สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407710?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ 2563

2 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สมเด็จพระสังฆราช,ประทานพรปีใหม่,ปี 2563
เปิดอ่าน 1,641 ครั้ง

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ 2563 คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2563 พร้อมลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต เป็นพระคติธรรม

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป พร้อมลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ” เป็นพระคติธรรม ประทานพรสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2563

นับเป็นมหามงคลแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน


 เรื่อง บริจาคเลือด มอบของขวัญให้ผู้ป่วย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

วันก่อนผมมีโอกาสได้บริจาคเลือดที่สภากาชาดมาครับ ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่า “ปริมาณเลือดสำรอง” ที่สภากาชาด มักมีแนวโน้มลดลงเข้าสู่ “ภาวะเลือดขาดแคลน” มาตลอดทุกปี เพราะตามโรงพยาบาลทั่วประเทศ มีการขอเบิกไปใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีเร่งด่วน

บางโรงพยาบาลต้องเลื่อนการผ่าตัด เนื่องจากผู้ป่วยมีความต้องการใช้เลือดสูงมาก วันละ 2,600-3,000 ยูนิต ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ที่มีความจำเป็นใช้เลือดสูง ในการรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินจากอุบัติเหตุทางถนนที่ยังคงมีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละวันต้องหาเลือดสำรองให้ได้ 2,000-2,500 ยูนิต จึงจะมีเลือดเพียงพอแก่ผู้ป่วย หากวันใดหาไม่ได้ตามนี้ ในวันถัดไปเลือดสำรองก็หมดทันที เช่น ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว คนส่วนใหญ่มักไม่พร้อมบริจาค และมีความต้องการเลือดมากกว่าปกติอีก ทำให้ต้องมีการประกาศเลือดขาด

วันนี้ผมอยากเชิญชวนทุกท่านไปบริจาคเลือดกันเถอะครับ หนึ่งคนให้หลายคนรับ ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญในช่วงปีใหม่ ด้วยการบริจาคเลือดของเราเพื่อช่วยต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์อีกด้วยครับ

เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ดื่มน้ำ 3–4 แก้ว ก่อนบริจาคโลหิต 30 นาที ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น ช่วยลดการเป็นลมได้

แล้วมาบริจาคโลหิตได้ที่สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครทุกแห่งครับ
บุญส่ง (สีลม)

เรียนคุณ ‘บุญส่ง’ สีลม
ก่อนอื่นผมขออนุโมทนาในกุศลผลบุญที่คุณได้ทำอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการบริจาคเลือด ณ สภากาชาดไทย ซึ่งทางโรงพยาบาลทุกแห่งมีความต้องการเลือดมากๆ เช่นเดียวกัน และมีความจำเป็นต้องสำรองเลือดไว้ในกรณีเร่งด่วน

ผมอยากให้ผู้บริจาคเลือดไม่ว่าจะเป็นสภากาชาดหรือตามโรงพยาบาลทุกแห่งต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม 100% ดังคำแนะนำมาและเท่าที่ทราบมาทุกคนที่ผ่านการบริจาคไม่มีปัญหาตามมา

ขอบคุณสำหรับจดหมายที่กรุณาแนะนำสิ่งดีๆ เชิญชวนมาซึ่งหากท่านใดพร้อมก็เชิญได้
อ๊อด เทอร์โบ

 ช่วยกันรักษาโลก
จดหมายจากคุณ ‘สมพร’ ประชาชื่น ต่อไปนี้มีประโยชน์มากเพราะจะมีการงดแจกหรือใช้ถุงพลาสติกต้อนรับปีใหม่เป็นต้นมา

ขอให้ทุกฝ่ายได้แก่ บริษัทร้านค้า, ผู้ผลิต ฯลฯ ได้โปรดให้ความร่วมมือกันซึ่งจะช่วยทำให้โลกของเราน่าอยู่ปราศจากมลพิษหรือโลกร้อน ซึ่งทั่วโลกกำลังช่วยกันในเรื่องนี้

กรณีนี้ต้องช่วยกันไม่ใช่เป็นการบังคับ แต่เป็นการขอความร่วมมือกันทุกคน
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง งดแจกถุงพลาสติก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

คนไทยพร้อมไหม! ห้างดัง-ร้านสะดวกซื้อทั่วเมืองไทย รักษ์โลกงดแจกถุงพลาสติกแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็น ร้านสะดวก ซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต ออกมาประกาศจุดยืนงดแจกถุงโดยจะเริ่มจริงจังตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพฤติกรรมไม่ใช้ถุงพลาสติกของคนไทยอย่างแท้จริง

ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดเลิกใช้ถุงพลาสติกแก้ปัญหามลพิษและภาวะโลกร้อนได้รับการตอบรับในวงกว้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกก็ตระหนักและให้ความสำคัญในการป้องกันแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน

แต่ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังคุ้นชินกับการไปซื้อแล้วแล้วต้องได้ถุงพลาสติก เพราะการใช้งานบางครั้งนำถุงพลาสติกดังกล่าวมาใส่ขยะได้ และบางคนยังคุ้นชินกับความสะดวกสบายที่ค้าปลีกต้องบริการ

นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ค่อยๆ สร้างพฤติกรรมไม่ใช้ถุงพลาสติกให้กับคนไทยและจิตสำนึกรักษ์โลก

ก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมตรียมตัวพกถุงผ้าช็อปปิ้งให้เป็นนิสัยกันด้วยนะ ลดความสะดวกสบายลงสักนิด ต่ออายุให้โลกและสิ่งแวดล้อมอยู่คู่มนุษย์เราไปได้อีกนานครับ ยืดอกพกถุงผ้ากันเถอะ เพื่อตัวคุณเอง สร้างสำนึกที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญช่วยลดปริมาณการช็อปของที่ไม่จำเป็นได้เยอะครับงานนี้ เพราะ

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ควรปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่สามารถพกพาสะดวก กันน้ำได้ด้วย ไม่ใช่ผลักภาระมาที่ผู้บริโภคอย่างเดียว
สมพร (ประชาชื่น)


ปี 2563 เกมอำนาจ “ศึกท้องถิ่น” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปี 2563 เกมอำนาจ “ศึกท้องถิ่น”

1 มกราคม 2563 – 11:10 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 5,403 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 1 ม.ค.63

******************************

คาดหมายว่า ปี 2563 คนไทยจะได้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม., นายกเมืองพัทยา, นายก อบจ., นายกเทศบาล, นายก อบต.ทั่วประเทศ หลัง กกต.จัดทำระเบียบเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จเมื่อปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

จากนี้ไป กกต.จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อส่งผ่านสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมาย การเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจะต้องจัดให้เกิดขึ้นภายใน 120 วัน ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่น น่าจะเริ่มเกิดขึ้นได้ ไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2563

เพื่อไทย”ชิงเปิดตัว

ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัครนายก อบจ.อย่างเป็นทางการ 3 จังหวัด เริ่มจากปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ที่อาสาชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนาม “เพื่อไทยปทุมธานี” โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ชูชาติ หาญสวัสดิ์ และสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี เพื่อไทย ให้การสนับสนุน

บิ๊กแจ๊ส เพื่อไทย ปทุมธานี

ตามมาด้วยเชียงใหม่ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ จะเป็นตัวแทนพรรคลงชิงนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งคนเชียงใหม่ทราบกันดีว่า “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้วางตัว “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย มาสองปีแล้ว เนื่องจาก “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ปันใจไปให้ฝ่ายผู้ถืออำนาจสีเขียว

วิสาระดี เพื่อไทย เชียงราย

ด้านเชียงราย ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย หนุน ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย

ขณะที่ สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย เพื่อไทย กับตระกูล “วันไชยธนวงศ์” หนุน “ส.จ.นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย แม้จะเจอคำสั่งของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ออกคำสั่งห้ามใช้โลโก้เพื่อไทย

เลือกตั้งท้องถิ่น จะนำมาซึ่งความแตกแยกของเพื่อไทยอีกระลอกหนึ่ง

ส้มหวาน” แตกเละ

หลังประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งทั่วไป ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล สั่งเดินหน้าเตรียมการส่งคนของพรรคอนาคตใหม่ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น

12 ตุลาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” 18 จังหวัด ได้แก่พิษณุโลก, ตาก, อุบลราชธานี, สกลนคร, มุกดาหาร, ยโสธร, หนองบัวลำภู, หนองคาย, ร้อยเอ็ด, บุรีรัมย์, นครปฐม, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, สิงห์บุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และ จันทบุรี

พลันที่ทราบว่าคณะบุคคลใดบ้าง? ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการดีเบต ก็เกิดรอยร้าวภายในพรรค เพราะชาวส้มหวานที่เชื่อว่าตัวเองมีดีเอ็นเอของพรรค เริ่มหาทางขจัด “พวกกาฝาก”

เจ๊ดา  อนาคตจันทน์

ดังเช่น จ.ชลบุรี นิพนธ์ แจ่มจำรัส อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 อนาคตใหม่ ได้จัดทีมผู้สมัครลงท้องถิ่น แต่เลขาธิการพรรคกลับไปเลือก 2 ทีมที่ได้รับการสนับสนุนจาก “หัวหน้าสำนักงานพรรค” ประจำชลบุรี ส่งผลให้มีการนำทีมลาออกจากสมาชิกพรรค

เช่นเดียวกับ “เจ๊ดา” ลัดดา จตุอุทัยศรี ผู้สนับสนุน ส.ส.จันทบุรี อนาคตใหม่ ทั้งเขต 1 และเขต 2 ก็ส่งใบลาออกจากพรรค เนื่องจากเลขาธิการพรรคไม่เลือกเจ๊ดา เป็นผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี แต่กลับไปเลือกคนของหัวหน้าสำนักงานพรรคประจำจันทบุรีแทน

งูเห่าสีส้มนั้น กรณี 3 ส.ส.ภาคตะวันออก ก็มาจากเหตุปัจจัยการเลือกตั้งนายก อบจ.นั่นแล

พลังประชารัฐกับท้องถิ่น

ปลายปีที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 โดยที่ประชุมพรรคได้ลงมติเห็นชอบให้เพิ่มกรรมการบริหารพรรค จำนวน 17 คน ประกอบด้วย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, ไพบูลย์ นิติตะวัน, วิรัช รัตนเศรษฐ, สุชาติ ชมกลิ่น, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, นิพันธ์ ศิริธร, ไผ่​ ลิกค์​, ประภาพร อัศวเหม, สันติ พร้อมพัฒน์, บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์, สุพล ฟองงาม, นิโรธ สุนทรเลขา, สกลธี ภัททิยกุล ,สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และสุรชาติ ศรีบุศกร

ทีม พลังประชารัฐ พะเยา

การจัดวาง “นักเลือกตั้ง” มืออาชีพ เข้ามาเสริมคณะกรรมการชุดเดิม ย่อมหมายถึงการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ หนีไม่พ้นต้องรับผิดชอบเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคเหนือ และภาคอีสานบางพื้นที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน จะต้องดูแลเลือกนายก อบจ.สุโขทัย และ อบจ.พิจิตร สันติ พร้อมพัฒน์ ดูแลสนาม อบจ.เพชรบูรณ์

ทีมพลังประชารัฐ เพชรบูรณ์

“ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี จะเข้ามาดูแลพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก บางที “ส.ส.เฮ้ง” อาจต้องเข้าไปสนับสนุนกลุ่มนายก อบจ.อีสาน สายสุชาติ ตันเจริญ

เกมเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคพลังประชารัฐจะต้องกุมชัยชนะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อีสานและเหนือ หากยังหวังจะกำชัยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป

สวัสดีปีใหม่ 2563เดินทางปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สวัสดีปีใหม่ 2563เดินทางปลอดภัย

1 มกราคม 2563 – 08:55 น.
สวัสดีปีใหม่ 2563,เดินทางปลอดภัย
เปิดอ่าน 1,860 ครั้ง

สวัสดีปีใหม่ 2563เดินทางปลอดภัย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 วันแรกของปี พ.ศ.2563 ขอสวัสดีปีใหม่มายังทุกท่านและขอให้มีความสุขตลอดไป

วันนี้คงมีผู้เดินทางกลับบ้านมากเพราะพรุ่งนี้ก็จะทำงานหรือไปโรงเรียนกันตามปกติหลังจากหยุดรับเทศกาลปีใหม่หลายวัน

ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีใดก็ขอให้ปลอดภัยโดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนน โปรดระลึกอยู่เสมอว่าเมาหรือง่วงเพลียไม่ขับและต้องปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด
อ๊อด เทอร์โบ


เชิญชวนออกกำลังกาย
เพื่อสุขภาพ-ร่างกายที่ดี

ขออนุญาตนำบทความจากเรื่องที่คุณ ‘ชญานี อนุรักติพันธุ์’ เขียนลงในคอลัมน์มุมสุขภาพของอนุสาร ‘คู่หูเดินทาง’ ของ บขส. เกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายมาแจ้งให้ทราบซึ่งมีสารประโยชน์มาก

จึงขอเชิญชวนทุกท่านออกกำลังกายเมื่อมีเวลา มีโอกาส อย่าไปผัดวัน-ผัดเวลาด้วยสาเหตุต่างๆ

ขอบคุณที่แจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์มาในโอกาสต้อนรับปีใหม่ซึ่งขอให้เป็นปีแห่งสุขภาพ
อ๊อด เทอร์โบ


ออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด
คำถามที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ออกกำลังกายตอนไหนดี ? ตอนเช้าหรือตอนบ่ายๆ เย็นๆ เวลาไหนทำให้เราฟิตกว่า หรือสร้างกล้ามเนื้อได้มากกว่า? ในความเป็นจริงที่แพทย์หลายท่านยืนยันคือให้ออกกำลังกายช่วงไหนก็ได้ที่ว่างและร่างกายมีความพร้อม ไม่เหนื่อยล้าง่วงนอน และควรห่างจากการรับประทานอาหารเบาๆ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ถ้าเป็นมื้อหนักอย่างบุฟเฟ่ต์ควรทิ้งระยะออกไป 2-3 ชั่วโมง เพื่อรอให้ร่างกายและเอนไซม์ต่างๆ ปรับเข้าสู่สภาวะปกติ

หลายคนออกกำลังกายช่วงเช้าแล้วรู้สึกไม่สดชื่น เหนื่อยเพลีย สาเหตุอาจเกิดจากการขาดน้ำตาล จึงควรรับประทานอาหารเช้าเสมอ แต่ต้องไม่กินหนักเกินไป อย่าปล่อยให้ท้องว่างก่อนออกกำลังกาย หากไม่มีเวลาอาจรองท้องเบาๆ ด้วยกล้วย 1 ผลเล็ก หรือขนมปังกรอบ 2-3 แผ่น

คนที่ชอบออกกำลังกายช่วงบ่ายหรือค่ำก็ไม่ควรปล่อยให้ท้องร้องหลังออกกำลังกายเช่นกัน เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงานประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีการออกกำลังกายร่างกายสูญเสียพลังงานเพิ่มอีก 500 กิโลแคลอรี่ เมื่อพลังงานที่มีอยู่หายไปร่างกายจะฟ้องว่าขาดสารอาหาร หากผู้ออกกำลังกายไม่ยอมเติมสารอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะเข้าสู่โหมดจำศีล คือประหยัดพลังงาน ปิดการทำงานบางส่วนไป ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียได้

เพื่อสุขภาพที่ดีควรออกกำลังกาย 15-30 นาทีต่อวัน หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากเน้นออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันควรใช้เวลา 30 นาทีขึ้นไปต่อรอบ เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซนที่ไม่สูงและไม่ต่ำเกินไป โดยใช้ระยะเวลาให้เหมาะสมกับความหนักของการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนั้นส่งผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ตาม อย่ามัวกังวลจนไม่ได้ออกกำลังกาย
ปูเป้ (เชียงราย)


ของขวัญปีใหม่จากมหาดไทย
ส่งท้ายด้วยของขวัญปีใหม่ 2563 จากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหากไม่เป็นความฝันหรือล้มเลิกไปก็จะทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างมาก

จึงขอแจ้งข่าวดีนี้มาให้ทราบทั่วกัน และหวังว่าทุกอย่างจะบรรลุผลทุกประการ
อ๊อด เทอร์โบ


โครงการมหาดไทย 2563
กระทรวงมหาดไทยมี 9 โครงการ ได้แก่ สถานธนานุบาลทั่วไทยพร้อมใจลดอัตราดอกเบี้ย เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 0.25 ต่อเดือน จากเดิมร้อยละ 0.50 เงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท คิดอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากเดิมร้อยละ 1.25 ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-29 ก.พ.63

มีการจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วประเทศรวม 10,020 กิโลเมตร บริการและอำนวยความสะดวกประชาชนโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว ไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ปรับปรุงการให้บริการรังวัดเฉพาะรายในสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ให้นัดรังวัดได้ภายใน 50 วัน

เปิดสวนสาธารณะลอยฟ้าหรือพระปกเกล้าสกายปาร์ก จุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของ กทม.

ขอสนับสนุนโครงการต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีเจ้าหน้าที่สำคัญ ‘บำบัดทุกข์-บำรุงสุข’ ให้ประชาชน


‘2562’ ปีต่อต้าน ‘3 สารพิษ’…ผู้บริโภคต้องชนะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘2562’ ปีต่อต้าน ‘3 สารพิษ’…ผู้บริโภคต้องชนะ

1 มกราคม 2563 – 00:05 น.
พาราควอต,ต่อต้าน3สานพิษ,ไกลโฟเซต,มนัญญา ไทยเศรษฐ์
เปิดอ่าน 1,276 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 …’2562′ ปีต่อต้าน ‘3 สารพิษ’…ผู้บริโภคต้องชนะ โดย หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปี 2562 ได้ถูกจารึกไว้ว่าเป็นปีแห่งการ “การต่อต้าน 3 สารพิษ” หลังกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนพยายามต่อสู้มานานกว่า 20 ปี เพื่อยกเลิกสารเคมีเกษตรพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกเลิกใช้กันเกือบหมดแล้ว แต่ผลกระทบที่มีต่อพื้นที่ไร่สวนไม่ต่ำกว่า 55 ล้านไร่….. กำลังกลายเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งครั้งสำคัญระหว่าง “ฝ่ายตัวแทนผู้บริโภค” กับ “ฝ่ายตัวแทนเกษตกร” ….

     อ่านข่าว : “แหม่ม มนัญญา”  หญิงแกร่งแห่งดอนหมื่นแสน 

ชื่อสารเคมี 3 ตัว ที่เป็นประเด็นใหญ่แย่งชิงพื้นที่สื่อตลอดปี 2562 คือ ยาฆ่าหญ้า “พาราควอต” (Paraquat) “ไกลโฟเซต” (Glyphosate) และยาฆ่าแมลง “คลอร์ไพริฟอส” (Chlorpyrifos)

กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลถึงอันตรายของสารเคมีทั้ง 3 ตัวข้างต้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกประกาศห้ามใช้กันเกือบหมดแล้วเนื่องจาก “พาราควอต” มีความเป็นพิษสูง ไม่มียาต้านพิษ เกษตรกรที่ใช้จะเกิดอันตรายจากการกินและสัมผัสทางผิวหนังได้ อาจถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต

ไกลโฟเซต สารก่อมะเร็ง ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและเกิดโรคไตเรื้อรัง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบไกลโฟเซตในซีรัมของแม่และสะดือทารกเด็กแรกเกิด ร้อยละ 46-50 ของจำนวนตัวอย่าง

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารฆ่าแมลงออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ ขาดสมาธิ ออทิสติก และรบกวนการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน มีผลต่อระบบสืบพันธุ์และโรคพาร์กินสัน และมีการศึกษาพบว่าในแม่ที่สัมผัสสารนี้ระหว่างตั้งครรภ์ พบว่ามีผลต่อพัฒนาระบบประสาทของเด็กด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” นำโดย “ไทยแพน” (ThaiPAN) เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ช่วยกันผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ ยกเลิก “การนำเข้า การขาย การอนุญาตใช้” สารเคมีพิษร้าย 3 ตัวนี้ในแปลงเกษตรทั่วประเทศไทย เนื่องจากพบงานวิจัยหลายชิ้นและกรณีคนป่วยจำนวนมากมายที่ยืนยันถึงอันตรายของสารพิษเหล่านี้ นอกจากส่งผลต่อสุขภาพชาวไร่ชาวสวนแล้ว ยังตกค้างในอาหารที่ขายให้ผู้บริโภคและที่สำคัญคือตกค้างในสิ่งแวดล้อมห่วงโซ่อาหาร

แต่ที่ผ่านมา “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” และ “กรมวิชาการเกษตร” พยายามชะลอการยกเลิก 3 สารนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อไร่อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง หรือพื้นที่เกษตรอื่นๆ ที่คาดว่ากระทบต่อชาวไร่และแรงงานเกษตรทั่วประเทศประมาณ 12 ล้านคน ที่ยังคงจำเป็นต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้

หากพิจารณาจากพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 138 ล้านไร่ โดยตัวเลขประมาณการใช้ “3 สารพิษ” มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 55 ล้านไร่ หรือร้อยละ 40 ของแปลงเกษตรทั้งหมด แบ่งเป็น “ยางพารา” 23 ล้านไร่ “อ้อย” 11.5 ล้านไร่ “มันสำปะหลัง” 8.6 ล้านไร่ “ข้าวโพด” 7 ล้านไร่ และ “ปาล์มน้ำมัน” 5.9 ล้านไร่

เนื่องจาก 3 สารเคมีข้างต้นมีการนิยมใช้อย่างแพร่หลายทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจแรงกดดันของเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายหมอ รวมถึงกระแสสังคมที่เรียกร้อง “อาหารปลอดภัย” โดยอ้างว่าพื้นที่เกษตรของไทยจำเป็นต้องใช้ “ขาดไม่ได้”!

จนกระทั่งมีตัวแทนรัฐบาลชุดใหม่ นำโดย “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่รับผิดชอบดูแลกรมวิชาการเกษตร จับมือกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศผลักดันยกเลิก 3 สารพิษ พร้อมใส่เกียร์แรงเร่งทุกฝ่ายให้ยกเลิการใช้ภายในปี 2562 พร้อมทั้งสั่งตรวจสต็อกด้วยว่าเหลืออยู่เท่าไร ป้องกัน “เจ้าสัวสารเคมียักษ์ใหญ่” แอบสั่งเพิ่มเข้ามาขายเก็งกำไร หรือรีบสั่งมาสะสมก่อนกฎหมายประกาศห้าม

ขณะที่ฝ่ายเครือข่ายเกษตกรที่ไม่เห็นด้วยและ “ต่อต้านคำสั่งแบน 3 สาร” กว่า 20 องค์กร เช่น สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มฯ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย กลุ่มข้าวโพดหวานอุตสาหกรรม ฯลฯ ออกมารวมตัวกันต่อต้านโจมตีว่าข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่มีหลักฐานวิจัยแสดงถึงการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยืนยันถึงผลดีของการใช้ 3 สารเคมีนี้ พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาเกิดจากปัญหาการใช้อย่างถูกต้องและใช้ผิดวิธีหรือใช้มากเกินไป ซึ่งหน่วยงานรัฐควรเน้นการให้ความรู้และวิธีการใช้อย่างถูกต้องมากกว่าการ “แบน” หรือห้ามใช้เด็ดขาด

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน “แบน 3 สาร” พยายามช่วงชิงพื้นที่สื่อมวลชนด้วยการจัดกิจกรรม “แถลงข่าว-เสวนา-สัมมนา” หลากหลายเวทีแทบทุกเดือน ในที่สุดวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมแนะนำให้ไปหาสารทางเลือกจัดการวัชพืชและสารทดแทน เพื่อไม่ให้ชาวไร่ชาวสวนเดือดร้อน

ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยซื้อสารพิษ 3 ตัวนี้ใช้ปีละเกือบ 8 พันล้านบาทตามลำดับดังนี้ อันดับ 1 คือ “พาราควอต” นิยมซื้อมาฉีดฆ่าหญ้า 44 ล้าน กก. มูลค่าประมาณ 3.8 พันล้านบาท ผู้นำเข้ารายใหญ่ คือ บริษัทซินเจนทา  อันดับ 2 “ไกลโฟเซต” นำเข้า 60 ล้าน กก. มูลค่า 3.3 พันล้านบาท โดย บริษัท มอนซานโต้ ผู้นำเข้ารายใหญ่ ส่วน “คลอร์ไพริฟอส” นำเข้า 3.7 ล้าน กก. มูลค่า 607 ล้านบาท

เมื่อมีการสั่งห้ามใช้ก็ต้องมีการเช็กสต็อกตรวจสอบ “ปริมาณคงเหลือ” ของทั้ง 3 สาร โดยข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2562 พบค้างในโกดังไม่ต่ำกว่า 30 ล้าน กก. แบ่งเป็น พาราควอต 13 ล้าน กก. ไกลโฟเซต 15 ล้าน กก. และคลอร์ไพริฟอส 1.7 กก. หากใช้ไม่หมดก็ต้องเผาทำลายทิ้ง ค่าใช้จ่ายประเมินเบื้องต้นว่าไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท

แม้มีคำสั่ง “แบน 3 สารพิษ” เรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหายังไม่จบสิ้นเพราะฝ่ายอยากไป ยื่นคำร้องขอ “ศาลปกครอง” คุ้มครองชั่วคราว อ้างว่าจะได้รับผลกระทบ ทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 82 และรายได้เกษตรกรจะหายไปเกินครึ่งหรือไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนล้านบาท แต่ “ศาลปกครองกลาง” ก็มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 ด้วยเหตุผลว่า “มติ” ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่มีผลทางกฎหมาย

ชาวไร่ชาวสวนที่เดือดร้อนรวมถึงแนวร่วมผู้ได้รับผลกระทบจึงหันไปรวมพลังเป็น “ม็อบชุดดำ” เดินขบวนบุกทำเนียบกว่า 1 พันคน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน มีการยื่นหนังสือคัดค้านต่อ “บิ๊กตู่” ด้วยเหตุผลว่า “คำสั่งยกเลิก 3 สาร” ถือว่าขัดต่อ ม.73 ของ “รัฐธรรมนูญ 2560” ที่ระบุให้ “รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย…”

ฝั่ง “ไทยแพน” ก็ออกมาโต้ทันทีว่า การยกเลิก 3 สารไม่ได้กระทบต่อเกษตรกรมากนัก เพราะชาวสวนยางส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ไม่ได้ใช้สารเคมีเหล่านี้ ส่วนสวนปาล์มร้อยละ 65 ก็ไม่ได้ใช้เช่นกัน พร้อมตัวอย่างจากมาเลเซีย ที่ประกาศยกเลิกการใช้เมื่อกลางปี 2562 ชาวสวนก็เปลี่ยนไปปลูกพืชคลุมดินและใช้สารอื่นทดแทน

ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบปัญหานี้โดยตรงคือ “กรมวิชาการเกษตร” ซึ่งพยายามหาทางออกด้วยการเสนอรายชื่อ “สารเคมีทดแทน” เกือบ 20 ชนิด และเสนอให้ทำเกษตรปลอดสารพิษ โดยการใช้เครื่องจักรหรือรถไถกำจัดวัชพืชแทน

หลังคำสั่งแบน 3 สาร ส่งผลให้การช่วงชิงตลาดค้า “สารเคมีตัวใหม่” เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายว่านี่คือกลยุทธ์ของนักการเมืองบางกลุ่มวางแผนร่วมมือกับเอ็นจีโอกับนักวิชาการและเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรบางคน หวังจะเป็นเจ้าวงการ “ตลาดสารทดแทน” เปลี่ยนจากคำว่า “สารเคมี” เป็นชื่อ “สารจุลินทรีย์” หากวางขายเต็มตลาดเมื่อไร คาดว่าจะโกยเงินมหาศาล

เสมือนการเปลี่ยนผู้ครองตลาดจาก “เจ้าสัวสารเคมีรายเก่า” เป็น “อาเสี่ยสารทดแทนน้องใหม่”

ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะเพื่อให้ “อาหารเมดอินไทยแลนด์ปลอดสารพิษ” ก็ควรเฝ้าระวังกลยุทธ์พลิกแพลงของกลุ่มที่มีผลประโยขน์แอบแฝงข้างต้นให้ดี

ช่วงปลายปี 2562 กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคพยายามเสนอไอเดียใหม่ หวังปลดล็อกหาทางออกให้รัฐบาลด้วยการเสนอให้ปรับปรุง “ระบบภาษี” เพื่อส่งเสริมแปลงเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีพิษ เช่น ลดภาษีหรือหาวิธีสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย “ออร์แกนิก” ผัก หมู ไก่ ปลา ฯลฯ ในทางกลับกันให้ “เก็บภาษี” ผู้นำเข้าสารเคมีมากกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมากฎหมายได้ยกเว้นไม่เก็บภาษีสารเคมีเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุน ดังนั้นรัฐควรปรับเก็บภาษีส่วนนี้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เหมือนสารเคมีอื่นๆ แล้วนำเงินที่ได้ไปช่วยลดภาษีสินค้าที่จำเป็นต่อการทำแปลงเกษตรปลอดภัยแทน

สารี อ๋องสมหวัง

“สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการร้องเรียนปัญหาหรือผลกระทบจากสารเคมีจำนวนมาก รัฐบาลต้องมีนโยบาย ช่วยขยายพื้นที่ปลูกเกษตรไร้สารพิษและจัดสรรเงินประกันรายได้ชาวไร่ชาวนาที่ไม่ใช้สารเคมี เช่น ช่วยราคาขายข้าวอินทรีย์ให้ไม่ต่ำกว่าตันละ 13,000-15,000 บาท จากที่เคยขายได้แค่ 10,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายลดการใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้

   “2562” ปีแห่งการต่อสู้ …..”3 สารพิษ”…ภัยผู้บริโภค”

          “2563 ควรเป็นปี…..”แข่งขันผลิตอาหารปลอดภัย” !

    ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เตือน 10 แก๊งวายร้าย..ภัยที่มากับปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407695?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน 10 แก๊งวายร้าย..ภัยที่มากับปีใหม่

1 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยที่มากับปีใหม่,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 3,100 ครั้ง

เตือน 10 แก๊งวายร้าย..ภัยที่มากับปีใหม่ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ช่วงเทศกาลปีใหม่คือช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้าน อาจมีเพียงเด็ก หรือคนชรา หรือผู้ดูแลบ้าน อาศัยเพียงลำพัง จึงมักจะมีมิจฉาชีพอาศัยช่วงโหว่สบโอกาสนี้แฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ที่กุมบังเหียนโดย “ผู้การก้อง” พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. จึงขอเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพในรูปแบบกลุ่มแก๊งวายร้าย  ที่ประชาชนมักจะตกเป็นเหยื่อในช่วงเทศกาลปีใหม่อยู่บ่อยครั้ง 10 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.แก๊งส่งของขวัญปีใหม่ คนร้ายจะใช้วิธีแอบอ้างว่ามีคนให้นำของขวัญมาส่งให้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าดอกไม้ ของกิน บางครั้งก็ใช้กล่องกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อจะได้ยกเข้าไปในบ้าน เมื่อคนในบ้านเผลอคนร้ายก็จะทำการรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีคนร้ายจะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์ด้วย

2.แก๊งสารพัดช่าง คนร้ายจะแอบอ้างมาซ่อมแอร์ ท่อประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือโทรทัศน์ โดยใช้คำพูดที่ทำให้คนในบ้านเชื่อและยอมให้เข้ามาในบ้าน จากนั้นคนร้ายจะทำทีไปซ่อมสิ่งต่างๆ ตามที่ได้แอบอ้าง และหลอกให้คนในบ้านไปดูแผงควบคุมไฟฟ้า หรือวาล์วเปิด-ปิดน้ำ จากนั้นจะรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีก็จะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน

3.แก๊งชุบหรือล้างทองรูปพรรณ คนร้ายจะขับรถไปตามหมู่บ้านหรือสถานที่สาธารณต่างๆ เพื่อรับชุบหรือล้างทองรูปพรรณให้สะอาดและดูใหม่ เพื่อจะนำไปใช้เป็นเครื่องประดับในช่วงปีใหม่ โดยจะอาศัยช่วงที่เจ้าของทองเผลอเอาทองปลอมที่เตรียมไว้ขึ้นมาเปลี่ยน

4.แก๊งจัดงานเลี้ยง มีพฤติกรรม 2 รูปแบบ วิธีแรกคนร้ายแอบอ้างกับเจ้าของร้านค้าว่าจะจัดงานเลี้ยงโดยติดต่อให้ส่งของต่างๆ ไปไว้ตามสถานที่จัดงาน เมื่อทางร้านค้าส่งของไปยังที่นัดหมายแล้ว จะแอบขนของหลบหนีไป ส่วนวีธีที่สองจะแอบอ้างกับผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงว่า สามารถสั่งอาหารได้ในราคาถูก ทำให้ผู้ที่จะจัดงานเลี้ยงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าอาหารให้กับคนร้าย แต่เมื่อถึงวันจัดเลี้ยงไม่มีการส่งอาหารมาให้แต่อย่างใด

5.แก๊งเรี่ยไรทำบุญ คนร้ายจะออกตระเวนเดินเรี่ยไร บางกลุ่มปลอมตัวเป็นพระภิกษุ สามเณร หรือเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิต่างๆ ออกรับบริจาคเงิน หรือสิ่งของ เพื่อนำไปทำบุญในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

6.แก๊งใช้ธนบัตรปลอม คนร้ายนำธนบัตรปลอมมาจับจ่ายใช้สอยตามตลาด หรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ผู้ขายสินค้า หรือให้บริการไม่ทันสังเกตว่าเป็นธนบัตรปลอม

7.แก๊งล้วงและกรีดกระเป๋า คนร้ายกระทำกันเป็นขบวนการ โดยเฉพาะที่ที่มีผู้คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งหัวหน้าทีมจะเป็นคนคอยเล็งดูเหยื่อว่าคนไหนน่าจะมีเงิน ก่อนส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมเดินเข้าประกบเหยื่อ จากนั้นหัวหน้าทีมจะเดินเข้าหาเหยื่อแล้วใช้กระดาษที่เตรียมมายกขึ้นบัง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจะทำการกรีดกระเป๋าหรือล้วงเข้าไปหยิบทรัพย์สินในกระเป๋า โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว

8.แก๊งชวนเล่นการพนัน คนร้ายจะชักชวนกลุ่มผู้โดยสารระหว่างรอรถ หรือระหว่างเดินทาง เป็นกลุ่มผู้โดยสารที่ได้ตีสนิทไว้ แล้วให้มาร่วมเล่นการพนันในรูปแบบต่างๆ เช่น กำถั่ว ตลับยาหม่อง หรือไพ่สามใบ มีหน้าม้าทำทีว่าทายถูกอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและทายบ้าง กลับเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

9.แก๊งขายสินค้าราคาถูก คนร้ายจะขับรถตระเวนขายสินค้าประเภทต่างๆ ไปตามหมู่บ้าน โฆษณาชวนเชื่อว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงมาบริการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพจากโรงงานที่มีการเลหลังล้างสต็อก แต่แท้จริงแล้วเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือหมดอายุ

และ 10.แก๊งมอมยา คนร้ายจะผสมยานอนหลับลงในน้ำดื่ม กาแฟกระป๋อง หรืออาหาร จากนั้นจะทำทีเข้าไปตีสนิทชิดเชื้อกับผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างรอรถ หรือผู้โดยสารที่อยู่บนรถด้วยภาษาท้องถิ่น เสมือนเป็นคนบ้านเดียวกัน และชักชวนให้ดื่มน้ำ หรือกาแฟที่เตรียมไว้ เมื่อเหยื่อหลับคนร้ายจะหยิบทรัพย์สินที่มีค่า แล้วหลบหนีไป

ปีใหม่ทั้งทีต้องมีแต่ความสุข ไม่เชื่อง่ายๆ มีสติ ไม่โลภ ไม่หลง ระมัดระวังตัวเองเสมอ จะทำให้รอดจากแก๊งวายร้ายตามคำเตือนตำรวจ..!!

‘ทักษิณ’เสื่อม เพื่อไทยระส่ำ รอวันจบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407752?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทักษิณ’เสื่อม เพื่อไทยระส่ำ รอวันจบ

31 ธันวาคม 2562 – 09:59 น.
พรรคเพื่อไทย,แม้ว,ทักษิณ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย
เปิดอ่าน 48,597 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ธ.ค. 2562

******************************

สมมุติแห่งกาลเวลา กำหนดให้วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี และนับหนึ่งแห่งการเริ่มต้นปีศักราชใหม่ หมุนเวียนหมุนเปลี่ยนไป ปีแล้วปีเล่า ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทำให้นึกถึงสัจธรรมที่ว่า “สรรพสิ่งในโลกหล้า เมื่อถึงที่สุด ย่อมย้อนกลับ”

พรรคเพื่อไทยที่มีต้นกำเนิดจากพรรคไทยรักไทย และนักธุรกิจโทรคมนาคมชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้างต้น สรรพสิ่งในโลกหล้า มีเกิด ก็มีดับ มีรุ่ง ก็มีร่วง ตลอดปี 2562 เพื่อไทยจึงตกอยู่ในสภาพถดถอย

เถ้าแก่”ถอดใจ

รู้ทั้งรู้ รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อการเอาชนะ ทักษิณ ชินวัตร” ในสมรภูมิเลือกตั้ง แต่ “ผู้มีบารมี” เหนือพรรคเพื่อไทยก็เดินเกมพลาด โดยการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ วางยุทธศาสตร์เดิน 2 ขา แต่ดันเล่นเกมเสี่ยง เลยนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ผลการเลือกตั้ง ส.ส. 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนรวม 7.8 ล้านเสียง และได้ ส.ส.เขต 135 ที่นั่ง ด้วยกติกาใหม่ ส่งผลให้เพื่อไทย ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว

แม้จะชิงจับขั้วตั้งรัฐบาล 6 พรรค (เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ และพลังปวงชนไทย) แต่ก็ได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เพื่อไทยจึงต้องเป็นฝ่ายค้าน

ทักษิณ ชินวัตร

อย่างที่ทราบกัน เพื่อไทยเป็นพรรคของ “เถ้าแก่” เมื่อทักษิณ ชินวัตร ไปอยู่ต่างแดนนานนับสิบปี ย่อมส่งผลกระทบถึงตัวแทนที่จะสืบทอดสร้างพรรคให้เข้มแข็ง เหมือนสมัยเถ้าแก่เรืองอำนาจ

“เถ้าแก่ตามโลกไม่ทัน เครือข่าย ส.ส.กับฐานเสียงถูกบ่อนเซาะ แกนนำต้องฟังเถ้าแก่ ไม่มีบทบาทนำจริง ริเริ่มเองไม่ได้ เพื่อไทยวันนี้ มีแต่บุญเก่า ทั้งตัวเถ้าแก่ แนวคิด แกนนำ ส.ส. มีแต่จะหมดไปไม่ได้เพิ่มขึ้น”

นี่เป็นเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการที่เคยสนับสนุนพรรคการเมืองของทักษิณ และดูเหมือนว่า เถ้าแก่ออกอาการถอดใจเสียแล้ว

บัตรคนจนชนะ

ผลการเลือกตั้งซ่อม 22 ธันวาคม 2562 พรรคเพื่อไทยพ่ายพรรคพลังประชารัฐ อาจเหนือความคาดหมายของคนนอกพื้นที่ สำหรับชาวขอนแก่น เขต 7 (หนองเรือ-มัญจาคีรี) เป็นสิ่งที่คาดหมายกันไว้ นับแต่ “นวัธ เตาะเจริญสุข” ส.ส.ขอนแก่น ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต ว่า สถานการณ์เลือกตั้งจะไม่เหมือนเดิม

“สมศักดิ์ คุณเงิน” พรรคพลังประชารัฐ ได้ 40,252 คะแนน เอาชนะ “ธนิก มาสีพิทักษ์” ได้ 38,010 คะแนน ทำให้ที่นั่ง ส.ส.เขตของเพื่อไทย หายไปอีก 1 ที่นั่ง รวมกับเขต 8 เชียงใหม่ เป็น 2 ที่นั่ง จาก 135 ที่นั่ง เหลือ 133 ที่นั่ง

สมศักดิ์ คุณเงิน

นักวิชาการสายเสื้อแดง เคยวิเคราะห์เปรียบเทียบว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา เพื่อไทยสูญเสียพื้นที่สำคัญบางส่วนในภาคเหนือ และภาคอีสาน ให้แก่พลังประชารัฐ เพราะอิทธิฤทธิ์ “บัตรคนจน” หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สมัยก่อน มักมีคำพูดว่า ในอีสาน เพื่อไทยเอา “เสาไฟฟ้า” มาลงก็ชนะ หรือ “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” แต่สมัยนี้ สำนวนนี้ใช้ไม่ได้แล้ว

อาการเสื่อมถอยของทักษิณ-เพื่อไทย เห็นชัดมากขึ้น แกนนำแดงรากหญ้าย้ายค่าย พื้นที่เลือกตั้ง โดนยึดไปทีละเขต

เพื่อไทย ก๊ก

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ส.ส.สายอีสาน 60 ชีวิต ไปทัวร์นครดูไบ นำทีมโดย ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ โดยไปบอกเล่าสภาพการบริหารงานภายในพรรคเพื่อไทยให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับรู้ และขอเปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์พรรคจาก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็น “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”

หลักฐานคุณหญิงหน่อย โผล่ดูไบ

ดีแต่ว่า “คุณหญิงหน่อย” ไหวตัวทัน รีบบินไปตามเคลียร์ถึงดูไบ ข่าวการปลดประธานยุทธศาสตร์พรรค จึงเงียบไป ส.ส.อีสานที่ไปดูไบกลับมา ก็ปิดปากเงียบ

ถัดมา วันที่ 4-5 ธันวาคม 2562 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พาลูกชายไปรับประทานอาหารกับทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ร้านอาหารในเกาลูน ฮ่องกง

เฉลิม ไปพบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่ฮ่องกง

หลังจากนั้น มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ลงนามแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

วันที่ 24 ธันวาคม 2562 “เหลิม บางบอน” เรียกประชุมคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยจะมีการสรุปข้อมูลก็จะมอบหมายให้ฝ่ายประสานงานไปประชุมร่วมกับทาง 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน

ปี 2563 จับตาศึกสามก๊กเพื่อไทย..ก๊กหัวหน้าสมพงษ์ ก๊กคุณหญิงหน่อย และก๊กเหลิม บางบอน รับประกันว่าเดือดระอุ?

ลาทีปีเก่า-สวัสดีปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลาทีปีเก่า-สวัสดีปีใหม่

31 ธันวาคม 2562 – 09:00 น.
สวัสดีปีใหม่,ลาทีปีเก่า,ปี 2563
เปิดอ่าน 2,898 ครั้ง

ลาทีปีเก่า-สวัสดีปีใหม่ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า 2562 เป็นวันสุดท้ายของปี ‘ดับเครื่องชน’ ขอน้อมอำนวยพรให้ทุกท่านจงมีความสุขสวัสดี มีความเจริญพัฒนาสืบไป

ในขวบปีที่ผ่านไปนั้นเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นดีมั่ง-ร้ายมั่งตามวัฏจักรของชีวิต ก็ขอเรียนว่าจงต่อสู้ต่อไปอย่าท้อถอย

เรามีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและยิ่งเวลาผ่านไปดูเหมือนว่าเรือเหล็กของรัฐบาลนี้จะยิ่งมั่นคงและจะฟันฝ่าคลื่นลมมรสุมไปได้ก็ต้องรอดูกันต่อไป

หลายๆ ท่านมีโปรมแกรมฉลองปีใหม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดก็ขอให้มีความปลอดภัยทุกประการ

เวลานี้ประชาชนคนไทยกำลังนิยมสวดมนต์ข้ามปี-ทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ขอให้กุศลผลบุญนั้นจงกลับมาทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเทอญ
อ๊อด เทอร์โบ


 เดี๋ยวร้อน-เดี๋ยวหนาวต้องระวัง
เวลานี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ คุณ ‘ดาราราย’ เชียงดาว ส่งจดหมายมาด้วยความปรารถดีให้ดูแลสุขภาพและเป็นหวัดได้ง่าย

พร้อมกันนี้ได้แนะนำวิธีง่ายๆ ในการรักษาสุขภาพ ซึ่งขอให้นำไปใช้และไม่ยุ่งยากลำบากแต่ประการใด

ขอขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่กรุณาแจ้งมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ต้องทำอย่างไร?
 ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลหวัด

ในช่วงนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศหนาว คนกรุงก็หนีไม่พ้น เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เป็นหวัดเอาได้ง่ายๆ หลายคนมักมีอาการป่วย ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ

เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันในการรับมือกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เราจึงต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงตลอดช่วงหน้าหนาว ดิฉันอ่านเจอบทความเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ จึงอยากนำมาบอกเล่าสู่กันฟังไว้ลองทำกันดูได้

1.เพิ่มวิตามินซีให้ร่างกาย เพื่อช่วยต้านทานอนุมูลอิสระและไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดโรคหวัด โดยเฉพาะวิตามินซีจากธรรมชาติในผักและผลไม้ต่างๆ เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี เชอร์รี่ ฯลฯ 2.รักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นเสมอด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่บาง ไม่สั้นจนเกินไป หากอยู่ในที่ที่อากาศหนาวควรสวมใส่เสื้อกันหนาวหรือมีผ้าคลุม ผ้าพันคอ หมวกไหมพรมที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่น

3.เลือกกินอาหารที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย งดการดื่มเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีความเย็นจัดเป็นประจำ หากติดการดื่มน้ำเย็นควรลดปริมาณน้ำแข็งหรือไม่ใส่น้ำแข็งดูบ้าง ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ลองหันมากินอาหารประเภทซุปไก่ ไก่ตุ๋นยาจีน น้ำขิง ชาสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ให้ความร้อนกับร่างกาย

4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมนุมชน ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือมีความแออัด เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อหวัดที่ลอยอยู่ในอากาศได้มากกว่า 5.ควรออกกำลังกายหรือขยับร่างกายบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นการยืดเส้นยืดสายรวมถึงกล้ามเนื้อไปในตัว 6.หากเริ่มรู้สึกเจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ควรเพิ่มการนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเพียงพอ จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ในระหว่างวัน อยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเท ไม่ใช่ห้องแอร์ยิ่งดี เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อหวัดให้แก่ผู้อื่น

หน้าหนาวใช่ว่าเราจะไม่ต้องดูแลสุขภาพกันนะคะ เพราะนี่เป็นฤดูกาลที่คนเป็นไข้หวัดไม่น้อยหน้าไปกว่าหน้าฝนกันเลยทีเดียว ใครที่ไม่อยากเจ็บป่วยบ่อยจนเสียงานเสียการหรือเสียการเรียนล่ะก็ เอาเคล็ดลับดูแลสุขภาพหน้าหนาวข้างต้นไปใช้กันดูนะคะ
ดาราราย (เชียงดาว)


 เตรียมจัดนิทรรศการอีก
 ขอความร่วมมือจากรัฐบาล

ผมมีข่าวดีจากกรมศิลปากรว่า จากการจัดนิทรรศการพิเศษ จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่มียอดผู้ชมทะลุกว่า 3 แสนคน เป็นการเปิดหูเปิดตาชาวไทยในด้านขององค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์

สร้างจุดดึงดูดเรียกผู้ชมให้เข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอย่างล้นหลาม ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้วางแนวทางการจัดนิทรรศการพิเศษในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จะพยายามสืบค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจจากทั่วประเทศและทั่วโลกมาจัดนิทรรศการแสดง

เวลานี้กรมศิลปากรกำลังประสานงานติดต่อรัฐบาลต่างๆ เช่น อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นำโบราณวัตถุมาไทยด้วย

จึงเรียนมาเพื่อให้ทราบข่าวดีนี้
โกมลชัย (กทม.)


นายกฯเงา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯเงา

31 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,นายกฯเงา
เปิดอ่าน 5,152 ครั้ง

นายกฯเงา โดย…  “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก”

จากเหตุการณ์ทางการเมืองทุกครั้ง จะมี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางสว่างและทางลับ ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก จึงเห็นว่าบทบาทของ พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ธรรมดา เปรียบได้ดัง “นายกฯ เงา” ที่ทำหน้าที่ค้ำบัลลังก์นายกฯ ตัวจริง

ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา นอกจากบทบาทของรัฐบาลและฝ่ายค้านในทางการเมืองแล้ว อีกหนึ่งองค์กรสำคัญที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือ กองทัพ 

กองทัพที่นำโดย บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ลูกชายสุดเลิฟของ บิ๊กจ๊อด พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์

กองทัพในยุค “บิ๊กแดง” ถือว่าเป็นกองทัพในยุคเปลี่ยนผ่าน จะบอกว่าเป็นกองทัพลูกผสมก็ว่าได้ เพราะ บิ๊กแดง เข้ามาช่วงที่บรรดาบิ๊กๆ คสช.จะทรานส์ฟอร์มไปสู่การเป็นประชาธิปไตย

ฉะนั้นบทบาทของบิ๊กแดง จึงมีความสำคัญที่จะประคับประคองรัฐบาล คสช.ให้เปลี่ยนไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยไม่สะดุด

จะเรียกว่ามีหน้าที่คอยค้ำบัลลังก์ “บิ๊กตู่” ก็ดูจะไม่ผิดนัก

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” ขอโฟกัสภาพที่เราได้เห็นบทบาทของบิ๊กแดง ทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ ในมิติที่โดดเด่นและชัดเจนกว่า ผบ.ทบ.ทุกคนในอดีต เนื่องจาก บิ๊กแดง มักจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสถาบันเบื้องสูง

แน่นอนว่า การที่ บิ๊กแดง เป็นทั้ง ผบ.ทบ.และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันเบื้องสูง

หากนักการเมืองเปิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ความมั่นคง และสถาบันเบื้องสูง จะถูกสวนกลับจาก บิ๊กแดง ทันที

ดูจากกรณี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่รณรงค์หาเสียงด้วยการเสนอตัดงบประมาณกองทัพ จึงถูกบิ๊กแดงตอบโต้ด้วยการไล่ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” เล่นเอาการเมืองร้อนขึ้นมาทันที

หลายครั้งที่ บิ๊กแดง ออกมาให้ความเห็นต่อสื่อ เมื่อถูกพรรคการเมืองโจมตีกองทัพโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและการเกณฑ์ทหาร

ฝ่ายค้านเองเหมือนจะรู้ว่าหากต้องการโค่นอำนาจบิ๊กตู่ ต้องพุ่งเป้าไปที่ กองทัพของบิ๊กแดง เพราะมีคนและรถถังพร้อมที่จะปกป้องรัฐบาลบิ๊กตู่ ตลอดเวลา

บทบาทของบิ๊กแดง จึงเป็นที่ถูกใจบิ๊กตู่เป็นอย่างมาก ถึงขนาดในทางลับ บิ๊กแดงจะคอยรายงานสถานการณ์ต่างๆ ให้บิ๊กตู่ได้รับทราบ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง

จนหลายครั้งทำให้ฝ่ายค้านไม่พอใจ ถึงกับเรียกร้องให้นายกฯ ปลด ผบ.ทบ. เพราะเป็นข้าราชการแต่มายุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง มีการล่ารายชื่อทางเว็บไซต์เพื่อให้ปลด ผบ.ทบ.ออกจากตำแหน่ง

แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งจากบิ๊กตู่และบิ๊กป้อม เสมือนว่า บทบาทของบิ๊กแดงอยู่ในสายตาของพี่ใหญ่ทั้งสองคน

เกมแบบนี้ยิ่งทำให้ฝ่ายค้านอึดอัดทำอะไรได้ไม่เต็มที่ 

ไม่เพียงเท่านี้ เกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน ยังถูกบิ๊กแดงและกองทัพจับตาเป็นพิเศษ เมื่อมีการเสวนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนักวิชาการได้หยิบยกการแก้ไขมาตรา 1 ขึ้นมา ทำให้การเมืองร้อนขึ้นมาอีก

เพราะว่าการแก้ไขมาตรา 1 ไปเข้าทางของขบวนการโจรใต้ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ใครเป็นใครบ้างบนเวทีของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค รวมถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตตใหม่ด้วย

จึงถูก กอ.รมน.แจ้งจับข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ต่อมา บิ๊กแดง เปิดหอประชุมกองทัพบก พูดเรื่องความมั่นคง พร้อมกับเปิดประเด็น สงครามลูกผสมหรือ Hybrid War ครั้งนั้น บิ๊กแดง ใช้คำว่า ซ้ายดัดจริต ฮ่องเต้ซินโดรม และแก๊งลูกพี่หนีคดี

แน่นอนว่ากระทบโดยตรงกับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ ธนาธร ที่บิ๊กแดงนำภาพที่ฮ่องกง ที่ถ่ายกับ โจชัว หว่อง ผู้นำม็อบฮ่องกง แยกตัวออกจากจีน มานำเสนอว่าเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” ผลที่ตามมาคือ สถานทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามนักการเมืองไทย

ทำให้รัฐบาลไทยต้องเปิดบ้านต้อนรับ แคร์รี่ หล่ำ ผู้นำฮ่องกงที่เดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ไทยให้การสนับสนุนม็อบฮ่องกง

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” มองว่า การเคลื่อนไหวของบิ๊กแดงแต่ละครั้ง ได้สร้างความเบาใจให้รัฐบาล บิ๊กตู่เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อบิ๊กแดงออกรบเอง บิ๊กตู่และบิ๊กป้อมก็สบายมือไม่ต้องปะทะโดยตรง

          ส่วนบทบาทและการเคลื่อนไหวของ บิ๊กแดง ที่ไม่ออกสื่อ บิ๊กแดง เสมือนเงาตามตัว บิ๊กตู่ ทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ เพราะว่า บิ๊กแดง คือคนกลางที่ทำหน้าที่ “ดีล” กับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลของบิ๊กตู่ราบรื่น

เนื่องจากภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ก็ได้บิ๊กแดงนี่แหละคอยประสานกับ ส.ส.และพรรคการเมืองเพื่อมาเติมเสียงในรัฐบาล

ขนาดวันที่จะมีการประชุมและนับองค์ประชุมเพื่อให้มีการนับคะแนนญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา มาตรา 44 ก็ได้ บิ๊กแดงนี่แหละคอย “เช็ก” จำนวน ส.ส.ที่จะเข้าประชุมตลอดเวลา ผ่านไปทาง บิ๊กป้อม และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จนทำให้องค์ประชุมครบ และโหวตตั้งกรรมาธิการวิสามัญ มาตรา 44 ถูกตีตกไป

ครั้งนั้น บิ๊กตู่ และบิ๊กป้อม ต้องยกนิ้วให้บิ๊กแดง

จนต่อมามีข่าวกระเส็นกระสายว่า บิ๊กแดง คือตัวเต็งในเก้าอี้นายกฯ ต่อจากบิ๊กตู่ พอนักข่าวเอาเรื่องนี้ไปถาม บิ๊กป้อม บิ๊กตู่ จนเกิดความเข้าใจผิด

บิ๊กตู่ กับ บิ๊กป้อม ต้องออกมาปฏิเสธ โดยบิ๊กป้อมตอบว่าพูดเล่น ส่วนบิ๊กตู่ บอกว่า การจะเป็นนายกฯนั้นเป็นง่ายกันนักหรือ จึงปิดข่าวลือที่ฝ่ายค้านพยายามโยนออกมาให้เกิดความขัดแย้ง

แต่แม้ว่า บิ๊กแดง จะไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ เพราะเป็นข้าราชการประจำและเป็น ส.ว.ด้วย แต่ภารกิจและบทบาทของบิ๊กแดง ทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ ก็เสมือนเป็น นายกฯ เงา ที่คอยค้ำบัลลังก์รัฐบาลบิ๊กตู่อยู่แล้ว

แล้งนี้ น้ำโขง สุดวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แล้งนี้ น้ำโขง สุดวิกฤติ

31 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
กระดานความคิด,แล้ง,แม่น้ำโขง
เปิดอ่าน 3,894 ครั้ง

แล้งนี้ น้ำโขง สุดวิกฤติ คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง

สองเดือนข้างหน้า ฤดูแล้งจะมาเยือน แม่น้ำโขง กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2562 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) จัดการประชุมปรึกษาหารือและให้ข้อมูลระดับภูมิภาค ครั้งที่ 8 เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาก 4 ประเทศสมาชิกคือ กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม นักพัฒนาโครงการและภาคเอกชนเข้าร่วม

ที่ประชุม MRC ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่แม่น้ำโขงแห้งแล้งมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ มาจากฤดูฝนที่มาช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะในแม่น้ำโขงตอนบน รวมทั้งการกักน้ำบางช่วงของประเทศจีน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากการทดสอบและการกักน้ำของเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง และแม่น้ำโขงสายหลัก ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ

ปลายเดือนตุลาคม 2562 “เขื่อนไซยะบุลี” ที่กั้นแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว จะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ หลังทดลองผลิตไฟฟ้ายูนิตแรกให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาแล้ว

เขื่อนไซยะบุลี เป็นเขื่อนแรกที่สร้างบนแม่น้ำโขง ตอนล่าง มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนไทย กัมพูชาและเวียดนาม พร้อมเอ็นจีโอนานาชาติเนื่องจากมีข้อกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงและระบบนิเวศ ทั้งผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลลาวไม่สนใจเสียงทักท้วง เดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุลี จนเสร็จสมบูรณ์ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกลุ่มทุนไทยคือ ช.การช่าง

11 ตุลาคม 2562 ได้มีการทดลองเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 1 ของโครงการ “เขื่อนดอนสะโฮง” ซึ่งมีจุดที่ตั้งเขื่อนอยู่บนแม่น้ำโขง บริเวณสี่พันดอน เมืองโขง แขวงจำปาสัก โดยมีการสร้างเขื่อนกั้น “ฮูสะโฮง” ทางน้ำไหลธรรมชาติ ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 260 เมกะวัตต์ ความสูง 25 เมตร

โครงดอนสะโฮง มีมูลค่าราว 723.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือหุ้นใหญ่ 80% โดย บริษัท Mega First Corporation Berhad (MFCB) จากมาเลเซีย รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาว 20%

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนดอนสะโฮง จะสนอง 4 แขวงภาคใต้ คือแขวงสาละวัน แขวงอัตตะปือ แขวงเซกอง และแขวงจำปาสัก และที่เหลือส่งขายให้กัมพูชา

แผนการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของ สปป.ลาว จากนี้ไปจนถึงปี 2563 จะให้บรรลุเป้าหมายการแสวงหาแหล่งผลิตไฟฟ้า 60 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน ทั้งเขื่อนพลังน้ำ และโครงการไฟฟ้าถ่านหิน ก่อสร้างสำเร็จไปแล้ว 38 แห่ง ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำลังติดตั้ง 6,265 เมกะวัตต์

รัฐบาลลาว ยังมีแผนจะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงอีก 3 แห่งคือ เขื่อนปากแบ่ง แขวงอุดมไซ ที่มีการสำรวจออกแบบเรียบร้อยแล้ว เขื่อนหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง และเขื่อนปากลาย แขวงไซยะบุลี

สำหรับเขื่อนหลวงพระบาง เป็นการร่วมทุนของรัฐบาลลาวกับบริษัท ช.การช่าง ของไทย และบริษัท PetroVietnam Power Corporation ของรัฐบาลเวียดนาม

เขื่อนหลวงพระบางจะเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลผ่าน (Run-of-river Dam) ตัวสันเขื่อนมีความยาว 275 เมตร สูง 79 เมตร กว้าง 97 เมตร ขนาดกำลังผลิต 1,460 เมกะวัตต์ อยู่ในแม่น้ำโขงตอนบนของนครหลวงพระบางประมาณ 25 กิโลเมตร

กระบวนการปรึกษาหารือฯ อันเป็นกลไกร่วมของ MRC กำหนดให้โครงการพัฒนาในแม่น้ำโขง ต้องแจ้งและรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง

เอาเข้าจริง กระบวนการปรึกษาหารือฯ มิใช่สิทธิในการ “ยับยั้ง” หรือสิทธิในการดำเนินการ “ฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น” และไม่ได้เป็นกระบวนการตัดสินใจต่อโครงการว่า ”ให้หรือไม่ให้ก่อสร้าง” แต่เป็นการให้ประเทศสมาชิกอื่นตกลงกำหนดมาตรการร่วมกันในการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน

ไม่ว่า MRC จะว่าอย่างไร? รัฐบาล สปป.ลาว ประกาศเดินหน้าสร้างเขื่อนหลวงพระบาง ภายในปี 2563 อย่างแน่นอน

รวมพลังจากวันผ่านพ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407751?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รวมพลังจากวันผ่านพ้น

31 ธันวาคม 2562 – 08:02 น.
รวมพลังจากวันผ่านพ้น,การเมือง
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

รวมพลังจากวันผ่านพ้น บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2562

365 วันที่ผ่านมา มีหลากหลายเรื่องราวเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทั้งที่ประทับใจน่ายินดี และอีกหลากกรณีคือหน้าประวัติศาสตร์อันจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตามปี 2562 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปอีกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ต้องถือว่าเป็นห้วงเวลามหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย ที่ได้ร่วมใจน้อมรำลึกถึงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เกริกไกรและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนของพระองค์ ทุกเชื้อชาติศาสนา ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งราชจักรีวงศ์ พระราชพิธีราชาภิเษกอันสมพระเกียรติยิ่ง และการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร หลอมรวมทุกดวงใจปวงชนชาวไทยไว้ด้วยกัน อันหมายถึงความสมัครสมานสามัคคี ที่จะนำชาติสู่ความวัฒนาถาวร

ในด้านการเมืองปี 2562 คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการส่งมอบอำนาจจากฝ่ายทหารในนามคณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม ผลของการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหลายประเด็น เช่น จำนวนพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามามีมากถึง 27 พรรค ขณะที่พรรคเล็กมี ส.ส.คนเดียวก็มีมากถึงกว่า 10 พรรค ขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทุกคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์พรรคการเมืองหน้าใหม่ได้รับเลือกตั้งมาอย่างผิดความคาดหมาย หลายพรรคได้รับอานิสงส์จากระบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่ชนะกันไม่ขาดทำให้เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การเมืองในสภาผู้แทนลุ่มๆ ดอนๆ และสภาพเช่นนี้เชื่อว่าจะยังคงอยู่ต่อไปในปี 2563 แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าการเมืองจะวุ่นวายอย่างไรทุกฝ่ายก็ควรยึดมั่นในระบบรัฐสภา

ตลอดทั้งปี 2562 ภายใต้กระแสของความเหลื่อมล้ำที่พูดถึงกันมานาน คำว่า “เศรษฐกิจตกต่ำ-ข้าวยากหมากแพง” เป็นหัวข้อใหญ่ที่คนไทยได้ยินแทบทุกเมื่อเชื่อวัน ฝ่ายรัฐบาลบอกว่านั่นเป็นเพียงวาทกรรม แต่ฝ่ายกลางๆ และตรงข้ามก็พยายามชี้ให้เห็นกันในหลายแง่มุมว่าประชาชนลำบากยากแค้นจริงๆ แต่ถึงอย่างไร ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องที่พูดกันตลอดปีนั้นเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองหรือไม่ สะท้อนผ่านตัวเลขจีดีพี มูลค่าการส่งออกที่ติดลบ การลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชนไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เครื่องจักร เศรษฐกิจหลายตัวสะดุด รัฐบาลต้องออกแรงผลักดันเมกะโปรเจกต์ อย่างเช่นโครงการอีอีซี ออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นต่อเนื่องหลายมาตรการ แต่จนใกล้ถึงวันสิ้นปีมีเสียงมาจากแบงก์ชาติเตือนมาว่า ปีหน้าจีดีพีจะเติบโตได้อย่างมาก 2.8% หนำซ้ำยังมีโจทย์อีกหลายด้านที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกันก้าวข้าม

ในด้านสังคมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีระดับโลกนำมาซึ่งความปั่นป่วน ในแวดวงของผู้ประกอบอาชีพหลายด้านด้วยกัน ถือเป็นอีกปีหนึ่งคนทำงานในโครงสร้างเก่า ต้องเผชิญอุปสรรคไปจนถึงความยากลำบากเพราะตกงาน ขณะที่อาชีพใหม่ การทำมาค้าขายในรูปแบบพึ่งพิงอินเทอร์เน็ตขยายตัวมากขึ้นทุกวัน และเข้าไปมีบทบาทสำคัญทุกภาคส่วนมากขึ้นทุกขณะไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการพาณิชย์ แต่กระนั้นในอีกด้านหนึ่งการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ก็เป็นสิ่งท้าทายภูมิคุ้มกันของคนไทยอยู่ไม่น้อยจนมีข่าวในเชิงลบอยู่แทบทุกวัน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่นับจากนี้จะเป็นภาระของคนไทยหรือชาวโลกทุกชีวิตจะต้องใส่ใจ ทำความเข้าใจให้เท่าทัน ปรับตัว และพร้อมร่วมมือป้องกันพิบัติภัยที่อาจเกิดตามมาเพื่อร่วมกันฟันฝ่านานาอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าในปีต่อๆ ไป