โรคแปลก ‘วัณโรคหลังโพรงจมูก’ คร่าชีวิต ‘น้ำตาล เดอะสตาร์ 5’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรคแปลก ‘วัณโรคหลังโพรงจมูก’ คร่าชีวิต ‘น้ำตาล เดอะสตาร์ 5’

6 มกราคม 2563 – 08:05 น.
้น้ำตาล,เดอะสตาร์5,นสบุตรศรัณย์ ทองชิว,เชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก
เปิดอ่าน 9,125 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 ..โรคแปลก ‘วัณโรคหลังโพรงจมูก’ คร่าชีวิต ‘น้ำตาล เดอะสตาร์ 5’ โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“น้ำตาล เดอะสตาร์ 5” น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว เสียชีวิตกะทันหันด้วยโรคแปลก “วัณโรคหลังโพรงจมูก” แค่ 40 คนในประเทศไทยที่ป่วยในโรคนี้จากอดีตถึงปัจจุบัน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างความตกใจให้แก่สังคมไทยในปี พ.ศ. 2562 อย่างมาก สำหรับกรณีที่ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ “น้ำตาล เดอะสตาร์ 5” ถูกหามส่ง รพ.สมุทรสาคร หลังมีอาการเลือดออกทางปากและจมูก หายใจไม่สะดวก และหมดสติ จนต้องปั๊มหัวใจถึง 2 ครั้ง เมื่อเช้าวันที่ 11 มิถุนายน  2562  ก่อนจะส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ศิริราช เมื่อเช้าวันที่ 12 มิถุนายน 2562

 อ่านข่าว : ‘น้ำตาล เดอะสตาร์’ จากไปอย่างสงบ

โดยครอบครัวของน้ำตาล ได้แก่ นางสุขใจ ถิรเมธีกุล อายุ 54 ปี ผู้เป็นมารดา ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์เวลานั้น เล่าว่าลูกสาวไม่ได้มีอาการป่วยแต่อย่างใด แต่จู่ๆ ก็มีอาการคล้ายเด็กสำรอกออกมานิดหนึ่งเป็นลิ่มเลือด จากนั้นก็ขย้อนออกมาเรื่อยๆ ครั้งนี้ออกมาทางจมูกด้วย ซึ่งมีปริมาณเลือดที่เยอะมาก และนั่งพักได้ไม่นานก็หายใจไม่คล่องเลยให้นอนลงและปั๊มหัวใจ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

จากนั้นคณะแพทย์ได้แถลงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ว่า น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ “น้ำตาล เดอะสตาร์” เสียชีวิต โดยในตอนนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่มีเลือดออกจนท่วมปอดและทะลักออกมานั้น มีจุดเลือดออกอยู่บริเวณใด หรือภาวะโรคใด ทำให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ขออนุญาตครอบครัวส่องกล้องเข้าไปทางจมูก เพื่อตัดชิ้นเนื้อบริเวณหลังโพรงจมูก นำมาตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

ผลการตรวจชิ้นเนื้อบ่งชี้ว่ามีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก ซึ่งในกรณีนี้มีโอกาสติดต่อกันได้น้อย ในส่วนของการรักษาผู้ป่วยโรคนี้เช่นเดียวกับการรักษาวัณโรคทั่วไป คือ การให้รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน เพราะเชื้อยังตอบสนองต่อยาปัจจุบันได้ดี มีอัตราดื้อยาเพียง 2% และจากรายงานถือน้ำตาลเป็นคนที่ 40 ของประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยด้วยโรคนี้

บทความทางวิชาการทั่วโลก พบว่า เจอผู้ป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูกน้อยมาก แต่กรณีที่มีเลือดออกปริมาณมากเหมือนกรณีน้ำตาล ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ซึ่งผู้ป่วย 2 ใน 3 ไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหลังโพรงจมูก ส่วนใหญ่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เนื่องจากผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ซึ่งจะส่องกล้องเจอ แต่การวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหลังโพรงจมูกนั้น จะเกิดขึ้นภายหลังการตรวจชื้นเนื้อ

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

“กรณีคุณน้ำตาลสามารถเจอน้อยมากๆ ที่มีเลือดออกปริมาณมากขนาดนี้ อาจเพราะจุดเนื้อเยื่อที่เจอรอยโรคนั้น ด้านหลังมีเส้นเลือดอยู่ เมื่อมีเชื้อทำให้ผนังเส้นเลือดฉีกขาดและเลือดออกได้ง่าย และคุณน้ำตาลไม่ได้มีอาการใดมาก่อน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าติดเชื้อ หรือเริ่มป่วยเมื่อไร ซึ่งทางการแพทย์นั้นบางโรคก็สามารถระบุระยะฟักตัวของเชื้อได้ แต่บางโรคก็ไม่สามารถระบุได้ โดยกรณีคุณน้ำตาลบอกไม่ได้ เพราะคนไข้ก็ไม่ได้มีอาการใดมาก่อน” ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าว

สถิติของประเทศไทยในปี 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คนจากประชากร 69 ล้านคน โดย 83% จะตรวจพบที่ปอด 17% ตรวจพบนอกปอด ซึ่งวัณโรคหลังโพรงจมูกพบได้น้อยกว่า 1% ของวัณโรคที่พบนอกปอด อีกทั้งวัณโรคสามารถเป็นได้ตามอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกรายงานทางการแพทย์ทั่วโลก พบว่าผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณ 70% มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตหรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก การวินิจฉัยวัณโรคหลังโพรงจมูกจึงมักได้จากการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อนหรือต่อมน้ำเหลือง

วัณโรคหลังโพรงจมูกเกิดขึ้นได้น้อย บางคนไม่แสดงอาการเหมือนกับกรณีของน้ำตาล สำหรับการติดต่อกับคนอื่นก็น้อยมากเช่นกัน ไม่เหมือนวัณโรคอื่น โดยประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูกครั้งแรกในปี 2535 และมีผู้ป่วยที่สามารถรักษาหายขาดได้ถึง 39 คน แบ่งเป็นรักษาที่ จ.ขอนแก่น หาย 23 คน, รักษาที่ รพ.ศิริราช หาย 15 คน และ รักษาที่ กทม. หาย 1 คน แต่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 9 เดือน ถึง 1 ปี

น้ำตาล เดอะสตาร์5

“ไม่อยากให้ตื่นตระหนก เพราะเมื่อตรวจเจอก็สามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่อยากให้ตระหนักว่าเชื้อวัณโรคยังมีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่วัณโรคไม่หลุดไปจากสังคมไทย เพราะปัจจุบันคนไทยอยู่ในห้องที่ปิดมาก เครื่องปรับอากาศไม่ได้กรองเชื้อวัณโรค อากาศไม่ไหลวนออก เมื่อมีใครที่มีเชื้อ โอกาสที่คนอื่นในห้องนั้นจะติดเชื้อก็เกิดขึ้นได้ แต่หากภูมิต้านทานร่างกายเราดีก็จะไม่ติดเชื้อง่าย และไม่จำเป็นต้องไปส่องกลองตรวจคัดกรองทุกคน เพราะเป็นโรคที่เจอน้อย แต่ควรตรวจสุขภาพประจำปี ที่จะครอบคลุมโรค 80% แล้ว อย่างไรก็ตาม หากผลตรวจประจำปีปกติแต่มีอาการบางอย่างผิดปกติดังข้างต้น ก็ควรไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ข้อแนะนำสำหรับประชาชนจากกรณีของ “น้ำตาล เดอะสตาร์” คือ 1.อุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยยังไม่ลดลง สามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายอวัยวะ 2.ควรตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ จำต้องสืบค้นจนพบสาเหตุของความผิดปกตินั้นและ 3.แม้การตรวจร่างกายจะปกติแต่หากมีอาการผิดปกติระยะเวลาหนึ่ง เช่น น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำๆ คลำได้ก้อนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

‘รัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์’ เกิดมาแทนคุณแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์’ เกิดมาแทนคุณแผ่นดิน

6 มกราคม 2563 – 08:00 น.
ป๋าเปรม,รัฐบุรุษ,พลเอกเปรม ติณสูลานนท
เปิดอ่าน 1,973 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี 2562 ….”รัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์” เกิดมาแทนคุณแผ่นดิน… โดย หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที นับเป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสีย เนื่องมาจากการถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” หรือที่หลายคนเรียนท่านว่า “ป๋าเปรม” อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 2 แผ่นดิน สิริอายุ 99 ปี

 อ่านข่าว อาลัย ‘รัฐบุรุษ’ คู่แผ่นดิน ‘พล.อ.เปรม’ ถึงแก่อสัญกรรม

              : อำลา ‘ป๋า’ คืนสุดท้าย!!   

เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านได้อุทิศกาย ใจ เพื่อสถาบันกษัตริย์ ชาติ และประชาชน อย่างสุดความสามารถ จนเป็นที่เคารพรักของผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลทั่วไปอย่างมาก และเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตท่านมาถึง จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ในการพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ทั้งนี้ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก “จารึกไว้ในแผ่นดิน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” จำนวน 5,000 เล่ม เพื่อเป็นที่ระลึก เป็นเกียรติประวัติ และเผยแพร่เกียรติคุณ สำหรับแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เชิดชูบุรุษ 5 แผ่นดิน นายกรัฐมนตรี 3 สมัย และรัฐบุรุษ 2 รัชกาล เป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อชาติ บ้านเมือง และเป็นแบบอย่างของความรักชาติ รักแผ่นดิน การประกอบคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งด้านการส่งเสริม สนับสนุน ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยหนังสือที่ระลึกดังกล่าว มีเนื้อหาประกอบด้วย ภูมิหลัง ชีวประวัติและการศึกษา เส้นทางแห่งเกียรติยศ อาทิ การรับราชการทหาร, การก้าวสู่ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”, กว่าจะมาเป็น “รัฐบุรุษ” และ “ประธานองคมนตรี” รวมทั้งเกียรติยศอันสูงสุด และเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

ขณะเดียวกัน ยังรวบรวมอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีตามสถานที่ต่างๆ ที่หน่วยงาน ประชาชน รวมพลัง ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี ตลอดจนปาฐกถาพิเศษกว่า 59 เรื่อง ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้บรรยายในโอกาสต่างๆ ซึ่งล้วนมีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ ถือเป็นภาพสะท้านคุณูปการอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการส่งต่อความดีงามและสืบสานต่อยอดแนวความคิด โดยกระทรวงได้จัดทำบัตรรับหนังสือมอบแก่ผู้เข้าร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ณ วัดเทพศิรินทราวาส นอกจากนี้ยังแจกจ่ายให้แก่ห้องสมุดสถานศึกษา และส่วนราชการ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิง

สำหรับประวัติของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่ ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน ชื่อ “เปรม” นั้น พระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโณ) เป็นผู้ตั้งให้ ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2462

ด้าน “การศึกษา” ของ พล.อ.เปรม เข้ารับการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2469 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา หมายเลขประจำตัว 167 สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี 2478 เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7–8 แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หมายเลขประจำตัว 7587 ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) เมื่อปี 2481 โดยเข้ารับการศึกษาเป็นรุ่นที่ 5 มีเพื่อนร่วมรุ่น 55 นาย สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2484 ใช้เวลาเพียง 3 ปี ไม่ครบ 5 ปี ตามหลักสูตร

ผลงานทางด้าน “การทหาร” และ “การเมือง” ของ พล.อ.เปรม เริ่มตั้งแต่เข้ารับหน้าที่เป็นผู้บังคับหมวดในสนามรบจริง โดยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดประจำกองรถรบ ทำการรบอยู่ที่ปอยเปต ซึ่งขณะนั้นยังมีสภาพเป็นนักเรียนอยู่ (ได้ไปราชการในคราวพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เนื่องในกรณีเรียกร้องขอดินแดนคืน) หลังจากนั้นถึงได้รับการแต่งตั้งเป็นว่าที่ร้อยตรี หลังจากได้พักประมาณ 6 เดือน ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง ณ สมรภูมิเชียงตุง เมื่อ 2485 ในสงครามเอเชียบูรพา โดยได้รับตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดกองหนุนในกองทัพพายัพ อยู่ในสมรภูมินาน 5 ปี และได้รับพระราชทานยศ ร้อยโท, ร้อยเอก ก่อนกลับเข้ารับราชการในหน่วยปกติหลังสงครามยุติ เป็น หัวหน้ากองบังคับการกรมรถรบ

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ระหว่างปี 2517-2520 ได้ริเริ่มแนวคิดนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ช่วยแก้ปัญหาการคุกคามจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และสามารถดึงมวลชนมาเป็นแนวร่วมได้เป็นจำนวนมาก แนวคิดการเมืองนำการทหารได้เผยแพร่ไปสู่กองทัพภาคอื่นๆ และกลายเป็นความคิดหลักของกองทัพบก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และขยายออกไปสู่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 เรื่อง นโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ วันที่ 23 เมษายน 2523 ซึ่งนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมืองลงอย่างเด็ดขาดในปี 2524 เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก

สำหรับที่มาของคำว่า “ป๋าเปรม” เกิดขึ้นเมื่อครั้ง พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าระหว่างปี 2511-2516 โดยท่านจะเรียกแทนตัวเองว่า “ป๋า’” และเรียกนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ลูก” นายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาและนายทหารคนสนิทจึงเรียก พล.อ.เปรม ว่า “ป๋าเปรม” จนถึงปัจจุบัน

สำหรับนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม หรือที่เรียกว่า “นายทหารลูกป๋า” คนสำคัญ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำและนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม มีบทบาทสำคัญในการเป็นฐานอำนาจทางการเมืองและการทหารช่วงที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ได้แก่ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายทหารเหล่าทหารม้า ได้แก่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร, พ.อ.ชูพงศ์ มัทวพันธุ์, พล.อ.อู้ด เบื้องบน และ พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย

พล.อ.เปรม ได้รับการไว้วางใจเข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย ถึง 3 สมัย โดยสมัยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2523-2529 เมษายน 2526, สมัยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2526-4 สิงหาคม 2529 และสมัยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2529-3 สิงหาคม 2531 ตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศไทย มีผลงานสำคัญมากมาย เช่น การปรับปรุงประมวลกฎหมายรัษฎากรและกฎหมายสรรพสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม, การสร้างงานตามโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.)

การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาล และเอกชน (กรอ.) เพื่อส่งเสริมบทบาททางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศ, การดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอย่างได้ผล โดยนำนโยบายการใช้ “การเมืองนำการทหาร” ยุติความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของคนไทย เปลี่ยนผู้หลงผิดให้มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และทำให้นักศึกษาที่เข้าป่าหลายคนเพื่อเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ ได้ออกมาจากป่า, ประเทศไทยมีการพบก๊าซธรรมชาติในยุคของ พล.อ.เปรม เกิดการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเจริญต่อเนื่องหลายปี

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลได้มุ่งเน้นการผลิตและส่งออกของประเทศกับประเทศสังคมนิยมตะวันออก มีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้น, เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา และได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม จนทำให้มุมมองทางด้านการลงทุนของนักลงทุนจากต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยดีขึ้น, ได้ตัดสินใจลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกพืชผลทางการเกษตรของไทย การขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง มีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์ มาเป็นระบบตะกร้าเงิน เพื่อสร้างความยืดหยุ่น, สร้างท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดและแหลมฉบัง พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นต้น

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ถือเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ไม่มีภริยา ชื่นชอบการร้องเพลงและเล่นเปียโน รวมถึงการประพันธ์เพลงเป็นงานอดิเรก จนมีผลงานเพลงมากมาย อีกทั้ง ชื่นชอบดูการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะกีฬามวยและฟุตบอล มักเปิดโอกาสให้นักกีฬาเข้าพบเพื่อคารวะและให้กำลังใจก่อนจะเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามช่วงเทศกาลสงกรานต์และช่วงวันเกิด “ป๋าเปรม” มักจะเปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ให้ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ทหาร และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าอวยพรและขอพรมาอย่างต่อเนื่อง จนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี ซึ่งทุกครั้ง พล.อ.เปรม จะนำข้อคิดคำสอนมาเตือนใจเรื่องการปฏิบัติหน้าที่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ พล.อ.เปรม ย้ำเสมอคือการเรื่อง “การตอบแทนคุณแผ่นดิน”

ด้วยบุคลิกส่วนตัวของ พล.อ.เปรม เป็นคนพูดน้อย ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จะให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนน้อยมาก จนถูกหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเรียกขานว่า “เตมีย์ใบ้” และได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” จากเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย และ กบฏ 9 กันยา

เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

ล่าสุดระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม-1 ธันวาคม 2559 พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง) นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาและกรรมการในคณะอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลงนามในสมุดจดทะเบียนราชาภิเษกสมรส

นอกจากยศ พลเอก แล้ว พล.อ.เปรม ยังถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคล ในปัจจุบันที่มิใช่พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้รับยศ พลเรือเอก ของกองทัพเรือ และ พลอากาศเอก ของกองทัพอากาศ ด้วย จากการพระราชทานโปรดเกล้าฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2529 ในระหว่างที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่

ในภาคสังคม พล.อ.เปรม มีคุณูปการมากมาย หนึ่งในนั้นคือเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง กองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ  “มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรมติณสูลานนท์” เสริมความแข็งแกร่งให้วงการศิลปะ คือการสร้างคน ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนผ่านการสนับสนุนการศึกษาศิลปะของนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจน โดยสนับสนุนการศึกษาศิลปะของนิสิต-นักศึกษามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2561 มีนิสิต-นักศึกษาได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 1,413 คน

‘ม้ง’ ในการเมือง นักรบอาสา ที่ถูกลืม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ม้ง’ ในการเมือง นักรบอาสา ที่ถูกลืม

4 มกราคม 2563 – 09:54 น.
'ม้ง' ในการเมือง  นักรบอาสา ที่ถูกลืม
เปิดอ่าน 2,038 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 4-5 ม.ค.63

********************************

ก่อนข้ามปี มีดราม่าข่าวสารเรื่อง ม้ง” ชาติพันธุ์ชาวเขา ตกอยู่กลางสงครามกลุ่มสองขั้วการเมืองให้คนรุ่นใหม่ได้ติดตาม

แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าที่จริง “ม้ง” มีอะไรมากกว่าแค่ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาแต่แดนไกล และถูกคนโน้นคนนี้หยิบขึ้นมาพูดเชิงเห็นใจ หรือเป็นเครื่องมือของการเมืองได้เรื่อยๆ

เพราะจริงๆ “ม้ง” ก็คือม้ง ที่มีความเป็นมา มีศักดิ์ศรี มีเรื่องราวของตนเอง เพียงแต่ด้วยข้อจำกัดหลายมิติที่เกิดขึ้น ได้ผลักไสพวกเขาให้กระดอนไกล กลายเป็นเหมือนคนที่ต้องการพึ่งพิงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริง มันไม่ควรจะต้องเป็นแบบนั้น

ตัวอย่างล่าสุดจากข่าวที่มีตัวแทนอดีตชาวเขา “อาสาช่วยรบ” 6 กองร้อย เข้าพบ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ให้ช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมจากฝ่ายรัฐไทยที่ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างกลุ่มชาวเขาอาสาช่วยรบ หลังเสร็จศึกช่วยปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ตั้งแต่ปี 2511–2525 โน่น

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องราวที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ยังไงก็ไม่เคยเติมได้เต็ม

ชาติพันธุ์ม้ง

ข้อมูลความเป็นมาระบุว่า ม้งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานว่ามาจากประเทศจีน ราวๆ 5,000 ปีก่อน โดยอาศัยอยู่ 2 ฝั่งทางตอนใต้ของแม่น้ำฮวงโห แต่ภายหลังเจอการรุกรานฆ่าฟันจากชาวฮั่น จึงแตกสลายอพยพไปยังที่ต่างๆ หลายต่อหลายระลอก

ม้งโบราณ ภาพจากวิกิพีเดีย

ต่อมาราวปี 2183-2462 ได้มีชาวม้งกลุ่มหนึ่งอพยพลงมาอยู่ในกลุ่มประเทศอินโดจีน ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งก็ได้แก่กลุ่มประเทศเวียดนาม ลาว และไทย

ชนชาติม้งกลุ่มแรกที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยนั้นไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ได้ชัดเจน แต่จากเอกสารของสถาบันวิจัยชาวเขา คาดว่าเริ่มต้นอพยพเข้ามาทางตอนเหนือของไทยราวปี 2387–2417

จุดที่ชนเผ่าม้งเข้ามามีอยู่หลายจุด เช่น เข้ามาทางห้วยทราย–เชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือสุด และเข้ามามากที่สุด หลังจากนั้นก็กระจัดกระจายไปตามแนวเขา เช่นมุ่งไปทางทิศตะวันตกสู่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และสุโขทัย

อีกจุดคือเข้ามาทางไซยะบุรี ปัว และทุ่งช้าง เขต อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน แล้วบางกลุ่มได้อพยพลงสู่ จ.แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และตาก และยังมีกลุ่มที่เข้าทางภูคา–นาแห้ว, ด่านซ้าย อ.นาแห้ว และ อ.ด่านซ้าย จ.เลย บางกลุ่มก็เข้ามาสู่ จ.เพชรบูรณ์ ในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีที่เข้ามาทาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยผ่านมาทางพม่า ช่องดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันว่า ม้งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่หลงทางจากการอพยพจากจุดที่ 1

นี่คือความเป็นมาคร่าวๆ ของชาวม้ง ที่คนไทยทั่วไปท่องมาตลอดว่าเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่ง

ม้งในรอยต่อ

โดยเฉพาะที่สมรภูมิรอยต่อ 3 จังหวัด (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย) ที่มีชาวม้งโยกย้ายถิ่นฐานจาก จ.น่าน เข้ามาบุกเบิกตั้งถิ่นฐานใหม่ตั้งแต่ปี 2465 นับเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ

ที่ภูทับเบิก ราวปี 2475 มีชาวม้งตระกูล แซ่ท่อ” จัดตั้งหมู่บ้านทับเปา หรือทับเบิก มีประชากร 800 คน 100 หลังคาเรือน ถือว่าไม่น้อย โดยส่วนใหญ่เป็น “ม้งดำ” ขณะที่หมู่บ้านอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดเป็น “ม้งขาว” พวกเขาประกอบอาชีพทำไร่ฝิ่น, ไร่ข้าว และเลี้ยงสัตว์

ต่อมารัฐไทยเริ่มเข้ามาให้ความสำคัญ ให้ความช่วยเหลือบรรดาชาวเขา รวมถึงม้ง ก็เมื่อราวปี 2499 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ได้จัดตั้งคณะกรรมการสงเคราะห์

จนมาปี 2502 รัฐบาลยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศคำสั่งคณะปฏิวัติห้ามปลูกฝิ่นทั่วประเทศ พอถึงปี 2509 มีมติจัดตั้งเขตนิคมสร้างตนเองและสงเคราะห์ชาวเขาในประเทศไทย 4 แห่ง หนึ่งในนั้นคือนิคมสร้างตนเองและสงเคราะห์ชาวเขาภูลมโล (เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย) รวมเป็นเนื้อที่ 212,500 ไร่ ที่ชาวม้งได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ที่รัฐจัดให้

การเข้าดูแลตรงนี้ แน่นอนทั้งดูแลจริงๆ และดูแลเพื่อป้องกันชาวเขาไม่ให้กลายเป็นภัยความมั่นคง เพราะรอยต่อช่วงนั้นขบวนการคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาแทรกซึมในหมู่ชาวเขาเผ่าต่างๆ

ระหว่างนั้น ชาวม้งผู้เชื่อใน ความคิดใหม่” ได้มีการจัดตั้งลับๆ และส่งหนุ่มม้งจำนวนหนึ่งไปศึกษาวิชาการทหารในเวียดนาม และจีนอยู่แล้ว

กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น หลังเมืองไทยเกิดเหตุการณ์ วันเสียงปืนแตก” ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2485 มีการปะทะด้วยอาวุธกับฝ่ายรัฐอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม

ม้งสองฝ่าย

จากข้างต้น ช่วงปี 2509 ชาวม้งได้รับการดูแลจากรัฐให้มีที่ทำกิน ด้านหนึ่งศูนย์การนำแนวลาวฮักชาติ ก็ได้ประสานกับ พคท. ส่งผู้ปฏิบัติงานเข้าสู่ชุมชนม้ง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก จึงมีผู้ปฏิบัติงานจากในเมือง 2 คน เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน

ปี 2510 นักรบม้งที่จบจากโรงเรียนการเมืองการทหารในต่างประเทศ เข้ามาประจำการที่เขต 3 จังหวัด (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย) เมื่อชาวม้งลุกขึ้นสู้ คณะกรรมการ พคท.เขต 3 จังหวัดหรือเขตภูหินร่องกล้า ได้มีมติให้จัดตั้ง “อำนาจรัฐ” ของประชาชนขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 เขต และ 1 เขตพิเศษ

อำนาจรัฐเขต 10 ได้แก่ บ้านน้ำขาว, บ้านน้ำเข็ก, บ้านห้วยทราย, บ้านข้อโป่ และบ้านร่องกล้า, อำนาจรัฐเขต 15 ได้แก่ บ้านเขาค้อ, บ้านเขาย่า, บ้านใหญ่, บ้านไผ่ และบ้านสะเดาะพงษ์

อำนาจรัฐเขต 20 ได้แก่ บ้านป่าหวาย บ้านขี้เถ้า และบ้านทับเบิก, อำนาจรัฐเขตพิเศษ บ้านใหม่ และบ้านภูเมี่ยง

ส่วนที่บ้านทับเบิก ชาวม้งดำได้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม โดยม้งส่วนใหญ่เข้าร่วมการปฏิวัติกับ พคท. เป็น “สหายม้ง” แต่อีกส่วนหนึ่งได้ไปเข้ากับฝ่ายรัฐที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็น “ชาวเขาอาสาสมัครช่วยรบ” (ชขส.) ที่ช่วยกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 ทำการสู้รบกับคอมมิวนิสต์

เกิดเป็นม้งที่อยู่คนละฝั่ง “ความคิด” แต่ “ความหวัง” ชุดเดียวกันคือ การมีตัวตนและที่อยู่ที่ยืน

อาสาด้วยชีวิต

จากบทความ เสี้ยวชีวิต ‘ม้ง’ : รบแลกที่ดิน โดย มนุษย์สองหน้า แคน สาริกา เล่าย้อนรอยตรงนี้ไว้ว่า พอมาปี 2513 ในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เปิดยุทธการถล่มฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์บนภูหินร่องกล้า และเปิดพื้นที่บ้านเข็กน้อย อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นฐานสนับสนุนการทำ “สงครามแย่งชิงมวลชน”

การที่กองทัพภาคที่ 3 ชักชวนชาวม้งเข้าร่วมเป็น ชขส. ช่วยเหลือทางการต่อสู้กับ “สหายม้ง” ในสมรภูมิภูหินร่องกล้า, ภูลมโล, ภูทับเบิก และเขาค้อ นั้น เกิดขึ้นโดยมีการรับปากกับชาวม้ง “ชขส.” ว่าเมื่อจบศึกสงครามจะให้มีสิทธิอยู่อาศัยและทำกิน

บ้านเข็กน้อยจึงเป็นที่ตั้งของกองร้อยชาวเขาอาสาสมัครที่ 31 เป็นศูนย์อพยพชาวม้งที่หลบหนีออกมาจากฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์ และ ชขส.ก็ลุยตามภารกิจ ทั้งบาดเจ็บล้มตาย

ม้งอาสาช่วยรบ

แน่นอนระหว่างนั้น ปี 2515 กองทัพภาคที่ 3 ขอใช้พื้นที่ 2 หมื่นไร่ โดยอาศัยประกาศของคณะปฏิวัติขณะนั้น นำชาวม้ง ชขส.มาอยู่อาศัย และทำกิน ตามยุทธศาสตร์ทางทหาร

ปี 2518 มีพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ กำหนดให้ที่ดินในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ เป็นที่ราชพัสดุ และอยู่ในความรับผิดชอบของกรมธนารักษ์ รวมถึงที่ดินเพื่อความมั่นคงของกองทัพภาคที่ 3

แต่ราวปี 2525-2527 ที่สงครามประชาชนสิ้นสุดลง กองทัพภาค ส่งคืนพื้นที่ หมื่นไร่ ให้แก่กรมธนารักษ์ ชขส. คงเหมือนถูกทิ้งให้อยู่กับคำสัญญาลมๆ

ในขณะที่กลุ่ม “สหายม้ง” ที่กลายมาเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) ตามนโยบาย 66/23 กองทัพภาคที่ 3 กลับจัดให้ เช่นได้ไปอยู่พื้นที่เดิมเช่นบ้านทับเบิก จัดสรรที่ดินทำกิน-ที่อยู่ให้, มอบเงินช่วยเหลือ ฯลฯ

ม้ง ชขส. 6 กองร้อย เข้าพบ ศรีสุวรรณ จรรยา 

คนไทยเข้าใจว่าเป็นมาอย่างนั้น ภูทับเบิกคือแดนดินกะหล่ำอันงดงามที่ชาวเขา ชาวม้งได้มีพื้นที่ทำกิน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ่นชื่อ ทั้งที่จริงๆ แล้วตลอดมายังมีม้งทับเบิกที่ตกค้างอยู่ที่ อ.นครไทย เข้าร้องเรียนต่อรัฐไทยขอกลับไปทำกินที่บ้านเก่า-ทับเบิกด้วยคน

เช่นเดียวกับ ม้ง ชขส. 6 กองร้อย จาก เพชรบูรณ์ น่าน และพะเยา ที่อาศัยจังหวะทางการเมืองตอนนี้ เข้าพบ ศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องคนดัง ตามที่เกริ่นไว้ตอนต้นนั่นแหละ ที่ต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ที่แน่ๆ “30 กว่าปี” ทำไมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับม้งกลุ่มอาสาช่วยรบกลุ่มนี้ มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น หรือไม่มีอะไรเลย…ก็แค่ลืม?

จาก ‘ทับเบิก’สู่ ‘ม่อนแจ่ม’ รุกก็รื้อ ยื้อก็ไล่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408341?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จาก ‘ทับเบิก’สู่ ‘ม่อนแจ่ม’ รุกก็รื้อ ยื้อก็ไล่

4 มกราคม 2563 – 09:50 น.
รีสอร์ทรุกที่,รุกป่าสงวน,ภูทับเบิก,ม่อนแจ่ม,รื้อรีสอร์ท,เจาะประเด็นร้อน,อรรถพล เจริญชันษา
เปิดอ่าน 4,852 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 4-5 ม.ค.63

**********************************

ฟีลเหมือน พอความฝันความสุขแห่งช่วงฉลองปีใหม่ผ่านพ้นไป วันนี้ความจริงอันหนีไม่พ้นกำลังย่างกรายเข้ามา โดยเฉพาะบรรดาเจ้าของผู้ประกอบการรีสอร์ตที่พัก ซึ่งทางการระบุว่านี่คือการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และกำลังเดินหน้าลุยสางให้เรียบ !

รอรับได้เลย 6 มกราคมนี้ ปฏิบัติการทวงคืนม่อนแจ่มโดยกรมป่าไม้ ภายใต้การนำของ อรรถพล เจริญชันษา จะเริ่มต้น ณ บัดนั้น

งานนี้มีเสียว คนไทยจักได้เห็นภาพแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ “ภูทับเบิก” แหล่งท่องเที่ยวสุดรักของใครหลายๆ แน่นอน

เอาจริงทุกราย

อย่าว่าการลุยสางรีสอร์ตม่อนแจ่มที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมคือการเบี่ยงกระแสจากคดีรุกป่าสงวนของ เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่คนไทยสงสัยว่าทำไมมันช่างเชื่องช้าหวานเย็นเป็นไอติมวอลล์ขนาดนี้

เพราะทางด้านอธิบดีคนหนุ่มของเรา ออกมาแจงแล้วว่าเรื่องนี้ต้องทำให้ถูกต้อง โดยปมเรื่องที่ดินของเอ๋ที่แยกเป็น 2 ส่วนคือ ที่ดินของกรมป่าไม้ 46 ไร่ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ให้ดำเนินคดีรวม 4 ข้อหาแล้ว ส่วนที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของส.ป.ก. อันนี้ต้องรอการตีความของกฤษฎีกา

คนไทยต่อให้สงสัยว่า ปมแรก 46 ไร่ที่ว่า เหตุไฉนสาวเอ๋ยังมาออกสื่ออวยพรปีใหม่อยู่แว้บๆ ส่วนปมสองคือต้องรอต่อไป ก็คงต้องว่าไปตามนั้น

ดังนั้นระหว่างรอตรงนี้ มาดูเรื่องราวที่โซนเหนือแถวม่อนแจ่มกันดีกว่า

ภาพจากคลิปเพจ คุยกับอธิบดีกรมป่าไม้

โดยหลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ทหาร และ ตำรวจ สภ.แม่ริม รวมกว่า 200 นาย เคยเข้าตรวจสอบที่รีสอร์ตบนดอยม่อนแจ่ม หลังพบการบุกรุกขยายพื้นที่การใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตแล้ว

จากนั้นวันที่ 23 ธันวาคม 2562 อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ โพสต์คลิปในเพจ “คุยกับอธิบดีกรมป่าไม้” โดยระบุข้อความว่า “…เที่ยวแบบไม่ต้องพักก็ได้ครับ…ถ้าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในอนาคต…สุดท้ายจะจบด้วยความเสื่อมโทรม…ถ้าไม่เคารพกติกาที่ตกลง…คงต้องเข้มงวดด้วยกฎหมายนะครับม่อนแจ่ม…”

ภาพจากคลิปเพจ คุยกับอธิบดีกรมป่าไม้

คลิปนั้นคือภาพที่ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ ที่เข้าตรวจพื้นที่ป่าม่อนแจ่มที่อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

แน่นอน คลิปดังกล่าวทำเอาคนไทยต้องครางฮือกับกองทัพรีสอร์ตตั้งเรียงราย เหมือนเลโก้ตัวต่อของเด็กๆ จำนวนมหาศาลอยู่บนยอดภูก็ไม่ปาน ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องมีคำอธิบาย

แจ่มจริง ม่อนแจ่ม

พื้นที่โครงการหลวงหนองหอย บริเวณดอยม่อนแจ่ม แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม เนื้อที่ 13,500 ไร่

และ “ดอยม่อนแจ่ม” ตั้งอยู่บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย ด้วยความที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี จึงส่งผลให้มีผู้คนเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวจำนวนมากเพื่อสัมผัสทะเลหมอก

เดิมทีพื้นที่ตรงนี้มีโครงการหลวงหนองหอยเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตั้งแต่ปี 2545 ชาวบ้านก็รวมกลุ่มกันในนามของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม เป็นแปลงปลูกผักและวิจัยพืชเมืองหนาว

แต่พอมาช่วงหลังๆ กลับเริ่มมีการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินและทำโฮมสเตย์จนเต็มพื้นที่

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าหากมองในเชิงตัวเลขแล้ว ม่อนแจ่มสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ชาวบ้านมากมาย โดยปีนี้คึกคักกว่าเดิมเพราะอากาศหนาวมากขึ้น ผู้ประกอบการก็เร่งขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลข่าว พบว่าช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม-มกราคม มีนักท่องเที่ยวขึ้นมาพักผ่อนคืนละ 2,000-3,000 คน ในแต่ละวันมีเงินสะพัดวันละ 1.5 ล้านบาท ตลอด 4 เดือน ช่วงไฮซีซั่นปีนี้จะมีรายได้สู่ดอยม่อนแจ่มรวมแล้วกว่า 200 ล้านบาท

แม้ว่าตัวเลขนี้อ้างจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้ประกอบการรีสอร์ต แต่จากภาพที่เห็นเต็นท์ และรีสอร์ตเรียงรายก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ แต่โลกนี้ไม่เคยมีด้านเดียว มีได้ ต้องมีเสีย มีบวกต้องมีลบ

นอกจากปัญหาขยะล้นดอยที่เราคนไทยเคยได้ยินมาแล้ว ปัญหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนก็มีต่อเนื่องควบคู่กันมาตลอดที่ม่อนแจ่มนี่แหละ

ม่อนแจ่มไม่ค่อยแจ่ม

พูดถึงม่อนแจ่ม เอาจริงๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2557 ยุคที่คนไทยมี คสช.เข้ามาดูแล คนไทยก็ได้ยินข่าวเจ้าหน้าที่บุก 4 รีสอร์ตม่อนแจ่มรุกป่า โดยตอนนั้นรายงานข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่ามีชาวบ้านที่ได้สิทธิทำกินขายให้นายทุนผุดรีสอร์ตหรู

ทั้งหมดเกิดขึ้นจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ได้ขายที่ดินต่อให้นายทุน ซึ่งนายทุนได้ใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ คือไม่ได้ทำการเกษตร หรือไม่ใช่เกษตรกร

หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็ค่อยๆ เงียบไปจากหน้าข่าวสาร จนกระทั่งล่าสุดกับปฏิบัติการของอธิบดีกรมป่าไม้คนใหม่ ลูกหม้อเจ้าเก่า ออกมาประกาศลุยต่อให้จบ

อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ออกมาแถลงออกประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 25 สั่งให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครองพื้นที่ยุติการดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะบ้านพัก รีสอร์ต ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม ในพื้นที่ (โครงการหลวงหนองหอย) หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย

โดยจากการประชุมร่วมผู้ประกอบการที่ครอบครองทำประโยชน์ทั้งหมดในที่ดินป่าไม้ของกรมป่าไม้ รวมเนื้อที่ประมาณ​ 229 ไร่ ที่โครงการ​หลวง​หนองหอย ต.โป่งแยง พบว่า ผู้ที่ครอบครองที่อยู่ในแปลงจัดสรรที่ดินตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าของกรมป่าไม้ มี 53 ราย รวมเนื้อที่ 229 ไร่

ตรวจสอบปรากฏว่า มีสิทธิ์อยู่ทำกิน 38 ราย ส่วนอีก 12 ราย มีสิทธิอยู่อาศัยทำกิน แต่ทำเกินพื้นที่ และมี รายที่เปลี่ยนมือผู้ครอบครองทำประโยชน์เป็นบุคคลจากท้องที่อื่นไม่มีรายชื่อในโครงการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ได้แก่ ม่อนแสนสิริจันทรา ม่อนดอยลอยฟ้า และบ้านท่าจันทร์ รวมเนื้อที่ ไร่เศษ

โดยกรมป่าไม้มีการออกคำสั่งให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ม่อนแจ่มที่มีการรุกที่ป่าสงวนแล้ว และงานนี้ยังไม่มีการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย การเยียวยาจะให้เฉพาะผู้ยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่รีสอร์ตถูกรื้อเท่านั้น

ตามรอยภูทับเบิก

การลุยครั้งนี้ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า พื้นที่ม่อนแจ่มจะมีการกวาดล้างแน่นอน ตอนนี้ในพื้นที่ไม่มีการต่อต้าน เนื่องจากทราบดีว่าเป็นการบุกรุกผิดกฎหมายและเราเอาจริง โดยวันที่ 6 มกราคม จะลงไปตรวจสอบพื้นที่ด้วยตนเอง โดยจากการตรวจสอบผู้ครอบครองพบว่าเป็นเพียงนายทุนเท่านั้น

งานนี้บอกเลยสนุก เพราะไม่ใช่แค่ที่ม่อนแจ่ม แต่จะไล่ทำไปเรื่อยๆ ใครผิดจัดการหมด แปลว่าเราจะได้เห็นภาพการไล่รื้อถอนสิ่งก่อสร้างผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับภูทับเบิกที่ถูกดำเนินการจนถึงที่สุด !

ภูทับเบิก ในวันที่รีสอร์ตล้นดอย

ว่ากันตามจริง ปฏิบัติการทำนองเอาจริงกับรีสอร์ตรุกป่าสงวน มีการดำเนินการอย่างจริงจังในยุค คสช. ต่อเนื่องมารัฐบาลปัจจุบันนี่เอง

อย่างที่ภูทับเบิก ก็จบได้ด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.35/59 หลังจากเรื่องเริ่มร้อนแรงในปี 2558 ที่มีข่าวการบุกรุกป่าภูทับเบิกเพื่อสร้างเป็นที่พักจำนวนมาก ทำลายแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำป่าสัก แถมยังก่อสร้างแบบไร้ทิศทาง

โดยที่สุดเมื่อสำรวจตรวจสอบแล้วพบว่ามีรีสอร์ตที่ต้องถูกรื้อถอนทั้งหมด 103 ราย แบ่งเป็นคนนอกบุกรุกพื้นที่ 53 ราย และเป็นชาวม้งในพื้นที่ 50 ราย

หลังจากนั้นทางการก็นำประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 35/59 แจ้ง และปิดประกาศให้รีสอร์ตบนภูทับเบิกรื้อถอนเองภายใน 30 วัน หลังจากที่เจ้าพนักงานอัยการหล่มสัก มีคำสั่งฟ้องต่อศาลหล่มสักในข้อหาบุกรุกป่า โดยมีการนำป้ายประกาศคำสั่งไวนิลขนาดใหญ่ไปติดตั้งไว้บริเวณหน้ารีสอร์ตทุกที่ที่ต้องดำเนินการ

ที่สุดปลายเดือนตุลาคม 2561 ผู้ประกอบการรีสอร์ตที่ต้องรื้อสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเหลือ 3 แห่งสุดท้าย ก็ได้ทำการรื้อถอนรีสอร์ตจนหมด

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในยุคที่ อรรถพล เจริญชันษา เป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ วันนี้เหตุการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้้นที่ม่อนแจ่ม และอีกหลายๆ พื้นที่

แน่นอนคนไทยรอดูว่าถ้าเริ่มแล้วก็เริ่มให้จบ และให้ครบทุกคน

ผ่าแนวคิด ‘ชัยธวัช’ ผู้นำ ‘อนค.’ คนใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408194?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าแนวคิด ‘ชัยธวัช’ ผู้นำ ‘อนค.’ คนใหม่

3 มกราคม 2563 – 09:22 น.
ชัยธวัช ตุลาธน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ชูธง ทวนกระแส,เจาะประเด็นร้อน,พรานข่าว,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 4,235 ครั้ง

ผ่าแนวคิด ‘ชัยธวัช’ ผู้นำ ‘อนค.’ คนใหม่ คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

******************************

“เราควรต้องเชื่อมวลชน เราควรต้องเชื่อพรรค นี่เป็นหลักทฤษฎีมูลฐานสองข้อ หากสงสัยหลักทฤษฎีสองข้อนี้แล้ว จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ”

“ประชาชน มีแต่ประชาชนเท่านั้น ที่เป็นพลังในการสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์โลก”

“นโยบายและยุทธวิธีเป็นชีวิตของพรรค สหายนำขั้นต่างๆ จักต้องสนใจอย่างเต็มที่ อย่าได้ประมาทเลินเล่อเป็นอันขาด”

ความคิดวิทยาศาสตร์ของปรมาจารย์การปฏิวัติจีน จะสะท้อนผ่านข้อคิดความเห็นของแกนนำพรรคอนาคตใหม่อยู่บ่อยครั้ง

ชัยธวัช ตุลาธน

ชัยธวัช ตุลาธน” รองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และผู้ที่ถูกโจษขานว่า จะเป็นผู้นำคนใหม่ หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบภายในช่วงต้นปีนี้ เขาเชื่อในทฤษฎีที่ว่าความคิดการเมืองถูกต้อง ชนะทุกอย่าง

ความสำเร็จไม่ได้มาจากการตลาดนำ แต่ใช้ความคิดทางการเมืองนำ และสามารถแสดงความเป็นเราออกมาให้ประชาชนเห็นได้”

หลายคนอาจรู้สึกเป็นกังวลกับกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่สวนรถไฟว่า อาจขยายกลายเป็น “ม็อบไล่ลุง” ความวุ่นวายคงตามมาอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม แกนนำพรรคอนาคตใหม่ประเมินว่า พลังมวลชนยังไม่มากพอจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถึงรากถึงโคน จึงทำใจไว้ล่วงหน้าเรื่อง “พรรคถูกยุบ” และเตรียมการจัดหา “พรรคสำรอง” ไว้เป็นที่เรียบร้อย

ก่อนวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คนไทยรู้จัก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ตัวแทนกลุ่มทุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จากกลุ่มความคิด “คณะนิติราษฎร์” ผู้ปลุกปั้นพรรคอนาคตใหม่ แต่หลายคนอาจไม่ทราบที่ไปที่มา กว่าจะเป็นพรรคสีส้ม

“ธนาธร” และเพื่อนๆ อดีตนักกิจกรรมยุค 2540 รวมถึง “ชัยธวัช” ได้จับพูดคุยกัน หลังทราบผลประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 ตอนนั้น พวกเขาจับอาการที่น่าเป็นห่วงได้คือ คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสิ้นหวังกับการเมือง มองไม่เห็นว่าเราจะไปยังไงต่อ

พวกเขาเริ่มจากประโยคที่ว่า “เราจะอยู่กันแบบนี้หรือ” แล้วก็เริ่มคิดเรื่องตั้งพรรคการเมือง

ธนาธรและธวัชชัย เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ สมัยที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ร่วมทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัย ในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

พวกเขาเติบโตมาในยุคสมัยการแสวงหาครั้งใหม่ ที่มีขบวนการภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นหัวหอก หลังการล่มสลายทางความคิดของ “ซ้ายไทย” หรือคนเดือนตุลา

คนรุ่นนี้ เติบโตในแวดวงธุรกิจสมัยใหม่ และเริ่มมีความหวังทางการเมืองจากชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย แต่รัฐประหาร 2549 ทำให้พวกเขากลับมาสนใจการเมืองอย่างจริงจัง

ธนาธร และชัยธวัช

เมื่อคิดก่อการตั้งพรรคการเมือง ธนาธรและผองเพื่อนจึงพยายามรวบรวมผู้คน ที่ทนไม่ไหวกับระบอบ คสช. มาร่วมงานกัน แนวทางสื่อสารของพรรคช่วงแรกๆ จึงมุ่งไปที่คนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หรือคนกลางๆ ที่ไม่ได้สังกัดสีไหน ช่วงเริ่มต้นของอนาคตใหม่ จึงมีวัยกลางคน คนสูงอายุก็มี

นิวโหวตเตอร์ถือว่า เป็นกลุ่มเป้าหมายที่อนาคตใหม่ ต้องช่วงชิงให้เพราะพวกเขาเป็นคนที่ไม่ได้มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใดมาก่อน

“ปรากฏการณ์ฟ้ารักพ่อ มันมีพื้นฐานบางอย่าง ไม่ได้เกิดมาบนสุญญากาศ มันมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ” ชัยธวัชเชื่ออย่างนั้น

“ในประวัติศาสตร์ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักจะมีปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น มีผู้นำที่มีบารมีและได้รับการยอมรับ แต่เฉพาะปัจจัยจากตัวผู้นำเอง ไม่ได้การันตีว่าทุกอย่างจะสำเร็จ มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น ความคิดที่ถูกต้องที่แจ่มชัด มีประชาชนที่ยอมรับความคิดนั้นๆ มีการจัดองค์กรขับเคลื่อนที่ดี มีหลายองค์ประกอบที่สำคัญ”

ชัยธวัชได้ให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ไว้หลังเลือกตั้ง สะท้อนว่า ปัญหาผู้นำคนใหม่ ไม่ได้เป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองใหม่ หากมีความคิดที่ถูกต้อง ก็เดินหน้าต่อไปได้

ว่าที่ผู้นำคนใหม่ จึงเชื่อว่า ส.ส.ที่มีดีเอ็นเอของพรรคอนาคตใหม่ จะร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมก้าวไปด้วยกัน แม้พรรคถูกยุบ ก็ตั้งพรรคใหม่ได้ พวกเขามีเวลา 60 วัน ในการย้าย ส.ส.รุ่น “พิมพ์นิยมสีส้ม” ไปอยู่พรรคใหม่

น่าจับตาก้าวต่อไปของค่ายสีส้ม ภายใต้ผู้นำคนใหม่ เขาอาจไม่ใช่นักการเมืองแบบธนาธร-ปิยบุตร แต่เขาเป็นนักกลยุทธ์ที่น่าสนใจยิ่ง

ลอกคราบ ‘ปิยบุตร’จุดไฟ ชิง’อำนาจใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ ‘ปิยบุตร’จุดไฟ ชิง’อำนาจใหม่’

3 มกราคม 2563 – 09:08 น.
ปิยบุตร,ปิยบุตร แสงกนกกุล,กรัมชี่,อันโตนิโอ กรัมชี่,มาร์กซิสต์,สุเทพ เทือกสุบรรณ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 17,103 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ม.ค.63

*********************************

เอาเข้าจริง อีเวนต์ “วิ่งไล่ลุง” (Run Against Dictatorship) ก็แค่เกมอุ่นเครื่อง ทดสอบพลังมวลชน ไม่ใช่เกมแตกหักเหมือนการจัดม็อบในอดีต ซึ่งในครั้งต่อๆ ไป อาจจะมีกิจกรรมรวมพลังทำนองนี้อีก แบบว่ารายเดือน รายสัปดาห์

สมกับปี 2563 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้ของประชาชน โดย “ป๊อก ปิยบุตร แสงกนกกุล“ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ประกาศชัด ”นี่คือ ห้วงเวลาประชาชนเป็นใหญ่นี่คือ โอกาสสำคัญในการเข้าช่วงชิง”

กรัมชี”สีส้ม

คนส่วนใหญ่อ่านแถลงการณ์ ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 อาจสงสัยว่า “อันโตนิโอ กรัมชี” คือใคร? มีอิทธิพลต่อความคิดแกนนำพรรคอนาคตใหม่อย่างไร?

อนาคตใหม่ 2563

สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่อันโตนิโอ กรัมชี บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิด ก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤติการณ์ย่อมปรากฏขึ้น..”

อันโตนีโอ กรัมชี ได้ชื่อว่าเป็นนักคิด นักทฤษฎี “มาร์กซิสต์บริสุทธิ์” ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซคนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20

ปิยบุตรให้สัมภาษณ์สื่อหลายหนว่า ตอนเริ่มก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้นำทฤษฎีการเมืองของอันโตนิโอ กรัมชี มาประยุกต์ใช้ ปิยบุตรจึงไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมมวลชนแบบ นปช. โดยเฉพาะเรื่องแก้ว 3 ประการคือ พรรค กองกำลังและแนวร่วม ของแกนนำแดงฮาร์ดคอร์

“วิธีคิดของกรัมชีมองว่าการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังทางกายภาพ เช่น กำลังทหาร มวลมหาประชาชน หรือที่เรียกว่า ‘สงครามขับเคลื่อนพื้นที่’ (War of Movement) แค่นั้น ไม่สำเร็จหรอก ถ้าคุณไม่ได้เปลี่ยนความคิดคน ดังนั้น กรัมชีจึงบอกว่าต้องทำงานผ่าน ‘สงครามทางความคิด’ (War of Position) ด้วย”

อาจารย์ป๊อกเปลือยความคิด ไม่มีกั๊กเรื่องกำลังทำงานเปลี่ยนชุดความคิดคนรุ่นใหม่

ไม่ซ้าย-ไม่มีสีเสื้อ

นักปฏิวัติเก่าที่เคยเป็นแกนนำเปิดโรงเรียน นปช.เสื้อแดงอย่าง เหวง โตจิราการ หรือธิดา ถาวรเศรษฐ์ อาจตกยุคไปเลย เมื่อสานุศิษย์กรัมชีเมืองไทย พยายามต่อสู้เพื่อแย่งชิงการครองใจในทางความคิด(hegemony) หรือเรียกว่า “สงครามจุดยืน” อย่างเข้มข้น

ป้าธิดา ลุงเหวง อาจคุ้นเคยกับความคิดประธานเหมา พร่ำบ่นแต่เรื่องการจัดตั้งมวลชน การต่อสู้ทางชนชั้น แยกมิตรแยกศัตรู เลยตามไม่ทัน “ธนาธร” และ “ปิยบุตร”

กรัมชี ศาสดา

อันโตนิโอ กรัมชี นักคิดชาวอิตาลี มีชีวิตอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เป็นแรงบันดาลใจให้กรัมชีหันมาสนใจแนวคิดสังคมนิยม และเข้ากับพรรคฝ่ายซ้ายของอิตาลี ช่วงเวลาดังกล่าว พรรคฟาสซิสม์ของมุสโสลินีกำลังครองอำนาจ และปราบปรามพรรคฝ่ายซ้ายอย่างเข้มงวด กรัมชีจึงถูกจำคุกในปี ค.ศ. 1926 และเสียชีวิตในคุกเมื่อปี ค.ศ. 1937 ด้วยวัยเพียง 47 ปีเท่านั้น

มรดกความคิดของกรัมชี ได้ให้ความสำคัญกับคำว่า “กลุ่มพลังทางสังคม” ที่มาแทนคำว่า “ชนชั้น” ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของมาร์กซ์ ปิยบุตรได้อธิบายว่า

“เราไม่ได้แบ่งคนตามแนวดิ่งแยกเหลือง-แดงแบบเดิม แต่เราแบ่งตัดขวางตามแนวนอน โจทย์สำคัญของเราคือต้องการยุติการแบ่งขั้วแยกข้างเหลือง-แดงแบบเดิม..ตัวผมเชื่อว่า การเมืองคือการทำงานทางความคิด คือการหาพวกเพิ่ม ถ้าคุณขีดแบ่งเส้นแบบนี้ มันก็อยู่กันแค่นี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยิ้มสิ..”

ไม่แปลกหรอก ที่แกนนำ นปช. จะไม่นิยมชมชอบบรรดาหัวแถว “พลพรรคส้มหวาน” และมองว่า คนพวกนี้ไร้เดียงสาทางการเมือง

วายร้ายตัวใหม่?

เมื่อปลายปี “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ซีอีโอพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว อวยพรปีใหม่มวลมหาประชาชน และย้ำว่า เราทุกคนกำลังเผชิญปัญหาใหม่ของชาติที่เรียกว่า “ลัทธิชังชาติ” จึงเรียกร้องว่า “อย่าหยุดนิ่ง จนกลายเป็นว่า ยินยอมให้พวกชังชาติ มาทำร้ายประเทศของเรา”

หมอวรงค์ ต้านลัทธิชังชาติ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2562 ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการโรงแรม และการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี พรรครวมพลังประชาชาติไทย จัดการอบรมหลักสูตรอุดมการณ์และการสื่อสารทางการเมือง สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้บรรยายตอนหนึ่งว่า ไม่เคยคิดจะกลับมาทำงานการเมืองเลย แต่เวลานี้มีความจำเป็น บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยปลอดภัย

สุเทพ เทือกสุบรรณ

“วายร้ายตัวเก่าจบไปแล้ว มีวายร้ายตัวใหม่มาอีก ผมไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่มันน่ากลัวมาก กำแหงมาก มันแสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่เอาอะไรสักอย่าง ไม่เอาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมอะไรทั้งนั้น และมีคนบ้าตามมันเยอะอีกต่างหาก น่ากลัวมาก”

วายร้ายตัวใหม่..มากับทฤษฎีใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสังคมไทย น่ากลัวจริงหรือไม่ต้องติดตามฉากต่อไป

คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย ‘บิ๊กโจ๊ก’ นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย ‘บิ๊กโจ๊ก’ นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ

3 มกราคม 2563 – 00:05 น.
ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562,คำสั่งเด้งแห่งปีสอย บิ๊กโจ๊ก,นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ
เปิดอ่าน 16,932 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย’บิ๊กโจ๊ก’ นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ โดย..หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นับตั้งแต่การบริหารประเทศภายใต้เงาของรับบาล คสช. ก่อนจะเข้าสู่ระบบเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2562 มีหลากสิ่งหลายอย่างให้ผู้คนทุกแวดวงพูดถึงและจับตามองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ร้อนหลังการเลือกตั้งเดือนเมษายน ที่ดูเหมือนว่าความระอุจะทะลุปรอทแซงสภาพอากาศหน้าแล้งในขณะนั้น

  อ่านข่าว :  เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

ทว่าระหว่างสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ข่าวการเมือง จู่ๆ กลับปรากฏข่าวฮือฮาครั้งใหญ่ในแวดวงสีกากี ชนิดที่กลบกระแสการเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งนักข่าวและตำรวจต่างกุลีกุจอเช็กกันอุตลุดกับเรื่องลือสะพัด “เด้งฟ้าผ่า” นายพลหนุ่มคนดัง เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”

กลิ่นตุๆ ถูกกระพือลือหึ่งตั้งแต่ค่ำวันที่ 5 เมษายน ก่อนมาคุหนักในเช้าวันเสาร์ที่ 6 เมษายน วันหยุดสุดสัปดาห์ของผู้คนส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจ แต่ใครต่อใครก็อยากจะรู้ว่าเรื่องนี้มีมูลจริงเท็จประการใด เพราะไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจากบิ๊กตำรวจหนุ่มคนดังยังเดินสายแถลงผลงานวันละหลายรอบ จวบจนวันที่มีข่าวซุบซิบยังปรากฏหมายเชิญนักข่าวแถลงผลการจับกุม ก่อนจะงดจ้อแล้วติดต่อไม่ได้

และแล้วไม่นานเกินรอข่าวลือที่ถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ก็ถูกตอกย้ำว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อแม่ทัพสีกากี “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 232/2562 ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคารที่ 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย

นอกจากนั้นการประชุมกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันอังคารที่ 9 เมษายนนี้ ยังมีรายงานว่าจะเป็นการแต่งตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” ที่ถูกย้ายเข้ากรุ ศปก.ตร. ไปเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีคำสั่ง “ฟ้าผ่าซ้ำ” ในเวลาไล่เลี่ยกัน หนนี้ให้ยุติทุกบทบาท จบอำนาจที่มืออยู่ล้นมือ ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ ให้ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะข้าราชการพลเรือน

จากตอนนั้นจนถึงบัดนี้ปม “บิ๊กโจ๊ก” นายพลหนุ่มดาวรุ่งพุ่งเร็วถูก “เด้งสายฟ้าแลบ” ไปเดินสะดุดตอ ทำผิด ทุจริตอะไร เพราะนอกจากคำสั่งที่ปรากฏยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนออกมาให้ข้อมูลชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันถึงการย้ายขาดนายพล(พุ่งปรี๊ด)ครั้งนี้ หัวเรือใหญ่ทุกคนต่างปิดปากเงียบโดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ควบคุมกลไกในรั้วสีกากี และทั้งๆ ที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นนายตำรวจที่ประสานงานทำงานใกล้ชิดคู่บารมี ผลิตผลงานเป็นหน้าเป็นตาให้รัฐบาล คสช. มากมาย เจ้าตัวเองก็ถึงขนาดย้ำนักย้ำหนาว่า ทุกงานที่ทำสำเร็จก็ด้วยบารมีของ “บิ๊กป้อม” ทำให้สังคมได้แต่คาดเดา ผูกเรื่องโยงสาเหตุไปนานัปการ ผสมผสานวิจารณ์วิเคราะห์ จับแพะชนแกะกับข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งชวนสงสัย แล้วก็ปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา

สิ่งที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกผูกเรื่องโยงถึงที่มาของการเด้งดังสนั่นวงการสีกากี เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลังการยึดอำนาจของ คสช. โดยช่วงปีหลังๆ “บิ๊กโจ๊ก” ในฐานะคนสนิท “บิ๊กป้อม” เป็นนายพลหนุ่มโตไว มียศมีตำแหน่งข้ามหัวรุ่นพี่ ทั้งที่อายุมีเลข 4 นำหน้า แต่ดาวบนบ่าประดับ “พล.ต.ท.” คุมหน่วยสำคัญอย่าง สตม. และมีบทบาท หรือจะเรียกว่ามีอิทธิพลต่อโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ มีตั้งแต่นายพลถึงรองสารวัตรวิ่งเข้าหาไม่ขาดสาย รวมถึงถูกจับตาเส้นทางว่า เขาจะเป็นแคนดิเดตนั่งบัลลังก์แม่ทัพตำรวจ ขึ้นแท่น ผบ.ตร. ในอนาคต เพราะตอนนั้นอีกหนึ่งฉายาที่ถูกกล่าวขานตามหน้างานคือ “ผบ.ตร.น้อย”

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รองผบก.) ถึง สารวัตร (สว.) เมื่อครั้งที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นผู้ทรงอิทธิพล เสร็จสิ้นลงตัวก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน แต่กว่าโผจะคลอดก็ลุ้นกันจนคางเหลือง ล่าช้ากันข้ามปี นอกจากนี้ยังมีบางกระแสที่ลือกันว่าการโยกย้ายข้าราชการตำรวจจากถิ่นภูธรพื้นที่อีสานใต้ที่ไม่มีความชำนาญเข้ามาดูแลงานในพื้นที่สำคัญยิ่งยวดเขตนครบาล จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด

ความอยากรู้ เหตุผล ที่มาที่ไป เกี่ยวกับคำสั่งเด้งทะเทือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มเจือจางจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน เหมือนสังคมและคนในวงการลืมๆ กันไปบ้าง ไม่มีการกล่าวถึง แต่กระแสถูกตีขึ้นมาอีกครั้งหลังเงียบไปราว 3 เดือน โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปรากฏภาพ “บิ๊กโจ๊ก” โผล่ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช แถมเป็นภาพที่เจ้าตัวถูกรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจภูธรนครศรีฯ ตำรวจท่องเที่ยว มาต้อนรับและอำนายความสะดวก ทำให้บรรยากาศเก่าก่อนในวันที่เคยหวานเจี๊ยบหวนกลับมาอีกครั้ง

แต่พอได้รู้ถึงวาระที่ไปเยือนเมืองคอนหนนั้น คนไทยก็ยิ่งได้กลิ่นแปลกๆ เพราะวันนั้น “บิ๊กโจ๊ก” เดินสายสักการะ ทั้งศาลหลักเมือง พระบรมธาตุเจดีย์ ราวกับว่าต้องการรับพร หรือพลังบางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังเสร็จกิจแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพฯ จากนั้นรุ่งขึ้นอีกวันก็หวนกลับมาที่เมืองคอนอีกรอบ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่า หรือจะเป็นการบนบานศาลกล่าวไว้ พอได้ดังหวังจึงรีบแจ้นมาแก้บน ทำให้ข่าวลือต่างๆ ยิ่งถาโถมหนักขึ้น แต่จะมีความแปลกก็ตรงที่ว่า รอบหลังเขาไปแบบเงียบๆ มีเพียงนายตำรวจที่ใกล้ชิดคอยติดตามและยังระมัดระวังไม่ให้มีการบันทึกภาพอีกด้วย ว่ากันว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งระงับขบวนรถทั้งหมด ทั้งรถนำ และรถติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคำถาม โดยข่าวลืออีกมุมก็เม้าท์ว่า รอบนี้ “บิ๊กโจ๊ก” สั่งให้ลูกน้องนำเครื่องแบบตำรวจใหม่มาใช้ประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์บางอย่างตามความเชื่อโบราณ ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง

อีกมุมที่วิจารณ์กันเนื่องจากเรื่องนี้ก็ไปสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า “บิ๊กโจ๊ก” จะได้โอนตำแหน่งกลับมานั่งเก้าอี้ในรัวสีกากีครั้ง จึงมาเพื่อขอพร หรือแก้บน หรือเป็นแค่กิจวัตรปกติ เพราะ 3 เดือนก่อนที่่จะมีคำสั่งฟ้าผ่า คนเมืองคอนยังเห็นเจ้าตัววนเวียนเข้าวัดโน้น ไหว้พระวัดนี้อยู่เลย และกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว

หลังรูดซิปปิดปากเงียบตั้งแต่คำสั่งเด้งฟ้าผ่า กระทั่งถูกปลุกเป็นกระแสที่ไปปรากฏตัวไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคอน เจ้าตัวยอมเปิดปากจ้อออกสื่อเป็นครั้งแรก ยินดีตอบทุกคำถาม เคลียร์ทุกข้อสงสัยเป็นครั้งแรก ผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือโฟนอิน ในรายการ “ล่าความจริง” ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ ก.ตร. ว่าเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบช.สตม.

สำหรับประเด็นการโอนย้าย ก็ย้ายมาเป็นที่ปรึกษาระดับ 10 ถือว่ามีภาระมากขึ้น โดยเฉพาะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายงานให้ไปศึกษาหน่วยงานองค์กรรัฐ องค์กรภาคเอกชน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ปราบปรามอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นมีหน้าที่เพิ่มซึ่งแตกต่างไปจากงานเดิม ดังนั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่า แค่ให้ไปทำอีกหน้าที่ ส่วนเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศก็เพื่อพักผ่อน เมื่อกลับมาก็ตั้งใจทำงานเหมือนเดิม

 “เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ส่วนเรื่องการทำงานก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และถูกมอบหมายให้มีความรับผิดชอบทำงานกว้างขวางมากขึ้น จากเดิมเป็นตำรวจก็ทำงานตำรวจ วันนี้เป็นที่ปรึกษาก็ไปแนะนำให้ความรู้องค์กรในการพัฒนาประเทศ หรือมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักนายกฯ หรือมีเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ร้องทุกข์ส่งมาก็ดำเนินการ เป็นเรื่องการบริหารมากขึ้น

            ผมเข้าออกสำนักงานทุกวัน กรณีหน่วยไหนต้องการคำปรึกษา หรือมหาวิทยาลัยต้องการข้อมูลก็จะถ่ายทอดให้เพราะมีประสบการณ์การทำงานด้านปราบปราม ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หนี้นอกระบบ ให้ข้อมูลและนำไปทั้ง ปปง. รวมถึงดีเอสไอ โดยเรื่องหนี้นอกระบบถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นกำลังหลัก เพราะเรื่องแก้หนี้เป็นนโยของนายกฯ ที่สั่งการ พล.อ.ประวิตร ขับเคลื่อน และบูรณาการหน่วยงานปฏิบัติทั้งหมด ไม่ได้ทำคนเดียว มีทั้งกระทรวงการคลัง ปปง. ดีเอสไอ รวมถึงกระทรวงต่างๆ จึงไม่ได้สร้างภาพ ซึ่งผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือประชาชน” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวชี้แจง

ขณะเดียวกันยังอธิบายว่า ยอมรับกรณีที่มีข่าวส่วนตัวออกมาถาโถมนั้น แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาตอบ เนื่องจากเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำหน้าที่ก็ทำอย่างเคร่งครัด แม้ย้ายไปย้ายมาก็ต้องทำอย่างเต็มที่ เพราะเป็นข้าราชการแผ่นดิน ต้องทำแทนคุณแผ่นดิน เพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับการทำหน้าที่นั้น โดยไปดูระเบียบ เอกสาร เรียนรู้ ที่สำคัญเป็นคนชอบทำบุญ พี่น้องตำรวจจะทราบดี ฝากถึงประชาชนทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจ รวมทั้งฝากไปถึงประชาชนที่เป็นกำลังใจและสงสัย ยังทำหน้าที่ปกติ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในฐานะข้าราชการพลเรือนอย่างเต็มความสามารถ

จากคำสั่งที่เกิดขึ้นจึงนับว่าเป็นวิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่วันนี้ไม่ได้ “หวานเจี๊ยบ” เหมือนเก่าก่อน เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง เส้นทางที่เดินมาเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ ตำแหน่ง ผบ.ตร. ในอนาคตอันไม่ไกลก็น่าจะจับต้องได้ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเสียก่อน เพราะเหลืออายุราชการอีกกว่า 11 ปี ถึงวันนี้ต้องมลายหายไป ส่งผลให้นายพลหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังพุ่งพีคสุดขีดต้องชะงักงันแบบกะทันหัน

ผลพวงจากคำสั่งครั้งนั้นยังกระเพื่อมถึงเพื่อนพ้อง ลูกน้องทีมงาน “โจ๊ก” เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจครั้งล่าสุด หลายคนกระเด็นจากเก้าอี้สำคัญไปโลกแล่นอยู่พื้นที่ภูธร แถม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ยังตีวัวกระทบคราด ชมเปราะ “บิ๊กแป๊ะ” จัดโผลงตัว ทันกรอบเวลา ไม่ล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา

ม่อนแจ่ม โมเดล อย่าเป็นสองมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407713?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม่อนแจ่ม โมเดล อย่าเป็นสองมาตรฐาน

3 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ม่อนแจ่ม โมเดล,อย่าเป็นสองมาตรฐาน
เปิดอ่าน 2,304 ครั้ง

ม่อนแจ่ม โมเดล อย่าเป็นสองมาตรฐาน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมากรมป่าไม้โดยอธิบดี ‘อรรถพล เจริญชันษา’ ได้ตรวจสอบบริเวณป่าสงวนแห่งชาติเชียงใหม่และมีผลกระทบที่อยากจะเรียนให้ทราบมาก

นั่นคือบริเวณโครงการหลวงหนองหอย ‘ดอยม่อนแจ่ม’ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและได้รับความนิยมซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ริม 13,500 ไร่ มีการบุกรุกเป็นรีสอร์ตและบ้านพักต่างๆ กว่า 20,000 ไร่

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนให้อธิบดีกรมป่าไม้จัดการกรณีนี้อย่างเข้มข้นและเป็นไปตามกฎหมายและให้มี ‘ม่อนแจ่ม’ โมเดล เพราะเคยไปมาแล้วสังเกตเห็นว่าผู้อนุญาตต้องมีผลประโยชน์และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

สมัยเมื่อมีการปฏิวัติ คสช.ใหม่ๆ ฝ่ายทหารได้ออกมาตรวจสอบการบุกรุกป่าทั่วประเทศแล้วค่อยๆ เงียบไป จึงขอให้กรมป่าไม้จัดระเบียบมาตรฐานดูแลการบุกรุกป่าทั่วประเทศเพราะเชื่อว่าไม่ได้มีแค่ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่ เท่านั้น

เวลานี้มีคดีดังเรื่องผู้มีอิทธิพลบารมีหรืออาศัยการเมืองบุกรุกที่ทำกินคนจนหลายราย จึงต้องจัดการตามกฎหมายโดยเร็ว
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง กินหมูสุกๆ ดิบๆ เสี่ยง “โรคไข้หูดับ”
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ช่วงนี้ปีใหม่แบบนี้หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนาหลายวัน มักกินอาหาร หรือทำอาหารกินเองในครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนๆ ในช่วงปีใหม่ ผมได้ข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนประชาชน ขอให้หลีกเลี่ยงการกินหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้หูดับ และอาจทำให้หูหนวกถาวร หรือเสียชีวิตได้ จึงเขียนเป็นจดหมายมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะได้ระวังกัน

โดยเฉพาะเนื้อหมูที่ชำแหละกันเองในหมู่บ้าน และนำมากินดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้หมูดิบ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีการใส่เลือดหมูดิบผสม หรือการปิ้งย่างไม่สุก ซึ่งเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับ หรือโรคติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส อันตรายอาจทำให้หูหนวกถาวรหรือเสียชีวิตได้

เชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย ติดต่อได้ 2 ทาง คือ 1. การบริโภคเนื้อและเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ และการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมูที่เป็นโรค โดยติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกายหรือทางเยื่อบุตาที่มีเชื้ออยู่

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ จนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการกินหมูดิบและสัมผัสเนื้อหมูให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์และวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยลดอัตราการเกิดหูหนวกและการเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันง่ายๆ คือ ควรบริโภคอาหารที่สุก ทำสดใหม่ หากกินอาหารปิ้งย่าง โดยเฉพาะ หมูกระทะ ขอให้ปิ้งให้สุกก่อนเสมอ แยกอุปกรณ์ที่ใช้หยิบเนื้อหมูสุกและดิบ และควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากตลาดสดหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่ซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ

สำหรับผู้ที่เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู ควรสวมรองเท้าบู๊ทยาง สวมถุงมือ รวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนนะครับ
อนุพล (ลำปาง)


เรียนคุณ ‘อนุพล’ ลำปาง
เรียนให้ทราบว่าโรคไข้หูดับเกิดจากการกินหมูไม่สุกนี่เองและเมื่อได้อ่านจดหมายของคุณแล้วจึงขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบจะได้หาทางระวังไว้

พร้อมกันนี้คุณอนุพลได้ชี้ทางแนะนำมา ซึ่งเป็นประโยชน์มากและขอเสริมว่าอย่าเห็นแก่ความอร่อยหรือตามใจลิ้นและกรณีนี้ทางกรมควบคุมโรคต้องเตือนประชาชนมาบ่อยๆเรื่องสาเหตุของโรคนี้รวมถึงโรคต่างๆ

ขอย้ำเตือนให้สอบถามไปที่สายด่วนของกรมควบคุมโรค 1422 เบอร์นี้สำคัญมากๆโปรดบันทึกไว้
อ๊อด เทอร์โบ


 โรงงานปิดด่วน
 ลอยแพคนงาน (ผ่านไปยังรัฐบาล)

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาขณะที่คนเป็นจำนวนมากมีความสุขกับการเตรียมไปเที่ยวส่งท้ายปีเก่า-รับปีใหม่ แต่ที่มหาชัยมีโรงงานแห่งหนึ่งปิดตัวอย่างกะทันหัน ลอยแพหรือให้คนงานกว่าพันคนต้องเผชิญความเดือดร้อน

ผมในฐานะคนไทยที่อยู่ใกล้โรงงานแห่งนี้จึงขอให้เป็นสื่อกลางไปถึงรัฐบาลว่า ไหนว่าเศรษฐกิจดีทำไมจึงเป็นแบบนี้

จึงอยากให้ช่วยกันดูแลคนงานเหล่านี้เพราะแม้ว่าอาจจะมีการชดใช้เป็นเงินช่วยเหลือแต่ระยะยาวจะต้องมีแบบนี้อีกแน่ จึงบอกไว้ก่อนล่วงหน้า
ยอดพล (มหาชัย)


เกมลึก ‘ม้งส้ม’ อิง ‘ม้งแดง’ แข่งม้ง พปชร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมลึก ‘ม้งส้ม’ อิง ‘ม้งแดง’ แข่งม้ง พปชร.

2 มกราคม 2563 – 09:35 น.
ม้ง,ยอดยิ่ง แสนยากุล,พรรคคอมมิวนิสต์,ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,702 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2 ม.ค.63 .

**********************************

เหตุเกิดตั้งแต่ปลายปี 2562 ก็ยังมี “วิวาทะข้ามปี” กรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แต่งกายในชุดชนเผ่าม้ง ไปร่วมงานสืบสานประเพณีบุญกินเจียง(หน่อเปเจา)หรือปีใหม่ม้ง 2563 และกินข้าวใหม่ ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก

แท้จริงแล้ว “ธนาธร” จะไปหาเสียงเปิดตัวหนุ่มจิตอาสา “คริษฐ์ ปานเนียม” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ตาก ในนามทีม TAK NEW GEN แต่สังคมโซเชียลเกิดมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชาติพันธุ์ม้ง เลยกลายเป็นประเด็นร้อน

บังเอิญมีนายทหารอากาศสวมแว่น “สงครามเย็น” มองปรากฏการณ์ “ม้งส้ม” ในวันนี้ เหมือนฉายหนังเรื่องเก่า “แม้วแดง” หรือ “ม้งแดง” เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว จึงถกกันยาวข้ามปี

ทายาท“ม้งแดง”(เก่า)

ช่วงหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปีที่แล้ว แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ได้ชักชวนตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาสังกัดพรรค และวางตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเก็บเกี่ยวคะแนนจากยอดดอยสูง

ผู้สมัคร ส.ส.กลุ่มชาติพันธุ์ที่โดดเด่นคือ “ลุงเก๊ง” ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ หนุ่มม้งจากบ้านรวมไทย หมู่ 7 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก

ธนาธร และ ส.ส.ณัฐพล ร่วมงานปีใหม่ม้ง จ.ตาก

ต้นตระกูลของ “ลุงเก๊ง” อยู่ในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พวกเขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เป็นทหารปลดแอกฯ ประจำเขตงานภูหินร่องกล้า ภูขัด และภูลมโล (รอยต่อพิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย)

เมื่อสงครามยุติ “ม้งแดง” จึงมอบตัวต่อทางการ เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) พลันที่รัฐบาลยกพื้นที่สีแดงเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ผรท.ม้ง ไม่มีที่ดินทำกิน จึงพากันอพยพไปตั้งรกรากใหม่อยู่ที่ จ.ตาก

ระหว่างการหาเสียง ณัฐพลและเครือญาติ ได้ตระเวนไปพบ “ผรท.ม้ง” ตามเขตงานต่างๆ ในภาคเหนือ อาทิ ฐานที่มั่นน่านเขตงานเชียงรายเขตงาน 3 จังหวัด(ภูหินร่องกล้า) และเขตงานตาก

หลังเลือกตั้ง 24 มีนา ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และเป็น ส.ส.ชาติพันธุ์ม้งคนแรกของประเทศไทย

ไม่แปลกหรอก ส.ส.ณัฐพล จะนำธนาธรไปหาเสียงเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินกับชาวม้งชายแดนไทย-เมียนมาร์

ม้งช่อ”ประชัน“ม้งปอย”

“บ้านเข็กน้อย” ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เปรียบเสมือน “เมืองหลวงของชาวม้ง” ฉะนั้น บุญกินเจียง(หน่อเปเจา) หรือปีใหม่ม้ง จึงจัดยิ่งใหญ่ทุกปี มีม้งไทย ม้งลาว ม้งอเมริกา เข้ามาร่วมงานคึกคัก

ปีนี้ ปีใหม่ม้งที่เข็กน้อย จัดเมื่อ 28 ธันวาคม 2562 บริเวณลาน อบต.เข็กน้อย โดยมี สืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธาน

เนื่องจาก อ.เขาค้อ อยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.หล่มสัก และ อ.เขาค้อ) ปีใหม่ม้งที่ อบต.เข็กน้อย จึงมี ส.ส.หญิง คน แต่งกายชุดม้งมาประชันกัน ราวกับงานประกวดมิสม้ง 2020 

 ส.ส.ปอย พิมพ์พร

คนแรกคือ เจ้าของพื้นที่โดยตรง ส.ส.ปอย” พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ สายตรงของสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

ส.ส.ช่อ พรรณิการ์

อีกคนหนึ่งได้รับความสนใจจากสื่อส่วนกลางมากหน่อย “ส.ส.ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่

บุญกินเจียงปีที่แล้ว “ช่อ” ก็มาหาเสียงที่เข็กน้อย เพราะ “ผรท.ม้ง” ที่เขาค้อ ล้วนสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ เปรียบเช่นพรรคคอมมิวนิสต์กลับชาติมาเกิด

ม้ง”เตาปูน

จริงๆ แล้ว พรรคการเมืองไทยที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมากคือ “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ของชัชวาลล์ คงอุดม หรือชัช เตาปูน อาจกล่าวได้ว่าเป็นพหุการเมืองหรือพรรคที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์

อย่างเช่น เกิด พนากำเนิด นายกสมาคมม้งแห่งประเทศไทย ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท และอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจคือ “ยอดยิ่ง แสนยากุล” ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์ของพรรคพลังท้องถิ่นไท

ยอดยิ่ง ตัวแทนชาวม้ง และ ชื่นชอบ คงอุดม

ตระกูล “แสนยากุล” เป็นชาวม้งที่อาศัยอยู่ใน ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย “ยอดยิ่ง” ทำธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น ก่อนขยายสู่ระดับชาติในนามบริษัท นิวเพอร์เฟค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และเป็นผู้ริเริ่มจัดประกวด “มิสม้งไทยแลนด์” (Miss Hmong Thailand)

น่าเสียดาย พรรคพลังท้องถิ่นไท เก็บเกี่ยวคะแนนจากชาติพันธุ์ม้งได้ไม่มากพอ เพราะพี่น้องม้งทั้งประเทศ จะเลือกแค่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคพลังประชารัฐ

ขนาดอดีตสหายเล่ายี่ หรือเกิด พนากำเนิด ยังออกปากพี่น้องเราเลือกอนาคตใหม่

ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่

2 มกราคม 2563 – 00:15 น.
เขาใหญ่,ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่,ข่าวเด่นรอบปี2562
เปิดอ่าน 2,067 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี 2562…. ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่ โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 พ.ศ.2562 นักษัตร ปีกุน คงเป็นปีชงของบรรดาสิงสาราสัตว์ผู้มีชื่อเสียงที่มีอันล้มตายไปหลายชนิด 

         อ่านข่าว : พบช้างป่าตกเหวนรกตายเพิ่มเป็น 11 ตัว (ภาพชุด)

                      :  สุดสลด ช้างป่าเขาใหญ่ พลัดตกเหวนรก ตาย 6

แม้แต่หมู เจ้าแห่งนักษัตร ผู้เกิดมาเพื่อเลี้ยงดูชาวโลกยังโดนโรคระบาด “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” โจมตีอย่างหนักจนต้องถูกฆ่าทิ้งนับล้านๆ ตัวในประเทศจีนและอีกหลายประเทศ

ขณะที่ในบ้านเรามีข่าวเศร้าสะเทือนใจเกี่ยวกับสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสูญเสียพะยูนน้อย “มาเรียม” แห่งทะเลอันดามัน และ “ช่วง ช่วง” แพนด้าทูตสันถวไมตรีไทย-จีน ขวัญใจคนทุกเพศทุกวัยแห่งสวนสัตว์เชียงใหม่

แต่ข่าวที่ยังความสลดหดหู่แก่คนไทยมากที่สุดคือ การสูญเสียช้างป่าจากสาเหตุที่พวกมันเดินพลัดตกลงไปในน้ำตกเหวนรก บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พร้อมกันถึง 11 ตัว

เหตุการณ์เกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ก่อนถึงเวลาสัตว์กลางวันออกหากิน ช้างโขลงหนึ่งได้ส่งเสียงร้องแผดก้องทั้งราวป่าอย่างผิดสังเกต

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ประจำจุดน้ำตกเหวนรก นำกำลังไปตรวจสอบก็พบช้างแม่ลูก 2 ตัว ติดอยู่บนหน้าผาฝั่งตรงข้ามจุดชมวิวน้ำตก ส่วนที่บริเวณธารน้ำตกเหวนรกพบซากลูกช้างจมน้ำตาย 1 ตัว

มันคือข่าวร้ายรับอรุณของพวกเขาที่ต้องสูญเสียเพื่อนร่วมพนาอย่างน่าใจหาย !

ด้วยประสบการณ์ของคนอยู่ป่า รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ดีแน่ พวกเขาจึงพากันเดินสำรวจขึ้นไปอีกประมาณ 1 กม. ซึ่งเป็นบริเวณชั้นสองของน้ำตกเหวนรก แล้วก็พบช้างอีก 5 ตัว ล้มอยู่ในลำธาร

รวมพบช้างตายในน้ำตกเหวนรกวันแรก 6 ตัว

ขณะที่ช้างแม่ลูกที่ติดอยู่บนปากเหว 2 ตัวนั้น เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ปางสีดา ตาพระยา ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 12 และค่ายพรหมโยธี ออกค้นหาเพื่อช่วยเหลือหลังจากพวกมันหายไปจากจุดที่พบครั้งแรก

จนในที่สุดก็พบร่องรอยของช้างทั้ง 2 ตัว เป็นรอยเท้าและกองอุจจาระ ทำให้เชื่อว่าแม่ลูกคู่นี้ปลอดภัย สามารถกลับเข้าสู่ผืนป่าแล้ว

2 วันต่อมา ระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานเดินสำรวจเพื่อวางแผนกู้ซากช้างขึ้นจากน้ำตก ทีมโดรนของสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติแห่งประเทศไทย ก็ได้ขึ้นบินสำรวจน้ำตกเหวนรกตั้งแต่ชั้น1-5 วนอยู่3 รอบ จนได้ไปพบซากช้างป่านอนตายอยู่ในลำธารเพิ่มอีก 5 ตัว ช้างตัวที่ 1-2 พบที่ชั้น 2  ตัวที่ 3-4-5-6 อยู่ชั้น 3 และตัวที่ 7-11 อยูถัดลงไปในลำน้ำที่เป็นพื้นราบ

รวมพบช้างตายในเหตุการณ์ครั้งนี้เพิ่มเป็น 11 ตัว

วิเคราะห์กันว่าสาเหตุที่ช้าง 11 ตัว ตกลงไปในเหวลึก ขณะที่อีก 2 ตัว เกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งที่พวกมันน่าจะชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี น่าจะมาจากร้านค้าและอาคารสิ่งปลูกสร้างบริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ เขาใหญ่ที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงและจำกัดเส้นทางเดินของช้างป่า ทำให้พวกมันต้องเดินเลี่ยงไปทางน้ำตกเหวนรกที่มีความสูงชันและน้ำไหลแรง

แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักอนุรักษ์ป่ารวมไปด้วยคือ ความละเลย ไม่เอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ ที่ปล่อยให้แนวกั้นจุดเสี่ยงบริเวณหน้าผาชำรุดทรุดโทรมตั้งแต่เกิดเหตุช้างตกเหวนรกในลักษณะเดียวกันเมื่อ 30 ปีก่อน จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนขึ้นมา

ร้อนถึง ครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต้องออกมาชี้แจงว่า เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ ไม่ใช่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

เขาอธิบายว่า หน้าที่หนึ่งของอุทยานแห่งชาติคือการศึกษาธรรมชาติและการท่องเที่ยว ปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสัตว์ป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องบริหารพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อการดูแลสัตว์ป่า รวมถึงช้างป่าและกิจกรรมนันทนาการและการค้าด้วย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ เพื่อวางแนวทางการแก้ปัญหาช้างตกนำ้ตกเหวนรก ซึ่งนอกเหนือจากการเสนอให้สร้างจุดสกัดเฝ้าระวังในจุดที่ช้างตกให้ยาวมากกว่าเดิม ยังมีข้อเสนอสร้างสิ่งกีดขวางเพื่อช่วยชะลอน้ำก่อนจะไหลลงหน้าผาและข่วยกันช้างตกหน้าผา

เหตุผลที่เสนอให้สร้างสิ่งกีดขวางชะลอน้ำจุดนี้ เพราะน้ำตกเหวนรก  เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในส่วนที่ตั้งอยู่ใน ต.นาหินลาด อ.ปากพลี จ.นครนายก ทางด้านทิศใต้ของอุทยาน

น้ำตกเหวนรกมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาณ 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้ จะพุ่งลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ที่อยู่ถัดลงไปไกล้ๆ กัน ลักษณะของน้ำตกมีการไหลตกประมาณ 90 องศา รวมความสูงของน้ำตกประมาณ 150 เมตร เป็นสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่างในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมากจนน่ากลัว

ขณะที่ เครือข่ายอนุรักษ์ กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ และ เข็มทอง โมราษฎร์ หรือ พี่จืด จากกลุ่มเด็กรักษ์ป่า จ.สุรินทร์ ที่นอนพักแรมประท้วงหน้าอุทยานฯ ก่อนหน้านี้ ได้เสนอย้ายจุดบริการนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ แล้วปรับภูมิทัศน์โดยรอบ ออกแบบเป็นเส้นทางเดินแบบเรือนยอดเข้าไปยังน้ำตกเพื่อลดการรบกวนชัางแทน

แต่นักวิชาการจากกรมอุทยานฯ ระบุว่า จากงานศึกษาวิจัยที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่พบว่า ช้างใช้ประโยชน์ในพื้นที่บริเวณน้ำตกประมาณ 8 ตารางกิโลเมตรจริง โดยมีเส้นทางหลักข้ามนำ้ตกไปมา แต่ช้างเป็นสัตว์ที่มีการปรับตัวยืดหยุ่น ทำให้ประเมินว่า สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ไม่น่ามีผลกระทบกับช้างเพราะช้างสามารถเลี่ยงได้

เขายังชี้ว่าสิ่งรบกวนช้างจริงๆ คือเสียงและแรงสั่นสะเทือน ซึ่งก็เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในพื้นที่ จึงเสนอให้จัดการท่องเที่ยวและการใช้ถนนในบริเวณใกล้เคียงด้วยการโซนนิ่งการใช้ประโยชน์และการกำกับช่วงเวลาการใช้ประโยชน์ร่วมด้วย

กระนั้น การหารือร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ดังกล่าว ไม่มีรายงานยืนยันว่าข้อเสนอเหล่านี้ถือเป็นอันตกผลึกหรือจะได้รับไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพียงแต่มีการสรุปในตอนท้ายว่าจะศึกษาเจาะลึกถึงพฤติกรรมช้างในพื้นที่เพื่อนำข้อมูลใช้ในการวางแผนจัดการต่อไป ซึ่งมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว

อย่างไรก็ดี การสูญเสียช้างป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ครั้งนี้ ได้ถูกหยิบยกเป็นประเด็นพูดคุยของกลุ่มผู้สื่อข่าวการเมืองประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อใช้เป็นข้อมูลและเหตุผลในการตั้งฉายารัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่งท้ายปีเก่าเป็นประจำทุกปี(ยกเว้นช่วงรัฐบาลจากการทำรัฐประหาร)

และในที่สุด “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับฉายา “สัปเหร่อออนท็อป” ไปอย่างแสบๆ คันๆ เพราะตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลธรรมชาติและสัตว์ป่าให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่กลับปล่อยให้ช้างป่าตกเหวตายบนอุทยานแห่งชาติมากถึง 11 ตัว