ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408803?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี

7 มกราคม 2563 – 09:22 น.
ภัยแล้ง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 476 ครั้ง

ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ เตือนมาหลายครั้งแล้วว่าให้เตรียมรับมือภัยแล้ง ซึ่งล่าสุดสถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก

ขนาดนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังแสดงความเป็นห่วงเพราะฝนตกน้อยและแม่น้ำหลายสายแห้งขนาดคนเดินข้ามได้

บรรดา ส.ส.ที่ลงพื้นที่อย่างที่พิษณุโลกเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงประชาชนในพื้นที่อีกเกือบทั่วประเทศ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ มิฉะนั้นพอฝนตกน้ำท่วมผู้คนเดือดร้อน พอถึงฤดูร้อนก็เกิดภัยแล้งแบบนี้เป็นวงจรของประเทศไทยอย่างไม่รู้จบ

ณ เวลานี้เราต้องเตรียมรับมือภัยแล้งให้ดีเพราะกำลังจะมาถึงแล้ว และกรมชลประทานแจ้งว่าภัยแล้งปีนี้ พ.ศ. 2563 จะรุนแรงกว่า พ.ศ. 2558

          นายกรัฐมนตรีต้องเป็นหัวหอกสู้และรับมือภัยแล้งที่ต้องทำอย่างเป็นระบบและโดยเร็วที่สุดก่อนจะสายเกินไป
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง ครูในปัจจุบัน 
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เมื่อสิ้นสุดปีใหม่ ก็จะเข้าสู่เดือน “มกราคม” เดือนที่เต็มไปด้วยวันสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะ “วันครู” ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคม ของทุกปี ถือเป็นอีกวันสำคัญของอาชีพครู

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ.2563 ว่า “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา”

ครู เสมือนวิศวกรในการสร้างคน ให้มีความรู้ มีทักษะ เป็นคนดี เพื่อพัฒนาประเทศชาติ เป็นบุคลากรสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของระบบการศึกษา แต่ปัญหาและคุณภาพของครูยังคงเป็นหนึ่งในสิ่งที่สังคมตั้งคำถามมาในทุกยุคสมัย

ความพยายามในการพัฒนาครูผู้สอนด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของหลักสูตรการสอน และการกระจายสถาบันผลิตครู ถือเป็นความหวังในการยกระดับครูผู้สอนและลดปัญหาด้านการขาดแคลนครูในปัจจุบัน แต่ปัญหาของครูยังคงพบว่ามีหลายปัจจัยบั่นทอน ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของครู

ปัญหาการขาดแคลนครู หนึ่งในอุปสรรคของวงการศึกษาไทย การรับรองและออกใบวิชาชีพครูเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็น มีครูหลายคนต้องเป็น “ครูเถื่อน” เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่เพราะใจรัก จึงต้องสวมหน้ากาก ใส่หัวโขน และจิตวิญญาณความเป็นครูลงไป

ปัญหาระบบราชการครู ที่ต้องให้ครูทำผลงานวิชาการ เพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้ได้ค่านั่น ค่านี่ เข้ามาในเงินเดือน พยายามสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู เพราะสวัสดิการต่างๆ ดีกว่า ทำให้ครูหลายคนลืมบทบาท และหน้าที่ความเป็นครูของตนเองไป

ดังนั้น นอกจากการส่งเสริมและพัฒนาครูแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรหันมาส่งเสริมและยกระดับวิชาชีพครูให้มากยิ่งขึ้น หาแนวทางในการลดภาระครู ส่งเสริมอัตราเงินเดือนเพื่อเป็นแรงจูงใจในการผลิตครูรุ่นใหม่ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยมีศักยภาพเพิ่มขึ้นต่อไป

ขอเป็นกำลังใจผู้ร่วมสายอาชีพครูทุกคนค่ะ เพราะการได้อบรมสั่งนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ คือหน้าที่ของเรา ครูของแผ่นดิน
สมศรี (อ่างทอง)

ตอบคุณ ‘สมศรี’ อ่างทอง
ผมชอบคำขวัญวันครูของนายกรัฐมนตรีอย่างมาก เพราะครูต้องพัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเวลานี้โลกหมุนเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากหากครูอยู่นิ่งเฉยจะไม่ทันกับลูกศิษย์

ปัญหาของครูมีมากมายดังจดหมายของคุณที่บรรยายมาอย่างได้สาระอย่างมาก และเวลานี้ครูไม่ใช่เรือจ้างเหมือนแต่ก่อนและอยากให้ครูมีส่วนร่วมในการสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติสืบไป

อยากให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของครูและปรับปรุงคุณภาพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และผมเห็นด้วยที่ว่าครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าให้คนอื่นเดือดร้อน-อันตราย
จดหมายจากคุณ ‘อัมพร’ เมืองชล ต่อไปนี้ขอนำมาเตือนให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากความประมาท-ความมักง่าย

ตำรวจทางหลวงต้องเข้มงวดกับรถบรรทุก-รถพ่วงซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งอันตรายโดยเฉพาะจากของที่บรรทุกมา

เราปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มามากแล้วถึงเวลาต้องคุมเข้มตามกฎหมายก่อนผู้ใช้รถ-ใช้ถนนอื่นๆ จะเป็นอันตราย
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง เพราะความประมาท
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

กรณีรถพ่วงใหญ่เข้าโค้งมอเตอร์เวย์ ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันออก) ที่กม.64 จากชลบุรี – บางปะอิน เทกระจาดขวดเบียร์แตกกระจายเกลื่อนถนน ทำรถติดยาว เมื่อวันก่อน

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ ถึงความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกคันดังกล่าว มองว่าเกิดจากความประมาท ความมักง่ายผู้ประกอบการ ความละเลยของรัฐ การบรรทุกแบบนี้ต้องตั้งลังขวดที่พาเลทแล้วมีสิ่งห่อหุ้ม แล้วใส่ในตู้คอนเทนเนอร์

แต่รถบรรทุกคันนี้ไม่มีกระบะหรือคอกกั้น มีแค่ผ้าใบบางๆ คลุม พอถึงทางโค้งบนทางต่างระดับ ลังที่บรรทุกมาเกิดโค่นลงมา ส่งผลให้ลังที่บรรจุขวดเบียร์เปล่าตกลงมากระจายเกลื่อนถนน ทำความเดือดร้อนให้เพื่อนร่วมทาง เดือดร้อนคนเก็บกวาด ต้องรีบทำความสะอาดเพื่อเคลียร์พื้นผิวการจราจร

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เราเคยได้ยินข่าวกันอยู่บ่อยๆ หยุดสักทีเถอะค่ะ ความมักง่ายแบบนี้ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ภายหลัง อย่าให้เพื่อนร่วมทางต้องเดือดร้อนเพราะความมักง่ายของคุณเลย
อัมพร (เมืองชล)


ชานมไข่มุกแฝงมุกร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408652?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชานมไข่มุกแฝงมุกร้าย

6 มกราคม 2563 – 15:15 น.
ชานมไข่มุก,รู้ลึกกับจุฬาฯ,ผศดรกิตณา แมคึเน็น
เปิดอ่าน 5,115 ครั้ง

ชานมไข่มุกแฝงมุกร้าย คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปัจจุบันธุรกิจชานมไข่มุกเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัยมากขึ้น ตั้งแต่เด็กไปจนผู้สูงอายุต่างก็นิยมชมชอบเครื่องดื่มชนิดนี้ที่มีการผสมส่วนประกอบต่างๆ นานา โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ มากมาย เช่น เพิ่มชีส ช็อกโกแลต หรือ บราวน์ชูการ์ ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ ก็ยิ่งเสริมเทรนด์เครื่องดื่มเดี๋ยวนี้ให้เป็นที่ติดอกติดใจมากขึ้น เรียกว่าหันไปทางไหนก็มีร้านชานมไข่มุกทุกมุมเมือง

แน่นอนว่าการดื่มชานมไข่มุกมากเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพของทุกๆ วัย แต่วัยที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือวัยเด็ก นักโภชนาการห่วงเตือนการบริโภคชานมไข่มุกมีภัยต่อสุขภาพมากกว่าเรื่องน้ำหนักเกิน เพราะว่าเด็กอาจมีพฤติกรรมติดหวาน ส่วนผสมแฝงทั้งปริมาณน้ำตาลสูงและอาจมีสารกันบูด เป็นภัยต่อสุขภาพกายและอาจสร้างปัญหาขาดสารอาหาร

 ผศ.ดร.กิตณา แมคึเน็น อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การควบคุมการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงควรเริ่มตั้งแต่เด็กๆ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อโตไปจะเลิกยาก การได้รับปริมาณน้ำตาลเกินต่อวันเป็นประจำจะส่งผลให้เด็กติดหวาน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ระบบเผาผลาญมีปัญหาตั้งแต่อายุน้อยๆ มีโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นภัยใกล้ตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันในเลือดผิดปกติ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบที่ผู้ป่วยอาจจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

“สาเหตุของโรคก็มาจากพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม เกินมาตรฐาน ยังไม่นับสารปนเปื้อนอื่นๆ อีกที่ผู้บริโภคไม่มีทางรู้ว่าชานมไข่มุกแต่ละยี่ห้อนั้นๆ มีส่วนผสมของอะไรบ้าง” ผศ.ดร.กิตณา กล่าว

จากการสำรวจของกรมอนามัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 3 เท่า ในขณะที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนก็พุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ ที่ชอบเครื่องดื่มรสหวาน ทำให้เด็กไทยจำนวนมากในยุคนี้มีภาวะน้ำหนักเกินรวมถึงกลายเป็นเด็กอ้วนเพิ่มขึ้น และพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ข้อมูลกลางปี 2562 จากศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด น้ำตาล และโลหะหนักในชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ พบตัวอย่างเม็ดไข่มุกมีสารกันบูด 100% แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน และยังพบว่าส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำต่อวัน บางยี่ห้อมีน้ำตาลสูงถึง 18 ช้อนชา ทั้งๆ ที่จริงแล้วร่างกายเราไม่จำเป็นต้องได้รับพลังงานเพิ่มจากน้ำตาลที่เติมเสริมแต่งเข้าไปในอาหารเลย

ผศ.ดร.กิตณา ย้ำว่าองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเราไม่ควรได้รับพลังงานจากน้ำตาลเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แนะนำต่อวัน และการได้รับน้ำตาลน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพลังงานที่แนะนำต่อวันจะส่งผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ จึงแนะนำว่า คนทั่วไปควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (คำนวณจากความต้องการพลังงานวันละ 2000 กิโลแคลอรี)

“หากเป็นไปได้การไม่เติมน้ำตาลเพิ่มลงไปในอาหารเลยหรือลดปริมาณน้ำตาลต่อวันให้น้อยที่สุดก็จะดีที่สุดต่อสุขภาพ และไม่แนะนำการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี”

น้ำตาลในชานมไข่มุกหวานๆ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในช่องปากอีกด้วย “เด็กอาจจะแปรงฟันยังไม่ค่อยดีพอ น้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มหวานๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาฟันผุและสุขภาพช่องปากไม่ดี ดังนั้นการที่ผู้ปกครองดูแลและควบคุมการรับประทานอาหารหวานๆ ที่มีน้ำตาลสูงกันตั้งแต่เด็กจะดีกว่าที่จะมาแก้ไขตอนโตแล้วเพราะแก้ไขยาก”

นอกจากนี้ในชาไข่มุกยังมีสารกาเฟอีนจากชา ซึ่งส่งผลต่อสมาธิการเรียนรู้และอารมณ์ของเด็กได้ ทำให้เด็กตื่นตัวนอนไม่หลับในเวลากลางคืน อาจส่งผลต่อสมาธิการเรียนรู้ในตอนกลางวันที่ต้องจดจ่อกับการเรียน นอกจากนี้เด็กอาจติดกาเฟอีนได้หากดื่มชาในปริมาณมากเป็นประจำ และเมื่อหยุดดื่มจะทำให้เกิดภาวะขาดกาเฟอีน เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ มีปัญหาเรื่องอารมณ์ เช่น หงุดหงิดฉุนเฉียว หรือมีอาการซึมเศร้า ไม่สามารถจดจ่อมีสมาธิได้

“อีกทั้งกาเฟอีนยังเพิ่มการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอื่นๆ อย่างเพียงพอ จะส่งผลต่อการสร้างกระดูกของเด็กได้ และหากยังติดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนไปจนกระทั่งโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็จะทำให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น นอกจากนี้กาเฟอีนและแทนนินที่พบในชายังส่งผลทำให้เด็กเกิดอาการท้องผูกได้ด้วย โดยเฉพาะหากได้รับใยอาหารจากผักผลไม้น้อยและดื่มน้ำไม่เพียงพอ”

ยิ่งไปกว่านั้นอาหารเครื่องดื่มที่มีความหวานสูงอาจทำให้เด็กอ้วนแต่ขาดสารอาหารอื่นที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต “น้ำตาลที่อยู่ในชานมไข่มุกรสหวานๆ นั้น จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงเร็ว แต่หลังจากนั้นน้ำตาลในเลือดก็จะลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้เด็กรู้สึกโหยหาขนมหวานหรือเครื่องดื่มรสหวานเพื่อเติมน้ำตาลในเลือดให้สูงอยู่ในระดับเดิมอยู่เรื่อยๆ จึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นเด็กอ้วนแต่ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ประเภทอื่นได้ หากเลือกรับประทานแต่ขนมหวานหรือเครื่องดื่มรสหวานแทนที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผักผลไม้ ร่วมด้วย”

เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ปกครองควรกำกับปริมาณการรับประทานชานมไข่มุกของเด็ก เช่น การจำกัดปริมาณให้ดื่มน้อยลง หรือปรับเปลี่ยนวัตถุดิบโดยอาจเปลี่ยนจากตัวชาเป็นน้ำผลไม้รสไม่หวานแทน เลือกสั่งเครื่องดื่มแบบหวานน้อย ใช้นมไขมันต่ำหรือพร่องมันเนย เลือกไข่มุกที่ทำจากแป้งบุกแทนแป้งสาคูแบบปกติ ใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล เป็นต้น

แต่ทางป้องกันปัญหานี้เริ่มต้นได้ที่ผู้ปกครองเพราะผู้ใหญ่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก “ผู้ปกครองอาจจะดื่มให้เด็กเห็น ทำให้เด็กอยากเลียนแบบและขอชิม หากผู้ปกครองดื่มทุกๆ วัน เขาก็จะมีโอกาสที่จะอยากดื่มตาม ถ้าบอกเด็กว่าไม่ให้กินแต่ผู้ใหญ่เองยังไม่ยอมเลิก สิ่งที่ตามมาคือเด็กก็จะไม่เข้าใจว่าทำไม ฉะนั้นถ้าหากผู้ใหญ่เองก็ยังเลิกของหวานๆ ที่เสี่ยงต่อสุขภาพไม่ได้ก็ไม่ควรเอาของนั้นเข้าบ้าน หรือเลิกสร้างพฤติกรรมบริโภคที่ทำให้เด็กเลียนแบบ พยายาม ลด-ละ-เลิกของที่ไม่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่เฉพาะชานมไข่มุกแต่รวมถึงอาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพทั้งหลายด้วย”

ใกล้วันเด็กแล้วผู้ปกครองอาจมีแผนการพาลูกๆ หลานๆ ไปเที่ยว และกินฉลองวันพิเศษสำหรับเด็ก เด็กๆ จะได้รับการตามใจเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะช็อปและชิมของอร่อยๆ ต่างๆ นานา ถึงเวลาที่ผู้ปกครองจะเริ่มสร้างสุขลักษณะที่ดีในการบริโภคอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชานมไข่มุก ซึ่งอาจจะแฝงโทษเป็นมุกร้ายๆ สำหรับเด็กๆ ได้ หากดื่มเป็นประจำในปริมาณมากและละเลยการรับประทานอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมด้วย

ผ้าขาวม้า ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ้าขาวม้า ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

6 มกราคม 2563 – 14:15 น.
ย้อมสีดอกฝาง,ผ้าขาวม้า,ผ้าไหม
เปิดอ่าน 520 ครั้ง

ผ้าขาวม้า ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

นอกจาก “ผ้าไหม” ที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกผลิตภัณฑ์เด่นของ จ.ขอนแก่น แล้วยังมีผ้าขาวม้าผลิตจากวัสดุธรรมชาติถือเป็นอีกผลิตภัณฑ์ติดดาวของจังหวัด โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่ อ.บ้านฝาง ซึ่งเป็นผลงานเด่นของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ซึ่งได้นำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ในการย้อมผ้านั่นก็คือ “ต้นฝาง” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝางที่สามารถรักษาอาการช้ำในและนำมาใช้ในการย้อมผ้าซึ่งต้นฝางสามารถสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านและสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย

เตือนใจ คำสีทา ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น ย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มต้นจากการนำต้นฝางมาใช้ในการรักษาอาการช้ำตามความเชื่อของบรรพบุรุษ เช่นการรักษาอาการช้ำในจากการตกต้นไม้ หรือโดนควายขวิด เป็นต้น อีกทั้งต้นฝางยังเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝางซึ่งสามารถหาได้ง่ายเพราะปลูกตามท้องถิ่น
“จุดเริ่มต้นของการนำมาทำผ้าขาวม้าคือในหมู่บ้านมีกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอยู่แล้วและทำผ้าขาวม้าจากสารเคมี และได้ไปอบรมเกี่ยวกับการทำผ้าฝ้ายจากวัสดุธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการใช้วัสดุจากธรรมชาติจะไม่ทำร้ายผ้าและไม่มีสารอันตรายต่อผู้บริโภค”

เธอเล่าต่อว่าหลังจากนั้นในขณะที่นำต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดเพื่อรักษาอาการช้ำในได้เห็นสีที่สวยงามและแปลกใหม่จึงลองนำมาต้มกับผ้าฝ้ายว่าสามารถใช้คู่กันได้ไหม และนำไปปรึกษาสมาชิกในกลุ่มเนื่องจากในกลุ่มแม่บ้านมีการทำผ้าขาวม้าของจากสีเคมีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันการทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคและได้ผลตอบรับที่ดีกว่าสีเคมีจึงเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนของการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของกลุ่มแม่บ้านเล็งเห็นว่าผ้าขาวม้าจากต้นฝางมีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำขึ้นมาโดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้านจำนวน 30 คน และมองเห็นว่าถ้าจำหน่ายเฉพาะผ้าขาวม้าอย่างเดียวรายได้ค่อยข้างน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัวอีกทั้งในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้าถึงง่ายกว่าในอดีตการนำผ้าขาวม้ามาแปรรูปจึงง่ายกว่า จึงนำผ้าขาวม้ามาผลิตเป็นผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ผ้าถุง ช้อน ที่เพียงแช่น้ำร้อนก็สามารถใช้เป็นยารักษาโรคช้ำในได้อีกด้วย แต่ยังคงความเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเอาไว้โดยการทอมือบ้างบางส่วนเพื่อความสวยงามและความละเอียดของสินค้า

ส่วนวิธีการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง คือนำแก่นต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดจึงจะได้สีที่สดและสวยงาม หลังจากนั้นนำแก่นต้มฝางออกจากหม้อเหลือน้ำไว้แล้วนำผ้าฝ้ายลงไปในน้ำต้มจนได้สีที่ต้องการจากนั้นนำผ้าที่ต้มแล้วมาตากให้แห้งก็จะได้สีผ้าที่ย้อมจากเปลือกไม้ตามที่ต้องการ

“ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง กล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจผ้าขาวม้าจากต้นฝาง ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติจากแก่นต้นฝาง ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภค สีที่ได้นั้นมาจากแกนของต้นฝางที่สามารถรักษาอาการช้ำในและใช้ในการย้อมผ้าซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ตามท้องถิ่น ทำให้สีที่ได้สวยงามและสะดุดตาอีกด้วย” เตือนใจกล่าว

นอกจากนี้ผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝางซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝาง มีการจำหน่ายแล้วที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สามารถแวะไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝาง หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ในลักษณะต่างๆ ที่ต้องการในราคาไม่แพง สามารถจับต้องหรือจะไปซื้อแกนของต้นฝางมาไว้ใช้ในการรักษาอาการช้ำในของร่างการได้อีกด้วย

สนใจแวะชมผ้าขาวม้าต้นฝางสามารถติดต่อได้ที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติม โทร.08-3665-2690

แปรรูปไหมอีรี่ส่งแดนอาทิตย์อุทัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปรรูปไหมอีรี่ส่งแดนอาทิตย์อุทัย

6 มกราคม 2563 – 13:35 น.
ไหมอีรี่,ผ้าไหม
เปิดอ่าน 485 ครั้ง

แปรรูป ไหมอีรี่ ส่งแดนอาทิตย์อุทัย สินค้าเด่นกลุ่มทอผ้าหนองหญ้าปล้อง  โดย…  พรนภา มหาหิงษ์ และทิพมาศ พารุกา

ขอนแก่น ถือเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเลื่องลือในเรื่อง “ผ้าไหม” เพราะเป็นเมืองที่ผลิตผ้าไหมสวยงามมากมายออกมาจำหน่าย แต่ที่ทราบกันดีว่าการทำผ้าไหมนั้นจะต้องมีการเลี้ยงหม่อนไหม เพื่อนำเส้นใยมาผลิตและแปรรูปออกมาจำหน่าย ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีการผลิตผ้าไหมออกมาจำหน่ายมากมาย แต่การเลี้ยงหม่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่การเลี้ยงหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เพราะหม่อนไหมชนิดนี้ไม่ใช่หม่อนไหมธรรมดา นั่นก็คือ “ไหมอีรี่ ของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น”

 ศศิกมล สุจันทร์ ตัวแทนกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เกิดจากกลุ่มแม่บ้านที่มีการเลี้ยงหม่อนไหมมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งหม่อนไหมที่กลุ่มแม่บ้านเลี้ยงมีชื่อว่า “ไหมอีรี่” เป็นหม่อนไหมที่ต่างจากหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ต่อมากลุ่มแม่บ้านมีความเห็นว่าควรนำไหมอีรี่มาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ จึงนำไหมอีรี่มาทอเพื่อแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น

เธอเล่าต่อว่า “ไหมอีรี่” แตกต่างจากหนอนไหมกินใบหม่อนทั่วไป นั่นก็คือ เป็นไหมที่กินใบมันสำปะหลัง มีเส้นใยที่เป็นเอกลักษณ์ คือเป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปม ถ้าซักบ่อยๆ เส้นใยก็จะมีความนิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญไหมอีรี่มีเส้นใยที่ใหญ่ หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดีกว่าไหมที่กินใบหม่อนทั่วไป แต่ถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันสวยงามก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติตามที่ต้องการได้

“เส้นใยเป็นเส้นปมที่แตกต่างจากไหมทั่วไปและถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันที่สวยงามก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติได้ เช่น สีน้ำตาล ได้มาจากเปลือกประดู่ สีเหลืองได้มาจากกระถิน และสีส้มได้มากจากเปลือกฝาง เป็นต้น เส้นใยก็จะมีความหนาใหญ่กว่าเส้นใยของไหมธรรมดาทั่วไป” ศศิกมล ชี้จุดเด่น พร้อมระบุว่า

เนื่องจากเส้นใยของไหมอีรี่เป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปมใหญ่หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดี จึงมีการนำไหมอีรี่มาแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านในการเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวอีกด้วย

ตัวแทนกลุ่มทอผ้าคนเดิมยังกล่าวถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ ซึ่งการทอและการแปรรูปกลุ่มแม่บ้านก็แปรรูปด้วยตนเองและมีการจำหน่ายด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง คนไทยที่สั่งไหมอีรี่ส่วนใหญ่จะสั่งเป็นเส้นใยหรือเป็นผ้าที่ทอสำเร็จแล้วแต่ยังไม่มีการสั่งที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากจะมีจำหน่ายในประเทศไทยแล้วการแปรรูปไหมอีรี่ก็มีการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วยอย่างเช่น ผ้าพันคอที่แปรรูปโดยไหมอีรี่ก็ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

“ขั้นตอนในการส่งออกคือจะมีพ่อค้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาสั่งผ้าพันคอ ที่แปรรูปโดยไหมอีรี่ด้วยตนเอง ซึ่งสั่งเป็นออเดอร์เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศเขา แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าคนกลางมาสั่งทำแล้วส่งต่อไปจำหน่ายในต่างประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง” ศศิกมล กล่าว

 “ไหมอีรี่” กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น นับเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านและคนในชุมชนเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ “ผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่” ก็สามารถเดินทางไปที่กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เพื่อไปเยี่ยมชมและซื้อไปใช้สอยหรือซื้อไปเป็นของฝากได้

แล้งแล้วโว้ยยังพ่นน้ำลายกันอยู่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6 มกราคม 2563 – 13:10 น.
แล้ง,การบริหารจัดการทรัพยากรทางน้ำ
เปิดอ่าน 575 ครั้ง

แล้งแล้วโว้ยยังพ่นน้ำลายกันอยู่ได้ คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

เปิดศักราช 2563 มาได้ไม่กี่วัน สังคมโลกเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ฟากหนึ่งของแผนที่โลกสหรัฐส่งเครื่องบินโจมตีอิหร่านด้วยการสังหารผู้นำทางทหารอิหร่าน สร้างความโกรธแค้นให้ชาติตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก

ผู้นำชาติยักษ์ใหญ่อย่างจีน รัสเซีย ยังต้องส่ายหน้าต่อปฏิบัติการดังกล่าว รวมไปถึงประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเองไม่พอใจการกระทำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะจะเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามครั้งใหม่ เมื่อเกิดขึ้นใครเดือดร้อนล่ะ หนีไม่พ้นประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่าย

เขยิบเข้ามาทางออสเตรเลีย ต้องประสบมหันตภัยไฟป่าลุกลามตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาถึงบัดนี้เผาผลาญพื้นที่ 2 รัฐไปแล้วกว่า 30 ล้านไร่ ถึงกับต้องอพยพประชากรออกจากพื้นที่ นักวิเคราะห์สถานการณ์ภัยธรรมชาติออกมาชี้ว่านี่เป็นไฟล้างธรณีทีเดียว ขณะที่ประเทศในอาเซียน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เจอน้ำท่วมใหญ่รับปีใหม่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 20 ราย

หันกลับมาดูประเทศไทยกันบ้าง ไม่ได้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลระดับโลก รู้จักวางตัวผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรู จึงไม่มีปัญหารบราฆ่าฟันกันระหว่างประเทศ อีกทั้งไม่ต้องเผชิญไฟป่าหรือน้ำท่วมอย่างรุนแรง

ทว่ากำลังเผชิญภัยทางธรรมชาติที่มิอาจประมาทได้เลยนั่นคือสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปีที่แล้วจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าภัยแล้งปีนี้จะรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปริมาณฝนที่ตกน้อยลง

ระยะหลังมานี้รัฐมนตรีรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางน้ำจึงออกมาประชาสัมพันธ์ถี่ขึ้น มากกว่ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายแค้นเสียอีก ตรงนี้ไม่รู้ว่านักการเมืองพวกนั้นรู้สึกรู้สาอะไรบ้างกับสัญญาณแรงจากธรรมชาติที่กำลังเข้ามาเล่นงานประเทศไทย หรือเอาแต่ตะบี้ตะบันเล่นเกมการเมืองอยู่อย่างนี้

เอาล่ะ! เพื่อให้เห็นสถานการณ์ในภาพรวม ขอนำข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าปัจจุบันแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 49,789 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 61% เป็นปริมาณน้ำใช้การ 25,714 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 44% แบ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 20,738 ล้าน ลบ.ม.คิด เป็น 44%

          เขื่อนขนาดใหญ่ 14 แห่งที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนแม่กวง, เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแม่มอก, เขื่อนทับเสลา, เขื่อนกระเสียว, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนลำพระเพลิง, เขื่อนลำแซะ, เขื่อนลำนางรอง, เขื่อนป่าสักฯ, เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนหนองปลาไหล

ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลาง 354 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่ง ที่มีระบบติดตามได้ พบว่าอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อยจำนวน 91 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 10 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขต 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ นครราชสีมา กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และอุทัยธานี ไปแล้วนะครับ

ทั้งปริมาณน้ำน้อยลง ทั้งจำนวนจังหวัดประสบภัยทยอยเพิ่มขึ้น ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ถ้าไม่มีการเตรียมตัวป้องกัน ไม่มีการวางแผนจัดสรรน้ำกันแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะเอาไม่อยู่ ฉะนั้นตอนนี้ทุกหน่วยงานกำลังระดมสรรพกำลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง

กรมชลประทานจัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมเครื่องสูบน้ำ รถยนต์บรรทุกน้ำและเครื่องจักรกลอื่นๆ ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งอย่างเพียงพอ กระนั่นสิ่งสำคัญสุดอยู่ที่พี่น้องประชาชนต้องตื่นตัว ตระหนักรู้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย

…อสนีบาต…สื่อสารออกมา ด้วยหวังว่าจะไปถึงบรรดานักการเมืองที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน จะได้ออกมาช่วยกันรณรงค์เตรียมพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอีกแรง

อาจเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ สำหรับคนพวกนี้ครับ แต่ขอเตือนกันไว้ถ้ามัวแต่นั่งห้องแอร์ แหกปากจ้องจะซักฟอกดิสเครดิตกันรายวัน ส่วนอีกด้านเอาแต่ปลุกม็อบทวงคืนประชาธิปไตยซ้ำซาก โดยไม่ได้หันกลับไปมองภัยทางธรรมชาติมาเยือนมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ชาติเข้าไปอีก
    เมื่อถึงวันขาดน้ำเมื่อไหร่ ก็ไม่มีน้ำลายไปท่วมสภาเมื่อนั้นล่ะครับ

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563

6 มกราคม 2563 – 12:00 น.
คลุกวงใน,พญาเสือ,วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 551 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 โดย… “พญาเสือ”

   หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว   00000 สวัสดีปีใหม่ ปีหนู 2563 ท่านผู้อ่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน นับจากวันนี้เป็นต้นไป “พญาเสือ” จะมานั่งรายงานเหตุบ้านการเมืองให้ได้รับทราบในทุกแง่มุมแบบ “คลุกวงใน” กันเลย ใครมีข้อมูลข่าวสารจะแลกเปลี่ยนส่งผ่านมาได้ทางอีเมล page4.kom@gmail.com ได้ตลอด

00000 วกเข้าคลุกการเมืองไทยในปีหนู เริ่มต้นศักราช “ลุงตู่” เจอศึกหนัก ทั้งศึกในและศึกนอก วันนี้เอาศึกนอกก่อน คือการอภิปรายงบประมาณปี 63 ที่ฝ่ายค้าน จะใช้เป็นเวที “ซ้อมใหญ่” ก่อนระเบิดศึกซักฟอกไม่ไว้วางใจในเดือนกุมภาพันธ์

00000 ว่ากันว่า แม้การอภิปรายงบประมาณจะไม่มีอะไรน่าหนักใจ แต่ว่าการลงมติรายมาตราซึ่งมี 55 มาตรา ก่อนการลงมติจะต้องนับองค์ประชุมทุกครั้ง อันนี้แหละที่ “พญาเสือ” เสียวแทน

00000 นอกจากเรื่องเทคนิค ยังมีเรื่องให้รำคาญหัวใจอีกคือ งบกลาโหม เพราะฝ่ายค้าน เพื่อไทย และอนาคตใหม่ ต่างพุ่งหอกดาบเข้าใส่ โดยเฉพาะงบกองทัพ งบลับ และงบกลางที่กองอยู่หน้าตักของนายกฯ นัยว่า อนาคตใหม่มีทีเด็ดเพราะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคเข้าไปล้วงเอาข้อมูลมาเต็มกระเป๋า กะจะเอาให้ ”ตาย” ไปข้าง

00000 งานนี้ “พญาเสือ” รับประกันซ่อมฟรีว่าจะมีลูกยั่ว ลูกตอด มาจาก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ให้ “ลุงตู่” อารมณ์เสีย ฉะนั้นบรรดาทีมงานนายกฯ ต้องเตือนนายกฯ คุมสติให้อยู่ สติแตกเมื่อไหร่ บรรลัยแน่

00000 นี่คือศึกนอกยกแรก ส่วนศึกในที่ต้องทำงานหนักก็คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านที่ทำให้คะแนนนิยมลุงตู่หล่นฮวบ ปีใหม่นี้นายกฯ จะต้องเอาจริงกับการทำงานของทีมเศรษฐกิจที่ดูจะไม่เป็นทีมเท่าไหร่ ต่างคนต่างทำต่างคนต่างคิด มันเลยเละเป็นโจ๊กอย่างที่เห็น ฝั่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ อาจจะน้อยใจที่ไม่มีกระทรวงเศรษฐกิจให้ดูเหมือนเมื่อก่อน เลยอิดออดไม่อยากทำงาน อะไรๆ ก็โยนไปที่นายกฯ ซึ่ง “พญาเสือ” และใครต่อใครก็ทราบว่า นายกฯ ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ ขืนพูดมากไปมีแต่เสียกับเสีย

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมากับหูว่า ”กรณ์ จาติกวณิช“ พูดผ่านลุงผู้มากบารมีว่า ขอเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ โดย ”กรณ์“ ขันอาสาจะหาทีมเศรษฐกิจใหม่ให้ ใครได้ยืนได้ฟังมาแบบนี้ไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี เพราะตัว ”กรณ์“ เอง ไม่ได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้มาวิ่งผ่าน “ลุงผู้มากบารมี” ขืนบ้าจี้ตามก็มีหวัง ”จบเห่“ คือนักการเมืองไทยนิสัยเสียตรงที่เห็นแก่ได้ จะเอาท่าเดียว แค่เป็นส.ส.ยังไม่ไปประชุมสภาแล้วจะมารับผิดชอบอะไรมากมาย

00000 ฮัดเช้ย!!!! กรณ์ น่ะหรือจะตั้งพรรคใหม่ ได้ยินข่าวแล้ว “พญาเสือ” ขำกลิ้ง ใครจะคิดตั้งพรรคการเมืองให้ไปถาม กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะที่ รปช. ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาแค่เนี้ย เพราะว่าทุนหายกำไรหด การจะตั้งพรรคต้องมีเงิน เท่านั้นยังไม่พอต้องพร้อมจ่ายและใจป้ำแบบเสี่ย ถ้าขี้เหนียวไม่มีทาง อย่าคิดให้เสียเวลา

00000 วันก่อนฝ่ายค้านแถลงยื่นซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ ทำทีมโดย ”สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” สารวัตรเหลิม ยังไม่ทิ้งลวดลายเดิมๆ ใครจะว่าเป็นการเมืองแบบเก่าก็ว่าไป แต่สไตล์ “เหลิม บางบอน” นั้น “พญาเสือ” ขอบอกว่า ถนัดเรื่องสับขาหลอก ประเภทที่ออกข้างมาก่อนนั้นคือเป้าลวง เช่น จะอภิปรายการซื้อขายที่ดินของพ่อนายกฯ ที่พาดพิงไปถึงเจ้าสัวเจริญ แห่งเบียร์ช้าง จะอภิปรายเรื่อง ”ฟิลลิป มอร์ริส” ที่พาดพิงไปถึง ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เอาเข้าจริงไม่มี แต่ว่าองค์กรธุรกิจที่ถูกกล่าวถึงเขาเดือดร้อน เขาเสียหาย แล้วอะไรตามมา “วิ่งเคลียร์” ไง เห็นทีเด็ดนักการเมืองรุ่นเก่าอย่าง “สารวัตรเหลิม” หรือยังล่ะ

00000 วันนี้อนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เงียบจนใจหาย หรือมัวแต่จัดทัพในพรรคใหม่กันอยู่ หรือว่าหลงใหลได้ปลื้มกับโพลล์ที่ยกให้มีคะแนนนำลุงตู่ หรือว่ากำลังยุ่งกับอีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” แต่ ”พญาเสือ” ยอมรับว่า อนาคตใหม่เขาเก่งและเชี่ยวชาญเรื่องการสร้างกระแส ครั้งหนึ่งในยุคการเมืองที่ใช้รถแห่โฆษณา พอ ทักษิณ ชินวัตร ประกาศตัวเป็นนายกฯ เท่านั้นแหละ เขาจ้างบริษัทที่ทำการโฆษณาแบบมืออาชีพ คือลอกเลียนแบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมาใช้กับการเมืองบ้านเรา มีเทรนเนอร์มาเทรนบุคลิกภาพความเป็นผู้นำให้

00000 อนาคตใหม่ก็เหมือนกัน เขาลงทุนกับการพีอาร์ผ่านสื่อโซเชียลจำนวนมากเพื่อตรึงหรือ “ล้างสมอง” คนรุ่นใหม่ ให้งมงายอยู่กับพรรคและตัวธนาธร จนกลายเป็น ”ไอดอล” การเมือง เมื่อตัวไอดอลขยับไปทางไหนแฟนคลับก็จะขยับตาม ทำแบบ “เป๊ก ผลิตโชค” ที่มีแฟนคลับตามเป็นล้านๆ แค่เข้าห้องน้ำไม่มีทิชชู ไม่ถึง 5 นาที ทิชชูมาส่งถึงห้องน้ำ นี่ไง ธนาธร เลยเอาแบบอย่าง นี่ไม่รับรวมเรื่องข่าวฉาวในสหรัฐเรื่องการซื้อข้อมูลบุคคลเพื่อใช้ประโยชน์ในการเลือกตั้ง เพราะกกต.บ้านเรายัง ”โลว์เทค” เรื่องนี้มาก

00000 อ้าว เสนอข่าวกันให้มันปากเรื่องของบไปซื้อน้ำยางเอามาผลิตหมอนยางพาราแจก บ้างก็ว่าใช้งบเป็นหมื่นล้าน ทำให้ “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่พยายามเก็บตัวเงียบ เป็นข่าวดังอีกแล้ว เลยมึนๆ รับปีใหม่ “ข่าวแบบคลุกวงใน” ก็คือด้วยความที่เคยทำมาค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและรู้จักมักจี่กับผอ.กองสลากฯ เลยไหว้วานเพราะเห็นว่าสลากการกุศลจะหมดอายุลงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หากได้เงินส่วนหนึ่งจากสลากการกุศล มาช่วยซื้อน้ำยางจากชาวสวน ก็น่าจะดี

00000 ส่วนจะเอาไปทำอะไรบ้างก็มีหลากแนวคิดยังไม่ตกผลึก อาทิ ทำถนนหมู่บ้านละกิโลเมตร ทำแบริเออร์  หรือทำสนามกีฬา นอกจากนี้ยังคิดว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวบ้านเราก็เอาน้ำยางไปผลิตของที่ระลึกแจกนักท่องเที่ยว ก็เท่านั้น ไม่ได้ใช้งบหลวงหรือไปผลิตหมอนยางพาราเลย เรื่องมีอยู่แค่นี้ทราบแล้วเปลี่ยน 00000

‘ป๋าแอ้ด’ ลูกชาย ‘ลุงคำตัน’ แห่งภูพยัคฆ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ป๋าแอ้ด’ ลูกชาย ‘ลุงคำตัน’ แห่งภูพยัคฆ์

6 มกราคม 2563 – 10:30 น.
เจาะประเด็นร้อน,บิ๊กแอ๊ด,พลอสุรยุทธ์,สุรยุทธ์ จุลานนท์,ประธานองคมนตรี,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ภูพยัคฆ์
เปิดอ่าน 3,323 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ม.ค.63

*******************************

เส้นทางชีวิตราชการทหารของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” ประธานองคมนตรี จากนายทหารหนุ่ม “รบพิเศษ” ถึงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพบก และกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ มีแต่เพียงระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร

ดั่งที่ทราบกัน “บิ๊กแอ้ด” หรือ “ป๋าแอ้ด” เป็นบุตรของ พ.ท.โพยม และอัมโภช จุลานนท์ โดยเฉพาะบิดา-พ.ท.พโยม อดีตนายทหารเสนาธิการกองทัพบก ต้องลี้ภัยการเมืองเข้าสู่เมืองจีน และได้ศึกษาในสถาบันมาร์กซ์-เลนิน ที่กรุงปักกิ่ง พร้อมกับยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ห้วงเวลาหนึ่ง พ.ท.พโยม หรือ “สหายคำตัน” หรือ “ลุงคำตัน” ได้มาพำนักอยู่ที่สำนัก 708 ภูพยัคฆ์ ฐานที่มั่นน่าน จึงทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความผูกพันกับ “ภูพยัคฆ์” ในช่วงสิบกว่าปีมานี้

อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์

“อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์” ที่บ้านน้ำรี ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ประกอบด้วยอาคาร 2 หลังเป็นอาคารประวัติศาสตร์ประชาชน บรรจุรายชื่อผู้พลีชีพ และบอกเล่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ในพื้นที่เพื่อสรุปบทเรียนอดีตและสร้างความปรองดองในสังคมร่วมกัน

พล.อ.สุรยุทธ์ วางช่อดอกไม้รำลึกถึงผู้เสียชีวิต ที่อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ (ภาพ : Phupayak Station) 

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2548 ได้มีพิธีเปิดอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สมัยที่เป็นองคมนตรี ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดอนุสรณ์สถานแห่งนี้

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 มีงานรำลึกอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ ครบรอบ 15 ปี พล.อ.สุรยุทธ์ ก็สละเวลาเดินทางมาเป็นประธานเปิดงานและมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจนแต่เรียนดี

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวกับผู้ร่วมงาน 15 ปี อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์

มอบทุนการศึกษา 16 หมู่บ้าน 

ทุกครั้งที่ “พล.อ.สุรยุทธ์” มาร่วมงานที่อนุสรณ์สถานพยัคฆ์ ก็จะย้ำว่า พวกเราได้มารำลึกถึงญาติสนิทมิตรสหายของเราที่ต้องมาเสียเลือดเนื้อ ด้วยแนวคิดที่พวกเราเรียกว่าอุดมการณ์ เป็นสิ่งที่พวกเราจะได้นำบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตมาแก้ปัญหาในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันจะไม่เกิดขึ้นอีก

ป๋าเปรม” คือต้นแบบของ “ป๋าแอ้ด” ในการยืนยันแนวคิดยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร

ลุงคำตันกับสำนัก 708 

50 ปีที่แล้ว บนเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนทอดยาวจรดชายแดนลาว เคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของชาวภูดอยอาศัยอยู่มากมายหลายกลุ่ม ทั้งม้ง ลัวะ เย้า ขมุ ผู้ยวน และมลาบรี ในจำนวนนี้ม้งและลัวะ นับเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุด

ปี 2519 บนสันเขาที่เรียกว่า “ภูพยัคฆ์” มีหุบห้วยเล็กๆ อันเป็นที่ตั้งของสำนัก 708 ซึ่งเป็นที่ทำการศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีสมาชิกกรมการเมืองของพรรคมาพำนักอยู่ที่สำนักนี้หลายคน

กระท่อมลุงคำตัน (ภาพ : Phupayak Station) 

รวมถึงลุงคำตัน (พ.ท.พโยม จุลานนท์), ลุงไฟ (อัศนี พลจันทร) ผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ และลุงจำรัส (เปลื้อง วรรณศรี) อดีต ส.ส.สุรินทร์

ปี 2520 “ลุงคำตัน” เสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) มีภารกิจจัดตั้ง “กองพันพิเศษ” ที่ฝายน้ำตาล แขวงไซยะบุลี สปป.ลาว เตรียมการปลดปล่อย จ.น่าน และตั้งรัฐบาลประชาชน

สำนัก 708 ภูพยัคฆ์ (ภาพ : Phupayak Station) 

ปี 2521 ลุงคำตัน ประสบอุบัติเหตุตกจากหลังช้างเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในปักกิ่งอยู่ประมาณ 8 เดือน แต่อาการป่วยไม่ดีขึ้นเริ่มทรุดหนักและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2523

ก่อนลุงคำตันเสียชีวิต พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมบิดาที่ปักกิ่ง และเป็นครั้งแรกที่พ่อกับลูกได้พบหน้ากัน

ลูกเขย“ดิ่น ท่าราบ”

ถ้ายังจำกันได้ปลายปีที่แล้วกองทัพบกได้จัดพิธีเปิด “ห้องศรีสิทธิสงคราม” กับ “ห้องบวรเดช” ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ถนนราชดำเนิน

พระยาศรีสิทธิสงคราม นามเดิม “ดิ่น” เกิดที่ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี จบวิชาทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเยอรมัน พระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นคนเก่ง เป็นนายพันเอกของกองทัพตั้งแต่อายุ 37 ปี

เมื่อมีเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” พระยาศรีสิทธิสงครามที่เข้าร่วมกับฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช ถูกยิงเสียชีวิตที่นครราชสีมา

ครบรอบ 15 ปี อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ 

พระยาศรีสิทธิสงคราม มีลูกเขยชื่อ พ.ท.พโยม จุลานนท์ เมื่อธิดาคนโตชื่อ อัมโภช ท่าราบ เข้าพิธีวิวาห์กับคนตำบลท่าราบเหมือนกัน ขณะที่ พ.ท.พโยม มียศร้อยตรี ทั้งคู่มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คนคือ อัมพร ทีขะระ (จุลานนท์), พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนภาวดี ศิริภักดี (จุลานนท์)

ครั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนจึงอธิบายความเป็น “บิ๊กแอ้ด” นายทหารที่มีลักษณะพิเศษว่า “หลานกบฏบวรเดช” และ “ลูกคอมมิวนิสต์”

งบไม่ผ่านยุบสภา-ลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408582?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบไม่ผ่านยุบสภา-ลาออก

6 มกราคม 2563 – 10:10 น.
ยุบสภา,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ร่างกฎหมายงบประมาณ
เปิดอ่าน 6,832 ครั้ง

เปิดปีใหม่ 2563 ไม่ทันไรการเมืองไทยก็เริ่มร้อนแรงเป็นระยะ เอาแค่เฉพาะเดือนมกราคมนี้ ก็มีเรื่องร้อนทางการเมืองด้วยกันถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกที่ร้อนที่สุดคงหนีไม่พ้นชะตากรรมของพรรคอนาคตใหม่ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยใน คดียุบพรรค จากกรณีข้อกล่าวล้มล้างการปกครองในวันที่ 21 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นคดีที่แม้แต่ผู้บริหารพรรคยังคาดไม่ถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะนัดฟังคำวินิจฉัยรวดเร็วขนาดนี้ เรียกได้ว่าไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจมาล่วงหน้า

เดิมทีคาดการณ์กันว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเร่งพิจารณาคดีเงินกู้ของ พรรคอนาคตใหม่ ก่อน เพราะเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม แต่เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมชี้ชะตาพรรคอนาคตใหม่ในข้อกล่าวหาล้มล้างการปกครอง พรรคอนาคตใหม่จึงทำใจและพร้อมยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะออกมายอมรับว่าเตรียมตัวตั้งพรรคการเมืองสำรองไว้เหมือนกัน

อีกเรื่องที่น่าจะเดือดไม่ต่างกัน คือการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของ สภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 8-9 มกราคม ตามขั้นตอนเมื่อผ่านความเห็นชอบของสภาจะส่งต่อให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบต่อไป เป็นอันจบขั้นตอน

ดูจากขั้นตอนตามกฎหมายแล้วการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก แต่ในแง่ของสถานการณ์ทางการเมืองภายในรัฐบาลนั้นกลับซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำลังเผชิญกับคำว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” เข้าอย่างจัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 18-19 พรรคกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สำคัญ เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกพรรคที่เข้ามาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองอย่างรัฐมนตรีครบทุกพรรค เพราะมีเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา เท่านั้นที่มีตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลลอยๆ เท่านั้น

ผลจากการไม่มีเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นรางวัลทำให้บรรดาพรรคการเมืองเล็กออกอาการก่อหวอดหลายครั้ง โดยเฉพาะการประกาศตัวเป็นพรรค ฝ่ายค้านอิสระ เพื่อแสดงความไม่พอใจการไม่ได้เสื้อคลุมรัฐมนตรีหรือแม้แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ซึ่งเคยแสดงอิทธิฤทธิ์จนส.ส.รัฐบาลเคยโหวตแพ้ฝ่ายค้านเมื่อครั้งพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว

มาถึงเวลานี้แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มมีสถานะดีขึ้นผ่านการจัดสรรให้พรรคการเมืองเล็กเข้ามามีบทบาทในตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญของสภาเพื่อตรวจสอบเรื่องใดเป็นการเฉพาะ ประกอบกับการเข้ามาบริหารกิจกรรมทางการเมืองด้วยตัวเองของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ความเป็นเอกภาพของรัฐบาลเริ่มกลมเกลียวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการร่วมโหวตคว่ำญัตติของฝ่ายค้านในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้มาตรา 44

แต่ถึงกระนั้นสถานการณ์ทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลว่าด้วยการพิจารณา ร่างกฎหมายงบประมาณ ยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่น่าไว้วางใจมากนัก เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้มีเสียงเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียรังวัดมาแล้วจากการที่สภาล่มถึงสองครั้งในสองวันติดต่อกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณในวาระ 2 และ 3 ของรัฐบาลจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณาในขั้นตอนนี้ต้องพิจารณาเรียงลำดับมาตรา โดยเมื่อพิจารณามาตราใดเสร็จหรือพิจารณาเสร็จทั้งหมดก็จะต้องมีการลงมติให้ความเห็นชอบเป็นรายมาตรา โดยมีทั้งสิ้น 55 มาตรา หมายความว่าอาจจะต้องมีการลงมติเป็นรายมาตราถึง 55 ครั้ง และทุกครั้งก่อนจะลงมติต้องมีการนับองค์ประชุมทุกครั้ง

เสียงของรัฐบาลในสภาเวลานี้มีประมาณ 255 เสียงจากส.ส.ทั้งหมด 499 คน หากรวมกับ 4 ส.ส.ที่ถูกพรรคอนาคตใหม่ขับออกจากพรรคจะรวมเป็น 259 คน ซึ่งก็ยังไม่เป็นตัวเลขที่เหนือกว่าฝ่ายค้านเกิน 25 เสียง

ตัวเลขส่วนต่างที่ห่างกันไม่ถึง 25 เสียงมีนัยทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะการโหวตแต่ละครั้งหากได้เสียงข้างมากไม่เกิน 25 เสียง จะสามารถขอให้สภานับคะแนนใหม่ได้ทุกครั้งซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรา 44

ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะต้องเจอสภาพนี้ตลอดการพิจารณ ร่างกฎหมายงบประมาณ ซึ่งปัญหาอยู่ที่รัฐบาลจะคุมเสียงในสภาไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ เพราะอย่าลืมหากรัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้านขึ้นมา หมายความว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข

มีแค่ 2 ทางเลือก คือ ไม่ลาออก ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความยากลำบากแล้ว เส้นทางตลอดปี 2563

ทั้งนี้สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีตัวเลขสำคัญที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสรุปออกมาและมีความน่าสนใจเป็นรายข้อได้ดังนี้

ภาพรวมของการพิจารณา 1.งบประมาณตั้งไว้จำนวน 3,200,000,000,000 บาท 2.รวมปรับลดทั้งสิ้นตามมติของคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 16,231,217,700 บาท 3.จัดสรรเพื่อให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอตามความเหมาะสมและจำเป็นจำนวน 13,177,466,400 บาท 4.จัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 141 วรรคสอง จำนวน 3,053,751,300 บาท 5.คงตั้งงบประมาณไว้จำนวน 3,200,000,000,000 บาท

   สรุปรายการปรับลดพิจารณาเป็นรายกระทรวง รวมทั้งสิ้น ปรับลดลง จำนวน 11,166,696,700 บาท
1.สำนักนายกรัฐมนตรี ปรับลดลงจำนวน 194,631,300 บาท 2.กระทรวงกลาโหม ปรับลดลง จำนวน 1,518,272,500 บาท 3.กระทรวงการคลัง ปรับลดลง จำนวน 454,632,000 บาท 4.กระทรวงการต่างประเทศ ปรับลดลง จำนวน 194,000,000 บาท 5.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปรับลดลง จำนวน 166,844,900 บาท 6.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปรับลดลง จำนวน 75,509,300 บาท 7.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปรับลดลง จำนวน 1,147,479,100 บาท

8.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับลดลง จำนวน 933,292,200 บาท 9.กระทรวงคมนาคม ปรับลดลง จำนวน 411,629,200 บาท 10.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปรับลดลง จำนวน 86,500,000 บาท 11.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับลดลง จำนวน 102,596,200 บาท 12.กระทรวงพลังงาน ปรับลดลง จำนวน 16,931,300 บาท 13.กระทรวงพาณิชย์ ปรับลดลง จำนวน 93,241,100 บาท 14.กระทรวงมหาดไทย ปรับลดลง จำนวน 624,893,400 บาท 15.กระทรวงยุติธรรม ปรับลดลง จำนวน 187,289,200 บาท 16.กระทรวงแรงงาน ปรับลดลง จำนวน 23,995,800 บาท

17.กระทรวงวัฒนธรรม ปรับลดลง จำนวน 52,795,000 บาท 18.กระทรวงศึกษาธิการ ปรับลดลง จำนวน 909,043,300 บาท 19.กระทรวงสาธารณสุข ปรับลดลง จำนวน 1,318,310,800 บาท 20.กระทรวงอุตสาหกรรม ปรับลดลง จำนวน 20,487,100 บาท 21.ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี ปรับลดลง จำนวน 6,000,000 บาท 22.จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปรับลดลง จำนวน 402,939,100 บาท

23.รัฐวิสาหกิจ ปรับลดลง จำนวน 536,327,300 บาท 24.หน่วยงานของรัฐสภา ปรับลดลง จำนวน 679,921,400 บาท 25.หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ปรับลดลง จำนวน 71,179,200 บาท 26.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับลดลง จำนวนน 924,456,000 บาท 27.หน่วยงานอื่นของรัฐ ปรับลดลง จำนวน 13,500,000 บาท

         สรุปรายการปรับลดตามแผนงานบูรณาการและอื่นๆ รวมทั้งสิ้น ปรับลดลง จำนวน 5,064,521,000 บาท
1.แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรับลดลง จำนวน 223,553,000 บาท 2.แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปรับลดลง จำนวน 972,583,300 บาท 3.แผนงานบูรณาการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ปรับลดลง จำนวน 11,000,000 บาท 4.แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปรับลดลง จำนวน 42,800 บาท 5.แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปรับลดลง จำนวน 11,316,200 บาท

6.แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปรับลดลง จำนวน 634,859,400 บาท 7.แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ปรับลดลง จำนวน 19,500,000 บาท 8.แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ปรับลดลง จำนวน 2,014,046,700 บาท 9.แผนงานบูรณาการพัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล ปรับลดลง จำนวน 148,865,500 บาท 10.แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรับลดลง จำนวน 33,668,900 บาท

11.แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค ปรับลดลง จำนวน 506,082,900 บาท 12.แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ปรับลดลง จำนวน 167,110,100 บาท 13.แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ปรับลดลง จำนวน 140,876,400 บาท 14.แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ปรับลดลง จำนวน 149,015,800 บาท 15.ทุนหมุนเวียน ปรับลดลง จำนวน 32,000,000 บาท

วันเด็กแห่งชาติความรู้ คุณธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันเด็กแห่งชาติความรู้ คุณธรรม

6 มกราคม 2563 – 08:40 น.
วันเด็กแห่งชาติ,ความรู้,คุณธรรม
เปิดอ่าน 6,283 ครั้ง

วันเด็กแห่งชาติความรู้ คุณธรรม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ความรู้ คุณธรรม เป็นรากฐานความดี เด็กทุกคนต้องหมั่นศึกษาให้ถึงพร้อม โตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2563 ซึ่งตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2563 ว่า  “ความรู้ และคุณธรรม เป็นรากฐานสำคัญของความดีความเจริญทุกอย่าง เด็กทุกคนจึงต้องหมั่นศึกษาอบรมให้ถึงพร้อมด้วยความรู้และคุณธรรม เพื่อจะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ผู้สามารถสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้แก่ตนและสังคมส่วนรวม”

วันเด็กแห่งชาติปีนี้อยากฝากเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองหากพาบุตรหลานเที่ยวงานวันเด็กขอให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เพราะเด็กมีโอกาสเสี่ยงป่วยได้ง่ายเนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการไอหรือจามรดกัน เพราะทุกๆ ปี หน่วยงานต่างๆ จะจัดกิจกรรมให้เด็ก เช่น การเล่นเกม ร้องเพลง หรือมีอุปกรณ์มาให้เด็กได้สัมผัสของจริง

ป้องกันได้โดยการปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใส่หน้ากากอนามัย หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ หรือเช็ดด้วยทิชชูเปียก เมื่อสัมผัสสิ่งของเช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือสิ่งสกปรก เลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วย หรือในสถานที่แออัด

เด็กและเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ ต้องสืบสานสิ่งดีงาม สนุกสนาน เบิกบานทุกครั้งที่บำเพ็ญประโยชน์ อย่ายอมแพ้แก่ความเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบาก พึงระลึกเสมอว่าเราคือกำลังเล็กๆ ของชาติที่ช่วยสรรค์สร้างให้ประเทศชาติน่าอยู่สืบต่อไป

มีคำพูดที่ได้ยินมานานว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ขอให้พ่อแม่ช่วยกันปลุกฝังสิ่งดีๆ ให้ลูกๆ ต่อไป จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพมีความรู้คู่คุณธรรม
อ๊อด เทอร์โบ

เรื่อง เงินเดือนข้าราชการ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังรัฐบาล)

ขอฝากเรียนไปยังรัฐบาลหน่อยครับว่าค่าแรงงานก็เพิ่มทุกปี ค่าครองชีพก็ขึ้นทุกปี แต่ข้าราชการเงินเดือนไม่ขึ้นมานานแล้ว พอมีข่าวทีไรก็มีแต่คนว่าสินค้าก็จะขึ้น แต่จริงๆ สินค้าก็ขึ้นไปเรื่อยทุกทีไม่ว่าน้ำมันจะขึ้นจะลงก็มีข้ออ้าง ปัจจุบันสิทธิข้าราชการก็ถูกลิดรอนจนแทบจะไม่ต่างกับบัตรประกันสุขภาพ เวลาหาเสียงกันก็มีแต่จะขึ้นค่าแรง แต่ข้าราชการนี่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล
ข้าราชการ (ผู้เดือดร้อน)

ร่วมสักการะ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”
งาน “อนุสรณ์ดอนเจดีย์”

สำหรับใครที่กำลังมองหางานเทศกาลสนุกสนานใกล้กรุงเทพฯ เพื่อไปเที่ยวในช่วงปลายเดือนมกราคม ขอเชิญชวนไปเที่ยวงานยิ่งใหญ่ประจำปีของชาวสุพรรณบุรีกันค่ะ กับงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ประจำปี 2563 ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงเดือนมกราคม และสำหรับปีนี้ก็มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปีก่อนหน้าเลย อลังการด้วยการแสดงและกิจกรรมมากมาย ใครพลาดไปต้องรออีกปีเลยนะคะ

1 ปี มีครั้งเดียว พลาดไม่ได้กับงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ประจำปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ รวม 15 วัน 15 คืน ณ บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงวันแห่งชัยชนะในพระมหาวีรกรรมยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาจะมีชาวไทยทั้งประเทศเดินทางมาเพื่อกราบสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันอย่างเนืองแน่นล้นหลามทุกวันตลอดการจัดงาน

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแสดงแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่อลังการ จำลองเหตุการณ์ศึกยุทธหัตถีด้วยฉากสวยงามตระการตา นักแสดงกว่า 100 ชีวิต อีกทั้งยังใช้ม้า ช้าง และอุปกรณ์การแสดงอื่นๆ ที่เป็นของจริง พร้อมด้วยแสง สี เสียง แบบจัดเต็ม เสมือนการพาผู้ชมกลับไปสู่ช่วงปี 2135 ของการเกิดยุทธหัตถีจริง โดยแสดงรวม 10 วัน วันละ 1 รอบ เริ่มแสดงตั้งแต่เวลา 19.00 น. ทุกรอบ ได้แก่ วันที่ 18, 19, 20, 24, 25, 26, 27, 29, 30, 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์

นอกจากนี้ยังจัดแสดงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เมืองเก่าสุพรรณบุรี ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การออกร้าน “ของดี วิถีคนเมืองเหน่อและสินค้าโอท็อป” จากทั้ง 10 อำเภอ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งนักเรียน ประชาชน และผู้นำท้องถิ่น การประกวดแตรวงพร้อมนางรำ การประกวดธิดาดอนเจดีย์ การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาเซียน การเดินแบบผ้าไหมไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงวงดนตรีของกองทัพ การแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง การออกร้านธารากาชาด เฮฮาพาโชค และการจำหน่ายสินค้าต่างๆ รวมถึงการออกบูธของบริษัทแกรนด์สปอร์ตกรุ๊ป จำกัด ที่เตรียมนำเอาเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา มาลดราคาเป็นพิเศษ 20 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ตลอดทั้งงานอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ที่ทำการปกครองจังหวัดสุพรรณบุรี 0-3553-5380, 0-3553-5379, 0-3553-5432, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี 0-3552-5880 หรือติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ปี 2563
มะลิ (ดอนเจดีย์)

ตอบคุณ ‘มะลิ’ ดอนเจดีย์
ขอบคุณสำหรับคำเชิญชวนที่แจ้งมาและสำหรับเมืองสุพรรณบุรีนั้นไม่ไกลจาก กทม. จึงขอเป็นสื่อกลางเชิญชวนมาอีกแรงหนึ่ง และเมื่อทราบกิจกรรมของงาน ‘อนุสรณ์ดอนเจดีย์’ แล้วดีมากๆ เลย ได้ทั้งบุญกุศลและมีความบันเทิงครบวงจร

ผมเองมีความผูกพันกับสุพรรณบุรีเพราะมีเพื่อนเป็นคนสุพรรณฯ มากมายตั้งแต่เรียนมัธยม และพบว่าเป็นคนดีมีเสน่ห์ น่ารัก และร้องเพลงเก่ง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง

ชาวสุพรรณบุรีมีความเป็นศิลปินในสายเลือด โดยเฉพาะนักร้องดังๆ มีมาก เช่น แอ๊ด คาราบาว – ตูน บอดี้สแลม – สายัณห์ สัญญา – ไวพจน์ เพชรสุพรรณ – พุ่มพวง ดวงจันทร์ ฯลฯ

สำหรับ ‘สมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ เป็นพระมหากษัตริย์นักรบ พระปรีชาสามารถนำทับกู้อิสรภาพกลับคืนสู่ไทย และทรงมีพระวีรกรรมอีกเหลือคณานับ

จึงขอให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกและสำนึกร่วมสักการะตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ

บริหารจัดการภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บริหารจัดการภัยแล้ง

6 มกราคม 2563 – 08:36 น.
ภัยแล้ง,บริหารจัดการ
เปิดอ่าน 692 ครั้ง

บริหารจัดการภัยแล้ง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563

สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 นี้ มีทีท่าว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของประเทศไทยกลับมีปริมาณที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำและบางเขื่อนในภาคกลาง เหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำที่ใกล้เคียงกับปีภัยแล้งครั้งรุนแรงในปี 2558-2559 ที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งเมื่อเกิดในประเทศไทยจะทำให้เกิดภัยแล้ง ที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าปกติและอุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่าปกติเช่นกัน และถึงแม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูฝนปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่กลับไม่ตกลงในพื้นที่กักเก็บหรือเขื่อนสำคัญๆ ในพื้นที่ภาคเหนือลและตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีแนวโน้มว่าในหน้าแล้งปี 2563 นี้ พื้นที่เกษตรกรรมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในบางพื้นที่จะได้รับผลกระทบเนื่องจากการขาดแคลนน้ำ และบางพื้นที่จะขาดแคลนหนักทั้งน้ำใช้อุปโภคและบริโภคด้วย

หลายพื้นที่เริ่มที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำให้เห็นกันบ้างแล้วล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง ว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร โดยขณะนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) ในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักทั้งสี่

ไม่เพียงเท่านี้แม่น้ำสายใหญ่และเป็นแม่น้ำหลักของหลายๆ ประเทศอย่างแม่น้ำโขงปริมาณน้ำก็อยู่ในเกณฑ์น้อยเช่นกัน จากการตรวจสอบทำให้ทราบว่าปริมาณน้ำนั้นต่ำกว่าระดับน้ำต่ำสุดในปี 2535 และต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเลย แม้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่กระนั้นคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงในอีก 2-3 วันถัดไป ขณะที่่จังหวัดหนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี มีแนวโน้มลดลง ส่วนคุณภาพน้ำ ค่าความเค็มด้านอุปโภคบริโภค แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สถานีสำแลอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง

ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ มีการประเมินเรื่องภัยแล้งพบว่าจะเกิดขึ้นในบางพื้นที่ เช่น ซีกตะวันตก บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ไม่พบภาวะแล้งเหมือนเช่นทางฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา  จึงสั่งการให้กรมชลประทานผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเติมที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นและบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงปฏิบัติการณ์ด้านฝนหลวงเพื่อช่วยเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ รองรับน้ำที่จะใช้อุปโภคบริโภคของประชาชน รวมถึงการขุดฝาย ขุดบ่อและนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เห็นได้ว่าหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อมรองรับและเข้าช่วยเหลือเกษตรกร ชาวบ้าน ให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเต็มความสามารถ ก็อยู่ที่สำนึกของพี่น้องที่จะต้องช่วยกันและให้ความร่วมมือกับทางการที่จะเพาะปลูกหรืองดเว้นตามคำแนะนำเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดยังประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายที่จะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก