คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563

9 มกราคม 2563 – 09:05 น.
งบประมาณปี 63,คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,บิ๊กโจ๊ก พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,เครื่องไบโอเมทริกซ์
เปิดอ่าน 797 ครั้ง

คลุกวงใน  วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการทุกวัน เพราะข่าวไม่มีวันหยุด จึงต้องขุดคุ้ยเพื่อประชาชนคนอ่าน 

00000 การอภิปรายงบประมาณปี 63 บอกว่าหงอยและเหงาจับใจ ฟังไปจะหลับไป เพราะเรื่องงบประมาณ เป็นเรื่องเข้าใจยาก ส.ส.หน้าใหม่และหน้าเก่า หากไม่จัดเจนจริงๆจะอภิปรายชี้แนะการใช้จ่ายงบประมาณไม่ได้เลย ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ไม่สมคำคุย กะว่าจะถล่มงบกลาโหม งบทหาร แต่ก็สุดกร่อย

00000 เมื่อเริ่มต้นเป็นเช่นนี้ นายกฯ ลุงตู่ สบายใจได้ ไม่มีปัญหา ยังไงก็ฉลุย พรรคฝ่ายค้าน บางพรรคอาจจะ “งดออกเสียง” กลัวว่า หากลงมติไม่เห็นชอบ ภายหลังแอบไปของบประมาณรัฐมนตรีลงพื้นที่เลือกตั้งตัวเอง จะตอบยังไง

00000 ขณะที่ ส.ส.รัฐบาลมากันเต็มพิกัด “ดร.แด๊ก” ธนกร วังบุญคงชนะ เลขาฯ รมว.คลัง กระซิบ “พญาเสือ” ว่า มี ส.ส.รัฐบาลลาป่วยแค่คนเดียว ดังนั้นจะโหวตเมื่อไร เสียง ส.ส.รัฐบาลพรึบแน่นอน เอาเป็นว่า วาระสอง วาระสาม เรียบร้อยโรงเรียนลุงตู่ 

00000 ที่คาดว่าฝ่ายค้าน จะใช้เวทีนี้ “ซ้อมใหญ่” เพื่อซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ ก็ไม่จริงตามนั้น แถม “พญาเสือ” ได้ข่าววงในมาว่า ทีมซักฟอกพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” ได้ข้อยุติแล้ว ว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีแค่ 5 คนคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่สังกัด พรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลเลย

00000 เรื่องนี้ ส.ส.สาย คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย เพราะ ส.ส.หลายคนมีข้อมูลกระทรวงอื่น ของรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำ จึงไม่ควรสรุปอยู่แค่นั้น นี่จึงเป็นปมขัดแย้งระหว่าง ขั้ว “สารวัตรเหลิม” กับขั้ว คุณหญิงหน่อย จนมีข่าวลือว่า คุณหญิงหน่อย ขอลาออกจากประธานยุทธศาสตร์ มีการเก็บข้าวของเครื่องใช้แล้ว 

00000 เลยทำให้ คุณหญิงหน่อย แฉกลับว่า มีคนไม่หวังดีไปปล่อยข่าวว่า จะลาออก “พญาเสือ” ได้ยินคนใกล้ชิด คุณหญิงหน่อย ชี้แจงว่า ที่นักข่าวเห็นเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่พรรคก็เพราะของบางอย่างไม่จำเป็น จึงเก็บกลับ ไม่ใช่การเก็บของเพื่อ “ลาออก” แต่อย่างใด นี่จึงเป็นปัญหาความขัดแย้งอีกยกระหว่างสองขั้วในพรรคเพื่อไทย

00000 อย่างไรก็ตาม ทักษิณ ชินวัตร ส่ง เสี่ยอ้วน ภูมิธรรม เวชยชัย มาคุมเชิงในคณะทำงานซักฟอกของ “สารวัตรเหลิม” มีการชนแก้วดื่มไวน์กันทุกวัน แล้ว “เสี่ยอ้วน” ได้รับมอบหมายให้ไปประชุมร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน 7 พรรคในสัปดาห์หน้า 

00000 นี่แสดงว่า ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อรัฐมนตรีของ พรรคภูมิใจไทย จะถูกอภิปรายอยู่ด้วย แต่พอ “สารวัตรเหลิม” มาคุมก็ปรากฏว่า “ชื่อหลุด” ไปดื้อๆ “พญาเสือ” ได้ยินคนในพรรคบอกว่ามีการ “เคลียร์” กันแล้ว จึงไม่ทราบว่าใครเคลียร์กับใคร เรื่องนี้ขั้ว คุณหญิงหน่อย ถามเสียงดังว่า จะตอบสังคมอย่างไร 

00000 “พญาเสือ” ขอวกไปเรื่องยิงถล่มรถ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักนายกฯ เพราะเห็นข่าวแล้ว ฝ่าย “บิ๊กโจ๊ก” ตั้งประเด็นว่า ถูกยิงเพราะโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องไบโอเมทริกซ์ และรถตรวจการณ์อัจฉริยะ งานนี้เสมือนพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เนื่องจาก ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับ “บิ๊กโจ๊ก” แถม ป.ป.ช.เรียก ทนายตั้ม ไปให้ข้อมูลในคดีไบโอเมทริกซ์ ในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี จึงอยากให้สาธุชนจับตาคดีนี้ให้ดีๆ เพราะ “พญาเสือ” ว่ามันมีลับลมคมในพอสมควร แถมช่วงที่ บิ๊กโจ๊ก ไม่มีบารมีในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว “บิ๊กแป๊ะ” เปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” เด็ก “บิ๊กโจ๊ก” เสียเหี้ยน ไม่เหลือติดโรงพักเลย งานนี้จึงเป็นการเปิดหน้าใส่กันเต็มที่ของทั้งสองคน โปรดจับตาอย่ากะพริบ 00000

งบประมาณ 2563 ฝ่ายค้าน ไม่ดุอย่างที่คาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409309?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบประมาณ 2563 ฝ่ายค้าน ไม่ดุอย่างที่คาด

9 มกราคม 2563 – 09:01 น.
งบประมาณ 2563,ฝ่ายค้าน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,724 ครั้ง

งบประมาณ 2563 ฝ่ายค้าน ไม่ดุอย่างที่คาด

การเมืองสัปดาห์นี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจเท่ากับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3

ตามกำหนดการ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา เปิดโอกาสให้อภิปรายกัน 3 วัน ระหว่าง 8-10 มกราคม โดยก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ทางฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่โหมโรงกันเต็มที่ว่าจะลุยแหลกกับวาระนี้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการขยายแผลก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่อาจจะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนปิดสมัยประชุมสภา

อีกทั้ง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยก็แสดงออกผ่านการขอปรับลดงบประมาณบางกระทรวง 100% เพื่อเป็นการประกาศให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ หรือแม้แต่การประกาศเตรียมยื่นให้องค์กรอิสระตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดงบประมาณ

ทว่า เมื่อถึงวันอภิปรายจริง ปรากฏว่าฝ่ายค้านกลับไม่ได้เดินหน้าลุยแหลกอย่างที่ประกาศไว้ เห็นได้จากมติที่ออกมาในรายมาตราของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ

      ฝ่ายค้านมาฉันมิตร กลัวกระแสตีกลับ
เริ่มตั้งแต่ การนับองค์ประชุมก่อนลงมติในวาระที่ 1 ว่าด้วยชื่อร่างพระราชบัญญัติ โดยฝ่ายค้านได้แสดงตนร่วมเป็นองค์ประชุมด้วย จากนั้นได้ใช้สิทธิงดออกเสียง 175 คน หรือในมาตรา 4 ว่าด้วยการกำหนดเม็ดเงินงบประมาณจำนวน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ฝ่ายค้านก็ใช้สิทธิงดออกเสียง 137 คน โดยไม่ได้ลงมติไม่เห็นชอบแต่ประการใด

ที่สำคัญ ในการอภิปรายแต่ละมาตราของฝ่ายค้าน บรรดา ส.ส.ก็ไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายทุกคน ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณผ่านไปแต่ละมาตราได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ปกติหากเป็นการพิจารณาในสภา กว่าจะผ่านไปได้แต่ละมาตรานั้นต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ การใช้สิทธิ “งดออกเสียง” ของฝ่ายค้าน แม้จะเป็นเอกสิทธิ์ตามข้อบังคับ แต่ด้านหนึ่งก็แสดงถึงนัยทางการเมืองด้วย เพราะเสมือนหนึ่งเป็นการรักษาน้ำใจในทำนอง “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” ประหนึ่งว่าไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้คัดค้านรัฐบาลเสียทีเดียว

การแสดงออกของฝ่ายค้านเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสื่อความหมายในทางการเมืองพอสมควร กล่าวคือ ฝ่ายค้านจับกระแสสังคมได้ถูกจุดว่าเวลานี้สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการจะแก้ไขนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินงบประมาณจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

จากภาวะและบรรยากาศที่เกิดขึ้น หากฝ่ายค้านตีรวนด้วยการอภิปรายยื้อเวลาให้นานที่สุด หรือใช้สิทธิในการโหวต “ไม่เห็นด้วย” แน่นอนย่อมจะเกิดโอกาสที่คะแนนระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วยจะห่างกันไม่เกิน 25 เสียง หากเป็นเช่นนั้นย่อมจะนำมาสู่การนับคะแนนใหม่เหมือนกับเมื่อครั้งพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการนับคะแนนใหม่แต่ละมาตราไม่น้อยกว่าชั่วโมง

หากงบประมาณล่าช้าออกไป ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสด้านลบจะตีกลับมาที่ฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีบทเรียนจากการเดินพลาดจนต้องเสียเก้าอี้ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น ให้แก่พรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่มาเป็นเวลานาน โดยความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งมาจากการเน้นเรื่องการเมืองมากเกินไป โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ

บทเรียนที่เกิดขึ้น ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับการเดินใหม่ มุ่งไปที่ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นสำคัญ โดยปล่อยให้วาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตะลุมบอนกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาเพิ่งตั้งขึ้นมาแทน

    ศึกในหนักกว่าศึกนอก
มาถึงจุดนี้ ประเด็นที่ว่าร่างกฎหมายงบประมาณจะผ่านสภาหรือไม่นั้นไม่น่าจะเป็นห่วงแล้ว เพราะฝ่ายค้านพร้อมจะใช้สิทธิงดออกเสียง เปิดทางให้เสียงข้างมากผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความชื่นมื่นของรัฐบาลที่น่าจะผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้ แต่ในมุมหนึ่งกลับแฝงความอึมครึมถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเช่นกัน เพราะส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนสำคัญหลายคนได้อภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณในแง่ลบอย่างตรงไปตรงมา

‘กรณ์ จาติกวณิช’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายติงว่า “เสนอให้ปรับลดงบประมาณจำนวน 1% ซึ่งเป็นการเสนอในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการจัดสรรงบประมาณที่ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง อยากฝากรัฐบาลว่าเรามีความจำเป็นต้องจัดงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่างบประมาณที่ใช้นั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองประชาชน ไม่ใช่หน่วยงานรัฐบาลเท่านั้น”

หรือจะเป็นการอภิปรายของ ‘เทพไท เสนพงศ์’ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า “การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปีนี้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในชนบท เพราะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2563 เป็นการจัดทำโดยข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ ฝ่ายการเมืองที่มาจากเลือกตั้งไม่มีโอกาสเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น และกำหนดการจัดงบประมาณในโครงการที่แก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดได้เลย”

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงวนอยู่กับสถานการณ์เดิมๆ คือ ศึกนอกที่ว่าหนักแต่ก็ยังหนักไม่เท่ากับศึกใน ไม่รู้เหมือนกันว่าเพดานความอดทนของนายกฯ จะเหลืออีกเท่าไร

ใครบ้างที่ไม่เอาทั้งวิ่งไล่ลุงและวิ่ง/เดินเชียร์ลุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครบ้างที่ไม่เอาทั้งวิ่งไล่ลุงและวิ่ง/เดินเชียร์ลุง

9 มกราคม 2563 – 08:44 น.
วิ่งไล่ลุง,วิ่งเดินเชียร์ลุง
เปิดอ่าน 1,108 ครั้ง

ใครบ้างที่ไม่เอาทั้งวิ่งไล่ลุงและวิ่ง/เดินเชียร์ลุง โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เราจะวิ่งไล่ลุงหรือวิ่ง/เดินเชียร์ลุง หรือเราจะไม่เอาเลยทั้งสองกิจกรรมทางการเมือง (แม้จะมีบางคนบอกว่าแค่วิ่งออกกำลังกาย ไม่มีพรรคการเมืองไหนหนุนหลัง…ฮา ฮา ฮา คงไม่มี…ที่ไหนเชื่อครับ)

โพลล์ต้นปีใหม่ 2563 ของนิด้าโพลในหัวข้อ “วิ่งไล่ลุง-วิ่ง/เดินเชียร์ลุง 2563” มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง

เราเริ่มด้วยการทบทวนว่าผลโพลล์เป็นอย่างไรก่อนครับ

ในข้อแรกถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ พบว่า ร้อยละ 40.86 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 12.24 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 12.00 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 31.32 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 3.58 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้คนเห็นด้วยมีมากกว่าคนไม่เห็นด้วยเพราะการปั่นกระแสข้ามปีของกลุ่มต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำอย่างเป็นระบบ อาศัยการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเน้นการดึงคนรุ่นใหม่ ชนชั้นกลาง ที่วันๆ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ให้เข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมการวิ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่จึงมีการส่งข้อความชวนกันไปวิ่ง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าการวิ่งครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายและแตกแยกทางการเมืองในอนาคต นอกจากนั้นแล้วทุกวันนี้สื่อกระแสหลักก็มักจะไปนำข่าวจากในโซเชียลมีเดียมานำเสนอ ทำให้กระแสโหมแรงขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลานัดแถลงข่าวแบบงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เมื่อกระแสแรงก็จะมีคนเกาะกระแส ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ก็พาเหรดกันเข้าร่วมกิจกรรมโดยบอกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน พรรคไม่เกี่ยวข้อง (ใครเชื่อบ้าง…ระวังออก…เป็น…)

ในข้อสองด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรม “วิ่ง/เดินเชียร์ลุง” ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ พบว่า ร้อยละ 18.92 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 9.30 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 17.65 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 49.76 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 4.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้คนไม่เห็นด้วยมีอัตราส่วนสูง (คิดว่าส่วนหนึ่งจะมาจากกลุ่มที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใด) เพราะคนจำนวนมากเริ่มกังวลว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแบบนี้ต่อไปภาพเก่าของความแตกแยก การประท้วง ปิดถนน ความรุนแรง และจบลงด้วยการทำรัฐประหารจะกลับมา

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแตกรายละเอียดทั้งสองข้อนี้ออกมาเพื่อพิจารณาว่ากลุ่มไหนบ้างที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลยกับทั้งสองกิจกรรม พบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้ ประเด็นแรก คนกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับการวิ่งทางการเมืองทั้งสองกลุ่ม โดยในข้อแรกคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ประมาณ 40% ไม่เห็นด้วยเลยกับการวิ่งไล่ลุง ในขณะที่ในข้อสองมีคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ถึง 56% บอกว่าจะไม่วิ่ง/เดินเชียร์ลุง ในประเด็นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าคนกรุงเทพฯ เขาเบื่อการชุมนุมทางการเมืองแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รวมถึงเขาอาจจะกังวลว่าหากทั้งสองกลุ่มจัดกิจกรรมแสดงพลังต่อกันอย่างนี้อาจจะทำให้ฝันร้ายเดิมๆ กลับมา

ประเด็นที่สองคือ กลุ่มคนมีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลยกับทั้งสองกิจกรรม โดยผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีไม่เห็นด้วยเลยในการวิ่งไล่ลุง และไม่เห็นด้วยในการวิ่ง/เดินเชียร์ลุง อยู่ที่ 48% และ 53% ตามลำดับ

ประเด็นที่สาม ผู้มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลยกับทั้งสองกิจกรรม โดยในข้อแรกประมาณ 42% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,001–40,000 บาท และประมาณ 39% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป และในข้อสองประมาณ 49% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,001–40000 บาท และ ประมาณ 59% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป

ในประเด็นที่สองและสามน่าจะเกิดจากความกังวลใจว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคนในกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีและมีรายได้สูงน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีหลักฐานมั่นคงในหน้าที่การงานในองค์กรและส่วนหนึ่งกำลังก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่สดใส จึงไม่อยากให้สถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้ายมาขวางการเติบโตก้าวหน้า

ประเด็นที่สี่ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐไม่เอาด้วยกับทั้งสองกิจกรรม โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยเลยในการวิ่งไล่ลุง และไม่เห็นด้วยในการวิ่ง/เดินเชียร์ลุง อยู่ที่ 44% และ 57% ตามลำดับ ในประเด็นนี้ตอบได้ไม่ยากว่าเพราะอะไร แน่นอนเวลามีการชุมนุม กลุ่มที่ลำบากที่สุดคือข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมาดูแลความสงบ เจ้าหน้าที่ กทม. ต้องอำนวยความสะดวกและทำความสะอาด กระทรวงสาธารณสุขต้องเตรียมรถพยาบาลและโรงพยาบาลให้พร้อมหากเกิดเหตุ โรงเรียนบางแห่งอาจต้องปิดเพราะอยู่ในเขตพื้นที่ชุมนุม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง มหาดไทยต้องวิ่งหาข่าวป้อนรัฐบาลรวมถึงพยายามสกัดกั้นมือที่สามที่จะก่อเหตุ เป็นต้น แค่งานบริการประชาชนแบบวันต่อวันก็จะทำไม่ทันอยู่แล้ว หากยังต้องมารับมือการชุมนุมด้วยคงไม่ไหว

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนต่อประเทศไทยในปี 2563 จะเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดียวกับในอดีตพบว่า ร้อยละ 21.62 ระบุว่า กังวลว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมากกว่าในอดีต ร้อยละ 21.86 ระบุว่า กังวลว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองพอๆ กับในอดีต ร้อยละ 22.81 ระบุว่า กังวลว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองแต่คงไม่เท่าในอดีต ร้อยละ 13.04 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 19.00 ระบุว่า ไม่กังวลเลย และร้อยละ 1.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้พบว่าคนไทยประมาณ 66% กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงในปี 2563 ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงเท่าเดิม น้อยกว่าเดิม หรือมากกว่าเดิม แน่นอนสถานการณ์การปลุกเร้าทางการเมืองแบบนี้ใครๆ ก็กังวล แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ อายุของผู้ตอบในช่วง 45–60 ปี กับกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความแตกต่างกันมาก โดยผู้ที่มีอายุ 45–60 ปี ซึ่งส่วนใหญ่คือคนที่ผ่านยุคพฤษภาทมิฬ 2535 (หรืออาจเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย) ส่วนใหญ่มีความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงทางการเมืองมากกว่าในอดีต ในขณะที่คนที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยุคตุลาคม 2514 และ 2516 ส่วนใหญ่กลับไม่กังวลเลยว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หากอธิบายแบบกว้างๆ คือกลุ่มคนที่อายุ 45–60 ปี ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงานและอาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงแล้ว มีลูกน้องที่เป็นคนรุ่นใหม่มากมาย คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนที่สนใจทางการเมืองสูงแบบใช้เหตุและผลในการวิเคราะห์สถานการณ์ ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่อาจจะทำให้รู้สึกกังวลว่ากระแสแบ่งฝ่ายทางการเมืองในปัจจุบันอาจรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมาเพราะการปั่นกระแสจากโซเชียลมีเดียนั้นทั้งเร็วและแรง กระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกได้สูงมาก ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนหนึ่งก็ยังเฝ้าติดตามการเมืองอยู่ อีกส่วนหนึ่งก็อาจเข้าวัดทำสมาธิปล่อยวางทุกอย่างแล้ว คนกลุ่มนี้น่าจะมีความเชื่อในทางศาสนาสูง ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยจะรอดปลอดภัยจากพระบารมีองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับการคุ้มครองจากองค์พระสยามเทวาธิราช (สาธุ…)

รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน

9 มกราคม 2563 – 07:49 น.
สหรัฐฯ,อิหร่าน,ตลาดทองคำ
เปิดอ่าน 5,202 ครั้ง

รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563

สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นหลังจากอิหร่านปฏิบัติการทางทหารตอบโต้สหรัฐด้วยการยิงขีปนาวุธกว่า 10 ลูก ข้ามฝั่งมายังฐานทัพอากาศ “อัล-อัดซาด” และฐานทัพอากาศ “อีบิล” ในอิรัก ที่กองทัพสหรัฐตั้งฐานกองกำลังอยู่ เป็นการล้างแค้นจากที่สหรัฐสังหาร พล.ต.กอเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านและเป็นหนึ่งในผู้นำทรงอิทธิพลของอิหร่านโดยปลิดชีพด้วยการส่งโดรนไปโจมตีทางอากาศในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคม ซึ่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านได้ออกแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบในการโจมตีฐานทัพสหรัฐและข่มขู่ว่าหากสหรัฐตอบโต้การโจมตีของอิหร่านก็จะโดนตอบโต้ถึงในอเมริกาและขู่ที่จะโจมตีเมืองในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล ในการโจมตีระลอกที่ 3

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทั่วโลกจับตาใกล้ชิดสถานการณ์ซึ่งอาจขยายความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผู้นำประเทศมหาอำนาจ อาทิ นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอริสัน ของออสเตรเลีย ได้ให้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเมือง เช่นเดียวกับทางการแคนาดาและอังกฤษที่กำลังจับตาสถานการณ์ เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ได้ในหลายด้าน ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้วจากการที่สายการบินพาณิชย์ของประเทศต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่าน-อิรัก และอ่าวโอมาน รวมทั้งบริเวณเหนือน่านน้ำอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย และสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐได้ประกาศห้ามสายการบินของสหรัฐบินผ่านเหนือน่านฟ้าอิรัก-อิหร่าน ยังไม่นับรวม ด้านเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น ตลาดทองคำ

ขณะที่รัฐบาลได้วางมาตรการรับมือและประเมินสถานการณ์เช่นกันทั้งในเรื่องพลังงานที่จะใช้มาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่เกือบ 4 หมื่นล้านบาท การสต็อกน้ำมันที่ปัจจุบันสามารถใช้ได้ 50 วัน และแก๊สยังมีเพียงพอต่อการใช้ รวมถึงปรับเปลี่ยนสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จาก 74% เหลือ 50% และเปลี่ยนไปนำเข้าจากพื้นที่อื่นที่ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องตลาดหุ้นนั้นทั่วโลกได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด จึงอยู่ที่แต่ละประเทศจะเตรียมรับมือภาวะผันผวนในมิติต่างๆ อย่างไร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐ และการวางมาตรการหรือแผนรับมือจำเป็นต้องวางไว้ในมุมลบสุดๆ หรือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไปจนถึงเบาที่สุด ซึ่งจะต้องรอบคอบและเตรียมการไว้เป็นอย่างดี

มุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นพ้องว่ายังเร็วไปที่จะประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านว่าจะลุกลามบานปลายหรือไม่ เนื่องจากต้องรอดูท่าทีทั้งสองฝ่าย แต่หากภายในเดือนมกราคมไม่มีสงครามระหว่างสองประเทศก็เชื่อว่าโอกาสเกิดสงครามจะน้อยมากคงมีเพียงการโจมตีตอบโต้กันไปมา อย่างไรก็ตามวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยและการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2563 จะต่ำกว่า 3% ขณะที่ไทยก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนสูง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินซึ่งไม่ใช่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องวางแผนรับมือความผันผวนนี้ให้ได้

แตกเป็นเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แตกเป็นเสี่ยง

8 มกราคม 2563 – 14:10 น.
คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เฉลิม อยู่บำรุง,พรรคเพื่อไทย,แตกเป็นเสี่ยง
เปิดอ่าน 3,543 ครั้ง

แตกเป็นเสี่ยง

ปัญหาในพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครคิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้

ความจริงความไม่เป็นเอกภาพเกิดขึ้นนับแต่ที่ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจเลือก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ มาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว

เนื่องจากเก้าอี้นี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จองแล้ว แต่ไม่ได้ จึงทำให้ผิดหวัง แม้จะมีการปลอบใจด้วยการยกตำแหน่งเลขาธิการพรรคให้คนใกล้ชิดอย่าง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แล้วก็ตาม แต่ไม่ใช่เป้าหมาย

ต่อมาเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงตามเป้า ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์จะต้องรับผิดชอบ นั่นหมายความว่า เป้าพุ่งไปที่ คุณหญิงหน่อย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยังเคยพูดว่า ตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง เมื่อหลังตั้งเสร็จก็ถือว่าจบ ตำแหน่งควรจะยุบไป แต่นี่เนื่องจาก คุณหญิงหน่อย ไม่ได้เป็น ส.ส. เลยยังคงตำแหน่งเอาไว้ให้มีที่อยู่ที่ยืน

ปัญหาที่เกิดไม่เท่านั้น เพราะการเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคของ คุณหญิงหน่อย ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา แต่ยังเข้ามาล้วงลูกการบริหารจัดการภายในพรรคด้วย

ยิ่ง น.อ.อนุดิษฐ์ เป็นเด็กก้นกุฏิ ด้วยแล้ว กิจการงานในพรรค คนเป็นเลขาธิการพรรค แทนที่จะรายงานตรงต่อ สมพงษ์ หัวหน้าพรรค แต่ น.อ.อนุดิษฐ์ กลับไปรายงานคุณหญิงหน่อย เลยทำให้การบริหารในพรรคซ้อนกันอยู่

พูดง่ายๆ คือพรรคเพื่อไทย มีหัวหน้า 2 คนคือ สมพงษ์ เป็นหัวหน้าทางการ และ คุณหญิงหน่อย เป็นหัวหน้าโดยไม่เป็นทางการ

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของทักษิณ คนแดนไกลตลอด แม้ไม่มีใครเดินทางไปเพ็ดทูล แต่ทักษิณ ก็มีสายที่จะรายงานสถานการณ์ในพรรคให้ได้รับทราบ

การพ่ายแพ้ในสภาในการโหวตเลือกนายกฯ ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จึงเป็นอีก “ปม” ที่ทำให้คนแดนไกลไม่ค่อยแฮปปี้ เนื่องจากลงทุนลงแรงไปแล้ว ได้ ส.ส.ก็มากกว่าแต่ไม่สามารถจับพรรคการเมืองมาตั้งรัฐบาลได้

เป้าหมายต่างๆ ของ ทักษิณ จึงเลือนราง เหล่านี้ทำให้หลายคนมองว่า ทักษิณไม่เอาแล้ว ทักษิณถอยแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าก่อนเลือกตั้ง ทักษิณไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร เหมือนกับผีหัวขาด พรรคไม่มีหัวหน้าที่ชัดเจน การเคลื่อนของพรรคจึงดูละล้าละลัง

จนกระทั่งมีข่าวลือข่าวปล่อยออกมาว่า การที่ พานทองแท้ ชินวัตร รอดคดี “ฟอกเงิน” กรณีแบงก์กรุงไทยกับเครือกฤษดามหานครนั้น ทำให้ ทักษิณ เริ่มจะถอยออกจากการเมือง

ประกอบกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความตัดพ้อเรื่องถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ซึ่งเป็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของสองพี่น้องอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ในพรรคเพื่อไทย ถนนทุกสายมุ่งไปที่ นายหญิง เนื่องจากการติดต่อสื่อสารผ่านนายใหญ่จากดูไบ แม้จะชัดเจน แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ต้องฟังสัญญาณจากนายหญิงก่อนจึงจะถือว่าไฟนอล ไม่งั้นไม่ตลอด

เช่นกันกับบทบาทของคุณหญิงหน่อย ที่นายหญิงไม่ปลื้มมาตั้งแต่มีกระแสการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากคนในบ้านจันทร์ส่องหล้ามองว่า หากคุณหญิงหน่อยเป็นหัวหน้า จะนำพรรคเพื่อไทยไปร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

เพราะคุณหญิงหน่อย ดีลกับ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ เพราะว่า บิ๊กป้อม ก็สนิทกับคุณหญิงพจมาน เหมือนกัน เข้าทำนองไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

ความขัดแย้งมาปะทุอีกครั้งเมื่อ ส.ส.อีสานกลุ่มหนึ่ง บินไปดูไบพบ ทักษิณ พร้อมกับข่าวขอให้เปลี่ยนประธานยุทธศาสตร์พรรคจากคุณหญิงหน่อย เป็น “สารวัตรเฉลิม”

เดือดร้อนกันใหญ่ ถึงกับคุณหญิงหน่อยบินไปประกบ จนมีภาพข่าวเรื่องคุณหญิงหน่อยไปร้องห่มร้องไห้ ต่อหน้าทักษิณ ขณะที่ “สารวัตรเฉลิม” เดินทางไปพบทักษิณที่ฮ่องกง มีภาพชนไวน์เป็นคลิปออกมายืนยัน

แล้วหิ้วตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการพิเศษของพรรคเพื่อไทย กลับมา แต่ สารวัตรเหลิมยืนยันว่า ไม่ได้ไปขอตำแหน่ง แต่ทักษิณยกให้เอง เพราะไม่เอาตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ไม่อยากขัดแย้งกับคุณหญิงหน่อย

อย่างไรก็ตาม ข่าวการลาออกของคุณหญิงหน่อย ก็ดังขึ้นมา ท่ามกลางการเข้ามากุมสภาพพรรคของขั้ว “สารวัตรเหลิม” ที่มีการแถลงข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เล่นเอาฮือฮาเพราะว่า ลีลาของ “สารวัตรเหลิม” เป็นที่ถูกอกถูกใจนายใหญ่เหลือเกิน

แล้วการเปิดชื่อ 5 รัฐมนตรีออกมาล้วนแต่เป็นรายชื่อที่ทักษิณเห็นด้วย เพราะต้องการแก้แค้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในหลายเรื่อง

ด้วยเหตุนี้ ทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่นำโดย “สารวัตรเหลิม” จึงขึ้นหม้อยิ่งนัก นี่แหละที่ทำให้ภาพของคุณหญิงหน่อย ถูกด้อยค่าลง ทั้งๆ ที่ “สารวัตรเหลิม” ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะว่าทักษิณไว้วางใจให้ “สารวัตรเหลิม” ทำงานนี้โดยเฉพาะ

เอาง่ายๆ คือ เวลาที่ทีม “สารวัตรเหลิม” ประชุมเรื่องซักฟอก ทักษิณจะโทรทางไกลข้ามทวีปมาเลย บางครั้งอยู่บนเครื่องบินยังโทรศัพท์มาถามไถ่ว่าเป็นอย่างไร

สถานการณ์แบบนี้ไม่น่าเป็นผลดีต่อคุณหญิงหน่อย แถมเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น แพ้อีก เลยทำให้ คะแนนนิยมของคุณหญิงหน่อย ในมุมของทักษิณ ตกลงเรื่อยๆ

เลยเปิดปฏิบัติการ “ปล่อยข่าว” ว่าลาออกทุกตำแหน่ง แล้วระดมคนมาแสดงความเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกันยกใหญ่ เริ่มจากคนใกล้ตัว อย่าง ส.ส. และ ส.ก. ส.ข. ในสังกัดกทม.

ต่อมาระดม ส.ส.ของพรรคมาเลี้ยงปีใหม่ เพื่อสร้างภาพว่ามีคนต้องการให้คุณหญิงหน่อย ยังอยู่ในพรรคเพื่อไทยต่อไป ถึงขนาดคุณหญิงหน่อยโทรศัพท์ไปเชิญ “สารวัตรเหลิม” มาด้วย แต่ “สารวัตรเหลิม” รู้ทัน ไม่มาเป็นฉากสร้างความชอบธรรมให้

ว่ากันว่า “สารวัตรเหลิม” จะสร้างชื่อด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากอภิปรายดีมีข้อมูล สั่นสะเทือนรัฐบาลได้ นั่นหมายความว่า นายใหญ่จะเป็นคน “กดปุ่ม” เองว่า จะให้ใครเข้ามากุมสภาพในพรรคเพื่อไทย

แน่นอนว่าคือ สารวัตรเหลิม ไม่ใช่ คุณหญิงหน่อยแน่นอน.

ซุ้มอีอีซี ‘2 สุชาติ’ ยึดแดนบูรพา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409043?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

8 มกราคม 2563 – 13:34 น.
สุชาติ ตันเจริญ,สุชาติ ชมกลิ่น,เจาะประเด็นร้อน,สารวัตรต๊อก,พรรคพลังประชารัฐ,สสจันทบุรี,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,491 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 8 ม.ค.63

*************************

สุดท้าย ..ที่ถูกขับออกจากพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้บ้านพักพิงเรียบร้อย ศรีนวล บุญลือ ..เชียงใหม่ เขต เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการกับพรรคภูมิใจไทย ตามมาด้วย “กวินนาถ ตาคีย์” ส..ชลบุรี เขต ที่ชูเสื้อพรรคพลังท้องถิ่นไท 

วันที่ มกราคม 2563 ถึงคิว “สารวัตรต๊อก” พ...ฐนภัทร กิตติวงศา ..จันทบุรี เขต เดินเข้าพรรคพลังประชารัฐ ตามการชักชวนของ “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส..ชลบุรี และประธาน ส..ของพรรค ยังเหลือแต่“จารึก ศรีอ่อน” ..จันทบุรี เขต ซึ่งมีกระแสข่าวว่า จะเข้าสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท

จันท์ฮิ พรรค

ในแฟนเพจ จารึก ศรีอ่อน” วันที่ 26 ธันวาคม 2562 จารึก ศรีอ่อน ส..จันทบุรี ได้โพสต์ว่า ณ วันนี้ผมคาดว่า ส..จันทบุรี คงจะอยู่คนละพรรค คน พรรค แต่ถึงแม้จะอยู่ต่างพรรคก็ยังรักกันเหมือนเดิม…”

แสดงว่า ปลายปีที่แล้ว “จารึก” พอจะทราบแล้วว่า “สารวัตรต๊อก” คงปิดดีลกับสุชาติ ชมกลิ่น ไปแล้ว จึงบอกว่า ส..จันทบุรี คนจะอยู่กัน พรรค

จารึก ศรีอ่อน

นั่นคือ ญาณธิชา บัวเผื่อน ส..จันทบุรี เขต ยังอยู่อนาคตใหม่...ฐนภัทร กิตติวงศา ย้ายไปพลังประชารัฐ และจารึก ก็คงไม่แคล้ว ปชป.

ก่อนหน้านั้น จารึก ศรีอ่อน ได้โพสต์ภาพตัวเขารับประทานอาหารร่วมกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ “สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สาธารณสุข ที่ร้านวิเศษไก่ย่าง บางโพ

ว่ากันว่า เส้นสู่ ปชป.ของจารึก สะดุดที่ “คน ปชป.” ในพื้นที่ไม่ยอม และ “หมอตี๋” สาธิต แม่ทัพตะวันออกของ ปชปก็ไม่หนุน

สุดท้าย “จารึก” อาจต้องตาม “กวินนาถ” ไปสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไทของชัช เตาปูน 

สิงห์เฒ่า”เปิดทาง 

เมื่อ “สารวัตรต๊อก” พ...ฐนภัทร กิตติวงศา ย้ายมาพลังประชารัฐ ก็น่าคิดว่า “ธวัชชัย อนามพงษ์” อดีต ส..จันทบุรี สมัย ที่เคยลงสมัคร ส..จันทบุรี เขต ในสีเสื้อ พปชรแต่พลิกพ่ายนักมวยหน้าใหม่ไปแบบล็อกถล่ม

ธวัชชัย อนามพงษ์

ธวัชชัย อนามพงษ์ เป็นพ่อค้าพลอย มีเครือข่ายทั้งในพื้นที่จันทบุรี เริ่มต้นเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส..เมืองจันทบุรี และประธานสภาจังหวัดจันทบุรี

นักเลงบ่อพลอยเล่นการเมืองระดับชาติมาแต่ยุครวมเขต จนถึงเขตเดียวเบอร์เดียว การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ธวัชชัยสอบตกพร้อมกับ ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส..จันทบุรี เขต แม้ทั้งคู่จะสอบตก ธวัชชัยได้ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีคลัง ส่วนยุคลก็เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีพลังงาน

สารวัตรต๊อก

นัยว่า การเจรจา ..จันทบุรี ที่กำลังบ้านหลังใหม่ “สารวัตรต๊อก” เขต คงเคลียร์ง่ายกว่า กรณีจารึก ศรีอ่อน ที่เขต จึงลงตัว และมีการเปิดตัวไปอย่างเอิกเกริก

หากว่ามีการเลือกตั้งใหม่ สิงห์เฒ่านักเลงพลอย อาจขยับขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือโยกไปลงที่เขต แทนหลานชายแสนคม อนามพงษ์

.” ใต้ร่มธง .

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 สุชาติ ตันเจริญ” อาสามาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ โดยรับผิดชอบภาคตะวันออก และภาคอีสาน(บางจังหวัด)

สำหรับภาคพื้นบูรพา กลุ่มบ้านแสนสุข โดยมีสนธยา คุณปลื้ม ก็เป็นผู้ดูแลสนามเมืองชลบุรีบางเขต รวมถึงระยอง และจันทบุรี แต่แม่ทัพตัวจริงคือ “สุชาติ ชมกลิ่น” สายตรงของ “บ้านป่ารอยต่อ จังหวัด”

สุชาติ ตันเจริญ ทักทาย สุชาติ ชมกลิ่น

หลังเลือกตั้ง “สุชาติ ชมกลิ่น” จึงมาแรงแซงบ้านใหญ่แสนสุข เนื่องจากเขามี ส..ภาคตะวันออกอยู่ในการดูแล คน อาทิ ส..ชลบุรี เขต 2 ,เขต และเขต พ่วงด้วย ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ..ฉะเชิงเทรา เขต และสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ส..สระแก้ว เขต 

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ตันเจริญ ก็ยังดูแล ..สระแก้ว ลูกหลานป๋าเหนาะ ได้แก่ ฐานิสร์ เทียนทอง ส..สระแก้ว เขต และตรีนุช เทียนทอง ส..สระแก้ว เขต 2

สุชาติ ชมกลิ่น

ว่ากันตามจริง สุชาติ ตันเจริญ และสุชาติ ชมกลิ่น ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน “ส..เฮ้ง” ยังเคารพรักประมุขบ้านริมน้ำ ในฐานะผู้อาวุโส

ทุกวันนี้ สุชาติ ตันเจริญ ยังมีภาระรับผิดชอบอดีต ส..อีสาน และนายก อบจ.อีสานเหนือ จังหวัด เมื่อมี “ส..เฮ้ง” มาช่วยดูแลภาคตะวันออก ย่อมเป็นเรื่องดี

พ่อมดดำ” กับ “ส..เฮ้ง” มีบุคลิกเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ “พวก”ใหญ่กว่าพรรค จึงมีเพื่อนมิตรทั้งสภา

เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250คน

7 มกราคม 2563 – 11:20 น.
ร่างรัฐธรรมนูญ,สว
เปิดอ่าน 1,433 ครั้ง

เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250 คน คอลัมน์… EXCLUSIVE TALK

ปฏิเสธไม่ได้การเมืองว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่องข้ามปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ของสภาผู้แทนราษฎร

หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญที่น่าสนใจ คือ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากับมือ จึงไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงมาร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีชื่อในทำนองอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้

    แค่ให้ความเห็น ไม่ได้ชี้นำปัญหา
ในประเด็นเหล่านี้ ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์อุดม โดยมีเนื้อหาของการสัมภาษณ์ที่น่าสนใจและน่าติดตามดังนี้

ก่อนอื่นอาจารย์อุดม อธิบายถึงเหตุผลในการเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญว่า “ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนที่ทาบทามผม เขาบอกว่าไม่ใช่เป็นการไปชี้ว่าควรจะแก้ไขประเด็นไหนในรัฐธรรมนูญ เขาอธิบายอย่างนี้ ในขณะเดียวกัน ถามว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะทำหน้าที่อะไร เขาอธิบายว่าเขาต้องการให้มีคนที่เคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาอธิบายว่าการจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะสามารถทำได้ในขอบเขตตรงไหน และด้วยวิธีการอะไร หมายถึงว่าแค่ในเชิงของการให้อธิบายวิธีการเป็นหลัก”

“ผมก็เรียนยืนยันว่าการจะไปให้บอกว่าควรแก้อะไรหรือไม่ควรแก้อะไร ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะไปพูด เพราะผมเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญเอง มันจบแล้วสำหรับผม ยืนยันว่าผมให้เหตุผลกับคนที่ทาบทามแล้วเขาก็บอกว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญทำเพียงแค่ศึกษาว่ากฎหมายได้วางเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างไรเท่านั้นเอง ไม่ได้พูดถึงว่าควรแก้หรือไม่ควรแก้ ไม่ใช่ประเด็นนี้”

“จุดประสงค์ของการเอาคนที่รู้เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญมันชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่ได้เข้าไปเพื่อที่จะไปบอกว่าประเด็นไหนที่บกพร่อง เพื่อจะให้แก้ไข ซึ่งถ้าเป็นประเด็นเหล่านั้น ผมพูดได้เลยว่าผมก็อยู่ในฐานะที่จะคอยปกป้อง ผมก็ยืนยันตรงนี้ เพราะเหตุที่ว่าเราเป็นคนร่างมาเอง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปพูดในทางแตกต่างกัน”

“เหมือนคนมาถามผมว่าตอนที่ร่างระบบการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่หลายคนอาจมีความรู้สึกว่าข้อความในรัฐธรรมนูญกับข้อความในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมันไม่ค่อยไปด้วย ผมก็ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้คิดมาก่อนแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง ไม่ได้มีส่วนที่จะไปคิดในทางที่เราร่างผิดพลาด ดังนั้น ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปพูดแทนใครว่ารัฐธรรมนูญนี้ผิดพลาด ผมพูดตรงนี้ไม่ได้เลย”

“เวลาเข้าไปในคณะกรรมาธิการวิสามัญ จากสิ่งที่ได้รับทาบทามก็ดี หรือจากสถานะที่เราเคยเป็นกรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมาเองก็ดี จึงไม่ได้จะมาเป็นคนที่บอกว่าประเด็นไหนไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ การแก้ไขบทบาท ส.ว. หรือ วิธีการเลือกตั้ง ควรแก้ไขหรือไม่ควรแก้ไข”

อาจารย์อุดมแสดงทัศนะต่อกระแสเกี่ยวกับการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า “เวลาเราคิดว่าเรื่องรัฐธรรมนูญมีปัญหา ส่วนใหญ่มันเกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นถามว่ามันมีเฉพาะรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเชื่อว่าในกฎหมายเกือบทุกฉบับ ถ้าเมื่อไรมีการใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งที่คนเห็นแตกต่างกัน แล้วเราเรียกว่ามันเป็นปัญหา ทุกกฎหมายมันเป็นปัญหาหมดทุกเรื่อง”

     รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้เลือกปฏิบัติ
“ในความคิดเห็นผม ผมก็ยังคิดว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่มีที่มา ยิ่งในประเด็นที่คนโต้แย้งกันมากเท่าไรก็ยิ่งสะท้อนสิ่งที่เรียกว่าเป็นประเด็นที่เราคิดกันมาก่อน เช่น อย่างปัญหาการถือหุ้นสื่อ ถามว่าคนร่างรัฐธรรมนูญคิดมาก่อนหรือไม่ เราก็คิดมาก่อนแล้ว เพราะมันเป็นตัวร่างที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 เพียงแต่จุดที่เปลี่ยนไป คือ แทนที่จะเป็นเรื่องที่ ส.ส.จะต้องไม่ถือหุ้น กลายมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ต้องไม่ถือหุ้นสื่อ ก็แค่นั้น หรือเรื่องที่โต้แย้งกันมากในเรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผมคิดว่าเวลาเรานึกถึงการยกร่างกฎหมาย เราคิดอะไร เรามีหลักการหรือไม่ ผมก็บอกว่ามี ข้อที่คนเห็นต่างเป็นเพราะเขาไม่ได้มาคิดกับเรา ทุกอย่างมันเป็นไปตามเกณฑ์ ไม่ได้เป็นการไปเลือกปฏิบัติ”

“เราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพราะเรารู้ถึงปัญหาที่ต้องแก้ไข ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อต้องการให้เกิดปัญหา มีคนมักจะพูดว่า กรธ.เห็นอยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหาความไม่มีเสียงข้างมากในสภา ผมถามว่าแล้วมันจะใช้หลักอะไรที่จะไปเขียนกฎเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก อย่างนั้นมันจะถูกหรือ”

“ผมเชื่อว่าในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ใช้ระบบเลือกตั้งสองบัตรก็คงไม่ได้มีใครคิดหรอกว่าจะได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด มีพรรคไทยรักไทยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด คงไม่มีใครไปคิดอย่างนั้น ทุกอย่างคิดออกมาจากหลักที่ว่าประชาชนเป็นคนที่กำหนดเก้าอี้ของคนในสภา แล้วหลักของเราถามว่ามันไม่ถูกหรือ ถ้าคนเขาเลือกด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวมันยิ่งชัดเจนใหญ่ว่าคุณเลือกใคร คุณเลือกพรรคไหน เราไม่ควรจะไปคิดว่าการเลือกคนกับการเลือกพรรคมันแยกออกจากกันได้ เพราะในท้ายที่สุดเราก็บังคับให้คนสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคอยู่ดี”

      ช็อกกับข้อเสนอของคสช.
ในช่วงหนึ่งของการสนทนา เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการให้มี ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรากฏว่าอาจารย์อุดมยอมรับว่าเวลานั้นเมื่อได้เห็นหนังสือที่เป็นข้อเสนอจากคสช.แล้วรู้ช็อกขึ้นมาทันที

“เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250 คน เพราะเราก็รู้สึกว่ามาได้อย่างไร แต่พอเขาพยายามจะอธิบายว่าการเลือกตั้้งครั้งแรกการเมืองก็ยังไม่เปลี่ยน หมายความว่า ความขัดแย้งที่แบ่งเป็นสองฝ่ายก็ยังไม่เปลี่ยน แล้วเราจะทำให้การรัฐประหารเสียเปล่าอย่างนั้นหรือ ข้อนี้เราก็คิดในใจนะ เป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องมาตั้งคำถามว่าบ้านเมืองเราหยุดชะงักไป เราจะย้อนกลับมาเป็นแบบเดิมอย่างนั้นหรือ หรือว่าจะให้มันเดินไปได้ในระดับหนึ่งและพอถึงขั้นหนึ่งจะเข้ามาสู่ระบบก็ว่าไป”

“เราก็ตกใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้คิดมาก่อน เพราะเราเป็นคนยกร่างเกี่ยวกับส.ว.ว่า ส.ว.ควรจะต้องมาเลือกกันเอง แต่พอมาบอกว่าคสช.ขอจะตั้ง 194 คนและบวกกับอีก 6 ตำแหน่ง และขอเลือกอีก 50 คนที่มาจากการเลือกกันเอง เราก็ตกใจ แต่ถามว่ามันพอมีเหตุผลหรือไม่นั้น เราก็คิดแต่เพียงว่าบ้านเมืองเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน”

“ผมว่ามันมีเหตุผลอยู่ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่า 5 ปียาวเกินไปหรือไม่ แต่การเปลี่ยนผ่านจากการเมืองที่เป็นแต่งตั้งไปสู่การเลือกตั้ง การปรับไปทันทีทันใดมันจะมีอะไรที่เปลี่ยนหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกัน”

เมื่อในรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ คสช.เสนอเข้ามา จึงทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นมรดกของคสช.ไปด้วยหรือไม่? อาจารย์อุดม ตอบว่า “จะเรียกว่าเป็นมรดกหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ถ้าเราว่ากันตามตัวบท ระยะเวลา 5 ปีที่จะมี ส.ว.จากการแต่งตั้งของคสช.และมีส่วนมาเลือกนายกฯ ด้วย ผมก็คิดว่าเราก็ไม่สามารถที่จะไปบอกว่ามันต้องเป็นคนของคสช.เท่านั้น เราไม่ได้เป็นคนกำหนดให้ประชาชนเลือกแบบนั้นแบบนี้ ทุกคนเล่นเกมในทางการเมือง ทุกคนอาจจะอยู่พรรคเดียวกันหรือต่างพรรคกัน ผมเชื่อว่ากรธ.ไม่มีใครอยากจะเอาส.ว.ไปเลือกนายกฯ เพราะถ้าทำแบบนั้นเราก็คงยกร่างไปตั้งแต่แล้ว”

   ยอมรับแก้ยาก แต่ผ่าน 5 ปีจะกลับมาปกติ
อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัย คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีขั้นตอนซับซ้อนตามมาตรา 256 เหตุใด กรธ.ถึงได้กำหนดไว้แบบนั้นจนกลายเป็นที่วิจารณ์กันหนักในทำนองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีทางแก้ไขได้ เว้นเสียแต่ฉีกทิ้งทั้งฉบับ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีคำอธิบายจากอาจารย์อุดมน่าสนใจเช่นกัน

“การทำรัฐธรรมนูญแตกต่างจากกฎหมายทั่วไป รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทของสังคม การจะเปลี่ยนแปลงเอาง่ายๆ ก็เท่ากับเป็นการทำลายหลักการ มันไม่ใช่กฎหมายธรรมดาที่จะไปเสียงข้างมากในสภาธรรมดาแล้วไปเปลี่ยนแปลงเอาง่ายๆ เราจึงบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องแตกต่างจากกกฎหมายธรรมดา ความยากที่ดูเหมือนยากกว่าปกติ คือ ต้องมีเงื่อนไขอัตราส่วนของ ส.ว. แต่ถ้าเราพูดตามหลักการทั่วไปตั้งแต่แรก ส.ว.จะต้องมาจากการเลือกกันเอง เพราะตอนที่ กรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คิดเรื่อง ส.ว.แต่งตั้ง”

“ความรู้สึกที่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก คือ ช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้เท่านั้น สิ่งที่เขาไม่ชอบมันบ่อนเซาะและทำลายความเป็นประชาธิปไตย มันคือช่วง 5 ปีที่ส.ว.มาจากการแต่งตั้งและมีบทบาทในการเลือกนายกฯ ด้วย แต่หลัง 5 ปีไปเราก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมโดยเสียงข้างมากแล้วมีสัดส่วนของ ส.ว.หนึ่งในสามหรือฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลอย่างน้อย 20% มันไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไรเลย ผมก็ขอย้ำคำของผมว่าคุณจะรอไม่ได้สัก 5 ปีเชียวหรือ”

“เขาไม่ต้องการเพียงแก้รัฐธรรมนูญหรอกครับ เขาต้องการทำรัฐธรรมนูญใหม่ อันนี้ต้องพูดให้ประชาชนได้เข้าใจ เขาไม่ได้พอใจแค่ตัวบทบางมาตราเท่านั้น แต่เขาไม่ชอบกระบวนการในการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 การมาบอกว่าเนื้อหามันไม่ดี ผมเชื่อว่าถึงคุณไปร่างรัฐธรรมนูญเองก็อาจมีหลายมาตราที่ไปร่างให้ดีกว่านี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นมาอยู่แล้ว กรธ.ไม่ได้ร่างให้ผิดแปลกจารีตในอดีตทุกมาตราเลย หลายเรื่องก็เป็นอย่างนั้น ในหมวดที่เกี่ยวข้องหมวดทั่วไปและพระมหากษัตริย์”

สุดท้าย อาจารย์อุดม ยืนยันหนักแน่นว่าเมื่อได้เข้ามาเป็นกรรมาธิการวิสามัญแล้วก็จะหยุดบทบาทของตัวเองไว้เพียงเท่านี้ โดยจะไม่ขอเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญที่จะเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคตอีก หากมีการตั้งขึ้นมา เพราะต้องการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเข้ามาดำเนินการรับผิดชอบบ้าง

“ผมยืนยันว่าผมหมดแล้ว หน้าที่ที่เราจะไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผมอายุปูนนี้แล้วและเข้าใจว่าเมืองไทยมีคนที่มีความรู้ความสามารถอีกเยอะ เราอาจจะให้ความเห็นได้ แต่ไม่น่าจะเข้าไปทำเอง เพราะผมไม่ได้ถวิลหาในการมาทำหน้าที่แบบนี้ สำหรับครูบาอาจารย์ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่เข้าไปทำตรงนี้ อาจเป็นประโยชน์ที่ทำให้รู้ว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญทำกันอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์แก่การเรียนการสอน ผมพอแล้ว ไม่มีอะไรจะมากไปกว่านี้” อาจารย์อุดมทิ้งท้าย

ชวน วางระเบิด รื้อรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408815?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชวน วางระเบิด รื้อรัฐธรรมนูญ

7 มกราคม 2563 – 10:07 น.
ชวน หลีกภัย,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
เปิดอ่าน 3,882 ครั้ง

ชวน วางระเบิด รื้อรัฐธรรมนูญ คอลัมน์…  กระดานความคิด  บางนา บางปะกง

เป็นเรื่องใหญ่โต หลังการให้สัมภาษณ์ของ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเสนอปรับแก้มาตราที่กำหนดให้ “ผู้นำเหล่าทัพ” ดำรงตำแหน่ง ส.ว. โดยตำแหน่ง เพราะเป็นข้อเสนอตามหลักการประชาธิปไตย และเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย

หลังจากนั้น ได้มีเสียงขานรับแนวคิด “ประธานชวน” ดังอึงมี่ โดยเฉพาะบรรดาอดีตสมาชิกพรรค ปชป.บางคนที่ลาออกจากพรรค หลังกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันมีมติเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2

ถ้าไล่ย้อนไปอ่านความคิดเห็นของชวน หลีกภัย ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค ยุคที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ก็จะพบว่า จุดยืนประธานชวนคือ โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2560

ปี 2559 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ได้แถลงจุดยืนของพรรค ปชป. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ พรรคไม่รับคำถามพ่วงประชามติที่ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ประชาชนสมควรลงมติไม่รับคำถามนี้

พรรคไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี หมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยกว่าปี 2550 จะแก้รัฐธรรมนูญก็ทำยาก ส่วนในบทเฉพาะกาล 5 ปี ไปทำให้ ส.ว. เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่เปิดช่องให้ ส.ว.มีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายเกิดการต่ออายุบทเฉพาะกาลให้ยืดยาวออกไป

หลังเลือกตั้ง 2562 พรรค ปชป.กลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงสปิริตลาออกจากหัวหน้าพรรค เปิดให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

มีผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคหลายคน แต่คู่ชิงดำจริงๆ ก็เหลือแค่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” กับ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” และจุรินทร์ ชนะพีระพันธุ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

เบื้องหลังเกมชิงประมุข ปชป. คนวงในทราบดีว่า “ชวน” หนุนจุรินทร์ และอดีตนายกฯ ผู้ได้ฉายาจอมหลักการ ก็รู้ลึกรู้ดีว่า ใครสนับสนุนพีระพันธุ์ ?

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค นำมาซึ่งการเข้าร่วมรัฐบาล พ่วงด้วยเงื่อนไขการเสนอชวน เป็นประธานสภา นี่เป็นการถอย เพื่อรอวันปรับขบวนอีกครั้ง

วันที่ 9 ธันวาคม 2562 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. ได้ทำหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป. โดยไม่ได้ให้เหตุผลลาออกในตอนแรก

ข่าวพีระพันธุ์ลาออกจาก ปชป. สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองพอสมควร มีการคาดเดาทิศทางการเมืองของอดีตรัฐมนตรียุติธรรมคนนี้ไปต่างๆ นานา แต่คนใน ปชป.รู้แล้วว่า หมากเกมนี้ ใครเป็นผู้เล่น ?

วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อย เท่านั้นยังไม่พอ พีระพันธุ์ ยังได้รับการเสนอชื่อเป็น “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ในโควตาของคณะรัฐมนตรี

วันที่ 24 ธันวาคม 2562 กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 49 คน ได้ประชุมกันนัดแรก และเสียงข้างมากของ กมธ.ชุดดังกล่าว เลือกพีระพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ตามโผของ กมธ.ซีกรัฐบาล

พลิกแฟ้มข่าวช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว พรรค ปชป. ได้สนับสนุนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ให้เป็นประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เจอแรงต้านจากพรรคพลังประชารัฐ และ “ผู้ใหญ่” ฟากรัฐบาล จนกรรมการบริหารพรรค ปชป.ต้องถอยอีกครั้ง

ฉะนั้น เมื่อพีระพันธุ์ได้เป็นประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เซียนการเมืองระดับชวน หลีกภัย มีหรือจะเดาทางไม่ออกว่า ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะออกมาแบบไหน ?

          ระเบิดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เรื่องข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ “โละ ผบ.เหล่าทัพ” จึงสะเทือนเลื่อนลั่น ไหนใครว่า มีดโกนขึ้นสนิม..ไม่จริงเสียแล้วกระมัง

p10

คลุกวงใน วันอังคารที่ 7 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408813?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 7 มกราคม 2563

7 มกราคม 2563 – 10:05 น.
วิ่งไล่ลุง,คลุกวงใน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 766 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 7 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว..00000 “พญาเสือ” มาประจำการขุดคุ้ยเหตุบ้านการเมือง ให้คนอ่านเหมือนเดิม…

00000 วิ่งไล่ลุง แคมเปญที่ อนาคตใหม่ ปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวข้อง แต่สุดท้าย แกนนำอนาคตใหม่ ออกมายืนแถวหน้ากันหมด ทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช “พญาเสือ” ถามตรงๆ ไม่รู้จะปฏิเสธทำไม ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะการเมืองไทย มีแค่ 2 ขั้ว ขั้วเอารัฐบาล กับขั้วไม่เอารัฐบาล ฉะนั้น ธนาธร เป็นขั้วไม่เอารัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพาคนออกมา “วิ่งไล่ลุง” ยอมรับเสียแต่แรกก็จบ

00000 ส่วนจะระดมคนได้มากได้น้อยก็ขึ้นกับ “เงิน” ที่จะลงทุน เนื่องจากการจัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีพรรคไหนไม่ใช้เงิน ใช้เงินมากก็ได้คนมาก จ่ายน้อยคนก็มาน้อย ไหนๆ ก็ไหนๆ ไพร่หมื่นล้าน ไม่สะทกสะท้านอยู่แล้ว

00000 แต่สิ่งหนึ่งที่ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่า อย่าออกนอกกฎหมาย หากออกนอกกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีแน่นอน ฝ่ายความมั่นคงจับตาทุกระยะ แทบจะเป็นเงาตามตัวเลยทีเดียว ชั่วโมงนี้ ปล่อยให้ ธนาธร ไปก่อน แต่ “พญาเสือ” อดห่วงไม่ได้ ธนาธร ควรจะมี การ์ดหรือรปภ.ส่วนตัว คอยติดตามดูแลความปลอดภัยให้บ้างก็ดี ขืนเกิดอะไรขึ้นกับ ธนาธร มันจะทำให้การเมือง “ร้อน” ขึ้นมา ที่สำคัญจะป้ายความผิดให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า คนทำคือใคร ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่า “พญาเสือ” ได้ข่าวเชิงลึกจากไหนมานะ แต่เห็นการเคลื่อนไหวของ ธนาธร มันหละหลวมและเปิดช่องให้ “มือที่สาม” เข้ามาฉวยจังหวะสร้างสถานการณ์ได้ง่ายๆ ฝากเตือนกันไว้

00000 วันก่อน “คมชัดลึก” พาดหัวข่าว เพื่อไทยเสนอตัดเหี้ยนงบประมาณ กระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย บางส่วน นัยว่าเป็นฝีมือของ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการจาก เพื่อไทย หากทุกอย่างดำเนินการภายใต้ตัวบทกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ไม่มีใครว่าอะไร แต่หากมี “อาเจนดา” หรือวาระซ่อนอยู่ มันไม่ค่อยสวย มีที่ไหนเสนอตัดงบประมาณ 100% “พญาเสือ” ทำข่าวมานาน ไม่เคยพบเคยเห็น

00000 ประเด็นต่อมา บรรดา กรรมาธิการวิสามัญฯ จะเสนอปรับลดงบประมาณส่วนไหนก็ดำเนินการไป แต่แว่วว่ามีประเภท หมูไม่กลัวน้ำร้อน เสนอตัดงบประมาณ “โครงการพระราชดำริ” อันเป็นโครงการที่ทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนผู้ด้อยโอกาสและอยู่ห่างไกล จะทำอะไรโปรดคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน อย่าเที่ยวสร้าง “สงครามตัวแทน” หรือทำอะไร กระทบเบื้องบน 

00000 พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่มีใครว่าอะไร อย่างการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา แต่การแถลงของ “สารวัตรเหลิม บางบอน” ที่พุ่งเป้า 5 รัฐมนตรี นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสมือนหนึ่งว่า เว้นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่แตะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ อธิบายต่อสังคมได้หรือไม่ว่า งานนี้ไม่มี “ฮั้ว” หรือ เกี้ยเซียะ กับใครบางคน

00000 “พญาเสือ” มองเห็นในพรรคเพื่อไทย มีความคิดแตกแยกกันพอสมควร มันก่อตัวมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ที่ ส.ส.อีสาน บินไปพบ ทักษิณ ชินวัตร ขอให้เปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์พรรค จาก “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็น “สารวัตรเหลิม” ทำให้ความบาดหมางระหว่าง “คุณหญิงหน่อย” กับ “สารวัตรเหลิม” เพิ่มขึ้นอีก

00000 แม้ “สารวัตรเหลิม” จะปฏิเสธ แต่มีควันย่อมมีไฟ ทักษิณ เลยแก้ปัญหาด้วยการตั้ง “สารวัตรเหลิม” เป็นประธานเฉพาะกิจใน การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แทน เป็นตำแหน่งปลอบใจ ขณะเดียวกัน การ “บีบ” ให้คุณหญิงหน่อย ลาออกยังไม่หมด มีการยกเอาเหตุการณ์แพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ที่ขอนแก่น มากดดันให้ “คุณหญิงหน่อย” แสดงสปิริต

00000 ฉะนั้น “พญาเสือ” ทำนายเลยว่า ด้วยความไม่เป็นเอกภาพในพรรคเพื่อไทย และความไม่เป็นเอกภาพใน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะทำให้ศึกซักฟอก “กร่อย” ไปถนัดตา ยิ่งฝ่ายค้านเล่นเกมด้วยการเว้นพรรคร่วมแต่จะถล่มพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐอย่างเดียว เท่ากับชี้ให้เห็นว่า ไม่มีน้ำยา มีแต่เกมการเมืองเท่านั้น

00000 ข่าวเศร้า ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียบิดานายกรัฐมนตรี พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา อายุ 96 ปี ส่วนกำหนดการ “พญาเสือ” จะแจ้งให้ทราบต่อไป 00000

ไทยต้องพร้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทยต้องพร้อม

7 มกราคม 2563 – 09:42 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,ไทยต้องพร้อม,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

ไทยต้องพร้อม บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 7 มกราคม 2563

ในการปราศรัยหาเสียงชิงแคนดิเดตพรรคเดโมแครตที่บรุกลิน ของวุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ เรียกโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นประธานาธิบดีที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และเมื่อวันก่อน เขายังได้โพสต์ทวิตเตอร์กล่าวถึงปฏิบัติการตามสั่งการของทรัมป์เพื่อสังหารผู้นำทางทหารของอิหร่าน แสดงความไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นนับเนื่องจากสงครามอิรักเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน ที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่อเมริกันเสียชีวิตถึง 4,500 นาย บาดเจ็บอีกนับหมื่น ผลาญคร่าประชากรอิรักนับแสนชีวิต สูญเสียเงินไปกับสงครามนั้นมากถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ และก็เชื่อว่าพลเมืองอเมริกันเองก็ไม่ปรารถนาที่จะเห็นสงคราม

เปิดศักราช 2563 มาเพียงไม่กี่วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ลงมือกระทำในสิ่งที่ช็อกโลกมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาก่อนหน้า แม้เขาจะมีเหตุว่าผลปกป้องพลเมืองของเขา และยังสำทับด้วยว่าพร้อมจะลงมือจัดการกับกลุ่มที่เป็นภัยกับสหรัฐในลำดับต่อไปด้วย แต่ทั่วโลกกลับมองไปในทิศทางเดียวกันว่า นี่เป็นการจุดชนวนสงคราม ซึ่งจะพัฒนาขีดความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะการประกาศท่าทีต้องการล้างแค้นจากอิหร่าน และการตอบโต้จากโลกอาหรับ แต่ที่น่าหวาดวิตกกว่าสงครามที่รบกันแบบซึ่งหน้าก็คือ การรบนอกรูปแบบหรือการก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามมวลมนุษยชาติอยู่ในขณะนี้ และยังไม่มีแนวโน้มว่า จะมีเงื่อนไขใดที่จะสามารถควบคุมหรือหยุดยั้งได้

สำหรับประเทศไทย แม้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ห่างไกลทางด้านภูมิศาสตร์กับคู่ขัดแย้งแต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า จะสามารถหลบลี้หนีพ้นไปจากผลกระทบจากภาวะสงครามที่ใกล้เข้ามาทุกทีไปได้ เมื่อก่อนสิ้นปี 2562 หลายฝ่ายวิตกกังวลกันว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยืดเยื้อออกไปนั้น จะยิ่งทำให้ประเทศไทยที่เป็นคู่ค้ากับทั้งสองประเทศจะต้องได้รับผลกรรมตามไปด้วยเป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ครั้นเกิดความตึงเครียดขึ้นครั้งใหม่ เศรษฐกิจของไทยก็ถูกเขย่าอีกรอบ แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่ก็เป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องรับมือ โดยเฉพาะการส่งออกที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็จะยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยอมรับว่า นับเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นต้องมีความพร้อมในการรับมือ หากเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะต้องออกมาตรการชุดใหม่เช่น การดูแลด้านการลงทุนก็ต้องดำเนินการ ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดประเมินสถานการณ์เพื่อดูแลให้ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว ในด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องไม่ประมาทโดยเฉพาะการดูแลประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศคู่ขัดแย้ง รวมไปถึงผลกระทบในด้านลบอื่นๆ ที่จะมีต่อประชาชนชาวไทยด้วย ตัวแปรด้านลบที่เข้ามาใหม่ในปี 2563 นี้ถือว่า ใหญ่พอสมควร ที่ทุกภาคส่วนไม่อาจจะวางใจหรือวางเฉยได้