต เมื่ออายุราว 15 ปี เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมา ถามตัวเองว่า “ฉันเป็นใคร เกิดมาทำไม” รู้สึกว่าอย่างน้อยเราต้องรับผิดชอบต่อตัวเองให้มากขึ้น แต่ระบบความเชื่อ ระบบคุณค่าเดิมก็ดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกตั้งคำถามมากนัก อานิสงส์ของ “ธรรมะจัดสรร” ทำให้ผมบังเอิญได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยไม่ต้องขวนขวาย หรือคิดมาก หรือลังเลใจ ขณะที่เรียนต่อ แม้จะต้องทุ่มเทกับการเรียนวิชาต่างๆ แต่ผมอยู่ในบรรยากาศที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับสังคม จากที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสังคมภายนอกมาก่อนเลย คำถามแรกๆ ที่ถามตัวเองก็คือทำไมสังคมการเมืองไทยจึงล้าหลัง ทำไมระบบการศึกษาจึงคับแคบ ผมจึงเริ่มคิดว่าต่างประเทศที่นี่คือบ้านเมืองเขา ผมเริ่มเลือกแล้วว่าเมื่อเรียนจบจะกลับไปทำงานเพื่อให้บ้านเรา คือสังคมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

เมื่อผมประสบมรสุมชีวิตครั้งสำคัญ ผมได้ถามตัวเองอีกครั้งว่าผมจะเลือกอย่างไรระหว่างการเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนากับเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตโดยไม่มีความแน่นอนใจ แล้วผมก็เลือกการใช้ชีวิต เลือกที่จะไม่เคร่งคุณค่า หากผมยังอยู่ในกรอบของคุณค่าเดิม ผมจะต้องเลือกระหว่างชีวิตที่จำทนกับการเป็นคนบาปไปชั่วนิรันดร์ ผมจึงเลือกที่จะออกจากกรอบที่ชี้บุญ-ชี้บาปอย่างชัดเจน มาสู่กรอบที่ไม่เชื่อสนิทใจ กรอบใหม่มีความสงสัยและความคลุมเครือ กรอบที่ทำให้ผมต้องใคร่ครวญในการใช้ชีวิต ในการเลือกที่ทำให้ผมต้องรับผิดชอบอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ผมได้เลือกเสรีภาพที่จะวางจุดมุ่งหมายที่จะกระทำการตามโครงการที่นำพาไปสู่จุดหมาย ผมเลือกเสรีภาพที่จะเปลี่ยนโครงการเมื่อมีเหตุปัจจัยใหม่หรืออุปสรรคที่ไม่อาจข้ามไปได้ ผมเลือกเสรีภาพที่จะปรับจุดมุ่งหมายในบางครั้ง ผมยอมรับว่าจุดมุ่งหมายของผมไม่สมบูรณ์ คนอื่นอาจมีจุดมุ่งหมายที่ดีกว่า ที่สำคัญคือคนอื่นและผมควรมีเสรีภาพในการเลือกจุดมุ่งหมายที่อาจขัดหรือเสริมกันได้

อย่างไรก็ดีจุดมุ่งหมายที่เป็นนามธรรมของผมคือ ประชาธิปไตย สันติวิธี และสิทธิมนุษยชน ส่วนโครงการต่างๆ นั้น หมายถึงงานที่ทำหรือเคยทำในองค์กรพัฒนาเอกชน และในองค์กรของรัฐ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อ คสช. กระทำรัฐประหาร ผมย่อมขัดแย้งเป็นธรรมดา เพราะนอกจากจุดมุ่งหมายจะขัดกันแล้ว การกระทำของ คสช. โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” เพื่อสืบทอดอำนาจ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้เสรีภาพของผมในการขับเคลื่อนจุดมุ่งหมายที่กล่าวถึงข้างต้น

มีนายทหารคนหนึ่งพูดเปรยๆ ออกมาว่า “ทหารไปทำอะไรให้” เขาพาดพิงถึงการที่มีคนออกมาพูดเรื่องการเกณฑ์ทหาร หรือวิจารณ์งบประมาณกระทรวงกลาโหม แต่เรื่องที่ออกมาพูดไม่ใช่เรื่องที่มีเฉพาะทหารจึงควรพูด อันที่จริงทหารไม่ควรพูดด้วยซ้ำ เพราะเป็นเรื่องนโยบายทางการเมือง แต่ในสังคมไทยมีหลายคนที่เป็นพวกเคร่งคุณค่าที่ยกระดับคุณค่าของตนเหมือนเป็นรูปเคารพ โดยไม่ตั้งคำถามแก่เรื่องอื่นใดเลย สำหรับทหารกองทัพเป็นประโยชน์ สำหรับผู้บริหารการขนส่ง ถนนเป็นประโยชน์ สำหรับนักปฏิวัติการปฏิวัติเป็นประโยชน์ กองทัพ ถนน การปฏิวัติล้วนกลายมาเป็นรูปเคารพ เพื่อรูปเคารพเช่นนี้ ผู้เคร่งคุณค่าไม่ลังเลที่จะเสียสละมนุษย์เองให้แก่มัน เขาไม่ตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพของเพื่อนมนุษย์ เขาไม่ลังเลที่จะเอารัฐมาบังคับ เพื่อประโยชน์ของรูปเคารพ มิใช่ของปวงชน และเขาก็นิยมใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ซึ่งเป็นที่มาของความรู้สึกไม่เป็นธรรม

ขอน้อมนำพระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาประกอบความคิดเรื่องกฎหมายและเสรีภาพ ดังนี้ “กฎหมายมีสำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง มิใช่ว่ากฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน ถ้ามุ่งหมายที่จะบังคับประชาชนก็กลายเป็นเผด็จการ กลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อยจะต้องบังคับบุคคลหมู่มาก ในทางตรงกันข้าม กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมากมีเสรีและอยู่ได้ด้วยความสงบ” ผมเชื่อว่าคณะ คสช. ก็ปรารถนาที่จะให้บ้านเมืองอยู่ได้ด้วยความสงบ แต่ด้วยเหตุที่เป็นผู้เคร่งคุณค่าจึงมองว่าผู้ที่ไม่คล้อยตามเป็นผู้ไม่ปรารถนาดี และพร้อมที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการอื่นๆ มาบังคับแก่ผู้ใช้เสรีภาพในการกำหนดจุดมุ่งหมายและวิธีการที่ต่างออกไป

ผมจึงไม่ชอบ คสช. เพราะเขาจำกัดเสรีภาพของการเลือกและใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้ตนอยู่ในอำนาจและให้ผู้อื่นคล้อยตาม ผมจึงได้กล่าวคำอวยพรแก่ คสช.ไว้ในตอนต้น มิใช่เพื่อประชดประชัน หากแต่อยากให้ คสช. เห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนตามที่พูดไว้จริงๆ และคนที่อยากเล่นการเมืองก็ออกมาเล่นแบบแฟร์ๆ แล้วอดีต คสช. ก็จะไม่ทำให้การรัฐปะหารของเขาเสียของ ทั้งนี้ ในสายตาของอนุชนรุ่นหลัง

ย้อนคดีที่ดินหญิงอ้อ กับที่ดินพ่อนายกฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409541?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนคดีที่ดินหญิงอ้อ กับที่ดินพ่อนายกฯ

10 มกราคม 2563 – 13:05 น.
หญิงอ้อ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ที่ดิน,คุณหญิงพจมาน
เปิดอ่าน 13,197 ครั้ง

ย้อนคดีที่ดินหญิงอ้อ กับที่ดินพ่อนายกฯ

ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสำหรับการยื่นญัติติไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยเฉพาะแกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย เตรียมเปิดบัญชีล็อกเป้า 5 รัฐมนตรีในเวทีซักฟอกครั้งแรกในรอบ 5 ปี แต่ขณะนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะทำงานด้านกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ในฐานะแม่ทัพรับผิดชอบดูแล ได้ออกมาเปิดประเด็นเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างบริษัทเอกชน กับบิดา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กัน

ข้อมูลที่อดีตดาวสภาผู้นี้นำมาเปิดเผยมาจากกรณีบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ไปซื้อขายที่ดิน พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดานายกฯ ย่านบางบอน ซอย 3 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 รวม 9 แปลง เนื้อที่รวม 50 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา มีราคาประเมินตามราคาราชการอยู่ที่ 197,565,000 บาท แต่มีการอ้างว่าซื้อขายกันที่ 600,000,000 บาท บริษัทแห่งนี้ได้จดทะเบียนก่อนซื้อที่ดินเพียง 7 วัน โดยในวันซื้อขายที่ดินยังมีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท

จากนั้นวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ได้เพิ่มทุนเป็น 200 ล้าน และวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เพิ่มทุนอีกครั้งเป็น 628 ล้าน โดยเฉพาะกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในช่วงก่อตั้ง 2 คน คือ นายศราวุธ เทียนสุวรรณ เป็นกรรมการ 26 บริษัท ส่วนนายประมวล ศรีรัตนา เป็นกรรมการ 27 บริษัท ที่สำคัญทั้งสองคนเป็นกรรมการร่วมกัน 22 บริษัท หนึ่งในนั้นมีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าสัวชื่อดังของไทย

ประเด็นที่ ร.ต.อ.เฉลิม พุ่งเป้าไปจึงอยู่ที่เหตุใดการตั้งบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ขึ้นมาเพียงแค่ 7 วัน ก่อนซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาประเมินมีส่วนต่างถึง 402,435,000 บาท จะเป็นการเอื้อประโยชน์ระหว่างบริษัทนอมินีกับผู้มีอำนาจในช่วงรัฐบาล คสช.หรือไม่

แต่สิ่งที่ “ไพศาล พืชมงคล” อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ออกมาให้ความเห็น “โต้แย้ง” ร.ต.อ.เฉลิมมี 6 ประเด็น 1.เป็นที่ดินของบิดา ไม่ใช่ของลุง ลุงไม่ใช่ผู้ขาย 2.เป็นการซื้อขายในปี 2556 ก่อนลุงยึดอำนาจ ยังไม่เป็นนายก ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ราคาที่ดินที่ขายย่อมสูงกว่าราคาประเมินเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าคิดโกง สามารถจดทะเบียนขายเท่าราคาประเมินก็ได้ การแสดงราคาขายมากกว่าราคาประเมินจึงถูกต้องแล้ว

4.ราคาซื้อขายเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการตกลงโดยเฉพาะการคิดคำนวณการลงทุนของผู้ซื้อมากรายราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมินนับพันเท่า เพราะราคาประเมินเป็นมูลค่าต่ำสุดเพื่อเก็บภาษี หากตั้งสูงประชาชนย่อมเดือดร้อน 5.บริษัทคุณเจริญซื้อที่ดินแล้วจะพัฒนาเมื่อใด จะมีรายได้อย่างไรเป็นวิธีการลงทุนของคุณเจริญ ไม่เกี่ยวกับลุงแก และ 6.ตอนซื้อขายไม่มีใครรู้ว่าลุงแกจะเป็นนายกฯ เพราะตอนนั้นคุณยิ่งลักษณ์มีอำนาจมาก

สำหรับประเด็นเรื่องการซื้อขาย “ที่ดิน” หากยังจำกันได้ ยังมีคดีซื้อขาย “ที่ดินรัชดา” ระหว่างคุณหญิงพจมาน ประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านถนนรัชดาภิเษก ใกล้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีเนื้อที่จำนวน 33 ไร่ 78 ตารางวา ในราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯ ในขณะนั้น ร่วมลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรส

สำหรับที่ดินรัชดาภิเษกเป็นหนึ่งในที่ดินสองแปลงที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซื้อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณทรัสต์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2538 มูลค่า 2,749 ล้านบาท ต่อมาปี 2544 กองทุนได้ปรับปรุงราคาที่ดินลดลงกว่า 2,000 ล้านบาท เหลือ 700 กว่าล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการปรับปรุงบัญชีเพื่อปรับมูลค่าหนี้ให้ลดลงเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ก่อนนำออกประมูลวันที่ 16 ธันวาคม 2546 โดยไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ โดยคุณหญิงพจมาน ส่งทนายความเป็นตัวแทนเข้าประมูล และชนะการประมูลด้วยราคาสูงสุด 772 ล้านบาท พร้อมนัดทำสัญญาซื้อขาย และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวันที่ 30 ธันวาคม 2546

จากนั้นภายหลังเหตุรัฐประหารปี 2549 มีการให้ข้อมูล คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบ โดย คตส.มีมติรับเรื่องนี้ไว้พร้อมแต่งตั้ง “นาม ยิ้มแย้ม” ประธาน คตส.เป็นผู้รับผิดชอบ

จนนำมาสู่การแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีการซื้อขายที่ดินรัชดา และส่งสำนวนวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 ให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำความผิดมาตรา 100 กฎหมาย ป.ป.ช.ห้ามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและคู่สมรส ทำการซื้อขายกับหน่วยงานของรัฐ โดยศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550

จนมาถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2551 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา “ทักษิณ ชินวัตร” จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมีบทลงโทษตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี และยกฟ้องโจทก์ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” จำเลยที่ 2

โดยข้อห้ามตามมาตรา 100(1) อยู่ในหมวด 9 หัวข้อ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดําเนินกิจการเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทํากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอํานาจกํากับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี

จากนั้นถัดอีกมา 3 ปีวันที่ 24 กันยายน 2553 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้คุณหญิงพจมาน คืนที่ดิน 4 แปลง 33 ไร่ ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พร้อมพิพากษาให้กองทุนฟื้นฟูฯ คืนเงินค่าซื้อขาย 772 ล้านบาท กลับคืนให้แก่คุณหญิงพจมาน พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

ถึงแม้เป็น 2 ประเด็นอยู่ต่างเวลา แต่กำลังถูกเปรียบเทียบกับการซื้อถูกและนำไปขายแพง จะเข้าข่ายความผิดเช่นเดียวกันหรือไม่ เมื่อในนาทีนี้ “เฉลิม” ยังเร่งขุดข้อมูลเก่าในช่วงนาทีทอง ได้รับความไว้วางใจจาก “ทักษิณ” กุมบังเหียนพรรคเพื่อไทย คุมปฏิบัติการเปิดแผลรัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์นี้

วิ่งอันตราย พาเด็กตกเหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งอันตราย พาเด็กตกเหว

10 มกราคม 2563 – 10:35 น.
จอม เพชรประดับ,นปชแดงเชียงใหม่
เปิดอ่าน 2,791 ครั้ง

วิ่งอันตราย พาเด็กตกเหว คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

กิจกรรมวิ่งไล่ลุงในประเทศ กำลังคึกคัก แต่กิจกรรม “วิ่งการเมือง” ของกลุ่มคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา ในนาม Red USA ในวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2563 ที่ เซควอยา พาร์ค, เมืองมอนเทอเรย์, แคลิฟอร์เนีย ได้มีการวิ่งเชิงสัญลักษณ์ไปแล้ว

ภาพที่เห็นผ่านสื่อโซเชียล ก็มีคนแก่ๆ ประมาณ 20 คน มาถือป้าย และวิ่งไปในสวนสาธารณะ โดยการนำของ “เชาว์ ซื่อแท้” ตัวแทนของ Red USA ที่บอกว่า จะไม่ปล่อยให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ต่อสู้โดยลำพัง

ผู้ทำหน้าที่รายงานข่าวคือ “จอม เพชรประดับ” ที่ระยะหลังออกอาการปรี๊ดแตกบ่อย เพราะไม่พอใจระบอบเผด็จการทหารหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ยังมีคนสนับสนุนอยู่มาก

ที่น่าเป็นห่วงกลุ่มเด็กๆ ในเมืองไทย เนื่องจากข้อความในป้ายที่ “จอม” โพสต์ในหน้าเฟซบุ๊กนั้น แสดงจุดยืนของกลุ่ม Red USA ที่ดูล่อแหลม และเสี่ยงภัย

จอม เพชรประดับ

หากมีใครนำเอากิจกรรมวิ่งไล่ลุงแนวฮาร์ดคอร์ในอเมริกาไปโยงใส่กลุ่มเด็กที่ทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในสวนรถไฟ อาจทำให้เจตนารมณ์ต้านเผด็จการทหาร ต้องเบี่ยงไปเพราะแรงอาฆาตแค้นส่วนตัวของ “แดงลี้ภัย” ไม่กี่คน

ถ้ายังจำกันได้ ปลายปี 2560 สมัยที่แดงลี้ภัยในลาว จัดรายการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ “ลุงสนามหลวง” (ชูชีพ ชีวะสุทธิ์) ได้ปลุกกระแส “ป่วนงานสำคัญ” เรียกร้องให้สมาชิกสหพันธรัฐไท ที่อาศัยอยู่ในไทย ออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ป่วนงานพระราชพิธี

ด้านนักวิชาการที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหวป่วนงานสำคัญของชาติ ซึ่งการพูดปลุกระดมของชูชีพเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ที่ยุให้คนไม่ต้องกลัว หากทำไปแล้ว ตำรวจจับก็ติดคุกไป

สุนัย จุลพงศธร

ตอนนั้น สมศักดิ์โกรธมาก และไม่พอใจวิธีคิดแบบสุดโต่งของลุงสนามหลวง และในปีต่อมา มีสาวกลุงสนามหลวงมาถือธงแสดงสัญลักษณ์ ก็ถูกจับไปหลายคน

ทำนองเดียวกัน จอม เพชรประดับ ใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐ อยากแสดงออกอย่างไรก็ได้ หากมีเด็กๆ บางกลุ่มเลียนแบบบ้าง แล้วพวกเขาถูกจับกุมคุมขัง จอมจะรับผิดชอบอะไรมั้ย ?

+++

สำหรับในเมืองไทย ก็มีกลุ่มเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง แต่ดูเหมือนกิจกรรมวิ่งไล่ลุงเชียงใหม่ จะไม่อยู่ในปฏิทินวิ่งไล่ลุงทั้งประเทศ

นั่นคือกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ โดยการนำของ “ด.ต.พิชิต ตามูล” แกนนำ นปช.แดงเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงวันที่ 12 มกราคม เหมือนกัน โดยกำหนดจัดงานเป็น 3 โซน คือ โซนเหนือ ที่ อ.ฝาง โซนกลาง อ.เมือง โซนใต้ อ.จอมทอง โซนละ 4-5 อำเภอ รวมกว่า 10,000 คน

สุนัย นำทีมวิ่งไล่ลุงที่อเมริกา

เฉพาะโซนกลางจัดที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรบนท้องถนน และไม่กระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนช่วงฤดูท่องเที่ยวเชียงใหม่

“การวิ่งไล่ลุง ไม่ใช่การวิ่งออกกำลังกาย แต่เป็นวิ่งเพื่อแสดงพลังและสัญลักษณ์ต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ที่กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี” ดาบชิตแถลง

“ดาบชิต” หรือ ด.ต.พิชิต ตามูล เป็นใคร? ขณะที่แกนนำ นปช.ส่วนกลาง ไม่ได้มีการแถลงว่า จะจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง แต่เหตุใด “ดาบชิต” จึงแหกคอกมาจัดวิ่งการเมือง

ย้อนไปเมื่อปี 2551 เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ได้รวบรวมคนรักทักษิณ จัดตั้ง “กลุ่มรักเชียงใหม่ 51” ขึ้นมา โดยมี กัญญาภัคร มณีจักร หรือดีเจอ้อม และ “ดาบชิต” เป็นมือทำงานมวลชน

“เพชรวรรต” ได้ตั้งสถานีวิทยุโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แต่ตอนหลัง “ดาบชิต” แยกตัวออกมาตั้ง “ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่”

ก่อนรัฐประหาร 2557 ดาบชิตมีความเคลื่อนไหวร่วมกับ “โกตี๋” และพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ หรือ “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” ซึ่งสองคนนี้เสียชีวิตไปแล้ว

          ดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดง “ดาบชิต” ก็น่าเป็นกังวลแทนแกนนำวิ่งไล่ลุงในกรุงเทพฯ โอกาสวิ่งไล่ลุงที่เชียงใหม่ จะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นค่อนข้างสูง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409546?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563

10 มกราคม 2563 – 10:30 น.
บิ๊กโจ๊ก,คลุกวงใน,ไพร่หมื่นล้าน,วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 1,482 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563  โดย…พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการทุกวัน จัดหนักจัดเบาข่าวเจาะข่าวลึก ขุดคุ้ยแบบคลุกวงในเพื่อเอาใจคนอ่าน 

00000 วันนี้ 10 มกราคม “ไพร่หมื่นล้าน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต้องไปรายงานตัวรับทราบข้อหาตำรวจ สน.ปทุมวัน ฐานที่นำ “แฟลชม็อบ” ลงถนน เจ้าตัวยืนยันไปแน่นอน

00000 งานนี้ไม่มีอะไร คดีจิ๊บๆ ไม่สะเทือนซางอะไร แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ธนาธร เจ้าของฉายา “นายกฯ โซเชียล” มีการโพสต์ข้อความแชร์ไปยังเครือข่าย จะด้วยเจตนาอะไร นอกจากแจ้งข่าวให้ทราบ และหากมีใครว่างจะมาให้กำลังใจก็จะดี โดยเฉพาะฝรั่งหัวแดงที่มีที่หลับที่นอนบนแผ่นดินไทย มักสอดแทรกและแทรกแซงกิจการภายใน เกณฑ์ต่างด้าวท้าวต่างเมืองมาอวย งานถนัดของ “ไพร่หมื่นล้าน” กันละ จากนั้นสื่อในเครือ สื่ออนาคตใหม่ สื่อสีส้ม สีแดง ได้นำไปขยายผลต่อ

00000 รับทราบข้อหาแล้ว วันที่ 12 มกราคม “ไพร่หมื่นล้าน” จะไป “วิ่งไล่ลุง” ที่สวนรถไฟ ตามกำหนดการตามเกมการเมือง “นอกสภา” ที่ทีมงานได้จัดแจงกันเอาไว้แล้ว ชนกับ “วิ่งเชียร์ลุง” ที่ทีมงานรักลุงตู่ จัดขึ้นที่สวนลุมฯ เป็นการประชันเพื่อโชว์พลังและแย่งพื้นที่ข่าว

00000 ฮัดเช้ย!!! “พญาเสือ” ได้กลิ่น “ความแค้น” ระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักนายกฯ กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กแป๊ะ” เปิดศึกกัน ร้อนไปถึง “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งไม่ได้กำกับ สตช.แล้ว ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย “ลุงป้อม” จะขันอาสามา “หย่าศึกสีกากี” ได้หรือไม่

00000 คนนอกวงการจะสงสัยว่าทำไมเหตุยิงถล่มรถ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงกลายเป็นความขัดแย้งของสองสีกากีผู้ยิ่งใหญ่ไปได้ ก็ไม่มีอะไรเพราะประเด็นนี้ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นคนเปิดขึ้นมาเอง

00000 เพราะหลังสิ้นเสียงปืน “บิ๊กโจ๊ก” ออกมารับลูก ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด ทันทีว่าปมสังหาร หรือแค่ข่มขู่ “บิ๊กโจ๊ก” มาจากการร้องเรียนเครื่องไบโอเมทริกซ์ ของ สตม.

00000 กลายเป็นสงครามคนกันเอง เรื่องนี้ “พญาเสือ” ได้ข่าวแบบคลุกวงในมาว่า ในยุคที่ “บิ๊กโจ๊ก” เรืองอำนาจนั้น บอกตามตรงว่า พล.ต.ท.ใหญ่กว่า พล.ต.อ. ฉะนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายจึงไม่ได้อยู่ในมือของ พล.ต.อ. ทำให้ พล.ต.อ. ไม่แฮปปี้

00000 พอต่อมา “บิ๊กโจ๊ก” ถึงเวลา “ขาลง” เท่านั้นแหละ แถม “บิ๊กป้อม” ไม่ได้คุม สตช. เลยทำให้อำนาจการแต่งตั้งกลับมาอยู่ในมือ พล.ต.อ. อีกครั้ง ปรากฏว่าคนของ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกย้ายออกนอกหน่วย “เกลี้ยง” เป็นใครก็แค้น

00000 “พญาเสือ” ได้ข่าววงในมาอีกว่า ก่อนหน้ารถบิ๊กโจ๊กจะถูกยิงถล่มนั้น มีคนเห็นวับๆ แวม เสมือนหรือคล้ายคนสองคนสองวัยไปคุยกัน จากนั้นรถบิ๊กโจ๊กก็ถูกยิง พอสิ้นเสียงปืน ประเด็นไบโอเมทริกซ์ ที่ สตม.จึงถูกจุดขึ้น ถูกจุดขึ้นเพราะมีการซื้อเครื่องดังกล่าวในยุคบิ๊กแป๊ะ ถูกจุดขึ้นเพราะปัจจุบัน ผบช.สตม. คือ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง เด็กสาย “บิ๊กแป๊ะ” คุมสตม. ฉะนั้นกระสุน 8 นัดที่ยิงใส่รถ บิ๊กโจ๊ก จึงแฉลบไปใส่ บิ๊กแป๊ะ และ บิ๊กอู๊ด เหมือนตั้งใจ

00000 งานนี้ “พญาเสือ” บอกคำเดียวว่า จบแบบเละทั้งสองฝ่าย เละเป็นโจ๊ก เละเป็นแป๊ะ เพราะว่าทั้งบิ๊กโจ๊ก และบิ๊กแป๊ะ ต่างมีนักการเมืองใหญ่ยืนเป็นแบ็ก และแบ็กของทั้งสองคนก็ซี้กันเสียด้วย สุดท้าย “พญาเสือ” ฟันธง เรื่องนี้จะจบไปดื้อๆ เพราะคนสองข้างแต่มีแบ็กพวกเดียวกัน รบกันเอง 00000

‘บังยี’ สางแค้น ‘เนวิน’ ลูกหนังการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409532?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บังยี’ สางแค้น ‘เนวิน’ ลูกหนังการเมือง

10 มกราคม 2563 – 09:10 น.
บังยี,บังยี วรวีร์ มะกูดี,เนวิน ชิดชอบ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 15,941 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 10 ม.ค.63

******************************

การเดินทางมายื่นใบสมัครลงเลือกตั้ง “นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย” ของ วรวีร์ มะกูดี” รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563 ทำให้ศึกชิงเจ้ายุทธภพลูกหนังไทย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ มิต่างจากหนังเรื่อง “แค้นบังยี” ภาค 2

“บังยี” เป็นหัวหน้า “รัฐบาลบอลไทย” มาหลายสมัย อยู่มาวันหนึ่ง เนวิน ชิดชอบ” ผงาดในยุทธจักร เก้าอี้นายกฯ ของบังยี ก็สั่นคลอน

4 ปีที่แล้ว พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” เป็นนายกสมาคมฟุตบอล โดยการสนับสนุนของเนวิน และค่ายคิงเพาเวอร์ บังยีต้องถอยจากยุทธจักรลูกหนังไปสู่ถนนการเมือง

ขุมกำลังฝ่ายแค้น

สองปีที่แล้ว “บังยี” หันหลังให้วงการฟุตบอลไทยไปทำงานการเมืองเต็มตัว โดยเข้าร่วมกับนักการเมืองอาวุโส วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. ก่อตัั้งพรรคประชาชาติ โดย บังยี เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชาติ รับผิดชอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

บังยี ขอกลับมารับใช้แฟนบอล

“บังยี” ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการเมือง เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย (ปี 2553) สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทย

ใบสมัครนายกฯ ลูกหนังของบังยี

ผลเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาชาติ ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ รวม 7 ที่นั่ง คือ ส.ส.แบบเขต 6 ที่นั่ง และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง และบังยีโชคร้ายไม่ได้เป็น ส.ส. เพราะอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับ 3

เมื่อพลาดหวังจากเป็นส.ส. บังยีก็หวนคืนสังเวียนลูกหนัง..ท้ารบ “บิ๊กอ๊อด-บิ๊กเน” ให้ลือลั่นสนั่นประเทศ

บิ๊กอ๊อดก็คือเนวิน

ย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ศึกชิงประมุขลูกหนังมีคู่แข่งขันหลักอยู่ 2 ทีมคือ ทีมวรวีร์ มะกูดี กับทีม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

การต่อสู้ของสองคู่ชิงประหนึ่งการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่างเครือข่ายพรรคเพื่อไทย (เวลานั้น บังยี ยังสังกัดเพื่อไทย) กับพรรคภูมิใจไทยและเพื่อนพ้องน้องพี่

สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ปรากฏว่าทีมบิ๊กอ๊อดชนะ เพราะเนวิน ชิดชอบ กับ สนธยา คุณปลื้ม จับมือกัน โดยมีสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างคิงเพาเวอร์ เป็นกองหนุนเกรดเอ

เนวิน ผู้อยู่เบื้องหลัง

มาถึงปีนี้บังยีชนบิ๊กอ๊อด ก็เหมือน “พรรคประชาชาติ” ปะทะ “พรรคภูมิใจไทย”

อาณานิคมลูกหนัง

เมื่อพลิกดูแฟ้ม “สภากรรมการสมาคมฟุตบอล” ชุดปัจจุบัน ล้วนอยู่ในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น

เริ่มจาก “เสี่ยแชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และประธานสโมสรอ่างทอง เอฟซี

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

“นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ ประธานสโมสรพีที ประจวบ เอฟซี และนายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ คนสนิท เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ คนในแวดวงลูกหนัง ก็ทราบดีว่าทีมพีที ประจวบฯ เป็นสาขาของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

นายกเกียร์ ทรงเกียรติ แห่งเมืองประจวบ

“นายกคิง” ทรงยศ เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว ลูกชาย วิทยา เทียนทอง และหลานชาย เสนาะ เทียนทอง ซึ่งเสี่ยคิงสนิทกับเนวิน ชิดชอบ

ชาติชาย เจียมศรีพงศ์” อดีตประธานสโมสรพิจิตร เอฟซี และอดีตนายก อบจ.พิจิตร ในวันนี้เขาสวมเสื้อภูมิใจไทย

สมเกียรติ กิตติธรกุล” ประธานสโมสรกระบี่ เอฟซี พี่น้องร่วมสายโลหิตกับสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ ชัดเจนว่าสังกัดค่ายภูมิใจไทย

เสี่ยโอน” อนุสรณ์ วงศ์วรรณ ประธานสโมสรลำพูนวอริเออร์ และส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เสี่ยโอนยังไปมาหาสู่ “บิ๊กเน” แห่งบุรีรัมย์

ธนวัชร์ นิติกาญจนา” ประธานสโมสรราชบุรีมิตรผล ลูกชายวิวัฒน์ นิติกาญจนา กับ บุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในวงการลูกหนัง ใครก็รู้ทีมราชบุรีมิตรผล เป็นสาขาของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ในพ.ศ.นี้ ทีมบิ๊กอ๊อดก็จะได้ “แนวร่วมบังยี” แปรพักตร์มาอยู่ด้วยอีก 2 คน คือ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งซื้อทีมแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด มาเปลี่ยนชื่อเป็น “อุทัยธานี เอฟซี”

ชาดา ไทยเศรษฐ์ กับอุทัยธานีเอฟซี

อีกคนหนึ่งได้แก่ “เสี่ยโหน่ง” พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ ประธานสโมสรนครปฐม ยูไนเต็ด และส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา

ผลงาน “บิ๊กอ๊อด” ไม่เข้าตาแฟนบอล เพราะบอลไทยวิ่งตามหลังเวียดนาม แต่อาณานิคมลูกหนังของขาใหญ่อีสานใต้ เป็นเสียงชี้ขาดในการเลือกประมุขบอลไทย

จะหนีบิ๊กอ๊อดกลับมาหาบังยี ก็คงต้องเจอ “เครือข่ายบิ๊กเน” หนุนบิ๊กอ๊อด..เอวังบอลไทย

เมื่อ”ทรัมป์”บินถอยหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ”ทรัมป์”บินถอยหลัง

10 มกราคม 2563 – 07:48 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,อเมริกา,บินถอยหลัง
เปิดอ่าน 1,768 ครั้ง

เมื่อ”ทรัมป์”บินถอยหลัง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563

ทำเอาคนทั้งโลก “โล่งอก” หายใจทั่วท้องหลังจาก “ประธานาธิบดี” โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดแถลงข่าวยิงตรงมาจากทำเนียบขาวถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างอเมริกากับอิหร่านว่า “สหรัฐ” ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารกับอิหร่าน แต่จะใช้มาตรการด้านเศรษฐกิจตอบโต้หากอิหร่านยังไม่หยุดเคลื่อนไหวโจมตีสหรัฐในรูปแบบต่างๆ ซึ่่งถ้อยแถลงดังกล่าวดูเหมือนสหรัฐอเมริกาต้องการพยายามปลดชนวนวิกฤติที่มีต้นตอจากปฏิบัติการเถื่อนในการลอบสังหารนายพลกอซิม สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ของอิหร่านอย่างเหี้ยมโหด

การเปลี่ยนท่าทีอันแข็งกร้าวของอเมริกาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะบทเรียนจากการกระทำที่อุกอาจของทรัมป์และสหรัฐอเมริกาในการส่งขีปนาวุธไปถล่มนายพลกอซิมถึงกลางกรุงแบกแดดเมื่อหลายวันก่อนส่งผลให้ประธานธิปดีไบโพลาร์ และสหรัฐตกที่นั่งลำบากในทันที เพราะทั่วทุกมุมโลกต่างรุมประณามการกระทำดังของสหรัฐอย่างแสบสัน แม้แต่ชาติพันธุ์มิตรเพื่อนซี้เกลอเก่าทั่วยุโรปยังต้องเล่นบทเตมีย์ใบ้ไม่เออออห่อหมกตามพี่ใหญ่เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

ท่าทีการ “รักสันติ” ของทรัมป์ในการปราศรัยที่ทำเนียบขาวเมื่อเช้าวันที่ 8 มกราคม จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก เพราะหาก “สหรัฐ” ทำตัวเป็นคนบ้าพลังประกาศกรีธาทัพใช้กำลังทหารยิงถล่มอิหร่านให้ย่อยยับอับปางแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเชื่อว่าผลร้ายที่ตามมาคงจะแผ่กระจายไปทั่วเมื่อโลกต้องเผชิญภาวะสงครามขนาดย่อม คนทั้งโลกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องได้รับความเดือดร้อนจากผลพวงการสู้รบห้ำหั่น ข้าวจะยากหมากจะแพง เศรษฐกิจโลกจะวินาศสันตะโรขนาดไหนคงไม่ต้องพูดถึง และที่สำคัญใครจะกล้ารับประกันว่าสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะไม่บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 เมื่อต่างฝ่ายต่างมีพี่ใหญ่ พี่เบิ้ม น้องเล็กคอยหนุนหลังยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

ดังนั้นการที่อเมริกายอมบินถอยหลังไปสักสองสามก้าวเพื่อลดแรงเสียดทานจากปัญหาทุกเรื่องๆ ที่คาดว่าจะตามมาอย่างแน่นอน จึงเป็นเรื่องที่ “เจ๋งสุดๆ แล้ว” ณ เวลานี้ ซึ่งถือเป็นความชาญฉลาดของทีมงานในทำเนียบขาวหลังจากดีดลูกคิดคำนวณอย่างถ้วนถี่จนตกผลึกออกมาว่า “สหรัฐ” ไม่ควรเข้าสู่ภาวะสงครามในสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเพลี่ยงพล้ำถูกโลกทิ้งไว้กลางทางปล่อยให้ยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางความเกลียดชังจากคนทุกมุมโลกแบบไม่ต้องการฟังข้ออ้างแห่งความชอบธรรมใดๆ

ถึงวันนี้แม้การเผชิญหน้าระหว่างพญาอินทรีกับนักรบทะเลทรายจะมีท่าทีผ่อนคลายลงแต่ใช่ว่าโลกจะสงบสุขได้อย่างแท้จริง เพราะต้องยอมรับว่าความเคียดแค้นของชาวอิหร่านที่มีต่อสหรัฐยังเป็นอะไรที่ต้องจับตามอง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้สำหรับนานาชาติทั่วโลกนั้นการวางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดดูเหมือนจะเป็นทางออกที่เลิศสุด เนื่องจากวิกฤติร้ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นการเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวยุ่มย่ามเพื่อหวังเอาใจชาติมหาอำนาจอาจส่งผลร้ายตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “อิหร่าน” เป็นชาติที่ถูกรังแกและเหยียบย่ำศักดิ์ศรี และถ้าใครยังไม่เข้าใจก็ลองหลับตามโนว่า หากสหรัฐส่งขีปนาวุธมาถล่ม “ลุงตู่” กลางสนามบินสุวรรณภูมิ คนไทยจะรู้สึกอย่างไร…?

วิ่งทำลายสุขภาพ(จิต) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409302?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งทำลายสุขภาพ(จิต)

9 มกราคม 2563 – 12:55 น.
วิ่งทำลายสุขภาพจิต
เปิดอ่าน 610 ครั้ง

วิ่งทำลายสุขภาพ(จิต) คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

เป็นอะไรที่รับลูกกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย โดยเมื่อวานนี้ (8 ม.ค.63) อดีต ส.ส.นอกสภา ที่กำลังเดินสายขึ้นแก้ต่างคดียุบพรรค อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมาโพสต์ข้อความล่าสุด พร้อมจะเดินทางไปพบตำรวจตามหมายเรียกในคดีชุมนุมที่ลานสกายวอล์กโดยไม่ขออนุญาต ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ณ สน.ปทุมวัน ในวันที่ 10 มกราคมนี้ อย่างแน่นอน

ช่างประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน เพราะในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จะมีการจัดกิจกรรม “วิ่ง ไล่ ลุง” ที่สวนรถไฟ จตุจักร ในวันที่ 12 มกราคม หรือห่างจากวันที่ “ธนาธร” ประกาศบอกแฟนคลับอนาคตใหม่ จะไป สน.ปทุมวัน เพียงแค่หนึ่งวัน และยังเป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาบนลานสกายวอล์กตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาว่า เขาและคณะจะกลับมาพบกับทุกคนอีกครั้งในเดือนมกราคม 2563

เพิ่มเติมเข้าไปอีกดูเป็นห้วงเวลาต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในสภา โดย ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน เปิดอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระสองและสาม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยการจับจ้องโจมตีงบกระทรวงกลาโหมเป็นพิเศษ

ไม่ว่านักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาจะอ้างถึงบทบาทหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นในสภา หรือจะเป็นความสุขสนุกของ “คนรุ่นใหม่” ที่สร้างคลิปภาพยนตร์สั้น “ทิ้งนกหวีด แล้วออกมาวิ่งไล่ลุง” หรือจะวิ่งไปแหกปากไปด้วยว่า “เผด็จการออกไป ประชาธิปไตยคืนมา” เหมือนกับวันที่ ธนาธร ปราศรัยที่ลานสกายวอล์กให้ทุกคนพูดพร้อมกัน ตรงนี้ก็ว่ากันไปตามสิทธิเสรีภาพ ความเชื่อ ตามยุคสมัยรักใครชอบใครอย่างบ้าคลั่ง

แต่กับความพยายามเดินสายปลุกกระแสก่อนใกล้ถึงวัน “วิ่ง ไล่ ลุง” ตั้งแต่ การส่งตัวแทนไปส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หรือเมื่อวานนี้ เดินทางไป บก.ทบ. เพื่อเชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ต่อเนื่องถึงวันนี้ เดินทางไปสภา เชื้อเชิญ ชวน หลีกภัย ประธานสภา ให้มาร่วมวิ่งด้วยกัน

แม้อ้างว่า การเชิญ “บิ๊กแดง” ร่วมวิ่ง เพราะท่านชอบออกกำลังกายก็คงไม่มีใครเชื่อ ทำนองกลับกัน ในยามที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมกันจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะไม่ยักเห็น “ขบวนการไล่ลุง” ร่วมวิ่งออกกำลังกายกับ “บิ๊กแดง” หรือจะขอร่วมวิ่งในโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

แต่การออกมาวิ่งเฉพาะอีเวนท์สร้างความต่อเนื่องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคฝ่ายแค้น แล้วไปเชิญบุคคลที่ตนเองเคยกระดกลิ้นตีตรา “เป็นเผด็จการ” ทั้งที่อยู่ร่วมชาติเดียวกันแท้ๆ มันจึงเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลนักกับการเอ่ยอ้างส่งหนังสือเชิญ “บิ๊กแดง” มาร่วมวิ่ง เพราะต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

น่าสะอึกมากกว่านั้น ในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังอยู่ในช่วงของการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องประกอบพิธีทางศาสนาแสดงความไว้อาลัย แต่กลุ่มคนที่ไม่แน่ใจว่าได้ปลูกฝังการเคารพจารีตประเพณี มีกาลเทศะมากน้อยเพียงใดจึงไม่ได้รู้สึกรู้สาเดินหน้าตั้งยื่นหนังสือเชิญให้มาร่วมวิ่งในกิจกรรมทางการเมืองที่ตนเองต้องการ

แม้ออกมาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ชาวคณะจัดงานวิ่งไล่ลุงมีความเสียใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สูญเสียคนในครอบครัว การมาครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนามาซ้ำเติมก็ตาม

… อสนีบาต …ไม่จำเป็นต้องตำหนิติเตียนให้มากกว่านี้ เพราะในโลกโซเชียลมีเดีย ต่างออกมาแสดงความเห็น อบรมสั่งสอน คนที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ เผื่อจะมีสติรู้จักแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้บ้าง เพราะตรงนี้ก็ไม่ต่างกับพวกที่กำลังสร้างกลุ่มก้อนเป็น “ลัทธิชังชาติ” ด้วยการแหกกฎระเบียบ กติกา มารยาทของบ้านนี้เมืองนี้ ส่งคนไปแทรกซึม ตามสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับโรงเรียนประถม-มัธยม

ลำพังการอ้างว่า มารณรงค์เลิกการเกณฑ์ทหารก็แย่แล้ว แต่นี่กลับไปใช้เอกสารราชการแอบอ้างจัด “วิ่ง ไล่ ลุง” ในโรงเรียนต่างๆ ตามต่างจังหวัด เพื่อหวังให้เห็นถึงพลังคนรุ่นใหม่ระดับเด็กเยาวชน ออกมาร่วมขับไล่รัฐบาล สร้างความอุบาทว์ดีแท้

เพิ่งได้พบได้เห็นในยุคนี้ พ.ศ.นี้ล่ะครับ ที่มีกลุ่มคนประเภทนี้กำเนิดเกิดมาด้วยการสรรหาวิธีทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ปลุกกระแสต่อต้าน อย่างไร้สามัญสำนึก ไร้วุฒิภาวะ ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย แต่จะทำลายสุขภาพจิตซะมากกว่า

จบด้วยคำกล่าวของ “ลุงตู่” ที่กำลังใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ด้วยการไม่เห็นด้วยกับการ “วิ่ง ไล่ ลุง” หรือ “เดินเชียร์ลุง”

“ผมไม่เห็นประโยชน์จะเกิดขึ้น ไม่ว่าสนับสนุนผมหรือสนับสนุนใครก็ตาม หรือต่อต้านผม มันเกิดประโยชน์กับใครบ้าง มันก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ออกมาทำเรื่องแบบนี้ พัน สองพัน หมื่นนึง แต่คนที่เสียประโยชน์คือ 60 ล้านคน…” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563

‘สมพงษ์’ พ่วง ‘เหลิม’ ยุค ‘แม้วหมอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สมพงษ์’ พ่วง ‘เหลิม’ ยุค ‘แม้วหมอบ’

9 มกราคม 2563 – 09:33 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,เฉลิม อยู่บำรุง,คุณหญิงหน่อย,นายใหญ่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,543 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ม.ค.63

*****************************

เป็นไปตามความคาดหมาย หลังความปราชัยในศึกเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น พร้อมกับการปรากฏตัวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ (กพศ.) พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ก็ต้อง “ถอย”

สื่อทุกสำนักรายงานตรงกัน “ทักษิณ-พจมาน” ไม่ขวางการถอยของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ซึ่งว่ากันตามจริง คุณหญิงสุดารัตน์พอจะรู้ตัวว่า “นายใหญ่-นายหญิง” ไม่แฮปปี้ มาแต่คราว “หัวเขียง” ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ นำทีม ส.ส.อีสานไปฟ้อง “นายใหญ่” ถึงนครดูไบ

ปลอบใจ“คนลาดปลาเค้า”

ค่ำวันที่ 7 มกราคม 2563 ที่บ้านพักของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ที่ซอยลาดปลาเค้า 60 มีงานเลี้ยงปีใหม่ของกลุ่ม ส.ส.กทม. และงานเลี้ยงขอบคุณ ส.ส.อีสาน ที่ช่วยกันหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น

ภายในงานมี ส.ส.ภาคอีสาน ภาคเหนือ และ ส.ส.กทม.ประมาณ 50 คน ไปร่วมสังสรรค์กันครื้นเครง เจ้าของบ้านก็ออกมารำฟ้อนกับ ส.ส.หญิงสนุกสนาน

คุณหญิงสุดารัตน์ ทุ่มเทกับเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น ต้นเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว

สรุปว่า คุณหญิงสุดารัตน์ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ก็ขอลาออกประธานยุทธศาสตร์พรรคแล้ว

“ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็พร้อมช่วยทุกคน อาจมีบางคน ซึ่งอาจจะเพราะเรื่องอำนาจหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ไม่ชอบดิฉัน ก็ถือเป็นความผิดดิฉันก็ได้ที่มีคนไม่ชอบ แต่ดิฉันยังเป็นสมาชิกพรรค จะใช้ไปทำอะไรตรงไหนก็ได้”

ที่น่าสนใจ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ พาภรรยา “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์”  ไปร่วมปลอบใจคุณหญิงหน่อย พร้อมกับ พงศกร อรรณนพพร” คนสนิทหัวหน้าสมพงษ์ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น

แถมมีบางคนในงานเลี้ยงตะโกนว่า “แม่หน่อยไปไหน พวกเราไปด้วย”…พรรคนี้เป็น “นักแสดงละคร” ระดับรางวัลเมขลาทุกคน

ของแท้ “ริมคลอง”

ถ้ายังจำกันได้ ระหว่างที่ “คุณหญิงหน่อย” ไปร่ำไห้หาเสียงเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น น้ำตาแทบจะท่วมมัญจาคีรี-หนองเรือ “เหลิม บางบอน” ก็พาลูกชายไปพบ “นายใหญ่” ที่ฮ่องกง

คล้อยหลังที่ “เหลิม บางบอน” กลับจากฮ่องกง ไม่ถึงสัปดาห์ ก็มีรายงานข่าวจากเพื่อไทยว่า จะมีการตั้งกรรมการพิเศษชุดหนึ่ง มอบให้ “เหลิม” เป็นหัวหน้า

เฉลิมไปฮ่องกง พบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ต้นเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว

นั่นคือ คณะกรรมการกิจการพิเศษ (กพศ.) พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกรรมการ, ภูมิธรรม เวชยชัย รองประธานกรรมการ, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองประธานกรรมการ, อดิศร เพียงเกษ, เผ่าภูมิ โรจนสกุล, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์, วัฒนา เตียงกูล กรรมการ, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร กรรมการและเลขานุการ และไพรัช ชัยชาญ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

รายนามกรรมการกิจการพิเศษนี้ ส่วนหนึ่งเป็นทีมงานของ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น ภูมิธรรม เวชยชัย, อดิศร เพียงเกษ และเผ่าภูมิ โรจนสกุล

วันเปิดตัว “กพศ.” ก็ยังเห็นหน้า ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เลขานุการผู้นำฝ่ายค้าน นั่งหน้าบานอยู่ข้างๆคนโตบางบอน

สมพงษ์”เพื่อนเยอะ

ว่ากันจริง “คุณหญิงหน่อย” ประเมินนักการเมืองพูดน้อยอย่าง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ต่ำไป จึงพยายามโชว์บทบาทประธานยุทธศาสตร์พรรค ราวกับเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง

สมพงษ์ มือประสารสิบทิศ

คุณหญิงสุดารัตน์ ถนัดเล่นบทนางเอก โดยมีนักข่าวกลุ่มหนึ่งช่วยทำงานสร้างภาพลักษณ์ให้ จึงประเมินว่า ตัวเองเหนือกว่าสมพงษ์

“สมพงษ์” เล่นการเมืองมายาวนาน และเป็น “มิสเตอร์คอนเนกชั่น” จึงสามารถรวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้ง “กลุ่ม16” เมื่อปลายปี 2535

พ.ศ.นี้ นักการเมืองกลุ่ม 16 ยังกระจายอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

สุชาติ ตันเจริญ อดีตกลุ่ม 16

ไปดูงานศพกำนันเป๊าะ จะรู้ว่า “สมพงษ์” แนบแน่นกับสนธยา คุณปลื้ม และวิทยา คุณปลื้ม แถม “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น มากน้อยแค่ไหน

สมพงษ์ กับ เสี่ยเฮ้ง ในงานบ้านกำนันเป๊าะ

หรือไปส่องงานศพมารดาของสุชาติ ตันเจริญ ก็จะเห็นความกลมเกลียวเหนียวแน่น ระหว่าง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, สุชาติ ตันเจริญ และสรอรรถ กลิ่นประทุม ราวกับกลุ่ม 16 ยังดำรงอยู่

สมพงษ์จึงเหมาะกับการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยุค “นายใหญ่” ถอยทางยุทธศาสตร์